วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 30, 2568

นอกจากเงินค่าปลงศพผู้เสียชีวิต 2 ล้านบาท และเงินช่วยเหลือตามมติ ครม. 9,000 - 29,000 บาท ผู้ประสบภัยน้ำท่วม มีสิทธิได้เงินเยียวยาและฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐได้ทางใดบ้าง


ประชาชนและเจ้าของร้านค้าย่านถนนรัถการ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กลับเข้าไปสำรวจความเสียหาย และทำความสะอาดบ้านเรือนและร้านค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม (เมื่อ 28 พ.ย.)

สำรวจสิทธิผู้ประสบภัยน้ำท่วม มีสิทธิได้เงินเยียวยาและฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐได้ทางใดบ้าง

นงนภัส พัฒน์แช่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
29 พฤศจิกายน 2025

มาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีความชัดเจนขึ้นมาเมื่อวันพฤหัสบดี (27 พ.ย.) หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งเป็นประธานในที่ประชุมหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงมหาดไทย โดยมีการวางกรอบมาตรการในการช่วยเหลือไว้ 3 ระดับ ได้แก่ การช่วยเหลือระยะสั้น, การเยียวยาระยะกลาง และการฟื้นฟูเข้าสู่ภาวะปกติ

รายละเอียดเริ่มชัดเจนในเวลาต่อมา เมื่อศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) แถลงข่าวยืนยันถึงแนวทางการช่วยเหลือ ทั้งเงินปลงศพผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท และมาตรการเยียวยาอื่น ๆ นอกเหนือไปจากวงเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท และช่วยเหลือเพิ่มเติมตามระยะเวลาที่น้ำท่วมขังซึ่ง ครม. ได้เห็นชอบและใช้กับกรณีน้ำท่วมลุ่มภาคกลางไปแล้วก่อนหน้านี้

นอกเหนือจากการเยียวยาตามมาตรการของรัฐ ยังมีสิทธิอื่น ๆ ที่ผู้ประสบภัยอาจสามารถเรียกร้องได้เมื่อได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตน้ำท่วมปี 2554 เคยมีบางคดีที่ผู้ประสบภัยฟ้องหน่วยงานรัฐ และศาลวินิจฉัยให้ได้เงินชดเชยในภายหลัง

มาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ ตอนนี้มีอะไรบ้าง
  • สูญเสียชีวิต เงินเยียวยารายละ 2 ล้านบาท
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในการแถลงข่าวของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) เมื่อวันพฤหัสบดี (27 พ.ย.) ว่ารัฐบาลได้อนุมัติเงินปลงศพผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่รายละ 2 ล้านบาทแล้ว ทว่ายังไม่มีการเปิดเผยถึงรายละเอียดและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน

อย่างไรก็ดี กรณีที่ผู้เสียชีวิตเป็นผู้ประกันตนตามสิทธิประกันสังคมมาตรา 33 (ลูกจ้างผู้ซึ่งทำงานให้กับนายจ้างที่อยู่ในสถานประกอบการ) หรือมาตรา 39 (ผู้ประกันตนโดยสมัครใจซึ่งเคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 แล้วส่งเงินสมทบต่อ) ทายาทสามารถขอรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมเพิ่มเติมได้ อาทิ
  • เงินค่าทำศพ จำนวน 50,000 บาท
  • เงินบำเหน็จชราภาพพร้อมผลตอบแทน
  • เงินสงเคราะห์กรณีตาย สำหรับผู้ประกันตนที่มีการส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 36 เดือนขึ้นไป
ส่วนผู้ประกันตนตามมาตรา 40 (บุคคลทั่วไปที่ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ) จะขอรับสิทธิประโยชน์ได้ต่างกันตามจำนวนเงินที่ส่งสมทบ โดยสูงสุดคือได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท และได้รับเงินบำเหน็จชราภาพพร้อมผลตอบแทน


เจ้าหน้าที่ทำการตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลของผู้ที่เสียชีวิตจากน้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และนำไปเก็บไว้ในตู้คอนเทนเนอร์เย็น เพื่อรอผลการพิสูจน์ให้ตรงกับญาติ ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ภาพเมื่อ 28 พ.ย.)
  • สูญเสียทรัพย์สิน เงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 – 29,000 บาท
ตั้งแต่หลังเกิดเหตุน้ำท่วมในหลายจังหวัดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงก่อนหน้าของปีนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อ 21 ต.ค. เห็นชอบจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 แบบเหมาจ่าย ครัวเรือนละ 9,000 บาท จำนวน 685,554 ครัวเรือน ในพื้นที่ 65 จังหวัด (ยังไม่รวม จ.สงขลา) รวมงบประมาณ 6.1 พันล้านบาท


ต่อมาวันที่ 18 พ.ย. ครม.ได้อนุมัติให้ใช้งบประมาณจากวงเงินเดียวกัน เพื่อจ่ายเงินเยียวยาเพิ่มเติมเป็น "ขั้นบันได" ตามระยะเวลาน้ำท่วมขัง สำหรับผู้ที่มี "บ้านอยู่อาศัยจริง" ในพื้นที่ที่มีการประกาศเขตภัยพิบัติ โดยกำหนดอัตราได้แก่
  • 31 – 60 วัน ครัวเรือนละ 5,000 บาท
  • 61 – 90 วัน ครัวเรือนละ 10,000 บาท
  • 91 – 120 วัน ครัวเรือนละ 15,000 บาท
  • 121 วันขึ้นไป ครัวเรือนละ 20,000 บาท
และเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (25 พ.ย.) ครม. ได้มีมติเห็นชอบเพิ่มเติมเงื่อนไขและกรอบวงเงินช่วยเหลือ โดยเพิ่มเติมพื้นที่อีก 7 จังหวัด ได้แก่ ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ลพบุรี และสงขลา และอนุมัติกรอบวงเงินเพิ่มเติม 3.8 พันล้านบาท

เมื่อรวมมติ ครม. ทั้งสามครั้งนี้ หมายความว่าผู้ประสบอุทกภัยในปี 2568 ในพื้นที่ 72 จังหวัดทั่วประเทศ สามารถได้รับเงินช่วยเหลือสูงสุดครัวเรือนละ 29,000 บาท ในกรณีที่บ้านซึ่งใช้อยู่อาศัยจริง ถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลา 121 วันขึ้นไป

ส่วนเหตุน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่มีระยะเวลาน้ำท่วมขังไม่เข้าเกณฑ์ได้รับการชดเชยเพิ่มเติมแบบขั้นบันไดนั้น สามารถขอรับการเยียวยาได้ 9,000 บาทต่อครัวเรือน

สำหรับการยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือส่วนนี้ ผู้ประสบภัยสามารถยื่นคำร้องได้ผ่านเว็บไซต์ https://flood68.disaster.go.th หรือสามารถนำเอกสารไปยื่นคำร้องด้วยตนเองที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่

ประชาชนในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เข้าพื้นที่ล้างโคลนและเคลียร์เศษซากปรักหักพักในบ้านของตนเองหลังน้ำลด (ภาพเมื่อ 28 พ.ย.)
  • เยียวยาทางอ้อม
ในการแถลงข่าวของ ศป.กฉ. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ในฐานะกรรมการและโฆษก ศป.กฉ. เปิดเผยถึงมาตรการเยียวยาทางอ้อมสำหรับผู้ประสบภัยอีกหลายประการ อาทิ
  • พักหนี้–พักดอกเบี้ยสำหรับประชาชนที่เป็นลูกหนี้ธนาคารรัฐ เป็นเวลา 6 เดือน สำหรับลูกหนี้ที่มียอดหนี้รวมทุกบัญชีไม่เกิน 1 ล้านบาท
  • ลูกค้าเดิมของธนาคารรัฐที่ยังมีวงเงินกู้คงเหลือ สามารถขอกู้เสริมสภาพคล่องได้รายละไม่เกิน 100,000 บาท ด้วยดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 6 เดือน
  • เตรียมมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยธนาคารของรัฐจะปล่อยกู้ดอกเบี้ย 0% ในปีแรก และอาจมีการปรับเพิ่มขึ้นในปีถัดไป
  • มาตรการทางภาษี อาทิ การยกเว้นภาษีเงินได้ การขยายเวลายื่นแบบภาษี และการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรหรือชิ้นส่วนที่เสียหายในพื้นที่ประสบภัย นอกจากนี้ ผู้ที่บริจาคเพื่อช่วยเหลือยังสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้
โฆษก ศป.กฉ. เปิดเผยด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งประสานกรณี "เคลมประกันรถยนต์" ให้ดำเนินการโดยเร็ว โดยมีแนวทางใหม่ที่จะทำให้ขั้นตอนง่ายขึ้น เพียงถ่ายรูปความเสียหายและยื่นเรื่องก็สามารถดำเนินการรับเงินเคลมได้ทันที ซึ่ง คปภ. จะออกรายละเอียดขั้นตอนเพิ่มเติมในเร็ว ๆ นี้

ผู้ประสบภัยน้ำท่วมฟ้องรัฐ/รัฐบาล ได้ไหม

วิทยานิพนธ์เรื่อง "ปัญหาความรับผิดของรัฐในคดีปกครองในความเสียหายจากอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา" ของสมศักดิ์ วงศ์ราษฎร์ ในหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปีการศึกษา 2559 ระบุว่าอาจมีกรณีที่รัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย หากหน่วยงานปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ทำหน้าที่ในการระวังป้องกันภัยพิบัติ หรือหากในระหว่างเกิดภัยพิบัติได้ปฏิบัติหน้าที่ล้มเหลว ผิดพลาด ละเลยล่าช้า หรือบกพร่องต่อหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแล้ว

การศึกษาดังกล่าวพบว่าการยื่นฟ้องของประชาชนส่วนใหญ่ในช่วงหลังอุทกภัยปี 2554 มักมีการยื่นเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการออกคำสั่งทางปกครอง คำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ทั้งนี้ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ตามมาตรา 9 กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในกรณี
  • (1) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  • (2) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
  • (3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
วิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ระบุว่าการเยียวยาความเสียหายโดยการจ่ายค่าสินไหมทดแทนในคดีละเมิด ภายหลังเกิดเหตุอุทกภัยปี 2554 แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองส่วนใหญ่ยึดตามหลักที่ว่า ค่าสินไหมทดแทนต้องชดใช้ตามความเสียหายที่แท้จริง เพื่อให้กลับคืนสู่สภาพเดิมเสมือนไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติพบทั้งการเยียวยาความเสียหายที่ไม่เต็มจำนวนของความเสียหายกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นโดยไม่มีฐานของการกระทำความผิด และพบหลายกรณีที่รัฐต้องรับผิดชอบเยียวยาความเสียหายให้ครอบคลุมความเสียหายจริงเช่นกัน

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ยังรวบรวมคำพิพากษาคดีต่าง ๆ ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยแล้ว ก่อนจะสรุปแนวทางการวินิจฉัยตามข้อกฎหมายต่าง ๆ อาทิ
  • คดีพิพาทจากการกระทำละเมิดตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ศาลจะนําหลักเกณฑ์ความรับผิดทางละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ในการพิจารณาด้วยว่า หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทําหรืองดเว้นการกระทําตามหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการกระทําละเมิดต่อผู้เสียหายหรือไม่ และใช้ในการกำหนดค่าสินไหมทดแทน
  • กรณีความรับผิดอย่างอื่นหรือความรับผิดจากการบริหารจัดการน้ำในสถานการณ์อุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ศาลปกครองจะพิจารณาว่า การกระทําหรืองดเว้น การกระทําโดย "ชอบด้วยกฎหมาย" ตามหน้าที่โดยเฉพาะของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากทำให้ประชาชนหรือผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ ก็อาจพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีชนะ แต่เนื่องจากเป็นความเสียหายพิเศษที่เกิดขึ้น โดยไม่มีฐานของการกระทําความผิด ดังนั้น จึงพบบางกรณีที่ศาลกําหนดค่าสินไหมทดแทนให้ไม่เต็มจํานวนของความเสียหายจริง
บีบีซีไทยสืบค้นคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีต่าง ๆ ที่เคยมีการฟ้องหน่วยงานรัฐหลังเหตุน้ำท่วมช่วงปี 2553 - 2554 พบตัวอย่างต่าง ๆ อาทิ

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ อ.167/2565 ซึ่งเป็น "คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย" เคยพิพากษาให้กรุงเทพมหานครชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับ บริษัท เคลทิค จำกัด เป็นเงิน 9.4 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย กรณีกรุงเทพมหานครดำเนินโครงการปรับปรุงแก้มลิงในพื้นที่ใกล้เคียง และคันดินพังถล่มจนทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมบ้านทรงไทย 4 หลังของบริษัทฯ และทำให้ทรัพย์สินภายในเสียหาย โดยเหตุเกิดเมื่อช่วงปลายปี 2553 และศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยในปี 2565

อีกตัวอย่าง ได้แก่ คดีหมายเลขแดงที่ อ.272/2565 ที่ประชาชน 190 คนซึ่งอาศัยในเขตเทศบาลเมืองบึงยี่โถ ยื่นฟ้องเทศบาลเมืองบึงยี่โถ, คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอธัญบุรี (ก.ช.ภ.อ. ธัญบุรี) และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 1 ปทุมธานี กรณีถูกปฏิเสธคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือน้ำท่วมปี 2554 และบางคนที่ได้รับเงินเยียวยาไปแล้วถูกเรียกเงินคืน เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์ได้รับเงินช่วยเหลือ

คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาตามหลักฐานความเสียหายในบ้านเรือนของผู้ฟ้องคดีแต่ละหลัง และมีคำวินิจฉัยเมื่อช่วงกลางปี 2565 โดยวินิจฉัยเป็นรายกรณีว่าผู้ฟ้องแต่ละคนควรได้รับเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยจำนวนเท่าไหร่ตามสภาพความเสียหายซึ่งต้องพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นจากอุทกภัยจริง โดยมีทั้งผู้ที่ศาลสั่งว่าไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยาและผู้ที่ได้รับเงินเยียวยาบางส่วน สูงสุด 20,000 บาท จากเทศบาลเมืองบึงยี่โถ โดยอ้างอิงตามหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2551


สภาพความเสียหายของสนามเทนนิสแห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ภายหลังน้ำลด (ภาพเมื่อ 28 พ.ย.)

นายชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความที่เชี่ยวชาญคดีด้านสิ่งแวดล้อม ผู้เคยทำคดียื่นฟ้องหน่วยงานรัฐต่อศาลปกครองมาแล้วหลายคดี เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ตัวอย่างคดีข้างต้น ถือเป็น "ส่วนน้อย" ของคดีน้ำท่วมปี 2554 ที่ผู้ฟ้องได้รับเงิน

เขามองว่าคดีแรกที่ศาลสั่งกรุงเทพมหานครจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับบริษัทฯ เพราะสามารถพิสูจน์ชัดได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานที่กรุงเทพมหานครไปทำไว้ไม่สามารถรองรับน้ำได้อย่างปลอดภัย จนทำให้น้ำเข้าท่วมพื้นที่ของบริษัท จึงเข้าข่ายละเมิดอย่างชัดเจน

ส่วนคดีชาวบ้านในเขตเทศบาลเมืองบึงยี่โถ เป็นลักษณะของการฟ้องเพื่อโต้แย้งคำสั่งทางปกครอง จากกรณีที่รัฐตั้งงบประมาณมาชดเชยอยู่แล้ว เพียงแต่มองว่ากลุ่มผู้ฟ้องไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะได้รับเงินเยียวยา ผู้ฟ้องจึงอุทธรณ์ให้ศาลพิจารณาเพิ่มเติม ซึ่งศาลอาจเห็นว่าหน่วยงานรัฐพิจารณาไม่ครบถ้วนรอบด้าน ก็เลยอนุญาตให้รับเงินได้

"ส่วนใหญ่ในช่วงน้ำท่วมปี 2554 จากเท่าที่ดูหลายคดีที่มีการฟ้องเข้ามา หน่วยงานรัฐให้การต่อสู้ว่าเป็นลักษณะของเหตุสุดวิสัย เป็นลักษณะที่ว่าสถานการณ์น้ำในปีนั้นมากผิดปกติจนทำให้ไม่สามารถที่จะจัดการได้ แล้วก็รัฐเองก็ต่อสู้ทำนองว่า การระบายน้ำที่จำนวนมากและรวดเร็วนี้ เป็นการลดความเสียหายต่อเขื่อนหรือระบบโดยรวมเพื่อลดความเสียหาย" ทนายความผู้นี้อธิบาย

เขายกตัวอย่างว่าในขณะนั้นมีการฟ้องคดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วศาลปกครองยกฟ้องในภายหลัง ซึ่งเป็นไปตาม "หลักนิรโทษ" ที่หมายถึงกรณีที่มีการกระทำให้เกิดเหตุละเมิด แต่การกระทำนั้นทำไปเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ ก็จะได้รับการยกเว้นว่า "เป็นการกระทำไปตามสมควรแก่เหตุแล้ว"

อย่างไรก็ดี เขามองว่าสภาพการณ์ของน้ำท่วมปี 2554 และน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีลักษณะทางธรรมชาติและการจัดการที่ต่างกัน ซึ่งกรณีนี้ผู้ประสบภัยก็สามารถใช้สิทธิช่องทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 ฟ้องหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้เช่นกัน โดยทำได้ 2 รูปแบบ คือฟ้องเรียกค่าเสียหาย และฟ้องให้ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐกระทำการตามอำนาจหน้าที่เพื่อป้องกันเหตุในอนาคต

"ผมว่าโมเดลมันจะไม่เหมือนปี 2554" ชำนัญกล่าว "ปี 2554 เป็นลักษณะของการจัดการภาพรวมของทั้งระบบ ทั้งประเทศ คือตั้งแต่ต้นทางปลายทางของน้ำ แต่ว่าหาดใหญ่มันมีลักษณะเฉพาะที่ดูแล้วหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นระดับจังหวัดหรือว่าเทศบาลเอง รับรู้อยู่แล้วว่าลักษณะภูมิประเทศกายภาพต่าง ๆ มีลักษณะที่อาจจะเกิดผลกระทบได้ เพียงแต่ว่าในการจัดการเนี่ย เป็นการจัดการเชิงตอบโต้สถานการณ์ที่เรียกว่า ช้า หรือละเลย หรือละเว้นต่อหน้าที่หรือไม่"

ทนายความผู้นี้มองว่าการจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานปกครอง กรณีน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ นั้น เงื่อนไขสำคัญคือต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ 'ละเลย' 'ล่าช้า' หรือ 'ละเว้นต่อหน้าที่' ในการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายหรือไม่

การจะพิสูจน์ข้อกล่าวหาดังกล่าว ต้องไปดูกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งระบุอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ผู้ประสบภัยต้องการจะฟ้อง ว่ามีหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมายอย่างไรบ้าง และมีความบกพร่องต่อหน้าที่นั้นในลักษณะที่ 'ละเลย' 'ล่าช้า' หรือ 'ละเว้น' อย่างไร

"ในการให้เจ้าหน้าที่รัฐรับผิดตามมาตรา 9 ความเชื่อมโยงตามมาตรา 9 ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ มันจะต้องเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐเหล่านั้นมีหน้าที่ก่อน พอมีอำนาจหน้าที่แล้ว เขาละเลยไม่ทำหน้าที่ หรือเขาทำหน้าที่ล่าช้าเกินควรจนก่อให้เกิดผลกระทบความเสียหาย ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ตัวนี้ หน่วยงานรัฐเหล่านั้นจะต้องรับผิดชอบ" ชำนัญ ระบุกับบีบีซีไทย

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า การฟ้องคดีลักษณะนี้ ผู้เสียหายสามารถเรียกร้อง "ค่าเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน ร่างกาย สุขภาพอนามัย ทุกอย่างเลยที่เกิดจากผลกระทบดังกล่าว" แต่ศาลจะพิจารณาให้หน่วยงานชดใช้ค่าเสียหายให้เต็มจำนวนหรือไม่นั้น ศาลจะพิจารณาหลายส่วนประกอบกัน อาทิ สถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดจากภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้หรือไม่ หรือหน่วยงานนั้นได้ดำเนินการป้องกันไปบางส่วนแล้วแต่อาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ค่าเสียหายที่ต้องชดใช้ก็อาจลดลงมาตามสัดส่วน

โดยในกรณีที่ผู้เสียหายได้รับเงินเยียวยาจากภาครัฐแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุมความเสียหายจริง ทนายความผู้นี้ยืนยันว่า ผู้ประสบภัยก็ยังสามารถใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมได้ แต่ศาลจะพิจารณาเงินเยียวยาที่ได้รับแล้วมาประกอบด้วย เช่น หากรับเงินไปแล้ว 2 ล้านบาท แต่ศาลพิจารณาแล้วว่าเงินเยียวยาที่รับไปไม่เพียงพอต่อความเสียหายจริงที่เกิดขึ้น ศาลก็อาจพิจารณาสั่งให้หน่วยงานจ่ายชดเชยเพิ่มเติมได้


รถยนต์หลายสิบคันที่ได้รับความเสียหายเพราะถูกน้ำพัดมากองซ้อนกันบริเวณชุมชนทุ่งเสา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา (ภาพเมื่อ 28 พ.ย.)

ประชาชนฟ้องศาล สั่งให้หน่วยงานรัฐกระทำการบางอย่างได้

อีกกรณีที่ผู้ประสบภัยสามารถทำได้โดยใช้ช่องทางกฎหมายเดียวกัน คือการฟ้องให้ศาลปกครองสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทำการบางสิ่งบางอย่างตามอำนาจหน้าที่ เพื่อป้องกันเหตุในอนาคต

"เช่น กฎหมายอาจจะเขียนไว้ว่าให้เขามีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันภัยพิบัติ บริหารจัดการน้ำ บริหารจัดการพื้นที่ การใช้ประโยชน์ต่าง ๆ... แต่เขาอาจจะละเลยในการไม่จัดการตามกฎหมายเหล่านี้ ทำให้ผลความเสียหายหรือผลกระทบที่น้ำท่วมมีความเสี่ยงมากขึ้น เราใช้คำตัวนี้ได้ครับว่า 'ขอให้' เช่น ขอให้เทศบาลหาดใหญ่ดำเนินการติดตั้งระบบเตือนภัย ติดตั้งระบบสูบน้ำฉุกเฉิน ขุดลอกระบายน้ำออกสู่ทะเล หรืออะไรทำนองนี้" ทนายความผู้เคยฟ้องคดีลักษณะนี้ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมกล่าว

เขาบอกว่ากรณีลักษณะนี้ ศาลอาจมีคำสั่งให้หน่วยงานกระทำตามคำฟ้องได้ ซึ่งหน่วยงานต้องตั้งงบประมาณทำต่อ หากเห็นว่าสิ่งที่ผู้ฟ้องร้องขอ เป็นสิ่งที่หน่วยงานนั้น ๆ ต้องทำอยู่แล้วตามกฎหมาย แต่กลับละเลยไม่ทำ

"อย่างเช่นของหาดใหญ่ อาจจะมองในเรื่องของระบบระบายน้ำ ระบบจัดทำอุโมงค์ส่งน้ำ หรืออะไรที่เพียงพอ" ชำนัญยกตัวอย่าง "สมมุติเรามองว่าสถานการณ์นี้ คุณบอกว่าภัยพิบัติ โลกมันเปลี่ยน แต่คุณจะพูดเฉย ๆ ว่าเพราะโลกมันเปลี่ยนเลยทำอะไรไม่ได้ มันไม่ได้ คุณจะต้องหาวิธี"

"เช่น สถานการณ์ตอนนี้น้ำเปลี่ยนแปลงไป งั้นถ้าค่า max (สูงสุด) ของความปลอดภัยอยู่ที่เท่าไหร่ คุณต้องสามารถรองรับเหล่านั้นได้ในการทำโครงสร้างพื้นฐาน อาจจะขอให้มีการทำโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมได้ หรือจะทำระบบเพิ่มเติม"

"หรืออย่างเช่นการตอบโต้ภัยพิบัติไม่มีระบบอย่างเพียงพอ อันนี้ก็ถือว่าเป็นการละเลยอย่างหนึ่งนะครับ ในการที่บอกว่าแจ้งให้อพยพ แต่คุณก็ไม่รู้ว่าจุดอพยพอยู่ที่ไหนอย่างไร การเสนอข้อมูล การแจ้งข้อมูลกับประชาชนไม่เพียงพอ ก็เป็นเรื่องละเลย แต่ถ้าต่อไปก็คือคุณจะต้องมีติดตั้งระบบประชาสัมพันธ์ หรืออะไรที่ให้ชุมชนรู้ เหมือนคล้าย ๆ สมัยก่อนมีป้ายเตือนสึนามิอะไรทำนองนี้ครับ ทิศทางหนีสึนามิ อย่างนี้คือมันเหมือนกับว่ามันจะต้อง advance (ก้าวหน้า) ขึ้นกว่าเดิมที่เป็นอยู่ แต่โดยใช้อำนาจว่า ถ้าไม่ทำ ก็ฟ้องศาลขอให้เขาทำอย่างนี้ครับ" ชำนัญ กล่าว

เขายังมองอีกว่า การฟ้องคดีประเภทนี้ ที่จริงยังสามารถใช้กับ "คดีโลกร้อน" ซึ่งในต่างประเทศก็เคยมีบางประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ ฟ้องให้รัฐออกข้อกำหนดมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจกมาแล้ว ขณะที่ในไทยยังไม่เคยพบคดีลักษณะนี้ ซึ่งเขามองว่าที่จริงก็สามารถใช้ช่องกฎหมายเดียวกันดำเนินการได้

"ถ้าทุกคนพูดว่ามันโลกร้อน สถานการณ์เหล่านี้มันทำให้เกิดภัยพิบัติแรงขึ้น มันอาจจะต้องมีการฟ้องให้รัฐกำหนดนโยบายในเชิงการลดโลกร้อนยังไงบ้าง เพื่อลดผลกระทบเหล่านี้ลง โดยให้กำหนดเชิง policy (นโยบาย) นะครับ ไม่ได้เรียกค่าเสียหาย แต่ว่าเป็นคดีฟ้องให้รัฐกระทำการอย่างนี้ ก็ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเหมือนในต่างประเทศเคยมีคดีประเภทนี้ฟ้องอยู่ครับ"

"ลักษณะของตัวที่เนเธอร์แลนด์ฟ้อง คือเป็นการฟ้องให้รัฐออกข้อกำหนดมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อช่วยลดโลกร้อน เพราะว่ารัฐเขาอาจจะไม่ยอมอนุมัติกฎหมายตัวเองเข้ากับกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ประเทศเขาฟ้องให้รัฐมีนโยบายด้านนี้"

"ของเรานี่ถามว่าเราก็ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเท่าไหร่กับเรื่องพวกนี้นะครับ เพียงแต่ว่ามันเป็นการอ้างอิงถึงผลกระทบของประชาคมโลก ของภาพรวมว่าคนไทยเราอยู่ภาวะที่เราเจออุณหภูมิต่อปีที่สูงขึ้น หรือเราเจอภาวะโลกแปรปรวนอย่างนี้ สิ่งเหล่านี้มันจะเป็นตัวบอกได้ว่ารัฐควรจะจริงจังกับปัญหาเหล่านี้หรือยัง และสิ่งที่รัฐไม่ทำเนี่ยควรทำได้แล้ว ซึ่งมันก็เหมือนกับเราฟ้องเพื่อให้หน่วยงานออกข้อกำหนดหรือออกมาตรการบางอย่างเพื่อลดปัญหาโลกร้อน ทำนองนี้ครับ" เขากล่าวทิ้งท้าย

https://www.bbc.com/thai/articles/ceq19l37pq3o