วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 13, 2567

สรุปเนื้อหาการบรรยาย “หนึ่งทศวรรษรัฐประหาร” อ. สายชล สัตยานุรักษ์ อธิบายว่าที่ผ่านมา ชนชั้นนำไม่ต้องการให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า เป้าหมายของชนชั้นนำ คือ นำคนไทยและสังคมกลับสู่อดีต โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร พ.ศ.2557



สายชล สัตยานุรักษ์: ปฏิบัติการนำคนไทยและสังคมกลับสู่อดีตหลังรัฐประหาร พ.ศ.2557

06/12/2024
The Lanna
เรียบเรียง: ปุณญาพร รักเจริญ

สรุปเนื้อหาการบรรยาย “หนึ่งทศวรรษรัฐประหาร” โดย สายชล สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดโดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันที่ 22 พฤษภาคม 2567

เริ่มต้นการบรรยายด้วยงานของประจักษ์ ก้องกีรติ และ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่ว่าด้วยรัฐไทยก่อนรัฐประหารในปี 2557 มีความต่างออกไปกับช่วงรัฐประหารปี 2549 คือรัฐไทยได้ขยายอำนาจในการควมคุมทุกองค์กร รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งกลุ่มทุนใหญ่ โดยร่วมมือกับรัฐผ่านโครงการประชารัฐรักสามัคคี เพื่ออธิบายว่าการปฏิบัติทางศิลปะวัฒนธรรมของรัฐและชนชั้นนำมิได้เกิดขึ้นภายรัฐประหาร 2547 แต่ได้เกิดขึ้นมาอย่างยาวอย่างเข้มข้นนานหลายทศววรรษในช่วงภายหลังรัฐประหาร 2549 และ 2557



สายชลชวนมองระบบการศึกษาในประเทศที่รัฐไทยได้ปลูกฝังเพื่อควบคุมประชาชนและแบ่งคนในสังคมออกเป็นลำดับชั้นอย่างละเอียดทับซ้อน ซึ่งเห็นได้ชัดผ่าน แบบเรียนวรรณคดีไทย สังคมศึกษา หนังสือที่ตีพิมพ์ในโอกาสต่าง ๆ เช่น หนังสือวันเด็กหรือแบบการอ่านอื่น ๆ ที่มีการปลูกฝังให้เห็นถึงความสำคัญของแบบแผนทางอารมณ์ที่ถูกกำกับควบคุมผ่านระบบการศึกษาไทย ความรู้สึกที่ถูกต้องที่ว่าเราสามารถทำได้หรือไม่ได้ หรือถ้าแสดงออกก็อย่ามากเสียจนเกินไป อีกทั้งคู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประชาธิไตยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จัดทำโดย กกต. (สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง) สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) และวิธีสอนประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ของระบบการศึกษาไทยที่รัฐพยายามปลูกฝังแนวคิดความเป็นไทย ได้มีการระบุถึงการมีส่วนร่วมในการดูแลความสะอาดในแม่น้ำลำคลอง จึงทำให้ความหมายของประชาธิปไตยเป็นแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งสายชลมองว่ามันเป็นสิ่งที่พวกเราควรทำในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว อีกทั้งไม่มีส่วนใดเลยที่เกี่ยวข้องกับสิทธิทางสังคมหรือสิทธิการเมืองที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างทางสังคมของประเทศ

ธรรมมาธิปไตยที่ถูกปรับเปลี่ยนมโนทัศน์

ในยุคที่การเลือกตั้งมีความสำคัญมากขึ้นทำให้ชนชั้นนำไม่สามารถห้ามการเลือกตั้งได้และเมื่อประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งก็ได้ให้ความหมายของธรรมมาธิปไตยได้แปรเปลี่ยนไปจากเดิมที่ว่า ผู้นำต้องเป็นคนดี กลายเป็นประชาชนต้องเป็นคนดีด้วยเพื่อความโปร่งใสในการทำงาน ไม่ซื้อสิทธิ์ ขายเสียง ลดความปราถนาในระบบทุนนิยม ไม่เรียกร้องสิทธิและเสรีภาพ ความเสมอภาค

สายชลได้ยกตัวอย่างกรณีของ กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม เสนอให้ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” เพื่อต้องการให้ชนชั้นกลางสนับสนุนและพึงพอใจทางการเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของชนชั้นกลาง อีกทั้งไม่มีความแตกต่างกับสิ่งที่พรรคก้าวไกลเสนอหรือความต้องการของประชาชน ตัวอย่างเช่น การปฏิรูปการเลือกตั้งและพรรคการเมือง การลดความเหลื่อมล้ำ ปฏิรูปการทุจริตคอร์รัปชัน

สายชลเสริมว่า ชนชั้นนำไม่ต้องการให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าจึงทำให้เกิดความตึงเครียดและความขัดแย้งในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนและระหว่างชนชั้นนำกับประชาชนเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งหลังการรัฐประหารทั้งสองครั้ง ชนชั้นนำมีความพยายามในการพาสังคมไทยกลับไปสู่อดีต ซึ่งจะเห็นได้จากกรณีเหล่านี้

1.มีการออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ฉบับที่ 1 ในปี 2554, ฉบับที่ 2 ในปี 2562 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนยึดมั่นในคุณธรรมประจำชาติผ่านวิธีการต่าง ๆ โดยเราจะเห็นถึงเนื้อหาและการใช้คำที่มีความหมายคล้ายกันจำนวนมาก คือ คุณธรรมความดี ปฏิบัติดี คนดี

2.ในการจัดตั้งสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 13 มีความร่วมมือกันจากหลากหลายหน่วยงาน เช่น หน่วยงานด้านการศึกษา หน่วยงานด้านความมั่นคง และเน้นแนวคิด Moral Touchable หรือ คุณธรรมสัมผัสได้

3.ภายหลังรัฐประหาร 2557 รัฐและชนชั้นนำได้สร้างแบบแผน หรือระบบคุณค่า ผ่านค่านิยมหลัก 12 ประการ

4.แนวคิดหรืออุดมการณ์มีการปรับเปลี่ยนความหมายเพื่อเน้นคุณธรรมไทยมากขึ้น

เป้าหมายของชนชั้นนำ?

สายชล กล่าวถึง Active citizen ที่จะกลายเป็นปัญหาของชนชั้นนำ ดังนั้นการลดความเป็นความเมืองของประชาชนนั้นมีความสำคัญมาก รวมถึงต้องลดความปรารถนาแบบทุนนิยม เพราะคนชนชั้นนำคิดว่า นโยบายแบบประชานิยมของทักษิณไปกระตุ้นความปราถนาแบบทุนนิยมมาก เพราะฉะนั้นก่อนรัฐประหารจึงมีความพยายามในการทำให้แนวคิด “จิตใจแบบไทย” (หลวงวิจิตรวาทการ) เเพร่กระจายไปสู่ชนบทอย่างเข้มแข็งมากขึ้นผ่านการปลูกฝังผ่านกิจกรรมต่าง ๆ

แนวคิดนี้ว่าด้วยความเชื่อว่า “ความเป็นไทยทำให้เมืองไทยนี้ดี ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบ”

“ไม่อิบเอื้อมก้าวก่ายผู้อื่น” ไม่ต่อต้าน ต่อรองกับรัฐและกลุ่มทุน อีกทั้งมีความหวังว่า “บุญรักษา พระคุ้มครอง” ซึ่งชนชั้นนำเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยให้ชีวิตดีขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเรียกร้องสวัสดิการใด ๆ จากรัฐ

ตัวอย่างปฏิบัติการที่เข้มข้นขึ้นหลังรัฐประหาร 2557

1.มีการลบความทรงจำเกี่ยวกับคณะราษฎร และพยายามทำให้เราลืมการปฏิวัติ 2475 เช่น หมุดคณะราษฎรที่หายไป ชื่อสถานที่สื่อถึงแกนนำก็ถูกเปลี่ยนไป

2.ศ.ดร.วรเจนต์ ภาคีรัตน์ มีความเห็นต่อคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในคดีล้มล้างระบอบ ว่าเป็นการยืนยันความเปลี่ยนแปลงในอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่เพิ่มขึ้น พื้นที่ประชาธิปไตยหดแคบลง

สายชลคิดว่า นอกจากระบบการศึกษาที่ถูกรัฐควบคุมแล้วยังมีภาคประชาสังคมที่ถูกรัฐควบคุมเช่นเดียวกันและมองว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการทำให้องค์กรภาคประชาชนอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ โดยชี้ให้เห็นถึง NGOs ที่ร่วมกันคัดค้าน

ร่าง พ.ร.บ. “การดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร” เนื่องจากเป็นการใช้ระบบราชการอำนาจนิยมแบบเผด็จการในการกำกับควบคุมภาคประชาชน ซึ่งเป็นปฏิปักษ์และบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมอย่างสิ้นเชิงและขัดต่อหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

“ประชาสังคม” (Civil society) หมายถึง องค์กรนอกภาครัฐที่มีบทบาทในการต่อสู้ ต่อรอง ที่ผลักดันความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจ กฎหมาย วัฒนธรรม ที่นำไปสู่ระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม แต่เนื่องจากมีการใช้กฎหมายและให้งบประมาณควบคุมจึงทำให้ความหมายที่แท้จริงเปลี่ยนแปลงไป แต่ชนชั้นนำมีปฏิบัติการทางอุดมการณ์ที่พยายามทำให้เป็น “ประชาสังคมแบบไทย” คือเน้นการทำงานทำงานแบบเห็นอกเห็นใจ จิตอาสา ซึ่งจะเห็นได้จาก

1.โครงการที่มีการดำเนินการอย่างแพร่หลายภายหลังการรัฐประหาร 2557 คือ “จิตอาสาประชารัฐ ปฏิบัติการขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ” โครงการพลังบวก เพื่อร่วมกันสร้าง “ชุมชนคุณธรรม”

2.ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. 2558

3.โครงการพัฒนากลไกสนับสนุนเครือข่ายจิตอาสาประชารัฐระดับจังหวัด เสริมสร้างสังคมสุขภาวะ พ.ศ. 2560-2562

โดยเล็งเห็นว่างานจิตอาสาคือรูปธรรมที่ดีที่สุดในการเชื่อมโยงนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคม 4.0 เพราะสามารถสะท้อนสภาพสังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน และสังคมคุณธรรมไปพร้อมกัน ในชนบทมีการดำเนินกิจกรรมจิตอาสาและมอบเกียรติยศทั่วประเทศโดยความพยายามของหลายฝ่ายหลายระดับในการร่วมมือจัดตั้ง องค์กรและกิจรรมต่าง ๆ เช่น อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่านพลเรือน (อพปร.) กรรมการหมู่บ้าน (กม.) พร้อมยกตัวอย่างจากวิทยานิพนธ์ของอรวรรณ จ่ากุญชร ‘ผู้หญิงเสื้อแดง’ ในโรงเรียนผู้สูงอายุสร้างสุขสม

ปฏิบัติการเหล่านี้ของรัฐและชนชั้นนำประสบความสำเร็จน้อย?

สายชลกล่าวว่าตนยังไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจังแต่คิดว่าไม่ค่อยประสบความสำเร็จและระบุถึงปรากฏการณ์ที่น่าสนใจว่าถึงแม้ว่าผู้หญิงเสื้อแดงมีการทำงานร่วมกับกิจกรรมที่ภาครัฐจัดขึ้น แต่จำนวนมากกลายเป็นสีส้ม มีการเลือกพรรคก้าวไกลเยอะขึ้น และมีความเป็นตัวบุคคลมากขึ้น เนื่องจากการบริจาคภาษีของพรรคก้าวไกลเพิ่มมากขึ้น บุคคลที่มีรายได้สุทธิเกินปีละ 150,000 บาทขึ้นไป ได้มีการบริจาคเงินให้พรรคการก้าวไกลเป็นจำนวนมากและต่อเนื่องในทุก ๆ ปี บางคนพูดว่าการตัดสินใจเลือกพรรคก้าวไกล เพราะไม่รู้ว่าจะเลือกพรรคอะไร ตนมองว่าไม่เป็นความจริง เพราะถ้าดูจากการบริจาคภาษีดังกล่าวมีการบริจาคให้พรรคก้าวไกลซึ่งคิดเป็น 4 เท่าของพรรคที่อ้างอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมหลายพรรครวมกัน ดังนั้นแล้วการบริจาคภาษีสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์ความรู้สึกของผู้คนอย่างสำคัญ

สุดท้ายแล้ว สังคมไทยและสังคมโลกผันแปรและผันผวนเปลี่ยนไปหลังการระบาดของโควิด-19 เรากำลังอยู่ในสังคมที่มันเสี่ยงมากขึ้น การใช้ทรัพยากรมีความหลากหลาย ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และ สังคม เปลี่ยนไปมากยิ่งทำให้ผู้คนปลี่ยนแปลงไป เราจะสังเกตได้จากระดับครอบครัว ที่สำนึกปักเจกชนสูงขึ้น ดังนั้นแล้วการปฏิเสธว่าการมีจิตใจแบบไทย การแบ่งคนเป็นลำดับชั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถห้ามได้แล้ว เห็นได้จากการที่ผู้หญิงออกไปทำงานนอกบ้านมากขึ้น ไม่ทำงานบ้านอีกต่อไป ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ที่เกิดขึ้นจากการทำงานนอกบ้านได้มีผลต่อความสำพันธ์เชิงอำนาจในสังคม ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างเพศ อ้างอิงจากงานวิจัยของตนว่า หากเปรียบเทียบผู้หญิงชนชั้นกลางไทย กับ ผู้หญิงในแถบเอเชียแปซิฟิก เราจัดอยู่ในตำแหน่งบริหารระดับสูงมากกว่า พื้นที่สังคมมันเปลี่ยนไปมากเพราะฉะนั้นแล้วมันเป็นไม่ไปได้ที่จะยืนยันการใช้ระบอบการปกครองแบบไทยต่อไป (พ่อปกครองลูก/พ่อขุนอุปถัมภ์/รัฐไทยที่เมตตา) เพราะต้องการสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค

สายชลปิดท้ายว่า ไม่ว่าจะพยายามปลูกฝังมากแค่ไหน ผ่านกิจกรรม ผ่านโครงการ สิ่งเหล่านี้มันไม่ตอบโจทย์ มันไม่มีคำอธิบายที่ทำให้คนรู้ว่าสิ่งเหล่านี้น่าเชื่อถือ ไม่ใช่เพราะเราไม่มีปัญญาชนเก่ง ๆ อย่างเช่น หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช หรืออีกหลาย ๆ ท่าน แต่เป็นเพราะสังคมที่มันเปลี่ยนไปมากเสียจนไม่มีใครสามารถทำให้คนในสังคมเชื่อไปในทางเดียวกันได้อีกต่อไป การประสบความสำเร็จเร็วโดยอาศัยความรู้ความสามารถ ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ สิ่งเหล่านี้จะเป็นจุดร่วมอย่างนึง แต่อารมณ์ความรู้สึกโดยทั่วไปของคนในสังคมไม่เหมือนเดิมแล้ว อุดมการณ์อนุรักษ์นิยมไม่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้คนต่อไป ผู้คนต้องการเสรีประชาธิปไตย นิติรัฐ สวัสดิการ เพื่อให้อยู่ในสังคมที่แปรเปลี่ยนไปได้โดยมีความเสี่ยงน้อยลงและสามารถบรรลุความปราถนาในระบบทุนนิยมได้

(https://www.lannernews.com/12062567-01/)