
มนุษย์ซุกซ่อนด้านมืดเอาไว้
18.11.2025
มติชนสุดสัปดาห์
นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
1
มนุษย์มีด้านสว่างและด้านมืด
ด้านสว่างคือด้านที่แสงส่องถึง จึงมองเห็นชัด เป็นตัวตนที่ผู้คนนำเสนอตัวเองสู่โลกภายนอก เป็นด้านที่สังคมยอมรับและให้คุณค่า เช่น การเป็นคนน่ารัก อยู่ในระเบียบ แข็งแกร่ง กล้าหาญ มีคุณธรรม และอีกมากมายที่พอพูดออกมาแล้วทุกคนยกนิ้วโป้งหรือปรบมือให้
มนุษย์ทุกคนที่อยู่ในสังคมล้วนพยายามก่อร่างสร้างตัวตนให้กลายเป็น ‘บุคคลผู้ส่องสว่าง’ อันประกอบไปด้วยคุณสมบัตินานัปการที่ตรงตามความคาดหวังของครอบครัว โรงเรียน องค์กร และสังคม จากเด็กน้อยที่มีธรรมชาติซับซ้อนหลากหลายค่อยๆ กลายเป็นคนที่อยู่กับร่องกับรอย เป็นคนที่ ‘โอเค’ ของสังคม
หากมองย้อนกลับไปในวัยเด็ก เราทุกคนมีอารมณ์ ความรู้สึก และการแสดงออกที่หลากหลาย นอกจากด้านดีแล้วยังมี ‘ด้านอื่น’ ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่ดีเสมอไป เช่น โกรธ เกลียด อิจฉา หงุดหงิด ไร้สาระ ไร้ระเบียบ เล่นสนุก หยาบคาย ขี้เกียจ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ ลดน้อยถอยลง กระทั่งถูกทำให้หายไปจากชีวิตของเรา เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่มักดุ สอน และสั่งว่า เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ เป็นความรู้สึกที่ไม่ควรมี
เด็กน้อยขี้เล่นเมื่อถูกดุค่อยๆ เติบใหญ่เป็นคนจริงจังขึงขัง เด็กขี้อายค่อยๆ กลายเป็นคนเด็ดขาดมั่นใจ เด็กหยาบคายค่อยๆ กลายเป็นคนสุภาพเรียบร้อย ดูเผินๆ เหมือนจะถูกต้องดีงาม แต่คำถามคือคุณสมบัติที่ถูกห้ามปรามเอาไว้หรือบอกให้กำจัดออกไปเหล่านั้นหายไปจากตัวคนคนนั้นจริงหรือ?
คำตอบคือ ไม่จริง
คุณสมบัติอันเป็นธรรมชาติดั้งเดิมไม่เคยหายไปไหน มันถูกอธิบายตามหลักจิตวิทยาว่า ถูกเก็บกดไว้แล้วไปซ่อนตัวอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก
เป็นบริเวณที่แสงส่องไม่ถึง จึงไม่มีใครมองเห็น กระทั่งเจ้าตัวผู้ซึ่งกดและกลบมันให้หายไปเนิ่นนาน ผ่านการกระทำซ้ำๆ จนลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยมีคุณสมบัติเช่นนั้นอยู่ สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ หลอมรวมเข้าด้วยกันกลายเป็น ‘ด้านมืด’ ที่อยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน เฝ้ารอวันเผยตัวออกมาในวันใดวันหนึ่ง เมื่อสติหลุด แล้วจิตไร้สำนึกได้เผยตัว
จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าใจมนุษย์ที่ต้องตระหนักเสมอว่า ทุกคนล้วนมี ‘ด้านมืด’ ที่ยังไม่เผยตัวออกมาให้เราเห็น
2
ด้านมืดเกิดขึ้นได้อย่างไร
ลองคิดถึงเด็กน้อยสักคนที่ต้องการความสนใจจากพ่อแม่ เขาร้องไห้งอแงเพื่อเรียกร้อง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือพ่อดุเขาแล้วบอกให้เงียบเสียงซะ เขาค่อยๆ ทำความเข้าใจว่า ความงอแงเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาตให้กระทำในบ้านหลังนี้ จึงหล่อหลอมบุคลิกภาพแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อเอาตัวรอด นั่นคือเก็บซ่อนความอ่อนแอ แล้วเล่นบทผู้เข้มแข็ง จากนั้นเขาได้รับคำชมจากพ่อ จึงเล่นบทนั้นต่อเนื่องจนโต เขาค่อยๆ กลายเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็ง เป็นผู้นำ เด็ดขาด ออกคำสั่งผู้คนไปทั่ว แต่ลึกๆ แล้วเด็กน้อยงอแงคนนั้นไม่เคยหายไปไหน เขายังต้องการพื้นที่ให้ตัวเองได้อ่อนแอ ได้เรียกร้องการดูแลจากคนอื่น ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะได้ทำเช่นนั้นเลย ในเมื่อภาพลักษณ์ของเขาในปัจจุบันที่ทั้งตัวเองและคนอื่นรับรู้ได้กลายเป็น ‘ยอดบุรุษผู้แข็งแกร่ง’ ไปแล้ว
นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น เด็กน้อยแต่ละคนถูกบอกให้ “เลิก” หรือ “หยุด” ในเรื่องที่แตกต่างกันไป จึงหล่อหลอมตัวตนขึ้นมาคนละแบบ
คาร์ล ยุง นักจิตวิทยาชื่อดังชาวสวิสเรียกสิ่งที่ถูกสั่งให้หยุดนี้ว่า ‘เงา’
มันคือคุณสมบัติทั้งหมดในตัวเองที่ตัวเราพยายามปฏิเสธและเก็บกดเอาไว้ลึกมาก แต่จะปะทุขึ้นมาเมื่อเราเครียด ไม่มั่นคง หรือถูกสะกิดบาดแผลในใจ ซึ่งมีแนวโน้มจะแสดงออกมาขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น เพราะในวัยเด็กเรายังสนุกกับการสวมหน้ากาก แต่พอเวลาผ่านไปเราเหนื่อยล้ากับการสวมบทบาทนั้นแล้ว สิ่งที่ซุกซ่อนไว้จะเล็ดลอดออกมามากขึ้นเรื่อยๆ
คนที่สามารถควบคุมเงาได้ดีอาจเติบโตขึ้นเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในสังคม เพราะเขาได้รับเอาคุณค่าที่สังคมชื่นชมเข้ามา ในขณะที่คนที่ไม่สามารถควบคุมเงาได้ก็อาจกลายร่างเป็นอาชญากร ในเมื่อไปทางสว่างไม่ได้แล้วก็ปลดปล่อยด้านมืดออกมาให้เต็มที่เสียเลย ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ผู้คนที่ประสบความสำเร็จจากการเล่นบทบาท ‘คนดีในสังคม’ ก็มีเบื้องลึกที่โหยหาด้านมืดอยู่ในตัวเอง เขาอาจแอบกระทำสิ่งผิด ใช้ยาเสพติด เล่นพนัน มีชู้ และอะไรต่อมิอะไรที่เป็นไปได้ เพราะถูกแรงผลักจากการโหยหา ‘ข้อห้าม’ ที่ตัวเองกดไว้จนมิด
3
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราอาจพอเข้าใจได้ว่า บรรดาครูบาอาจารย์ที่มีลูกศิษย์ลูกหานับหน้าถือตาเต็มบ้านเต็มเมือง เหตุไฉนจึงมีด้านมืดที่ปกปิดไว้ เช่น พระผู้ใหญ่ซุกซ่อนความสัมพันธ์กับสีกา ก็เป็นไปได้ว่าเพราะด้านมืดของท่านถูกเก็บกดเอาไว้ และเงาก็เผยร่างออกมาในพื้นที่ที่ไม่มีคนเห็น
ยังมีบุคลิกอีกหลายแบบที่โรเบิร์ต กรีน แจกแจงเอาไว้ในหนังสือ The Laws of Human Nature เช่น บุคคลผู้แข็งแกร่ง (ด้านมืดคือเขาและเธออยากอ่อนแอได้บ้าง) คนน่ารักที่เอาใจคนอื่นตลอด (ด้านมืดอาจเป็นความก้าวร้าว อยากทำตัวไม่น่ารักบ้าง) ผู้คลั่งไคล้ศรัทธาบางสิ่งแรงกล้า (ด้านมืดคือเขารู้สึกหวาดกลัวและพึ่งพาตัวเองไม่ได้) คนที่ยึดหลักการเหตุผลอย่างเข้มงวด (ด้านมืดคือเขาอาจเล่นสนุกบ้าง) คนหัวสูงทุกสิ่งต้องพิเศษไปหมด (ด้านมืดคือเขาอยากเป็นคนธรรมดาบ้าง) คนที่ควบคุมตัวเองได้ดีเยี่ยม (ด้านมืดคือเขาอยากได้รับการดูแลจากคนอื่นบ้าง)
ผมคิดว่ายังมีอีกหลายลักษณะ และไม่แปลกที่บางลักษณะจะเป็นตัวเราเอง
ซึ่งถ้าใครมองเห็น ‘เงา’ ของตัวเองนั่นเป็นสัญญาณที่ดี แปลว่าเราเริ่มเปิดใจยอมรับว่าตัวเองก็มีด้านมืดที่กดทับเอาไว้ ด้านมืดที่ตัวเราไม่อนุญาตให้ตัวเองได้แสดงออก นี่คือจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจตัวเองว่ามีแรงปรารถนาลึกๆ อะไรอยู่ในตัวเราที่เราต้องเงี่ยหูฟังให้มากขึ้น ดูแลความต้องการนี้ให้มากขึ้น รวมถึงโอบกอดมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเราโดยไม่ผลักไส
แล้วเราจะกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มากขึ้น
เหมือนโลกที่ต้องมีทั้งกลางวันและกลางคืน มีสว่างก็มีมืด ความหลากหลายทางอารมณ์และตัวตนทั้งหมดนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มีอยู่ในตัวเรา มันเพียงเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ทุกคนล้วนหวาดกลัว อยากเล่น อยากผ่อนพัก อยากตะโกนดังๆ อยากออกนอกระเบียบ อยากไร้สาระ เราสามารถที่จะโง่ได้ อ่อนแอได้ สับสนได้ ผิดพลาดได้ คิดชั่วได้ สำคัญคือเมื่อมันเกิดขึ้นเรารู้ตัวหรือไม่
สิ่งสำคัญของการตระหนักถึงเงาก็คือการรู้ตัวเอง
ยิ่งไม่ทำการบ้าน ไม่รับรู้ ไม่สังเกตเงาของตัวเองก็ยิ่งเสี่ยง เพราะเวลาที่มันสำแดงเดชออกมาจะเป็นสภาวะที่เราไม่สามารถควบคุมอิทธิฤทธิ์ของมันได้เลย
คนที่ยอมรับเงาตัวเอง เท่าทันเงา รู้จักมัน อยู่ร่วมกับมันได้ จะกลายเป็นมนุษย์ที่แท้
คือมนุษย์ที่จริงแท้ ไม่ซุกซ่อนตัวตนใดๆ ไว้ เรามักรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ใกล้คนแบบนี้
4
ใช่, เราชอบอยู่ใกล้มนุษย์สีเทาๆ ที่ยอมรับว่าตัวเองก็ไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เก่งบ้าง-โง่บ้าง เข้มแข็งบ้าง-อ่อนแอบ้าง ดีบ้าง-ชั่วบ้าง ปะปนกันอยู่ในตัว เพราะรู้สึกใกล้ชิด ไม่เกร็ง รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างในตัวเขาที่เหมือนกับตัวเรา
ในทางตรงกันข้าม เมื่อเราพบเจอใครบางคนที่ดูบริสุทธิ์สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าดีงามราวกับเทพบุตรเทพธิดา พูดจาไพเราะอ่อนหวานสุภาพทุกถ้อยคำ เอาอกเอาใจพะเน้าพะนอเสียจนเกร็ง หรือคนที่เก่งเลิศแบบไร้ที่ติ คนแบบนี้กลับสร้างความรู้สึกอึดอัด ระแวง และบางทีก็เกิดความรู้สึกจอมปลอมขึ้นกับผู้ประสบพบเจอ
ที่จริงไม่ใช่ความผิดของเขา เพราะเขาอาจเติบโตขึ้นมาบนเส้นทางที่ทำให้ต้องขับเน้นด้านสว่างอย่างหนัก และไม่ได้รับอนุญาตให้แสดงด้านมืดของตัวเองออกมาเลย แต่กระนั้นก็ปฏิเสธสัญชาตญาณมนุษย์ไม่ได้ว่า เรามีความรู้สึกแคลงใจกับคนที่ดูสมบูรณ์แบบเกินไปหรือดีเกินเบอร์
มนุษย์ที่แท้คือสิ่งที่ต่างออกไป เขาเป็นคนที่สบายใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็น หัวเราะเยาะตัวเองได้ ยอมรับจุดอ่อนและข้อผิดพลาดที่เคยทำ ขี้เล่น สนุกกับชีวิต มีความเป็นเด็ก และบางทีก็นอกคอก บุคลิกเหล่านี้ทำให้เขามีเสน่ห์โดยธรรมชาติ
นี่คือคนที่รักษาธรรมชาติของตัวเองเอาไว้ได้ ซึ่งก็คือการเปิดโอกาสให้มันได้ออกมาโลดเล่นบ้างในบางครั้ง ในพื้นที่และเวลาที่เหมาะสม ไม่ต้องไปกดมันจนมิด
โรเบิร์ต กรีน ยกตัวอย่างสตีฟ จ็อบส์ ซึ่งมีด้านมืดอยู่ไม่น้อย เช่น ไม่ฟังคนอื่น ทำตามใจตัวเอง มีความหยาบกระด้าง แต่ทั้งหมดนี้ก็ถูกแสดงออกผ่านการทำงานของเขา แน่นอนว่ามีคนไม่ชอบ แต่ ‘เงา’ เหล่านี้ก็นำมาซึ่งผลงานที่โดดเด่นและแตกต่างอันเป็นที่ชื่นชมของผู้คนเช่นกัน หากลบ ‘เงา’ เหล่านี้ออกไปจนหมด จ็อบส์ก็จะกลายเป็นคนธรรมดาๆ ที่เหมือนกับคนอื่น ก็คือคนที่ทำตัวตามความคาดหวังของสังคม
5
สำหรับผม ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่การตระหนักถึงด้านมืดในตัวเอง ฉายแสงเข้าไปเพื่อให้เรามองเห็นและใส่ใจในตัวตนที่ถูกกดทับเอาไว้ มองเห็น ทำความเข้าใจ ดูแลเด็กน้อยคนนั้น ให้พื้นที่เขา แล้วเราจะเข้าใจว่า ‘ด้านมืด’ ไม่ได้หมายถึงเรื่องแย่เสมอไป มันเพียงเป็นธรรมชาติของเราที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตด้วยซ้ำ คนเราจำเป็นต้องโกรธ ต้องระบายอารมณ์ ต้องเล่น ต้องออกนอกระเบียบ ต้องบ้าๆ บอๆ ต้องโง่ ต้องผิดพลาด เราต้องการพื้นที่สำหรับเรื่องเหล่านี้ในชีวิต
ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี เราจะอนุญาตให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ แล้วมันจะกลายเป็นพลังสร้างสรรค์ที่แตกต่างจากการเป็นคนเชื่องๆ ที่เหมือนกันไปหมด เราจะกลายเป็นคนแข็งแกร่งที่ร้องไห้เป็น เป็นคนเก่งที่กล้าผิดพลาดจึงสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ เป็นคนเรียบร้อยที่หลุดๆ บ้าๆ บอๆ ได้ด้วยจึงเป็นคนสนุกสนาน และเป็นอะไรได้อีกสารพัดเท่าที่ชีวิตจะอนุญาต เมื่อเราไม่กดทับเอาไว้ด้วยคุณค่าที่สังคมยอมรับเท่านั้น
หากทำได้ เราจะตัวเบาใจเบา ยอมรับทุกด้านของตัวเอง ภูมิใจในแบบที่ตัวเองเป็น และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะยอมรับคนอื่นในแบบที่ไม่ต้องเลิศเลอบริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่อยู่ข้างๆ กันแบบสุกๆ ดิบๆ แบบนี้แหละ น่ารักจะตายไป
สำหรับผม ความรักคือการยอมรับทั้งด้านสว่างและด้านมืด หากรักใครสักคนเราต้องยอมรับทุกๆ ด้านของเขา และถ้าอยากรักตัวเองได้อย่างแท้จริงก็คงไม่ใช่แค่ยอมรับแต่ด้านสว่าง
มนุษย์ที่แท้เป็นสีเทาๆ
มนุษย์ที่ขาวจัดๆ สว่างจ้าอาจแค่รอวันเวลาเผยด้านมืด
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_867323
นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
1
มนุษย์มีด้านสว่างและด้านมืด
ด้านสว่างคือด้านที่แสงส่องถึง จึงมองเห็นชัด เป็นตัวตนที่ผู้คนนำเสนอตัวเองสู่โลกภายนอก เป็นด้านที่สังคมยอมรับและให้คุณค่า เช่น การเป็นคนน่ารัก อยู่ในระเบียบ แข็งแกร่ง กล้าหาญ มีคุณธรรม และอีกมากมายที่พอพูดออกมาแล้วทุกคนยกนิ้วโป้งหรือปรบมือให้
มนุษย์ทุกคนที่อยู่ในสังคมล้วนพยายามก่อร่างสร้างตัวตนให้กลายเป็น ‘บุคคลผู้ส่องสว่าง’ อันประกอบไปด้วยคุณสมบัตินานัปการที่ตรงตามความคาดหวังของครอบครัว โรงเรียน องค์กร และสังคม จากเด็กน้อยที่มีธรรมชาติซับซ้อนหลากหลายค่อยๆ กลายเป็นคนที่อยู่กับร่องกับรอย เป็นคนที่ ‘โอเค’ ของสังคม
หากมองย้อนกลับไปในวัยเด็ก เราทุกคนมีอารมณ์ ความรู้สึก และการแสดงออกที่หลากหลาย นอกจากด้านดีแล้วยังมี ‘ด้านอื่น’ ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่ดีเสมอไป เช่น โกรธ เกลียด อิจฉา หงุดหงิด ไร้สาระ ไร้ระเบียบ เล่นสนุก หยาบคาย ขี้เกียจ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ ลดน้อยถอยลง กระทั่งถูกทำให้หายไปจากชีวิตของเรา เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่มักดุ สอน และสั่งว่า เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ เป็นความรู้สึกที่ไม่ควรมี
เด็กน้อยขี้เล่นเมื่อถูกดุค่อยๆ เติบใหญ่เป็นคนจริงจังขึงขัง เด็กขี้อายค่อยๆ กลายเป็นคนเด็ดขาดมั่นใจ เด็กหยาบคายค่อยๆ กลายเป็นคนสุภาพเรียบร้อย ดูเผินๆ เหมือนจะถูกต้องดีงาม แต่คำถามคือคุณสมบัติที่ถูกห้ามปรามเอาไว้หรือบอกให้กำจัดออกไปเหล่านั้นหายไปจากตัวคนคนนั้นจริงหรือ?
คำตอบคือ ไม่จริง
คุณสมบัติอันเป็นธรรมชาติดั้งเดิมไม่เคยหายไปไหน มันถูกอธิบายตามหลักจิตวิทยาว่า ถูกเก็บกดไว้แล้วไปซ่อนตัวอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก
เป็นบริเวณที่แสงส่องไม่ถึง จึงไม่มีใครมองเห็น กระทั่งเจ้าตัวผู้ซึ่งกดและกลบมันให้หายไปเนิ่นนาน ผ่านการกระทำซ้ำๆ จนลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยมีคุณสมบัติเช่นนั้นอยู่ สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ หลอมรวมเข้าด้วยกันกลายเป็น ‘ด้านมืด’ ที่อยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน เฝ้ารอวันเผยตัวออกมาในวันใดวันหนึ่ง เมื่อสติหลุด แล้วจิตไร้สำนึกได้เผยตัว
จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าใจมนุษย์ที่ต้องตระหนักเสมอว่า ทุกคนล้วนมี ‘ด้านมืด’ ที่ยังไม่เผยตัวออกมาให้เราเห็น
2
ด้านมืดเกิดขึ้นได้อย่างไร
ลองคิดถึงเด็กน้อยสักคนที่ต้องการความสนใจจากพ่อแม่ เขาร้องไห้งอแงเพื่อเรียกร้อง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือพ่อดุเขาแล้วบอกให้เงียบเสียงซะ เขาค่อยๆ ทำความเข้าใจว่า ความงอแงเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาตให้กระทำในบ้านหลังนี้ จึงหล่อหลอมบุคลิกภาพแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อเอาตัวรอด นั่นคือเก็บซ่อนความอ่อนแอ แล้วเล่นบทผู้เข้มแข็ง จากนั้นเขาได้รับคำชมจากพ่อ จึงเล่นบทนั้นต่อเนื่องจนโต เขาค่อยๆ กลายเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็ง เป็นผู้นำ เด็ดขาด ออกคำสั่งผู้คนไปทั่ว แต่ลึกๆ แล้วเด็กน้อยงอแงคนนั้นไม่เคยหายไปไหน เขายังต้องการพื้นที่ให้ตัวเองได้อ่อนแอ ได้เรียกร้องการดูแลจากคนอื่น ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะได้ทำเช่นนั้นเลย ในเมื่อภาพลักษณ์ของเขาในปัจจุบันที่ทั้งตัวเองและคนอื่นรับรู้ได้กลายเป็น ‘ยอดบุรุษผู้แข็งแกร่ง’ ไปแล้ว
นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น เด็กน้อยแต่ละคนถูกบอกให้ “เลิก” หรือ “หยุด” ในเรื่องที่แตกต่างกันไป จึงหล่อหลอมตัวตนขึ้นมาคนละแบบ
คาร์ล ยุง นักจิตวิทยาชื่อดังชาวสวิสเรียกสิ่งที่ถูกสั่งให้หยุดนี้ว่า ‘เงา’
มันคือคุณสมบัติทั้งหมดในตัวเองที่ตัวเราพยายามปฏิเสธและเก็บกดเอาไว้ลึกมาก แต่จะปะทุขึ้นมาเมื่อเราเครียด ไม่มั่นคง หรือถูกสะกิดบาดแผลในใจ ซึ่งมีแนวโน้มจะแสดงออกมาขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น เพราะในวัยเด็กเรายังสนุกกับการสวมหน้ากาก แต่พอเวลาผ่านไปเราเหนื่อยล้ากับการสวมบทบาทนั้นแล้ว สิ่งที่ซุกซ่อนไว้จะเล็ดลอดออกมามากขึ้นเรื่อยๆ
คนที่สามารถควบคุมเงาได้ดีอาจเติบโตขึ้นเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในสังคม เพราะเขาได้รับเอาคุณค่าที่สังคมชื่นชมเข้ามา ในขณะที่คนที่ไม่สามารถควบคุมเงาได้ก็อาจกลายร่างเป็นอาชญากร ในเมื่อไปทางสว่างไม่ได้แล้วก็ปลดปล่อยด้านมืดออกมาให้เต็มที่เสียเลย ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ผู้คนที่ประสบความสำเร็จจากการเล่นบทบาท ‘คนดีในสังคม’ ก็มีเบื้องลึกที่โหยหาด้านมืดอยู่ในตัวเอง เขาอาจแอบกระทำสิ่งผิด ใช้ยาเสพติด เล่นพนัน มีชู้ และอะไรต่อมิอะไรที่เป็นไปได้ เพราะถูกแรงผลักจากการโหยหา ‘ข้อห้าม’ ที่ตัวเองกดไว้จนมิด
3
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราอาจพอเข้าใจได้ว่า บรรดาครูบาอาจารย์ที่มีลูกศิษย์ลูกหานับหน้าถือตาเต็มบ้านเต็มเมือง เหตุไฉนจึงมีด้านมืดที่ปกปิดไว้ เช่น พระผู้ใหญ่ซุกซ่อนความสัมพันธ์กับสีกา ก็เป็นไปได้ว่าเพราะด้านมืดของท่านถูกเก็บกดเอาไว้ และเงาก็เผยร่างออกมาในพื้นที่ที่ไม่มีคนเห็น
ยังมีบุคลิกอีกหลายแบบที่โรเบิร์ต กรีน แจกแจงเอาไว้ในหนังสือ The Laws of Human Nature เช่น บุคคลผู้แข็งแกร่ง (ด้านมืดคือเขาและเธออยากอ่อนแอได้บ้าง) คนน่ารักที่เอาใจคนอื่นตลอด (ด้านมืดอาจเป็นความก้าวร้าว อยากทำตัวไม่น่ารักบ้าง) ผู้คลั่งไคล้ศรัทธาบางสิ่งแรงกล้า (ด้านมืดคือเขารู้สึกหวาดกลัวและพึ่งพาตัวเองไม่ได้) คนที่ยึดหลักการเหตุผลอย่างเข้มงวด (ด้านมืดคือเขาอาจเล่นสนุกบ้าง) คนหัวสูงทุกสิ่งต้องพิเศษไปหมด (ด้านมืดคือเขาอยากเป็นคนธรรมดาบ้าง) คนที่ควบคุมตัวเองได้ดีเยี่ยม (ด้านมืดคือเขาอยากได้รับการดูแลจากคนอื่นบ้าง)
ผมคิดว่ายังมีอีกหลายลักษณะ และไม่แปลกที่บางลักษณะจะเป็นตัวเราเอง
ซึ่งถ้าใครมองเห็น ‘เงา’ ของตัวเองนั่นเป็นสัญญาณที่ดี แปลว่าเราเริ่มเปิดใจยอมรับว่าตัวเองก็มีด้านมืดที่กดทับเอาไว้ ด้านมืดที่ตัวเราไม่อนุญาตให้ตัวเองได้แสดงออก นี่คือจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจตัวเองว่ามีแรงปรารถนาลึกๆ อะไรอยู่ในตัวเราที่เราต้องเงี่ยหูฟังให้มากขึ้น ดูแลความต้องการนี้ให้มากขึ้น รวมถึงโอบกอดมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเราโดยไม่ผลักไส
แล้วเราจะกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มากขึ้น
เหมือนโลกที่ต้องมีทั้งกลางวันและกลางคืน มีสว่างก็มีมืด ความหลากหลายทางอารมณ์และตัวตนทั้งหมดนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มีอยู่ในตัวเรา มันเพียงเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ทุกคนล้วนหวาดกลัว อยากเล่น อยากผ่อนพัก อยากตะโกนดังๆ อยากออกนอกระเบียบ อยากไร้สาระ เราสามารถที่จะโง่ได้ อ่อนแอได้ สับสนได้ ผิดพลาดได้ คิดชั่วได้ สำคัญคือเมื่อมันเกิดขึ้นเรารู้ตัวหรือไม่
สิ่งสำคัญของการตระหนักถึงเงาก็คือการรู้ตัวเอง
ยิ่งไม่ทำการบ้าน ไม่รับรู้ ไม่สังเกตเงาของตัวเองก็ยิ่งเสี่ยง เพราะเวลาที่มันสำแดงเดชออกมาจะเป็นสภาวะที่เราไม่สามารถควบคุมอิทธิฤทธิ์ของมันได้เลย
คนที่ยอมรับเงาตัวเอง เท่าทันเงา รู้จักมัน อยู่ร่วมกับมันได้ จะกลายเป็นมนุษย์ที่แท้
คือมนุษย์ที่จริงแท้ ไม่ซุกซ่อนตัวตนใดๆ ไว้ เรามักรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ใกล้คนแบบนี้
4
ใช่, เราชอบอยู่ใกล้มนุษย์สีเทาๆ ที่ยอมรับว่าตัวเองก็ไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เก่งบ้าง-โง่บ้าง เข้มแข็งบ้าง-อ่อนแอบ้าง ดีบ้าง-ชั่วบ้าง ปะปนกันอยู่ในตัว เพราะรู้สึกใกล้ชิด ไม่เกร็ง รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างในตัวเขาที่เหมือนกับตัวเรา
ในทางตรงกันข้าม เมื่อเราพบเจอใครบางคนที่ดูบริสุทธิ์สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าดีงามราวกับเทพบุตรเทพธิดา พูดจาไพเราะอ่อนหวานสุภาพทุกถ้อยคำ เอาอกเอาใจพะเน้าพะนอเสียจนเกร็ง หรือคนที่เก่งเลิศแบบไร้ที่ติ คนแบบนี้กลับสร้างความรู้สึกอึดอัด ระแวง และบางทีก็เกิดความรู้สึกจอมปลอมขึ้นกับผู้ประสบพบเจอ
ที่จริงไม่ใช่ความผิดของเขา เพราะเขาอาจเติบโตขึ้นมาบนเส้นทางที่ทำให้ต้องขับเน้นด้านสว่างอย่างหนัก และไม่ได้รับอนุญาตให้แสดงด้านมืดของตัวเองออกมาเลย แต่กระนั้นก็ปฏิเสธสัญชาตญาณมนุษย์ไม่ได้ว่า เรามีความรู้สึกแคลงใจกับคนที่ดูสมบูรณ์แบบเกินไปหรือดีเกินเบอร์
มนุษย์ที่แท้คือสิ่งที่ต่างออกไป เขาเป็นคนที่สบายใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็น หัวเราะเยาะตัวเองได้ ยอมรับจุดอ่อนและข้อผิดพลาดที่เคยทำ ขี้เล่น สนุกกับชีวิต มีความเป็นเด็ก และบางทีก็นอกคอก บุคลิกเหล่านี้ทำให้เขามีเสน่ห์โดยธรรมชาติ
นี่คือคนที่รักษาธรรมชาติของตัวเองเอาไว้ได้ ซึ่งก็คือการเปิดโอกาสให้มันได้ออกมาโลดเล่นบ้างในบางครั้ง ในพื้นที่และเวลาที่เหมาะสม ไม่ต้องไปกดมันจนมิด
โรเบิร์ต กรีน ยกตัวอย่างสตีฟ จ็อบส์ ซึ่งมีด้านมืดอยู่ไม่น้อย เช่น ไม่ฟังคนอื่น ทำตามใจตัวเอง มีความหยาบกระด้าง แต่ทั้งหมดนี้ก็ถูกแสดงออกผ่านการทำงานของเขา แน่นอนว่ามีคนไม่ชอบ แต่ ‘เงา’ เหล่านี้ก็นำมาซึ่งผลงานที่โดดเด่นและแตกต่างอันเป็นที่ชื่นชมของผู้คนเช่นกัน หากลบ ‘เงา’ เหล่านี้ออกไปจนหมด จ็อบส์ก็จะกลายเป็นคนธรรมดาๆ ที่เหมือนกับคนอื่น ก็คือคนที่ทำตัวตามความคาดหวังของสังคม
5
สำหรับผม ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่การตระหนักถึงด้านมืดในตัวเอง ฉายแสงเข้าไปเพื่อให้เรามองเห็นและใส่ใจในตัวตนที่ถูกกดทับเอาไว้ มองเห็น ทำความเข้าใจ ดูแลเด็กน้อยคนนั้น ให้พื้นที่เขา แล้วเราจะเข้าใจว่า ‘ด้านมืด’ ไม่ได้หมายถึงเรื่องแย่เสมอไป มันเพียงเป็นธรรมชาติของเราที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตด้วยซ้ำ คนเราจำเป็นต้องโกรธ ต้องระบายอารมณ์ ต้องเล่น ต้องออกนอกระเบียบ ต้องบ้าๆ บอๆ ต้องโง่ ต้องผิดพลาด เราต้องการพื้นที่สำหรับเรื่องเหล่านี้ในชีวิต
ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี เราจะอนุญาตให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ แล้วมันจะกลายเป็นพลังสร้างสรรค์ที่แตกต่างจากการเป็นคนเชื่องๆ ที่เหมือนกันไปหมด เราจะกลายเป็นคนแข็งแกร่งที่ร้องไห้เป็น เป็นคนเก่งที่กล้าผิดพลาดจึงสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ เป็นคนเรียบร้อยที่หลุดๆ บ้าๆ บอๆ ได้ด้วยจึงเป็นคนสนุกสนาน และเป็นอะไรได้อีกสารพัดเท่าที่ชีวิตจะอนุญาต เมื่อเราไม่กดทับเอาไว้ด้วยคุณค่าที่สังคมยอมรับเท่านั้น
หากทำได้ เราจะตัวเบาใจเบา ยอมรับทุกด้านของตัวเอง ภูมิใจในแบบที่ตัวเองเป็น และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะยอมรับคนอื่นในแบบที่ไม่ต้องเลิศเลอบริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่อยู่ข้างๆ กันแบบสุกๆ ดิบๆ แบบนี้แหละ น่ารักจะตายไป
สำหรับผม ความรักคือการยอมรับทั้งด้านสว่างและด้านมืด หากรักใครสักคนเราต้องยอมรับทุกๆ ด้านของเขา และถ้าอยากรักตัวเองได้อย่างแท้จริงก็คงไม่ใช่แค่ยอมรับแต่ด้านสว่าง
มนุษย์ที่แท้เป็นสีเทาๆ
มนุษย์ที่ขาวจัดๆ สว่างจ้าอาจแค่รอวันเวลาเผยด้านมืด
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_867323