วันอังคาร, กันยายน 01, 2569

โพสต์นี้น่าคิด : 22 ปีไฟใต้ ปัญหาดูแย่จริง แต่เราอาจกำลังอธิบายผิดว่าเพราะอะไร (ผลกระทบของการ "อธิบายผิด" จะทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด)


Nattapong Nithi-Uthai
6 hours ago
·

22 ปีไฟใต้ : ปัญหาดูแย่จริง แต่เราอาจกำลังอธิบายผิดว่าเพราะอะไร

ผมได้ฟังบทสัมภาษณ์ พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เรื่อง “22 ปีไฟใต้” จนจบ ด้วยความสนใจเป็นพิเศษ เพราะผู้พูดไม่ใช่นักวิเคราะห์ที่มองพื้นที่จากข้างนอก แต่เป็นคนที่ผ่านทั้งบทบาททหาร เลขาธิการ ศอ.บต. และเกี่ยวข้องกับกระบวนการพูดคุยสันติสุขมาโดยตรง

ฟังแล้วมีหลายเรื่องที่ผมเห็นด้วย และหลายเรื่องที่ไม่เห็นด้วย

เรื่องใหญ่ที่เห็นด้วยคือ สถานการณ์วันนี้ไม่ได้ดูดี และเราไม่ควรหลอกตัวเองว่าหลังจากผ่านมากว่าสองทศวรรษ ปัญหากำลังคลี่คลายไปเอง

แต่สิ่งที่ผมเห็นต่างอย่างมาก คือคำอธิบายว่า ทำไมมันถึงดูแย่

ผมไม่คิดว่าคำตอบหลักคือคนในพื้นที่กำลังรู้สึกแบ่งแยกมากขึ้น ไม่ต้องการร่วมมือกับรัฐ หรือกำลังเกิดสังคมมลายูมุสลิมที่ต้องการผลักคนพุทธและคนจีนออกไป

สิ่งที่ผมเห็นกลับเป็นอีกด้านหนึ่ง

รัฐมีกำลังมหาศาล แต่มีปัญหาเรื่องศักยภาพในการใช้กำลังนั้นอย่างมีประสิทธิผล มีความไม่ต่อเนื่อง ไม่สามารถสร้างความไว้วางใจ และบางครั้งยังมองประชาชนสามจังหวัดด้วยกรอบความคิดที่ทำให้ตัวเองเข้าใจปัญหาผิด

และบางส่วนของบทสัมภาษณ์นี้ สำหรับผม กลับสะท้อนปัญหานั้นเสียเอง

เมื่อรัฐย้อนกลับไปเล่นเกมเดียวกับ BRN

จุดแรกที่ผมติดใจ คือการย้อนกลับไปให้ประวัติศาสตร์เป็นตัวอธิบายความชอบธรรมของปัจจุบันมากเกินไป

ผมไม่ได้คิดว่าประวัติศาสตร์ไม่สำคัญ ตรงกันข้าม เราต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ปัตตานี ความสัมพันธ์กับสยาม การรวมศูนย์อำนาจ ความรุนแรง และความทรงจำของผู้คน เพราะทั้งหมดช่วยอธิบายว่าเหตุใดเราจึงเดินมาถึงวันนี้

แต่ อดีตควรช่วยอธิบายปัจจุบัน ไม่ใช่มีสิทธิกำหนดอนาคต

BRN จำเป็นต้องย้อนประวัติศาสตร์ เพราะ narrative เรื่องดินแดน ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์เป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง legitimacy ของการต่อสู้

แต่รัฐไทยไม่จำเป็นต้องเล่นเกมเดียวกัน

ถ้า BRN บอกว่าอดีตเคยเป็นแบบหนึ่ง แล้วรัฐตอบว่าไม่ใช่ อดีตจริง ๆ เป็นอีกแบบหนึ่ง เราก็กำลังยอมรับกติกาเดียวกันว่า ใครอธิบายอดีตได้ชอบธรรมกว่า คนนั้นมีสิทธิกำหนดอนาคต

ผมกลับคิดว่ารัฐสมัยใหม่มีสนามที่แข็งแรงกว่านั้นมาก

คำถามควรเป็นว่า วันนี้ประชาชนมีสิทธิและศักดิ์ศรีหรือไม่ สามารถใช้ภาษา รักษาวัฒนธรรม มีโอกาสทางเศรษฐกิจ เข้าถึงความยุติธรรม และมีส่วนกำหนดอนาคตของพื้นที่ของตัวเองได้เพียงใด

เราไม่จำเป็นต้องชนะ BRN ในอดีต

เราต้องสร้างอนาคตที่ทำให้ข้อเสนอของ BRN มีความจำเป็นน้อยลง

ชาวบ้านไม่พูด ไม่ได้แปลว่าชาวบ้านเลือกข้าง

อีกประเด็นหนึ่งในบทสัมภาษณ์ที่ผมคิดว่าควรถกกันมาก คือคำถามทำนองว่า ผู้ก่อเหตุมีเพียงสามร้อยกว่าคน อยู่ในพื้นที่ แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่ชาวบ้านจะไม่เห็น ไม่รู้ หรือไม่มีใครให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่

ฟังดูสมเหตุสมผล

แต่สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ คำถามนี้สามารถถามกลับไปยังรัฐได้เหมือนกันว่า

เรามีทหาร ตำรวจ อส. หน่วยข่าวกรอง ด่านตรวจ CCTV และงบประมาณด้านความมั่นคงจำนวนมหาศาล แล้วเป็นไปได้อย่างไรที่คนจำนวนเพียงไม่กี่ร้อยคนยังสามารถเคลื่อนไหวและปฏิบัติการได้

ทำไมความล้มเหลวในการมองเห็นคนเหล่านี้จึงกลายเป็นคำถามต่อประชาชน มากกว่าคำถามต่อประสิทธิภาพของระบบความมั่นคง?

ที่สำคัญ นี่ไม่ใช่หน้าที่ของชาวบ้าน

ลองคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าคนที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุยังสามารถกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้าน เดินผ่านหน้าบ้าน หรืออยู่ใกล้ครอบครัวของเราได้ตามปกติ แล้วชาวบ้านคนหนึ่งจะต้องมั่นใจแค่ไหนจึงกล้าเดินเข้าไปบอกเจ้าหน้าที่ว่าเขารู้อะไร

ไม่ใช่แค่คืนนี้ แต่พรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้า ใครจะรับประกันความปลอดภัยให้เขาและครอบครัว?

ถ้ารัฐไม่สามารถทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า เมื่อเขาช่วยรัฐแล้วรัฐจะสามารถปกป้องเขาได้ การเลือกเงียบก็ไม่ได้แปลว่าเขาสนับสนุนผู้ก่อเหตุ

เขาอาจเพียงกำลังทำสิ่งธรรมดาที่สุดของมนุษย์ คือ รักษาชีวิตตัวเองและครอบครัว

Silence ไม่ได้เท่ากับ support

และความไม่ไว้วางใจรัฐ ก็ไม่ได้เท่ากับความต้องการแบ่งแยกดินแดน

ไม่ไว้ใจรัฐ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องการประเทศไทย

ผมคิดว่านี่เป็นกับดักสำคัญของวิธีคิดเรื่องสามจังหวัด

เราเอาความรู้สึกหลายอย่างมารวมกันเร็วเกินไป

ประชาชนไม่ให้ข้อมูล จึงแปลว่าไม่ร่วมมือ
ไม่ร่วมมือ จึงแปลว่าไม่ไว้ใจรัฐ
ไม่ไว้ใจรัฐ จึงแปลว่าไม่ยอมรับรัฐ
และสุดท้ายกลายเป็นมีใจแบ่งแยก

แต่ในชีวิตจริงมันไม่ได้ต่อกันเป็นเส้นตรงแบบนั้น

คนคนหนึ่งสามารถไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่ วิจารณ์รัฐอย่างรุนแรง ภูมิใจในความเป็นมลายู ใช้ภาษามลายู ต้องการการกระจายอำนาจ และในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้ต้องการแยกประเทศเลย

ยิ่งในพื้นที่ซึ่งรัฐเองมีประวัติของความผิดพลาด การใช้กำลัง และเหตุการณ์ที่สังคมตั้งคำถามเรื่องความรับผิดชอบ ความไม่ไว้วางใจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีที่มา

ดังนั้น ก่อนจะถามประชาชนว่า “ทำไมคุณไม่ไว้ใจรัฐ” รัฐก็ควรถามตัวเองด้วยว่า

“ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา เราทำตัวให้น่าไว้วางใจเพียงพอหรือยัง”

และปัตตานีไม่เคยมีเพียงคนกลุ่มเดียว

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมไม่เห็นด้วย คือการวาดภาพว่าเป้าหมายของ BRN คือการขับไล่คนพุทธและคนจีนออกจากพื้นที่

ผมคิดว่าข้อกล่าวหาแบบนี้ร้ายแรงเกินกว่าจะพูดโดยไม่แยกให้ชัดว่าเป็นนโยบาย เป็นถ้อยแถลง เป็นการตีความ หรือเป็นผลที่เกิดขึ้นจากความรุนแรง

จริงอยู่ เราเห็นจำนวนและสัดส่วนของประชากรพุทธในหลายพื้นที่ลดลง และความรุนแรงตลอดสองทศวรรษย่อมมีส่วนทำให้ผู้คนรู้สึกไม่ปลอดภัยและเคลื่อนย้ายออก

เรื่องนี้ไม่ควรถูกปฏิเสธ

แต่การบอกว่าคนลดลงจึงแปลว่าเป้าหมายของขบวนการคือการขับไล่พุทธและจีน เป็นข้อสรุปอีกขั้นหนึ่งที่ต้องการหลักฐานมากกว่านั้น

เพราะถ้ามองปัตตานีจากประวัติศาสตร์ของผู้คนจริง ๆ เมืองนี้ไม่ได้ประกอบขึ้นจากคนกลุ่มเดียวมาตั้งแต่แรก

คนจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างน้อยตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ อยู่ ทำมาหากิน แต่งงาน มีลูกหลาน สร้างย่านการค้า ศาลเจ้า วัฒนธรรม และกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัตตานีมาหลายชั่วอายุคน

ชุมชนพุทธก็มีประวัติศาสตร์ของตัวเอง บางชุมชนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายผู้คนจากไทรบุรีและหัวเมืองใกล้เคียงจากสงครามในอดีต ก่อนจะตั้งหลักปักฐานจนกลายเป็นชุมชนเก่าแก่ เรามีชุมชนอย่างปะนาเระ ทรายขาว และอีกหลายพื้นที่ที่คนพุทธอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านมุสลิมมายาวนานกว่าความขัดแย้งรอบปัจจุบันมาก

ประวัติศาสตร์จริงของปัตตานีจึงไม่ได้มีเพียงเรื่อง “มลายูมุสลิมกับรัฐไทย”

มันเป็นประวัติศาสตร์ของผู้คนหลายกลุ่มที่เคลื่อนย้าย ผสมผสาน ต่อรอง และอยู่ร่วมกันมานาน

และผมคิดว่าเราต้องระวังอย่างยิ่งไม่ให้ conflict ในช่วง 22 ปีที่ผ่านมา เขียนประวัติศาสตร์หลายร้อยปีของเราเสียใหม่ จนกลายเป็นภาพง่าย ๆ ว่า ฝั่งหนึ่งคือมลายูมุสลิม อีกฝั่งคือไทยพุทธและจีน

เพราะทันทีที่เราทำเช่นนั้น เรากำลังช่วยสร้างเส้นแบ่งที่ในชีวิตจริงไม่ได้ชัดขนาดนั้นขึ้นมาเสียเอง

คนที่อยู่ที่นี่ คือคนของที่นี่

จริง ๆ แล้วผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เรื่องนี้ด้วยประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำ

คนจีนไม่จำเป็นต้องเอาหลักฐานมาพิสูจน์ว่าบรรพบุรุษเข้ามาปัตตานีตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ จึงจะมีสิทธิเรียกที่นี่ว่าบ้าน

คนพุทธไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าหมู่บ้านของตัวเองตั้งมาแล้วสองร้อยปี จึงจะมีสิทธิอยู่ที่นี่

เช่นเดียวกับคนมลายูมุสลิมก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าบรรพบุรุษอยู่ก่อนการรวมศูนย์ของสยาม จึงจะมีสิทธิในภาษา วัฒนธรรม อัตลักษณ์ และการกำหนดชีวิตของตัวเอง

คนที่อยู่ที่นี่ คือคนของที่นี่

นี่ต่างหากควรเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดเรื่องอนาคต

ปัญหาดูแย่จริง แต่ผมกลัวคนละเรื่อง

ดังนั้นผมจึงไม่ได้ปฏิเสธข้อสรุปใหญ่ของ พล.ร.ต.สมเกียรติ ว่าสถานการณ์วันนี้มีสิ่งที่น่ากังวล

ผมเพียงคิดว่าเรากำลังกังวลคนละเรื่อง

ผมไม่ได้กลัวที่สุดว่าคนสามจังหวัดกำลังมีใจแบ่งแยกมากขึ้น

ผมกลัว รัฐที่มีทรัพยากรมหาศาล แต่ไม่สามารถเปลี่ยนทรัพยากรเหล่านั้นให้กลายเป็นประสิทธิผลและความไว้วางใจได้

เรามีกำลัง แต่เหตุการณ์ยังเกิด
เรามีด่าน แต่คนก่อเหตุยังผ่านไปมา
เรามีกล้อง แต่ยังติดตามคนไม่ได้ในหลายเหตุการณ์
เรามีหน่วยงานจำนวนมาก แต่เปลี่ยนคน เปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนทิศทาง
เรามีกระบวนการพูดคุย แต่ยังมีคำถามพื้นฐานว่าคนที่เราคุยด้วยมีอำนาจควบคุมผู้ปฏิบัติการมากน้อยเพียงใด

และเมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่สำเร็จ เรากลับมีแนวโน้มอธิบายว่าปัญหาอยู่ที่ประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ

ตรงนี้ต่างหากที่ผมคิดว่าน่ากังวล

เพราะถ้าเราอธิบาย ความไร้ประสิทธิผลของรัฐ ให้กลายเป็น ความไม่ภักดีของประชาชน รัฐก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบตัวเองอีกต่อไป

22 ปีผ่านไป เราจึงอาจต้องเปลี่ยนคำถามเสียที

แทนที่จะถามว่า

ทำไมชาวบ้านไม่ช่วยรัฐ?

ลองถามว่า

ทำไมผ่านไป 22 ปีแล้ว ประชาชนบางส่วนยังไม่มั่นใจว่ารัฐจะช่วยเขาได้?

และแทนที่จะถามว่า

คนที่นี่กำลังอยากแยกออกจากเราหรือไม่?

บางทีคำถามที่ยากกว่า แต่จำเป็นกว่าคือ

รัฐแบบไหนต่างหาก ที่จะทำให้คนทุกกลุ่มที่อยู่ที่นี่รู้สึกว่า ไม่ว่าเขาจะเป็นมลายู พุทธ จีน หรือเรียกตัวเองว่าอะไร รัฐนี้ก็เป็นของเขาเท่ากัน

สำหรับผม ถ้าสถานการณ์วันนี้ดูแย่ นี่ต่างหากคือจุดที่ควรเริ่มต้นมองหาสาเหตุ

ไม่ใช่เริ่มต้นจากความสงสัยในประชาชน

แต่เริ่มต้นจากการกล้าสงสัยใน วิธีที่รัฐมองประชาชนและวิธีที่รัฐทำงานมาตลอด 22 ปี.


https://www.facebook.com/photo/?fbid=29152465944343780&set=a.175501222466971




สัปเหร่อลูกครึ่ง ไทย-อเมริกัน ดึงสติสาวไทยรอรับทหารเรือสหรัฐฯ บอกอย่าหวังสร้างอนาคตใหม่ ระวังเจอคนไร้ความรับผิดชอบ เผยชีวิตลำบาก แม่ถูกพ่อทอดทิ้งให้เลี้ยงลูก 3 คนตามลำพัง

 
https://www.facebook.com/reel/1741431810310069

9 hours ago
·
สัปเหร่อลูกครึ่งไทย-อเมริกัน เมืองระยอง ออกมาเตือนสติสาวๆ ที่กำลังตื่นเต้นเตรียมไปต้อนรับทหารอเมริกาแวะพักพัทยา เผยชีวิตตนเองคือผลพวงทหาร GI มาไข่ทิ้งไว้ 3 คนพี่น้อง ไม่อยากให้ใครต้องมารับกรรมซ้ำรอย




“เมื่อข้อมูลหลายชิ้นถูกนำมาวางประกอบกัน ภาพของคดีโกง สว. อาจไม่ได้จบลงที่รายชื่อ 229 คน”


The101.world

9 hours ago
·
“เมื่อข้อมูลหลายชิ้นถูกนำมาวางประกอบกัน ภาพของคดีโกง สว. อาจไม่ได้จบลงที่รายชื่อ 229 คน”
.
คดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ ‘โกง สว.’ เดินมาถึงจุดที่คณะไต่สวนมีความเห็นต่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน แต่ข้อมูลและพยานหลักฐานที่ถูกนำมาเปิดเผยในวงเสวนา ทำให้เห็นภาพความเชื่อมโยงที่กว้างไปกว่ารายชื่อดังกล่าว ทั้งการจัดทำโพย การรวมตัว ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เส้นทางการเงิน และประวัติการติดต่อทางโทรศัพท์
.
ในวงเสวนา ‘เจาะลึกหลักฐานคดีโกง สว. และความจริงที่(ยัง)ไม่ได้คำตอบ?’ พริษฐ์ วัชรสินธุ, พนิดา มงคลสวัสดิ์ และภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน ร่วมกันไล่เรียงข้อมูลจากคนละมุม เพื่อชี้ให้เห็นว่า การพิจารณาคดีอาจไม่สามารถมองหลักฐานแต่ละชิ้นแยกขาดจากกัน หรือหยุดการตรวจสอบไว้เพียงบุคคลที่อยู่ปลายทางของกระบวนการ
.
วันโอวัน เก็บความจากวงเสนาว่าด้วยข้อมูล พยานหลักฐาน และเครือข่ายความสัมพันธ์ในคดีทุจริตการเลือก สว. ตั้งแต่สิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการเลือก ไปจนถึงสิ่งที่อาจอยู่เบื้องหลังโครงสร้างของกระบวนการทั้งหมด
.
อ่านต่อได้ที่: https://www.the101.world/senate-election-fraud-case-ect.../
.
“เวลาเราพูดถึงหลักฐานแต่ละชิ้น มันเหมือนจิ๊กซอว์” – พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน
.
“ผมเชื่อว่าคนที่รู้เห็นหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการโกง สว. มีมากกว่า 229 คน จะเรียกว่า 229 Plus ก็ว่าได้” – พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน
.
“ข้อมูลที่นำเสนอไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อกล่าวหาว่า การรู้จักกัน การโทรศัพท์หากัน การทำงานร่วมกัน หรือการแสดงความสนับสนุนบุคคลทางการเมืองเป็นความผิด หากต้องการนำข้อมูลหลายส่วนมาวางประกอบกัน เพื่อให้เห็นเส้นทางความสัมพันธ์” – พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน
.
“เราอยากรู้ว่าเงินนี้มันมาจากไหน ต้นทางที่ก่อนที่จะมาสู่ในหน้านั้น มันมีการวางแผนยังไง ใครเป็นคนออกแบบระบบ และใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ” – ภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน
.
“คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงว่าใครโทรศัพท์หาใคร ใครโอนเงินให้ใคร หรือใครเดินทางไปพบใคร แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่า ถ้ามีกระบวนการจัดตั้งผู้สมัครและจัดการผลการเลือกเกิดขึ้นจริง กระบวนการนั้นเริ่มต้นจากไหน ใครอยู่ในแต่ละระดับ และใครเป็นผู้ตัดสินใจในระดับต้นทาง” – ภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน
.
เรื่อง: กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบ: ณัฐพล อุปฮาด
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1612792403548893&set=a.523964959098315
.....


เจาะลึกหลักฐานคดีโกง สว. และความจริงที่(ยัง)ไม่ได้คำตอบ? | ไลฟ์วันนี้ | 29 ส.ค.69

Thai PBS

Streamed live on Aug 28, 2026 

เจาะลึกหลักฐานคดีโกง สว. และความจริงที่(ยัง)ไม่ได้คำตอบ? พูดคุยกับ สส.พรรคประชาชน อย่าง พริษฐ์ วัชรสินธุ, พนิดา มงคลสวัสดิ์, ภัณฑิล น่วมเจิม และชยพล สท้อนดี เป็นหนึ่งในกิจกรรมเวทีผู้นำฝ่ายค้านในหัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ”

https://www.youtube.com/watch?v=TEKwsY4EHZk





หน่วยงานกำกับดูแลเตือน AI ขั้นสูงอาจคุกคามระบบการเงินโลก "ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI ขั้นสูงจะไม่จำกัดอยู่แค่ภายในพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง" - Andrew Bailey ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ

Andrew Bailey ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ ขณะกล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงลอนดอนเมื่อเดือนที่แล้ว (ภาพโดย Henry Nicholls/AFP/Getty Images)

หน่วยงานกำกับดูแลเตือน AI ขั้นสูงอาจคุกคามระบบการเงินโลก

ลอนดอน — ประธานหน่วยงานกำกับดูแลเสถียรภาพทางการเงินของโลกได้ออกมาเตือนเมื่อวันจันทร์ถึงความเสี่ยงร้ายแรงที่โมเดล AI ขั้นสูง (frontier AI) อาจมีต่อระบบการเงินโลก

ในจดหมายที่ส่งถึงรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่มประเทศ G20 นาย Andrew Bailey ประธานคณะกรรมการเสถียรภาพทางการเงิน (Financial Stability Board หรือ FSB) ระบุว่า ความเป็นไปได้ที่โมเดลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์ถือเป็น "ข้อกังวลเร่งด่วนที่สุด" สำหรับเครือข่ายการเงินโลกที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน

"ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI ขั้นสูงจะไม่จำกัดอยู่แค่ภายในพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง" เขาระบุ

นาย Bailey ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) ด้วยนั้น ได้เตือนถึงการขาดมาตรการควบคุมดูแลที่เหมาะสมสำหรับเทคโนโลยีดังกล่าว โดยเน้นย้ำถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่โมเดล AI ขั้นสูงซึ่งอยู่ระหว่างการทดสอบเกิดทำงานผิดปกติจนควบคุมไม่ได้ (rogue)

"พัฒนาการล่าสุดทำให้ผมเห็นว่า หลายเขตอำนาจศาลยังไม่มีระเบียบปฏิบัติหรือมาตรการรองรับเพื่อบริหารจัดการทั้งในด้านการพัฒนา การเปิดตัว และการนำโมเดล AI ขั้นสูงไปใช้งานจริง" เขาระบุ

เมื่อเดือนที่แล้ว OpenAI เปิดเผยว่าโมเดล AI ทดลองบางตัวหลุดออกจากสภาพแวดล้อมการทดสอบและเจาะเข้าไปในระบบของบริษัทอื่นได้ ในเวลาต่อมาไม่กี่วัน สถาบันความปลอดภัยด้าน AI ของอังกฤษ (Britain’s AI Security Institute) ระบุว่าโมเดล AI ที่ล้ำสมัยที่สุดของบริษัท Anthropic ได้ใช้ตัวตนปลอมเพื่ออำพรางร่องรอยและพยายามฝังโค้ดอันตรายระหว่างการทดสอบ

ทางด้าน Anthropic ได้ออกแถลงการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า โมเดลดังกล่าวได้รับการทดสอบภายใต้ "เงื่อนไขที่เปิดกว้างโดยเจตนา" โดยไม่มีข้อจำกัดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ต

รัฐมนตรีคลังและเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางของกลุ่มประเทศ G20 ได้จัดการประชุมขึ้นที่เมือง Asheville รัฐ North Carolina ในวันจันทร์และวันอังคาร ท่ามกลางสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 6 ซึ่งส่งผลให้เกิดการคาดการณ์เรื่องเงินเฟ้อและทำให้ราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง

นอกเหนือจากภัยคุกคามจากการโจมตีทางไซเบอร์ด้วย AI แล้ว นาย Bailey ยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อเสถียรภาพของตลาดการเงิน ซึ่งได้แก่ มูลค่าหุ้นของบริษัท AI ที่สูงเกินจริง รวมถึงระดับหนี้สินทั้งภาครัฐและเอกชนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

ทั้งนี้ คณะกรรมการเสถียรภาพทางการเงิน (FSB) ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่ม G20 ในปี 2009 เพื่อยกระดับมาตรการกำกับดูแลภายหลังวิกฤตการเงินโลกและเพื่อติดตามความเสี่ยงต่างๆ ในตลาดการเงิน


ที่มา CNN
Advanced AI threatens the world’s financial system, watchdog says

https://www.cnn.com/2026/08/31/business/ai-risk-global-financial-system-intl?Date=20260831
7 hr ago




#ไทยพีบีเอสจึงอยากชวนทุกคนโดยเฉพาะคนต่างเจเนอเรชัน มาพบกันในนิทรรศการ “50 ปี 6 ตุลา : SCENE OF OCT. จากรอยแผลสู่อนาคต” 🎟️ เข้าชมฟรี


Adisak Limparungpatanakij
AI content ·
Yesterday
#ThaiPBSเชิญทุกท่านมาร่วมรำลึก50ปี6ตุลา
#ย้อนอดีต6ตุลาคม2519เพื่อมองอนาคต

#นิทรรศการ50ปี6ตุลา : #จากรอยแผลสู่อนาคต
#ชวนคนต่างรุ่นกลับมามองประวัติศาสตร์ผ่านสายตาของวันนี้
#VIFF2026

50 ปีผ่านไป เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ยังไม่ได้เป็นเพียงหน้าหนึ่งในหนังสือประวัติศาสตร์ แต่ยังทิ้งคำถาม ความทรงจำ บาดแผล และบทเรียนที่เดินทางมาถึงคนรุ่นปัจจุบัน

#ไทยพีบีเอสจึงอยากชวนทุกคนโดยเฉพาะคนต่างเจเนอเรชัน
มาพบกันในนิทรรศการ
“50 ปี 6 ตุลา : SCENE OF OCT. จากรอยแผลสู่อนาคต”

นิทรรศการที่ไม่ได้ชวนคุณมาเพียงเพื่อ “ย้อนอดีต” แต่ชวนมองเหตุการณ์เดียวกันผ่านสายตาของคนต่างรุ่น ต่างประสบการณ์ และผ่านวิธีเล่าเรื่องที่หลากหลาย ทั้ง ภาพยนตร์ ศิลปะ ดนตรี บทกวี การตั้งคำถาม และบอร์ดเกม

ภายใต้แนวคิด “#6Scenes6Perspectives” เพื่อเปิดพื้นที่ให้เราเรียนรู้ ตั้งคำถาม แลกเปลี่ยน และลองคิดต่อว่า จากอดีตเมื่อ 50 ปีก่อน เราจะช่วยกันสร้างอนาคตแบบไหนได้บ้าง

#6SCENES#6มุมมองต่อ6ตุลา

#SCENE1 : #6Q&A — #เมื่อคนสองรุ่นถามและตอบกัน

6 คำถามจากคนรุ่นปัจจุบัน อาทิ DAOFAA, สิงห์–วรรณสิงห์ และพราว TuayP ส่งต่อไปยังคนที่เคยเป็นคนหนุ่มสาวในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 อาทิ จิระนันท์ พิตรปรีชา, อ.ยิ่งศักดิ์, สุทธิชัย​ หยุ่น​, วันชัย​ ตันติวิทยาพิทักษฺ์, และทนายด่าง​ กฤษฎางค์ นุตจรัส

ถ่ายทอดผ่าน Interactive และ Mixed Media เพื่อให้เราได้เห็นว่า เมื่อประวัติศาสตร์เรื่องเดียวกันเดินทางข้ามเวลา คนแต่ละรุ่นอาจมองและตั้งคำถามต่อมันแตกต่างกันอย่างไร

#SCENE2 : #บทกวีที่หายไป#เมื่อความทรงจำถูกเล่าผ่านถ้อยคำ

พบกับบทกวีจากนักเขียนต่างยุค จิระนันท์ พิตรปรีชา และ ตุล ไวฑูรเกียรติ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ 6 ตุลา
ผู้ชมไม่ได้เป็นเพียงคนอ่าน แต่จะได้ค้นหาข้อความที่ซ่อนอยู่ และร่วมตีความว่าถ้อยคำจากคนสองยุคบอกอะไรกับเราในวันนี้

#SCENE3 : #6ตุลาของคุณคือเพลงไหน#ฟังประวัติศาสตร์ผ่านเสียงเพลง

ลองสุ่มหยิบหูฟัง แล้วฟังเพลงที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ทั้งบทเพลงที่แต่งขึ้นใหม่และเพลงที่ถูกนำกลับมาตีความโดยศิลปินรุ่นใหม่
บางครั้งประวัติศาสตร์อาจไม่ได้กลับมาหาเราผ่านหนังสือหรือเอกสาร แต่อาจกลับมาผ่าน ท่วงทำนอง เนื้อเพลง และความรู้สึก ที่เชื่อมคนต่างยุคเข้าหากัน

#SCENE4 : #6ตุลาบนผ้าใบ#เมื่อศิลปินต่างรุ่นตีความความทรงจำ

สำรวจเหตุการณ์ผ่านผลงานศิลปะของศิลปินสตรีทอาร์ตต่างเจเนอเรชัน ได้แก่ เติ้ล TRK–ธีระยุทธ พืชเพ็ญ, ธงชัย ศิรินันทิภาคย์ และ HOOTIVE–กฤตพงศ์ ชยประทุม
เหตุการณ์เดียวกัน เมื่อผ่านสายตาของศิลปินแต่ละรุ่น อาจกลายเป็นภาพและความหมายที่แตกต่างออกไป

#SCENE5 : #จากรอยแผลสู่อนาคต#ถ้าเรียนรู้จากอดีตแล้วเราจะไปต่ออย่างไร

ทีม The Active Thai PBS พาไปรู้จักผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และบทบาทของพวกเขาที่เชื่อมโยงจากอดีตมาถึงปัจจุบัน

แต่เรื่องไม่ได้จบลงแค่การมองย้อนกลับไป ผู้ชมจะถูกชวนให้คิดต่อถึงข้อเสนอและแนวทางเชิงนโยบายว่า เราจะเปลี่ยนบทเรียนจากอดีตให้กลายเป็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมในอนาคตได้อย่างไร

#SCENE6 : #6ตุลาเมื่อความทรงจำยังมีคำถาม

ทดลองค้นหา “ความจริง” ด้วยตัวเอง
เรียนรู้ผ่าน Board Game สองรูปแบบ
Truth Detective ชวนวิเคราะห์ข่าว ภาพถ่าย คำให้การ และเอกสาร เพื่อทดลองแยกข้อเท็จจริงออกจากข้อมูลบิดเบือน

ส่วน Missing Voice ให้ผู้เล่นรับบทเป็นบุคคลในเหตุการณ์ ซึ่งแต่ละคนมีข้อมูลและโอกาสในการสื่อสารไม่เท่ากัน เพื่อสัมผัสด้วยตัวเองว่า เมื่อคนแต่ละคนได้รับ “ข้อมูล” และมี “เสียง” ไม่เท่ากัน ความจริงที่สังคมรับรู้อาจแตกต่างกันเพียงใด

+1 SECRET : 6 QUOTE — #ร่องรอย6ตุลาในภาพยนตร์ไทย
ยังมีพื้นที่ลับอีกหนึ่งส่วนที่อยากชวนให้ค้นหา
6 QUOTE จากภาพยนตร์ไทย 6 เรื่อง ที่ VIPA คัดเลือกมาเพื่อพาไปสำรวจว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาได้ทิ้งร่องรอยไว้ในภาพยนตร์ วัฒนธรรมป๊อป และวิธีคิดของสังคมไทยในยุคต่อ ๆ มาอย่างไร

นี่จึงเป็นจุดที่นิทรรศการเชื่อมเข้ากับหัวใจของ VIPA International Film Festival 2026 — VIFF2026 ซึ่งมอง “ภาพยนตร์” ไม่ใช่เพียงความบันเทิง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ การตั้งคำถาม และบทสนทนาใหม่ในสังคม

#ThaiPBS
#ชวนมาดูชวนมาฟังและชวนมาตั้งคำถามด้วยกัน

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่เคยผ่านช่วงเวลานั้น คนที่รู้จัก 6 ตุลาจากหนังสือเรียน คนที่เพิ่งเริ่มสนใจประวัติศาสตร์ หรือคนรุ่นใหม่ที่ยังมีคำถามว่า “#6ตุลาเกี่ยวอะไรกับเราในวันนี้?”

นิทรรศการนี้อยากชวนทุกคนเข้ามาหาคำตอบด้วยตัวเอง
เพราะการครบรอบ 50 ปี อาจมีความหมายมากกว่าการรำลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่อาจเป็นโอกาสที่คนต่างรุ่นจะได้กลับมาพูดคุยกันว่า

เราเรียนรู้อะไรจากรอยแผลในอดีต

และเราจะไม่ปล่อยให้บทเรียนเหล่านั้นสูญเปล่าได้อย่างไร

“50 ปี 6 ตุลา : SCENE OF OCT. จากรอยแผลสู่อนาคต”
21 กันยายน – 16 ตุลาคม 2569
09.00 – 18.00 น.
พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ ชั้น 1 อาคาร D ไทยพีบีเอส ถนนวิภาวดีรังสิต

เข้าชมฟรี �

โดยช่วง 21–25 กันยายน นิทรรศการจะเป็นส่วนหนึ่งของ #VIFF2026 ซึ่งเทศกาลหลักจัดระหว่างวันที่ 11–25 กันยายน 2569 ณ ไทยพีบีเอส

https://www.facebook.com/photo/?fbid=28775442748726036&set=a.576950262335329



อ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล ในฐานะพยานคนหนึ่งในคดีที่ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ตกเป็นจำเลยในคดีไลฟ์ในระหว่างมีขบวนเสด็จฯ ขอแสดงความเห็นในประเด็นสำคัญบ้าง


ศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยหน้าบางแห่งหนึ่ง
6 hours ago
·
.
ในฐานะพยานคนหนึ่งในคดีที่ น.ส. ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ตกเป็นจำเลยในคดีไลฟ์ในระหว่างมีขบวนเสด็จฯ (ดูรายละเอียดคดี และคำตัดสินได้ที่ https://www.facebook.com/photo/?fbid=1480723487231450&set=a.656922399611567) ข้าพเจ้าได้ให้ความเห็นในประเด็นสำคัญ ดังนี้
.
ประเด็นที่หนึ่ง กรณีแสดงความเห็นของจำเลยในระหว่างที่มีขบวนเสด็จของรัชกาลที่ 10 และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีหน้าที่รับผิดชอบเส้นทางได้พยายามเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมที่เป็นชาวนาที่มาชุมนุมอยู่ในเส้นทางของขบวนเสด็จ ทางจำเลยก็ได้มีการแสดงความเห็นซึ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสองประเด็น
.
กล่าวคือ ประเด็นที่หนึ่ง เพราะเหตุใดจึงต้องย้ายผู้ชุมนุม ประเด็นที่สอง การแสดงความเห็นว่าแม้จะมีขบวนเสด็จเกิดขึ้นแต่ประชาชนก็สามารถชุมนุมหรือใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวได้
.
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์มีความห่วงใยต่อประชาชนโดยเกรงว่าการเสด็จพระราชดำเนินของพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์จะกระทบกับการใช้ชีวิตของประชาชน จึงได้มีพระบรมราโชบาย และต่อมาทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนด 10 แนวทางจัดการจราจรช่วงขบวนเสด็จฯ ไม่ให้ปิดการจราจรเพื่อสนองพระบรมราโชบายดังกล่าว (มีการเผยแพร่เมื่อ 12 ม.ค. 2563)
.
มีรายละเอียดบางข้อ ดังนี้
1. ไม่ให้ทำการปิดการจราจร เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางได้ตามปกติ
2. ในเส้นทางเสด็จฯ ให้จัดช่องทางเสด็จฯและช่องทางประชาชนโดยใช้อุปกรณ์ เช่น กรวยยาง ป้ายไฟ เพื่อความสะดวก
3. เส้นทางฝั่งตรงข้ามเส้นทางเสด็จฯ กรณีที่มีเกาะกลางถนน เส้นทางฝั่งตรงข้ามสามารถใช้ได้ตามปกติทุกเส้นทาง กรณีไม่มีเกาะกลางถนนให้ใช้อุปกรณ์ เช่น กรวยยางวาง โดยประชาชนสามารถวิ่งตามเส้นทางที่จัดไว้ได้ตามปกติ
10. ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ต้องลงไปกำกับดูแลด้วยตนเอง สำหรับผู้ปฏิบัติให้ใช้วาจา กิริยาท่าทางด้วยความสุภาพ ไม่ให้ประชาชนรู้สึกว่าถูกบังคับ
.
จะเห็นได้ว่าแนวทางที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดทำเพื่อสนองพระราโชบายก็เป็นไปเพื่อไม่ให้การเสด็จของพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์จะกระทบต่อวิถีชีวิตอันเป็นปกติของประชาชน เมื่อได้มีการประกาศแนวทางดังกล่าวแล้ว จึงย่อมเป็นภาระหน้าที่ของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องดำเนินการเพื่อมิให้การเสด็จพระราชดำเนินส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน การแสดงความเห็นของจำเลยดังที่ปรากฏในคำฟ้องก็ล้วนแล้วแต่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับชอบว่าได้ดำเนินการให้เป็นไปตามแนวทางหรือไม่
.
ประเด็นที่สอง ในกรณีที่มีการพาดพิงถึงพระมหากษัตริย์ก็เป็นการแสดงความเห็นที่เป็นการตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับประชาชนกับพระมหากษัตริย์หรือเป้าหมายในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะต้องกระทำเพื่อปกป้องบุคคลใด กรณีดังกล่าวนี้จึงเป็นเพียงการแสดงความเห็นที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงความเห็นตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้ และถือเป็นหลักคุณค่าในระดับเดียวกันกับสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ของพระมหากษัตริย์ ดังนั้น
.
ตราบเท่าที่การแสดงความเห็นของจำเลยยังไม่ได้เป็นการแสดงออกเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์หรือมุ่งเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปสู่ระบอบการปกครองที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ การแสดงความคิดเห็นเหล่านี้ก็ยังคงเป็นเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองไว้ตามรัฐธรรมนูญ
.
ประเด็นที่สาม ใคร่ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่ากรณีการวินิจฉัยความผิดตามกฎหมายอาญา ม. 112 ถือเป็นการพิจารณาความผิดที่ต้องควบคู่ไปกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ โดยมิอาจแยกการวินิจฉัยออกไปจากหลักคุณค่าทางรัฐธรรมนูญได้แต่อย่างใด
.
ทั้งนี้ การตีความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญต้องไม่ให้หลักคุณค่าใดมีลักษณะเหนือกว่าคุณค่าอื่น ๆ แบบสิ้นเชิง ในการตีความต้องรักษาคุณค่าของสถาบันพระมหากษัตริย์พร้อมกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน หากไม่ชัดเจนว่าการแสดงความเห็นกระทบหรือทำลายคุณค่าของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างรุนแรงก็ย่อมจะต้องคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความเห็น
.
ดังนั้น ในการวินิจฉัยการกระทำของจำเลยในคดีดังกล่าวนี้ก็เช่นกัน จำเป็นที่จะต้องดำเนินไปโดยพิจารณาถึงหลักคุณค่าของสถาบันพระมหากษัตริย์ควบคู่ไปกับหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพื่อมิให้เกิดการตีความโดยปล่อยให้หลักคุณค่าอันใดอันหนึ่งมาทำลายหลักคุณค่าอีกประการหนึ่งลงไป อันถือเป็นการวินิจฉัยที่ขัดกับหลักการของระบบกฎหมายตามระบอบประชาธิปไตยอย่างรุนแรง
.
ที่กล่าวมาคือเนื้อหาสำคัญที่ข้าพเจ้าได้ให้ปากคำในชั้นพิจารณา แต่ความเห็นดังกล่าวจะได้รับการพิจารณาหรือไม่ อย่างไร อาจต้องพิจารณาในคำพิพากษาอีกครั้งหนึ่ง
.
สมชาย ปรีชาศิลปกุล

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1555874403251837&set=a.472177154954906





ศาลอาญาจำคุกคดี ม.112 ‘ตะวัน’ 2 ปี ไม่รอลงอาญา เหตุไลฟ์สดส่งเสียงให้ม็อบชาวนาหน้า UN ก่อนขบวนเสด็จฯ ผ่าน ศาลอาญาให้ประกัน ‘ตะวัน’ ระหว่างอุทธรณ์ (อ่านสิ่งที่น้องพูด น่าหดหู่กับระบบยุติธรรมในประเทศนี้)

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1379961664285385

ไข่แมวชีส added photos to the album: 31 ส.ค. 69 ตะวันได้ประกัน 112 ศาลอาญารัชดา 
7 hours ago
·
ศาลอาญาให้ประกัน ‘ตะวัน’ ระหว่างอุทธรณ์ หลังพิพากษาจำคุก 2 ปี คดี ม.112
.
วันนี้ ( 31 ส.ค. 2569) เวลา 16.58 น. ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ระหว่างอุทธรณ์ในคดีมาตรา 112 โดยให้วางเงิน 100,000 บาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ จึงทำให้ทานตะวันถูกปล่อยตัวที่ศาลอาญาแล้วในวันนี้
.
กรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเช้าของวันนี่ (31 ส.ค.) ศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ในข้อหาตามมาตรา 112 และปรับ 600 บาทฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานฯ เหตุไลฟ์สดบนเฟซบุ๊กเพื่อส่งเสียงให้ม็อบชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการย้ายจุดปักหลัก บริเวณถนนราชดำเนินนอก ตรงข้าม UN ก่อนขบวนเสด็จรัชกาลที่ 10 ผ่าน และถูกตำรวจจับกุมเมื่อ 5 มี.ค. 2565
.
ตะวันให้สัมภาษณ์หลังได้รับการปล่อยตัวว่า จริง ๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องน่าเศร้า เนื่องจาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ผ่านแล้ว แต่กลายเป็นว่าคนที่โดนคดี ม.112 ไม่ได้ออกมา คนกลุ่มนั้นเพียงต้องการที่จะล้างมลทินให้ตัวเอง เราอาจจะได้รับบารมีนิดหน่อย แต่นี่ก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดี เพราะคนที่ออกมาแค่พูดถึงปัญหาว่าอยากจะให้สังคมเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง มันเป็นคดีการเมืองจริง ๆ อย่ามองว่าคดี ม.112 ไม่ใช่คดีการเมือง และฝากทุกคนติดตามสถานการณ์ผู้ต้องขังในเรือนจำด้วย ตอนนี้น่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน



https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1379728407642044

ไข่แมวชีส added photos to the album: 31 ส.ค. 69 ฟังคำตัดสิน ทานตะวัน 112 พ.ร.บ.คอม (ศาลอาญารัชดา)
·
14 hours ago
ด่วน! ศาลอาญาจำคุกคดี ม.112 ‘ตะวัน’ 2 ปี ไม่รอลงอาญา เหตุไลฟ์สดส่งเสียงให้ม็อบชาวนาหน้า UN ก่อนขบวนเสด็จฯ ผ่าน รอประกันตัวชั้นอุทธรณ์
.
วันที่ 31 ส.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญาพิพากษา จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ในข้อหาหลักตามมาตรา 112 และปรับ 600 บาทฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานฯ เหตุไลฟ์สดบนเฟซบุ๊กเพื่อส่งเสียงให้ม็อบชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการย้ายจุดปักหลัก บริเวณถนนราชดำเนินนอก ตรงข้าม UN ก่อนขบวนเสด็จรัชกาลที่ 10 ผ่าน และถูกตำรวจจับกุมเมื่อ 5 มี.ค. 2565
.
ขณะนี้กำลังยื่นประกันตัวในชั้นอุทธรณ์
.
.
ทานตะวันถูกฟ้องทั้งหมด 4 ข้อหา ได้แก่ มาตรา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) และ (3), “ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ในการปฏิบัติการตามหน้าที่” ตามมาตรา 138 และ “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร” ตามมาตรา 368 ทานตะวันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาและมีการสืบพยานในช่วงปี 2566-2569 รวมทั้งสิ้น 7 นัด
.
วันนี้ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 906 ศาลอาญาอ่านคำพิพากษา เห็นว่ามีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ลงโทษจำคุก 3 ปี และเห็นว่ามีความผิดฐาน “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร” ตามมาตรา 368 ลงโทษปรับ 900 บาท จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี และปรับ 600 บาท โทษจำคุกไม่รอลงอาญา และให้ยกฟ้องในข้อหา “ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ในการปฏิบัติการตามหน้าที่” ตามมาตรา 138
.
ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาทนายความกำลังยื่นประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ ในขณะที่วันนี้มีประชาชนและกลุ่มนักกิจกรรมเดินทางมาร่วมให้กำลังใจ เช่น นัท-ธีรเมท, อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์, ซี-จันทนา, หนวด ริมทาง
.
.
ก่อนฟังคำพิพากษา ทานตะวันให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “วันนี้มาฟังคำพิพากษาเป็นคดีที่สอง เป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2565 ถูกกล่าวหาว่าเราไลฟ์สดก่อนมีขบวนเสด็จ และกล่าวหาว่าด้อยค่า ร.10 ต่อให้เราสิ้นหวังกับกระบวนการยุติธรรมกับประเทศนี้แล้ว และไม่มั่นใจว่าประเทศนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ก็ยืนยันว่าวันนี้ก็จะยังอยู่และฟังคำพิพากษา โดยวันนี้มีทนายความเตรียมคำร้องประกันตัวไว้แล้ว หากถูกพิพากษาจำคุก วันนี้รู้สึกตื่นเต้น ถ้าถามว่าเครียดหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าทำใจมาแล้ว ถ้าผลเป็นอย่างไรก็พร้อมยอมรับ
.
ก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่ามีม็อบชาวนามาเรียกร้องอยู่ตรง UN อยู่หลายวันมาก ๆ ด้วยความที่เราเคยไปม็อบชาวนาและม็อบชาวบ้านอยู่แล้ว เราเข้าใจว่าในแต่ละวันทั้งทนร้อน ทนฝน ก็เลยอยากให้เข้าใจชาวบ้านบ้างว่าคุณ กลับบ้านนอนอยู่ในห้องแอร์ ไม่รู้หรอกว่าชาวบ้านจะต้องรู้สึกอย่างไรกับการที่ต้องออกมาเรียกร้องแต่ละวัน เขาต้องมาอยู่ทุกปีและมาอยู่ตลอด สุดท้ายข้อเรียกร้องก็ไม่ดำเนินต่อไป อยากให้ทุกคน ไม่ว่าจะจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือใครก็ตามที่มีอำนาจ ช่วยสนใจชาวบ้านที่ออกมาเรียกร้องว่าแต่ละครั้งนั้นยากลำบากแค่ไหน และอยากให้สนใจประชาชนมากกว่านี้”







https://x.com/pipob69/status/2094333834406097398



 

เชื่อใครดี : ‘ไชยชนก’ ยัน TH-AI Passport ดีกว่าของฟรีแน่นอน - ผอ.สถาบันIMC ชำแหละ AiPASS เหมาะคนเพิ่งหัดเล่น ไม่ตอบโจทย์คนทำงาน ชี้ใช้เวอร์ชันฟรีอาจคุ้มกว่า

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/28425440107096125

Thanapol Eawsakul
8 hours ago
·
คุณจะเชื่อใคร
ก.
ผอ.สถาบันIMC ชำแหละ AiPASS เหมาะคนเพิ่งหัดเล่น ไม่ตอบโจทย์คนทำงาน ชี้ใช้เวอร์ชันฟรีอาจคุ้มกว่า https://www.matichon.co.th/lifestyle/tech/news_5870179
https://www.facebook.com/share/p/1C3y6mbjgx/?mibextid=wwXIfr
ข.
POLITICS: ‘ไชยชนก’ ยัน TH-AI Passport ดีกว่าของฟรีแน่นอน ขอชวนประชาชนลองใช้จริงก่อนตัดสิน คาดใช้การได้ในแอปฯ ภายใน 1 สัปดาห์ พร้อมพัฒนาภาษาไทย
วันนี้ (31 ส.ค. 69) นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสตอบรับหลังเปิดให้ประชาชนใช้โครงการ TH-AI Passport เป็นวันแรก ว่าตนเองไม่ได้เห็นกระแสเพิ่มเติม แต่จากการลงพื้นที่ก็มีคนบอกว่าดาวน์โหลดแล้วลองใช้แล้ว ซึ่งขณะนี้ใช้ได้แค่ในเว็บไซต์และไม่เกิน 1 สัปดาห์ คาดว่าจะใช้ในแอปพลิเคชันได้ด้วย
ส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าที่ใช้อยู่ไม่ดีเท่ากับ AI ที่ใช้ฟรีนั้น นายไชยชนก ระบุว่าได้ลองใช้แล้วหรือยัง ตนเองอยากให้ประชาชนลองดาวน์โหลดและลองลงทะเบียนใช้เอง อย่าพูดเรื่องเสียงวิจารณ์เลย เพราะหากจะบอกว่าไม่ดีเท่าของฟรีนั้น ตนเองยืนยันว่าไม่จริงแน่นอน ตอนนี้ยังเหลือ 3 ล้านกว่าสิทธิ์ อยากให้ทุกคนมาใช้ด้วยกัน อยากให้คนมาใช้เยอะ ๆ แม้ว่าคนใช้เยอะหรือน้อย รัฐบาลไม่ได้เสียประโยชน์ แต่ความตั้งใจคืออยากลดความเหลื่อมล้ำ จึงอยากเชิญชวนให้มาใช้กันเยอะ ๆ
ส่วนการที่จำนวนผู้ใช้ไม่ตรงตามเป้านั้นเป็นเพราะติดปัญหาเรื่องการประชาสัมพันธ์ใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่าเราพยายามสื่อสารเต็มที่ เรื่องประชาสัมพันธ์เป็นเรื่องสำคัญ อย่างไรก็ตาม การปรับให้คิดตามจำนวนผู้มาใช้นั้น จะมีคนมาใช้มากหรือน้อยก็เป็นผลประโยชน์ในการใช้งานอย่างคุ้มค่า เราอยากผลักดันให้คนใช้เยอะเพราะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับคนที่ใช้ฟรีมาตลอดและลังเลว่าจะเป็นสมาชิก ซึ่งจะเป็นในแต่ละครั้งก็อยากให้ลองใช้หลายโมเดลเพื่อดูว่าอยากใช้อันไหน รวมไปถึงคอร์สเรียนทั้ง 6 คอร์สที่มาจากการร่วมมือกันจากพันธมิตรต่าง ๆ อยากให้ทุกคนมาลองใช้จริง ๆ ก่อนที่จะตัดสิน
ส่วนจะมีการพิจารณาต่อเฟสสองสำหรับโครงการดังกล่าวหรือไม่นั้น นายไชยชนก กล่าวว่าเสียงตอบรับไม่เท่าผลลัพธ์ หากนำมาใช้แล้วไปเปลี่ยนคุณภาพชีวิตได้ ถ้าเกิดขึ้นหลังจากครบ 1 ปี จะมีการพิจารณาต่อแน่ ๆ แต่แม้ต่อให้เสียงตอบรับดี กรณีที่ประสบความสำเร็จแต่ก็บอกไม่ได้ว่าจะเป็นรูปแบบเดิมเพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปทุกปี 1 ปีของ AI มีอะไรเปลี่ยนไปเยอะ แน่นอนว่าต้องส่งเสริม AI แต่จะเป็นโครงการรูปแบบเดิมหรือไม่ต้องมาดูว่าให้คุ้มภาษีประชาชนที่สุด
ส่วนการใช้คำสั่งภาษาไทยยังไม่ค่อยเสถียรนั้น นายไชยชนก กล่าวว่าต้องมีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ อย่างในเจตนาที่มีโครงการนี้คือต้องการนำข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลใช้ในการพัฒนา learning model ของไทย ดังนั้นจะต้องเร่งทำและทำให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
#TheReporters #เดอะรีพอร์ตเตอร์ #ไชยชนก #ดีอี #เอไอ



ว่าด้วย #AIPassport (มีคนตั้งคำถาม คนไทยจะฉลาดได้ยังไงแค่คำถามยังห้ามเลย)






 https://x.com/eric_sayompoo/status/2094378128802189401




https://x.com/manopsi/status/2094365575023923606

manopsi
@manopsi

ลองใช้ TH-AI passport มาทั้งวัน พบว่าทำได้แค่ simple chat สนทนาถามตอบไม่ต่างจากการใช้ gemini เวลาเปิดเวบเพื่อ search google เท่าไหร่ ดีกว่าหน่อยตรงที่เลือกใช้ GPT-5.6 หรือ Opus 5 ได้ แต่ให้สร้าง output เป็น Word documents หรือ Slides ไม่ได้

คหสต สรุปว่าใช้งานทั่วไปพอไหว แต่ใช้ทำงานแบบจริงจัง ยังไม่ได้




🟢 ชำแหละปมพิรุธ TH-AI Passport 1.6 พันล้าน 'ดร.การดี' ไม่หวั่นลุยสู้ 'นิติสงคราม' ตั้งคำถามโดน 'ฟ้องปิดปาก' ขวางตรวจสอบหรือไม่ !?


The Daily Thailand
7 hours ago
·
ชำแหละปมพิรุธ TH-AI Passport 1.6 พันล้าน
'ดร.การดี' ไม่หวั่นลุยสู้ 'นิติสงคราม'
ตั้งคำถามโดน 'ฟ้องปิดปาก' ขวางตรวจสอบหรือไม่ !?
.
หมายเหตุ : รายงานพิเศษฉบับนี้เรียบเรียงโดยอ้างอิงข้อมูลจากการสัมภาษณ์ในรายการสื่อ โพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เอกสารข้อเสนอแนะ และการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนของ "ดร.การดี เลียวไพโรจน์" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ติดตามและตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport หรือ AiPASS อย่างใกล้ชิดเข้มข้น
.
โครงการ TH-AI Passport (หรือ AiPASS) ภายใต้การดำเนินงานของ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการฯ และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ตั้งเป้าหมายยกระดับทักษะ AI ให้แก่ประชาชน 5 ล้านคน ผ่านการเข้าถึง AI Model ระดับ Pro จาก 14 ค่ายเทคโนโลยีชั้นนำ
.
อย่างไรก็ตาม โครงการวงเงินจัดซื้อจัดจ้างกว่า 1,600 ล้านบาท นี้กลับถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงความคุ้มค่าและปมพิรุธในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างหลายประการ พอสรุปไล่เรียงได้ดังนี้ >

1. ผลักดันเปลี่ยนสัญญา Pay Per Active User แต่ 'สัญญาลับ' ชั้นที่ 2 ยังไม่เปิดเผย

จากเดิมที่โครงการกำหนดเป็นสัญญาเหมาจ่ายแบ่งจ่ายรายปี วงเงิน 1,621 ล้านบาท ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านจนกระทั่งกระทรวงดีอี และกลุ่มบริษัทผู้รับจ้างร่วม (บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด และ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด หรือ TKC) ยอมปรับเปลี่ยนสัญญามาเป็นระบบจ่ายตามการใช้งานจริง (Pay Per Active User) ในอัตรา 24.70 บาทต่อคนต่อเดือน

แม้ ดร.การดี จะชื่นชมการปรับรูปแบบมาจ่ายตามจริง แต่จากการให้สัมภาษณ์ในรายการ THE STANDARD NOW รองหัวหน้าพรรคปชป. ได้เผยข้อกังวลว่า กรรมาธิการการสื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ และโทรคมนาคม (กมธ.ดีอี) ยังไม่เคยเห็นร่างสัญญาฉบับแก้ไขใหม่นี้ โดยสัญญามีการแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ

สัญญาชั้นที่ 1 (รัฐ กับ ผู้รับจ้างไทย) : สดช. ทำสัญญากับเอกชนไทยผู้รับจ้างร่วม
สัญญาชั้นที่ 2 (ผู้รับจ้างไทย กับ ค่าย AI ต่างประเทศ 14 ค่าย ): เอกสารข้อตกลงระดับสากลที่ ดร.การดี ระบุว่ายังไม่มีการเปิดเผยต่อ กมธ.ดีอี

ดร.การดี ชี้ว่า หากไม่มีสัญญาฉบับใหม่ที่เป็นลายลักษณ์อักษรมาเปิดเผย คณะกรรมการตรวจรับของรัฐจะมีความเสี่ยงอย่างมากในการเซ็นอนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณ
.
2. ข้อสังเกตโปรโมชัน 'Creator ฟรี 3 เดือน' ลัดขั้นตอนเรียนรู้เพื่อเบิกงบภาษี ?

ตามแนวคิดเดิมที่ ดร.การดี ยอมรับว่าดี ก็คือ ประชาชนต้องเข้าเรียนหลักสูตรและทำแบบทดสอบให้ผ่านเกณฑ์ (เช่น ทำข้อสอบได้ 100 คะแนน) จึงจะปลดล็อกสิทธิ์ระดับสร้างสรรค์ (Creator) เพื่อใช้โมเดลโปร และรัฐจึงจะจ่ายเงิน 24.70 บาท/คน/เดือน

แต่เมื่อเปิดใช้งานจริง หน้าแอปพลิเคชันกลับจัดโปรโมชัน มอบสิทธิ์ Creator ให้ผู้สมัครใหม่ทุกคนทันทีเป็นเวลา 3 เดือน (จนถึงเดือนพฤศจิกายน) โดยไม่ต้องผ่านการเรียนหรือทำข้อสอบใดๆ

จึงก่อให้เกิดการตั้งคำถามว่า การยัดเยียดสิทธิ์ Creator ตั้งแต่วันแรก เป็นไปเพื่อนำยอดผู้ลงทะเบียนมานับเป็น Active User เพื่อ เบิกจ่ายเงินภาษี 24.70 บาทต่อหัวให้เอกชนทันทีหรือไม่ ซึ่งผิดไปจากวัตถุประสงค์ในการสร้างทักษะ (Upskill/Reskill)
.
3. TOR ข้อ 2.2 'ประมวลผลในไทย' ย้อนแย้งเงื่อนไขบังคับส่งข้อมูลออกต่างประเทศ

จากการทดสอบลงทะเบียนและนั่งอ่านข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้งาน (Terms & Conditions) ด้วยตนเอง ดร.การดี ได้ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งเชิงเทคนิคอย่างรุนแรง กล่าวคือ

ข้อกำหนด TOR ข้อ 2.2 : ระบุชัดเจนว่า ข้อมูลส่วนบุคคลและพฤติกรรมการใช้งาน ต้องถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศไทย เพื่อการคุ้มครองข้อมูลตามกฎหมายไทยอย่างสูงสุด
ข้อเท็จจริงเชิงเทคนิค : ไทยไม่มีขีดความสามารถในการประมวลผล (Computing Power) เพียงพอ ข้อมูลคำสั่งจึงต้องถูกส่งไปประมวลผลที่เซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ
เงื่อนไขมัดมือชก : ในข้อตกลงการใช้งานข้อ 6.7 ระบุว่า หากผู้ใช้ไม่ยินยอมให้ส่งข้อมูลไปประมวลผลต่างประเทศ จะไม่สามารถเข้าใช้งานระบบได้เลย ซึ่งเป็นการบังคับผู้ใช้และขัดต่อ TOR ข้อ 2.2 อย่างเปิดเผย

นอกจากนี้ ดร.การดี ยังตั้งข้อสังเกตถึงการเปิดตัวด้วยโดเมนสาธารณะ .net (aipass.net) ว่า เป็นความหละหลวมที่อาจเปิดช่องให้มิจฉาชีพจดโดเมนใกล้เคียงเพื่อสวมรอยทำเว็บปลอมหลอกลวงข้อมูลประชาชน (ซึ่งสอดคล้องกับข้อห่วงใยของ นายนิธิกร บุญยกุลเจริญ กมธ. จากพรรคประชาชน)
.
4. สรุปข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจาก ดร.การดี

ดร.การดี ยืนยันว่าไม่ได้คัดค้านการ "อัปสกิล" ด้านเอไอของประชาชน และสนับสนุนให้คนไทยลงทะเบียนใช้งาน แต่ได้ทำ "เอกสารข้อเสนอแนะ" ส่งตรงถึงกระทรวงดีอี เพื่อให้การใช้วงเงินงบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด ดังนี้

- ยกเลิก KPI ทางการตลาด : เลิกใช้ยอดผู้ลงทะเบียน 5 ล้านคนเป็นตัววัดความสำเร็จ
- ใช้ดัชนีชี้วัดสากล : ใช้ดัชนีความพร้อมด้าน AI (AI Readiness Index) ขององค์กรสากลอย่าง Microsoft หรือ AWS เป็นเกณฑ์ประเมิน
- เปิด Public Dashboard : แสดงปริมาณการใช้ Token และความคุ้มค่าด้าน Productivity ของประชาชนอย่างโปร่งใส
- ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของโมเดล : โมเดล AI บางตัวที่ค่ายต้นทางเปิดให้ใช้ฟรีแล้ว รัฐบาลไม่ควรจ่ายเงินงบประมาณซ้ำซ้อน
.
5. จากโพสต์ตั้งคำถาม สู่ 'นิติสงคราม' ฟ้องปิดปาก (SLAPP)

ความขัดแย้งทวีความเข้มข้น เมื่อบริษัทผู้รับจ้างโครงการฯ ได้แก่ บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด และ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด ยื่นฟ้อง ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ในความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 69 ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าโครงการ 1,600 ล้านบาท โดยศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 28 กันยายน 2569

ในการแถลงข่าว ณ พรรคประชาธิปัตย์ ดร.การดี ยืนยันว่า โพสต์ดังกล่าวเป็นการตั้งคำถามตามหลักวิชาการและบทบาทฝ่ายค้านเพื่อปกป้องเงินภาษีประชาชน โดยไม่ได้ระบุชื่อพาดพิงบริษัทใด และได้ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึง รมว.ดีอี ตามระบบเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมแล้ว

พร้อมตั้งคำถามกลับไปยังสังคม ว่า "คนที่ตั้งคำถามเพื่อค้นหาความจริงเพื่อส่วนรวม ต้องกลายเป็นจำเลยหรือไม่?"

และชี้ว่าคดีนี้เข้าข่ายการ #ฟ้องปิดปาก (SLAPP Lawsuit) เพื่อสร้างภาระแก่ผู้ตรวจสอบ

"กระบวนการทางกฎหมายที่เกิดขึ้นมีลักษณะทำให้เกิดคำถามว่าเป็นการฟ้องปิดปากหรือไม่ หรือเป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายในลักษณะสร้างภาระต่อผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือไม่..

"การปวารณาตัวมาเป็นนักการเมือง เราคือผู้แทนราษฎร สิ่งที่ดิฉันทำอย่างต่อเนื่องสำหรับโครงการนี้ ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องกับประโยชน์ส่วนตัว หรือประโยชน์อื่นใด แต่มุ่งเน้นเรื่องประโยชน์จากภาษีประชาชนเป็นที่ตั้ง.." ดร.การดี ระบุ

ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังอยู่ในการตรวจสอบของ ป.ป.ช. จากการยื่นเรื่องของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม, กมธ.งบประมาณ โดย นางสาวรักชนก ศรีนอก ที่เรียกเอกสารประมูล, และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ที่ร่วมตรวจสอบปมส่อล็อกสเปกอย่างเข้มงวด
.
6. ไม่หวั่น-ลุยตรวจสอบต่อเพื่อประเทศชาติ

ส่วนความเคลื่อนไหวล่าสุดของ ดร.การดี หลังถูกฟ้องร้องจะเป็นอย่างไร นักการเมืองหญิงแกร่งจากประชาธิปัตย์ ย้ำหนักแน่นว่า พร้อมเดินหน้าตรวจสอบต่อไป เพื่อปกป้องภาษีประชาชน และประโยชน์ชาติ !

- อ้อถูกฟ้อง! จากการทำหน้าที่ตรวจสอบงบประมาณ 1,600 ล้านบาท โครงการ AI Pass (TH-AI Passport) ได้รับหมายศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องในฐานะจำเลย
- ผู้ฟ้อง : บริษัทฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด และ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด
- ข้อกล่าวหา : ความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จากโพสต์เฟซบุ๊กของอ้อเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา
- ประเด็นที่ถูกฟ้อง คือ การตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของเงินงบประมาณ 1,600 ล้านบาท และคุณภาพของโครงการ TH-AI Passport ศาลมีคำสั่งไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 28 กันยายน 2569 นี้ แม้จะมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น แต่อ้อขอให้พี่น้องประชาชนทุกท่านมั่นใจว่า เมื่ออ้ออาสามาเป็นผู้แทนราษฎรและทำหน้าที่ฝ่ายค้านแล้ว อ้อจะยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มแข็งและมีคุณภาพที่สุดต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ของเราจะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด..

"ยึดมั่นทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบ เดินหน้าปกป้องภาษีประชาชน และประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ไม่หวั่นโดนฟ้อง" ดร.การดี ประกาศชัด !

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1752217079891960&set=a.543703310743349





ใกล้วันที่เรือบันทึกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln จะมาถึงแหลมฉบัง ถ้าท่านเป็นคนประเภท ไม่ใช่พวก 'เกลียดตัวกินไข่'/หน้าบางใจหนา ชอบ 'ตีตราประณามกะหรี่' อยากให้อ่านโพสต์ข้างล่าง

https://www.facebook.com/chalidaporn/posts/10235464538293810

Chalidaporn Songsamphan 
11 hours ago
.
·
ใกล้วันที่เรือบันทึกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln จะมาถึงแหลมฉบัง ก็ได้เห็นความคาดหวังของคนหลายกลุ่มว่าทหาร 5000 คนจะนำรายได้ด้านการท่องเที่ยวมากมายเข้าสู่พื้นที่ รายได้นี้สำคัญยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไทยที่รายได้หลักมาจากภาคการท่องเที่ยว
 
แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐก็แสดงอาการ 'เกลียดตัวกินไข่'/หน้าบางใจหนา และ 'ตีตราประณามกะหรี่' - Whore stigma ต่อพี่น้อง sex workers ในพื้นที่อย่างน่าตกใจ

การลงพื้นที่พัทยาของเจ้าหน้าที่รัฐจากหลายหน่วยงาน มีการจับปรับพี่น้อง sex workers แม้ว่าการขายบริการทางเพศจะเป็นรูปแบบหนึ่งที่มีการลงโทษด้วยการปรับเป็นพินัยให้จ่ายเป็นค่าปรับ แต่การปรับและข้อกล่าวหาที่พี่น้อง sex workers ในพื้นที่โดนกันก็ออกจะแปลกอยู่ เพราะอัตราการปรับมีตั้งแต่ 500 -10,000 บาท ขึ้นอยู่กับสัญชาติผู้กระทำ ที่น่าตั้งคำถามคือปรับแล้วให้เขียนข้อมูลส่วนตัวและลงลายมือชื่อในสมุดโดยไม่ให้ใบเสร็จรับเงินค่าปรับ และเจ้าหน้าที่ใช้ปากกาเขียนอักษร 'ป' บนหลังมือให้รู้ว่าโดนปรับแล้ว

เรื่องที่นับเป็นการกระทำผิดที่เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานบอกกับสื่อคือ 'เตร็ดเตร่' และชักชวนให้ซื้อบริการ ข้อหาเตร็ดเตร่เพื่อการค้าประวณีไม่ได้ถูกจัดเป็นความผิดทางอาญาแล้วใน พรบ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 (แต่อยู่ใน พ.ร.บ. ปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว และใช้ พรบ.ปี 2539 แทน) แต่ทำไมข้อหานี้จึงถูกใช้โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐกับพี่น้อง sex workers อย่างต่อเนื่องมาถึงปี 2569
 
ข้อหาชักชวนรบเร้าบุคคลอื่นตามถนนหรือสาธารณสถานอยู่ในมาตรา 5 ของพรบ.ปรามฯปี 2539 แต่การกระทำผิดเช่นนี้เกิดขึ้นได้หรือถ้าคนยืนนิ่ง ๆ เฉย ๆ ในที่สาธารณะ

การ 'กวาดล้าง' sex workers เพื่อหน้าตาของประเทศและข้ออ้างเรื่องความปลอดภัย ไม่น่าจะเป็นข้ออ้างสำหรับการกระทำหลายอย่างที่เป็นการเหยียดหยามประณามพี่น้องเหล่านี้ อย่างเขียนอักษรบนมือ หรือกวาดต้อนขึ้นรถโดยเดินผ่านผู้คนที่ส่งสายตาด่าทอดูถูก รวมถึงการปรับที่ออกจะเป็นรีดไถโดนเงินไปไหนไม่รู้เช่นนี้

อยากได้รายได้ภาคการท่องเที่ยวที่พี่น้อง sex workers เป็นส่วนหนึ่งในการหา แต่ก็เหยีดหยามรังแก/ตีตราประณามเช่นนี้ เป็นการกระทำซ้ำ ๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนหลายกลุ่ม
 
อย่าลืมว่าคนที่ผลัดกันเข้าครองอำนาจรัฐไทยไม่ได้พยายามจะจัดการแก้ไขปัจจัยที่ถูกเอาไปเชื่อมโยงกับการเลือกขายบริการทางเพศ อย่างความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่ซับซ้อนในสังคมไทย แต่กลับผลิตซ้ำการตีตรากระหรี่ที่เป็นฐานของการรังแก sex workers ในสังคมนี้
 
ช่างหน้าบางแต่ใจหนายิ่งนัก กระหน่ำกันรังแกแต่อยากได้รายได้จากแรงงานบริการทางเพศเข้าประเทศ
ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ - ประธารมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (Service Workers in Group Foundation - SWING)
.....



Mirror Thailand

Yesterday
·
สองสามวันมานี้ หลายคนน่าจะได้เห็นมีมที่ว่าด้วยการพาตัวเองไปให้บริการทางเพศที่พัทยา ซึ่งเหล่าทหารจากเรือรบสหรัฐฯ กว่า 5,000 นายจะแวะขึ้นฝั่งที่ท่าเรือแหลมฉบังในวันที่ 2-6 กันยายนนี้ เพื่อพักผ่อนหลังลอยลำกลางทะเลมากว่า 250 วัน
.
มีมเหล่านี้สะท้อนว่าอาชีพ Sex Worker หรือผู้ให้บริการทางเพศนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในความรับรู้ของคนไทยเรามาเนิ่นนาน และยังสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับพื้นที่ปกครองพิเศษอย่างพัทยา แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบอาชีพเหล่านี้ยังคงถูกกีดกันด้วยกฎหมาย อย่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539
.
ล่าสุดในวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา มีรายงานข่าวว่าตำรวจปฏิบัติการพิเศษ สภ.เมืองพัทยาร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว ได้นำกำลังกวาดจับผู้ค้าประเวณีในที่สาธารณะ โดยมุ่งเน้นกลุ่มที่เดินเตร็ดเตร่ตามถนน และจับได้เป็นจำนวน 25 คน ซึ่งทางการระบุว่าเป็นไปเพื่อ “สร้างความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่” ก่อนที่พัทยาจะได้ต้อนรับทหารสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะมาพร้อมเม็ดเงินสะพัดราว 5-15 ล้านบาท
.
และไม่นับว่ากฎหมายนี้มักถูกใช้ในรูปแบบ ‘เฉพาะกิจ’ ซึ่งมาพร้อมกับการแสวงหาผลประโยชน์จากธุรกิจค้าบริการ ตัว พ.ร.บ. เองยังเป็นสิ่งที่ขีดบรรทัดฐานว่าการให้บริการทางเพศโดยสมัครใจนั้นเป็นสิ่งผิดบาปในสังคม นับเป็นการลิดรอนสิทธิในการประกอบอาชีพของผู้คน ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครองเมื่อถูกล่วงละเมิดหรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม
.
มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) จึงเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ชักชวนให้ประชาชนร่วมลงชื่อยกเลิก พ.ร.บ. ฉบับนี้ โดยต้องการรายชื่อไม่น้อยกว่า 10,000 รายชื่อ เพื่อจะสามารถเข้าเสนอต่อรัฐสภาได้
.
ร่วมลงชื่อได้ที่ https://swingdb



https://www.facebook.com/photo/?fbid=1734177395380691&set=a.728937272571380



ใกล้แล้ว!! USS Abraham Lincoln แล่นผ่าน ช่องแคบมะละกา สิงคโปร์ มาแล้ว!! เร่งสปีด มุ่งหน้ามา ไทย ทันกำหนด 2-6กย. 2026 พร้อมปล่อยคลิป สุดรีแลกซ์ สุดฟิต! คาดการณ์ว่า จะช่วยสร้างเม็ดเงินสะพัดและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นในพัทยาและพื้นที่ใกล้เคียงได้มากกว่า 100 ล้านบาท






https://x.com/WassanaNanuam/status/2094402053003260333
.....

เมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรี มีความพร้อมเต็มที่ในการต้อนรับ กำลังพลเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln (CVN-72) และเรือในกลุ่มโจมตีที่ 3 (Carrier Strike Group 3) จำนวนรวมกว่า 5,000 นาย ที่มีกำหนดจอดเทียบท่าเพื่อพักผ่อนและส่งกำลังบำรุง ณ ท่าเรือแหลมฉบัง ระหว่างวันที่ 2–6 กันยายน 2026

การเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ของทางจังหวัด ตำรวจ และผู้ประกอบการในพื้นที่ มีรายละเอียดดังนี้:

1. การยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย

กำหนดพื้นที่ไข่แดง: ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีได้กำหนดให้พื้นที่รับผิดชอบของ สภ.เมืองพัทยา เป็น "พื้นที่ไข่แดง" (พื้นที่หลักในการดูแลความปลอดภัย) โดยมีสถานีตำรวจใกล้เคียง เช่น สภ.บางละมุง และ สภ.แหลมฉบัง ร่วมเป็นกำลังสนับสนุนและพื้นที่บัฟเฟอร์โดยรอบ

เพิ่มการตรวจตรา: เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตำรวจท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตรวจตราเข้มงวดในจุดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น บริเวณหาดพัทยา ถนนคนเดิน Walking Street สถานบันเทิง และโรงแรมที่พักตลอด 24 ชั่วโมง

การประสานงานความมั่นคง: บูรณาการร่วมกันระหว่างกองทัพเรือไทย กองทัพเรือสหรัฐฯ (US Navy Shore Patrol) และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่เพื่อดูแลระเบียบเรียบร้อย

2. การกำกับดูแลผู้ประกอบการและภาคท่องเที่ยว

ป้องกันการฉวยโอกาส: กำชับสถานบันเทิง ร้านอาหาร รถรับจ้าง และผู้ให้บริการท่องเที่ยว ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าหรือบริการ และให้ติดป้ายแสดงราคาชัดเจนเพื่อรักษาภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว

อบรมการให้บริการและรักษาสาธารณูปโภค: ขอความร่วมมือการบริการอย่างเป็นมิตรและเป็นมืออาชีพ รวมถึงให้การดูแลความปลอดภัยของลูกเรืออย่างใกล้ชิด

เตรียมความพร้อมภาคบริการ: โรงแรม ร้านอาหาร สายการเดินทาง และแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลในพัทยา-สัตหีบ จัดเตรียมกำลังคนและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับกำลังพลช่วงพักผ่อน (Liberty Visit)

3. ผลกระทบทางเศรษฐกิจในพื้นที่

คาดการณ์ว่าการเดินทางมาแวะพักผ่อนของลูกเรือกว่า 5,000 นายในครั้งนี้ จะช่วยสร้างเม็ดเงินสะพัดและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นในพัทยาและพื้นที่ใกล้เคียงได้มากกว่า 100 ล้านบาท ในช่วงระยะเวลา 4–5 วัน
.....

เม็ดเงินสะพัดคาดการณ์ระดับ 100 ล้านบาท ตลอดช่วง 4–5 วัน (2–6 กันยายน 2026) คำนวณจากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของกำลังพลและงบประมาณการจอดเรือ โดยกระจายเข้าสู่ภาคธุรกิจท้องถิ่นในพัทยาและพื้นที่ใกล้เคียงผ่าน 5 หมวดหลัก:

1. ภาคการท่องเที่ยวและสถานบันเทิง (40–50% ของเม็ดเงินรวม)

หมวดการใช้จ่าย: ร้านอาหาร บาร์ ไนท์คลับ บริเวณ ถนนคนเดิน Walking Street, พัทยากลาง, พัทยาใต้ และชายหาดจอมเทียน

รายละเอียด: เป็นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ตรงสูงสุด เนื่องจากลูกเรือมักออกมาผ่อนคลายในยามค่ำคืน คาดการณ์การใช้จ่ายเฉลี่ยเฉพาะส่วนบุคคลอยู่ที่ 1,000–3,000+ บาทต่อคนต่อวัน

2. ธุรกิจโรงแรมและที่พัก (20–25%)

หมวดการใช้จ่าย: โรงแรมระดับ 3–5 ดาว ในเขตเมืองพัทยาและบางละมุง

รายละเอียด: แม้ลูกเรือส่วนใหญ่จะนอนบนเรือ แต่ระดับนายทหาร เจ้าหน้าที่บริหาร และลูกเรือบางส่วนที่ได้รับสิทธิพักบก (Overnight Leave) รวมถึงทีมงานสนับสนุน/ประสานงานล่วงหน้า จะเปิดห้องพักโรงแรมเพื่อความสะดวก

3. การคมนาคมและการขนส่งในพื้นที่ (15–20%)

หมวดการใช้จ่าย: รถตู้เหมา รถสองแถว แท็กซี่ รถเช่า และบริการเรือรับส่ง (Ferry/Shuttle Service)

รายละเอียด: ค่าบริการเดินทางระหว่างท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง (จุดจอดเรือ) เข้าสู่ตัวเมืองพัทยา (ระยะทางประมาณ 25–30 กม.) รวมถึงการเหมาพาหนะท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ในชลบุรีและระยอง

4. การส่งกำลังบำรุงและบริการท่าเรือ (Logistics & Port Services) (10–15%)

หมวดการใช้จ่าย: ค่าธรรมเนียมท่าเรือ การจัดการขยะ/น้ำเสีย การเติมเสบียงอาหารสด ผลไม้ และน้ำดื่ม

รายละเอียด: กระจายไปยังผู้ประกอบการและซัพพลายเออร์ท้องถิ่นในพื้นที่แหลมฉบังที่ได้รับการว่าจ้างให้ส่งมอบวัตถุดิบและจัดสรรสาธารณูปโภคพื้นฐานให้แก่กองเรือ

5. กิจกรรมท่องเที่ยว สินค้า และบริการทั่วไป (5–10%)

หมวดการใช้จ่าย: ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของฝาก กิจกรรมทางน้ำ (เช่น เจ็ตสกี ดำน้ำ) และธุรกิจนวดแผนไทย/สปา

รายละเอียด: การจับจ่ายสินค้าที่ระลึกและการใช้บริการผ่อนคลายทั่วไปรอบตัวเมืองพัทยา

(Gemini ช่วยรวบรวม)