ถึงทีผู้แทนฯ ลูกบ้านในสภาสอนงานประธานฯ บ้างละ จากการที่ โสภณ ซารัมย์ ส่งจดหมายเวียนสั่งห้ามประธานกรรมาธิการ เรียกบุคคลไปให้การใน กมธ. พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.ปชน.จึงมีหนังสือเปิดผนึกตรวจสอบทั่นประธานฯ เสียเลย
ระบุถ้อยความใน จม.ของประธานฯ ที่ว่า "ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ต่อสภาและประชาชนทุกฝ่าย ไม่ใช่ต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เพื่อรักษาความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ และเกียรติภูมิของฝ่ายนิติบัญญัติ
ให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างเข้มแข็งและถูกต้องตามกฎหมาย" นั้นเป็นที่น่าเสียดาย พฤติกรรมของทั่นประธานเอง กลับสวนทางกับหลักการที่ทั่นอ้าง รวบรวมมาได้ ๕ ประการด้วยกัน คือ
๑.ที่กำหนดให้การดำเนินการทุกเรื่องในคณะกรรมาธิการ (เช่น การบรรจุวาระ การเชิญผู้ชี้แจง) ต้องอาศัยมติที่ประชุมอย่างเคร่งครัด นั้นก่อผลเสียบางอย่าง ได้แก่ กระทบถึงความคล่องตัวของ กมธ. ในยามที่มีความจำเป็นเร่งด่วน
ข้อสำคัญ “เปิดช่องให้ สส.รัฐบาล (ซึ่งเป็นเสียงข้างมากใน กมธ.) ร่วมกันลงมติสกัดกั้นไม่ให้ กมธ. ตรวจสอบเรื่องที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อรัฐบาล” ในขณะเดียวกันเจาะจงผลักดันร่างใดๆ ที่ สส.ภูมิใจไทยเป็นผู้เสนอ
๒.โสภณ หักพล้าด้วยเข่า “ปิดประตูไม่ให้ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการลบมรดกรัฐประหาร ๖ ตุลาฯ ซึ่งภาคประชาชนได้มีการรวบรวมรายชื่อไปแล้ว ๕๙,๕๐๓ คน ได้เข้าสู่การพิจารณาในสภา” อ้างว่าหลักการไม่สอดคล้อง ‘หมวดสิทธิและเสรีภาพ’
๓.กรณี ปปช.ยกคำร้องคดี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ฝ่ายค้านและ สว.อิสระเข้าชื่อกัน ให้ประธานส่งต่อศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวน ก็ถูกนายโสภณดองเรื่องไว้ผ่านมา ๑๕๕ วัน หรือ ๕ เดือนแล้ว ทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า หรือนี่เพราะเป็นคดีของคนในรัฐบาล
๔.ประธานฯ ทำไขสือดื้อดึงไม่ยอมนัดประชุมร่วมสองสภา อันควรเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ๒ ร่าง ที่พรรคประชาชนเสนอเข้าสู่การพิจารณา ผ่านมาแล้ว ๒๓๒ วัน หรือเกิน ๗.๗ เดือน ทั้งสองร่างนั้นเพื่อประสิทธิภาพในการตรวจสอบ
โดยเฉพาะร่างหนึ่งเพื่อป้องกันประธานรัฐสภาใช้ดุลพินิจส่วนตน ปัดตกคำร้องประชาชนเข้าชื่อให้มีการไต่สวนกรรมการ ปปช. ส่วนข้อ ๕.เป็นเรื่องอาการล่าช้า ‘ทอดหุ่ย’ ของทั่นประธานนั่นแหละ ในการแต่งตั้งกรรมการดำเนินงานในกิจการระหว่างประเทศ
เรื่องนี้มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย ที่จะต้องมีการหารือร่วมกัน และวางแผน กำหนดยุทธศาสตร์ผลักดันการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ ที่คนไทยรับทุกข์ “เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ-สแกมเมอร์ ฝุ่นพิษข้ามแดน สารพิษในแม่น้ำ การค้ามนุษย์” เป็นต้น
