วันเสาร์, มกราคม 31, 2569

จากเหลือง จากแดง ไม่ต้องเป็นส้มก็ได้ (ขอให้ตาสว่างเท่านั้นก็พอ)



Sarawut Hengsawad
19 hours ago
·

เมื่อวานได้อ่านโพสต์ของ "คุณหมอแม็ก" ที่เปิดเปลือยเส้นทางความคิดทางการเมืองของตัวเองออกมาอย่างจริงใจ แล้วรู้สึกนับถืออย่างยิ่ง โพสต์นั้นทำให้หลายคนได้พื้นที่มาทบทวนและสะท้อนเส้นทางของตัวเองด้วยเช่นกัน รวมถึงผมก็ได้รับแรงสั่นสะเทือนว่า นั่นสินะ เส้นทางของตัวเองเป็นยังไงบ้าง จึงขอลองทบทวนแบบคร่าวๆ ในส่วนสำคัญสู่กันฟัง ถือเป็นการแลกเปลี่ยนกันนะครับ

.

1
ผมเป็นคนรุ่นน้องของพี่หมอแม็กไม่มากนัก แน่นอนว่า เราเติบโตมากับการเห็นดูข่าวพระราชกรณียกิจของในหลวงและพระราชินี ได้ชื่นชมและสำนึกขอบคุณในสิ่งที่ท่านทำ ในปี 2549 ที่มีพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งพี่น้องชาวไทยใส่เสื้อสีเหลืองกันเต็มไปหมด รวมถึงเฝ้ารับเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร ระเบียงหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ก็ติดตามข่าวด้วยความซาบซึ้งใจ

.

2
จากนั้นไม่นานก็เกิดการรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549 (ยี่สิบปีก่อน ตอนนั้นผมอายุ 27 ปี) จำได้ว่าก่อนหน้ารัฐประหาร ผมกับเพื่อนที่ทำงานจะไปร่วมชุมนุมที่สวนลุมฯ อยู่บ่อยๆ ไปฟังคุณสนธิขึ้นเวทีขับไล่คุณทักษิณ ซึ่งตอนนั้นเป็นนายกฯ อยู่ ฟังไปเรื่อยๆ ก็คล้อยตาม คิดว่าถ้ารัฐบาลคอร์รัปชั่นก็ควรถูกจัดการ กระทั่งเริ่มมีข้อเรียกร้องเรื่อง "นายกรัฐมนตรีพระราชทานตามมาตรา 7" ก็เริ่มได้ยินเสียงทักท้วงว่าข้อเสนอนี้ไม่เป็นไปตามประชาธิปไตย เพราะนายกฯ ไม่ได้มาจากกระบวนการของประชาชน แต่แล้วไม่นานก็เกิดรัฐประหารโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน

.

3
ผม-ผู้ซึ่งเคยใส่เสื้อสีเหลือง รับผ้าพันศีรษะคำว่า "กู้ชาติ" มาโพกไว้กับหัว เริ่มมีความสงสัยใคร่รู้ว่า ขบวนการเสื้อเหลือง-เสื้อแดง เขาสู้กันเรื่องอะไร เพราะดูเหมือนว่ามันจะไปไกลกว่าเรื่องการจัดการกับรัฐบาลที่ถูกอ้างว่าคอร์รัปชั่น และการรัฐประหารก็ยังไม่ได้เป็นคำตอบ--เสื้อแดงเป็นใครกันนะ?

.

4
พอได้อ่าน ได้คุยกับผู้คนมากขึ้น จึงพบว่าการต่อสู้ทั้งหมดนี้มีความซับซ้อนหลายมิติ ในภาพหนึ่งมวลชนทั้งหลายก็เป็นมวลชนที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้องที่ตนเชื่อ (ไม่โกง / ไม่สองมาตรฐาน) ในอีกภาพก็เป็นเสียงที่เลือกพรรคการเมืองนั้นๆ แล้วอาจรู้สึกถูกกลั่นแกล้งจากระบบ (เช่นเสื้อแดงเลือกไทยรักไทยแล้วถูกยุบ) ซึ่งในขบวนการต่อสู้ทั้งสองสีก็มีความผสมผสานหลากหลายอย่างยิ่ง แต่เมื่อถอยมามองจากระยะไกล ผมจึงเข้าใจว่า มีการต่อสู้หนึ่งที่ปรากฏชัด นั่นคือ "ระบบของผู้ได้เปรียบ vs ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ"

.

5
ตอนนั้นเองที่ผมเริ่มตั้งคำถามกับนิยาม "กู้ชาติ" ว่าตกลงคำว่า "ชาติ" นั้นหมายถึงอะไร และเริ่มค่อยๆ เห็นการผูกรวมคำว่า "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" เข้าด้วยกันอย่างอัตโนมัติ เริ่มเห็นการฉวยใช้ความจงรักภักดีโดยใช้มันไปเพื่อปกป้องประโยชน์ของตัวเอง หรือใช้โจมตีฝ่ายตรงข้าม ทั้งที่คำว่า "ชาติ" นั้นมีนิยามที่ครอบคลุมถึง "ประชาชน" ด้วย ซึ่งเราสามารถจงรักภักดีต่อสถาบัน และยุติธรรมต่อประชาชนได้พร้อมๆ กัน แต่คนที่พยายามแบ่งว่า มวลชนเสื้อแดง (เลยมาถึงพวกส้ม) เป็นคนไม่รักชาติ น่าจะเป็นคนที่ใช้ "ชาติ" มาบังหน้าเพื่อรักษาประโยชน์ที่ได้รับมาตลอด

.

6
ว่ากันตามตรง ผู้ที่คิดแบบนั้นอาจไม่ได้มีเจตนาไม่ดีไม่เสียทั้งหมด แต่ผู้ที่ปลุกระดมให้เกิดความคิดแบบนั้นต่างหากที่เอาหลังพิงคำขวัญ "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" เพื่อรักษาความได้เปรียบที่ตัวเองได้จากโครงสร้างของระบบอุปถัมภ์ที่ก่อตัวมาเนิ่นนาน คนที่มีโอกาสได้ตำแหน่งใหญ่โต ได้งานใหญ่ๆ ได้ผูกขาดธุรกิจ ได้ทำอะไรง่ายๆ ในประเทศนี้เพราะรู้จักเครือข่ายเส้นสาย ย่อมไม่อยากให้ "ชาติ" แบบเดิมเปลี่ยมโฉมไป เมื่อมีประชาชนที่ตื่นตัวอย่างมวลชนเสื้อแดง หรือม็อบสามนิ้ว ย่อมเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย เดี๋ยวจะสะเทือนถึงโครงสร้างที่ฉันได้เปรียบมาตลอด จึงชี้นิ้วไปที่ประชาชนผู้ตื่นตัวเหล่านั้นว่า "ชังชาติ" แถมโยนข้อหาหนักๆ ให้ ด้วยการหยิบเอาบางเหตุการณ์ บางคน บางข้อความขึ้นมาขยายใหญ่ ซึ่ง "ชาติ" ของผู้ได้เปรียบเหล่านี้มีขอบเขตที่เล็กจิ๋ว ไม่นับประชาชนอีก 99% ที่เสียเปรียบอยู่ในโครงสร้างที่เป็นอยู่

.

7
ยิ่งได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองมากขึ้นก็ยิ่งทำให้เข้าใจความเป็นไป เหตุและผลของฝ่ายต่างๆ ซึ่งถ้าพูดกันแฟร์ๆ มันก็คือการปรับตัว การประคองอำนาจ และการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่แปรเปลี่ยนพลิกผันไปเรื่อยๆ ไล่มาตั้งแต่ 2475 ผ่านยุคเผด็จการทหาร 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19, ประชาธิปไตยครึ่งใบ, เต็มใบ, ฯลฯ ทุกฝ่ายพยายามปรับตัวเพื่อหาวิธีอยู่ร่วมกัน และเมื่อมองบ้านเมืองด้วยสายตาที่เข้าใจประวัติศาสตร์ จึงค่อยๆ เข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องของความดี-ความชั่วของตัวบุคคลเท่านั้น ไม่ใช่ฝ่ายเทพ-ฝ่ายมารแบบที่มักถูกลดทอนให้เชื่อแบบนั้น แต่บุคคลเหล่านั้นล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ "ระบบ" ซึ่งถ้าระบบแบบไหนทำให้เขาได้เปรียบ เขาย่อมอยากรักษาระบบนั้นเอาไว้ให้ยาวนานที่สุด

.

8
ด้วยความเข้าใจนี้ ผมเริ่มเข้าใจการเดินทางมาชุมนุมที่เมืองหลวงของคนเสื้อแดงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอัดอั้นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมเริ่มเข้าใจว่าเราสามารถรู้สึกรู้สา เอาใจช่วยคนเสื้อแดงได้ โดยไม่ต้องผูกโยงกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งที่จริงผมก็เคยเป็นหนึ่งในเสื้อเหลืองที่ตะโกนขับไล่รัฐบาลไทยรักไทยมาก่อน แต่ตอนนั้น ถ้ามีการเลือกตั้ง ผมก็จะกาพรรคเพื่อไทยนี่แหละ เพราะต้องการแสดงออกว่า ผมไม่ชอบความอยุติธรรมแบบสองมาตรฐานที่มีการเล่นงานด้วยอำนาจที่ได้มาจากการยึดอำนาจ

.

9
ตอนนั้นญาติพี่น้องต่างซุบซิบกันว่า "เอ๋มันเป็นพวกเสื้อแดง" และก็ถูกหาว่าชังชาติ ผมยอมรับว่าเห็นใจพี่น้องเสื้อแดง แต่การจะบอกว่าเห็นด้วยกับขบวนการเสื้อแดงทั้งหมดคงไม่ใช่ เช่น ผมไม่เห็นด้วยกับการใช้อาวุธรุนแรง การปิดล้อมโรงพยาบาล เป็นต้น และผมคิดว่านี่คือปัญหา เรามักผลักใครคนใดคนหนึ่งให้กลายเป็น "อะไรสักอย่าง" โดยลดทอนรายละเอียดของความคิดที่แตกต่างในหมู่ผู้คนลงเหลือแค่การ "แปะป้าย" แล้วเหมารวม โดยป้ายสีสิ่งที่แย่ที่สุดใส่คนอีกฝั่ง สิ่งนี้ทำให้การแสดงออกทางการเมืองกลายเป็นเรื่องน่าเบื้อหน่ายและน่ากลัว

.

10
แน่นอนว่าผมไล่พื้นฐานมาจากคนเสื้อเหลืองที่ไม่ชอบคนคอร์รัปชั่น แต่ก็มาอยู่ฝั่งเสื้อแดงเพราะรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม และเห็นการเรียกร้องจากฝั่งเหลืองที่ไม่ค่อยไปในแนวทางประชาธิปไตย เช่น เรียกร้องทหารให้ยึดอำนาจ จึงดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายถกเถียงกันอยู่ในเรื่องที่ดีทั้งคู่ (ไม่โกง ระบบที่เป็นธรรม เป็นประชาธิปไตย) แต่ทำราวกับว่าทั้งสองสิ่งนี้ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้พร้อมกัน ระหว่างที่มีการต่อสู้กันระหว่างเหลือง-แดง และถูกสยบลงด้วยการประชุมครั้งหนึ่งที่คุณประยุทธ์พูดขึ้นมาว่า "ถ้าอย่างนั้น ผมขอยึดอำนาจ" จากนั้นก็เข้าสู่ยุคลุงตู่อันเนิ่นนาน 8 ปี

.

11
ในยุคลุงตู่ก็มีการเรียกร้อง การประท้วงจากนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ในเรื่องต่างๆ มีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลกับประชาชนที่ออกมาเรียกร้องอยู่บ่อยๆ ในช่วงเวลานี้คู่กรณีก็เปลี่ยนไป กลายมาเป็นมวลชนสามนิ้ว vs รัฐบาลทหาร แต่ถ้าถอยออกมาดู เราจะเห็นโจทย์เดิมไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ "ระบบของผู้ได้เปรียบ vs ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ" ซึ่งระบบที่ได้เปรียบพยายามตรึงประเทศนี้เอาไว้ให้เหมือนเดิมด้วยการใช้อำนาจที่ยึดมา เขียนกฏกติกาเพื่อรักษาอำนาจนี้ให้ยาวนานที่สุด เช่น ให้ส.ว.เลือกนายก แต่งตั้งองค์กรอิสระ รวมถึงกติกาที่มาขององค์กรอิสระ ฯลฯ มันแค่เปลี่ยนตัวละครไปเท่านั้นเอง

.

12
ระหว่างนี้ก็มีการเกิดขึ้นของพรรคส้ม อนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชน ซึ่งเมื่อได้รับการเลือกจากประชาชนมาด้วยคะแนนที่เยอะเกินคาด สุดท้ายแล้วอนาคตใหม่และก้าวไกลก็ถูกยุบ แกนนำถูกตัดสิน เด็ดหัวไปทีละพวง ต้องใช้ตัวผู้เล่นใหม่ๆ ขึ้นมา หวังว่าจะหมดฤทธิ์ไป แต่แล้วก็ยังมีตัวเด็ดๆ งอกขึ้นมาเรื่อยๆ เช่น เท้ง โรม ไอซ์ ไอติม และทำท่าว่าจะไม่หมดง่ายๆ พรรคส้มเกิดขึ้นพร้อมกับยุคสมัยที่ประชาชนมองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ฉะนั้น สิ่งที่พรรคนี้ต้องการเข้าไปแก้ไขยิ่งจี้จุดไปที่ "ระบบของผู้ได้เปรียบ" จึงทำให้ถูกนำเอาเรื่องราวและบางถ้อยคำมาขยายและขยี้ แปะตราประทับว่า "พรรคนี้อันตรายต่อชาติและสถาบัน" ซึ่งถ้าถอยออกมาดู เราจะเห็นแพทเทิร์นเดิม นั่นคือ "ระบบของผู้ได้เปรียบ vs ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ"

.

13
ผู้ได้เปรียบทั้งหลายไม่สามารถหา "เหตุผล" มาต่อสู้ด้วยได้ จึงใช้ "อารมณ์" ในการปลุกอารมณ์ผู้คนว่า คนที่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนั้นคิดไม่ดีต่อ "ชาติ" ในนิยามของเขา ซึ่ง "ชาติ" ในนิยามของเขาอาจนับจำนวนไว้เพียงผู้คนแวดล้อมแค่ไม่กี่คน ซึ่งโครงสร้างนี้สามารถตรึงอำนาจไว้ได้มาเนิ่นนาน เพราะเป็นระบบอุปถัมภ์ที่มีทั้งเงิน ธุรกิจ กำลังพล ตำแหน่ง ซึ่งแข็งแกร่งอย่างยิ่ง

.

14
คุณบรรยง พงษ์พานิช เคยเขียนไว้ว่า "มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่า…มันไม่เกี่ยวกับเรื่องจงรักภักดีอะไรหรอก……พวกมึงเล่นจะลดกองทัพ ลดนายพล ลดข้าราชการ ลดกฎหมาย ลดอำนาจ ลดทุนผูกขาด ลดทุกอย่างของอภิสิทธิ์ชน เพิ่มแค่อย่างเดียว คือ ภาษีคนรวย …ใครเขาจะยอมมึง"

.

15
และในจังหวะจัดตั้งรัฐบาลคราวที่แล้ว ผมก็ได้เห็นกลวิธีของ "ระบบของผู้ได้เปรียบ" ที่ทำให้พรรคส้มที่ได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ท่ามกลางดีลพิสดารสารพัด ได้เห็นพรรคเพื่อไทยจับมือกับภูมิใจไทยและกลุ่มผู้คนที่เขาเคยด่ากันราวจะไม่เผาผี เมื่อถอยออกมาดูก็เห็นแพทเทิร์นเดิมอีกแล้ว "ระบบของผู้ได้เปรียบ vs ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ" สุดท้ายแล้วผู้ที่ต้องการรักษาอำนาจก็จะยอมทำทุกอย่างที่จะประคองระบบนั้นไว้ และในอดีตเขาอาจใช้เสียงของประชาชนเป็นเพียงขั้นบันไดไต่ไปสู่อำนาจเท่านั้นเอง

.

16
เมื่อมาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่มีพรรคใดให้ลังเลอีกต่อไป ผมมองเห็นพรรคการเมืองที่พอจะเป็นตัวแทนของ "ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ" ที่ตั้งใจจะไปปรับแก้โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม เอื้อให้ใช้อำนาจในทางที่ปิด โกงกินกันในระบบพรรคพวก มีอยู่แค่พรรคส้มนี่แหละ

.

17
แต่ที่เขียนมาทั้งหมดไม่ได้มีความประสงค์จะชวนเลือกส้ม ผมคิดว่ามันมีประเด็นที่สำคัญกว่านั้นครับ เส้นทางประสบการณ์ที่ค่อยๆ เรียนรู้ทางการเมืองของตัวผมเองทำให้ได้เห็นว่า คนเราสามารถมีความเข้าใจเรื่องต่างๆ พอกพูนได้ทุกวัน ซึ่งผมก็เป็นประชาชนโง่ๆ ซื่อๆ คนหนึ่ง ยอมรับว่าเป็นแบบนั้น บางช่วงก็ถูกโอ้โลมโน้มน้าว บางช่วงก็ถูกปลุกระดมให้โกรธเกลียด บางช่วงอาจตกเป็นเครื่องมือของการได้อำนาจ แต่ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเรียนรู้ ขบคิดวิเคราะห์ และพยายาม "ตื่น" ขึ้นจากมายาภาพที่ "ผู้ชักใย" ทั้งหลายพยายามช่วงใช้เรา--ฉะนั้น ความคิดที่บอกว่า ประชาธิปไตยเป็นระบบที่ใช้ไม่ได้ ในประเทศที่ประชาชนยังไม่ฉลาด ผมว่าไม่จริง คำถามที่ควรถามคือ ประเทศนั้นปล่อยให้ประชาชนได้ฉลาดหรือเปล่าต่างหาก หรือคนที่ครองอำนาจชอบไปคิดแทน และตัดสินแทน รวมถึงตัดสิทธิ์ประชาชนไปพร้อมกับการได้เรียนรู้ด้วย

.

18
ประเด็นของผมคือ เราอาจเลือกส้มแล้วอกหักผิดหวังก็เป็นไปได้ เหมือนที่เคยอกหักกับม็อบเสื้อเหลือง กับพรรคเสื้อแดง แต่ทุกครั้งที่อกหัก เราเติบโต เราค่อยๆ "ตาสว่าง" ขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เราน่าพูดคุยกันไม่ใช่ว่า "มึงอยู่ฝ่ายไหน" หรือ "คุณสีอะไร" ผมว่าบทสนทนาแบบนี้เชยแล้ว เราควรคุยกันว่า "คุณอยากเห็นประเทศเป็นแบบไหน" คุณอยากมีประเทศที่กฏกติาถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกันไหม โอกาสไปถึงทุกคนเท่าเทียมกันไหม คอร์รัปชั่นลดลงเพราะมีระบบตรวจสอบที่โปร่งใสขึ้นไหม ประกันสังคมได้รับการตรวจสอบและร้องเรียนจากประชาชนได้ไหม ประชาชนมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ ได้ไหม มีอากาศบริสุทธิ์ให้หายใจไหม--เราควรคุยกันเรื่องพวกนี้มิใช่หรือ?

.

19
ฉะนั้น ผมจึงประทับใจสิ่งที่พี่หมอแม็กได้เขียนเล่าให้ฟังอย่างจริงใจ ผมคิดว่าเมื่อเรามองเห็นเส้นทางความคิดทางการเมืองของตัวเอง เราก็จะเห็นว่าขณะที่เราเปลี่ยนแปลงและเติบโต มีสิ่งหนึ่งที่หยุดนิ่งอยู่เหมือนเดิม นั่นคือโจทย์ของการเมืองไทยที่ยื้อยุดกันอยู่ระหว่างอำนาจของ "ผู้ได้เปรียบ" กับ "ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ" ซึ่งถ้าจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้ เราต้องการการร่วมมือกันของ "ประชาชน" ในประเทศ ต้องเป็นเนื้อเดียวกัน แทนที่จะทะเลาะกัน เพราะเมื่อประชาชนทะเลาะกัน "ผู้ได้เปรียบ" ก็จะได้เปรียบต่อไป โกงต่อไป ผูกขาดต่อไป ทำผิดแล้วไม่เข้าคุกต่อไป นั่งเฟิร์สคลาสไปดูงานต่อไป อ่อ ไม่ใช่บิสิเนสก็พอ--พวกเขาคือคนหน้าเดิม คนได้ประโยชน์กลุ่มเดิมๆ ขณะที่ประเทศในภาพรวมกลับง่อนแง่ผุพังลงเรื่อยๆ

.

20
ผมเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ว่า ในฐานะประชาชน เราไม่จำเป็นต้องนิยามตัวเองว่าเราเป็นสีไหน พรรคไหน แต่เราสามารถเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการ มีสมองที่ยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงได้จากบทเรียนที่เราได้เจอมา จากเหลือง จากแดง ไม่ต้องเป็นส้มก็ได้ครับ แต่ขอให้เป็น "ประชาชน" ไม่ใช่คนที่ตกเป็นเครื่องมือทางความคิดของ "ผู้ได้เปรียบ" ให้มาตั้งแง่ต่อสู้กับประชาชนด้วยกัน ด่าประชาชนด้วยกัน หรือมาเถียงแทนคนที่เขาเอาเปรียบคนอื่นเสียคอเป็นเอ็น

และอาจถามตัวเองด้วยคำถามง่ายๆ ว่า "ปัญหาของประเทศนี้คืออะไร" และ "อยากให้ประเทศนี้เป็นแบบไหน" ถามโดยไม่ต้องนึกถึงสีอะไรในใจเลย จากนั้นลองถอยออกมาดูว่า ท่ามกลางการต่อสู้ขัดแย้งมาเนิ่นนาน มันคือการต่อสู้ระหว่างอะไรกับอะไร แล้วตัวเราเองอยู่ตรงไหนของสนามการต่อสู้นี้ เราได้เปรียบหรือเสียเปรียบ แล้วความถูกต้องที่หายไปคืออะไร

คำถามเหล่านี้จะกลายมาเป็นคำตอบเองครับว่า เลือกตั้งครั้งนี้เราจะเลือกพรรคไหน

ทุกพรรคทำให้เราอกหักได้ทั้งนั้นครับ แต่ตัวเราจะไม่ทำให้ตัวเองอกหัก ตราบที่เรามีจุดยืนว่าเราอยากเห็นประเทศนี้ดีขึ้นด้วยการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต้องแก้ เพราะต่อให้ส้มทำไม่สำเร็จ อนาคตก็จะมีคนเสนอตัวมาแก้ปัญหานี้อีก แต่สิ่งที่น่าผิดหวังที่สุดคือ ตัวเราเองใช้อารมณ์ที่ถูกปลุกระดมมา กลบ "ปัญหาแท้จริง" ของประเทศ แล้วเลือกตั้งด้วยความคิดเพียงเพื่อ "ปกป้องชาติ" โดยที่ "ชาติ" ที่ว่านั้นเป็นนิยามที่เขียนขึ้นจาก "ผู้ได้เปรียบ" หน้าเดิมเพียงหยิบมือเดียว

ประเทศนี้เปลี่ยนได้ เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ส่งเสียงพร้อมกันว่า "เราต้องการการเปลี่ยนแปลงแล้ว!"

ป.ล. เรียนไอโอทุกท่าน คุณก็เป็น "ประชาชน" เช่นกัน รับเงิน ปฏิบัติ​หน้าที่ แล้วอย่าลืมไปเลือกพรรคที่เปลี่ยนแปลงประเทศ​นี้กันนะครับ จะได้ไม่ต้องมาทำงานที่ไม่ชอบแบบนี้อีก

#นิ้วกลมบันทึก

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164688933489579&set=a.391558859578