วันพุธ, พฤษภาคม 20, 2569

ปัดตกร่างกฏหมาย PRTR ประเทศไทยอาจสูญเสียโอกาสในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ซึ่งให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลมลพิษ การผลักดันกฎหมาย PRTR ให้สำเร็จและได้มาตรฐานสากล จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการดูแลสิ่งแวดล้อมในประเทศเท่านั้น แต่เป็น "ตั๋วใบสำคัญ" ที่จะชี้ชะตาว่าใบสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยจะได้รับการอนุมัติหรือไม่

Pod Nathaphob
14 hours ago
·

ปีนี้ผมมีโอกาสจับประเด็น 'สถานการณ์โรคมะเร็งในจังหวัดระยอง' ร่วมกับทางสำนักข่าวอีพีแกรม (รายงานพิเศษชิ้นนี้กำลังจะเผยแพร่เร็วๆ นี้)
.
แม้จะไม่ใช่หัวข้อการทำข่าวที่ถนัด แต่ตลอดสามสี่เดือนนี้ ก็พอมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า อย่างน้อยๆ การที่ประเทศไทยกำลังจะมีกฎหมายอย่าง พ.ร.บ. การรายงานและการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) จะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของคนภาคตะวันออก และคนไทยทั่วประเทศ เข้าถึงข้อมูลและทำให้ไม่ต้องทนอยู่กับสารพิษที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม
.
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบัน ภายใต้รัฐบาลชุดนี้ที่ปัดตกกฎหมาย PRTR ทิ้งอย่างไม่ใยดี เป็นการตอกย้ำความชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ทำงานเพื่อประชาชน อย่างหาข้ออ้างไม่ได้ พูดแบบภาษาชาวบ้าน กฎหมายที่จะช่วยให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยสารพิษ ตั้งแต่กระบวนการนำเข้าจนถึงการกำจัด เป็นกฎหมายที่ประชาชนมีแต่ได้ประโยชน์ อย่างถ้วนหน้าไม่ว่าจะใส่เสื้อสีไหน หรือมึอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใด ส่วนคนที่ได้ประโยชน์จากการไม่มีกฎหมายเช่นนี้ มองอย่างไรก็ไม่พ้นกลุ่มทุน ที่ทำให้ข้อครหาว่ารัฐบาลนี้ทำงานรับใช้นายทุนไม่เกินจริง
.
แม้กฎหมายนี้จะเป็นความหวังของชาวภาคตะวันออกมาอย่างยาวนาน และกำลังมีความหวังหลังกฎหมายนี้เข้ารัฐสภา แต่เมื่อเกิดการยุบสภาเมื่อปลายปีที่แล้ว จนกระทั่งเราผ่านการเลือกตั้งและมีการเปิดประชุมรัฐสภาชุดใหม่ รัฐธรรมนูญมาตรา 147 กำหนดให้ ครม. ต้องยืนยันร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ภายใน 60 วันเพื่อให้พิจารณาต่อ แต่ผลปรากฏว่า ครม. เลือกยืนยันร่างกฎหมายเพียง 34 ฉบับ เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาต่อ โดยร่าง พ.ร.บ. PRTR (ทั้งฉบับภาคประชาชนและฉบับพรรคก้าวไกล/ประชาชนเดิม) ไม่อยู่ในรายชื่อที่รัฐบาลยืนยัน การไม่ยืนยันนี้ส่งผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไปโดยปริยาย และไม่สามารถนำกลับมาพิจารณาต่อจากจุดเดิมได้
.
ผมว่าประเด็นนี้ไปไกลยิ่งกว่าเรื่องของการเมืองในระดับพรรคการเมือง หรือการนิยามว่าคนกลุ่มไหนจะได้ประโยชน์ เพราะมันเป็นเรื่องพื้นฐานมากที่สุดสำหรับคนทุกฝั่งฝ่าย ที่ต่างได้รับผลกระทบจากมลพิษกันถ้วนหน้า ก็ยังนึกไม่ออกว่ารัฐบาลมีเหตุผลอะไรในการปัดตกกฎหมายฉบับนี้ หากคนที่เขาต้องทำงานรับใช้คือประชาชน ไม่ใช่กลุ่มทุนที่กลัวที่จะต้องเปิดเผยข้อมูล
.
มากไปกว่านั้น หากไม่มีกฎหมาย PRTR ประเทศไทยอาจสูญเสียโอกาสในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ซึ่งให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลมลพิษ เป็นการตอกย้ำว่าประเทศเราคงยังไม่อยากพัฒนาให้ทัดเทียมกับประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว

https://www.facebook.com/photo/?fbid=26792234013804147&set=a.246721065448803 
.....

ข้อมูลเพิ่มเติม

ข้อวิเคราะห์ข้างบนถูกต้องและตรงประเด็นอย่างยิ่งในทางเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศครับ หากประเทศไทยไม่มีกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ (Deal-breaker) ที่อาจทำให้เราพลาดโอกาสในการเข้าเป็นสมาชิก OECD

การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) หรือที่เรียกกันว่า "สโมสรประเทศพัฒนาแล้ว" นั้น ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือ "มาตรฐานและธรรมาภิบาล" ซึ่งกฎหมาย PRTR คือหนึ่งในเกณฑ์ภาคบังคับที่แยกขาดไม่ได้ ด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการ ดังนี้

1. เกณฑ์บังคับและคำแนะนำอย่างเป็นทางการของ OECD (OECD Legal Instruments)

OECD มีข้อเสนอแนะและข้อกำหนดที่ชัดเจนในเรื่องการจัดทำระบบ PRTR (เช่น OECD Recommendation on Implementing PRTRs) โดยมองว่าการเปิดเผยข้อมูลมลพิษสู่สาธารณะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเทศสมาชิก ต้องมี เพื่อให้เกิดความโปร่งใส (Transparency) และสิทธิ์การรับรู้ของประชาชน (Right-to-Know) หากไทยไม่มีกฎหมายนี้ ย่อมหมายความว่ามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของเรายังไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำในการยอมรับเข้ากลุ่ม

2. การประเมินมลพิษข้ามพรมแดนและการบรรลุเป้าหมาย SDG

ปัจจุบัน OECD และสหประชาชาติใช้ฐานข้อมูลจาก PRTR เป็นเครื่องมือหลักในการ:

ประเมินผลการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ติดตามการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)

เปรียบเทียบข้อมูลมลพิษระหว่างประเทศสมาชิก (International Comparability)

หากประเทศไทยไม่สามารถจัดหาฐานข้อมูลมลพิษที่เป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล เราจะไม่สามารถเชื่อมต่อหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ได้เลย

3. ผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก (Structural Data Deficit)

ในบริบทการค้าระหว่างประเทศปัจจุบัน ข้อมูลมลพิษและสิ่งแวดล้อมถูกนำมาผูกโยงกับมาตรการทางการค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU CBAM) หรือมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ISSB/IFRS S2

ความเสียเปรียบของไทย: หากไม่มีกฎหมาย PRTR บังคับใช้ ภาคอุตสาหกรรมและผู้ส่งออกไทยจะประสบปัญหา "การขาดแคลนข้อมูลเชิงโครงสร้าง" (Structural Data Deficit) เมื่อเทียบกับคู่แข่งในประเทศสมาชิก OECD ที่มีฐานข้อมูลนี้มานานหลายทศวรรษ ทำให้ต้นทุนในการพิสูจน์ความสะอาดของสินค้าไทยสูงขึ้น และเข้าถึงทุนสีเขียว (Green Capital) ได้ยากขึ้น

📌 สถานการณ์ปัจจุบันในประเทศไทย (พฤษภาคม 2569)

ประเด็นนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงอย่างรุนแรงในวงการนิติบัญญัติของไทย เนื่องจากร่าง พ.ร.บ. PRTR ฉบับภาคประชาชนเพิ่งเผชิญจุดสะดุดในกระบวนการรัฐสภา (หลังจากการเปลี่ยนผ่านของคณะรัฐมนตรี) โดยฝ่ายรัฐบาลมีแนวคิดที่จะนำหลักการนี้ไปรวมไว้ใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ แทน

อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนและนักวิชาการยังคงยืนยันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมี "กฎหมาย PRTR แยกเฉพาะ" ตามโมเดลของประเทศสมาชิก OECD เพื่อรับประกันความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ให้ถูกกลืนไปกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมเดิมที่มีช่องโหว่ในการบังคับใช้

การผลักดันกฎหมาย PRTR ให้สำเร็จและได้มาตรฐานสากล จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการดูแลสิ่งแวดล้อมในประเทศเท่านั้น แต่เป็น "ตั๋วใบสำคัญ" ที่จะชี้ชะตาว่าใบสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยจะได้รับการอนุมัติหรือไม่ครับ