
ประชาชนและเจ้าของร้านค้าย่านถนนรัถการ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กลับเข้าไปสำรวจความเสียหาย และทำความสะอาดบ้านเรือนและร้านค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม (เมื่อ 28 พ.ย.)
สำรวจสิทธิผู้ประสบภัยน้ำท่วม มีสิทธิได้เงินเยียวยาและฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐได้ทางใดบ้าง
นงนภัส พัฒน์แช่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
29 พฤศจิกายน 2025
มาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีความชัดเจนขึ้นมาเมื่อวันพฤหัสบดี (27 พ.ย.) หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งเป็นประธานในที่ประชุมหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงมหาดไทย โดยมีการวางกรอบมาตรการในการช่วยเหลือไว้ 3 ระดับ ได้แก่ การช่วยเหลือระยะสั้น, การเยียวยาระยะกลาง และการฟื้นฟูเข้าสู่ภาวะปกติ
รายละเอียดเริ่มชัดเจนในเวลาต่อมา เมื่อศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) แถลงข่าวยืนยันถึงแนวทางการช่วยเหลือ ทั้งเงินปลงศพผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท และมาตรการเยียวยาอื่น ๆ นอกเหนือไปจากวงเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท และช่วยเหลือเพิ่มเติมตามระยะเวลาที่น้ำท่วมขังซึ่ง ครม. ได้เห็นชอบและใช้กับกรณีน้ำท่วมลุ่มภาคกลางไปแล้วก่อนหน้านี้
นอกเหนือจากการเยียวยาตามมาตรการของรัฐ ยังมีสิทธิอื่น ๆ ที่ผู้ประสบภัยอาจสามารถเรียกร้องได้เมื่อได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตน้ำท่วมปี 2554 เคยมีบางคดีที่ผู้ประสบภัยฟ้องหน่วยงานรัฐ และศาลวินิจฉัยให้ได้เงินชดเชยในภายหลัง
มาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ ตอนนี้มีอะไรบ้าง
- สูญเสียชีวิต เงินเยียวยารายละ 2 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี กรณีที่ผู้เสียชีวิตเป็นผู้ประกันตนตามสิทธิประกันสังคมมาตรา 33 (ลูกจ้างผู้ซึ่งทำงานให้กับนายจ้างที่อยู่ในสถานประกอบการ) หรือมาตรา 39 (ผู้ประกันตนโดยสมัครใจซึ่งเคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 แล้วส่งเงินสมทบต่อ) ทายาทสามารถขอรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมเพิ่มเติมได้ อาทิ
- เงินค่าทำศพ จำนวน 50,000 บาท
- เงินบำเหน็จชราภาพพร้อมผลตอบแทน
- เงินสงเคราะห์กรณีตาย สำหรับผู้ประกันตนที่มีการส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 36 เดือนขึ้นไป

เจ้าหน้าที่ทำการตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลของผู้ที่เสียชีวิตจากน้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และนำไปเก็บไว้ในตู้คอนเทนเนอร์เย็น เพื่อรอผลการพิสูจน์ให้ตรงกับญาติ ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ภาพเมื่อ 28 พ.ย.)
- สูญเสียทรัพย์สิน เงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 – 29,000 บาท
ต่อมาวันที่ 18 พ.ย. ครม.ได้อนุมัติให้ใช้งบประมาณจากวงเงินเดียวกัน เพื่อจ่ายเงินเยียวยาเพิ่มเติมเป็น "ขั้นบันได" ตามระยะเวลาน้ำท่วมขัง สำหรับผู้ที่มี "บ้านอยู่อาศัยจริง" ในพื้นที่ที่มีการประกาศเขตภัยพิบัติ โดยกำหนดอัตราได้แก่
- 31 – 60 วัน ครัวเรือนละ 5,000 บาท
- 61 – 90 วัน ครัวเรือนละ 10,000 บาท
- 91 – 120 วัน ครัวเรือนละ 15,000 บาท
- 121 วันขึ้นไป ครัวเรือนละ 20,000 บาท
เมื่อรวมมติ ครม. ทั้งสามครั้งนี้ หมายความว่าผู้ประสบอุทกภัยในปี 2568 ในพื้นที่ 72 จังหวัดทั่วประเทศ สามารถได้รับเงินช่วยเหลือสูงสุดครัวเรือนละ 29,000 บาท ในกรณีที่บ้านซึ่งใช้อยู่อาศัยจริง ถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลา 121 วันขึ้นไป
ส่วนเหตุน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่มีระยะเวลาน้ำท่วมขังไม่เข้าเกณฑ์ได้รับการชดเชยเพิ่มเติมแบบขั้นบันไดนั้น สามารถขอรับการเยียวยาได้ 9,000 บาทต่อครัวเรือน
สำหรับการยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือส่วนนี้ ผู้ประสบภัยสามารถยื่นคำร้องได้ผ่านเว็บไซต์ https://flood68.disaster.go.th หรือสามารถนำเอกสารไปยื่นคำร้องด้วยตนเองที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่
ประชาชนในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เข้าพื้นที่ล้างโคลนและเคลียร์เศษซากปรักหักพักในบ้านของตนเองหลังน้ำลด (ภาพเมื่อ 28 พ.ย.)
ผู้ประสบภัยน้ำท่วมฟ้องรัฐ/รัฐบาล ได้ไหม
วิทยานิพนธ์เรื่อง "ปัญหาความรับผิดของรัฐในคดีปกครองในความเสียหายจากอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา" ของสมศักดิ์ วงศ์ราษฎร์ ในหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปีการศึกษา 2559 ระบุว่าอาจมีกรณีที่รัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย หากหน่วยงานปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ทำหน้าที่ในการระวังป้องกันภัยพิบัติ หรือหากในระหว่างเกิดภัยพิบัติได้ปฏิบัติหน้าที่ล้มเหลว ผิดพลาด ละเลยล่าช้า หรือบกพร่องต่อหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแล้ว
การศึกษาดังกล่าวพบว่าการยื่นฟ้องของประชาชนส่วนใหญ่ในช่วงหลังอุทกภัยปี 2554 มักมีการยื่นเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการออกคำสั่งทางปกครอง คำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ทั้งนี้ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ตามมาตรา 9 กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในกรณี
อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติพบทั้งการเยียวยาความเสียหายที่ไม่เต็มจำนวนของความเสียหายกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นโดยไม่มีฐานของการกระทำความผิด และพบหลายกรณีที่รัฐต้องรับผิดชอบเยียวยาความเสียหายให้ครอบคลุมความเสียหายจริงเช่นกัน
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ยังรวบรวมคำพิพากษาคดีต่าง ๆ ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยแล้ว ก่อนจะสรุปแนวทางการวินิจฉัยตามข้อกฎหมายต่าง ๆ อาทิ
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ อ.167/2565 ซึ่งเป็น "คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย" เคยพิพากษาให้กรุงเทพมหานครชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับ บริษัท เคลทิค จำกัด เป็นเงิน 9.4 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย กรณีกรุงเทพมหานครดำเนินโครงการปรับปรุงแก้มลิงในพื้นที่ใกล้เคียง และคันดินพังถล่มจนทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมบ้านทรงไทย 4 หลังของบริษัทฯ และทำให้ทรัพย์สินภายในเสียหาย โดยเหตุเกิดเมื่อช่วงปลายปี 2553 และศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยในปี 2565
อีกตัวอย่าง ได้แก่ คดีหมายเลขแดงที่ อ.272/2565 ที่ประชาชน 190 คนซึ่งอาศัยในเขตเทศบาลเมืองบึงยี่โถ ยื่นฟ้องเทศบาลเมืองบึงยี่โถ, คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอธัญบุรี (ก.ช.ภ.อ. ธัญบุรี) และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 1 ปทุมธานี กรณีถูกปฏิเสธคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือน้ำท่วมปี 2554 และบางคนที่ได้รับเงินเยียวยาไปแล้วถูกเรียกเงินคืน เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์ได้รับเงินช่วยเหลือ
คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาตามหลักฐานความเสียหายในบ้านเรือนของผู้ฟ้องคดีแต่ละหลัง และมีคำวินิจฉัยเมื่อช่วงกลางปี 2565 โดยวินิจฉัยเป็นรายกรณีว่าผู้ฟ้องแต่ละคนควรได้รับเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยจำนวนเท่าไหร่ตามสภาพความเสียหายซึ่งต้องพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นจากอุทกภัยจริง โดยมีทั้งผู้ที่ศาลสั่งว่าไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยาและผู้ที่ได้รับเงินเยียวยาบางส่วน สูงสุด 20,000 บาท จากเทศบาลเมืองบึงยี่โถ โดยอ้างอิงตามหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2551
.webp)
สภาพความเสียหายของสนามเทนนิสแห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ภายหลังน้ำลด (ภาพเมื่อ 28 พ.ย.)
นายชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความที่เชี่ยวชาญคดีด้านสิ่งแวดล้อม ผู้เคยทำคดียื่นฟ้องหน่วยงานรัฐต่อศาลปกครองมาแล้วหลายคดี เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ตัวอย่างคดีข้างต้น ถือเป็น "ส่วนน้อย" ของคดีน้ำท่วมปี 2554 ที่ผู้ฟ้องได้รับเงิน
เขามองว่าคดีแรกที่ศาลสั่งกรุงเทพมหานครจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับบริษัทฯ เพราะสามารถพิสูจน์ชัดได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานที่กรุงเทพมหานครไปทำไว้ไม่สามารถรองรับน้ำได้อย่างปลอดภัย จนทำให้น้ำเข้าท่วมพื้นที่ของบริษัท จึงเข้าข่ายละเมิดอย่างชัดเจน
ส่วนคดีชาวบ้านในเขตเทศบาลเมืองบึงยี่โถ เป็นลักษณะของการฟ้องเพื่อโต้แย้งคำสั่งทางปกครอง จากกรณีที่รัฐตั้งงบประมาณมาชดเชยอยู่แล้ว เพียงแต่มองว่ากลุ่มผู้ฟ้องไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะได้รับเงินเยียวยา ผู้ฟ้องจึงอุทธรณ์ให้ศาลพิจารณาเพิ่มเติม ซึ่งศาลอาจเห็นว่าหน่วยงานรัฐพิจารณาไม่ครบถ้วนรอบด้าน ก็เลยอนุญาตให้รับเงินได้
"ส่วนใหญ่ในช่วงน้ำท่วมปี 2554 จากเท่าที่ดูหลายคดีที่มีการฟ้องเข้ามา หน่วยงานรัฐให้การต่อสู้ว่าเป็นลักษณะของเหตุสุดวิสัย เป็นลักษณะที่ว่าสถานการณ์น้ำในปีนั้นมากผิดปกติจนทำให้ไม่สามารถที่จะจัดการได้ แล้วก็รัฐเองก็ต่อสู้ทำนองว่า การระบายน้ำที่จำนวนมากและรวดเร็วนี้ เป็นการลดความเสียหายต่อเขื่อนหรือระบบโดยรวมเพื่อลดความเสียหาย" ทนายความผู้นี้อธิบาย
เขายกตัวอย่างว่าในขณะนั้นมีการฟ้องคดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วศาลปกครองยกฟ้องในภายหลัง ซึ่งเป็นไปตาม "หลักนิรโทษ" ที่หมายถึงกรณีที่มีการกระทำให้เกิดเหตุละเมิด แต่การกระทำนั้นทำไปเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ ก็จะได้รับการยกเว้นว่า "เป็นการกระทำไปตามสมควรแก่เหตุแล้ว"
อย่างไรก็ดี เขามองว่าสภาพการณ์ของน้ำท่วมปี 2554 และน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีลักษณะทางธรรมชาติและการจัดการที่ต่างกัน ซึ่งกรณีนี้ผู้ประสบภัยก็สามารถใช้สิทธิช่องทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 ฟ้องหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้เช่นกัน โดยทำได้ 2 รูปแบบ คือฟ้องเรียกค่าเสียหาย และฟ้องให้ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐกระทำการตามอำนาจหน้าที่เพื่อป้องกันเหตุในอนาคต
"ผมว่าโมเดลมันจะไม่เหมือนปี 2554" ชำนัญกล่าว "ปี 2554 เป็นลักษณะของการจัดการภาพรวมของทั้งระบบ ทั้งประเทศ คือตั้งแต่ต้นทางปลายทางของน้ำ แต่ว่าหาดใหญ่มันมีลักษณะเฉพาะที่ดูแล้วหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นระดับจังหวัดหรือว่าเทศบาลเอง รับรู้อยู่แล้วว่าลักษณะภูมิประเทศกายภาพต่าง ๆ มีลักษณะที่อาจจะเกิดผลกระทบได้ เพียงแต่ว่าในการจัดการเนี่ย เป็นการจัดการเชิงตอบโต้สถานการณ์ที่เรียกว่า ช้า หรือละเลย หรือละเว้นต่อหน้าที่หรือไม่"
ทนายความผู้นี้มองว่าการจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานปกครอง กรณีน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ นั้น เงื่อนไขสำคัญคือต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ 'ละเลย' 'ล่าช้า' หรือ 'ละเว้นต่อหน้าที่' ในการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายหรือไม่
การจะพิสูจน์ข้อกล่าวหาดังกล่าว ต้องไปดูกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งระบุอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ผู้ประสบภัยต้องการจะฟ้อง ว่ามีหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมายอย่างไรบ้าง และมีความบกพร่องต่อหน้าที่นั้นในลักษณะที่ 'ละเลย' 'ล่าช้า' หรือ 'ละเว้น' อย่างไร
"ในการให้เจ้าหน้าที่รัฐรับผิดตามมาตรา 9 ความเชื่อมโยงตามมาตรา 9 ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ มันจะต้องเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐเหล่านั้นมีหน้าที่ก่อน พอมีอำนาจหน้าที่แล้ว เขาละเลยไม่ทำหน้าที่ หรือเขาทำหน้าที่ล่าช้าเกินควรจนก่อให้เกิดผลกระทบความเสียหาย ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ตัวนี้ หน่วยงานรัฐเหล่านั้นจะต้องรับผิดชอบ" ชำนัญ ระบุกับบีบีซีไทย
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า การฟ้องคดีลักษณะนี้ ผู้เสียหายสามารถเรียกร้อง "ค่าเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน ร่างกาย สุขภาพอนามัย ทุกอย่างเลยที่เกิดจากผลกระทบดังกล่าว" แต่ศาลจะพิจารณาให้หน่วยงานชดใช้ค่าเสียหายให้เต็มจำนวนหรือไม่นั้น ศาลจะพิจารณาหลายส่วนประกอบกัน อาทิ สถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดจากภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้หรือไม่ หรือหน่วยงานนั้นได้ดำเนินการป้องกันไปบางส่วนแล้วแต่อาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ค่าเสียหายที่ต้องชดใช้ก็อาจลดลงมาตามสัดส่วน
โดยในกรณีที่ผู้เสียหายได้รับเงินเยียวยาจากภาครัฐแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุมความเสียหายจริง ทนายความผู้นี้ยืนยันว่า ผู้ประสบภัยก็ยังสามารถใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมได้ แต่ศาลจะพิจารณาเงินเยียวยาที่ได้รับแล้วมาประกอบด้วย เช่น หากรับเงินไปแล้ว 2 ล้านบาท แต่ศาลพิจารณาแล้วว่าเงินเยียวยาที่รับไปไม่เพียงพอต่อความเสียหายจริงที่เกิดขึ้น ศาลก็อาจพิจารณาสั่งให้หน่วยงานจ่ายชดเชยเพิ่มเติมได้

รถยนต์หลายสิบคันที่ได้รับความเสียหายเพราะถูกน้ำพัดมากองซ้อนกันบริเวณชุมชนทุ่งเสา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา (ภาพเมื่อ 28 พ.ย.)
ประชาชนฟ้องศาล สั่งให้หน่วยงานรัฐกระทำการบางอย่างได้
อีกกรณีที่ผู้ประสบภัยสามารถทำได้โดยใช้ช่องทางกฎหมายเดียวกัน คือการฟ้องให้ศาลปกครองสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทำการบางสิ่งบางอย่างตามอำนาจหน้าที่ เพื่อป้องกันเหตุในอนาคต
"เช่น กฎหมายอาจจะเขียนไว้ว่าให้เขามีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันภัยพิบัติ บริหารจัดการน้ำ บริหารจัดการพื้นที่ การใช้ประโยชน์ต่าง ๆ... แต่เขาอาจจะละเลยในการไม่จัดการตามกฎหมายเหล่านี้ ทำให้ผลความเสียหายหรือผลกระทบที่น้ำท่วมมีความเสี่ยงมากขึ้น เราใช้คำตัวนี้ได้ครับว่า 'ขอให้' เช่น ขอให้เทศบาลหาดใหญ่ดำเนินการติดตั้งระบบเตือนภัย ติดตั้งระบบสูบน้ำฉุกเฉิน ขุดลอกระบายน้ำออกสู่ทะเล หรืออะไรทำนองนี้" ทนายความผู้เคยฟ้องคดีลักษณะนี้ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมกล่าว
เขาบอกว่ากรณีลักษณะนี้ ศาลอาจมีคำสั่งให้หน่วยงานกระทำตามคำฟ้องได้ ซึ่งหน่วยงานต้องตั้งงบประมาณทำต่อ หากเห็นว่าสิ่งที่ผู้ฟ้องร้องขอ เป็นสิ่งที่หน่วยงานนั้น ๆ ต้องทำอยู่แล้วตามกฎหมาย แต่กลับละเลยไม่ทำ
"อย่างเช่นของหาดใหญ่ อาจจะมองในเรื่องของระบบระบายน้ำ ระบบจัดทำอุโมงค์ส่งน้ำ หรืออะไรที่เพียงพอ" ชำนัญยกตัวอย่าง "สมมุติเรามองว่าสถานการณ์นี้ คุณบอกว่าภัยพิบัติ โลกมันเปลี่ยน แต่คุณจะพูดเฉย ๆ ว่าเพราะโลกมันเปลี่ยนเลยทำอะไรไม่ได้ มันไม่ได้ คุณจะต้องหาวิธี"
"เช่น สถานการณ์ตอนนี้น้ำเปลี่ยนแปลงไป งั้นถ้าค่า max (สูงสุด) ของความปลอดภัยอยู่ที่เท่าไหร่ คุณต้องสามารถรองรับเหล่านั้นได้ในการทำโครงสร้างพื้นฐาน อาจจะขอให้มีการทำโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมได้ หรือจะทำระบบเพิ่มเติม"
"หรืออย่างเช่นการตอบโต้ภัยพิบัติไม่มีระบบอย่างเพียงพอ อันนี้ก็ถือว่าเป็นการละเลยอย่างหนึ่งนะครับ ในการที่บอกว่าแจ้งให้อพยพ แต่คุณก็ไม่รู้ว่าจุดอพยพอยู่ที่ไหนอย่างไร การเสนอข้อมูล การแจ้งข้อมูลกับประชาชนไม่เพียงพอ ก็เป็นเรื่องละเลย แต่ถ้าต่อไปก็คือคุณจะต้องมีติดตั้งระบบประชาสัมพันธ์ หรืออะไรที่ให้ชุมชนรู้ เหมือนคล้าย ๆ สมัยก่อนมีป้ายเตือนสึนามิอะไรทำนองนี้ครับ ทิศทางหนีสึนามิ อย่างนี้คือมันเหมือนกับว่ามันจะต้อง advance (ก้าวหน้า) ขึ้นกว่าเดิมที่เป็นอยู่ แต่โดยใช้อำนาจว่า ถ้าไม่ทำ ก็ฟ้องศาลขอให้เขาทำอย่างนี้ครับ" ชำนัญ กล่าว
เขายังมองอีกว่า การฟ้องคดีประเภทนี้ ที่จริงยังสามารถใช้กับ "คดีโลกร้อน" ซึ่งในต่างประเทศก็เคยมีบางประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ ฟ้องให้รัฐออกข้อกำหนดมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจกมาแล้ว ขณะที่ในไทยยังไม่เคยพบคดีลักษณะนี้ ซึ่งเขามองว่าที่จริงก็สามารถใช้ช่องกฎหมายเดียวกันดำเนินการได้
"ถ้าทุกคนพูดว่ามันโลกร้อน สถานการณ์เหล่านี้มันทำให้เกิดภัยพิบัติแรงขึ้น มันอาจจะต้องมีการฟ้องให้รัฐกำหนดนโยบายในเชิงการลดโลกร้อนยังไงบ้าง เพื่อลดผลกระทบเหล่านี้ลง โดยให้กำหนดเชิง policy (นโยบาย) นะครับ ไม่ได้เรียกค่าเสียหาย แต่ว่าเป็นคดีฟ้องให้รัฐกระทำการอย่างนี้ ก็ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเหมือนในต่างประเทศเคยมีคดีประเภทนี้ฟ้องอยู่ครับ"
"ลักษณะของตัวที่เนเธอร์แลนด์ฟ้อง คือเป็นการฟ้องให้รัฐออกข้อกำหนดมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อช่วยลดโลกร้อน เพราะว่ารัฐเขาอาจจะไม่ยอมอนุมัติกฎหมายตัวเองเข้ากับกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ประเทศเขาฟ้องให้รัฐมีนโยบายด้านนี้"
"ของเรานี่ถามว่าเราก็ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเท่าไหร่กับเรื่องพวกนี้นะครับ เพียงแต่ว่ามันเป็นการอ้างอิงถึงผลกระทบของประชาคมโลก ของภาพรวมว่าคนไทยเราอยู่ภาวะที่เราเจออุณหภูมิต่อปีที่สูงขึ้น หรือเราเจอภาวะโลกแปรปรวนอย่างนี้ สิ่งเหล่านี้มันจะเป็นตัวบอกได้ว่ารัฐควรจะจริงจังกับปัญหาเหล่านี้หรือยัง และสิ่งที่รัฐไม่ทำเนี่ยควรทำได้แล้ว ซึ่งมันก็เหมือนกับเราฟ้องเพื่อให้หน่วยงานออกข้อกำหนดหรือออกมาตรการบางอย่างเพื่อลดปัญหาโลกร้อน ทำนองนี้ครับ" เขากล่าวทิ้งท้าย
- เยียวยาทางอ้อม
- พักหนี้–พักดอกเบี้ยสำหรับประชาชนที่เป็นลูกหนี้ธนาคารรัฐ เป็นเวลา 6 เดือน สำหรับลูกหนี้ที่มียอดหนี้รวมทุกบัญชีไม่เกิน 1 ล้านบาท
- ลูกค้าเดิมของธนาคารรัฐที่ยังมีวงเงินกู้คงเหลือ สามารถขอกู้เสริมสภาพคล่องได้รายละไม่เกิน 100,000 บาท ด้วยดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 6 เดือน
- เตรียมมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยธนาคารของรัฐจะปล่อยกู้ดอกเบี้ย 0% ในปีแรก และอาจมีการปรับเพิ่มขึ้นในปีถัดไป
- มาตรการทางภาษี อาทิ การยกเว้นภาษีเงินได้ การขยายเวลายื่นแบบภาษี และการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรหรือชิ้นส่วนที่เสียหายในพื้นที่ประสบภัย นอกจากนี้ ผู้ที่บริจาคเพื่อช่วยเหลือยังสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้
ผู้ประสบภัยน้ำท่วมฟ้องรัฐ/รัฐบาล ได้ไหม
วิทยานิพนธ์เรื่อง "ปัญหาความรับผิดของรัฐในคดีปกครองในความเสียหายจากอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา" ของสมศักดิ์ วงศ์ราษฎร์ ในหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปีการศึกษา 2559 ระบุว่าอาจมีกรณีที่รัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย หากหน่วยงานปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ทำหน้าที่ในการระวังป้องกันภัยพิบัติ หรือหากในระหว่างเกิดภัยพิบัติได้ปฏิบัติหน้าที่ล้มเหลว ผิดพลาด ละเลยล่าช้า หรือบกพร่องต่อหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแล้ว
การศึกษาดังกล่าวพบว่าการยื่นฟ้องของประชาชนส่วนใหญ่ในช่วงหลังอุทกภัยปี 2554 มักมีการยื่นเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการออกคำสั่งทางปกครอง คำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ทั้งนี้ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ตามมาตรา 9 กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในกรณี
- (1) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- (2) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
- (3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติพบทั้งการเยียวยาความเสียหายที่ไม่เต็มจำนวนของความเสียหายกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นโดยไม่มีฐานของการกระทำความผิด และพบหลายกรณีที่รัฐต้องรับผิดชอบเยียวยาความเสียหายให้ครอบคลุมความเสียหายจริงเช่นกัน
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ยังรวบรวมคำพิพากษาคดีต่าง ๆ ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยแล้ว ก่อนจะสรุปแนวทางการวินิจฉัยตามข้อกฎหมายต่าง ๆ อาทิ
- คดีพิพาทจากการกระทำละเมิดตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ศาลจะนําหลักเกณฑ์ความรับผิดทางละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ในการพิจารณาด้วยว่า หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทําหรืองดเว้นการกระทําตามหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการกระทําละเมิดต่อผู้เสียหายหรือไม่ และใช้ในการกำหนดค่าสินไหมทดแทน
- กรณีความรับผิดอย่างอื่นหรือความรับผิดจากการบริหารจัดการน้ำในสถานการณ์อุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ศาลปกครองจะพิจารณาว่า การกระทําหรืองดเว้น การกระทําโดย "ชอบด้วยกฎหมาย" ตามหน้าที่โดยเฉพาะของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากทำให้ประชาชนหรือผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ ก็อาจพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีชนะ แต่เนื่องจากเป็นความเสียหายพิเศษที่เกิดขึ้น โดยไม่มีฐานของการกระทําความผิด ดังนั้น จึงพบบางกรณีที่ศาลกําหนดค่าสินไหมทดแทนให้ไม่เต็มจํานวนของความเสียหายจริง
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ อ.167/2565 ซึ่งเป็น "คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย" เคยพิพากษาให้กรุงเทพมหานครชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับ บริษัท เคลทิค จำกัด เป็นเงิน 9.4 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย กรณีกรุงเทพมหานครดำเนินโครงการปรับปรุงแก้มลิงในพื้นที่ใกล้เคียง และคันดินพังถล่มจนทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมบ้านทรงไทย 4 หลังของบริษัทฯ และทำให้ทรัพย์สินภายในเสียหาย โดยเหตุเกิดเมื่อช่วงปลายปี 2553 และศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยในปี 2565
อีกตัวอย่าง ได้แก่ คดีหมายเลขแดงที่ อ.272/2565 ที่ประชาชน 190 คนซึ่งอาศัยในเขตเทศบาลเมืองบึงยี่โถ ยื่นฟ้องเทศบาลเมืองบึงยี่โถ, คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอธัญบุรี (ก.ช.ภ.อ. ธัญบุรี) และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 1 ปทุมธานี กรณีถูกปฏิเสธคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือน้ำท่วมปี 2554 และบางคนที่ได้รับเงินเยียวยาไปแล้วถูกเรียกเงินคืน เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์ได้รับเงินช่วยเหลือ
คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาตามหลักฐานความเสียหายในบ้านเรือนของผู้ฟ้องคดีแต่ละหลัง และมีคำวินิจฉัยเมื่อช่วงกลางปี 2565 โดยวินิจฉัยเป็นรายกรณีว่าผู้ฟ้องแต่ละคนควรได้รับเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยจำนวนเท่าไหร่ตามสภาพความเสียหายซึ่งต้องพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นจากอุทกภัยจริง โดยมีทั้งผู้ที่ศาลสั่งว่าไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยาและผู้ที่ได้รับเงินเยียวยาบางส่วน สูงสุด 20,000 บาท จากเทศบาลเมืองบึงยี่โถ โดยอ้างอิงตามหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2551
.webp)
สภาพความเสียหายของสนามเทนนิสแห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ภายหลังน้ำลด (ภาพเมื่อ 28 พ.ย.)
นายชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความที่เชี่ยวชาญคดีด้านสิ่งแวดล้อม ผู้เคยทำคดียื่นฟ้องหน่วยงานรัฐต่อศาลปกครองมาแล้วหลายคดี เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ตัวอย่างคดีข้างต้น ถือเป็น "ส่วนน้อย" ของคดีน้ำท่วมปี 2554 ที่ผู้ฟ้องได้รับเงิน
เขามองว่าคดีแรกที่ศาลสั่งกรุงเทพมหานครจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับบริษัทฯ เพราะสามารถพิสูจน์ชัดได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานที่กรุงเทพมหานครไปทำไว้ไม่สามารถรองรับน้ำได้อย่างปลอดภัย จนทำให้น้ำเข้าท่วมพื้นที่ของบริษัท จึงเข้าข่ายละเมิดอย่างชัดเจน
ส่วนคดีชาวบ้านในเขตเทศบาลเมืองบึงยี่โถ เป็นลักษณะของการฟ้องเพื่อโต้แย้งคำสั่งทางปกครอง จากกรณีที่รัฐตั้งงบประมาณมาชดเชยอยู่แล้ว เพียงแต่มองว่ากลุ่มผู้ฟ้องไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะได้รับเงินเยียวยา ผู้ฟ้องจึงอุทธรณ์ให้ศาลพิจารณาเพิ่มเติม ซึ่งศาลอาจเห็นว่าหน่วยงานรัฐพิจารณาไม่ครบถ้วนรอบด้าน ก็เลยอนุญาตให้รับเงินได้
"ส่วนใหญ่ในช่วงน้ำท่วมปี 2554 จากเท่าที่ดูหลายคดีที่มีการฟ้องเข้ามา หน่วยงานรัฐให้การต่อสู้ว่าเป็นลักษณะของเหตุสุดวิสัย เป็นลักษณะที่ว่าสถานการณ์น้ำในปีนั้นมากผิดปกติจนทำให้ไม่สามารถที่จะจัดการได้ แล้วก็รัฐเองก็ต่อสู้ทำนองว่า การระบายน้ำที่จำนวนมากและรวดเร็วนี้ เป็นการลดความเสียหายต่อเขื่อนหรือระบบโดยรวมเพื่อลดความเสียหาย" ทนายความผู้นี้อธิบาย
เขายกตัวอย่างว่าในขณะนั้นมีการฟ้องคดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วศาลปกครองยกฟ้องในภายหลัง ซึ่งเป็นไปตาม "หลักนิรโทษ" ที่หมายถึงกรณีที่มีการกระทำให้เกิดเหตุละเมิด แต่การกระทำนั้นทำไปเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ ก็จะได้รับการยกเว้นว่า "เป็นการกระทำไปตามสมควรแก่เหตุแล้ว"
อย่างไรก็ดี เขามองว่าสภาพการณ์ของน้ำท่วมปี 2554 และน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีลักษณะทางธรรมชาติและการจัดการที่ต่างกัน ซึ่งกรณีนี้ผู้ประสบภัยก็สามารถใช้สิทธิช่องทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 ฟ้องหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้เช่นกัน โดยทำได้ 2 รูปแบบ คือฟ้องเรียกค่าเสียหาย และฟ้องให้ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐกระทำการตามอำนาจหน้าที่เพื่อป้องกันเหตุในอนาคต
"ผมว่าโมเดลมันจะไม่เหมือนปี 2554" ชำนัญกล่าว "ปี 2554 เป็นลักษณะของการจัดการภาพรวมของทั้งระบบ ทั้งประเทศ คือตั้งแต่ต้นทางปลายทางของน้ำ แต่ว่าหาดใหญ่มันมีลักษณะเฉพาะที่ดูแล้วหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นระดับจังหวัดหรือว่าเทศบาลเอง รับรู้อยู่แล้วว่าลักษณะภูมิประเทศกายภาพต่าง ๆ มีลักษณะที่อาจจะเกิดผลกระทบได้ เพียงแต่ว่าในการจัดการเนี่ย เป็นการจัดการเชิงตอบโต้สถานการณ์ที่เรียกว่า ช้า หรือละเลย หรือละเว้นต่อหน้าที่หรือไม่"
ทนายความผู้นี้มองว่าการจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานปกครอง กรณีน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ นั้น เงื่อนไขสำคัญคือต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ 'ละเลย' 'ล่าช้า' หรือ 'ละเว้นต่อหน้าที่' ในการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายหรือไม่
การจะพิสูจน์ข้อกล่าวหาดังกล่าว ต้องไปดูกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งระบุอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ผู้ประสบภัยต้องการจะฟ้อง ว่ามีหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมายอย่างไรบ้าง และมีความบกพร่องต่อหน้าที่นั้นในลักษณะที่ 'ละเลย' 'ล่าช้า' หรือ 'ละเว้น' อย่างไร
"ในการให้เจ้าหน้าที่รัฐรับผิดตามมาตรา 9 ความเชื่อมโยงตามมาตรา 9 ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ มันจะต้องเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐเหล่านั้นมีหน้าที่ก่อน พอมีอำนาจหน้าที่แล้ว เขาละเลยไม่ทำหน้าที่ หรือเขาทำหน้าที่ล่าช้าเกินควรจนก่อให้เกิดผลกระทบความเสียหาย ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ตัวนี้ หน่วยงานรัฐเหล่านั้นจะต้องรับผิดชอบ" ชำนัญ ระบุกับบีบีซีไทย
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า การฟ้องคดีลักษณะนี้ ผู้เสียหายสามารถเรียกร้อง "ค่าเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน ร่างกาย สุขภาพอนามัย ทุกอย่างเลยที่เกิดจากผลกระทบดังกล่าว" แต่ศาลจะพิจารณาให้หน่วยงานชดใช้ค่าเสียหายให้เต็มจำนวนหรือไม่นั้น ศาลจะพิจารณาหลายส่วนประกอบกัน อาทิ สถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดจากภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้หรือไม่ หรือหน่วยงานนั้นได้ดำเนินการป้องกันไปบางส่วนแล้วแต่อาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ค่าเสียหายที่ต้องชดใช้ก็อาจลดลงมาตามสัดส่วน
โดยในกรณีที่ผู้เสียหายได้รับเงินเยียวยาจากภาครัฐแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุมความเสียหายจริง ทนายความผู้นี้ยืนยันว่า ผู้ประสบภัยก็ยังสามารถใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมได้ แต่ศาลจะพิจารณาเงินเยียวยาที่ได้รับแล้วมาประกอบด้วย เช่น หากรับเงินไปแล้ว 2 ล้านบาท แต่ศาลพิจารณาแล้วว่าเงินเยียวยาที่รับไปไม่เพียงพอต่อความเสียหายจริงที่เกิดขึ้น ศาลก็อาจพิจารณาสั่งให้หน่วยงานจ่ายชดเชยเพิ่มเติมได้

รถยนต์หลายสิบคันที่ได้รับความเสียหายเพราะถูกน้ำพัดมากองซ้อนกันบริเวณชุมชนทุ่งเสา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา (ภาพเมื่อ 28 พ.ย.)
ประชาชนฟ้องศาล สั่งให้หน่วยงานรัฐกระทำการบางอย่างได้
อีกกรณีที่ผู้ประสบภัยสามารถทำได้โดยใช้ช่องทางกฎหมายเดียวกัน คือการฟ้องให้ศาลปกครองสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทำการบางสิ่งบางอย่างตามอำนาจหน้าที่ เพื่อป้องกันเหตุในอนาคต
"เช่น กฎหมายอาจจะเขียนไว้ว่าให้เขามีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันภัยพิบัติ บริหารจัดการน้ำ บริหารจัดการพื้นที่ การใช้ประโยชน์ต่าง ๆ... แต่เขาอาจจะละเลยในการไม่จัดการตามกฎหมายเหล่านี้ ทำให้ผลความเสียหายหรือผลกระทบที่น้ำท่วมมีความเสี่ยงมากขึ้น เราใช้คำตัวนี้ได้ครับว่า 'ขอให้' เช่น ขอให้เทศบาลหาดใหญ่ดำเนินการติดตั้งระบบเตือนภัย ติดตั้งระบบสูบน้ำฉุกเฉิน ขุดลอกระบายน้ำออกสู่ทะเล หรืออะไรทำนองนี้" ทนายความผู้เคยฟ้องคดีลักษณะนี้ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมกล่าว
เขาบอกว่ากรณีลักษณะนี้ ศาลอาจมีคำสั่งให้หน่วยงานกระทำตามคำฟ้องได้ ซึ่งหน่วยงานต้องตั้งงบประมาณทำต่อ หากเห็นว่าสิ่งที่ผู้ฟ้องร้องขอ เป็นสิ่งที่หน่วยงานนั้น ๆ ต้องทำอยู่แล้วตามกฎหมาย แต่กลับละเลยไม่ทำ
"อย่างเช่นของหาดใหญ่ อาจจะมองในเรื่องของระบบระบายน้ำ ระบบจัดทำอุโมงค์ส่งน้ำ หรืออะไรที่เพียงพอ" ชำนัญยกตัวอย่าง "สมมุติเรามองว่าสถานการณ์นี้ คุณบอกว่าภัยพิบัติ โลกมันเปลี่ยน แต่คุณจะพูดเฉย ๆ ว่าเพราะโลกมันเปลี่ยนเลยทำอะไรไม่ได้ มันไม่ได้ คุณจะต้องหาวิธี"
"เช่น สถานการณ์ตอนนี้น้ำเปลี่ยนแปลงไป งั้นถ้าค่า max (สูงสุด) ของความปลอดภัยอยู่ที่เท่าไหร่ คุณต้องสามารถรองรับเหล่านั้นได้ในการทำโครงสร้างพื้นฐาน อาจจะขอให้มีการทำโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมได้ หรือจะทำระบบเพิ่มเติม"
"หรืออย่างเช่นการตอบโต้ภัยพิบัติไม่มีระบบอย่างเพียงพอ อันนี้ก็ถือว่าเป็นการละเลยอย่างหนึ่งนะครับ ในการที่บอกว่าแจ้งให้อพยพ แต่คุณก็ไม่รู้ว่าจุดอพยพอยู่ที่ไหนอย่างไร การเสนอข้อมูล การแจ้งข้อมูลกับประชาชนไม่เพียงพอ ก็เป็นเรื่องละเลย แต่ถ้าต่อไปก็คือคุณจะต้องมีติดตั้งระบบประชาสัมพันธ์ หรืออะไรที่ให้ชุมชนรู้ เหมือนคล้าย ๆ สมัยก่อนมีป้ายเตือนสึนามิอะไรทำนองนี้ครับ ทิศทางหนีสึนามิ อย่างนี้คือมันเหมือนกับว่ามันจะต้อง advance (ก้าวหน้า) ขึ้นกว่าเดิมที่เป็นอยู่ แต่โดยใช้อำนาจว่า ถ้าไม่ทำ ก็ฟ้องศาลขอให้เขาทำอย่างนี้ครับ" ชำนัญ กล่าว
เขายังมองอีกว่า การฟ้องคดีประเภทนี้ ที่จริงยังสามารถใช้กับ "คดีโลกร้อน" ซึ่งในต่างประเทศก็เคยมีบางประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ ฟ้องให้รัฐออกข้อกำหนดมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจกมาแล้ว ขณะที่ในไทยยังไม่เคยพบคดีลักษณะนี้ ซึ่งเขามองว่าที่จริงก็สามารถใช้ช่องกฎหมายเดียวกันดำเนินการได้
"ถ้าทุกคนพูดว่ามันโลกร้อน สถานการณ์เหล่านี้มันทำให้เกิดภัยพิบัติแรงขึ้น มันอาจจะต้องมีการฟ้องให้รัฐกำหนดนโยบายในเชิงการลดโลกร้อนยังไงบ้าง เพื่อลดผลกระทบเหล่านี้ลง โดยให้กำหนดเชิง policy (นโยบาย) นะครับ ไม่ได้เรียกค่าเสียหาย แต่ว่าเป็นคดีฟ้องให้รัฐกระทำการอย่างนี้ ก็ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเหมือนในต่างประเทศเคยมีคดีประเภทนี้ฟ้องอยู่ครับ"
"ลักษณะของตัวที่เนเธอร์แลนด์ฟ้อง คือเป็นการฟ้องให้รัฐออกข้อกำหนดมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อช่วยลดโลกร้อน เพราะว่ารัฐเขาอาจจะไม่ยอมอนุมัติกฎหมายตัวเองเข้ากับกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ประเทศเขาฟ้องให้รัฐมีนโยบายด้านนี้"
"ของเรานี่ถามว่าเราก็ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเท่าไหร่กับเรื่องพวกนี้นะครับ เพียงแต่ว่ามันเป็นการอ้างอิงถึงผลกระทบของประชาคมโลก ของภาพรวมว่าคนไทยเราอยู่ภาวะที่เราเจออุณหภูมิต่อปีที่สูงขึ้น หรือเราเจอภาวะโลกแปรปรวนอย่างนี้ สิ่งเหล่านี้มันจะเป็นตัวบอกได้ว่ารัฐควรจะจริงจังกับปัญหาเหล่านี้หรือยัง และสิ่งที่รัฐไม่ทำเนี่ยควรทำได้แล้ว ซึ่งมันก็เหมือนกับเราฟ้องเพื่อให้หน่วยงานออกข้อกำหนดหรือออกมาตรการบางอย่างเพื่อลดปัญหาโลกร้อน ทำนองนี้ครับ" เขากล่าวทิ้งท้าย
https://www.bbc.com/thai/articles/ceq19l37pq3o
