
Phichai Ratnatilaka Na Bhuket
Yesterday
·
เมื่อรัฐมนตรีลุกหนีคำถาม วินาทีที่ “รัฐ” ถูกเปิดโปง
เหตุการณ์วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ดูเหมือนเป็นเพียง ความอึดอัดบนเวทีแถลงข่าว
แต่จริง ๆ แล้วมันคือ moment of truth
ช่วงจังหวะที่รัฐไม่อาจยื้อเรื่องเล่าเดิมได้อีกต่อไป
เมื่อผู้สื่อข่าวถามตรง ๆ ว่า
ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องยอมรับแล้วหรือไม่ว่า ประเมินสถานการณ์ผิดพลาดจนทำให้ประชาชนเสียชีวิต
นายภราดรไม่ตอบ ลุกขึ้น ขอบคุณ กดปิดไมค์ แล้วเดินออกจากห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
นั่นไม่ใช่การเดินออกจากคำถาม
แต่เป็นการเดินออกจาก ความรับผิดชอบทางสาธารณะ (public accountability)
เป็นการเดินออกจาก ความจริงของผู้ที่ยังติดอยู่กลางน้ำ
และเป็นการเดินออกจาก บทบาทของรัฐในสถานการณ์ฉุกเฉิน
การที่รัฐมนตรีไม่สามารถตอบคำถามง่าย ๆ อย่าง
“ผิดพลาดหรือไม่?”
สะท้อนว่าโครงสร้างรัฐกำลังเผชิญ triple crisis
(1) วิกฤตความรู้ (Crisis of Knowledge)
รัฐบาลสื่อว่าตน “ควบคุมสถานการณ์ได้” ขณะที่ข้อเท็จจริงคือ
— ผู้เดือดร้อนนับแสน
— อพยพได้เพียงแค่ไม่กี่พัน
— ระบบ ICS (Incident Command System) ไม่ทำงาน
— การประสานงานล้มเหลว
— สัญญาณข้อมูลไม่ตรงกันระหว่างส่วนกลาง–พื้นที่
รัฐบาลจึงไม่สามารถตอบคำถาม เพราะคำถามนั้นเปิดเผย “ความไร้ความสามารถเชิงระบบ”
(2) วิกฤตความไว้เนื้อเชื่อใจ (Crisis of Public Trust)
ผู้คนเห็นภาพชัดเจนว่า
รัฐให้ความสำคัญกับ ภาพลักษณ์การสื่อสาร มากกว่า การช่วยชีวิตจริง
การลุกเดินออกจึงย้ำรอยร้าวนี้
เพราะมันทำให้ประชาชนรู้ว่า
รัฐไม่สามารถแม้แต่จะ เผชิญกับความจริง ในระดับคำถามสื่อ
(3) วิกฤตความชอบธรรม (Crisis of Legitimacy)
ในยามภัยพิบัติ รัฐบาลต้องเป็นเสาหลักของความมั่นคงทางสังคม
แต่เมื่อรัฐมนตรีปิดไมค์หนี
การกระทำนี้เท่ากับประกาศว่า
“รัฐไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดต่อสาธารณะได้”
นี่คือการทำลาย legitimacy ด้วยมือตัวเอง
ไม่ใช่ด้วยคำถามของสื่อ
ก่อนหน้านี้รัฐบาลประกาศว่า
“ไม่มีความล่าช้าในการช่วยเหลือ”
“ทำงานเต็มที่ ไม่มีข้อขัดข้อง”
คำกล่าวเหล่านี้เป็นความพยายามสร้าง disaster narrative
เพื่อควบคุม perception ของประชาชน
แต่เมื่อสื่อถามว่า
“แล้วการเสียชีวิตจำนวนมากเป็นเพราะความผิดพลาดหรือไม่?”
นี่คือจุดที่วาทกรรมแตกสลายทันที
เพราะการเสียชีวิตคือสิ่งที่ “ควบคุมไม่ได้ด้วยภาษา”
วาทกรรมของรัฐเจอ “ความจริง” ปะทะหน้า
และภราดรเลือกวิธีที่ง่ายที่สุด—หลบออกจากความจริงนั้น
ในเชิงวาทกรรมการเมือง
การไม่ตอบคำถามในพื้นที่ที่ควรมีความรับผิดชอบ
คือ nารยอมรับแบบไม่ใช้คำพูด
เป็นการยอมรับผิดโดยไม่ตั้งใจ
มันทำลายตัวตนของรัฐบาลในแบบที่คำพูดทำลายไม่ได้
เพราะเป็น “ภาพ”
และภาพคือสิ่งที่ประชาชนเชื่อมากกว่าคำพูดของรัฐเสมอ
เหตุการณ์นี้เผย “โครงสร้างอำนาจแบบบ้านใหญ่ในระดับชาติ
บ้านใหญ่ในพื้นที่มักมีลักษณะ
ชอบสั่งการแบบ one-man
ไม่ชอบถูกตรวจสอบ
แก้ปัญหาด้วยเครือข่ายตัวเอง
ไม่ยอมรับผิดพลาด
ให้ความสำคัญกับโชว์มากกว่าระบบ
รัฐบาลปัจจุบันสะท้อนพฤติกรรมแบบเดียวกันในระดับประเทศ
การเดินหนีสื่อไม่ใช่แค่ “ภราดร”
แต่มันคือ DNA ของเครือข่ายอำนาจแบบบ้านใหญ่ที่ขยายไปทั้งระบบ
ในทางการเมือง นี่คือ “สัญญาณหายนะ”
เหตุการณ์คล้ายกันในประวัติศาสตร์ไทย–โลกมักเกิดก่อนการล่มสลายทางการเมือง เช่น
รัฐบาลที่เริ่มตอบสื่อไม่ได้ เข้าโหมด defensive narrativ
การจัดการภัยพิบัติล้มเหลว ทำให้คะแนนนิยมทรุด
การรับผิดชอบล่าช้า → ทำให้ภาพรัฐอ่อนแอ
ผู้คนเริ่มตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติของผู้นำ
ผลตามมาที่คาดการณ์ได้
(1) คะแนนนิยมรัฐบาลจะดิ่งลงทั่วประเทศ
โดยเฉพาะในภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมและเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรครัฐบาล
(2) ความชอบธรรมของผู้นำรัฐบาล (นายอนุทิน) จะถูกสั่นคลอนหนัก
เมื่อผู้แทนระดับรัฐมนตรีหนีคำถาม
ผู้คนจะเชื่อว่าทั้งรัฐบาล ไม่สามารถตอบได้เหมือนกัน
ในมาตรฐานของ ICS (Incident Command System)
บทบาทของผู้นำการสื่อสาร (PIO – Public Information Officer)
คือการตอบคำถามทั้งหมด
ยอมรับปัญหา
อธิบายแผนปฏิบัติการ
ปรับข้อมูลแบบ real-time
สร้างความไว้วางใจ
แต่รัฐไทยทำตรงกันข้ามทั้งหมด:
ใช้เวลาไปกับ “จัดฉากแถลงข่าว”
ไม่สื่อสารข้อมูลเชิงเทคนิค
ไม่ยอมรับความผิดพลาด
ไม่ใช้ การรายงานสถานการณ์อย่างโปร่งใส
และสุดท้าย… ลุกหนีคำถาม
นี่คือ ความล้มเหลวในการบริหารที่หนักกว่าความล่าช้า
เพราะมันคือความล้มเหลวทาง “หลักการ”
ไม่ใช่แค่ปฏิบัติการ
ภาพรัฐมนตรีลุกหนีคำถามไม่ทำให้ผู้คนโกรธ
แต่มันทำให้ผู้คน “ตื่นรู้”
พวกเขาเห็นว่า
รัฐไม่รับผิดชอบ
รัฐไม่โปร่งใส
รัฐไม่กล้าเผชิญความจริง
และรัฐไม่รู้ว่าตนเองทำผิดพลาดอะไร
ในวิกฤตน้ำท่วมปีนี้
มีผู้สูญเสียชีวิต
มีผู้ติดค้างกลางน้ำ
มีผู้สูญเสียทรัพย์สินหมดบ้าน
ทว่าสิ่งที่สูญเสียไปมากที่สุดอาจไม่ใช่ทรัพย์สิน
แต่คือ ความเชื่อใจในรัฐบาล
และความเชื่อใจนั้น
ไม่มีวันฟื้นด้วยการตั้งเวทีแถลง แต่หนีไมค์ในวินาทีสุดท้าย
https://www.facebook.com/drphichai/posts/25444341405182801
เมื่อรัฐมนตรีลุกหนีคำถาม วินาทีที่ “รัฐ” ถูกเปิดโปง
เหตุการณ์วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ดูเหมือนเป็นเพียง ความอึดอัดบนเวทีแถลงข่าว
แต่จริง ๆ แล้วมันคือ moment of truth
ช่วงจังหวะที่รัฐไม่อาจยื้อเรื่องเล่าเดิมได้อีกต่อไป
เมื่อผู้สื่อข่าวถามตรง ๆ ว่า
ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องยอมรับแล้วหรือไม่ว่า ประเมินสถานการณ์ผิดพลาดจนทำให้ประชาชนเสียชีวิต
นายภราดรไม่ตอบ ลุกขึ้น ขอบคุณ กดปิดไมค์ แล้วเดินออกจากห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
นั่นไม่ใช่การเดินออกจากคำถาม
แต่เป็นการเดินออกจาก ความรับผิดชอบทางสาธารณะ (public accountability)
เป็นการเดินออกจาก ความจริงของผู้ที่ยังติดอยู่กลางน้ำ
และเป็นการเดินออกจาก บทบาทของรัฐในสถานการณ์ฉุกเฉิน
การที่รัฐมนตรีไม่สามารถตอบคำถามง่าย ๆ อย่าง
“ผิดพลาดหรือไม่?”
สะท้อนว่าโครงสร้างรัฐกำลังเผชิญ triple crisis
(1) วิกฤตความรู้ (Crisis of Knowledge)
รัฐบาลสื่อว่าตน “ควบคุมสถานการณ์ได้” ขณะที่ข้อเท็จจริงคือ
— ผู้เดือดร้อนนับแสน
— อพยพได้เพียงแค่ไม่กี่พัน
— ระบบ ICS (Incident Command System) ไม่ทำงาน
— การประสานงานล้มเหลว
— สัญญาณข้อมูลไม่ตรงกันระหว่างส่วนกลาง–พื้นที่
รัฐบาลจึงไม่สามารถตอบคำถาม เพราะคำถามนั้นเปิดเผย “ความไร้ความสามารถเชิงระบบ”
(2) วิกฤตความไว้เนื้อเชื่อใจ (Crisis of Public Trust)
ผู้คนเห็นภาพชัดเจนว่า
รัฐให้ความสำคัญกับ ภาพลักษณ์การสื่อสาร มากกว่า การช่วยชีวิตจริง
การลุกเดินออกจึงย้ำรอยร้าวนี้
เพราะมันทำให้ประชาชนรู้ว่า
รัฐไม่สามารถแม้แต่จะ เผชิญกับความจริง ในระดับคำถามสื่อ
(3) วิกฤตความชอบธรรม (Crisis of Legitimacy)
ในยามภัยพิบัติ รัฐบาลต้องเป็นเสาหลักของความมั่นคงทางสังคม
แต่เมื่อรัฐมนตรีปิดไมค์หนี
การกระทำนี้เท่ากับประกาศว่า
“รัฐไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดต่อสาธารณะได้”
นี่คือการทำลาย legitimacy ด้วยมือตัวเอง
ไม่ใช่ด้วยคำถามของสื่อ
ก่อนหน้านี้รัฐบาลประกาศว่า
“ไม่มีความล่าช้าในการช่วยเหลือ”
“ทำงานเต็มที่ ไม่มีข้อขัดข้อง”
คำกล่าวเหล่านี้เป็นความพยายามสร้าง disaster narrative
เพื่อควบคุม perception ของประชาชน
แต่เมื่อสื่อถามว่า
“แล้วการเสียชีวิตจำนวนมากเป็นเพราะความผิดพลาดหรือไม่?”
นี่คือจุดที่วาทกรรมแตกสลายทันที
เพราะการเสียชีวิตคือสิ่งที่ “ควบคุมไม่ได้ด้วยภาษา”
วาทกรรมของรัฐเจอ “ความจริง” ปะทะหน้า
และภราดรเลือกวิธีที่ง่ายที่สุด—หลบออกจากความจริงนั้น
ในเชิงวาทกรรมการเมือง
การไม่ตอบคำถามในพื้นที่ที่ควรมีความรับผิดชอบ
คือ nารยอมรับแบบไม่ใช้คำพูด
เป็นการยอมรับผิดโดยไม่ตั้งใจ
มันทำลายตัวตนของรัฐบาลในแบบที่คำพูดทำลายไม่ได้
เพราะเป็น “ภาพ”
และภาพคือสิ่งที่ประชาชนเชื่อมากกว่าคำพูดของรัฐเสมอ
เหตุการณ์นี้เผย “โครงสร้างอำนาจแบบบ้านใหญ่ในระดับชาติ
บ้านใหญ่ในพื้นที่มักมีลักษณะ
ชอบสั่งการแบบ one-man
ไม่ชอบถูกตรวจสอบ
แก้ปัญหาด้วยเครือข่ายตัวเอง
ไม่ยอมรับผิดพลาด
ให้ความสำคัญกับโชว์มากกว่าระบบ
รัฐบาลปัจจุบันสะท้อนพฤติกรรมแบบเดียวกันในระดับประเทศ
การเดินหนีสื่อไม่ใช่แค่ “ภราดร”
แต่มันคือ DNA ของเครือข่ายอำนาจแบบบ้านใหญ่ที่ขยายไปทั้งระบบ
ในทางการเมือง นี่คือ “สัญญาณหายนะ”
เหตุการณ์คล้ายกันในประวัติศาสตร์ไทย–โลกมักเกิดก่อนการล่มสลายทางการเมือง เช่น
รัฐบาลที่เริ่มตอบสื่อไม่ได้ เข้าโหมด defensive narrativ
การจัดการภัยพิบัติล้มเหลว ทำให้คะแนนนิยมทรุด
การรับผิดชอบล่าช้า → ทำให้ภาพรัฐอ่อนแอ
ผู้คนเริ่มตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติของผู้นำ
ผลตามมาที่คาดการณ์ได้
(1) คะแนนนิยมรัฐบาลจะดิ่งลงทั่วประเทศ
โดยเฉพาะในภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมและเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรครัฐบาล
(2) ความชอบธรรมของผู้นำรัฐบาล (นายอนุทิน) จะถูกสั่นคลอนหนัก
เมื่อผู้แทนระดับรัฐมนตรีหนีคำถาม
ผู้คนจะเชื่อว่าทั้งรัฐบาล ไม่สามารถตอบได้เหมือนกัน
ในมาตรฐานของ ICS (Incident Command System)
บทบาทของผู้นำการสื่อสาร (PIO – Public Information Officer)
คือการตอบคำถามทั้งหมด
ยอมรับปัญหา
อธิบายแผนปฏิบัติการ
ปรับข้อมูลแบบ real-time
สร้างความไว้วางใจ
แต่รัฐไทยทำตรงกันข้ามทั้งหมด:
ใช้เวลาไปกับ “จัดฉากแถลงข่าว”
ไม่สื่อสารข้อมูลเชิงเทคนิค
ไม่ยอมรับความผิดพลาด
ไม่ใช้ การรายงานสถานการณ์อย่างโปร่งใส
และสุดท้าย… ลุกหนีคำถาม
นี่คือ ความล้มเหลวในการบริหารที่หนักกว่าความล่าช้า
เพราะมันคือความล้มเหลวทาง “หลักการ”
ไม่ใช่แค่ปฏิบัติการ
ภาพรัฐมนตรีลุกหนีคำถามไม่ทำให้ผู้คนโกรธ
แต่มันทำให้ผู้คน “ตื่นรู้”
พวกเขาเห็นว่า
รัฐไม่รับผิดชอบ
รัฐไม่โปร่งใส
รัฐไม่กล้าเผชิญความจริง
และรัฐไม่รู้ว่าตนเองทำผิดพลาดอะไร
ในวิกฤตน้ำท่วมปีนี้
มีผู้สูญเสียชีวิต
มีผู้ติดค้างกลางน้ำ
มีผู้สูญเสียทรัพย์สินหมดบ้าน
ทว่าสิ่งที่สูญเสียไปมากที่สุดอาจไม่ใช่ทรัพย์สิน
แต่คือ ความเชื่อใจในรัฐบาล
และความเชื่อใจนั้น
ไม่มีวันฟื้นด้วยการตั้งเวทีแถลง แต่หนีไมค์ในวินาทีสุดท้าย
https://www.facebook.com/drphichai/posts/25444341405182801