ต่อกรณีที่ ปปช.เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา (แผนกคดีอาญานักการเมือง) ให้พิจารณาเอาผิดอดีต สส.พรรคก้าวไกล ๔๔ คน ในข้อหา “ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง” จากการที่เข้าชื่อกันเสนอแก้ไข ป.อาญา มาตรา ๑๑๒ นั้น
กล่าวได้ว่า จริงๆ แล้วเป็นเพียงการหาเหตุกำจัดพรรคการเมืองที่สมาทานการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองไทย ให้เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ มากกว่าราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ หรือ Constitutional Monarchy
“หลายคนเข้าใจว่า ‘แก้ ม.112 = ล้มล้างสถาบัน’ แต่ความจริงคือการเสนอแก้ เป็นการเสนอ ‘ปรับ (ปรุง) กฎหมาย’ เช่น ลดโทษ ปรับวิธีแจ้งความ แยกการวิจารณ์ออกจากความผิด” Chanatsit Aod เขียนอธิบายเจตนาการขอแก้ ม.๑๑๒ ไว้น่าฟัง
“ไม่ใช่การยกเลิกกฎหมาย และไม่ใช่การล้มล้างสถาบัน สรุปง่ายๆ คือ อยากให้กฎหมายชัดและเป็นธรรมขึ้น ไม่ใช่ยกเลิกหรือทำลาย” เขาขานรับแนวคิดของ สส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ พรรคประชาชน ที่แสดงความ “ไม่เห็นด้วย” กับการดำเนินคดีดังกล่าว
“เพราะการเสนอแก้ไขกฎหมาย คือหน้าที่โดยตรงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่ากฎหมายนั้นจะอ่อนไหวเพียงใด การทำหน้าที่ในสภาเพื่อผลักดันวาระทางสังคมที่ได้สื่อสารไว้กับประชาชน”
‘ทนายแจม’ ชี้แจงด้วยเหตุผลต้องตรงกับข้อเท็จจริงว่า “ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นความผิดจริยธรรมร้ายแรง” มิฉะนั้น “การทำงานในสภาจะเต็มไปด้วย ‘ความกลัว’ เพราะ สส.ไม่กล้าเสนอแก้กฎหมาย เสียงของประชาชนที่เลือกผู้แทนมาจะถูกจำกัดโดยอ้อม”
เธอว่านี่ละจะนำไปสู่ “ผลกระทบที่อันตรายอย่างยิ่งต่อระบบการเมืองไทย...และจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่สามารถใช้เล่นงานทางการเมืองในอนาคต” นั่นคือ เมื่อศาลฎีการับคำร้องของ ปปช. และมีคำสั่งให้ สส. หยุดปฏิบัติหน้าที่
เท่ากับศาลไล่ออก สส. ฝ่ายตุลาการสามารถเข้าไปแทรกแซงกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติได้ “ดุลอำนาจทางการเมืองจะเปลี่ยนไปโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง” ทนายแจมยังชี้ด้วยว่า การตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต “ยิ่งสะท้อนถึงความไม่สมส่วนอย่างชัดเจน”
การแบ่งแยกอำนาจ “หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย” สภาฯ ไม่ควรที่จะต้องคอยหวาดระแวงต่อแขนงอำนาจอธิปไตยอื่นๆ แล้ว “คอยเซ็นเซอร์ตัวเอง” จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ทางนิติบัญญัติได้เต็มที่
(https://www.facebook.com/sasinanjam/posts/kPQ9Hj4SR หมายเหตุ :ข้อความในภาพไม่ใช่ถ้อยคำของทนายแจม)
