Thanapol Eawsakul
5 hours ago
·
ทำไมพุทธศาสนาแบบไทย จึงไม่กลายเป็นพลังในการต่อต้านอำนาจรัฐประหาร ?
........
อ่าน
จดหมายจากบอย-พงศธรณ์ เมื่อผมเป็นนักโทษทางความคิด พบกันใหม่เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ
https://theisaanrecord.co/.../boy-phongsatorn-letter.../
และ
คำแถลงต่อศาลก่อนฟังคำพิพากษา
https://www.facebook.com/boy.tancharoen/posts/pfbid04Fp8HJ3b4zpCbSDYwUdMHHzYJfEVzMxqwYSebQQygYfzu6srrJWyeCNAeaYYaYELl
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเข้าหา "พระเจ้า" ของบอยคือการเติมพลังในการต่อสู้ทางการเมือง
ดังที่เขาเขียนไว้ตอนหนึ่งว่า
"ในช่วงเวลานั้นกำลังตกอยู่ในวังวนความรู้สึกสิ้นหวังท่ามกลางการต่อสู้คดีทางการเมือง เมื่อเห็นเพื่อนหลายคนถูกจองจำในเรือนจำขณะเดียวกันเพื่อนจำนวนหนึ่งตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ"
"พร่ะเจ้า" คือความหวังในการกลับมาสู้อีกครั้ง
.....................
“ผมยังมีหวัง”
อนึ่ง ยังมีอีกความรู้สึกหนึ่งที่สำคัญสำหรับผมมากๆ คือ “ความหวัง” ซึ่งเป็นความรู้สึกที่มาพร้อมกับความเชื่อ และความศรัทธาในคริสตศาสนา
เดิมทีผมไม่ได้นับถือคริสต์มาตั้งแต่กำเนิด แต่พึ่งหันหน้าเข้าหาพระเจ้าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว (2565) ขณะนั้นผมเป็นนิสิตชั้นปีที่ 3 ในช่วงเวลานั้นกำลังตกอยู่ในวังวนความรู้สึกสิ้นหวังท่ามกลางการต่อสู้คดีทางการเมือง เมื่อเห็นเพื่อนหลายคนถูกจองจำในเรือนจำขณะเดียวกันเพื่อนจำนวนหนึ่งตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ
ด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยว และสิ้นหวังจากการเห็นเพื่อนที่เคยร่วมสู้ด้วยกันเริ่มเหลือน้อยลง แต่แล้ววันหนึ่งขณะที่ผมเดินทางมาถึงหมู่บ้านสองคอน ตำบลป่งขาม อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ผมมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพี่น้องคริสตชนนิกายโรมันคาทอลิกเป็นเวลาสามวันสองคืน
ขณะเดียวกันผมใช้เวลาพักระหว่างทำกิจกรรมเดินเล่นที่ป่าศักดิ์สิทธิ์บ้านสองคอน เป็นสถานที่ฝังร่างไร้วิญญาณของมรณสักขีทั้งเจ็ดแห่งสองคอน ปัจจุบันนี้พวกท่านได้รับการสถาปนาเป็นบุญราศี เป็นเหตุให้ชุมชนสองคอนเติบโตขึ้น และกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
ครั้งแรกที่ผมได้ฟังเรื่องราววีรกรรมความกล้าหาญของมรณสักขีแห่งสองคอน จากคำบอกเล่าของผู้คนในหมู่บ้านว่า ‘พวกท่านไม่ละทิ้งความเชื่อ แม้ต้องเผชิญกับความตาย’ หลังได้ฟังเช่นนี้แล้ว จึงเกิดความสนใจอยากจะเรียนรู้ชีวิตของบุญราศีทั้ง 7 ท่าน และผมอยากมีความกล้าหาญต่อการเผชิญหน้ากับความกลัวให้ได้เหมือนพวกท่าน
หลังกลับมาจากสองคอน ผมเริ่มค้นหาความหมาย และคุณค่าของการมีชีวิตมากขึ้น จนนำไปสู่การค้นพบว่า พระเจ้าทรงประทับอยู่เหนือทุกสิ่ง ท่านไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เฉพาะในหมู่ชาวคริสต์เท่านั้น แต่ท่านคอยอยู่ข้างๆ คนทุกคน ไม่ว่าจะเป็น คนยากจน พี่น้องต่างความเชื่อ โสเภณี และโจร
การเข้าหาพระเจ้ากลายเป็นแรงผลักดันให้ผมกลับมารู้สึกมีความหวังอีกครั้ง ผมมีความรู้สึกว่า พระคริสต์ทรงอยู่เคียงข้างผมในทุกๆ วัน และแล้วการต่อสู้คดีทางการเมืองก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกสิ้นหวังมากนัก
ผมใช้เวลาเรียนคำสอนควบคู่ไปกับการไตร่ตรองชีวิตเป็นเวลานานเกือบสองปีจนกระทั่งในวันที่ 30 มีนาคม 2567 หรือวันปัสกา (Easter) ปีนั้นผมได้เกิดใหม่เป็นคริสตชนคาทอลิกอย่างเต็มตัวด้วยการรับศีลล้างบาป ศีลกำลัง และศีลมหาสนิทครั้งแรก
นับตั้งแต่การเริ่มต้นชีวิตด้วยความเชื่อใหม่ช่วยเปิดโลกทัศน์ของผมต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ด้วยพื้นฐานความเชื่อในคริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิกที่สอนให้ยึดมั่นในความรัก โดยเฉพาะความรักแบบ ‘อากาเป้ (Agape)’ ซึ่งเป็นความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข กล่าวคือ ความรักที่ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขแล้วพร้อมเสียสละเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์
.......
และเมื่อได้อ่านคำแถลงที่กล่าวว่า
ข้าพเจ้าเติบโตในความเชื่อคาทอลิก ซึ่งพระคัมภีร์ได้สอน และปลุกให้ข้าพเจ้าออกมาทำงานเพื่อรับใช้ผู้อื่นพร้อมกับการแสวงหาความยุติธรรม การยืนหยัดเพื่อความจริง และการเป็นปากเป็นเสียงให้แก่ผู้ไร้ปากเสียงในสังคม
ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงไม่อาจใช้ชีวิตนิ่งเฉยปัญหาในประเทศนี้ได้ และนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้วก็กลายเป็นการฟ้องร้องในคดีนี้ อย่างไรก็ดี ข้าพเจ้าอยากนำเรียนว่า การแสดงออกทางการเมืองของข้าพเจ้านั้นไม่ได้เกิดจากจิตใจที่มุ่งสร้างความเกลียดชัง หากแต่เกิดจากจิตสำนึกทางศีลธรรมและความเชื่อมั่นว่า สันติสุขจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องเกิดขึ้นบนรากฐานของความยุติธรรม
การสร้างความยุติธรรมในฐานะคริสตชนคาทอลิกถือเป็นพันธกิจทางศีลธรรมที่สำคัญ ดังคำอวยพรที่พระเยซูเจ้าได้ประทานแก่สาวก และประชาชนที่มาฟังบทเทศน์บนภูเขา ว่า ‘ผู้หิวกระหายความชอบธรรม ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะอิ่ม’ คุณลักษณะนี้ถือเป็นหนึ่งในบุญลาภ 8 ประการ อันเป็นความสุขที่แท้จริงสำหรับคริสตชน
ข้าพเจ้าเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า การต่อสู้เรียกร้องให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า หากผู้ถือครองอำนาจรัฐใช้กลไกของรัฐ และกฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อลิดรอนสิทธิ เสรีภาพของประชาชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การนิ่งเฉยต่อความไม่เป็นธรรมนั้นย่อมเป็นการทรยศต่อจิตสำนึกแห่งความเชื่อของข้าพเจ้าเอง
.......
ยิ่งรู้สึกถึงพลังของการตีความ "พระเจ้า" มากยิ่งขึ้น
ในความรู้เพียงน้อยนิด
ผมยังไม่เห็นนักกิจกรรมทางการเมืองไทยคนไหน ยุคไหน ที่นำพุทธศาสนามาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการยืนหยัดต่อสุู้กับเผด็จการ
เท่าที่มีพุทธศาสนาแบบไหยจะเน้นไปเรื่องสันติวิธี หรือการภาวนาเสียมากกว่า
หรือแม้แต่พุทธศาสนา พม่าก็ยังลุกมาต่อต้านรัฐประหารเลย
คืนแรกในเรือนจำ ผมเชื่อว่า บอย-พงศธรณ์ น่าจะนอนหลับ
แต่คนที่ "ตัดสิน" คดี 112 จะนอนหลับหรือไม่
ไม่อาจทราบได้
.....
อิทธิพลและแรงบันดาลใจจาก "ศาสนาและความเชื่อ" มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองและการเรียกร้องความยุติธรรม ทั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เอเชีย และระดับสากล โดยศาสนาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เรื่องจิตวิญญาณส่วนบุคคล แต่บ่อยครั้งถูกใช้เป็น "กรอบความคิด สัญลักษณ์ และเครื่องมือทางศีลธรรม" ในการท้าทายอำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรม ต่อต้านการกดขี่ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
1. บริบทประเทศไทย: พุทธธรรม ความเป็นธรรม และการเมืองภาคประชาชน
ในสังคมไทย ศาสนาพุทธ (และศาสนาอื่นๆ) เข้ามามีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายมิติ:
พุทธศาสนาวิพากษ์และการเมืองภาคประชาชน (Socially Engaged Buddhism): แนวคิดพุทธศาสนาเพื่อสังคม ซึ่งได้รับการวางรากฐานโดยปราชญ์อย่าง ท่านพุทธทาสภิกขุ และ ป.อ. ปยุตฺโต รวมถึงพระนักคิดรุ่นต่อมา ได้เน้นย้ำว่าธรรมะไม่ใช่เรื่องหลีกเร้นจากโลก แต่คือการสร้างสังคมที่เป็นธรรม ท่านพุทธทาสเคยเสนอแนวคิด "ธรรมิกสังคมนิยม" (Social-spiritual democracy) ที่ปฏิเสธทุนนิยมสุดโต่งและการใช้อำนาจกดขี่ โดยชี้ว่ารัฐต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างเท่าเทียม
การเคลื่อนไหวของพระสงฆ์และฆราวาส: ในหลายเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ พระสงฆ์และเครือข่ายพุทธศาสนาได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญ เช่น การเคลื่อนไหวต่อต้านความอยุติธรรม การเรียกร้องสิทธิที่ดินทำกินของเกษตรกร หรือการรณรงค์สันติวิธี ตัวอย่างเช่น เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาที่ทำงานร่วมกับชาวบ้านในภูมิภาคต่างๆ เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิมนุษยชน
สัญลักษณ์ทางศาสนาในการชุมนุม: ในมิติร่วมสมัย เรามักเห็นการนำหลักคำสอน สัญลักษณ์ หรือพิธีกรรมทางศาสนามาประยุกต์ใช้ในการสื่อสารทางการเมือง เพื่อสะท้อนถึงความต้องการความเมตตา ความจริง (สัจจะ) และการหลุดพ้นจากการใช้อำนาจนิยม
2. เอเชีย: การเมือง ความเชื่อ และการต่อสู้เพื่อเอกราช
ในภูมิภาคเอเชีย ศาสนาและความเชื่อเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่ง:
พุทธศาสนากับขบวนการกู้เอกราชในพม่าและศรีลังกา:
ในช่วงยุคอาณานิคม พระสงฆ์ในพม่า (เช่น อู โตซาบะ) และศรีลังกา ได้นำเอาคำสอนทางพุทธศาสนามาปลุกเร้าจิตสำนึกชาตินิยม ต่อต้านการครอบงำของจักรวรรดินิยมอังกฤษ โดยมองว่าการปกป้องพระศาสนาต้องควบคู่กับการปลดแอกทางการเมือง
ในเวลาต่อมา พระสงฆ์และประชาชนในพม่า (เช่น เหตุการณ์การประท้วงของพระสงฆ์ใน Saffron Revolution ปี 2007) ก็ได้ใช้บาตรคว่ำ (ปทากัมมตจาน) เป็นเครื่องมือทางศาสนาในการคว่ำบาตรทางศีลธรรมต่อรัฐบาลทหาร
อหิงสาของคานธี (ฮินดูและเชน):
มหาตมา คานธี ได้นำหลัก "อหิงสา" (ความไม่เบียดเบียน) จากศาสนาฮินดูและศาสนาเชน ผสมผสานกับหลักการสัตยาเคราะห์ (การยึดมั่นในความจริง) มาเป็นอาวุธหลักในการขับเคลื่อนขบวนการเรียกร้องเอกราชอินเดียจากอังกฤษ ความเชื่อทางศาสนาทำให้การต่อสู้มีพลังทางศีลธรรมที่แม้แต่ผู้ปกครองก็ยากจะใช้กำลังเข้าปราบปรามโดยชอบธรรม
ศาสนาอิสลามกับการเมืองในอินโดนีเซียและตะวันออกกลาง:
ในอินโดนีเซีย องค์กรอิสลามสายกลางขนาดใหญ่อย่าง Nahdlatul Ulama (NU) และ Muhammadiyah มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการคานอำนาจรัฐ ส่งเสริมประชาธิปไตยแบบพหุวัฒนธรรม และต่อต้านแนวคิดสุดโต่ง
ในระดับภูมิภาค ศาสนาอิสลามมักถูกใช้เป็นฐานระดมความสามัคคีเพื่อต่อต้านความอยุติธรรมและการกดขี่ในหลายประเทศ
3. ระดับสากล: ความยุติธรรมทางสังคมและสิทธิมนุษยชน
ในระดับสากล ศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์และคาทอลิก มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการเป็นแรงบันดาลใจให้กับการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง:
ขบวนการสิทธิพลเมืองในสหรัฐอเมริกา (Civil Rights Movement): ดร. มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) ศาสนาจารย์คริสเตียน ได้ใช้พระคัมภีร์และคำสอนเรื่องความรัก ความเมตตา และความเท่าเทียมของมนุษย์ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า มาเป็นฐานทางศีลธรรมในการเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมให้คนผิวสี ผ่านการต่อสู้แบบสันติวิธีและการเดินขบวน
เทววิทยาแห่งการปลดปล่อย (Liberation Theology): ขบวนการนี้เกิดขึ้นในลาตินอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1960-1970 โดยนักบวชและนักเทววิทยาคาทอลิกที่ตระหนักว่าศาสนาต้องยืนหยัดเคียงข้างคนยากจนและผู้ถูกกดขี่ พวกเขาตีความคำสอนของพระเยซูว่าเป็นการปลดปล่อยมนุษย์ให้พ้นจากความยากจน โครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม และการใช้อำนาจกดขี่ของรัฐเผด็จการ