วันอังคาร, มกราคม 27, 2569

ThumbRights ชวนทุกคนมาร่วมย้อนไปในอดีต และดูว่าแต่ละพรรคการเมือง ใคร "เปิด" ใคร "ปิด" ประตูนิรโทษกรรม 112?


ThumbRights
13 hours ago
·
ใคร "เปิด" ใคร "ปิด" ประตูนิรโทษกรรม 112?

ปัจจัยสำหรับตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหนในการเลือกตั้งดูได้จากหลากหลายอย่าง เช่น จุดยืนในประเด็นนั้น ๆ, นโยบายที่ได้ประกาศไว้, ใครเป็นผู้สมัคร, และอุดมการณ์ทางการเมือง แต่มีอีกหนึ่งสิ่งที่เราคิดว่าเป็นส่วนสำคัญเช่นเดียวกันสำหรับการที่จะตัดสินใจเลือกพรรคใดก็ตาม นั่นก็คือเรื่องราว การกระทำ ความเห็น และจุดยืนต่อแต่ละเรื่องในอดีต

วันนี้เราจึงอยากชวนทุกคนมาร่วมย้อนไปในอดีต และดูว่าแต่ละพรรคการเมืองต่าง ๆ มีท่าทีอย่างไรบ้างต่อการนิรโทษกรรมคดีการเมืองโดยเฉพาะคดีมาตรา 112 ที่ผ่านมาบ้าง โดยมีรายละเอียดดังนี้

พรรคประชาชน: หนึ่งเดียวในสภาที่เปิดโอกาสให้มีการนิรโทษกรรมคดี 112

พรรคก้าวไกล ซึ่งต่อมาคือพรรคประชาชน ได้แสดงจุดยืนในการผลักดันให้นิรโทษกรรมครอบคลุมถึงคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองอย่างกว้างขวาง โดยได้เสนอร่างกฎหมายของพรรคเข้าสู่สภาตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2566 เนื้อหาของร่างดังกล่าวกำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองว่าคดีใดบ้างที่เข้าข่าย ซึ่งเปิดช่องให้คดีตามมาตรา 112 สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้ หากคณะกรรมการวินิจฉัยว่ามีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ทางพรรคให้เหตุผลว่าการรวมมาตรา 112 เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสลายความขัดแย้งและสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย

พรรคเพื่อไทย: เตะถ่วง แทงกั๊ก

ทางด้านพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตพรรคแกนนำรัฐบาล มีท่าทีที่เน้นความระมัดระวัง โดยแกนนำพรรคอย่างนายชูศักดิ์ ศิรินิล และนายสุทิน คลังแสง ได้แสดงความเห็นว่าเรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนและควรมีการหารือให้ตกผลึกก่อน แทนที่จะเสนอร่างกฎหมายในทันที พรรคเพื่อไทยได้ผลักดันให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เพื่อศึกษาแนวทางที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ผลสรุปของการศึกษาโดยคณะกรรมาธิการนี้ก็ไม่ได้มีการสรุปแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการเสนอแนวทาง 3 แนวทางอันได้แก่ 1.ไม่ควรนิรโทษกรรมในมาตรา 110 และ 112 2. เห็นควรนิรโทษกรรม โดยไม่มีเงื่อนไข 3. เห็นควรนิรโทษกรรม แต่มีเงื่อนไข ซึ่งอาจตั้งคณะกรรมการพิจารณาเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ
อย่างไรก็ตามในวันที่ 24 ตุลาคม 2567 เมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายงานของ กมธ. ผลปรากฏว่าสภามีมติ "ไม่เห็นชอบ" กับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการด้วยคะแนน 270 ต่อ 152 เสียงโดยมีพรรคร่วมอย่างภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ และประชาธิปัตย์ ประกาศชัดเจนว่าไม่เห็นชอบเนื่องจากไม่ต้องการให้แตะต้องมาตรา 112 ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน ยืนยันลงมติเห็นชอบกับรายงานดังกล่าว

พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคกล้าธรรม และพรรคภูมิใจไทย: ยืนหยัดไม่นิรโทษกรรมคดี 112

สำหรับพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ ได้แก่ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคกล้าธรรม และพรรคภูมิใจไทย มีจุดยืนที่ชัดเจนในการไม่สนับสนุนให้นิรโทษกรรมครอบคลุมถึงความผิดตามมาตรา 112 ธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เคยให้สัมภาษณ์คัดค้านร่างของพรรคก้าวไกลโดยระบุว่ามาตรา 112 เป็นความมั่นคงของประเทศและเชื่อว่าคนไทยทั้งชาติไม่ยอมรับ สอดคล้องกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค ได้กล่าวคัดค้านเนื่องจากมองว่ากฎหมายของก้าวไกลมีวาระซ่อนเร้นเพื่อช่วยเหลือแนวร่วมและพรรคจะได้ประโยชน์

โดยพรรครวมไทยสร้างชาติได้เสนอร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ประกบเข้ามาในการพิจารณา ซึ่งระบุข้อยกเว้นไว้ชัดเจนว่าไม่รวมความผิดตามมาตรา 112 ความผิดฐานทุจริต และการทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ทางด้านพรรคประชาธิปัตย์ โดยโฆษกพรรค ได้แสดงความเห็นคัดค้านร่างของพรรคก้าวไกล โดยมองว่ามาตรา 112 เป็นเรื่องความมั่นคงและไม่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจทางการเมือง ส่วนพรรคภูมิใจไทยและพรรคครูไทยเพื่อประชาชน (ซึ่งต่อมาย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม) ก็ได้เสนอร่างกฎหมายในทำนองเดียวกัน คือเน้นการนิรโทษกรรมแต่ยกเว้นมาตรา 112

นิรโทษกรรมประชาชนวาระ 1:พรรคประชาชนพรรคเดียวร่วมยืนหยัดนิรโทษกรรม 112

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 เมื่อมีการพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรม 5 ฉบับ ในวาระรับหลักการ ผลการลงมติได้แบ่งแยกจุดยืนของพรรคการเมืองออกเป็นสองฝ่ายอย่างเด็ดขาด
ฝ่ายที่ "ไม่รวม" มาตรา 112 ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น โดยสภามีมติรับหลักการร่างของพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยคะแนน 299 ต่อ 0 เสียง (งดออกเสียง 172) , ร่างของพรรคครูไทยเพื่อประชาชน (พรรคกล้าธรรม) 311 ต่อ 0 เสียง และร่างของพรรคภูมิใจไทย 311 ต่อ 3 เสียง ซึ่งร่างเหล่านี้ระบุข้อยกเว้นความผิดตามมาตรา 112 ไว้อย่างชัดเจน
ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายที่ผลักดันให้ "รวม" หรือเปิดช่องสำหรับมาตรา 112 ต้องเผชิญความพ่ายแพ้ ร่างของพรรคก้าวไกล (พรรคประชาชน) ถูกสภาปัดตกด้วยคะแนน ไม่เห็นด้วย 319 เสียง ต่อ เห็นด้วย 147 เสียง และร่างฉบับภาคประชาชนที่เข้าชื่อโดยประชาชน 36,723 คน ก็ไม่ผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนน ไม่เห็นด้วย 306 เสียง ต่อ เห็นด้วย 149 เสียง

การลงมติในวันดังกล่าวยังเปิดเผยรายละเอียดที่น่าสนใจรายบุคคล ในส่วนของร่างฉบับประชาชนที่ได้รับเสียงสนับสนุน 149 เสียงนั้น มาจากพรรคประชาชนเป็นหลักจำนวน 141 เสียง (มีเพียง น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ ที่ย้ายไปร่วมกับพรรคกล้าธรรม โหวตไม่เห็นด้วย) ร่วมกับนายกัณวีร์ สืบแสง จากพรรคเป็นธรรม 1 เสียง
ภายในพรรคเพื่อไทย มี สส. พรรคเพื่อไทยจำนวน 6 คน ได้แก่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง, นายทศพร เสรีรักษ์, นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายสุธรรม แสงประทุม และนายอดิศร เพียงเกษ ตัดสินใจโหวต "เห็นชอบ" กับร่างฉบับภาคประชาชน ซึ่งแตกต่างจากมติส่วนใหญ่ของพรรคร่วมรัฐบาล

112 จะได้นิรโทษกรรมหรือไม่ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์

อย่างไรก็ตามสถานการณ์การนิรโทษกรรมมาถึงจุดสะดุดหยุดลงชั่วคราว เมื่อการประกาศยุบสภาส่งผลให้ร่างกฎหมายนิรโทษซึ่งล้วนเป็นร่างที่ "ปิดตาย" ประตูสำหรับคดีมาตรา 112 ต้องถูกแช่แข็งตามกระบวนการทางกฎหมาย

หากย้อนดู "ร่องรอย" การกระทำในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านมา เราจะเห็นภาพชัดเจนว่าพรรคการเมืองใดให้นิยามคำว่าความยุติธรรมและเสรีภาพในการแสดงออกไว้อย่างไร พรรคไหนมีความต้องการที่จะช่วยเหลือผู้ต้องขังทางการเมือง หรือผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองบ้าง

การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทนเข้าสภา แต่เป็นการเลือกว่าสังคมไทยจะ "ไปต่อ" กับร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับใด หากพรรคที่ยืนหยัดเรื่องสิทธิเสรีภาพทางการเมืองได้รับชัยชนะ การนิรโทษกรรม 112 อาจถูกหยิบยกขึ้นมาใหม่ แต่หากเสียงส่วนใหญ่ยังคงสนับสนุนแนวทางเดิม กฎหมายนิรโทษกรรมที่จะถูกนำมาปัดฝุ่นก็จะเป็นฉบับที่เว้นวรรคเรื่องมาตรา 112 ต่อไป และคดีการเมืองก็จะไม่ถูกแก้ไขเช่นเดิม

อ้างอิงข้อมูลจาก
https://www.ilaw.or.th/articles/19102
https://www.ilaw.or.th/articles/52169
https://www.ilaw.or.th/articles/53279

#นิรโทษกรรมประชาชน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122252153936184830&set=a.122110046162184830