วันพุธ, พฤษภาคม 30, 2561

อัลบั้มภาพชุดของพุทธอิสระ ครบเซ็ททั้ง “3ป” เลย



ลิงค์อัลบั้มภาพ
 https://www.facebook.com/pg/buddha.isara/photos/?tab=album&album_id=10150558085313446




...

.

..



“อดีตพระพุทธะอิสระ” ถูกจับ แค่เปลี่ยนสถานที่ธรรมะธุดงค์ ปราบอลัชชี หรือมีนัยอื่น ชูวิทย์เปิดเส้นทางกองปราบบุกจับอดีตพระสุวิทย์ เหตุใดต้องใช้กำลังจำนวนมาก (ในวัดอ้อน้อย ก่อนเข้าถึงกุฎิ โล้นสุวิทย์ มีป้อมการ์ด 4 จุด)





https://www.youtube.com/watch?time_continue=67&v=TitlYF2quZ8


เปิดเส้นทางจับอดีตพุทธะอิสระ | ชูวิทย์ ตีแสกหน้า | 29 พ.ค. 61


thairath
Published on May 29, 2018


“อดีตพระพุทธะอิสระ” ถูกจับ แค่เปลี่ยนสถานที่ธรรมะธุดงค์ ปราบอลัชชี หรือมีนัยอื่น ชูวิทย์เปิดเส้นทางกองปราบบุกจับอดีตพระสุวิทย์ เหตุใดต้องใช้กำลังจำนวนมาก ติดตามในชูวิทย์ตีแสกหน้า 17.00น. เป็นต้นไป ในรายการ ข่าวเย็นไทยรัฐ ทาง ไทยรัฐทีวี32

...

Tonight Thailand - “พุทธอิสระ” ป่วย เข้ารักษาตัว รพ.ราชทัณฑ์


https://www.youtube.com/watch?time_continue=3&v=dGoslElyRr8

สุรพศ ทวีศักดิ์ : จดหมายเปิดผนึกถึงผู้มีอำนาจรัฐและชาวพุทธ ปัญหากรณีพุทธะอิสระและเรื่องทุจริตเงินทอนวัด




ภาพจากประชาชาติ


จดหมายเปิดผนึกถึงผู้มีอำนาจรัฐและชาวพุทธ

ความเชื่อที่ว่า รัฐจะสามารถ “ชำระล้างศาสนาให้บริสุทธิ์” เป็นความเชื่อในยุคก่อนสมัยใหม่ แต่ในยุคสมัยใหม่ รัฐ (ที่ไม่ใช่ “รัฐศาสนา”) ต้องเป็นกลางทางศาสนา มีหน้าที่ให้หลักประกันเสรีภาพและความเสมอภาคทางศาสนาเท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่อุปถัมภ์ส่งเสริมศาสนา หรือชำระศาสนาให้บริสุทธิ์แต่อย่างใด

ปัญหากรณีพุทธะอิสระและเรื่องทุจริตเงินทอนวัด (เป็นต้น) ไม่ใช่เรื่องที่รัฐทำหน้าที่ชำระศาสนาให้บริสุทธิ์ แต่เป็นเรื่องที่รัฐต้องจัดการกับการกระทำที่ผิดกฎหมายเหมือนกรณีอื่นๆ โดยรัฐต้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระ, เป็นกลาง และเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่ใช่ดำเนินการตาม “ใบสั่ง” ของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลใดๆ

อย่างไรก็ตาม “รากฐานของปัญหา” ที่แทบไม่มีใครพูดถึงกันเลยคือ การที่รัฐกับศาสนาไม่ได้แยกเป็นอิสระจากกัน ทำให้นักบวชต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง, ยศศักดิ์, ตำแหน่ง, อำนาจทางกฎหมาย, งบประมาณมหาศาล ภายใต้อำนาจที่ไม่มีการถ่วงดุลตรวจสอบที่ดำรงอยู่ด้วยกันกับความเชื่อที่ว่านักบวชเป็นผู้ละกิเลส ละทางโลก ไม่ยึดติดในตำแหน่ง อำนาจ ฯลฯ

ระบบสงฆ์ที่ไม่มีการถ่วงดุลตรวจสอบที่อยู่บนความไว้วางใจว่านักบวชเป็นคนดี มีคุณธรรม ละกิเลส ไม่ยึดติด คือระบบที่กลายเป็น “ช่องว่าง” ให้เกิดปัญหาตามที่เป็นข่าว (เป็นต้น) ที่จริงแล้วไม่เฉพาะวงการสงฆ์เท่านั้น “ทุกระบบอำนาจ” ที่ไม่มีการถ่วงดุลตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ถ้าวันหนึ่งถูกเจาะหา “การทุจริต” ย่อมไม่มีใครเชื่อว่าจะไม่พบการทุจริต

จะแก้ปัญหาดังกล่าวได้ถาวร ต้องแก้ที่ “รากฐานของปัญหา” คือต้อง “แยกศาสนากับรัฐให้เป็นอิสระจากกัน” (separation of church and state) คือยกเลิกองค์กรศาสนาของรัฐทั้งหมด ให้ทุกองค์กรศาสนาเป็นเอกชน องค์กรศาสนา หรือนักบวช, ผู้นำศาสนา ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง, ยศศักดิ์, ตำแหน่ง, อำนาจทางกฎหมาย และงบประมาณมหาศาลของรัฐอีกต่อไป

รัฐและผู้มีอำนาจรัฐก็ไม่ใช้ศาสนาสนับสนุนอุดมการณ์รัฐ และไม่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมืองอีกต่อไป ศาสนากับการเมืองไม่เกี่ยวข้องกัน รัฐเป็นกลางทางศาสนา มีหน้าที่รักษาเสรีภาพและความเสมอภาคทางศาสนาเท่านั้น ไม่อุปถัมภ์หรือสนับสนุนศาสนาใดๆ

สุรพศ ทวีศักดิ์
วิสาบูชา 2561


สุรพศ ทวีศักดิ์

วันอังคาร, พฤษภาคม 29, 2561

เด็กๆ กับป้าๆ ไปยืนกิน ‘มาม่า’ ‘ไวไว’ ‘ควิก’ ในที่สาธารณะน่ะ "ขัดต่อคำสั่งของหัวหน้า คสช." นะจ๊ะ


ตอกย้ำซ้ำซากอีกครั้งจนนับไม่ถ้วน ว่ารัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจชุดนี้นี่บิดเบือนนิติธรรม บิดเบี้ยวนิติรัฐมหาวายร้ายเพียงใด

เด็กๆ กับป้าๆ ไปยืนกิน มาม่า ไวไว ควิกในที่สาธารณะเป็นสัญญลักษณ์ อยากเลือกตั้ง ถูกตำรวจเรียกไปสถานีทำบันทึกประจำวัน ไม่แจ้งข้อหา แค่ขู่ว่า

“ถ้าฝ่ายกฎหมายของ คสช. พิจารณาแล้วพบว่าการยืนกินมาม่าของเราในวันนี้ขัดต่อคำสั่งของหัวหน้า คสช. และพ.ร.บ.ชุมนุมก็จะออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป” (จากโพสต์ของ Tanawat Wongchai @drballban คู่หูเรียกร้องเลือกตั้งประชาธิปไตยของ เพ็นกวิน พริษฐ์ ชีวารักษ์)

เมื่อสีกากีเป็นลูกไล่สีเขียวก็อย่างนี้แหละ นักกิจกรรมรุ่นเฟร็สชี่ทั้งสองชวนกันไปยืนกินบะหมี่สำเร็จรูป “รอการเลือกตั้ง” ที่สกายว้อคหน้าศูนย์การค้าเอ็มบีเค เย็นวานนี้ (๒๘ พ.ค.) เป็นนัยยะว่าถ้ายิ่งรอเลือกตั้งนานเท่าไร ยิ่งอดอยากมากเท่านั้น

ก็มีป้าๆ อีกสองท่านไปร่วมรับประทานบะหมี่กระป๋องโฟมกับสองวัยรุ่นก้าวหน้าด้วย ร่วม “ฝึกอดอยาก” หากเลือกตั้งช้า หรือว่าไม่มีเลย แต่ป้าทั้งสองไม่เอามาม่า คนหนึ่งขอกิน ไวไว แทน

บอกว่า “เพราะป้าอยากจะเลือกตั้งไวไวแล้วค่ะ” อีกป้าคว้า ควิก มาเปิดกินแทนเช่นกัน ป้าคนนี้อ้างว่า “อยากจะเลือกตั้งควิกควิก” น่ะ (เก็บจากทวี้ตของ TyphooNzz @Typhoonapr)

ที่ รังสิมันต์ โรม คอมเม้นต์เรื่องนี้ว่า อะไรมันจะเปราะบางขนาดนั้น ผู้ยิ่งใหญ่ของบ้านเมืองน่ะ เราว่าไม่ใช่ ที่จริงพวกเขา เขี้ยวลากดินชั้นเชิงสุดวายร้าย ขนาดเอา คำสั่ง ของตนมาอ้างเป็นกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงความสมเหตุสมผลแห่งหลักยุติธรรมสากล นี่ไม่ใช่ปุถุชนธรรมดาแล้วละ (โจรป่าห้าร้อยหรือผีห่าซาตาน ก็เป็นได้)

ดูแต่ที่หัวหน้าใหญ่พูดเรื่องพรรคอนาคตใหม่ประกาศว่าจะทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ และลบล้างคำสั่ง คสช. ที่ดำเนินคดีกับนักกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตยทั้งหลายสิ

“การจะมาติติงให้ร้ายอะไรต่างๆ มันสมควรหรือไม่ ก็ต้องไปดูในประเด็นข้อกฎหมาย” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขู่ว่า “เป็นเรื่องที่ คสช.จะติดตามอีกทีว่าการดำเนินการใดๆ ก็ตามเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่”


ถ้าเป็นกฎหมายปกติก็ว่าไปอย่าง แม้กระทั่งกฎหมายที่ คสช. เอามาตีความใช้แต่กับพวกเรียกร้องต้องการประชาธิปไตย มาตรา ๑๑๖ งี้ พรบ.คอมพิวเตอร์งี้ ล้วนแต่ตีความกำหนดข้อกล่าวหาให้ตรงกับเจตนากดขี่ผู้ที่เห็นต่างกับอำนาจเผด็จการทั้งนั้น

ยิ่งคำสั่งต่างๆ ของ คสช. โดยเฉพาะฉบับที่ ๓/๒๕๕๘ ซึ่งเขียนขึ้นมาให้อำนาจ คสช.ล้นพ้น ก็เป็นข้อบังคับต่อประชาชนที่จัดตั้งมาไม่ถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรมของหลักกฎหมายสากลที่เรียก ‘Rule of Law’

แน่ละ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กล่าวในวันประชุมพรรคอนาคตใหม่ครั้งแรกที่โรงยิมฯ ธรรมศาสตร์ รังสิต ว่า รธน. ๖๐ นั้นลิ่วล้อเขียนไว้ให้แก้ไม่ได้ ก็จะต้อง “ฉีกเลย” เป็นคำโวหารเปรียบเปรยให้เห็นความเหลวไหลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่เจือปนบทบัญญัติให้อำนาจพิเศษกับคณะบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหนือกว่า ปวงชน

กระทั่งเนติบริกร มือกฎหมายของ คสช. ก็ยังพยายามจะบิดให้เป็นข้อกล่าวหาความผิดให้จงได้ “ขอให้ทุกคนขีดเส้นใต้ไว้เพราะเป็นคำรุนแรง จะทำให้เป็นปัญหาได้ ดังนั้น ใครพูดอะไรต้องรับผิดชอบเอง” นายวิษณุ เครืองามบอกกับนักข่าวเมื่อถูกถามเรื่องพรรคอนาคตใหม่จะแก้รัฐธรรมนูญ

ในเมื่อพวก คสช. ทำเซ่อ พออย่างนี้ตีความแคบแค่คำเดียว (ปกติเรื่องอื่นๆ ตีความกว้างครอบจักรวาลไว้ ถ้าไม่ถูกใจหรือกระทบ คสช.ให้เจ็บ) รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นักรัฐศาสตร์จึงต้องอธิบายให้นักกฎหมายและนักรัฐประหารฟัง

“การฉีกรัฐธรรมนูญหมายถึงการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ก็เหมือนตอนรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่ร่างขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ ก็เป็นการฉีกฉบับเดิม โดยใช้วิธีการตามกฎหมาย ที่นำไปสู่การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)”

ชี้แจงเสร็จ ชำนาญ จันทร์เรือง ตบกะโหลกด้วยวจีเตือนความทรงจำ “ไม่เข้าใจว่าจะโกรธ จะฮึ่มทำไม ในเมื่อจะฉีกรัฐธรรมนูญด้วยวิถีทางตามกฎหมาย ไม่ได้ฉีกรัฐธรรมนูญด้วยวิธีการยึดอำนาจซักหน่อย”


มิหนำซ้ำพ่อตัวดี ขี้อวดขี้โอ่ ตะคอกใส่ “ใครที่มาพูดว่าเศรษฐกิจเพิ่มแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ระวังหน่อย เป็นการบิดเบือนผิดกฎหมาย ถ้าไม่ใช่ละก็ เตือนทุกคนนะ อย่ามาหาว่าผมไปรังแกใคร”

อันนั้นเนื่องมาจาก นายกฯ ๔.๐ ‘I-Tube’ คุยโต “กระทรวงพาณิชย์รายงานว่าการส่งออกขยายตัวร้อยละ ๑๒.๓ ในเดือนเมษายนขยายตัวถึงร้อยละ ๗.๑”


และว่านี่ “เป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ ๑๔” แต่เฮียไม่บอกว่าขยายตัวจากที่มันหดวูบวาบไปเท่าไหร่เมื่อสามปีก่อนหน้านั้น

แล้วที่ไอ้คนผมบางของบิ๊กตุ่นเขาออกมาแย้งว่า “สถาบัน IMD ลดอันดับความสามารถแข่งขันของไทยลงหนักมาอยู่อันดับที่ 30 สาเหตุหลักมาจากความไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล และขาดดุลงบประมาณมาก และได้ชี้ให้เห็นว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ยปีละ 2% กว่า เท่านั้น และถึงปีนี้จะโตได้ 4% กว่า แต่ยังต่ำสุดในอาเซียน” นั่นล่ะจะว่าไง


(ดูข่าว “พิชัย ลั่นไม่บิดเบือน เศรษฐกิจโต 2% แนะบิ๊กตู่ อ่านหนังสือ” http://www.thairath.co.th/content/1294116)

เอางี้ จะจวกจะด่า จะหาช่องเตะตัดขาอะไรกับพรรคอนาคตใหม่ ไปดูข้อเท็จจริงที่พวกเขาเอามาเปิดเบิ่งให้ประชาชนได้เห็น เป็นแผงกร๊าฟฟิคจับต้องได้ ในงานประชุมเลือกตั้งผู้บริหารพรรคเมื่อวันที่ ๒๗ ที่ผ่านมาเป็นไร

 
เรื่องงบประมาณหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ถูกงบฯ ทหารแซงในยุค คสช. เรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทุกรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยเขาจะทำกันต่อเนื่องสม่ำเสมอ แต่มาหยุดนิ่งในยุคทหารครองเมืองล่ะว่าไง

แล้วก็การปราบคอรัปชั่นไหงมาอ่อนเปลี้ยตอนมีนายทหารใหญ่สะสมนาฬิการาคาเหยียบล้าน ๒๐ กว่าเรือน อ้างเพื่อนให้ยืม ฉะนี้นี่เอง เขาจึงบอกว่า ถ้าขาดประชาธิปไตย (คำย่อว่า คสช.) ละก็คอรัปชั่นถาโถมกันมาทันที

ต้องแชร์ให้โลกรู้... #ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ คำสั่งนายกฯ ไม่มีความหมาย ในวันปลูกป่าทำฝาย พบร่องรอยคนเข้าไปอยู่อาศัยแล้ว




https://www.facebook.com/NamfarRamink/posts/1881466815238679


รัชนีวัน ขยันดี เมื่อวานตอนเข้าไปสังเกตว่ามีขยะบนรถเก็บขยะในหมู่บ้านนักขนาดเจ้ายังอู้กับปี้สาวว่าเขาต้องเข้ามาอยู่แล้วแน่ๆแต้เลย

"Read More" คุยกับ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ว่าด้วยความเป็นไทยใน ‘ชาติพลาสติก’ ทำไมต้องเคารพธงชาติ? ทำไมบุพเพสันนิวาสดังเปรี้ยง? ทำไมความเป็นไทยต้องจอมปลอม?





คุยกับ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ว่าด้วยความเป็นไทยใน ‘ชาติพลาสติก’

ทำไมต้องเคารพธงชาติ?
ทำไมบุพเพสันนิวาสดังเปรี้ยง?
ทำไมความเป็นไทยต้องจอมปลอม?

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่สงสัยในคำถามข้างต้น หนังสือ #ชาติพลาสติก (http://readery.co/9786167667676) ของอาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจเป็นจุดสตาร์ทของการค้นหาคำตอบเกี่ยวกับ ‘ความเป็นไทย’ ที่เปลี่ยนโฉมตามระบอบการปกครอง ก่อนพาออกเดินทางไกลไปสู่ภาวะตาสว่างทางสังคม

แน่นอนว่า ชาติพลาสติกไม่ใช่คู่มือค้นหาคำตอบแบบฮาวทู แต่เป็นหนังสือวิชาการที่เปรียบเปรยความเป็นไทยเหมือนสิ่งประดิษฐ์จอมปลอม ต้นกำเนิดมาจากเป็นธีมหลักของการทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกภายใต้หัวข้อ ‘Thainess: Hegemony and Power: A Study of Thai Nationhood and Its Implications on Thai-Burmese Relations, 1988-2000’ มหาวิทยาลัยลอนดอน เมื่อปี 2002

ด้วยเหตุนี้ คงไม่เกินจริงนักหากเราจะบอกคุณว่า ชาติพลาสติกเป็นหนังสือออกใหม่ที่น่าจับตามองจากสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน (https://goo.gl/UVxyR8) หลังจากผ่านการตีพิมพ์เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษมาแล้ว 2 ครั้งในชื่อ ‘A Plastic Nation: The Curse of Thainess in Thai-Burmese Relations’ และกระแสตอบรับก็ดีเกินคาด ถือเป็นอีกเล่มหนึ่งที่จริงๆ แล้วคงจะเป็นการดีหากทุกคนได้อ่าน และตั้งคำถามกับสิ่งรอบๆ ตัว

วันนี้ Read More จึงชวนอาจารย์ปวินมาพูดคุยว่าด้วยเรื่องความเป็นไทยใน ‘ชาติพลาสติก’ ภายใต้บรรยากาศเผด็จการของประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมันอาจช่วยตอบหลายๆ คำถามที่ค้างคาใจ และปลุกจิตวิญญาณนักอ่านให้ตื่นอีกครั้ง

— ความจอมปลอมของความเป็นไทย

อาจารย์ปวินเปิดฉากเล่าเหตุผลของชื่อชาติพลาสติกให้ฟังว่า มาจากความต้องการพิสูจน์เรื่องความเป็นไทยที่ส่งผลกระทบต่อนโยบายต่างประเทศ เนื่องจากความเป็นไทยมักถูกหล่อหลอม แต่งเติม เสริมปั้น เพื่อนำมาอธิบายนโยบายของรัฐบาลให้เกิดความชอบธรรม และจากกระบวนการดังกล่าวเห็นได้ชัดว่า ความเป็นไทยเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา เปลี่ยนแปลงตามผลประโยชน์ของผู้นำ จึงมีลักษณะเหมือนพลาสติก ซึ่งภาษาอังกฤษหมายถึงของปลอมที่หล่อเป็นรูปแบบใดๆ ก็ได้

ความน่าสนใจคือ ชาติพลาสติกไม่ใช่แค่บันทึกทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นความพยายามนำเสนอมุมมองความเป็นชาติไทยในประวัติศาสตร์ที่เป็นสิ่งไม่แน่นอน และไม่ตายตัว เช่น ก่อนพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกฯ เกิดสงครามเย็น และคนไทยมองประเทศเพื่อนบ้านเป็นแหล่งคอมมิวนิสต์ ดังนั้น ความเป็นไทยเลยมาพร้อมความเกลียดคอมมิวนิสต์ แล้วพอสงครามเย็นจบลง เกิดการเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า การเกลียดคอมมิวนิสต์ต้องถูกกำจัด ทำให้ความเป็นไทยถูกสร้างใหม่ให้เน้นการทำธุรกิจ และหยุดพูดเรื่องคอมมิวนิสต์อีกต่อไปแล้ว

“ความเป็นไทยมันพลิกแพลงอยู่ตลอดเวลา สมมุติคนไทยถูกสอนให้เกลียดคอมมิวนิสต์ เวลาพูดเรื่องคอมมิวนิสต์ก็สามารถบอกได้ว่านั่นไม่ใช่ความเป็นไทย แต่สมมุติช่วงสงครามเย็นถ้าเกิดประเทศไทยกลายเป็นคอมมิวนิสต์อย่างจีน ความเป็นไทยก็เป็นคอมมิสนิสต์เหมือนกับที่หัวใจของความเป็นชาติจีนอยู่ตรงความเป็นคอมมิวนิสต์

“ภายใต้รัฐบาลหนึ่ง ผลประโยชน์ชุดหนึ่ง ความเป็นไทยเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ และนั่นแหละทำให้ความเป็นไทยกลายเป็นเรื่องพลาสติก” อาจารย์ปวินสรุป

— ความเป็นไทยในยุค คสช.

ที่ผ่านมา (และรวมถึงปัจจุบันด้วย) ดูเหมือนไทยนิยมของรัฐบาลเผด็จการยุคประยุทธ์ จันทร์โอชา ตีความความเป็นไทยได้ไม่ไกลเกินกว่าการเชื่อฟังรัฐบาล การนอบน้อมต่อผู้มีอำนาจ และรักสถาบันกษัตริย์ ซึ่งทั้งหมดปราศจากคำว่า ‘ประชาธิปไตย’

“เผด็จการประยุทธ์อยู่ด้วยการพึ่งพิงสถาบันหลักของชาติ ซึ่งความจริงทั้งหมดไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายคนคงเคยเห็นมาแล้วในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และมันถูกนำกลับมาใช้ใหม่ โดยผสมผสานความทันสมัยอื่นๆ ลงไป เพราะประเทศไทยในปี 2018 มันต่างจากยุคจอมพลสฤษดิ์ในช่วงปี 1950-1960 แต่เนื้อแท้ไม่ไกลจากความเป็นอนุรักษ์นิยม อย่างไรก็ตาม ความเป็นไทยยุคก่อนๆ ยังมีความหมายเทียบเท่ากับประชาธิปไตยอยู่บ้าง แต่ยุคประยุทธ์ความเป็นไทยไม่มีคำว่า ‘ประชาธิปไตย’ และมีลักษณะรวบอำนาจมากกว่า”

— ความเป็นไทยขึ้นๆ ลงๆ ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ

อาจารย์ปวินอธิบายต่อว่า หากความเป็นไทยเทียบเท่ากับประชาธิปไตย อย่างน้อยมันสอนให้ทุกคนเคารพเสียงข้างมาก แต่ช่วงที่ประเทศขาดประชาธิปไตย คนหลงใหลความเป็นไทยมักตกเป็นทาส ซึ่งมันส่งผลกระทบด้านลบต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ต่อการใช้เหตุผล และการจำกัดความคิดตัวเองไว้แคบๆ

“หลายคนคงได้ยินการล้อเล่นกันด้วยคำพูดว่า “คนไทยไม่ทำกันนะ” หรือ “เอ๊ะคนไทยหรือเปล่า” นั่นแสดงให้เห็นว่าความเป็นไทยเหมือนเป็นกรงขัง ที่ทำให้หลายคนคิดอะไรไกลเกินกว่าความเป็นไทยไม่ได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องเลวร้ายมาก เพราะเราอยู่ในปี 2018 และประเทศไทยไม่ได้เป็นเกาะ ต้องรวมกับประเทศอื่นๆ ในยุคที่เป็นโกลบอลไลเซชั่นมากๆ ความเป็นไทยที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยอย่างเดียว มันเกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ ด้วย เลยเกิดความขัดแย้งกันเสมอระหว่างความเป็นอัตลักษณ์ของชาติกับการอยู่ร่วมกับสังคมโลก”

— เหตุใดจึงยึดติดความเป็นไทยกันเหนียวแน่น

เมื่อเราถามอาจารย์ปวินว่า แล้วเพราะเหตุใดคนจำนวนไม่น้อยถึงยึดติดกับความเป็นไทยอยู่อย่างเหนียวแน่น ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับมาคือ

“ถ้าคนเราอยู่ในฟองอากาศ หรือรังไหมแล้วรู้สึกสะดวกสบายก็จะไม่กังวลกับอะไร และนั่นเป็นความพอเพียงแท้จริงของสังคมไทย คือเมื่ออยู่ในโลกแคบๆ แล้วพวกเขามักคิดว่าตัวเองดีที่สุด ซึ่งหลายๆ คนชอบอยู่ในโหมดแบบนั้น ทั้งๆ ที่ความจริงตัวเองอยู่ในกะลา อย่างปรากฏการณ์ #ออเจ้า ชี้ชัดว่า คนไทยอยู่ในกะลา ยังหลงเพ้อว่าอาณาจักรไทยรุ่งเรืองสุด เป็นอาณาจักรยิ่งใหญ่ไพศาล โหยหวนหาอดีต ในความจริงมันไม่ใช่เลย อาณาจักรไทยก็เหมือนอาณาจักรทั่วๆ ไปที่มีเกิดมีดับ เผลอๆ สิ่งที่ได้มาทั้งหมดลอกของคนอื่นมามากกว่าครึ่ง” คำวิจารณ์แรงๆ ของอาจารย์ปวิน หรือเรียกง่ายๆ ว่าด่านั่นแหละ

— ความนิยมในต่างประเทศ

หลังจากอาจารย์ปวินจบปริญญาเอกในปี 2002 หนังสือชาติพลาสติกได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษในปี 2005 และผลการตอบรับดีมากๆ ทำให้ต่อมาอีก 5 ปีมีการพิมพ์ครั้งที่ 2 จากการทำงานร่วมกับสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาของสิงคโปร์

“จริงๆ ผมแปลฉบับภาษาไทยเสร็จนานมากแล้ว แต่ติดปัญหาหลายอย่างทำให้ไม่ได้ตีพิมพ์สักที ต่อมาก็มองหาสำนักพิมพ์ในไทย ตอนแรกนึกถึงสำนักพิมพ์อ่าน ซึ่งเคยพิมพ์ ‘การทูตทักษิณ’ (http://readery.co/9786167158600) ออกมา ซึ่งเป็นเล่มที่คสช. ดูจะชอบมาก เพราะผมด่าทักษิณ (หัวเราะ) แต่อีกใจหนึ่งผมอยากสร้างความหลากหลายในแง่สำนักพิมพ์ เลยหันมาร่วมงานกับสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เพราะผมไม่เคยพิมพ์หนังสือกับฟ้าเดียวกันมาก่อนเลย และพอหนังสือเสร็จสมบูรณ์ผมก็รู้สึกแฮปปี้มาก” อาจารย์ปวินกล่าว

— ไฮไลท์อยู่ตรงบทส่งท้าย

แม้ต้นฉบับจบลงตรงสมัยชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ ในปี 2000 แต่ทางสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันได้ให้คำแนะนำกับอาจารย์ปวินว่า หากแปลออกมาตรงๆ มันคงไม่เวิร์ค ทำให้อาจารย์ปวินต้องลงมือเขียนคำนำ และบทส่งท้ายขึ้นมาใหม่ โดยเริ่มต้นจากยุคทักษิณ ผ่านเข้าสู่ยุคยิ่งลักษณ์ และอัพเดทความเป็นไทยในยุคคสช. ร่วมถึงนโยบายที่เกี่ยวกับไทย-พม่า ซึ่งหาอ่านไม่ได้ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ

“ผมนำเสนอเรื่องไทยนิยมของคสช. ด้วย เพราะผู้นำทุกยุคทุกสมัยมักหากินกับชาตินิยม หากินกับความเป็นไทย เพราะคำนิยามของคำว่า ‘ชาตินิยม’ หรือ ‘ความเป็นไทย’ เปี่ยมด้วยพลังอำนาจมหาศาล พูดแล้วสะกดจิตคนฟังได้ด้วย และไปไกลขนาดที่หากคนหลงใหลกับความเป็นไทย หรือเชื่อในความเป็นชาติ พวกเขาสามารถยอมสังเวยตัวเอง เพื่อความอยู่รอดของชาติ และความเป็นไทย”

— เบื้องหลังการออกแบบปก

ไอเดียการออกแบบปกเบื้องต้นมาจากความต้องการเห็นสิ่งที่แสดงให้ความเป็นชาติออกมาชัดเจน เช่น แผนที่ พระพุทธรูป สถาบันกษัตริย์ กองทัพ ฯลฯ และต้องเป็นตัวพลาสติก แล้วทางสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันขายไอเดียทหารพลาสติกก่อตัวกลายเป็นเสา ซึ่งมันเป็นความคิดที่เจ๋งดี เข้ากับยุคสมัยภายใต้ระบอบของทหาร ทำให้เลิกโฟกัสกับแผนที่ที่ดูเชยแล้ว เพราะหนังสือหลายเล่มมักใช้แผนที่ประเทศมาทำเป็นหน้าปก

“หลังจากทางสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันเสนอไอเดียมาผมขอข้อแม้คือ พลาสติกต้องเป็นสีชมพู เพราะผมว่ามันดูกะเทยดี ผมชอบ และมันสะท้อนความเป็นกบฏต่อประเพณีและความเชื่อโบราณ”

— โปรดระวังคัลเจอร์ช็อคระหว่างอ่าน

“หลังจากจบการศึกษาจากจุฬาฯ ผมไปเรียนต่อที่อังกฤษตั้งแต่ปี 1997 ตอนนั้นผมเป็นนักศึกษาใสซื่อ และไร้เดียงสามากๆ ในหัวเต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ แต่หลังจากผมเจอกับสังคมใหม่ ระบบการศึกษาใหม่ มันเป็นคัลเจอร์ช็อค แต่วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการตาสว่างของผม มันแสดงให้เห็นว่าความเป็นไทยที่หลายคนเข้าใจไม่ใช่ของจริง ขณะเดียวกันบทสรุปผมพาออกไปไกลถึงเรื่องทำไมต้องยืนเคารพธงชาติ และตอบคำถามมากมายที่ไม่เคยมีใครกล้าหาคำตอบ”

— ผลงานชิ้นต่อไปของอาจารย์ปวิน

สุดท้าย อาจารย์ปวินฝากบอกนักอ่านทุกคนว่า ผลงานเล่มต่อไปเป็นหนังสือภาษาอังกฤษเกี่ยวกับรัชกาลที่ 8 ส่วนหนังสือภาษาไทยเป็นเรื่องเกี่ยวกับการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์เนปาล ◉



Illustration by Was

#ReadMore
#PlasticNation

— with Pavin Chachavalpongpun.


Readery


...

Readery ชาติพลาสติก : ความสัมพันธ์ไทย-พม่า ผ่านความเป็นไทย (https://readery.co/9786167667676) หนังสือเล่มใหม่ของ อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ สำนักพิมพ์ ฟ้าเดียวกัน

ลูกชายหงา คาราวาน เผย ศิลปินแห่งชาติ "หงา คาราวาน" ถูกแท็กซี่หน้าสนามบินปฏิเสธ 7 คันรวด (เขาอาจจะเกลียดพวก #ทรยศประชาชน ?!?)





...


ศิลปินแห่งชาติ ยังโดน! "หงา คาราวาน" ถูกแท็กซี่ปฏิเสธ 7 คันรวด





28 พ.ค. 2561
โพสต์ทูเดย์

ลูกชายหงา คาราวาน เผยภาพเหตุการณ์ที่นักร้องเพลงเพื่อชีวิตชื่อดัง ถูกแท็กซี่หน้าสนามบินปฏิเสธกว่า 7 คัน

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. สังคมออไลน์เผยแพร่ภาพจากเฟซบุ๊กของ พิฆเณศร์ จันทิมาธร หรือ กันตรึม ลูกชายสุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน เจ้าของฉายาอาจารย์ใหญ่แห่งวงการเพลงเพื่อชีวิต และเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ โดยเป็นภาพเหตุการณ์ที่ หงา ถูกรถแท็กซี่บริเวณหน้าสนามบินดอนเมือง ปฏิเสธไม่รับกว่า 7 คัน

"ศิลปินแห่งชาติ ถูกปฏิเสธ ยืนโบกผ่านไป 7 คันละครับผม" กันตรึม ระบุ

หลังภาพดังกล่าวเผยแพร่ออกไปก็ทำให้ผู้ที่พบเห็นและบรรดาแฟนคลับนักร้องเพลงเพื่อชีวิตชื่อดัง เข้าไปแสดงความคิดเห็นตำหนิพฤติกรรมผู้ขับแท็กซี่เป็นจำนวนมาก




...




ooo

มองอีกมุม...




ไป ปรับทัศนะคติกัน...




https://www.youtube.com/watch?v=sfLpw6PslTY

คุกกี้เสี่ยงคุก
..





อิอิ... เพิ่งรู้.. รัฐบาลนี้เห็นว่าการฉีกรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องไม่ดี - นายกฯ เมิน "อนาคตใหม่" ตั้งธงฉีกรัฐธรรมนูญ มอบ คสช. ติดตามขัดกฎหมายหรือไม่ ส่วน มัลลิกาถาม'อนาคตใหม่'อ้างเป็นปชต.ทำไมจะฉีกรธน.ที่ผ่านประชามติจากคนส่วนใหญ่ (โถ Eควายยยย)


...





นายกฯ เมิน "อนาคตใหม่" ตั้งธงฉีกรัฐธรรมนูญ มอบ คสช. ติดตามขัดกฎหมายหรือไม่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี ต่อกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนิรโทษกรรมคดีการเมืองขัดคำสั่ง คสช. พร้อมประกาศชิงนายกฯ คนต่อไปว่า ได้มองทุกพรรค ซึ่งเป็นเรื่องที่ คสช.ต้องติดตามว่าการดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

หัวหน้า คสช. กล่าวอีกว่า การทำอะไรต้องใช้สติปัญญาใคร่ครวญ และขออย่านำกฎหมายมาเป็นอุปสรรค เพราะกฎหมายมีไว้เพื่อความเป็นธรรม ซึ่งทุกพรรคก็ไม่ได้ออกมาพูดจาให้ใครเสียหาย ส่วนใหญ่เป็นการเรื่องการประชุมพรรคและจัดหาสมาชิกพรรค ดังนั้นการติติงให้ร้ายต่างๆ สมควรหรือไม่ ต้องดูข้อกฎหมายด้วย

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อประเด็นที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่ประกาศจุดยืนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการ "ฉีก" ว่า เป็นการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง และอาจทำให้เกิดปัญหาได้ ทั้งนี้มองว่าในปัจจุบันอย่าพูดสิ่งที่จะเป็นประเด็นปัญหา และควรพูดอยู่ในร่องในรอย รวมถึงใครพูดอะไรให้รับผิดชอบด้วย

"หากเป็นเพียงแนวคิด ซึ่งอาจจะทำได้จริงหรือไม่จริงนั้น ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเขายังไม่บอกว่าจะแก้ไขเรื่องอะไรบ้าง แม้จะบอกว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญกรณีการนิรโทษกรรมคนที่ถูกดำเนินคดีเพราะคำสั่งคสช. ไม่น่าจะผิดเพราะเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่จะได้แก้ไขได้หรือไม่ เป็นคนละเรื่อง" นายวิษณุ กล่าว

ย้อนอ่าน ธนาธรนำทีมประกาศฉีก รธน. 60-นิรโทษกรรมคดีการเมืองยุค คสช. https://bbc.in/2GWeIl3


บีบีซีไทย - BBC Thai

...




อังกฤษไม่เห็นหัวรัฐบาลไทย ให้วีซ่า ยิ่งลักษณ์ 10 ปี บีบีซีไทยรายงาน ได้วีซ่ายาว ดีกว่า ขอสถานะผู้ลี้ภัย






ยิ่งลักษณ์ได้วีซ่าอังกฤษ 10 ปี


28 พฤษภาคม 2018
บีบีซีไทย


แหล่งข่าวใกล้ชิด น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปิดเผยกับ บีบีซีไทย ว่า ขณะนี้ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ลี้ภัยในต่างแดนเพราะคดีจำนำข้าว กำลังอยู่ระหว่างการพำนักในประเทศอังกฤษ พร้อมนายทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย โดยการเยือนล่าสุด น.ส. ยิ่งลักษณ์ ได้ใช้หนังสือเดินทางของประเทศหนึ่งในทวีปยุโรป พร้อมวีซ่าเข้าพำนักในอังกฤษเป็นระยะเวลา 10 ปี

"วีซ่านี้ทำให้เข้าออกอังกฤษได้ตลอด อยู่ได้ครั้งละไม่เกิน 6 เดือน" แหล่งข่าวกล่าว

น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางออกจากประเทศไทยก่อนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดอ่านคำพิพากษาคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ครั้งแรกเมื่อ 25 ส.ค. 2560 ท่ามกลางกระแสข่าวขอลี้ภัยที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งแหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคเพื่อไทย เปิดเผยกับบีบีซีไทยเมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว ว่า ประเทศอังกฤษถือเป็น "ชัยภูมิ" ที่เหมาะสมที่สุดที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะไปปักหลักใช้ชีวิต

นางสาวบุษฎี สันติพิทักษ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกับบีบีซีไทยวันนี้ (28 พ.ค.) ว่า ทางกระทรวงฯได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานอัยการสูงสุด ในเรื่องการติดตามตัวอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ มารับโทษ ก่อนหน้านี้ก็ได้มีการยกเลิกพาสปอร์ตของนางสาวยิ่งลักษณ์ไปหมดแล้ว

"ความคืบหน้านั้นก็ไม่สามารถจะเปิดเผยได้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าว

เมื่อปลาย ต.ค. ปีที่แล้ว แหล่งข่าวใกล้ชิด นายทักษิณ เปิดเผยบีบีซีไทย ว่า เขาคาดไว้แล้วว่า การยกเลิกหนังสือเดินทางจะเกิดขึ้น และได้เตรียมการไว้แล้ว ขณะนี้มีหลายประเทศที่พร้อมมอบหนังสือเดินทางให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์

ทำไมยิ่งลักษณ์ต้องลี้ภัยในอังกฤษ
ประยุทธ์: 2 คนขยับ ป่วนทั้งประเทศ
4 ปีรัฐประหาร: "ผี" ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ที่ คสช. ยัง "กำจัด" ไม่ได้

พล.ท. วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกรัฐบาล กล่าวกับบีบีซีไทย เมื่อ พ.ค. 2558 ว่านายทักษิณถือหนังสือเดินทางของประเทศมอนเตเนโกร และนิการากัว

ด้านเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำกรุงเทพมหานคร กล่าวกับบีบีซีไทยในวันนี้ (28 พ.ค.) ว่า ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลใดก็ตามที่พำนักอยู่ในสหราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะได้ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ


GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพผู้ประท้วงเรียกร้องให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี 2557


ได้วีซ่ายาว ดีกว่า ขอสถานะผู้ลี้ภัย

ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยรายงานว่า การได้วีซ่าระยะยาวพำนักในอังกฤษ เป็นประโยชน์ต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์มากกว่าการได้สถานะผู้ลี้ภัย เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการขอสถานะจาก กระทรวงมหาดไทย ของสหราชอาณาจักร (Home Office) หลายเดือน แม้ได้สิทธิพำนักในสหราชอาณาจักรขณะขอสถานะ แต่ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ ไม่สามารถทำงานในประเทศได้ แม้แต่ทำงานช่วยเหลือองค์กรการกุศล ไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ ต้องไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นทุก 2 สัปดาห์ การถือวีซ่าระยะยาว จึงทำให้อดีตนายกฯมีอิสระในการเดินทางเข้าออกอังกฤษ

แหล่งข่าวใกล้ชิดน.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะได้วีซ่า 10 ปี อดีตนายกฯใช้วีซ่าระยะสั้นเดินทางเข้าประเทศอังกฤษ


ไพ่ใบสุดท้าย ยุบพรรคเพื่อไทย ทำได้ไม๊ ? ฟังคำตอบจาก ชัยเกษม นิติสิริ




https://www.facebook.com/matichonweekly/videos/2131276783566323/

...

Yanyong Visitsak คืองี้นะครับ พรรคไทยรักไทยถูกยุบ สมาชิก111คนถูกห้ามลงเลือกตั้ง ก็ตั้งพรรคพลังประชาชนขึ้นมาใหม่ มีสส.หน้าใหม่ แล้วก็ชนะถล่มทลาย พรรคพลังประชาชนถูกยุบ สส.อีก109คนห้ามลงเลือกตั้ง ก็ตั้งพรรคเพื่อไทยขึ้นมาใหม่ มีสส.หน้าใหม่ แล้วก็ชนะเลือกตั้งถล่มทลายอีก จนฝ่ายอำมาตย์ยอมรับว่า การทำรัฐประหารทั้ง2ครั้งซ้อน ก็ไม่สามารถหยุดความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อทักษิณได้ จึงต้องร่างรัฐธรรมนูญและแผนยุทธศาสตร์ชาติ20ปี เพื่อให้พรรคทักษิณไม่สามารถเป็นนายกและไม่สามารถบริหารประเทศให้เจริญได้ ฉนั้นการจะยุบพรรคเพื่อไทย ก็ไม่ได้มีผลลัพธ์แตกต่างจากยุบพรรคพลังประชาชนหรอกครับ

Supachai Pattaisong ยุบพรรคได้แต่ใจประชาชนมึงยึดไม่ได้ ดูตัวอย่างสิ ปชป รังแกเขาแต่ ปชป ยิ่งตกต่ำ มีตัวช่วยไม่รู้กี่ตัวต่อกี่ตัว ก็ช่วยไม่ได้ (ประชาชนชนเขาไม่โง่ให้ถููกหรอก)

Aroon Namussikarn ตราบใดที่ยังยึดใจประชาชนไปไม่ได้ จะยึดอำนาจจะยุบพรรคกี่รอบก็ไม่มีผลอะไรหรอก เสียของหนักขึ้นทุกทีอย่างที่เห็นนี่แหละ

สื่อนอกยังรู้... The Thai junta is copying Thaksin’s policies, reports @lauravilladiego in @SCMP_News




วันจันทร์, พฤษภาคม 28, 2561

ดุสิตโพลให้ 'ปลง' แต่อนาคตใหม่ให้ 'หวัง'


โอ แม่จ้าว ถ้าอย่างนี้แล้วจะไปกันยังไง ว่าตามผลดุสิตโพลนั่นนะ สำรวจความเห็นประชาชนจากตัวอย่างพันกว่าคนในสี่ห้าประเด็น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ห่วงด้านใดมากสุด และจะแก้ข้อวิตกอย่างไร

เอาประเด็นสุดท้ายก่อน ประชาชนไทยของดุสิตโพลเจ๋งมาก หลังจากตอบว่ามีความวิตกกังวลในเรื่องเศรษฐกิจมากที่สุด ทิ้งห่างเรื่องสังคมกับการเมืองกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ (ดังตัวเลข ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ และ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ)

พอถึงคำถามสุดท้าย “มีวิธีแก้ไขความวิตกกังวลอย่างไร” ได้คำตอบว่า “อันดับ ๑ ทำใจ ปล่อยวาง ปลง ๔๑.๓๐ เปอร์เซ็นต์” แบบนี้จะเรียกว่างอมืองอเท้าไหมหนอ

ยังไม่พอ อันดับสองให้ “ตั้งสติ นั่งสมาธิ สวดมนต์ ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ๒๙.๕๖ เปอร์เซ็นต์” โน่นแน่ะ แถมอีก “อันดับ ๓ หากิจกรรมคลายเครียด เช่น ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ท่องเที่ยว ออกกำลังกาย ๒๐.๕๕ เปอร์เซ็นต์”

คำตอบอีกสองอันดับก็ไม่ห่างจากกัน ประมาณว่า ชั่งหัวมันอย่าไปรับรู้อะไร ก้มหน้าก้มตาทำมาหา (ไม่ค่อยจะมี) กินต่อไปตามกรรม (ที่พวกคนดีๆ เขาก่อกันไว้) น่ารักกันจริง กลกบเกิดแต่ในสระจ้อยกะลาแลนด์ เจริญพวง

แค่สงสัยนิดนึงนะ ไหนตอบกันว่า ข้อวิตกกังวลด้านเศรษฐกิจทุกวันนี้ (หลังจากสี่ปี คสช. ครองเมือง –เตือนความจำหน่อย) อันดับหนึ่งเรื่อง “ค่าครองชีพสูง ของกินของใช้ราคาแพง น้ำมัน ก๊าซหุงต้มขึ้นราคา” ตั้ง ๗๔.๗๗ เปอร์เซ็นต์บอกว่า ใช่เลย

ส่วนที่เห็นว่าด้านการค้าการขาย ไม่ดี การเงินฝืดเคือง มีแค่ ๓๑.๘๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มาเป็นอันดับสอง นอกนั้นโทษต่างชาติไม่มาลงทุน ๒๔.๗๗ เปอร์เซ็นต์ กับโทษรัฐบาลไม่มีปัญญาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ๒๑.๔๘ เปอร์เซ็นต์ (สงสัยกลุ่มนี้เป็นเสื้อแดงทั้งนั้น)

สำหรับด้านสังคมที่ผลโพลอ้างว่าประชาชนวิตกกังวลเรื่อง “ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” เป็นอันดับหนึ่ง ๓๙.๘๕ เปอร์เซ็นต์นั้น ขอข้ามไปไม่คอมเม้นต์ ในเมื่อเป็นห่วงเศรษฐกิจย่ำแย่ ค่าครองชีพสูง แล้วยังปล่อยวาง คงยากใครจะช่วยได้ ถ้าไม่ช่วยตนเอง


(ขนาดผู้วิเศษ คสช. ยังเอาไม่อยู่ จะให้เรียก อิปูว์-ไอแมวกลับมานั้นอย่าหวัง คนดีศรีอยุธยาอย่างเราๆ ออเจ้า แม่นาง พ่อนาย กัดก้อนกินเกลือทนได้ แต่ถ้าหน้าแตกอับอาย เพราะคิดผิด เลือกผิด ไม่มีทางยอมเสียเชิงแน่นอน ประมาณนั้นหรือ)

แล้วไหน โพลเดียวกันบอกว่าด้านการเมือง กังวลเรื่องเลือกตั้งและประชาธิปไตยมากที่สุด (๔๙.๓๙ เปอร์เซ็นต์) ล่ะ ทำไมไม่คิด อย่างประชาธิปไตย เสียบ้าง อย่าเอาแต่สิ้นหวัง

ดูอย่างพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งจัดเลือกตั้งผู้บริหารพรรค และประกาศจุดยืนทางการเมืองไปหมาดๆ “เราต้องการการเมืองแห่งความหวัง หวังถึงการมีส่วนร่วมกับการออกแบบนโยบาย หวังถึงการทำให้คนในสังคมเท่ากัน
 
มาร่วมกันขยับประเทศไทย เพื่อบอกว่าการเมืองที่เอื้อประโยชน์ให้ชนนั้นนำไม่กี่คน มันหมดแล้ว เพื่อให้คนไทยได้สิทธิและเสรีภาพกลับคืนมา” เป็นคำประกาศของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ป้ายแดงในวันประชุมพรรคครั้งแรก (๒๗ พ.ค.)

ขณะที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นเลขาธิการพรรค ยืนยันว่า “วันแรกเราจะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ทันที” ธนาธรลำหน้าไปหนึ่งก้าวแล้วว่า “รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ เราไม่แก้ เราจะฉีกเลย”

ปิยบุตรให้ความชัดเจนต่อไปว่า “โดยมาตราแรกที่ต้องยกเลิกให้ได้คือมาตรา ๒๗๙ ที่คุ้มครองประกาศและคำสั่งคณะรัฐประหารทั้งหมด เราจะปักธงก้าวหน้าลงสู่สังคม เพราะการยึดอำนาจก็ชัดเจนแล้วว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ฐานกบฎ”

ธนาธรก็ย้ำอีกครั้งเรื่องไม่เอารัฐประหาร จะทำให้การรัฐประหารของ คสช. ครั้งล่าสุดนี่ เป็นครั้งสุดท้าย “พอกันทีกับคนส่วนน้อยที่ถือปืนแล้วกดหัวประชาชนเอาไว้ ขณะที่คนส่วนใหญ่ถูกปิดหู ปิดตา ปิดปาก” เขากล่าว

“บรรดาประกาศและคำสั่งของ คสช. คือปืนที่เอากฎหมายมาห่อไว้ แต่ไม่ใช่กฎหมาย” ปิยบุตรขยายความ “นี่คือการคืนความปกติให้สังคม เราไม่ได้แก้แค้น แต่เรากำลังจัดการเพื่ออนาคตของเรา” ธนาธรเสริม

“ถ้าเรายังกลัว ยังติดกับดัก ก็ไม่ต้องทำอะไรเลย ที่สังคมเป็นอย่างนี้เพราะเรากลัว เลิกกลัวได้แล้ว ถ้าคนยืนขึ้นหนึ่งคน สิบคน คุณจะกลัวเขา แต่เมื่อไรก็ตามที่เรายืนขึ้นเกินหมื่น คสช. ต่างหากที่ต้องกลัวประชาชน”

 
นั่นละคือสิ่งที่ประชาชนทั้งนอกและในโพลต้องทำ กันอย่างถ้วนทั่วทุกตัวคน โพลครั้งต่อไปคือการเลือกตั้งใหญ่ที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเขากำลังต่อสู้ให้ได้มา และกำลังรณรงค์ติดแฮ้ชแท็กทางอินเตอร์เน็ตกันอยู่

อย่าปล่อยให้ความหมดหวังเข้าครอบงำเหมือนที่ดุสิตโพลว่า การสวดมนต์เพื่อปลดปลงวิบากกรรม อาจทำให้จิตสงบเปลื้องทุกข์ไปจากใจได้ แต่นั่นไม่ทำให้ทุกข์นั้นหายไปจากความเป็นจริง

แบ่งเวลาสงบจิตสงบใจมาทำกิจกรรมเรียกร้องให้การเลือกตั้งเกิดขึ้น เป็นหนทางกำจัดทุกข์ไปจากกายด้วยได้ ดีกว่าเอาแต่ ปลง ว่ามั้ย