วันเสาร์, ตุลาคม 31, 2569

ดูเหมือนคำพิพากษาของศาลในช่วงที่ผ่านมาจะทำให้ บอย-พงศธรณ์ ตันเจริญ อดีตนักกิจกรรมนักศึกษาที่ผันตัวมาเป็นผู้สื่อข่าวประจำเว็บไซต์ The Isaan Record อ่านทิศทางออกว่า ชะตากรรมของเขาในวันพิพากษาของศาลชั้นต้นจะเป็นอย่างไร เขาจึงเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมาก่อนที่ศาลจะตัดสินในวันที่ 30 ตุลาคม 2569 และแล้ว…ก็เป็นดังที่คาด เมื่อศาลอาญารัชดาตัดสินจำคุก 2 ปี 8 เดือน


The Isaan Record
13 hours ago
·
ดูเหมือนคำพิพากษาของศาลในช่วงที่ผ่านมาจะทำให้ บอย-พงศธรณ์ ตันเจริญ อดีตนักกิจกรรมนักศึกษาที่ผันตัวมาเป็นผู้สื่อข่าวประจำเว็บไซต์ The Isaan Record อ่านทิศทางออกว่า ชะตากรรมของเขาในวันพิพากษาของศาลชั้นต้นจะเป็นอย่างไร เขาจึงเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมาก่อนที่ศาลจะตัดสินในวันที่ 30 ตุลาคม 2569

และแล้ว…ก็เป็นดังที่คาด เมื่อศาลอาญารัชดาตัดสินจำคุก 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญาและยังไม่ได้รับการประกันตัว

ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาแน่วแน่ในแนวทาง คือ ถ้อยคำจากแม่ที่บอกว่า “แม่อยากขอให้บอยสู้เต็มที่ ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวล และไม่ต้องกลัว เพราะบอยไม่ได้ทำอะไรผิดอยู่แล้ว เราไม่ได้เป็นฆาตกรฆ่าใครตาย บอยแค่คิดต่างเท่านั้น แม่จะรอที่บอยกลับมาจากศาลแล้วค่อยกินด้วยกันที่บ้าน”

นี่จึงเป็นกำลังใจให้เขายืนหยัดว่า “แม้จะต้องถูกจองจำ แต่คุกก็เป็นเพียงสถานที่ที่กักขังได้แค่ร่างกาย แต่ไม่มีวันเปลี่ยนความคิด ความเชื่อหรือจิตใจของผมได้”

อ่าน: จดหมายจากบอย-พงศธรณ์ เมื่อผมเป็นนักโทษทางความคิด พบกันใหม่เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ
https://theisaanrecord.co/.../boy-phongsatorn-letter.../
---
เรื่อง: พงศธรณ์ ตันเจริญ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1655797083254096&set=a.621847056649109
.....

จดหมายจากบอย-พงศธรณ์ เมื่อผมเป็นนักโทษทางความคิด พบกันใหม่เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ

พงศธร​ณ์​ ตัน​เจริญ
•
30 ตุลาคม 2026

ผม – พงศธรณ์ ตันเจริญ (บอย) ผู้สื่อข่าวประจำสำนักข่าว The Isaan Record และอีกบทบาทหนึ่ง คือ จำเลยที่ 5 ในคดีการชุมนุมบริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ ถนนรัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ก่อนวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569 นี้ ซึ่งเป็นวันที่ศาลอาญารัชดาฯ กรุงเทพฯ นัดฟังคำพิพากษา ตอนนี้ผมไม่รู้ว่า ศาลจะมีคำสั่งอย่างไร

ถ้าศาลไม่ให้ประกันตัวระหว่างการสู้คดีในศาลชั้นอุทธรณ์ ผมก็คงถูกควบคุมตัวไปยังเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อกักขังและเป็นนักโทษทางความคิด

ช่วงเวลาก่อนหน้าที่จะเดินทางมาถึงวันพิพากษา ผมพยายามรวบรวมสติ และเรียบเรียงเรื่องราวในหัวเพื่อประมวลออกมาเขียนจดหมายฉบับนี้

ก่อนอื่นผมขอเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงความรู้สึกส่วนตัว ผมไม่รู้สึกกลัวการถูกจองจำ หากย้อนกลับไปดูสายธารทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจะพบว่า มีนักต่อสู้เพื่อสังคมจำนวนไม่น้อยที่ถูกรัฐจับตัวไปคุมขัง

“คุก” จึงเป็นเพียงสถานที่ที่กักขังได้แค่ “ร่างกาย” เท่านั้น แต่ไม่มีวันเปลี่ยนความคิด ความเชื่อหรือจิตใจของผมได้

แล้วทำไมผมถึงมีความรู้สึกเช่นนั้น คงต้องเล่าเท้าความกลับไปตั้งแต่ปี 2562 เมื่อผมอายุ 18 ปี ขณะนั้นผมเพิ่งเข้ามาศึกษาเล่าเรียนต่อระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามด้วยการเป็นนิสิตชั้นปีที่หนึ่งสังกัดสาขาการเมืองการปกครอง วิทยาลัยการเมืองการปกครอง ด้วยความหวังอยากเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมการเมืองไทยให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น เคารพเสียงคนตัวเล็กตัวน้อยแล้วก็เป็นสังคมที่มีความเสมอภาคกันถ้วนหน้า

ที่ผ่านมา ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนา และการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง เพราะเหตุแห่งการรัฐประหาร

ชีวิตผมเห็นเหตุการณ์นี้มาแล้ว 2 ครั้งด้วยกัน คือ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และครั้งที่ 2 ขณะยังเรียนอยู่ชั้น ม.2 เกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ผมมองการยึดอำนาจของรัฐบาลพลเรือนด้วยกำลังทหาร พร้อมกับการฉีกทำลายรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เลวร้าย มิหนำซ้ำบรรดาผู้ก่อการรัฐประหารกลับนิรโทษกรรมตนเองเพื่อไม่ต้องรับผิดต่อการทำลายระบอบประชาธิปไตย

ซ้ำร้ายในทุกๆ ครั้งที่มีการรัฐประหารความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนยิ่งห่างมากขึ้นจนกลายเป็นคำถามว่า ‘เราจะปล่อยให้กลุ่มคนเพียง 1% ถือครองทรัพย์สินรวมกันเกินกว่า 50% ของทรัพย์สินทั้งหมดในประเทศต่อไปอีกนานแค่ไหน?’

นี่คือจุดเริ่มต้นที่หล่อหลอมให้ผมตัดสินใจเรียนรัฐศาสตร์ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมทางการเมือง เนื่องจากผมทนไม่ได้กับการเรียนหนังสือในห้องอย่างนิ่งเฉย ภายใต้ระเบียบสังคมการเมืองแบบอำนาจนิยม

ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผมเลือกใช้เวลาออกข้างนอกห้องเรียน ด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้กลุ่มอิสระที่ชื่อว่า “กลุ่มเสรีมวลชนเพื่อสังคม”

พวกเราจัดค่ายติดอาวุธทางปัญญาให้กับบรรดาเยาวชนในโรงเรียนตามพื้นที่ชนบทของภาคอีสาน โดยแบ่งปันองค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์จากในห้องเรียนมาออกแบบเป็นกิจกรรม การเรียนรู้คู่ขนานไปกับการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนลุกขึ้นมาร่วมกันเปลี่ยนแปลงสังคม การทำกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ชีวิตจนทำให้ผมเติบโตกลายมาเป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคม

เมื่อวันพิพากษาใกล้มาถึง ความรู้สึกอีกด้านหนึ่งกลับโผล่แทรกตัวขึ้นมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะ นั่นคือ ความรู้สึกกังวล และเป็นห่วงคนรอบตัว ทั้งสมาชิกในครอบครัวแล้วก็คนที่ผมรัก พวกเขาเคยได้รับการช่วยเหลือจากผม แต่ในวันข้างหน้าหลังจากนี้ (ซึ่งไม่รู้ว่า จะนานแค่ไหน) ผมคงช่วยพวกเขาไม่ได้ ผมหวังว่า ในระหว่างที่ติดคุกพวกเขาจะสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง และรอวันกลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง

ผมใช้วิธีคลายความกังวลด้วยการบอกลา ก่อนหน้านี้ผมมักสื่อสารบอกกับคนรอบตัวว่า ชีวิตของผมอาจต้องเข้าเรือนจำในสักวันหนึ่ง

นี่เป็นการสื่อสารที่ทั้งเอาไว้ใช้ย้ำเตือนสติของตัวเอง เพื่อไม่ให้ใช้เวลาไปอย่างสูญเปล่า แต่เพื่อให้ตนเองรับรู้เสมอว่า เวลาที่มีอยู่ต้องถูกใช้ให้เกิดคุณค่า เพื่อไม่รู้สึกเสียดายภายหลังติดคุก อีกทั้งเพื่อทำให้ผมรู้สึกไม่มีเรื่องค้างคาใจ

หากแต่การบอกลาที่ยากมากที่สุด คือ การอำลาครอบครัว ด้วยสถานะของการเป็นพี่ชายคนโต ผมมีน้องสาวร่วมสายเลือด 2 คน น้องคนเล็กกำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ขณะที่พ่อของผมเป็นข้าราชการบำนาญ ส่วนแม่ยังคงทำงานเป็นเสมียนธุรการในช่วงเวลาโค้งสุดท้ายของอาชีพที่เหลืออีก 3 ปีก่อนเกษียณ

10 วัน (วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2569) ก่อนถึงวันพิพากษา ผมเริ่มโทรศัพท์บอกลากับแม่ว่า ‘อยากหาโอกาสกินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัวก่อนวันพิพากษา เพราะไม่รู้ว่า จะได้ประกันตัวหรือไม่’

แม่ตอบกลับว่า ‘ข้าวจะกินด้วยกันตอนไหนก็ได้ แต่แม่อยากขอให้บอยสู้เต็มที่ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวล และไม่ต้องกลัว เพราะบอยไม่ได้ทำอะไรผิดอยู่แล้ว เราไม่ได้เป็นฆาตกรฆ่าใครตาย บอยแค่คิดต่างเท่านั้น แม่จะรอที่บอยกลับมาจากศาลแล้วค่อยกินข้าวด้วยกันที่บ้าน’

ผมตอบกลับสั้นๆ เพียงแค่ว่า ‘บอยจะสู้ให้เต็มที่ หลังผ่านพ้นเรื่องทุกอย่างแล้วไว้เรากินข้าวด้วยกันที่บ้าน’ ผมพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะที่น้ำตาค่อยๆ ไหลเอ่อล้นออกมานอกดวงตา

หนึ่งวันถัดมา (วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2569) เมื่อตั้งสติได้ ผมจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อสนทนากับแม่อีกครั้งว่า

‘พ่อกับแม่ไม่ต้องกังวลหรือเป็นห่วง ถ้าติดคุก บอยจะเอาตัวรอดให้ได้ ไม่มีปัญหา และยังมีกลุ่มองค์กรคอยสนับสนุนช่วยเหลือดูแลนักโทษทางการเมือง หลังจากนี้มีภารกิจเพียงสองอย่างที่บอยอยากให้พ่อแม่ทำ คือ รอบอยกลับมา และเป็นปากเป็นเสียงสื่อสารให้สังคมได้รับรู้ความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น โดยยกเอากรณีของบอยเป็นตัวอย่าง’

ครั้งนี้ผมพูดด้วยความมั่นใจมากขึ้นกอปรกับความหวังว่า ครอบครัวจะช่วยเป็นกระบอกเสียงในระหว่างที่ถูกคุมขัง

“ผมยังมีหวัง”

อนึ่ง ยังมีอีกความรู้สึกหนึ่งที่สำคัญสำหรับผมมากๆ คือ “ความหวัง” ซึ่งเป็นความรู้สึกที่มาพร้อมกับความเชื่อ และความศรัทธาในคริสตศาสนา

เดิมทีผมไม่ได้นับถือคริสต์มาตั้งแต่กำเนิด แต่พึ่งหันหน้าเข้าหาพระเจ้าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว (2565) ขณะนั้นผมเป็นนิสิตชั้นปีที่ 3 ในช่วงเวลานั้นกำลังตกอยู่ในวังวนความรู้สึกสิ้นหวังท่ามกลางการต่อสู้คดีทางการเมือง เมื่อเห็นเพื่อนหลายคนถูกจองจำในเรือนจำขณะเดียวกันเพื่อนจำนวนหนึ่งตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ

ด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยว และสิ้นหวังจากการเห็นเพื่อนที่เคยร่วมสู้ด้วยกันเริ่มเหลือน้อยลง แต่แล้ววันหนึ่งขณะที่ผมเดินทางมาถึงหมู่บ้านสองคอน ตำบลป่งขาม อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ผมมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพี่น้องคริสตชนนิกายโรมันคาทอลิกเป็นเวลาสามวันสองคืน

ขณะเดียวกันผมใช้เวลาพักระหว่างทำกิจกรรมเดินเล่นที่ป่าศักดิ์สิทธิ์บ้านสองคอน เป็นสถานที่ฝังร่างไร้วิญญาณของมรณสักขีทั้งเจ็ดแห่งสองคอน ปัจจุบันนี้พวกท่านได้รับการสถาปนาเป็นบุญราศี เป็นเหตุให้ชุมชนสองคอนเติบโตขึ้น และกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ครั้งแรกที่ผมได้ฟังเรื่องราววีรกรรมความกล้าหาญของมรณสักขีแห่งสองคอน จากคำบอกเล่าของผู้คนในหมู่บ้านว่า ‘พวกท่านไม่ละทิ้งความเชื่อ แม้ต้องเผชิญกับความตาย’ หลังได้ฟังเช่นนี้แล้ว จึงเกิดความสนใจอยากจะเรียนรู้ชีวิตของบุญราศีทั้ง 7 ท่าน และผมอยากมีความกล้าหาญต่อการเผชิญหน้ากับความกลัวให้ได้เหมือนพวกท่าน

หลังกลับมาจากสองคอน ผมเริ่มค้นหาความหมาย และคุณค่าของการมีชีวิตมากขึ้น จนนำไปสู่การค้นพบว่า พระเจ้าทรงประทับอยู่เหนือทุกสิ่ง ท่านไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เฉพาะในหมู่ชาวคริสต์เท่านั้น แต่ท่านคอยอยู่ข้างๆ คนทุกคน ไม่ว่าจะเป็น คนยากจน พี่น้องต่างความเชื่อ โสเภณี และโจร

การเข้าหาพระเจ้ากลายเป็นแรงผลักดันให้ผมกลับมารู้สึกมีความหวังอีกครั้ง ผมมีความรู้สึกว่า พระคริสต์ทรงอยู่เคียงข้างผมในทุกๆ วัน และแล้วการต่อสู้คดีทางการเมืองก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกสิ้นหวังมากนัก

ผมใช้เวลาเรียนคำสอนควบคู่ไปกับการไตร่ตรองชีวิตเป็นเวลานานเกือบสองปีจนกระทั่งในวันที่ 30 มีนาคม 2567 หรือวันปัสกา (Easter) ปีนั้นผมได้เกิดใหม่เป็นคริสตชนคาทอลิกอย่างเต็มตัวด้วยการรับศีลล้างบาป ศีลกำลัง และศีลมหาสนิทครั้งแรก

นับตั้งแต่การเริ่มต้นชีวิตด้วยความเชื่อใหม่ช่วยเปิดโลกทัศน์ของผมต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ด้วยพื้นฐานความเชื่อในคริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิกที่สอนให้ยึดมั่นในความรัก โดยเฉพาะความรักแบบ ‘อากาเป้ (Agape)’ ซึ่งเป็นความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข กล่าวคือ ความรักที่ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขแล้วพร้อมเสียสละเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์

เมื่อเรียนจบแล้ว ผมจึงเป้าหมายอยากยืนหยัดอยู่ข้างคนที่ไร้เสียงมากที่สุดในสังคม นั่นเป็นเหตุให้ตัดสินใจเลือกทำงานเป็นผู้สื่อข่าว

ผมทำงานในกองบรรณาธิการ The Isaan Record ตั้งแต่ปี 2568 จนถึงตอนนี้นับเวลาเกือบ 2 ปี ในฐานะกรรมกรคอปกขาว ขีดเขียนสะท้อนเสียงของผู้คนชายขอบหลากหลายกลุ่ม อาทิ แรงงานอีสานที่เดินทางไปเก็บเบอร์รีป่าในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เรื่องราวของพี่น้องมุสลิมอีสาน ความทุกข์ร้อนของชาวบ้านด่านขุนทดที่ต้องอยู่กับเหมืองโปแตช เป็นต้น

การทำงานในฐานะผู้สื่อข่าว ช่วยทำให้รู้สึกว่า สิ่งที่เรียนมาไม่สูญเปล่า ทั้งความรู้ในห้องเรียนตลอดจนประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้นอกห้องเรียนต่างถูกนำมามาใช้บนสนามงานข่าวอย่างเต็มเปี่ยม อาชีพนี้ยังมีส่วนช่วยเติมเต็มทั้งจุดยืน ความเชื่อ และความต้องการของผมที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมต่อหลังเรียนจบ อีกทั้งยังมีส่วนต่อการพัฒนาตัวผมให้มีความรับผิดชอบ ความรอบคอบ และการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะ

เมื่อต้องเดินทางไปขึ้นศาลเพื่อต่อสู้คดีทางการเมืองของตนเอง ผมเห็นเพื่อนจำเลยในคดีเดียวกัน มีทั้งผู้ที่ได้รับการประตัว คนที่ต้องใส่กุญแจข้อเท้า สวมเสื้อนักโทษชายเดินเข้า-ออกศาล ด้วยหน้าที่การงานอย่างน้อย ผมก็ยังได้ช่วยสื่อสารรายงานความจริงในห้องพิจารณาคดีที่ศาลอาญารัชดาฯ ออกสู่สาธารณะ

นอกเหนือจากประสบการณ์ที่ผ่านมา และคุณค่าของการทำงานแล้ว ที่ทำงานแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยความอบอุ่นและบรรยากาศที่เป็นมิตรอย่างน่าเหลือเชื่อ ผมไม่เคยมีความรู้สึกเบื่อหน่ายที่จะทำงานกับเพื่อนร่วมงานแม้แต่วันเดียว

ทุกปัญหาข้อขัดแย้งมักจบบนโต๊ะเสมอ และทุกวิกฤตที่เกิดขึ้นคนในองค์กรก็เลือกเผชิญหน้าจับมือสู้ไปด้วยกัน เวลามีเรื่องกลุ้มใจใดๆ ไม่ว่าจะเบาหรือหนักแค่ไหนก็นำมาเล่าสู่กันฟัง โดยไม่มีใครตัดสินใคร แต่พวกเขาพร้อมเป็นเพื่อนรับฟังที่ดี และให้คำแนะนำด้วยความเป็นกัลยาณมิตรที่ดี

ผมไม่รู้ว่า ชีวิตนี้จะพบเจอเพื่อนร่วมงานดีๆ แบบนี้บนโลกอีกหรือไม่ แต่ผมอยากบอกให้มิตรสหายกรรมกรข่าวทุกคนรับรู้ว่า ผมดีใจอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเพื่อนๆ และพี่ๆ เพราะการมีอยู่ของทุกคนสอนให้ผมกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบกับชีวิตตนเอง และครอบครัวมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังช่วยหนุนเสริมจิตใจอันบอบบางในบางช่วงเวลาให้กลับมาเข้มแข็ง มีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง

ผมมีความหวังว่า งานสื่อสารของผมที่ผ่านมา อาจมีส่วนไม่มากก็น้อยในการช่วยเป็นหนึ่งในแรงผลักดันให้สังคมก้าวไปข้างหน้า และตราบใดที่ผมยังมีลมหายใจกับร่างกายที่ยังคงมีเรี่ยวแรง ผมจะยังคงยืนหยัดทำงานเป็นกรรมกรข่าวต่อไป

หากผมต้องถูกรัฐจับไปจองจำ แต่เรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมา คือ เสรีภาพที่ผมเลือกเองกับมือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วผมยินดีรับภาระหน้าที่ที่มาพร้อมกับการเลือกของผมเอง ขอให้เรื่องราวของผมกลายเป็นที่เล่าขานของผู้คนในสังคมว่า

‘ครั้งหนึ่งเคยมีเยาวชนธรรมดาคนหนึ่ง เลือกใช้ชีวิตวัยหนุ่มด้วยการลุกขึ้นต่อสู้ทางการเมือง แม้ต้องสูญเสียเสรีภาพส่วนบุคคล แต่สิ่งนี้ย่อมดีกว่าการใช้ชีวิตด้วยความกลัวใต้เงาของผู้ถือครองอำนาจรัฐอย่างฉ้อฉล’

การจากกัน (ชั่วคราว) นี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน เพราะในท้ายที่สุดแล้วผมจะต้องได้รับการปล่อยตัวออกมาเพื่อพบเจอทุกคนอีกครั้ง ผมหวังว่า จดหมายนี้จะทำให้ทุกคนมีความหวังเมื่อได้อ่านจนมาถึงตรงนี้ ไว้พบกันอีกครั้งในวันที่ท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ

“ความกล้าหาญ คือ จุดเริ่มต้นของความยุติธรรม”

พงศธรณ์ ตันเจริญ

จำเลยที่ 5 คดีหมายเลขดำที่ อ.403/2567

https://theisaanrecord.co/2026/10/30/boy-phongsatorn-letter-from-prison/
.....


Thanapol Eawsakul
13 hours ago
·
ชวนอ่านคำแถลงต่อศาล 
ของพงศธรณ์ ตันเจริญ
ผู้ต้องหาคดี 112 เวทีปราศรัยหน้า SCB
ก่อนไม่ได้รับการประกันตัว
……
ข้าพเจ้า พงศธรณ์ ตันเจริญ จำเลยที่ 5 ขอเรียนต่อคณะผู้พิพากษาก่อนที่จะมีการอ่านคำพิพากษาในคดีนี้ ในฐานะผู้ที่ออกมายืนหยัดต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของสังคม ข้าพเจ้าขอใช้โอกาสนี้เพื่อแถลงจุดยืนทางความเชื่อที่ยึดถือเสมอมา
ช่วงเวลาของชีวิตข้าพเจ้าที่ผ่านมา ข้าพเจ้าเติบโตในความเชื่อคาทอลิก ซึ่งพระคัมภีร์ได้สอน และปลุกให้ข้าพเจ้าออกมาทำงานเพื่อรับใช้ผู้อื่น พร้อมกับการแสวงหาความยุติธรรม การยืนหยัดเพื่อความจริง และการเป็นปากเป็นเสียงให้แก่ผู้ไร้ปากเสียงในสังคม
ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงไม่อาจใช้ชีวิตนิ่งเฉยปัญหาในประเทศนี้ได้ และนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้วก็กลายเป็นการฟ้องร้องในคดีนี้ อย่างไรก็ดี ข้าพเจ้าอยากนำเรียนว่า การแสดงออกทางการเมืองของข้าพเจ้านั้นไม่ได้เกิดจากจิตใจที่มุ่งสร้างความเกลียดชัง หากแต่เกิดจากจิตสำนึกทางศีลธรรมและความเชื่อมั่นว่าสันติสุขจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องเกิดขึ้นบนรากฐานของความยุติธรรม
การสร้างความยุติธรรมในฐานะคริสตชนคาทอลิกถือเป็นพันธกิจทางศีลธรรมที่สำคัญ ดังคำอวยพรที่พระเยซูเจ้าได้ประทานแก่สาวก และประชาชนที่มาฟังบทเทศน์บนภูเขาว่า ‘ผู้หิวกระหายความชอบธรรม ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะอิ่ม’ คุณลักษณะนี้ถือเป็นหนึ่งในบุญลาภ 8 ประการ อันเป็นความสุขที่แท้จริงสำหรับคริสตชน
ข้าพเจ้าเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า การต่อสู้เรียกร้องให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า หากผู้ถือครองอำนาจรัฐใช้กลไกของรัฐ และกฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อลิดรอนสิทธิ เสรีภาพของประชาชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การนิ่งเฉยต่อความไม่เป็นธรรมนั้นย่อมเป็นการทรยศต่อจิตสำนึกแห่งความเชื่อของข้าพเจ้าเอง
ศาลที่เคารพ ข้าพเจ้ายอมรับกระบวนการยุติธรรม และพร้อมที่จะรับฟังคำตัดสินของศาลในวันนี้ แต่ข้าพเจ้าขอกล่าวทิ้งท้ายในห้องพิจารณาคดีแห่งนี้เอาไว้ว่า ‘คำตัดสินทางกฎหมายอาจกำหนดพันธนาการทางกายภาพของข้าพเจ้าได้ แต่ไม่อาจพันธนาการความจริงที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่ข้าพเจ้าได้’
ไม่ว่าผลคำพิพากษาในวันนี้จะออกมาเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าขอฝากชีวิตไว้ในพระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นผู้พิพากษาที่เที่ยงธรรมสูงสุด และข้าพเจ้าจะยังคงสวดภาวนาวอนขอให้สังคมไทยกลับมามีสันติสุขอีกครั้ง ขอให้บรรดานักโทษทางความคิดที่ถูกคุมขังได้รับการปล่อยตัวในเร็ววัน ขอให้เกิดความยุติธรรมบังเกิดขึ้นในสังคมไทย
ด้วยความรัก และการรับใช้
ออสการ์ โรเมโร พงศธรณ์ ตันเจริญ
30 ตุลาคม 2569...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ :
https://www.matichon.co.th/politics/news_5954671...