.jpg)
Paul Adithep
13 hours ago
·
อ่านแผนการล้างสมองของ (อดีต) อ.จุฬาฯ
เมื่อกี้ครับ เห็นมิตรฯ แชร์บทความหนึ่งมา พาดหัวซะน่ากลัวครับว่า "สุนัขขี้เรื้อนใต้ปีกพญาอินทรีย์ เขาล้างสมองที่สถานทูตยังไง อ่านของจริงจากอดีตนิสิตจุฬา อ่านจบจะช่วยปกป้องลูกได้" (https://www.facebook.com/MasterAcharavadeeTH/posts/pfbid02UJhQorMtMduj5Nf7Sdrer3tQSFXDqaQFW8pbBEugoVdNP9Dp7cVVj8Ldga1QAkpDl) ซึ่งเป็นโพสต์ที่ไวรั้ลมากๆ ครับ มีคนกดตุ่มแสดงอารมณ์หลากหลายนับหมื่นและกดเพยแพร่ต่อกว่าห้าพัน
ก่อนจะอ่านเนื้อหา ผมนึกในใจครับว่า “โอ้ว! ที่จุฬาฯ เค้ามีค่ายปรับทัศนคติบีบบังคับให้คนต้องยอมละทิ้งความเชื่อและอุดมคติที่ตนเองยึดถือเพื่อให้ยอมสวามิภักดิ์ต่อผู้นำหรืออุดมการณ์ใหม่ด้วยหรือนี่? เค้าจะใช้วิธีการเช่นใดนะ?”
แต่พอเข้าไปอ่านจริงๆ กลับพบว่า มันไม่มีหลักฐานการบังคับขู่เข็ญนักศึกษาให้ต้องละทิ้งความเชื่อและอุดมคติที่ถูกรัฐและครอบครัวปลูกฝังและท่องจำมาตั้งแต่เด็กแต่ประการใดครับ
เบื้องต้นคือ บทความดังกล่าวฉายภาพให้ “ใจ อึ้งภากรณ์” เป็นตัวร้ายของเรื่อง (ตอนท้ายๆ ของบทความมีข้อความตอนหนึ่งว่า “อาจารย์เลวพวกนี้ปลุกปั่นหลอกใช้เด็กให้ล้มเจ้า ล้างสมองเด็กด้วยความเท็จ” แต่ก็ไม่มีตัวอย่างความเท็จที่ว่าให้ดู และคำว่า “อาจารย์เลวพวกนี้” น่าจะต้องหมายรวมถึง “ใจ” ด้วยเพราะเป็นอาจารย์คนเดียวที่ถูกเอ่ยชื่อ) ส่วนคนต้นเรื่องที่อ้างว่าเป็นลูกศิษย์ที่ถูก “ล้างสมอง” เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ครับ เราจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่า เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนี้มาจากประจักษ์พยานตัวจริง
ในขณะที่บรรดาลูกเพจของหญิงนุ่งขาวห่มขาวรายนี้พากันแซ่ซ้องยืนยันว่าเป็นข้อเท็จจริงอย่างแน่นอน แม้ว่าถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นว่า “ใจ” ที่ถูกพาดพิงออกมาปฏิเสธหรือยืนยันข้อกล่าวหาดังกล่าวเลยก็ตาม
(อัพเดต: อาจารย์ใจมาตอบเองแล้วนะครับว่า "มันเป็นนิยายจากต้นจนจบ และผมขี้เกียจเข้าไปแก้ตัวกับพวกหมาหอนในซอย")
อย่างไรก็ดีครับ ผมจะขอ “สมมติ” ว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงไว้ก่อน เพื่อพิจารณาต่อไปว่า ถ้าเรื่องมันเป็นแบบนี้จริงการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “ชั่วร้าย” เป็นภัยต่อสังคมหรือไม่?
อย่างแรกครับ การกระทำของ จ. มิได้มีการบังคับขู่เข็ญ ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยสมัครใจ และฟังดูเหมือน จ. พยายามคัดนักศึกษาออกตั้งแต่วันแรกให้มากที่สุดด้วยซ้ำ ซึ่งออกจะเป็นวิธีการที่เค้าเต้อโปรดั๊กถีบ ถ้าคิดว่าสิ่งที่ จ. ต้องการคือการล้างสมองคนในวงกว้าง
ต่อมาครับ การพานักศึกษาไปพบกับนักวิชาการหรือนักศึกษานอกสถาบัน โดยหลักการแล้วไม่ผิดอะไรเลย หรือการ “ถกเรื่อง Rights สิทธิและความเท่าเทียม” มันก็น่าจะเป็นเรื่องปกติของการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ต้องพัฒนาให้นักศึกษารู้จักการใช้เหตุผล และตัวนักศึกษาก็น่าจะไม่ได้ตกอยู่ภายใต้ภยันตรายใดๆ จากการแสดงความเห็นที่แตกต่าง
(ในทางตรงกันข้ามชาวขวาไทยกลับเห็นว่าการอินด๊อกตริเนตความเชื่อให้กับเด็กๆ ที่ยังคิดไม่เป็น ครูว่ามาก็ท่องจำทำตามเป็นเรื่องที่ถูกต้องตราบใดที่ความเชื่อนั้นตรงกับหลัก “กรรมเก่า” ซึ่งเป็นฐานให้กับโครงสร้างทางสังคมที่เหลื่อมล้ำ)
เหตุการณ์ในสถานทูตที่พาดหัวอ้างว่าเป็นสถานที่ที่ถูกใช้ “ล้างสมอง” ก็เป็นแค่การไปร่วมงานอีแว๊นต์ของสถานทูตนั้นๆ การเดินทางก็ไม่น่าจะมีการใช้ถุงดำคลุมหัวจับขึ้นรถตู้ทึบแต่อย่างใด ไปถึงเค้าก็แค่ชวนคุยแสดงความคิดเห็นเรื่องการเมืองต่างๆ นานา การที่ฝรั่งต่างชาติไม่ชื่นชมการรัฐประหาร และการแทรกแซงการเมืองของทหารก็เป็นเรื่องปกติของคนที่โตมาในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีสร้อยต่อท้าย
การแนะนำการทำโปรเจ๊กโดยอาศัยทุนจากต่างชาติก็ดูเหมือนทุนต่างชาติจะไม่ได้เอามีดมาจ่อคอให้นักศึกษาทำเช่นกัน แต่เป็นนักศึกษาที่ต้องยื่นเรื่องไปขอเงินเค้าเอง แล้วเค้าก็ยื่นเงื่อนไขว่า ถ้าจะใช้เงินเค้าก็ต้องโปรโมตค่านิยมที่เค้ายึดถือด้วย และค่านิยมที่ถูกอ้างถึงอย่างประชาธิปไตย สิทธิ และความเท่าเทียม มันก็เป็นหลักการที่สอดคล้องกับการปกครองของไทยที่บอกว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตยไม่ใช่หรือ? ก็่เลยไม่รู้ว่า การทำโปรเจ๊กแบบนี้มันผิดตรงไหน? ผิดที่การรับทุน? หรือผิดที่ทุนนั้นส่งเสริมค่านิยมที่ฝ่ายขวาต่อต้าน? (เพราะเอกชนไทยก็แจกทุนส่งเสริมค่านิยมต่างๆ ผ่านกิจกรรมทางสังคมที่หลากหลายเช่นกัน แต่ไม่เป็นปัญหาในสายตาขวาไทย เพราะเอกชนไทยไม่นิยมส่งเสริมหลักการในระบอบประชาธิปไตย)
ดังนั้นครับ ข้อกล่าวหาที่ว่ามาทั้งหมด “ต่อให้จริง” มันก็ไม่ขัดกฎหมายข้อไหนของบ้านเมืองเราเลยนะครับ ถ้าจะขัดก็คือขัดใจคนที่นิยมรัฐประหาร ยึดมั่นในลำดับชั้นทางสังคมตามความเชื่อเรื่องกรรมเก่า และต่อต้านความเท่าเทียม ด้วยความที่คนเหล่านี้น่าจะกลัวว่าลูกหลานที่ถูกอินด๊อกตริเนตหลักการเหล่านี้มาแต่เล็กแต่น้อยจะหวั่นไหวเมื่อเข้าสู่ชั้นมหาลัยหากความเชื่อเดิมถูกท้าทาย
https://www.facebook.com/photo?fbid=33878127678437643&set=a.106211759389335