การตลาดการเมือง
สำหรับกรณีของประเทศไทย รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า ปรากฏการณ์การใช้แมวในการสื่อสารเป็นหนึ่งในยุทธวิธีการตลาดทางการเมือง (political marketing) เพื่อเข้าสู่ "ตลาดการเมือง" ซึ่งทุกฝ่ายต่างต้องการพื้นที่ โดยเปรียบเทียบว่าอุปทานสามารถสร้างอุปสงค์ได้เอง การสร้างจุดเด่นให้คนจดจำจึงเป็นเรื่องจำเป็นแม้จะต้องใช้วิธีที่แตกต่างเพียงใด
"อย่างการเต้นหรือรำดาบไง มันได้ผล ทำให้คุณสามารถเข้าอยู่ในตลาดการเมืองได้ เพราะฉะนั้น แต่ละคนก็คือต้องมีแทคติกในการเรียกความสนใจ สมัยก่อนมีขี่ควาย ขี่ช้าง แต่งตัวเป็นนักรบ ยุคนี้ก็อาจจะมีแมว"
นักรัฐศาสตร์ผู้นี้ระบุว่า การใช้แมวในการรณรงค์สะท้อนวิถีชีวิตแบบใหม่ที่คนไม่ได้มองสัตว์เลี้ยงเป็นเพียงสัตว์ แต่ปฏิบัติเสมือนสมาชิกในครอบครัวหรือสิ่งมีชีวิตที่เท่าเทียมกัน
"[การใช้แมว] ก็จะเป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้การรณรงค์ติดตาตรึงใจ มันเป็นที่รู้สึกว่าซอฟต์ (อ่อนโยน) ใช่ไหม แล้วก็น่าทะนุถนอม เพราะแมวมันก็เป็นสิ่งที่พูดง่าย ๆ ว่าจะหาคนเกลียดแมวได้น้อย"
เมื่อพูดถึงการใช้แมวในทางการเมือง รศ.ดร.บัณฑิต ยังกล่าวถึงกรณีอื่น ๆ เช่น การชูนโยบายรักษาหมาแมวของพรรคกรีน
"สิ่งสำคัญคือแมวช่วยขยายพรมแดนของการรับรู้ให้กว้างขึ้น สำหรับคนเมือง แมวคือสมาชิกในครอบครัวที่สื่อถึงความเท่าเทียมและความน่ารัก เพราะว่าคุณต่อให้อุดมการณ์สีไหน แต่ถ้าคุณรักแมว คุณก็ถือว่าเป็นเพื่อนกัน" รศ.ดร.บัณฑิต กล่าว
อ่านต่อ https://www.bbc.com/thai/articles/czej91d56wno
พรรคแมวส้ม😆😅😅 pic.twitter.com/S5v6n5tz3u
— Jen4cute 🪅 (@Js_live2) January 30, 2026
https://x.com/Js_live2/status/2017271973030805802