
Kanat Naktanomsub
14 hours ago
·
Viva la revolución!
หนัง One Battle After Another (2025) ความยาว 170 นาที มีคนพูดถึงกันไปมากพอสมควร ส่วนตัวมีประเด็นที่อยากชวนคุยอยู่บ้าง โดยเฉพาะประโยคภาษาสเปน ที่ขึ้นต้นไว้ Viva la revolución! คือประโยคที่ตัวละคร บ๊อบ (เลโอนาร์โด ดิคาร์ปริโอ) ตะโกนเสียงดัง พร้อมกับชูกำปั้นด้วยมือขวา ก่อนจะจากลาจาก “เซ็นเซ” (เดล โตโร) ที่เพิ่งมอบปืนไรเฟิลคู่ใจให้กับเขา ในขณะที่ ”เซ็นเซ“ ก็ยกกำปั้นขวาตอบ ก่อนจะลงบันไดไป
Viva la revolución! หรือแปลเป็นไทยว่า “การปฎิวัติจงเจริญ” มีนัยเกี่ยวข้องกับการ “ปฏิวัติคิวบา” (Revolución cubana) โดยตรง และในเรื่องหากใครจำตอนเริ่มเรื่องได้ หลังจากเข้ายึดค่ายกักกันสำเร็จพาผู้อพยพขึ้นรถบรรทุก คุณบ๊อบ (ตอนต้นเรื่องยังชื่อแพท) พระเอกของเราหลังจากไปจุดระเบิดสำเร็จตามแผนก็คึกจัด โยนระเบิดแก๊สใส่กลุ่มตำรวจที่ถูดมัดมืออยู่พร้อมๆกับตระโกนโจมตี “จักรวรรดิ” (ซึ่งหมายถึงจักรวรรดินิยมแบบอเมริกัน) ก็ทำให้นึกถึงการต่อต้าน American imperialism ในกระบวนการต่อสู้ของนักปฏิวัติในคิวบาเช่นกัน
หนังเรื่องนี้เรียกว่าเป็นหนังจิกกัดฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ก็ไม่เชิงนัก สำหรับผมผู้กำกับ Thomas Anderson ดูจะเลือกข้างฝ่ายซ้ายอย่างชัดเจน เพียงแต่ความโดดเด่นของหนังเรื่องนี้คือการถ่ายทอดการต่อสู้ของฝ่ายซ้ายอย่างมีชีวิตชีวาต่างหาก ทำให้เห็นว่านักปฏิวัติแม้ปากจะพร่ำพูดเรื่องการต่อสู้ แต่ในชีวิตของนักต่อสู้นักต่อต้านเหล่านั้นยังมีแง่มุมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรสนิยมทางเพศ ลูก เพื่อน ครอบครัว วัย ที่พร้อมจะทำให้นักต่อต้านอาจจะต้องทรยศต่อเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เมื่อเจอพลังของอำนาจรัฐ ที่มาพร้อมกับปากกระบอกปืน และพร้อมจะทำให้ “หายไปในทะเลทราย หรือแม้กระทั่งจมอยู่ใต้แม่น้ำสักแห่งพร้อมแท่งปูนในท้อง” โดยไม่ลังเล ยิ่งเมื่ออำนาจรัฐถูกคนแอบอ้าง (โดยพวกฝ่ายขวาจัด) นำไปเป็นข้ออ้างในนามความมั่นคงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวด้วยแล้ว ก็ยิ่งอันตราย เพราะใช้อำนาจทั้งในกฏหมายและนอกกฏหมายทำสิ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ตน
ตัวละครที่ผมชอบที่สุดในเรื่องคือ บ๊อบ นักต่อต้านฝ่ายซ้ายอกหัก ที่ต้องหลบซ่อนตัวเลี้ยงลูกสาว ภาวะอกหักจากการต่อสู้สะท้อนออกมาจากที่เขาบอกว่าใช้เวลากว่า 30 ปี ในการเสพยาและเหล้า ในขณะเดียวกันเขาก็ยังไม่ลืมภารกิจและอุดมการณ์การปฏิวัติแบบฝ่ายซ้ายที่เชื่อในอิสระภาพ ดังในฉากที่ลูกสาวเดินมาบ่นเขา เรื่องเมาแล้วขับกลับบ้านตอนตี 3 ด้วยคำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง บ๊อบของเราพูดว่า “พูดกับพ่อแบบนี้….” (แล้วเขาก็เงียบไป) และพูดต่อว่า “ดีแล้วที่ลูกพูดตรงๆ” คือในเบื้องต้นหากเขาจะใช้อำนาจความเป็นพ่อ ในการดุลูกสาว แต่แล้วสำนึกของนักปฏิวัติในใจก็ห้ามเขาไว้ และสะท้อนในฉากต่อมาที่แม้ไม่อยากให้ออกไปกับเพื่อนๆ (มีหนุ่มๆ อยู่ด้วย) เขาก็เดินไปขู่พ่อหนุ่มที่มาเคาะประตูแทน คือภาวะความสับสนของพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่อยากจะใช้อำนาจดิบๆ ในนามของการหวงลูกสาว แต่อุดมการณ์ฝ่ายซ้ายในใจก็แขกกะโหลกเขาไว้ทุกครั้ง ซึ่งนี่คือแง่มุมที่ เลโอนาร์โด แสดงได้อย่างน่าเหลือเชื่อ บ๊อบรักลูกสาวตามแบบที่พ่อทั่วไปเป็นในขณะเดียวกันเขาก็รักการปฏิวัติไปพร้อมๆ กัน
หากจะมีใครแย่งซีนพระเอกของเราจริงๆ ได้ แน่นอนเขาคนนั้นคือ Lockjaw (ณอน แพนน์) ชายผิวขาวตัวแทนของกลุ่มขวาจัด ที่ภาพลักษณ์ภายนอก ดูเป็นคนขาวฝ่ายขวาในอุดมคติทุกประการ ยกเว้นการชอบสาวผิวสี ที่ในที่สุดรสนิยมนี้ก็ฆ่าเขาในตอนท้าย การแสดงของ แพนน์ นั้นเรียกว่า ทั้งสีหน้า แววตา สำเนียงการพูด ท่าเดิน เขากลายเป็นตัวละคร Lockjaw ไปจริงๆ การไม่แยแสลูกตัวเองและพร้อมจะกำจัดทิ้ง (แต่ก็ไม่กล้าลงมือเอง) ความคิดเรื่องการห้ามชายผิวขาวมีสัมพันธ์ทางเพศกับ “คนอื่น” ย้อนไปได้ถึงช่วง ค.ศ.1830 เป็นอย่างน้อย ที่มีคำเตือนให้ชายชาวอังกฤษที่ไปยังดินแดนอาณานิคม ห้ามมีเพศสัมพันธ์กับหญิงพื้นเมืองเป็นอันขาด โดยแก้ปัญหาให้ผู้ชายชั้นสูงพาภรรยาและลูกไปยังดินแดนอาณานิคมด้วย
ตัวละครที่มีเวลาอยู่ในหนังไม่นานนัก แต่สร้างปมให้ทั้งเรื่อง คือแม่สาว Perfidia Beverly Hills (เทยานา เทย์เลอร์) เธอเป็นนักปฏิวัติสาวพราวสเน่ห์ แบบตะโกนมาตั้งแต่เริ่มเรื่อง บทพูดของเธอ โดยเฉพาะตอนหลังคลอดลูกสาวออกมา หากใช้มาตราฐานจริยธรรมความเป็นแม่แบบปรกติ เธอคงเป็นแม่ที่แย่ และความเป็นแม่นั้นเอง ก็ฉุดรั้งการออกไปทำภารกิจของนักปฏิวัติ เหมือนที่เธอพูดกับบ๊อบที่อุ้มลูกสาวอยู่ว่า “นี่คือการตื่นรู้ครั้งใหม่ เธอไม่ใช่เครื่องผลิตน้ำนม” ก่อนที่เธอจะโดนจับในการปล้นธนาคาร และทรยศเพื่อนนักต่อต้าน ด้วยการบอกชื่อ ที่อยู่ จนสมาชิก French 75 หลายคนถูกจับถูกฆ่า สาวนักปฏิวัติแกนนำทรยศเพื่อนร่วมอุดมการณ์เพื่อแลกกับการไม่ต้องติดคุก 30-40 ปี (จากข้อหาฆาตกรรมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของธนาคาร) โดยการล่อลวงกึ่งบังคับของ Lockjaw ผู้ที่ใช้เส้นสายให้เธอไม่ต้องติดคุก และกึ่งกักขังไว้เป็นทาสสวาท (แต่บนเตียง Mr. Lockjaw รับบททาส) หนังสื่อให้เห็นว่า Perfidia Beverly Hills ของเรามีรสนิยมชอบหนุ่มผิวขาว และน่าจะมีแฟนตาซีชอบกิจกรรมทางเพศกับ Lockjaw พอสมควร ถ้าใครจำตอนเริ่มได้ อยู่ๆ เธอก็สั่งให้ Lockjaw ทำให้น้องชายผงาดแข็ง ด้วยการใช้ปืนบังคับ…แล้ววันนึงเธอก็ทิ้งทุกอย่างหนีไปดื้อๆ อีกครั้ง ความสับสนเปลี่ยนไปมาของตัวละครนี้ที่สร้างปมให้ทั้ง Bob และ Lockjaw คือแกนสำคัญของการดำเนินเรื่องที่เหลือเกือบทั้งหมด
Ps.หนังยังอยู่ในโรงภาพยนต์ มีโอกาสลองไปชมกันครับ ฉากไล่ล่าบนถนนนั้น เหมาะกับการดูในโรงอย่างยิ่ง รวมถึงความยาว 170 นาที การดูในโรงจะทำให้อินกับตัวละคร เนื้อเรื่องมากกว่ารอดูสตรีมมิ่งที่บ้านแน่นอนครับ
(Repost จากตอนที่ดูจบใหม่ ๆ)
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10165391860067269&set=a.478517477268