
MGR China
Yesterday
·
New China Insights : เมื่อครอบครัวจีนเริ่มเมินส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติในไทย
โดย ร่มฉัตร จันทรานุกูล
ในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายยอดนิยมของครอบครัวชาวจีนที่ต้องการส่งบุตรหลานมาศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ โดยส่วนใหญ่เป็นลักษณะของการ “陪读” อ่านว่า เผยตู๋ หมายถึงมีผู้ปกครองในครอบครัวย้ายมาอยู่ดูแลเด็กในไทยด้วย ตัวเลขของกลุ่มนักเรียนจีนในไทยพุ่งสูงอย่างมาก โดยในปี 2024 มีนักเรียนจีนในไทย 28,052 คนโดยประมาณ คิดเป็น 53% ของนักเรียนต่างชาติทั้งหมดที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ และข้อมูลปี 2025 ชี้ว่าชาวจีนยังคงเป็นกลุ่มนักเรียนต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในไทย ด้วยจำนวนกว่า 24,711 คน
แรงดึงดูดที่ทำให้ผู้ปกครองชาวจีนส่งลูกหลานมาเรียนโรงเรียนนานาชาติในไทยมีหลายประการ โดยไทยถูกมองว่าเป็น "ทางลัด" สู่การศึกษาสากลในราคาที่ถูกกว่าสิงคโปร์หรือฮ่องกง มองว่าไทยอาจจะเป็นทางออกจากวัฒนธรรม "内卷" (Neijuan) หรือแข่งขันกันรุนแรงในจีนแผ่นดินใหญ่ อีกทั้งโรงเรียนนานาชาติในไทยหลายแห่งได้มาตรฐานสากล และเมื่อเด็กนักเรียนเรียนจบไป อาจจะไปต่อปริญญาตรีในประเทศโลกที่หนึ่งได้ง่ายกว่า แต่สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน กระแสดังกล่าวกำลังเผชิญกับความเป็นจริงที่หนักกว่าที่คิด เพราะฝันที่แพงอาจจะเป็นความจริงที่ขม
#นักศึกษาจีนในไทย #โรงเรียนนานาชาติในไทย #เผยตู๋
คลิกอ่านบทความฉบับเต็ม https://mgronline.com/china/detail/9690000046195
.....
เพิ่มเติม
เทรนด์ "ครอบครัวจีนกระเป๋าหนัก" ที่เคยแห่กันหอบลูกจูงหลานมาเรียนโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญครับ จากที่เคยเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณว่าผู้ปกครองชาวจีนเริ่ม "คิดหนัก" และส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
อะไรคือปัจจัยเบื้องหลังที่ทำให้โมเมนตัมนี้เปลี่ยนไป? สรุปเจาะลึกออกมาได้เป็น 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. เศรษฐกิจจีนชะลอตัว และ "วิกฤตอสังหาริมทรัพย์"
ปัจจัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดไม่ใช่เรื่องของระบบการศึกษา แต่เป็นเรื่องของ เงินในกระเป๋า
ความมั่งคั่งที่หดหาย: ผู้ปกครองจีนกลุ่มชนชั้นกลางระดับบน (Upper-Middle Class) ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของโรงเรียนนานาชาติในไทย ส่วนใหญ่สร้างความมั่งคั่งมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น หรือธุรกิจเทคโนโลยีในจีน
ผลกระทบ: เมื่อเศรษฐกิจจีนเผชิญภาวะชะลอตัวและวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ยืดเยื้อ สินทรัพย์ของครอบครัวเหล่านี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การจ่ายค่าเทอมหลักแสนหลักล้านบาทต่อปี รวมถึงค่าครองชีพในการย้ายสำมะโนครัวมาอยู่เมืองไทย จึงกลายเป็นภาระที่หนักหนาเกินไป
2. ค่าครองชีพและค่าเทอมในไทยที่ "พุ่งสูงขึ้น"
ประเทศไทยไม่ใช่หมุดหมายที่ "ราคาถูกและคุ้มค่า" (Value for Money) เหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป
Hyper-Inflation ของค่าเทอม: โรงเรียนนานาชาติระดับท็อปในไทยมีการปรับขึ้นค่าแรกเข้าและค่าเทอมอย่างต่อเนื่องทุกปี บางแห่งทะลุ 800,000 ถึง 1,000,000 บาทต่อปีไปแล้ว
ต้นทุนแฝง: ค่าเช่าคอนโด/บ้านในทำเลใกล้โรงเรียน, ค่าสมาร์ทวีซ่า/วีซ่าผู้ติดตาม (Non-O), และค่าครองชีพในกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ จนช่องว่างราคาระหว่างการเรียนในไทยกับการเรียนในประเทศตะวันตก (เช่น อังกฤษ หรือแคนาดา) เริ่มแคบลง
3. โรงเรียนนานาชาติในจีน "ดัมพ์ราคา" และปรับกลยุทธ์
คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของโรงเรียนนานาชาติในไทย ก็คือ โรงเรียนในประเทศจีนเอง
สงครามราคาในบ้านเกิด: เพื่อความอยู่รอดท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง โรงเรียนนานาชาติหรือโรงเรียนทวิภาษา (Bilingual) หลายแห่งในหัวเมืองใหญ่ของจีน (เช่น เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น กว่างโจว) เริ่มลดค่าเทอม อัดโปรโมชัน หรือเสนอทุนการศึกษาเพื่อดึงดูดนักเรียนไว้ไม่ให้ไหลออกนอกประเทศ
ความสะดวกสบาย: เมื่อคำนวณแล้วว่าเรียนในจีนจ่ายพอๆ กัน หรือแพงกว่าไทยเล็กน้อย แต่ผู้ปกครองไม่ต้องทิ้งงานที่จีนเพื่อมาเฝ้าลูกที่เมืองไทย (ลดปัญหาครอบครัวแยกกันอยู่) หลายครอบครัวจึงเลือกที่จะให้ลูกเรียนต่อในจีนแทน
4. ปัญหาการกระจุกตัวและการควบคุมคุณภาพในไทย
"เรียนนานาชาติ แต่ได้สังคมจีน": ในโรงเรียนนานาชาติบางแห่ง (โดยเฉพาะระดับกลางลงมา) มีสัดส่วนนักเรียนจีนสูงถึง 50-70% ในห้องเรียน ทำให้ผู้ปกครองจีนบางส่วนเริ่มรู้สึกว่า ลูกไม่ได้สิ่งแวดล้อมที่เป็นสากล (International Environment) หรือไม่ได้ฝึกภาษาอังกฤษ/ไทยอย่างที่คาดหวัง เพราะเด็กๆ หันมาคุยภาษาจีนกันเอง
มาตรฐานที่หลากหลาย: การเปิดตัวของโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่ๆ ในไทยที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทำให้ผู้ปกครองจีนเริ่มมีความรู้และ "เลือกสรร" มากขึ้น พวกเขาเริ่มตระหนักว่าไม่ใช่ทุกโรงเรียนในไทยที่จะการันตีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับโลก (Ivy League หรือ Russell Group) ได้เสมอไป
บทสรุปและมุมมองต่ออนาคต: เทรนด์นี้ไม่ได้แปลว่าคนจีนจะ "หยุด" มาไทยโดยสิ้นเชิง แต่ตลาดกำลังเปลี่ยนจาก "Mass Market" (ใครๆ ก็มาได้) ไปสู่ "Selective Market" (เลือกเฉพาะกลุ่ม) > โรงเรียนนานาชาติในไทยกลุ่ม Tier 1 ที่มีชื่อเสียงระดับโลกยาวนานและมีสัดส่วนนักเรียนต่างชาติที่สมดุล จะยังคงอยู่รอดและได้รับความนิยม แต่กลุ่มที่จะเหนื่อยคือโรงเรียน Tier 2 และ Tier 3 ที่พึ่งพาค่าเทอมจากนักเรียนจีนเป็นหลัก ซึ่งจำเป็นต้องเร่งปรับกลยุทธ์ ทั้งการควบคุมสัดส่วนสัญชาติ การพัฒนาคุณภาพวิชาการ หรือแม้แต่การปรับโครงสร้างราคาให้สอดคล้องกับสภาพกระเป๋าเงินของลูกค้าที่เปลี่ยนไป