วันอังคาร, มีนาคม 30, 2564

จตุพร ยืนยันนัดมวลชนรวมตัววันที่ 4 เม.ย.64 ถึงเวลาต้องไถ่บาป !! เปิดกลยุทธ์ หมดทางเลือกก็ลงถนน…




การเมือง
9h ·

นัดมวลชนรวมตัววันที่ 4 เม.ย.64 ที่อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรมเพื่อขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยระบุว่า ถ้าเรายังอยู่ในสภาพบ้านเมืองแบบนี้ต่อไป ตนเชื่อได้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ ต้องต่ออำนาจอีก 4 ปี ดังนั้น การออกมาชวนประชาชน แม้เป็นเรื่องยากลำบาก แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ การเดิน การกำหนดจังหวะย่างก้าวต้องช่วยกันระดมความคิดกัน และต้องใจเย็นๆ สิ่งสำคัญคือ การแสดงอาการหวั่นวิตกที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนตนบอกได้ว่า ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน ตนอยู่ในอุดมการณ์ อุดมคติในการต่อสู้ ส่วนใครมากล่าวหาตนนั้น การแสดงถึงความต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ต่อไป เท่ากับตนไม่ได้ถูกหลอก
“เราเดินมาถึงปลายชีวิตแล้ว หากยังมองไม่เห็นปัญหาชาติ ว่าพล.อ.ประยุทธ์ คือ ปัญหาของชาติ เราไม่รู้จะคิดอะไรกันแล้ว ผมก็ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการใช้กำลัง รุนแรงทั้งหลายด้วย”นายจตุพรกล่าว
นายจตุพร กล่าวว่า วันที่ 4 เม.ย.นี้ หวังให้เราเป็นจุดเริ่มต้น แล้วระดมความเห็นเข้ามาอีก เราไม่ต้องารมัดมือชก ในการระดมความคิดเห็น แล้วค่อยเดินไปจนถึงจุดที่แข็งแรง เป็นฉันทานุมัติของประชาชนจึงสำแดงพลังกัน
#นายจตุพร #ประธานนปช #ประยุทธ์ออกไป #ข่าวการเมือง

ความขัดแย้งทางการเมืองวันนี้เดินมาไกลมากแล้ว เกินกว่ามุ่งไล่ "หุ่นที่ถูกเชิด" แล้วการเคลื่อนไหวเพื่อลดเพดานข้อเรียกร้อง 3 ข้อ เพื่ออะไร?!?



พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
6h ·

มีการเคลื่อนไหวเพื่อลดเพดานข้อเรียกร้อง 3 ข้อของการชุมนุมเยาวชนและปชช.ให้เหลือแค่ขับไล่ประยุทธ์ในปัญหาล้มเหลวทางเศรษฐกิจ ทั้งโดยทักษิณ พรรคเพื่อไทยกับแฟนคลับฮาร์ดคอร์ ล่าสุดคือจตุพร
นี่เป็นการเบี่ยงเบนแนวทางการชุมนุมไปเป็นเรื่องการบริหารปท.ของประยุทธ์เพียงคนเดียว แม้แต่ปัญหารธน.60 ก็พูดถึงน้อยลงๆ โดยโยนไปเป็นเรื่องหลังเลือกต็ั้งครั้งต่อไป
แต่ประยุทธ์ไม่ได้อยู่ลอยๆ เขาเป็นแค่หนังหน้าไฟที่มีองคาพยพของระบอบเผด็จการทั้งชุดกำกับอยู่ ไล่ประยุทธ์1 ไปก็มีประยุทธ์2 ไล่ประยุทธ์2 ก็มีประยุทธ์3 ฯลฯ บทเรียนจากการไล่ถนอม-ประภาส ไล่เปรม ไล่สุจินดา ยังไม่พออีกหรือ? พวกที่ดันให้ลดเพดานมีจุดประสงค์อะไรถ้าไม่ใช่การเบี่ยงเบนเป้า สลายพลัง? ต้องการแค่เข้าไปร่วมกินโต๊ะจีนแบ่งปันอำนาจในระบอบนี้หรือต้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง?
ความขัดแย้งการเมืองวันนี้เดินมาไกลมากแล้วจากจุดเริ่มต้นปี 49 ไม่อาจหวนกลับได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถอยหลังไปปี 35 ที่มุ่งไล่นายกฯที่มาจากรัฐประหารแต่รักษาระบอบไว้แค่นั้น
#ยกเลิกม112 #เผด็จการจงพินาศประชาราษฎร์จงเจริญ

รัฐบาลและทหารไทยใจดำ ถือปืนไล่กะเหรี่ยงไปตาย ผลักดันผู้อพยพกะเหรี่ยงกว่า 2,000 กลับพม่า ขึงรั้วลวดหนามไม่ให้ขึ้นฝั่งไทย ถือปืนกดดันผู้หญิงและเด็กข้ามแม่น้ำสาละวิน

ภาพจาก องค์กรด้านมนุษยธรรมเพื่อชาวกะเหรี่ยง


Sirote Klampaiboon (ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์)
9h ·

ไทยผลักดันผู้อพยพกะเหรี่ยงกลับพม่า ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดนจวนผลักคนไปตาย

ไทยผลักดันผู้อพยพกะเหรี่ยงกว่า 2,000 กลับพม่า ถือปืนไล่ผู้หญิงและเด็กข้ามแม่น้ำสาละวิน โดนจวกละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ซัดเท่ากับผลักคนกะเหรี่ยงกลับไปตาย
29 มี.ค.- ทหารไทยผลักดันผู้อพยพกะเหรี่ยงออกจากฝั่งไทย ถืออาวุธปืนไล่กะเหรี่ยงกว่า 2,000 ชีวิต ข้ามแม่น้ำสาละวินกลับไปฝั่งพม่า ส่วนชาวกะเหรี่ยงกลุ่มหนีตายจากภัยกองทัพพม่าไม่กล้ากลับขึ้่นไป คนแก่, ผู้หญิงและเด็กเลือกนอนริมแม่น้ำสาละวิน หวั่นถูกทหารพม่าทิ้งระเบิดหลังเสียงเครื่องบินทหารพม่าดังต่อเนื่องสองวันสองคืน
ตลอดบ่ายวันนี้มีรายงานเรื่องทหารไทยต้องการผลักดันกะเหรี่ยงกลุ่มหนีภัยพม่าออกจากไทยอย่างต่อเนื่อง รายงานล่าสุดในช่วงบ่ายคือทางการไทยยื่นคำขาดว่าจะผลักดันชาวกะเหรี่ยงออกจากฝั่งไทยในเวลา 12.00 น. ของวันอังคาร แต่ในช่วงบ่ายทหารไทยได้นำรั้วลวดหนามล้อมพื้นที่ริมแม่น้ำสาละวินที่ชาวกะเหรี่ยงอพยพเข้ามา เปิดไว้เฉพาะเส้นทางเดินกลับขึ้นเรือ จนชาวกะเหรี่ยงทั้งหมดต้องข้ามแม่น้ำสาละวินกลับไปเสี่ยงความตายของกองทัพมิงอ่องลาย
Thai military pushes Karen villagers back to Myanmar.
With guns in hands, Thai soldiers push more than 2,000 Karen villagers back across Salween River into Myanmar border. These Karen villagers have escaped the Burmese military’s attacks on Karen villages along the Thai-Myanmar border.



Sirote Klampaiboon (ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์)
9h ·

ทหารไทยผลักดันผู้อพยพกะเหรี่ยงกว่า 2,000 กลับพม่า ขึงรั้วลวดพนามไม่ให้ขึ้นฝั่งไทย ถือปืนกดดันผู้หญิงและเด็กข้ามแม่น้ำสาละวิน คนกะเหรี่ยงข้ามกลับแต่ไม่กล้าขึ้นจากฝั่ง กลัวกองทัพพม่าทิ้งระเบิด นอนเกลื่อนริมแม่น้ำดีกว่ากลับไปตาย
29 มี.ค. - ทหารไทยผลักดันผู้อพยพกะเหรี่ยงกว่า 2,000 ชีวิตออกจากฝั่งไทย ถืออาวุธปืนพร้อมขึงลวดหนามกดดันให้กะเหรี่ยงออกชายฝั่งแม่น้ำสาละวินฝั่งไทยกลับไปฝั่่งตรงข้าม ปรับแผนไล่กะเหรี่ยงจากวันอังคารเวลาเที่ยงเป็นวันจันทร์ช่วง 16.00 ส่วนคนกะเหรี่ยงไม่มีทางเลือก ทั้งผู้หญิงและเด็กต้องลงเรือข้ามแม่น้ำกลับไปเสี่ยงภัยความตาย
ในรายงานล่าสุดจากแนวชายแดน คนกะเหรี่ยงกลุ่มหนีภัยกองทัพพม่าไม่กล้าออกจากฝั่ง คนแก่, ผูัหญิง และเด็กนับร้อยนอนริมแม่น้ำสาละวิน หวั่นถูกมิงอ่องลายสั่งทหารพม่าทิ้งระเบิดหลังเครื่องบินวนตามแนวแม่น้ำติดต่อกันสองวันสองคืน ขณะที่กองทัพพม่าทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านเดปุโนจนมีชาวบ้านเสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย
เหตุการณ์ที่ชาวกะเหรี่ยงหนีตายจากกองทัพพม่าเกิดขึ้นท่ามกลางปฏิบัติการที่มิงอ่องลายส่งทหารฆ่าประชาชนอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 459 ราย โดยเฉพาะในวันที่ 27 มีคนถูกฆ่าวันเดียวถึง 114 ศพ ตามคำประกาศของมิงอ่องลายว่าจะยิงหัวทุกคนที่ประท้วงในวันทหาร
ท่าทีไทยต่อการผลักดันกะเหรี่ยงกลับพม่าถือเป็นตราบาปของนโยบายต่างประเทศยุคพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งที่ผ่านมาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องสนับสนุนเผด็จการทหารพม่า ไม่ว่าจะโดยการเชิญตัวแทนคณะรัฐประหารมาไทย, ถูกวิจารณ์เรื่องให้ความช่วยเหลือข้าว 700 กระสอบ หรือแม้กระทั่งคำสัมภาษณ์ของพลเอกประยุทธ์และพลเอกประวิตรว่าเรื่องพม่าเป็นเรื่องของพม่า ไทยไม่เกี่ยว รวมทั้งไม่มีความจำเป็นต้องให้คนไทยออกจากพม่า ต่อให้ประชาชนพม่าจะถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมไม่หยุดยั้งก็ตาม
Thai military pushes Karen villagers back to Myanmar.
With guns in hands, Thai soldiers push more than 2,000 Karen villagers back across Salween River into Myanmar border. These Karen villagers have escaped the Burmese military’s attacks on Karen villages along the Thai-Myanmar border.
Arriving back on the Myanmar shoreline, villagers consisting of elderly people, women and children choose to remain on the river bank instead of going back to their home villages for fear that the villages would be air bombed.
Sounds of military airplanes and bombing can be heard in the area during the past two days and nights.
#WhatHappeningInMyanmar #SaveMyanmar #Mar29Coup
.....

(ตอแหล!)

ศาลมีคำสั่งให้ราชทัณฑ์คุ้มครองสิทธิผู้ต้องขัง แม้เชื่อกรณีบุกเรือนนอนกลางดึก เพื่อตรวจโควิดเท่านั้น ไม่ได้มุ่งคุกคามแกนนำ “ราษฎร” (ปกติเขาตรวจโควิดยามวิกาลหรอ ?!?)



https://tlhr2014.com/archives/27673
ที่มา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

29 มี.ค. 2564 เวลาประมาณ 11.00 น. ศาลอาญาอ่านคำสั่งต่อคำร้องของอานนท์ นำภา ที่ระบุว่า ผู้คุมและเจ้าหน้าที่พยายามจะเอาตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก ผู้ต้องขังคดี ม.112 จากการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ออกไปควบคุมนอกแดนถึง 4 ครั้งในช่วงกลางดึกคืนวันที่ 15 มี.ค. 2564 โดยอ้างถึงการตรวจโควิดและกักโรค และเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งยังไม่ติดป้ายชื่อ ทำให้เขาเกรงว่าจะถูกนำตัวไปทำร้ายถึงชีวิต

ก่อนมีคำสั่งศาลได้เรียกไต่สวนอานนท์และผู้ที่เกี่ยวข้องรวม 5 ปาก กับทั้งได้เปิดคลิปจากกล้องวงจรปิดบริเวณห้องขัง เมื่อวันที่ 17 และ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ มีเพียงอานนท์ นำภา ถูกเบิกตัวไปขณะรอการพิจารณาคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เพื่อฟังคำสั่งเพียงคนเดียว คำสั่งศาลมีเนื้อหาดังนี้

ชี้ศาลมีอำนาจรับคําร้องและไต่สวนกรณีนี้ เหตุรัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพในชีวิตร่างกายของบุคคล

ก่อนวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า อานนท์ถูกข่มขู่ คุกคาม อันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและร่างกายตามที่ยื่นคำร้องหรือไม่ ศาลได้วินิจฉัยในประเด็นว่า ศาลมีอํานาจรับคําร้องและไต่สวนตามคําร้องได้หรือไม่ ก่อนเป็นประเด็นแรก โดยศาลเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28 บัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพในชีวิตร่างกายของบุคคลไว้และมีบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 อันเป็นบทบัญญัติให้ศาลตรวจสอบว่าการคุมขังชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคล การดําเนินการของรัฐจึงต้องคํานึงถึงสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกควบคุมหรือขังเป็นสําคัญ

เมื่อมีการอ้างว่าบุคคลใดถูกคุมขังในคดีอาญาหรือในกรณีอื่นใดโดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็ถือว่ามีมูลที่ศาลจะดําเนินการรับคําร้องและดําเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวได้ และศาลสามารถพิจารณาเหตุในการคุมขังตลอดจนพฤติการณ์และขั้นตอนการคุมขังให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างสมบูรณ์สมเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลดังกล่าว

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 25 ยังบัญญัติรับรองสิทธิของบุคคลที่จะยกบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิของรัฐธรรมนูญขึ้นอ้างในศาลได้ จึงเห็นว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ให้ศาลตรวจสอบคุ้มครองให้การคุมขังเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

เมื่ออานนท์อยู่ในฐานะจําเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดําที่ อ.287/2564 ซึ่งถูกคุมขังตามหมายขังระหว่างพิจารณาเลขที่ 256/2564 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว การขังระหว่างพิจารณาเป็นขั้นตอนกระบวนการพิจารณาคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89

แม้อานนท์กับพวกจะอยู่ภายใต้การคุมขังของเรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานคร กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 4 กําหนดให้เรือนจําเป็นสถานที่ใช้ในการควบคุม ขัง หรือจําคุกผู้ต้องขัง เมื่ออานนท์เป็นจําเลยที่ขังตามหมายของศาล เจ้าพนักงานเรือนจําสามารถใช้อํานาจควบคุมผู้ต้องขังได้เพียงเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมกับพฤติการณ์เพื่อจัดการบังคับให้เป็นไปตามหมายขังให้สําเร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งของขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

ศาลจึงมีหน้าที่ประการหนึ่งที่จะต้องดูแลผู้ต้องขังให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องดูแลผู้ต้องขังตามหมายของศาลให้ได้รับการรับรอง คุ้มครอง สิทธิตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย หากศาลละทิ้งหน้าที่นี้ย่อมจะทําให้ขาดองค์กรที่ทําหน้าที่ตรวจสอบคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามหลักนิติธรรม

ดังนั้น เมื่ออานนท์ยื่นคําร้องอ้างว่า อานนท์อาจจะได้รับอันตรายแก่ชีวิตและร่างกาย ศาลอาญาซึ่งเป็นผู้ออกหมายขังจําเลยไว้ระหว่างพิจารณา จึงสามารถรับคําร้องและดําเนินการไต่สวน รวมทั้งมีอํานาจเบิกตัวผู้ร้องและหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องอื่น มาดําเนินการไต่สวนให้ทราบถึงพฤติการณ์และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ตามคําร้องได้


ภาพจากเพจ Banrasdr Photo

เชื่อว่า การดําเนินการของหมอวีระกิตติ์เพื่อตรวจหาเชื้อโควิด แต่ก็ถือเป็นการกระทําโดยไม่คํานึงถึงสิทธิของผู้ต้องขังอย่างเหมาะสม

จากนั้น ศาลได้สรุปข้อเท็จจริงจากการไต่สวนอานนท์, ภาณุพงศ์, จตุภัทร์, อโนทัย ทั้งรักษ์ รักษาการผู้บัญชาการเรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานคร และนายแพทย์วีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ประกอบการเปิดคลิปจากกล้องวงจรปิดบริเวณห้องขังสุดท้าย ก่อนจะมีคำวินิจฉัยในประเด็นที่อานนท์ยื่นคำร้องว่า

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2564 เวลา 21.30 น. ถึงเวลา 02.30 น. ของวันที่ 16 มีนาคม 2564 เจ้าพนักงานเรือนจําเข้าพูดคุยกับอานนท์และพวกอยู่หลายครั้ง ทุกครั้งต่างกระทําโดยมิได้มีท่าที ข่มขู่ คุกคาม หรือใช้ความรุนแรง ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ 5 คน ที่เดินทางไปพร้อมกับนายแพทย์วีระกิตติ์ล้วนแต่งกายด้วยเครื่องแบบบุคลากรทางการแพทย์ และเป็นเพศหญิงถึง 4 คน มีการจัดเตรียมชุดเก็บสารคัดหลั่งหลังโพรงจมูก และชุดอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE) อันเป็นอุปกรณ์สําหรับใช้ตรวจหาเชื้อโควิด 19 เข้าไปภายในเรือนจําพิเศษกรุงเทพฯ เชื่อว่า การอํานวยการปฏิบัติงานของนายแพทย์วีระกิตติ์เป็นการดําเนินการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจหาเชื้อโควิด และต้องการแยกตัวภาณุพงศ์ จตุภัทร์ และปิยรัฐ ไปคุมขังในสถานที่อื่น โดยมิได้มีความมุ่งหมายที่จะข่มขู่ คุกคาม หรือทําอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของอานนท์กับพวก

อย่างไรก็ตาม อานนท์กับพวกเป็นบุคคลที่ถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งถูกจํากัดเสรีภาพในร่างกายบางประการ โดยวัตถุประสงค์เพียงเพื่อป้องกันมิให้ผู้ต้องขังหลบหนี ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่ออันตรายประการอื่น อานนท์กับพวกและผู้ต้องขังอื่นยังคงเป็นพลเมืองไทย ย่อมได้ความรับรอง คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อันเป็นสิทธิที่ถือติดตัวมาตั้งแต่กําเนิด ครบถ้วน สมบูรณ์ ทุกประการ อย่างเท่าเทียมกันเฉกเช่นเดียวกับปวงชนชาวไทยทั้งปวง

การนอนหลับพักผ่อนซึ่งเป็นองค์ประกอบสําคัญประการหนึ่งในการดํารงชีพและดําเนินชีวิตอันเป็นปกติของบุคคลทั่วไป เมื่อเรือนจําพิเศษกรุงเทพฯ มีมาตรการปิดโทรทัศน์ในช่วงเวลา 21.30 น. อันเป็นสัญลักษณ์แสดงนัยยะว่าถึงช่วงเวลาในการพักผ่อน เรือนจําพิเศษกรุงเทพฯ จึงต้องยึดถือปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนที่ดําเนินมา โดยจัดให้ผู้ต้องขังได้มีช่วงเวลาพักผ่อนที่เหมาะสมเพียงพอ ไม่ถูกล่วงละเมิดเกินสมควร

อานนท์กับพวกในฐานะเป็นผู้ต้องขังคนหนึ่งย่อมต้องได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกันกับผู้ต้องขังอื่น การเข้าตรวจหาเชื้อโควิด 19 ก็ดี การเปลี่ยนสถานที่คุมขังของผู้ต้องขังก็ดี พึงกระทําในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม การดําเนินการใด ๆ หลังช่วงระยะเวลาดังกล่าวพึงกระทําได้แต่เฉพาะปรากฏเหตุจําเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าอานนท์กับพวกได้รับการคัดกรองโรคเบื้องต้นโดยตรวจวัดอุณหภูมิของร่างกายถึง 3 ครั้ง จนผ่านเกณฑ์แล้วก่อนเข้ารับการคุมขังภายในเรือนจําพิเศษกรุงเทพฯ ภาณุพงศ์, จตุภัทร์ และนายปิยรัฐ แม้จะถูกย้ายตัวมาจากเรือนจําพิเศษธนบุรีซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโควิดก็ตาม แต่ก็เป็นการเคลื่อนย้ายนักโทษระหว่างเรือนจํากับเรือนจํา ซึ่งต่างล้วนแต่มีมาตรการคัดกรองโควิดในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอานนท์กับพวกถูกคุมขังอยู่ที่แดน 2 ของเรือนจําพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นแดนกักโรคเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิดอยู่แล้ว

กรณีจึงยังไม่ปรากฏเหตุจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งรีบหรือเร่งด่วนถึงขนาดต้องดําเนินการแยกตัวอานนท์กับพวกออกจากผู้ต้องขังอื่น หรือเร่งตรวจหาเชื้อโควิดอานนท์กับพวกให้แล้วเสร็จภายในคืนนั้น หากปล่อยให้ระยะเวลาผ่านพ้นไปอีก 3 ชั่วโมง ก็จะถึงรุ่งเช้า ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาปกติที่สามารถดําเนินการได้โดยไม่กระทบต่อการพักผ่อนของผู้ต้องขัง การกระทําของเจ้าพนักงานเรือนจํา แม้จะไม่ถึงขนาดเป็นการล่วงละเมิดต่อกฎหมาย แต่ก็ถือเป็นการกระทําโดยไม่คํานึงถึงสิทธิของผู้ต้องขังอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษยชนที่นานาอารยประเทศให้การรับรองและคุ้มครอง

การดําเนินการตรวจร่างกายผู้ต้องขัง หรือย้ายสถานที่คุมขังหรือกระทําการใด ๆ กรมราชทัณฑ์จึงต้องดําเนินการในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม สมควร และเป็นไปตามระเบียบและแนวทางปฏิบัติที่ไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิตในฐานะผู้ต้องขัง

กล่าวโดยสรุปศาลเห็นว่า การดําเนินการของเจ้าพนักงาน เรือนจําพิเศษกรุงเทพฯ ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังอันกระทบต่อสิทธิของอานนท์กับพวกเท่าที่ควร และเห็นควรให้เจ้าพนักงานเรือนจําที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องทําหน้าที่โดยใช้ความระมัดระวังเพื่อให้อานนท์กับพวกได้รับการคุ้มครองตามสิทธิที่กฎหมายรับรอง
.....



โดย TLHR
29/03/2564

เมื่อวันที่ 17 และ 22 มี.ค. 64 ที่ผ่านมา ศาลอาญา รัชดา ห้องพิจารณา 812 มีการไต่สวนอานนท์ นำภา, จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และภาณุพงศ์ จาดนอก ผู้ต้องขังคดี ม.112 จากม็อบ #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ณ ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 19-20 มี.ค. 63 รวมทั้งอโนทัย ทิ้งรักษ์ รักษาการผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และนายแพทย์ วีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 64 อานนท์ นำภา ทนายความและผู้ต้องขังทางการเมือง ได้เขียนคำร้องถึงศาลอาญาในระหว่างการสืบพยานในคดีคนอยากเลือกตั้ง ARMY57 ระบุว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา ผู้คุมพยายามจะเอาตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก ออกไปควบคุมนอกแดน โดยมีการพยายามมานำตัวถึง 4 ครั้งในช่วงกลางดึก และมีการอ้างเพียงว่าจะเอาตัวไปตรวจโควิด ซึ่งผิดวิสัยโดยปกติที่จะไม่มีการนำผู้ต้องขังออกนอกแดนในเวลาหลังเที่ยงคืน กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่มากลางดึกยังไม่ติดป้ายชื่อ ทำให้เขาเกรงว่าจะถูกนำตัวไปทำร้ายถึงชีวิต ศาลจึงมีคำสั่งเรียกไต่สวนเรื่องดังกล่าว โดยการเบิกตัวอานนท์มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เช้าวันที่ 17 มี.ค. 64

>> อานนท์ทำหนังสือถึงผบ.เรือนจำ เรียกร้องเปิดกล้อง-ชี้แจงกรณีจนท.พยายามนำตัว “ไมค์-ไผ่-โตโต้” จากห้องขังกลางดึก



บรรยากาศการไต่สวนในห้องพิจารณา 812 เป็นไปด้วยความเคร่งครัด โดยมีเจ้าหน้าที่ศาล, รปภ. และตำรวจศาลกว่า 10 คน คอยตรวจตราหน้าห้องและไม่อนุญาตให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องกับคดีเข้าฟังการพิจารณา ขณะเดียวกันญาติ ผู้ได้รับอนุญาตให้นั่งฟังการพิจารณาและทนายความ ต้องปิดมือถือและนำมาฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ศาลด้านหน้าผู้พิพาษา แม่ไผ่, แม่ไมค์ และครอบครัวของทนายอานนท์ ได้เข้าฟังการไต่สวน ขณะที่แม่ของ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ซึ่งเดินทางมาร่วมฟังการพิจารณาด้วย เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับผู้ต้องขังทั้งหมดมิใช่เพียงแค่สามคน ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าฟังการพิจารณาแต่อย่างใด

ทนายความแถลงต่อศาลว่า นักข่าวให้ความสนใจต่อกรณีดังกล่าวและอยากขอส่งตัวแทนเข้าฟังการพิจารณานี้ด้วย พร้อมทั้งกล่าวว่า การไม่เปิดให้ประชาชนเข้าฟังไม่สอดคล้องกับหลักการพิจารณาโดยเปิดเผย ศาลกล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับความไม่เหมาะสมในการนำเสนอชื่อและภาพของผู้พิพากษาในลักษณะกล่าวร้าย ทำให้ต้องจำกัดการเข้าฟังการพิจารณาและกล่าวถึงการพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 64 ซึ่งเกิดความวุ่นวายขึ้นในห้องพิจารณาขณะที่ “เพนกวิน” ลุกขึ้นแถลงข้อความต่อศาล จนศาลต้องพักการพิจารณา โดยภายหลังปรากฎภาพถ่ายเหตุการณ์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนภาพจากกล้องวงจรปิดว่าใครเป็นผู้ถ่ายภาพ

ก่อนทนายอานนท์ซึ่งผู้เขียนคำร้องจะขึ้นเบิกความเป็นพยานปากแรก ศาลกล่าวกับทุกคนในห้องพิจารณาว่าศาลจะให้ความยุติธรรมอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ระบบการไต่สวนเป็นระบบที่มีผู้พิพากษาเป็นผู้ซักถาม โดยผู้พิพากษาให้อานนท์ไล่เรียงเหตุการณ์ของวันที่ 15 มี.ค. 64 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ

จนท.ราชทัณฑ์ เข้ามาในห้องขัง 4 ครั้ง ตลอดช่วง 3 ทุ่ม-ตี 2

อานนท์เบิกความว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันที่ 15 มี.ค. 64 ตน, พริษฐ์, สมยศ และปติวัฒน์ จำเลยในคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ถูกนำตัวกลับจากศาลแห่งนี้ไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนเข้าไปมีการตรวจอุณหภูมิที่อาคารพยาบาล โดยทุกคนมีอุณหภูมิปกติ มาตราการดังกล่าวใช้กับทุกคนที่เข้าเรือนจำ ทั้ง 4 คนถูกนำตัวไปที่แดน 2 มีเพียง 3 คนที่นั่งกินข้าวด้วยกัน เนื่องจากพริษฐ์เริ่มอดอาหารประท้วงตามที่ประกาศในวันนั้น หลังจากนั้นพวกตนขึ้นไปโรงนอน

ห้องขังแดน 2 เป็นแดนกักโรคของเรือนจำ ผู้ต้องขังที่ออกศาลจะถูกกักที่นั่น 7 วัน หลังจากนั้นจะถูกกักในแดนที่ตัวเองประจำอยู่อีก 7 วัน สำหรับผู้ต้องขังที่เข้ามาใหม่ จะถูกกักที่แดนสอง เป็นเวลา 14 วัน หลังจากครบระยะเวลาก็จะถูกตรวจโควิด ก่อนถูกจำแนกไปยังแดนอื่นๆ สภาพแวดล้อมของแดน 2 มีเรือนขัง 2 ชั้น ชั้นบนมีห้องขังขนาดราว 4×12 เมตร 10 ห้อง ไว้ขังผู้ต้องขังเพื่อกักโรคทั้ง 10 ห้อง ชั้นล่างเป็นห้องขังผู้ต้องขังทั่วไป ทั้ง 4 ถูกขังในห้องหมายเลข 7 โดยมีผู้ต้องขังในห้องเดิม 9 คน ผู้ต้องขังบางคนเคยอยู่ห้องเดียวกับตน

ไม่เกิน 1 ทุ่ม หลังสวดมนต์ เจ้าหน้าที่นำตัว “ไมค์” ภาณุพงศ์, “ไผ่” จตุภัทร์ และ “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ ที่ศาลอนุญาตให้ย้ายมาจากเรือนจำพิเศษธนบุรี เข้ามาที่ห้อง 7 ที่ตนทั้งสี่คนถูกควบคุมตัวอยู่

เวลาประมาณ 21.00 น. มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 3 คน มาพร้อมพยาบาล ตนเห็นว่า ไมค์, ไผ่ และโตโต้ จะถูกนำตัวไปแยกขังที่เรือนพยาบาล จึงบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า ศาลอนุญาตให้ควบคุมตัวไว้ด้วยกัน ไว้ตอนเช้าค่อยแยกขัง โดยให้ทำต่อหน้าคนอื่นๆ เพราะเกรงจะมีอันตราย เหตุที่ตนทราบว่าจะมีอันตรายเพราะทนายเล่าให้ฟังว่า คนชื่อค้อกจะส่งคนมาฆ่าให้เสียชีวิตเหมือนหมอหยองและ พ.ต.ต.ปรากรม ซึ่งมีข่าวว่า ทั้งสองเสียชีวิตในเรือนจำเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว

ตนคุยกับไผ่ว่า สุดท้ายแล้วหากจะถูกแยกกันก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ฟ้าสว่างก่อน และหากถูกแยกไปจริงก็จะขอให้ศาลสั่งให้นำมาขังรวมกันอีกครั้ง หลังจากเข้ามาได้ประมาณ 15 นาที ผู้คุมทั้งสามก็ออกไปจากห้องตนจำชื่อผู้คุมเหล่านั้นไม่ได้ แต่จำหน้าได้ เพราะเป็นผู้คุมที่เคยเห็นอยู่ปกติ หากศาลเรียกวีดิโอจากกล้องวงจรปิดมาแสดงก็จะเห็นหน้าตาชัดเจน เพราะพวกเขาเพียงคาดหน้ากากอนามัย

ประมาณ 23.45 น. มีผู้คุมกลุ่มเดิม 3-4 คน ซึ่งเป็นผู้คุมประจำ และเจ้าหน้าที่อีกราว 4-5 คน มายืนอยู่ข้างนอกห้องขัง บอกว่าจะนำพวกตนทั้ง 7 คนไปตรวจโควิด พวกตนจึงเดินไปคุย ยืนยันว่ารุ่งเช้าค่อยดำเนินการ ที่ปฎิเสธการตรวจไปเพราะรู้สึกแปลกที่เจ้าหน้าที่จะตรวจแค่ 7 คน ผู้คุมจึงบอกว่าจะไปปรึกษาผู้บังคับบัญชาก่อน

เวลาประมาณ 00.15 น. มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ราว 8 คน ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ชุดเดิม เดินเข้ามาบอกว่าจะนำตัวคน 16 คน ในห้องขังหมายเลข 7 ไปตรวจโควิด ซึ่งก่อนหน้านี้จะเข้ามาเอาตัวไปเฉพาะ 7 คน พวกตนยังคงปฎิเสธการตรวจ เนื่องจากเป็นยามวิกาลแล้ว และการตรวจโควิดต้องนำสำลีแหย่เข้าไปในจมูก ตนกังวลว่าหากถูกใส่ยาสลบจะเป็นอันตราย อีกทั้งไม่ทราบว่าจะถูกพาไปตรวจที่ไหน ผู้คุมจึงนำตัวผู้ต้องขัง 9 คนออกไปห้องข้าง ๆ เหลือพวกตน 7 คน อยู่ด้วยกัน

หลังจากนั้นพวกตนทั้งเจ็ดนอนไม่หลับอีกเลย กระทั่งเวลาประมาณ 02.30 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็เข้ามาอีกครั้งตอน นอกจากผู้คุมชุดเดิม 3-4 คน ยังมีเจ้าหน้าที่อีกกว่า 10 คน แต่งกายด้วยชุดสีน้ำเงินเข้ม ไม่ติดยศและชื่อ ไผ่ลุกขึ้นถือสมุดไปจดชื่อผู้คุมที่ใส่ชุดสีกากีซึ่งมีป้ายชื่อ ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ไม่ติดป้ายชื่อไม่มีใครยอมแจ้งชื่อ เราพูดกันทำนองว่า “มันไม่ใช่แล้ว”

เจ้าหน้าที่กลุ่มนั้นแจ้งว่า จะเอาพวกตนทั้งหมดไปที่สถานพยาบาลราชทัณฑ์ ตนถามเจ้าหน้าที่ว่า “มันจะปลอดภัยไหม” ตนรู้สึกว่าอยู่ตรงนี้ดีกว่า เพราะหากออกไปนอกแดนจะไม่มีกล้องวงจรปิด ซึ่งจะถูกพาไปที่ไหนก็ได้ ตนไม่กลัวถูกเอาไปขังที่อื่นแต่กลัวถูกฆ่า เพราะโดยสามัญสำนึกแล้ว เวลา 02.30 น. ไม่ใช่เวลาย้ายห้องขัง ซ้ำเจ้าหน้าที่มามากกว่า 10 คน แต่ไม่ติดป้ายชื่อ ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ หลังจากนั้นพวกตนพากันอยู่ในบริเวณที่มีกล้องตลอดเวลา ตนยังได้เดินไปหมุนเข็มนาฬิกาให้เป็นเวลา 7 โมงเช้า เนื่องจากความกลัวอีกด้วย

ที่มาแห่งความกังวล: ผู้ถูกกล่าวหา ม.112 ทั้งผู้ลี้ภัยและผู้ต้องขังล้วนถูกฆาตกรรม

อานนท์เบิกความต่อว่า เวลา 7.00 น. ตนต้องเดินทางมาที่ศาล เนื่องจากมีนัดสืบพยานในคดีคนอยากเลือกตั้งชุมนุมบริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพบก เมื่อ 24 มี.ค. 61 หรือ คดี #​Army57 เมื่อมาถึงศาลในเวลา 8.00 น. จึงเขียนคำร้องฉบับดังกล่าวขึ้น เหตุที่เชื่อว่าจะมีคนเอาชีวิตเพราะในบรรดาผู้ถูกกล่าวหาด้วยมาตรา 112 ล้วนถูกทำให้เสียชีวิต เช่น ผู้ที่ลี้ภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ สุรชัย แซ่ด่าน, ชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือผู้ต้องขัง อาทิ หมอหยองกับ พ.ต.ต.ปรากรม ทำให้ตนเป็นกังวล อีกประการที่เชื่อว่าจะถูกฆ่าในเรือนจำ คือการที่ตนไม่ได้รับการประกันตัวอย่างไม่มีเหตุผลที่แน่ชัด ทั้งที่ไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี ตนเชื่อว่าศาลอาญาไม่ได้มีอำนาจในการสั่งขังด้วยตัวเองแต่มีผู้มีอำนาจสั่งการอีกที

ตนเห็นว่า การตรวจโควิดโดยปกติก็ไม่ได้ตรวจกันในเวลากลางคืน และจะตรวจก่อนจะถูกแยกแดน หากเห็นว่าจะต้องตรวจทั้ง 3 คนอย่างเร่งด่วน ก็ควรแยกทั้ง 3 ไปที่แดนพยาบาลตั้งแต่ตอนรับเข้ามา แต่ทั้งสามก็ผ่านเข้ามายังแดน 2 ได้ ตนออกไปศาลบ่อยๆ ระหว่างถูกคุมขัง แต่ก็เพียงต้องกลับมากักตัวที่แดน 2 เท่านั้น การอ้างว่าจะเอาไปกักโรคที่สถานพยาบาลก็ฟังไม่ขึ้น เพราะห้อง 7 แดน 2 ก็คือที่กักโรคอยู่แล้ว

อานนท์ชี้ จดหมายข่าวชี้แจงจากราชทัณฑ์บิดเบือนหลายจุด

อานนท์เบิกความอีกว่า วันนี้ (17 มี.ค. 64) ทราบว่าเพจเฟซบุ๊กราชทัณฑ์มีการโพสต์จดหมายข่าว 1 ฉบับ ชี้แจงเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ปัจจุบันลบออกไปแล้ว ตนเห็นว่าคำชี้แจงนี้บิดเบือนหลายจุด จึงขอนำมาชี้แจงต่อศาล โดยศาลให้เจ้าหน้าที่ถ่ายเอกสารดังกล่าวมาประกอบสำนวน

ประการแรก เวลาในหมายข่าวชี้แจงบอกว่าเจ้าหน้าที่เข้ามาตอน 23.00 น. แต่จริงๆคือ 23.45 น. ในหมายข่าวยังไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ช่วงเวลา 02.00 แต่ประการใด ทั้งที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง จึงอยากให้ศาลเรียกดูกล้องวงจรปิดด้วย อีกประการตนทราบตอนเช้าวันที่ 16 มี.ค. ว่า ทั้งหมดเป็นคำสั่งของนายแพทย์วีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ แต่ตนไม่ได้เขียนลงคำร้องเพราะกลัวจะถูกฟ้องหมิ่นประมาท เมื่อท่านแถลงข่าวรับเอง จึงขอให้ศาลเรียกนายแพทย์วีระกิตติ์มาไต่สวนด้วย

อานนท์ยังกล่าวว่า วานนี้ (16 มี.ค.) ประมาณ 19.00 น. รองอธิบดีคนดังกล่าวกับผู้ที่แจ้งความพริษฐ์ในข้อหา 112 (ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม) ได้เข้าไปในเรือนจำและถ่ายรูปพวกตนในห้องขัง นอกจากนี้ตนยังได้เห็นข่าวในเว็บไซต์ข่าว (Top news) ซึ่งทนายให้ดูว่า กรมราชทัณฑ์ได้สั่งการให้ตรวจสอบกรณีการเขียนคำร้องของตน แต่แต่งตั้งนายแพทย์วีระกิตติ์ เป็นผู้ตรวจสอบสวน ตนเห็นว่าสำนักข่าว Top News ซึ่งเอาข่าวไปรายงานนั้นมีความคลาดเคลื่อนทั้งหมด และการให้สัมภาษณ์ของนายแพทย์วีระกิตติ์ แสดงทัศนคติที่แย่ต่อผู้ต้องขังทางการเมือง

อานนท์แถลงต่อศาลทิ้งท้ายว่า “คนที่ช่วยชีวิตผมได้มีแค่ศาล ญาติหรือทนายก็ช่วยผมไม่ได้ ท่านทราบหรือไม่ว่า ท่านกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าคนที่กำลังจะตาย”



เรือนจำอ้างจำเป็นต้องแยกและตรวจโควิด ไผ่-ไมค์-โตโต้ เร่งด่วน เนื่องจากมาจากพื้นที่เสี่ยง ขณะผู้ต้องขังใหม่จากฝั่งธนฯ เช่นกันไม่ถูกแยก

บ่ายวันเดียวกัน เวลา 13.30 น. อโนทัย ทิ้งรักษ์ รักษาการผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เข้าเบิกความเป็นลำดับถัดมา ระบุว่า ตนมารับตำแหน่งที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่ 22 ก.พ. 64 โดยปกติเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มี 8 ส่วนงาน ตามระเบียบของเรือนจำ ผู้ต้องขังตามหมายขังของศาล ต้องมีกระบวนการรับตัวและมีมาตรการป้องกันโควิด โดยแบ่งนักโทษเป็น 2 ประเภท คือ ผู้ต้องขังใหม่ ที่ต้องทำประวัติในแดนแรกรับและตรวจสุขภาพ มีแดนเฝ้าระวังโควิดในแดนสอง ซึ่งมีลักษณะเป็นอาคาร 2 ชั้น ห้องขังชั้นที่ 1 สำหรับนักโทษที่ออกไปทำงาน มีห้องสมุด ที่รับประทานอาหาร ชั้นที่ 2 สำหรับนักโทษออกศาลหรือผู้ต้องขังใหม่ สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยมีกล้องวงจรปิด ติดหน้าห้องและบริเวณทางเดิน

ขั้นตอนการรับตัวเข้าเรือนจำ หลังจากรับตัว สอบประวัติ วัดไข้ จะให้ผู้ต้องขังรับประทานอาหารและอาบน้ำ โดยห้องขังทุกห้องจะเปิดไฟถึงเช้า เมื่อเข้ามาในแดน 2 แล้วจะถูกขังอยู่ 14 วัน ออกมาไม่ได้ ตลอด 14 วัน ในห้องขังนั้นมีส้วมและที่อาบน้ำ อาหารมีคนจัดขึ้นไปให้ จะออกมาจากห้องได้คือตอนป่วย หากป่วยหนักจะต้องเอาออกมารักษาที่เรือนพยาบาล และเมื่อออกศาลแล้วต้องกลับเข้าไปเริ่มกักตัวใหม่

ในวันเกิดเหตุ ตนทราบจากรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.40 น. มีผู้ต้องขังมาจากเรือนจำพิเศษธนบุรี 3 ราย มีการรับตัว ตรวจร่างกาย ตรวจสอบทะเบียนทำประวัติ จากนั้นเจ้าหน้าที่พาไปกักตัวที่แดน 2 โดยนำไปขังรวมกับผู้ต้องขังที่ออกศาลในวันนี้ ผู้ต้องขังในห้องดังกล่าวมีจำนวนรวม 16 คน

หลังจากเจ้าหน้าที่รายงานให้ตนทราบ ตนจึงรายงานไปยังรองอธิบดี (นายแพทย์วีระกิตติ์) ว่า มีผู้ต้องขัง 3 คน มาจากพื้นที่เสี่ยงธนบุรีซึ่งติดกับย่านตลาดบางแค บางบอน นายแพทย์วีระกิตติ์จึงนำทีมแพทย์ พยาบาล จากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ 6-7 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงไปที่แดน 2 โดยเห็นว่าหากไม่ตรวจคัดกรอง 3 คนจากพื้นที่เสี่ยง ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้อื่นทั้งนักโทษและเจ้าหน้าที่ ตนเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับคณะแพทย์ โดยนายแพทย์วีระกิตติ์ดูความเรียบร้อยอยู่ด้านล่าง

ศาลได้ขอตารางการเข้าเวรของคืนวันที่ 15 มี.ค. 64 เพื่อประกอบการไต่สวนด้วย โดยศาลอยากทราบว่ามีเจ้าหน้าที่กี่คนและเป็นใครบ้างที่ปฏิบัติหน้าที่ในเวลาดังกล่าว นายอโนทัยกล่าวว่า ในวันดังกล่าวมีผู้ปฎิบัติหน้าที่หลายหน้าที่

นายอโนทัยเบิกความต่อว่า เวลาประมาณ 3 ทุ่ม เจ้าหน้าที่เดินทางไปแจ้งว่า จะนำตัว 3 คน ไปกักโรคที่สถานพยาบาล แต่ทั้งสามปฏิเสธ ตนและเจ้าหน้าที่ทีมแพทย์จึงลงมาหารือกันและกลับขึ้นไปอีกครั้งเพื่อตรวจทั้งห้อง เนื่องจากกลัวว่าทั้ง 3 คน จะนำเชื้อมาติดคนอื่นหากมีอาการป่วย การเข้าไปในห้องขังครั้งที่ 2 สามารถนำตัวผู้ต้องขังมาตรวจ Swab (ใช้สำลีพันที่ก้านไม้แหย่เข้าไปในโพรงจมูก) ได้ 9 คน ส่วนอีก 7 คน คืออานนท์และพวกไม่ยอมไปตรวจ

เมื่อพยาบาลนำ 9 คน ไปตรวจแล้ว จึงต้องการจะแยก 7 คน ที่ไม่ยอมตรวจไปกักตัวที่สถานพยาบาล แต่ทั้งหมดไม่ยอมไป จึงต้องนำตัว 9 คน แยกออกไปแทน แต่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มีกำลังไม่พอ โดยมีอยู่ไม่เกิน 10 คน จึงต้องนำเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่ลาดยาวมาด้วย โดยเป็นเจ้าหน้าที่นอกเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่เป็นเจ้าหน้าที่ในกลุ่มเรือนจำลาดยาว ตนไม่ทราบว่ามาจากเรือนจำอะไรบ้าง แต่แต่งกายเหมือนกัน เป็นชุดปฏิบัติการพิเศษราชทัณฑ์ซึ่งมีสีกรมท่า ซึ่งในช่วงเวลาตี 2 ทีมแพทย์ไม่ได้มาด้วย

ตนเดินทางขึ้นไปกับทีมเจ้าหน้าที่ในช่วง 3-5 ทุ่ม หลังจากนั้นไม่ได้ขึ้นไปด้วย โดยยืนอำนวยการอยู่ด้านล่างที่ประตูแดน เมื่อคณะเจ้าหน้าที่แยกทั้ง 9 คน ไปอยู่อีกห้องหนึ่งแล้ว ตนก็เดินทางกลับ

รักษาการ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เบิกความอีกว่า เรือนจำให้ความสำคัญกับการคัดกรองการแพร่เชื้อโควิด-19 ในฐานะรักษาการ ผบ.เรือนจำ ไม่สามารถรับผิดชอบหากเกิดการแพร่เชื้อ จึงต้องเข้มงวดและเป็นนโยบายรัฐบาลด้วย หากปล่อยปละละเลยให้มีคนติดเชื้อ 1 ราย จะเกิดความเสียหายต่อทางราชการ ซึ่งมีนักโทษ 3,000 กว่าคน รวมถึงเจ้าหน้าที่ด้วย เมื่อช่วงวันที่ 10 มี.ค. มีผู้ต้องขังมาจากศาลแขวงพระนครใต้ เพื่อรอส่งตัวไปสถานกักขังกลางปทุมธานี แต่ 2 วันถัดมา ได้รับรายงานว่าผลตรวจเป็นบวก เจ้าหน้าที่ 8 นาย จึงต้องกักตัว ผู้ต้องขังช่วยงาน 30 กว่าคนก็ต้องกักตัวที่แดน 2 เช่นกัน เพราะเหตุนี้ทีมแพทย์และพยาบาลจึงต้องเข้ามาตรวจเชื้อโควิดทันที จะปล่อยช้าไม่ได้โดยเด็ดขาด

ศาลถามว่า ในการจับนักโทษแยกกันเป็นระเบียบหรือเป็นดุลยพินิจ เหตุใดไม่แยกตั้งแต่เข้าเรือนจำ

นายอโนทัยเบิกความตอบว่า ตนและรองอธิบดีไม่ได้สั่งให้แยกตั้งแต่แรก เมื่อได้รับรายงานว่าทั้งสามถูกส่งตัวไปแดน 2 จึงสั่งให้แยกไปสถานพยาบาล ตนไม่ทราบว่าทำไมไม่แยกในทันที ทั้งนี้ ในการแยกผู้ต้องขังไปกักตัวมีกรอบมาตรการกำหนดไว้ แต่ไม่ได้มีระเบียบบังคับ การสั่งแยกเป็นความเห็นและการหารือของคณะแพทย์ พยาบาล โดยตนเป็นผู้สั่งตามอำนาจหน้าที่รักษาการ

ศาลถามอีกว่า วันที่ 15 มี.ค. 64 นอกจากไผ่ ไมค์ โตโต้ มีผู้ต้องขังเข้าใหม่มาจากฝั่งธนฯ เช่นกัน ทำไมไม่แยกคนเหล่านั้นด้วย นายอโนทัยตอบว่า เนื่องจากเขามีอุณภูมิปกติ โดยก่อนหน้านั้น นายอโนทัยก็เบิกความตอบศาลว่า ไมค์ ไผ่ โตโต้ ผ่านการตรวจอุณหภูมิเบื้องต้นโดยไม่พบว่าผิดปกติ

สุดท้าย รักษาการ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตอบคำถามศาลว่า เหตุที่เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปช่วงตีสองไม่มีป้ายชื่อติด เนื่องจากป้ายชื่อซึ่งเป็นตีนตุ๊กแกอาจจะหลุด หรือเจ้าหน้าที่อาจจะลืมติด

ไมค์-ไผ่ เบิกความ ถูกวัดอุณหภูมิ 3 รอบ ไม่พบไข้ ก่อนเข้าแดนต้องไปเรือนพยาบาลแต่ไม่ถูกกักตัวไว้ตั้งแต่แรก

ต่อมา วันที่ 22 มี.ค. 64 ศาลนัดไต่สวนพยานอีก 3 ปาก ประกอบด้วย ไมค์, ไผ่ ซึ่งเข้าเบิกความในช่วงเช้า และนายแพทย์วีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เบิกความในช่วงบ่าย วันดังกล่าวยังคงมีการเก็บโทรศัพท์ทุกคนในห้องพิจารณา และมีตำรวจศาลถือเครื่องตรวจจับโลหะ พร้อมทั้งยืนเฝ้าอยู่บริเวณห้องพิจารณาราว 10 คน มีการจำกัดให้เฉพาะญาติของไผ่และไมค์เข้าร่วมฟังการไต่สวน แต่อนุญาตให้นักข่าวเข้าได้ 4 คน

ไมค์ เบิกความเป็นคนแรก หลังจากไมค์เบิกความเสร็จแล้ว ไผ่จึงถูกตัวมาที่ห้องพิจารณา อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเบิกความสอดคล้องกันว่า หลังถูกฟ้องในวันที่ 8 มี.ค. 64 จากคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ได้ถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรีระหว่างวันที่ 8 – 15 มี.ค. 64 เป็นเวลา 8 วัน โดยวันที่ 8 มี.ค. มีการซักประวัติ 2 รอบ มีการนำตัวไปแดนกักโรค มีการวัดไข้ แต่ยังไม่มีการตรวจหาโควิด อุณหภูมิของพวกตนเป็นปกติ

หลังจากนั้นมีการแยกพวกตนให้อยู่คนละห้องกัน ไมค์เบิกความว่าตนอยู่ในห้องที่มีทั้งหมด 10 คน แต่จำเลขห้องไม่ได้ ส่วนไผ่อยู่ในห้องหมายเลข 9 ซึ่งมีผู้ถูกคุมขัง 9 คน เจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะมีการตรวจโควิดในวันที่ 9 มี.ค. 64 ต่อมา เช้าวันที่ 9 มี.ค. มีเจ้าหน้าที่มาตรวจโควิดที่หน้าห้องขัง มีเก้าอี้นั่ง เจ้าหน้าที่ใช้สำลีแหย่จมูก นำสารคัดหลั่งไปตรวจ และแจ้งให้รอผลตรวจ 2 วัน แต่ตนก็ไม่ได้ทราบผลตรวจ ทุกวันผู้ช่วยเจ้าหน้าที่จะมาตรวจวัดไข้ ตลอดช่วงกักตัวเพื่อควบคุมโควิด ไผ่เล่าว่าไม่ได้ออกจากห้องขังเลย ยกเว้นการไปรับของที่มีคนซื้อให้ 1 ครั้ง

เมื่อถึงวันที่ 15 มี.ค. ทั้งสอง รวมทั้งโตโต้ ได้ถูกเบิกตัวมาศาล ช่วงเย็นจึงถูกนำตัวกลับไปเรือนจำพิเศษธนบุรีด้วยรถตู้ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อปั๊มลายนิ้วมือและเซ็นเอกสารฝากเอาเงินออก ก่อนทั้งสามถูกย้ายไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตามที่ศาลอนุญาต โดยขณะนั้นยังไม่ค่ำ ไมค์สังเกตว่าท้องฟ้ายังสว่างอยู่

เมื่อถึงเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทุกคนต้องล้างมือและได้รับการวัดไข้ ก่อนถูกตรวจค้นถุงผ้าที่นำมาจากเรือนจำพิเศษธนบุรีและตรวจร่างกาย เมื่อตรวจร่างกายเสร็จ จึงถูกส่งไปที่เรือนพยาบาล มีการตรวจวัดไข้ที่เรือนพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าปกติ หลังจากนั้นมีการนั่งรอถ่ายรูป ทำประวัติ ตรวจสุขภาพ สอบถามเรื่องการแพ้ยา แพ้อาหารเบื้องต้น หลังทำประวัติเสร็จแล้ว ก็ถูกนำตัวไปที่แดน 2 ซึ่งเป็นแดนกักโรค

เมื่อเข้าไปถึงแดน 2 มีการรายงานตัวว่าพวกตนมาถึง 3 คน จากนั้นมีเจ้าหน้าที่มาวัดไข้และให้ล้างมืออีกครั้ง ซึ่งเป็นการวัดไข้ครั้งที่ 3 ผลการตรวจพบว่าปกติ พวกตนถูกพาไปห้องควบคุมที่ 7 ชั้น 2 ในห้องมีประมาณ 18 คน จำเวลาไม่ได้ว่าเข้าไปกี่โมง แต่ไปถึงก็ต้องปูที่นอน นอนดูหนัง เวลา 21.30 น. เจ้าหน้าที่ปิดทีวี ไมค์นอนอยู่ใกล้นาฬิกา จึงทราบเวลาตอนนั้น หลังจากปิดทีวีแล้วราว 21.35 น. มีเจ้าหน้าแต่งชุดสีกากีเดินเข้ามาที่ห้อง 7 หลายคน แต่จำไม่ได้ว่ากี่คน แจ้งว่าจะแยกไมค์ ไผ่ โตโต้ไปที่เรือนพยาบาล พวกตนทั้งสามปฏิเสธ เพราะดึกแล้วและง่วง ต้องการพักผ่อน จึงบอกเจ้าหน้าที่ว่า ให้ย้ายในเวลาปกติของวันพรุ่งนี้

หลังเจ้าหน้าที่ไป ทั้งหมดก็เข้านอน เวลา 5 ทุ่มกว่าๆ มีเจ้าหน้าที่ใส่ชุดกากีและชุดดำ รวมถึงพยาบาลมา ตนเห็นพยาบาลใส่ชุดขาว หญิง 1 ชาย 1 และเจ้าหน้าที่เรือนจำซึ่งจำไม่ได้ว่ามากี่คน เจ้าหน้าที่พยาบาลจะมาขอตรวจโควิดด้วยการใช้สำลีแหย่ในโพรงจมูก ตนปฏิเสธอีกครั้งเนื่องจากดึกแล้ว และตรวจวัดไข้มา 3 รอบแล้ว อีกทั้งกลัวสำลีที่จะแหย่เข้ามาว่าจะมีอะไรหรือไม่ โดยได้ขอให้มาตรวจวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่และพยาบาลจึงออกจากห้องควบคุมอีกครั้ง

ประมาณไม่เกิน 00.15 น. เจ้าหน้าที่และพยาบาลมาอีกรอบ จำนวนมากกว่าเดิม และสั่งให้ทุกคนในห้องออกไปตรวจโควิดโดยการใช้สำลีแหย่โพรงจมูก พวกตน 7 คน ไม่ยินยอม แต่คนอื่นที่เหลือยอมให้ตรวจ เมื่อตรวจเสร็จ ทุกคนที่ตรวจก็กลับเข้ามาห้อง 7 พวกตนคิดว่าเรื่องจบแล้วจึงพักผ่อน แต่แล้วประมาณตี 2 กว่าๆ ผู้คุมชุดดำและชุดกากีมากกว่า 15 นาย ซึ่งรอบนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่พยาบาล เจ้าหน้าที่ถือกล้องวีดิโอ 2 ตัว และกล้องภาพนิ่ง 1 ตัว ไผ่พยายามเดินเข้าไปจดชื่อเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาในห้อง แต่เจ้าหน้าที่ที่ใส่ชุดสีดำไม่มีป้ายชื่อและไม่ยอมแจ้งชื่อให้ทราบ

ไผ่เบิกความว่า รู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดวิสัย เนื่องจากหากทบทวนดูจะพบว่าเจ้าหน้าที่พยายามที่จะเอาพวกตนแยกออกจากกันให้ได้ตลอด 6 ชั่วโมง จึงรู้สึกว่าการตรวจโควิดเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อจะเอาพวกตนออกจากห้องขัง ทำให้ตนกังวล ตนพยายามถามว่าทำไมย้ายเวลานี้ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ตอบ

ไผ่ยังกล่าวต่อว่า เพื่อนในเรือนจำเคยเล่าให้ฟังว่ามีคนโดนซ้อม โดยเบิกตัวไปตอนดึก บางคนไม่ได้กลับมา บางคนกลับมาแล้วบาดเจ็บ เพื่อนไม่ได้เห็นคนเหล่านั้น แต่ได้ยินเสียงร้อง ตนเชื่อว่ามีเพียงเหตุผลเดียวที่จะนำพวกคนออกไปในยามวิกาล ซึ่งเรือนจำพิเศษธนบุรีเองก็ไม่ได้ทำเช่นนี้เพราะตรวจตอนกลางวัน

ขณะที่ไมค์ระบุว่า เจ้าหน้าที่มาแจ้งว่าจะแยกทั้ง 7 คนไปเรือนพยาบาล ซึ่งตอนแรกจะแยกแค่ 3 คน แต่ตี 2 กว่ามาแจ้งว่าจะแยกไป 7 คน พวกตนจึงปฏิเสธเพราะเคยได้ข่าวการทำร้ายผู้ต้องขัง โดยการนำออกจากห้องขังยามวิกาลและข่าวหมอหยอง ปรากรม ซึ่งทั้ง 2 คนเสียชีวิตภายในเรือนจำ

หลังตี 2 โตโต้ เป็นผู้อาสาอยู่เวรเฝ้าจนเช้า ซึ่งตอนเช้าพวกตนก็ไม่ได้ถูกจับแยกกัน ชีวิตหลังจากนั้นปกติดี โดยมีการตรวจโควิดอีกครั้งวันที่ 19 มี.ค. พร้อมทั้งเอ็กซเรย์ปอด

ไมค์ยังกล่าวถึงความกังวลกับศาลว่า เมื่อมาทราบภายหลังว่าผู้ที่จะให้นำตัวพวกตนไปคือ นพ.วีระกิตติ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ซึ่งตอนที่หมอหยองเสียชีวิต ท่านดำรงตำแหน่ง ผอ.โรงพยาบาลราชทัณฑ์ จึงกังวลเรื่องความปลอดภัย





รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ยืนยันทำไปเพื่อความผาสุกของเรือนจำ การตรวจโควิดตอนกลางคืนไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

ช่วงบ่ายนายแพทย์วีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เข้าเบิกความเป็นปากสุดท้าย ระบุว่า ปัจจุบันรับผิดชอบด้านการแพทย์ กองบริการทางการแพทย์ กองทัณฑวิทยา กองตรวจพิสูจน์ และยังดูแลทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ บังคับบัญชาเรือนจำภาคเหนือและภาคตะวันตกบางจังหวัด เรือนจำนนทบุรี ทัณฑสถานหญิงกลาง และรับหน้าที่ในเหตุการณ์พิเศษ หลังมีเรื่องเผารูปก่อให้เกิดความเสียหายหน้าคลองเปรม จึงมีการตั้งคณะทำงานรักษาความปลอดภัย การเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุการณ์ในเรือนจำกลุ่มลาดยาว เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 64 โดยมีตนเป็นประธานคณะทำงาน

เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้แม้ตนไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่ด้วยอำนาจของคำสั่งเรื่องคณะทำงานรักษาความปลอดภัยข้างต้น ตนจึงมีอำนาจดูแลเรือนจำ ประกอบกับช่วงวันที่ 15-16 มี.ค. ไม่มีผู้บังคับบัญชาระดับ ผบ.เรือนจำที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ เวลานั้น

วันที่ 15 มี.ค. 64 ขณะปฏิบัติหน้าที่ตรวจแถวรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เรือนจำลาดยาวและชุดปฏิบัติการพิเศษ ในเวลา 19.00 น. ทราบว่ารถเรือนจำพิเศษธนบุรีมาถึงเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แล้ว โดยเป็นการทราบด้วยวาจาจากผู้ใต้บังคับบัญชา เมื่อทราบแล้วจึงได้โทรศัพท์ประสานไปยังเรือนจำ ผอ.ส่วนทัณฑปฏิบัติ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า อย่าลืมจัดพื้นที่ให้เหมาะสมและแจ้งให้ทราบถึงแนวทางที่ได้กำหนดไว้เกี่ยวกับการป้องกันโควิด-19 โดยได้ถามกำชับว่า เรือนจำพิเศษธนบุรีอยู่ใกล้พื้นที่ตลาดบางแคและกลุ่มผู้ต้องหาเหล่านี้เข้าข่ายเป็นกลุ่มผู้ต้องหาที่ต้องแยกกักโรคที่สถานพยาบาลชั้น 2

นายแพทย์วีระกิตติ์เบิกความอีกว่า ผู้ที่จะถูกนำไปกักโรคที่สถานพยาบาลมี 2 กลุ่ม กลุ่ม 1 ผู้ที่มีอาการไข้ ไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส หายใจติดขัดไว้ กลุ่มที่ 2 คือผู้ที่มาจากพื้นที่เสี่ยง เช่น ตลาดบางแค ซึ่งมีข่าวว่ากลายเป็นพื้นที่ระบาด โดยข้อกำหนดนี้เป็นที่ทราบโดยทั่วไป มีหนังสือออกมาตั้งแต่ 15 ม.ค. 64 รายละเอียดอยู่ในเอกสารที่อ้างส่งศาล ส่วนมาตราการป้องกันโควิดโดยทั่วไปของเรือนจำในช่วงเวลานี้ คือการงดเยี่ยมญาติ

หลังจากตนตรวจแถวเสร็จก็เดินทางกลับบ้านพัก ขณะอยู่ที่บ้านได้รับรายงานจาก รักษาการ ผบ.เรือนจำฯ นายอโนทัย ว่า การจะแยกผู้ต้องขังใหม่ 3 คนนั้น ได้รับการปฏิเสธว่าจะไม่ย้าย ตนสอบถามรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร นายอโนทัยแจ้งว่า กังวลว่าหากใช้กำลังบังคับจะเป็นประเด็นอ่อนไหวในอนาคต ตนจึงจะใช้แนวทางทางการแพทย์ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติ โดยประสานไปยังโรงพยาบาลราชทัณฑ์ให้จัดชุดทีมแพทย์และสหวิชาชีพ พร้อมทั้งชุดตรวจสารคัดหลั่งในช่วงเวลาใกล้ 4 ทุ่ม ซึ่งไม่ใช่กรณีที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษ ตนเคยทำการตรวจช่วงกลางคืนหลายครั้ง เช่น วันที่ 14-15 ต.ค. 63 เคยตรวจหาเชื้อในเวลากลางคืน 27 ราย ซึ่ง 1 รายเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ปัจจุบันด้วย โดยตรวจถึงตี 1 ครึ่ง

ในวันที่ 15 มี.ค. 64 มีการเตรียมอุปกรณ์โดยต้องใช้เวลาพอสมควร การดำเนินการนี้เพื่อประโยชน์ต่อผู้ต้องขังทุกราย โดยผู้ต้องขังกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยง ตนได้ออกจากบ้านพักมาเรือนจำอีกครั้งในเวลาเกือบ 23.00 น. มีผู้รายงานว่า ทีมแพทย์เข้าไปที่อาคารกักโรคแดน 2 แล้ว โดยได้มีการเจรจาเพื่อให้มีการตรวจกลุ่มผู้ต้องขังทั้งสิ้น 16 ราย ปรากฏว่า ผู้ต้องขัง 7 รายยืนกรานปฏิเสธ ไม่ขอรับการตรวจ ผู้ใต้บังคับบัญชาจึงรายงานตนซึ่งอยู่ในห้องอำนวยการควบคุมแดน 2 (ห้อง CCTV) ตามหลักการแพทย์ ตนเห็นว่าต้องสร้างความผาสุกในเรือนจำ จึงมีการเจราจาให้ตรวจอีกครั้ง 9 คน ยินยอมตรวจ ภารกิจจึงจบคณะแพทย์จึงออกจากเรือนจำราว 24.45 น.

ทั้งนี้ ตนยังอยู่บัญชาการต่อไป เนื่องจากเป็นผู้บริหาร นโยบายด้านโควิดในเรือนจำ ตนได้แจ้งแก่ส่วนควบคุมในเวลาดังกล่าวว่าเป็นความถูกต้องเหมาะสมทางสาธารณสุขที่จะแยกผู้ต้องขัง 9 ราย ออกจาก 7 ราย การควบคุมผู้ต้องขัง 9 รายต้องมีการรักษาความปลอดภัย จึงต้องมีการสนธิกำลัง โดยมีเจ้าหน้าที่ราว 9 คน ทั้งเรือนจำ ตนเห็นว่ามีกำลังน้อยจึงต้องสนธิกำลังกับเวรรักษาความปลอดภัย เป็นการสนธิกำลังมา 2 นาย เพื่อให้มีกำลังทั้งสิ้น 10 นาย

ชุดเครื่องแบบปฏิบัติการพิเศษ (เครื่องแบบแขนยาวสีดำ) ไม่ได้กำหนดให้ใส่ชื่อเป็นเหตุผลทางทัณฑวิทยา ยกเว้นเพียงหัวหน้าชุดต้องติดชื่อ เวลาตี 1 เศษ มีการเข้าไปในเรือนจำอีกครั้งเพื่อย้ายทั้ง 9 คน ที่ตรวจเชื้อแล้วออกไปอีกห้อง ตนอยู่ที่ห้อง CCTV เป็นห้องอำนวยการข้างล่างเห็นการดำเนินการทั้งหมด การพกกระบองของเจ้าหน้าที่เอาไว้คุ้มกันตนเอง ในการย้ายผู้ต้องขัง 9 คน ต้องควบคุมผู้ต้องขังไปยังห้องขังและควบคุมโรคที่ได้เตรียมไว้อีกห้องหนึ่งทีละคนจนครบทั้ง 9 คน ซึ่งไม่มีใครขัดขืน ส่วนอีก 7 คน ยังยืนกรานจะอยู่ด้วยกันและไม่ยอมให้ตรวจโควิด ตนจึงให้ยุติการปฎิบัติหน้าที่และกำชับไม่ให้ใช้กำลังใดใด เนื่องจากทราบอยู่แล้วว่าอาจเกิดผลไม่พึงประสงค์

ภารกิจดังกล่าวเสร็จในเวลา 02.00 น.เศษจึงถอนกำลังออกมาจากพื้นที่ห้องกักโรค นพ.วีระกิตติ์ยังกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจโควิดจะทำการตรวจโดยเปิดเผยตรงทางเดินห้องโถงหน้าห้องกักโรค ผู้ต้องขังอื่นมองเห็นการตรวจได้ทั้งหมดมิได้จะพาไปตรวจยังสถานที่อื่น ตามหลักหากไม่ยอมตรวจต้องแยกผู้ต้องขังเข้าใหม่ 3 คน ออกจาก 4 คนเดิม ไปกักตัวที่สถานพยาบาลชั้น 2 เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนผู้อื่น แต่ในคืนดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการอะไรได้มากกว่านั้น

นายแพทย์วีระกิตติ์กล่าวในช่วงท้ายของการเบิกความว่า เหตุการณ์ในอดีตไม่เคยมีการปฏิเสธการตรวจคัดกรอง กรมราชทัณฑ์ได้ประชุมกันว่าหากมีการปฏิเสธเช่นนี้อีกคงต้องกักนานขึ้นเป็น 21 วันหรือ 28 วัน แต่คงขังเดี่ยวไม่ได้ เนื่องจากอาจกดดันผู้ต้องขัง
 


ในห้องพิจารณายังมีการเปิดวิดีโอจากกล้องวงจรปิดซึ่งศาลได้ขอให้ราชทัณฑ์นำมาประกอบการไต่สวน ซึ่งแบ่งเป็น 4 ช่วง คือ เวลา 21.30 น., 23.00 น., 00.05 น. และ 02.00-03.00 น. รองอธิบดียังให้การเพิ่มเติมว่าการตรวจโควิดตอนกลางคืนไม่ใช่เรื่องผิดปกติ การตรวจโควิดเป็นกระบวนการที่สำคัญมาก สามารถตรวจตอนกลางคืนได้และทำอยู่เสมอ เพื่อคัดกรองผู้มาจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ

ล่าสุดมีการตรวจในเรือนจำจังหวัดสมุทรสาครกว่า 600 ราย โดยประสานกับคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตรวจเสร็จ 3 ทุ่มเศษ ในเรือนจำพิเศษธนบุรีก็มีการประสานมหาวิทยาลัยมหิดลไปตรวจ วันจันทร์ อังคาร หรือพฤหัสบดี แล้วแต่วันและเวลา แต่กรณี 15 มี.ค. 63 มีการใช้เวลาเจรจานานมาก เวลาจึงล่วงเลยมา โรคนี้ผู้ที่แสดงอาการ 10% เท่านั้น การคัดกรองเพื่อทราบล่วงหน้าจึงสำคัญมาก

ศาลกล่าวกับรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ว่า เหตุการณ์ทำนองนี้ ศาลเคยไต่สวนมาหลายครั้ง เพื่อที่คนจะได้ไม่ครหาว่าเข้าไปแล้วกลายเป็นแดนสนธยา พร้อมย้ำว่ายามวิกาลอย่าไปทำอะไรที่เกินเลยไป นพ.วีระกิตติ์ยืนยันว่า เนื่องจากมาจากเรือนจำพิเศษธนบุรีจึงต้องตรวจในคืนนั้น

ภายหลังเสร็จการไต่สวน ศาลนัดฟังคำสั่งในวันที่ 29 มี.ค. 64 เวลา 13.00 น. ซึ่งช่วงเช้าจะเป็นนัดพร้อมเพื่อตรวจพยานหลักฐาน ในคดีการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ผู้ที่ถูกคุมขังเกือบทั้งหมดที่อยู่ในเหตุการณ์จึงจะถูกเบิกตัวมาศาล ทั้งนี้ ศาลเปรยว่า จะอนุญาตเพียงญาติของผู้ต้องคุมขังเข้าฟัง ส่วนประชาชนที่มาให้กำลังใจอาจจะมีการจัดห้องและถ่ายทอดสัญญาณภาพบรรยากาศในห้องพิจารณาให้ชม

อ.สมศักดิ์เผยข่าวกรอง เรื่องคำสั่งไม่ให้ประกันตัวแกนนำม็อบ มีผู้พิพากษาศาลฎีกาท่านหนึ่งพูดเป็นเชิงถาม ประธานศาลฎีกา ตอบว่า "มีบุคคลภายนอกสั่งมาอีกที" ในการประชุมใหญ่ศาลฎีกา เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว


ประธานศาลฎีกา 'เมทินี ชโลธร' กราบแทบเท้าวชิราลงกรณ์
.....

Somsak Jeamteerasakul
9h ·

ข่าวกรอง
................
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในการประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีผู้พิพากษาศาลฎีกาท่านหนึ่งพูดในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่า เรื่องคำสั่งไม่ให้ประกันตัวแกนนำม็อบ ยังไงก็เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ไม่มีพฤติการณ์จะยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐาน จะไม่ให้ปล่อยตัวได้อย่างไร
.
ประธานศาลฎีกาตอบว่า "มีบุคคลภายนอกสั่งมาอีกที"
.
ผู้พิพากษาศาลฎีกาอีกรายหนึ่ง ก็ตอบโต้ว่า "ศาลยุติธรรมเป็นองค์กรตุลาการ ถ้าคนที่เป็นประธานศาลฎีกายังพูดได้ว่า มีบุคคลภายนอกสั่งมาอีกที แล้ว ต่อไป ศาลยุติธรรมคงดำรงอยู่ต่อไปไม่ได้ และถ้าประธานศาลฎีกาปล่อยให้บุคคลภายนอกมาสั่งบงการ ก็น่าจะมีการเสนอเรื่องให้คณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) ตรวจสอบวินัยว่า คนแบบนี้ยังสมควรเป็นประธานศาลฎีกาอยู่อีกหรือไม่"
.
เรื่องก็มีเพียงเท่านี้ ไม่มีการโหวตใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการชูสามนิ้ว
.....

Puangthong Pawakapan
11h ·

กลไกราชการที่มีหน้าที่ปราบปรามประชาชน เช่น ทหาร อาจทำตัวเป็นหุ่นยนต์ ไร้ชีวิต ไร้วิจารณญาณได้ เพราะพวกเขาถูกฝึกมาให้ทำตามคำสั่ง แต่คนในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นอัยการ หรือศาล ไม่คิดไม่ได้ถึงแม้พวกเขาจะเป็นข้าราชการก็ตาม เพราะการทำหน้าที่ของพวกเขาเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของผู้คน เกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพโดยตรง ถ้าไม่รู้จักคิด ไม่มีวิจารณญาณใดๆ พวกเขาก็ไม่ใช่ “ศาลที่เคารพ” แต่เป็นแค่มือเท้าของอำนาจเผด็จการที่ช่วยกันย่ำยีประชาชน ประเทศนี้ยังมีอัยการหรือศาลที่น่าเคารพเหลืออีกสักกี่คนนะ หรือมีแต่ ท่านผู้พิพากษาคุณากร เพียรชนะ ที่เสียชีวิตไปแล้ว
ระบบอุปถัมภ์-เล่นพรรคเล่นพวก-ทุจริตต่อหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องคือ หัวใจของวัฒนธรรมศักดินาไทย คือสิ่งที่ช่วยกันโอบอุ้มระบบเผด็จการไว้ให้แข็งแรงมั่นคง
#ปฏิรูปศาล
#ปล่อยเพื่อนเรา
#ทีมเดินทะลุฟ้า

ผู้พิพากษา หัวใจทำด้วยอะไร

คำร้องของแม่เพนกวิน


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
17h ·

++แม่ “เพนกวิน” ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอให้มีคำสั่งวันนี้ย้ายที่กักขังไปที่ รพ.พระรามเก้า เพื่อรักษาชีวิตเพนกวิน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิด++
.
วันนี้ (29 มี.ค. 64) ประมาณ 11.00 น. สุรีย์รักษ์ ชิวารักษ์ แม่ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษา/นักกิจกรรมกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เข้ายื่นคำร้องต่อศาลอาญา รัชดาฯ ขอให้ย้ายที่กักขังเพนกวินจากสถานกักขังกลางปทุมธานีไปโรงพยาบาลพระรามเก้า หลังวานนี้ แม่เพนกวินได้รับแจ้งจากสถานกักขังกลางปทุมธานีว่า เพนกวินอ่อนเพลีย ไม่มีแรง สภาพร่างกายทรุดโทรมอย่างมาก อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิต
.
โดยวันนี้ เพนกวินที่ถูกเบิกตัวมาศาลในคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ต้องนั่งรถเข็นพร้อมทั้งถุงน้ำเกลือ หลังยอมให้แพทย์เข้าน้ำเกลือเมื่อวานนี้
.
เพนกวินอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวเข้าวันที่ 15 แล้ว นับตั้งแต่เขาประกาศอดอาหารเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ผ่านมา หลังถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี ม.112 โดยศาลปฏิเสธให้ประกันตัวมาตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ. 64 แม้จะมีการยื่นประกันตัวถึง 5 ครั้ง
.
นอกจากนี้ หลังการแถลงต่อศาลถึงความอยุติธรรมที่เขาได้รับและประกาศอดอาหารในห้องพิจารณาคดี เพนกวินยังถูก ผอ.สำนักอำนวยการประจำศาลอาญา กล่าวหาว่า ละเมิดอำนาจศาล และลงท้ายด้วยศาลมีคำสั่งให้จำคุก 1 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 15 วัน ก่อนพิจารณาให้กักขัง 15 วัน แทนโทษจำคุก และมีการนำตัวไปกักขังที่สถานกักขังกลางปทุมธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. 64
.
คำร้องที่แม่เพนกวินยื่นต่อศาลมีเนื้อหาว่า เนื่องจากเมื่อวานนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นมารดาของพริษฐ์ ผู้ถูกกล่าวหาได้รับแจ้งจากสถานกักขังกลางปทุมธานีว่าขณะนี้พริษฐ์มีสภาพร่างกายทรุดโทรมอย่างมากและมีอาการที่น่าวิตกจนอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตซึ่งสภาพของสถานกักขังกลางอาจไม่สามารถดูแลได้
.
และเนื่องจากพริษฐ์เคยยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างถูกกักขัง แต่ศาลไม่อนุญาต ซึ่งพริษฐ์มีความประสงค์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ลงโทษดังกล่าว และประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาลอุทธรณ์ ดังนั้น ในขณะนี้ซึ่งมีเหตุจำเป็นเกี่ยวกับสุขภาพของพริษฐ์ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงให้ขอศาลมีคำสั่งในวันนี้ให้ส่งตัวพริษฐ์ไปกักขังที่โรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่งพริษฐ์มีประวัติการรักษาพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อรักษาชีวิตของพริษฐ์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิด
.
เวลา 14.00 น. ศาลยังไม่มีคำสั่ง
.....
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
9h ·

วันนี้ (29 มี.ค. 64) ประมาณ 11.00 น. สุรีย์รักษ์ ชิวารักษ์ แม่ของ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษา/นักกิจกรรมกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เข้ายื่นคำร้องต่อศาลอาญา รัชดาฯ ขอให้ย้ายที่กักขังเพนกวินจากสถานกักขังกลางปทุมธานีไปโรงพยาบาลพระรามเก้า หลังวานนี้ แม่เพนกวินได้รับแจ้งจากสถานกักขังกลางปทุมธานีว่า เพนกวินอ่อนเพลีย ไม่มีแรง สภาพร่างกายทรุดโทรมอย่างมาก อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิต
.
โดยวันนี้ เพนกวินที่ถูกเบิกตัวมาศาลในคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ต้องนั่งรถเข็นพร้อมทั้งถุงน้ำเกลือ หลังยอมให้แพทย์เข้าน้ำเกลือเมื่อวานนี้
.
เพนกวินอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวเข้าวันที่ 15 แล้ว นับตั้งแต่เขาประกาศอดอาหารเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ผ่านมา หลังถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี ม.112 โดยศาลปฏิเสธให้ประกันตัวมาตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ. 64 แม้จะมีการยื่นประกันตัวถึง 5 ครั้ง
.
นอกจากนี้ หลังการแถลงต่อศาลถึงความอยุติธรรมที่เขาได้รับและประกาศอดอาหารในห้องพิจารณาคดี เพนกวินยังถูก ผอ.สำนักอำนวยการประจำศาลอาญา กล่าวหาว่า ละเมิดอำนาจศาล และลงท้ายด้วยศาลมีคำสั่งให้จำคุก 1 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 15 วัน ก่อนพิจารณาให้กักขัง 15 วัน แทนโทษจำคุก และมีการนำตัวไปกักขังที่สถานกักขังกลางปทุมธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. 64
.
คำร้องที่แม่เพนกวินยื่นต่อศาลมีเนื้อหาว่า เนื่องจากเมื่อวานนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นมารดาของพริษฐ์ ผู้ถูกกล่าวหาได้รับแจ้งจากสถานกักขังกลางปทุมธานีว่าขณะนี้พริษฐ์มีสภาพร่างกายทรุดโทรมอย่างมากและมีอาการที่น่าวิตกจนอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตซึ่งสภาพของสถานกักขังกลางอาจไม่สามารถดูแลได้
.
และเนื่องจากพริษฐ์เคยยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างถูกกักขัง แต่ศาลไม่อนุญาต ซึ่งพริษฐ์มีความประสงค์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ลงโทษดังกล่าว และประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาลอุทธรณ์ ดังนั้น ในขณะนี้ซึ่งมีเหตุจำเป็นเกี่ยวกับสุขภาพของพริษฐ์ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงให้ขอศาลมีคำสั่งในวันนี้ให้ส่งตัวพริษฐ์ไปกักขังที่โรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่งพริษฐ์มีประวัติการรักษาพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อรักษาชีวิตของพริษฐ์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิด
.
ต่อมาในเวลาราว 17.00 น. ศาลได้มีคำสั่งยกคำร้องเรื่องขอให้ย้ายที่กักขังเพนกวิน โดยผู้พิพากษา นาง เมตตา ท้าวสกุล โดยให้เหตุผลประกอบว่า
.
“ตามพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2506 หากผู้ต้องกักขังเจ็บป่วยและเข้าสถานพยาบาลในสถานกักขั งแต่ไม่อาจทุเลาได้ เป็นอำนาจของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่จะอนุญาตให้ผู้ต้องกักขังไปรักษาตัว ณ สถานที่อื่น และกรณีที่มีเหตุอันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของผู้ต้องกักขัง เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์มีอำนาจสั่ง
.
“เหตุที่ผู้ร้องกล่าวมาจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลที่จะสั่งได้ ส่วนกรณีที่อยู่ในอำนาจศาลที่จะสั่งได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 24 วรรคท้าย การที่ศาลจะส่งให้ไปกักขัง ณ สถานที่อื่น เนื่องจากการกักขังอาจเป็นอันตรายแก่ผู้ต้องกักขัง ต้องปรากฏว่า ผู้ต้องโทษกักขังจะได้รับอันตรายจากการกักขังดังกล่าว เมื่อศาลไม่ได้รับหนังสือจากสถานที่กักขังแจ้งเหตุดังกล่าว และผู้ร้องไม่ได้แสดงพยานหลักฐานว่า ผู้ต้องโทษกักขังจะได้รับอันตรายตามคำร้อง อีกทั้งไม่ปรากฏว่า เจ้าของหรือผู้ครอบครองโรงพยาบาลพระราม 9 ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้ร้องจะประสงค์ย้ายผู้ถูกกล่าวหาไปกักขัง ยินยอมที่จะรับผู้ถูกกล่าวหาไปกักขัง ณ สถานที่ดังกล่าว ให้ยกคำร้อง”
ขอบคุณรูปภาพข่าวจาก The Momentum
.
.
https://tlhr2014.com/archives/27689




เมตตา แต่ชื่อ

Bee Peung
พ่อแม่คงรู้ว่าลูกเป็นยังไง จึงตั้งชื่อให้เพื่อเตือนสติ
แต่ยังไม่วาย!


สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ยื่นรายชื่อทนายความ 188 คน ประกอบคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำราษฎร เพื่อยืนยันสิทธิ์การประกันตัว



THE STANDARD
18h ·

UPDATE: 188 ทนายเข้าชื่อยืนยันสิทธิประกันตัวผู้ต้องหาคดี ม.112 หวังศาลเป็นอิสระพิจารณาคำร้อง อำนวยความเป็นธรรม
.
วันนี้ (29 มีนาคม) คอรีเยาะ มานุแช นายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน มาพร้อมรายชื่อทนายความ 188 รายชื่อ เพื่อยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว อานนท์ นำภา และเพื่อน โดยถือฤกษ์เวลา 11.12 น. ในการยื่นคำร้องดังกล่าว
.
คอรีเยาะกล่าวว่า ได้รวบรวมรายชื่อทนายความทั้งในและนอกเครือข่ายจำนวน 188 รายชื่อ เพื่อร่วมยืนยันสิทธิในการประกันตัวอานนท์ ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และแกนนำราษฎร โดยวันนี้เนื่องจากศาลนัดอานนท์และพวกรวม 22 คน มาตรวจพยานหลักฐาน จึงมายื่นขอประกันตัวอานนท์และเพื่อน เพื่อยืนยันสิทธิที่จำเลยในคดีอาญาต้องได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เป็นหลักตามที่รัฐธรรมนูญและประมวลวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้
.
อย่างไรก็ตาม คดีนี้เราได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวหลายครั้ง แต่ศาลยกคำร้องทั้งหมด เรายังเชื่อว่าอานนท์และเพื่อนไม่มีเหตุที่จะทำให้ศาลหยิบเอาข้อยกเว้นตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ว่าจะเป็นการกลัวหลบหนี หรือการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานให้กระบวนการพิจารณาคดีเสียหาย เราเชื่อว่าไม่มีเหตุใดที่ศาลจะยกคำร้องเพื่อไม่ให้จำเลยเข้าถึงสิทธิดังกล่าว อีกทั้งคดีนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับความคิดและความเห็นทางการเมือง ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าศาลและผู้พิพากษาจะมีความเป็นอิสระในการพิจารณาคำร้องและอำนวยความเป็นธรรมให้ประชาชนอย่างถึงที่สุด
.
“หลักกฎหมายมีว่าต้องปล่อยตัวเป็นสำคัญ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า กระบวนการยุติธรรมได้นำเอาบทบัญญัติที่เป็นข้อยกเว้นมาปฏิบัติเป็นสรณะ ซึ่งเป็นการไม่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะจำเลยในคดีอาญาที่เป็นความผิดเกี่ยวกับความคิดทางการเมือง” คอรีเยาะกล่าว
.
อ่านข่าวอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://thestandard.co/
#TheStandardNews



The Reporters
18h ·

UPDATE: สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ยื่นรายชื่อทนายความ 188 คน ประกอบคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำราษฎร เพื่อยืนยันสิทธิ์การประกันตัว
วันนี้ (29 มี.ค. 64) ที่ศาลอาญารัชดา สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน นำโดย น.ส.คอรีเยาะ มานุแช นายกสมาคมฯ นำรายชื่อทนายความกว่า 188 คนที่ประสงค์ลงนามเพื่อยืนยันสิทธิในการประกันตัว นายอานนท์ นำภา และแกนนำราษฎรคนอื่นๆ มายื่นประกอบกับคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว
โดย น.ส.คอรีเยาะ กล่าวว่า เนื่องจากศาลนัดนายอานนท์ และพวกรวม 22 คน มาตรวจสอบพยานหลักฐานก่อนนัดสืบพยาน ซึ่งสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่มีนายอานนท์เป็นสมาชิก เดินทางมาเพื่อยื่นขอประกันตัวนายอานนท์และเพื่อนๆ เพื่อยืนยันสิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว อันถือเป็นหลักตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และรัฐธรรมนูญยังบัญัติไว้ว่าหากจำเลยยังไม่ถูกตัดสิน หรือพิพากษาจะปฏิบัติต่อจำเลยเป็นเหมือนผู้กระทำความผิดไม่ได้ อีกทั้งในประมวลวิธีพิจารณาความอาญายังบัญญัติด้วยว่าสิทธิของจำเลยต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลมีคำพิพากษา
น.ส.คอรีเยาะ กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้ได้วางหลักทรัพย์ในการขอประกันตัวไว้ด้วย และคิดว่าไม่มีเหตุใดที่ศาลจะพิจารณายกคำร้องเพื่อให้จำเลยเข้าถึงสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ วันนี้จึงต้องการเรียกร้องให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยในคดีเกี่ยวกับการเมือง และหวังว่าศาลจะมีความเป็นอิสระในการพิจารณาคำร้องอย่างเป็นธรรมให้ประชาชนอย่างถึงที่สุด โดยรวบรวมรายชื่อของทนายความกว่า 188 รายชื่อ มีทั้งทนายที่อยู่นอกเครือข่ายและทั้งที่เป็นสมาชิกของสมาคม มาร่วมกันยืนยันว่าทนายความมีความเห็นตรงกันเกี่ยวกับสิทธิ์การประกันตัวนายอานนท์ซึ่งจะเข้ายื่นในเวลา 11.12 น.
#TheReporters #เดอะรีพอร์ตเตอร์

ใจความสำคัญของสมยศ แถลงต่อศาล เพนกวินนั่งรถเข็น พูดไม่ใหว



iLaw
11h ·

เลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐาน
ราชทัณฑ์คุมเข้ม! สมยศประกาศคงมีชีวิตอีกไม่นาน
.
.
ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 704 ศาลอาญา รัชดา ศาลนัดตรวจหลักฐานคดีการชุมนุม #19กันยาทวงคืนอำนาจราษฎร จำเลยในคดีนี้มีทั้งหมด 22 คน แบ่งเป็นจำเลยที่เบิกตัวมาจากเรือนจำ 9 คน ได้แก่ อานนท์ นำภา, พริษฐ์ ชิวารักษ์, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, หมอลำแบงค์หรือปดิวัฒน์ สาหร่ายแย้ม, ไผ่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, ไมค์ ภาณุพงศ์ จาดนอก, แอมมี่ ไชยอมร, รุ้ง ปนัสยา, และชูเกียรติหรือจัสติน นอกจากนั้นก็มีจำเลยที่ได้รับการประกันตัวอีก 13 คน
.
ในห้องพิจารณามีการจัดเก้าอี้และแปะป้ายชื่อจำเลยแต่ละคนไว้ เก้าอี้ด้านหลังห้องพิจารณามีญาติของจำเลยเข้ามานั่งฟังการพิจารณา นอกจากคู่ความแล้ว คนที่จะเข้ามาในห้องพิจารณาคดีต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ศาลอย่างชัดเจนว่าเป็นญาติของใครตั้งแต่จุดคัดกรองชั่วคราวบริเวณลานจอดรถนอกอาคารศาล โดยในช่วงเช้าเจ้าหน้าที่ศาลได้เดินไปบอกกับญาติของจำเลยว่า อย่าเข้าไปกอด พูดคุย หรือให้กำลังใจจำเลย ขอให้นั่งฟังเฉยๆ
.
เวลาประมาณ 11.10 น. จำเลยคนอื่นๆ ได้รับการประกันตัวทยอยเดินทางมาถึงศาลครบถ้วน คนที่มาช้า คือ ไบรท์ ชินวัตร ที่ถูกจับจากหมู่บ้านทะลุฟ้าในช่วงค่ำวันที่ 28 มีนาคม 2564 ซึ่งตำรวจพาตัวมาจากสโมสรตำรวจ ส่วนครูใหญ่ อรรถพล มาถึงช้าเพราะเครื่องบินจากขอนแก่นมาถึงล่าช้า
.
ศาลออกนั่งบัลลังก์ในเวลา 11.50 น. และเริ่มทำการขานชื่อจำเลยทีละคน ห้านาทีต่อมา จำเลยที่ถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำเดินเข้ามาในห้องพิจารณาโดยมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ประกบสองคนและคล้องแขนจำเลยไว้ตอนเดินเข้ามา แอมมี่ ไชยอมรเดินเข้ามาเป็นคนแรก พร้อมด้วยเพนกวิน พริษฐ์ ที่มาด้วยรถเข็นพร้อมเสาน้ำเกลือ โดยทีเจ้าหน้าที่ใส่ชุดพยาบาลเดินตามมาด้วย ตามมาด้วย ไมค์ ภาณุพงศ์ ไผ่ จตุภัทร์ สมยศ หมอลำแบงค์ ทนายอานนท์ จัสติน และรุ้งปนัสยาที่ถูกเบิกตัวมาจากทัณฑสถานหญิงกลาง
.
เมื่อจำเลยมาครบถ้วนแล้ว นรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความแถลงว่าได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานออกไปอีกนัดหนึ่ง เนื่องจากพยานหลักฐานมีจำนวนมาก และเพิ่งได้รับเอกสารในวันที่ 25 มีนาคม จึงยังไม่ได้ตรวจดู และยังไม่ได้รับพยานวัตถุ ศาลจึงได้ถามว่าอัยการจะคัดค้านหรือไม่ อัยการตอบว่าไม่คัดค้าน และตกลงกันว่าจะเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานออกไปเป็นวันที่ 8 เมษายน 2564 เวลา 9.00 น.
.
ระหว่างการพิจารณา ศาลอนุญาตให้แต่ทนายความปรึกษาคดีกับจำเลยที่คุมถูกขังเท่านั้น เมื่อณัฐชนนจะเดินไปคุยกับเพนกวินเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็เข้ามาห้าม ทนายความต้องแถลงขอให้คู่คดีได้คุยกันบ้าง ศาลอนุญาตให้แยกคุยทีละคู่ อย่างไรก็ตาม ทนายความได้ขออนุญาตศาลให้แม่ของเพนกวินได้เข้าไปพูดคุยกับลูก เนื่องจากเห็นว่ามีสภาพร่างกายที่อ่อนเพลียมาก แม่ของเพนกวินเดินเข้าไปกอดลูก โดยมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ยืนห้อมล้อมอย่างใกล้ชิด เมื่อน้องสาวของเพนกวินจะเข้าไปคุยด้วยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็พยายามห้าม อ้างว่าศาลไม่อนุญาต ทั้งนี้จากการสังเกตพบว่าในวันนี้มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์อยู่ในห้องพิจารณาคดีประมาณ 20 คน
.
ในช่วงหนึ่งของการพิจารณา ศาลเรียกให้รุ้งปนัสยาเข้าไปคุยที่หน้าบัลลังก์ โดยสอบถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง รุ้งเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ถูกคุมขังใช่หรือไม่ ระหว่างที่ตอบคำถามศาล รุ้งร้องไห้และบอกว่า อยู่ในเรือนจำไม่มีเวลาต่อสู้คดี ไม่มีเวลาหาพยานหลักฐาน พวกเราสู้อะไรไม่ได้เลย ทนายความได้ยินว่า ศาลพูดกับรุ้งว่า จะให้โอกาสเต็มที่ในการต่อสู้คดี รุ้งจึงบอกว่า หนูขอแค่ข้อเดียวคือ ขอสิทธิประกันตัว
.
ทางด้านสมยศ ได้ลุกขึ้นแถลงต่อศาลโดยมีใจความสำคัญว่า คดีนี้คงใช้พิจารณานาน ผมคงจะสิ้นลมก่อน ดังนั้นขอให้ศาลช่วยบันทึกลงในสำนวนคดีว่า
.
๐ ข้อ 1 ผมไม่ได้รับสิทธิประกันตัวจากศาลทำให้ไม่ได้รับความสะดวกในการต่อสู้คดี พวกผมไม่ได้อยู่ในฐานะจะต่อสู้คดีได้ ผมคงมีชีวิตอยู่ไม่นาน เพราะสภาพเรือนจำไม่เอื้อให้มีชีวิตยืนยาว ท่านอัยการมีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการหาพยานหลักฐาน แต่พวกผมมีแต่กำแพงสูงและกรงขัง
.
๐ ข้อ 2 ตอนนี้ผมติดคุกเท่ากับว่าศาลตัดสินแล้วว่าผมผิด ถ้าสุดท้ายศาลยกฟ้อง ผมก็ติดไปแล้ว หรือศาลพิพากษาลงโทษ ผมก็ติดไปแล้วเช่นกัน ผลไม่ได้ต่างกัน
.
๐ ข้อ 3 ผมไม่อยากเห็นคนต้องเจ็บตัว หรือสูญเสียในการออกมาเรียกร้องให้ปล่อยตัวผม ซึ่งที่ผ่านมาโดนทั้งกระสุนยางและแก๊สน้ำตา หรือแม้แต่เพนกวินที่ต้องทรมานเพราะอดข้าว จึงขอร้องให้ศาลสั่งประหารชีวิต เพื่อจำหน่ายคดีของผม เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาคดีนี้และพี่น้องคนอื่นจะได้ไม่ต้องเจ็บหรือสูญเสียอีก
.
สุดท้าย สมยศย้ำว่า ผมอยู่ในสภาพที่ต่อสู้อะไรไม่ได้ ขอวิงวอนให้บันทึกไว้ หรือหากศาลไม่บันทึก ก็ขอให้ทนายจำเลยบันทึกไว้แล้วยื่นเป็นคำร้องต่อศาล
.
เวลาประมาณเวลา 12.40 น. ศาลสั่งให้พักการพิจารณาเพื่อให้จำเลยที่ถูกคุมขังได้รับประทานอาหารกลางวันและนัดพิจารณาคดีต่อในช่วงบ่ายเวลา 13.30 น.


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
7h ·

วันนี้ (29 มี.ค. 64) ประมาณ 11.00 น. สุรีย์รักษ์ ชิวารักษ์ แม่ของ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษา/นักกิจกรรมกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เข้ายื่นคำร้องต่อศาลอาญา รัชดาฯ ขอให้ย้ายที่กักขังเพนกวินจากสถานกักขังกลางปทุมธานีไปโรงพยาบาลพระรามเก้า หลังวานนี้ แม่เพนกวินได้รับแจ้งจากสถานกักขังกลางปทุมธานีว่า เพนกวินอ่อนเพลีย ไม่มีแรง สภาพร่างกายทรุดโทรมอย่างมาก อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิต
.
โดยวันนี้ เพนกวินที่ถูกเบิกตัวมาศาลในคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ต้องนั่งรถเข็นพร้อมทั้งถุงน้ำเกลือ หลังยอมให้แพทย์เข้าน้ำเกลือเมื่อวานนี้
.
เพนกวินอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวเข้าวันที่ 15 แล้ว นับตั้งแต่เขาประกาศอดอาหารเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ผ่านมา หลังถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี ม.112 โดยศาลปฏิเสธให้ประกันตัวมาตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ. 64 แม้จะมีการยื่นประกันตัวถึง 5 ครั้ง
.
นอกจากนี้ หลังการแถลงต่อศาลถึงความอยุติธรรมที่เขาได้รับและประกาศอดอาหารในห้องพิจารณาคดี เพนกวินยังถูก ผอ.สำนักอำนวยการประจำศาลอาญา กล่าวหาว่า ละเมิดอำนาจศาล และลงท้ายด้วยศาลมีคำสั่งให้จำคุก 1 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 15 วัน ก่อนพิจารณาให้กักขัง 15 วัน แทนโทษจำคุก และมีการนำตัวไปกักขังที่สถานกักขังกลางปทุมธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. 64
.
คำร้องที่แม่เพนกวินยื่นต่อศาลมีเนื้อหาว่า เนื่องจากเมื่อวานนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นมารดาของพริษฐ์ ผู้ถูกกล่าวหาได้รับแจ้งจากสถานกักขังกลางปทุมธานีว่าขณะนี้พริษฐ์มีสภาพร่างกายทรุดโทรมอย่างมากและมีอาการที่น่าวิตกจนอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตซึ่งสภาพของสถานกักขังกลางอาจไม่สามารถดูแลได้
.
และเนื่องจากพริษฐ์เคยยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างถูกกักขัง แต่ศาลไม่อนุญาต ซึ่งพริษฐ์มีความประสงค์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ลงโทษดังกล่าว และประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาลอุทธรณ์ ดังนั้น ในขณะนี้ซึ่งมีเหตุจำเป็นเกี่ยวกับสุขภาพของพริษฐ์ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงให้ขอศาลมีคำสั่งในวันนี้ให้ส่งตัวพริษฐ์ไปกักขังที่โรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่งพริษฐ์มีประวัติการรักษาพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อรักษาชีวิตของพริษฐ์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิด
.
ต่อมาในเวลาราว 17.00 น. ศาลได้มีคำสั่งยกคำร้องเรื่องขอให้ย้ายที่กักขังเพนกวิน โดยผู้พิพากษา นาง เมตตา ท้าวสกุล โดยให้เหตุผลประกอบว่า
.
“ตามพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2506 หากผู้ต้องกักขังเจ็บป่วยและเข้าสถานพยาบาลในสถานกักขั งแต่ไม่อาจทุเลาได้ เป็นอำนาจของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่จะอนุญาตให้ผู้ต้องกักขังไปรักษาตัว ณ สถานที่อื่น และกรณีที่มีเหตุอันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของผู้ต้องกักขัง เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์มีอำนาจสั่ง
.
“เหตุที่ผู้ร้องกล่าวมาจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลที่จะสั่งได้ ส่วนกรณีที่อยู่ในอำนาจศาลที่จะสั่งได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 24 วรรคท้าย การที่ศาลจะส่งให้ไปกักขัง ณ สถานที่อื่น เนื่องจากการกักขังอาจเป็นอันตรายแก่ผู้ต้องกักขัง ต้องปรากฏว่า ผู้ต้องโทษกักขังจะได้รับอันตรายจากการกักขังดังกล่าว เมื่อศาลไม่ได้รับหนังสือจากสถานที่กักขังแจ้งเหตุดังกล่าว และผู้ร้องไม่ได้แสดงพยานหลักฐานว่า ผู้ต้องโทษกักขังจะได้รับอันตรายตามคำร้อง อีกทั้งไม่ปรากฏว่า เจ้าของหรือผู้ครอบครองโรงพยาบาลพระราม 9 ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้ร้องจะประสงค์ย้ายผู้ถูกกล่าวหาไปกักขัง ยินยอมที่จะรับผู้ถูกกล่าวหาไปกักขัง ณ สถานที่ดังกล่าว ให้ยกคำร้อง”
ขอบคุณรูปภาพข่าวจาก The Momentum
.
.
https://tlhr2014.com/archives/27689

รุ้ง ประกาศอดอาหารถ้าไม่ได้ประกัน "ขอให้การตายของเราเป็นสายธารนำความหวังสู่สังคม"



iLaw
10h ·

รุ้ง ประกาศอดอาหารถ้าไม่ได้ประกัน
"ขอให้การตายของเราเป็นสายธารนำความหวังสู่สังคม"

.
ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 704 ศาลอาญา รัชดา ศาลนัดตรวจหลักฐานคดีการชุมนุม #19กันยาทวงคืนอำนาจราษฎร จำเลยในคดีนี้มีทั้งหมด 22 คน แบ่งเป็นจำเลยที่เบิกตัวมาจากเรือนจำ 9 คน ได้แก่ อานนท์ นำภา, พริษฐ์ ชิวารักษ์, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, หมอลำแบงค์หรือปดิวัฒน์ สาหร่ายแย้ม, ไผ่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, ไมค์ ภาณุพงศ์ จาดนอก, แอมมี่ ไชยอมร, รุ้ง ปนัสยา, และชูเกียรติหรือจัสติน นอกจากนั้นก็มีจำเลยที่ได้รับการประกันตัวอีก 13 คน

ในช่วงเช้าทนายความจำเลยได้แถลงขอเลื่อนการตรวจพยานหลักฐานแล้ว และศาลอนุญาตให้เลื่อนได้ และสั่งพักการพิจารณาคดีในเวลาประมาณ 12.30 ก่อนจะกลับมาต่อในช่วงบ่าย

การพิจารณาคดีในช่วงบ่ายเริ่มขึ้นประมาณ 14.00 ศาลเรียกทนายจำเลยที่ 3 คือ หมอลำแบงค์ และทนายจำเลยที่ 7 คือ ไผ่ ไปคุยที่ใต้บัลลังก์ หลังจากนั้นทนายความกลับไปคุยกับจำเลยทั้งสองคน ด้านทนายของไผ่แถลงขอปรึกษาคดีเป็นการส่วนตัวกับลูกความ ขออย่าให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่เฝ้าอยู่ในห้องกีดกันหรือแอบฟัง ศาลอนุญาต ทนายความสามคนจึงไปยืนคุยกับไผ่ที่มุมหนึ่งของห้อง โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 3-4 คนยืนล้อมดูห่างออกมา 3-4 ก้าว ส่วนทนายของหมอลำแบงค์นั่งคุยกับจำเลยที่ม้านั่งโดยมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นั่งฟังอยู่ติดกันทั้งสองฝั่ง

จากนั้นรุ้งขอแถลงต่อศาล ศาลเรียกให้ไปยืนใต้บัลลังก์ และอ่านข้อความที่เตรียมมา รุ้งอ่านคำแถลงไปร้องไห้ไป โดยคำแถลงสรุปความได้ว่า หนูเข้าเรียนคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยาโดยเชื่อในความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่รู้จักกับเพนกวิน และเพื่อนๆ ก็ตั้งใจจะเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยความรัก ด้วยความหวังว่า จะเห็นสังคมที่ดีขึ้น แต่ตอนหลังมาเห็นว่ารัฐไม่สามารถดูแลทุกคนได้ มีคนต้องฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจ หนูโกรธมาก วันนี้ที่ร้องไห้ไม่ใช่เพราะอ่อนแอ แต่เพราะเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มีคนบอกว่า เป็นเรื่องผิดมากๆ ที่หนูออกมาใช้สิทธิเสรีภาพเคลื่อนไหวให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หนูผิดอะไร หนูเพียงแค่มีความรักไม่เหมือนเพื่อนมนุษย์

วันนี้หนูดีใจมากที่ศาลบอกว่าจะให้โอกาสต่อสู้คดี แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ได้โอกาสนี้ หนูกับเพื่อนอีกหลายคนไม่ได้ประกันตัว เราถูกบังคับไม่ให้มีโอกาสนั้น หนูกลัวค่ะ หนูกลัวว่าเพื่อนหนูจะเป็นอะไรไป หนูบอกเพนกวินว่า หนูกลัวมันตาย แต่เพนกวินตอบว่า ถ้าจะตายก็ให้ตายไป หนูคิดมาตลอดว่า เราสู้เพื่ออยู่ ไม่ได้สู้เพื่อตาย (ขณะพูดประโยคนี้หันมามองเพนกวิน) แต่ถ้าจะมีใครตาย ก็ขอให้ตายเพื่อคนที่ยังอยู่ และวันนี้หากไม่ได้รับสิทธิประกันตัวอีก จะขอประกาศอดอาหารด้วย โดยจะเริ่มจากการรับประทานวันละมื้อ และลดลงเหลือรับประทานแค่น้ำ นม และสารอาหาร ขอให้การตายของเราเป็นสายธารนำความหวังสู่สังคม

ระหว่างการอ่านถ้อยแถลง ณัฐชนนท์ชูสามนิ้วในห้องพิจารณาคดี เจ้าหน้าที่คนแรกเดินมากระซิบข้างหูแต่ณัฐชนนไม่เอามือลง เจ้าหน้าที่อีกคนจึงเดินเข้ามากระซิบและจับมือให้เอาลงวางข้างลำตัว หลังจากอ่านเสร็จศาลขอให้ส่งถ้อยแถลงนี้ที่เป็นลายมือของรุ้งเข้ามาในคดี ทนายความจึงฉีกกระดาษจากสมุดจด และยื่นให้ศาลเก็บไว้

บรรยากาศในห้องพิจารณาค่อนข้างวุ่นวาย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์พยายามจะไม่ให้ญาติ และเพื่อนที่มาฟังการพิจารณาได้พูดคุยกับจำเลยที่มาจากเรือนจำ อนุญาตเพียงให้ทนายความปรึกษาคดีเท่าน้ัน แต่เมื่อทนายความบางคนไปพูดคุยกับจำเลยในเรื่องอื่นๆ ก็จะถูกสั่งห้ามและถูกนั่งฟังอย่างใกล้ชิด ทำให้มีการโต้เถียงกันเป็นระยะๆ และต้องแถลงต่อศาลเพื่อให้ศาลสั่งอนุญาตให้คุยกันได้เป็นกรณีๆ ไป โดยเพื่อนๆ ของเพนกวินที่เป็นจำเลยในคดีนี้และจะขอคุยกับเพนกวิน ศาลไม่อนุญาต

หลังจากนั้นศาลอ่านรายงานกระบวนพิจารณาในเวลาประมาณ 15.10 ในรายงานระบุว่า การนัดตรวจพยานหลักฐานในวันนี้ฝ่ายจำเลยขอเลื่อนออกไปก่อน และกำหนดวันนัดใหม่เป็นวันที่ 8 เมษายน 2564 เวลา 9.00 และให้จำเลยที่ถูกขังระหว่างการพิจารณามาศาลเพื่อดูหลักฐานที่เป็นวิดีโอจากฝั่งโจทก์ในวันที่ 7 เมษายน 2564 โดยจำเลยที่ 4 คือ สมยศ และจำเลยที่ 7 คือ ไผ่ แถลงว่าหากได้รับการประกันตัวจะไม่พูดพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์อีก ส่วนจำเลยที่ 3 คือ หมอลำแบงค์ แถลงว่าหากได้รับการประกันตัวจะไม่พูดพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ จะไม่เข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมือง จะไปประกอบอาชีพเป็นหมอลำ ยินยอมติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ และจะมาศาลตามนัดทุกนัด หากไม่มาศาลนัดใดขอให้เพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวได้

บันทึกขนาดสั้นจากห้องพิจารณาคดี ฟังถ้อยแถลงของ สมยศ-ไมค์ฯ-เพนกวิน-รุ้งแล้ว น้ำตามันไหลออกมาแบบกลั้นไม่อยู่...



นรเศรษฐ์ นาหนองตูม
3h ·

บันทึกขนาดสั้นจากห้องพิจารณาคดี
สมยศ พฤกษาเกษมสุข
แถลงว่า การไม่ให้ประกันตัวเป็นอุปสรรคในการต่อสู้คดี
และไม่เป็นธรรม เพราะท้ายที่สุดแล้วต่อให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ระหว่างต่อสู้คดีตนเองก็คงต้องติดคุก
ไปแบบนี้เรื่อย ๆ ขอให้ศาลมอบโทษประหารชีวิตให้เพื่อยุติปัญหา เขาพร้อมพลีชีพสังเวยความไม่ยุติธรรม
ไมค์ฯร้องไห้น้ำตาไหล
เพราะมันคับแค้นจุกแน่นอยู่ในอก
ถึงความไม่ยุติธรรม
ไมค์ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน
ชนิดที่แม่ของเขาเองก็ยังแปลกใจ
“มันไม่เป็นธรรมกับเราเลยนะพี่
ไมค์ไม่ได้กลัว จะติดก็ติดไป
แต่อยากได้เพียงความยุติธรรม
แค่สิทธิในการประกันตัวเรายังไม่ได้
เราจะได้ความยุติธรรมจริง ๆ หรอพี่”
พี่รู้ไหม ไมค์ท่องบทกวีแปลของจิตร ภูมิศักดิ์ทุกวัน
“เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้นชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน”
เพนกวินเข้ามาในห้องพิจารณา
ร่างกายซูบผอมลงไปเยอะ อิดโดยเต็มที
ใบหน้าซีดขาว แขนข้างซ้ายของเขามีสายระโรงระรางเต็มไปหมด ใช่ มันคือสายน้ำเกลือ
แขนของเขาถูกเจาะเพื่อใส่น้ำเกลือลงไป
เขาไม่มีเรี่ยวแรงจะพูดจาสื่อสาร
เพราะอดอาหารประท้วงทวงคืนสิทธิขั้นพื้นฐาน
ในการประกันตัวมาแล้วกว่า 14 วัน
รุ้ง ปนัสยา กล่าวแถลงด้วยน้ำตา
สรุปความได้ว่า
หนูเป็นเพียงแค่นักศึกษา อายุแค่ 22 ปี
หนูฝันถึงสังคมและอนาคตที่ดีกว่า
การที่หนูออกมาใช้สิทธิเสรีภาพเคลื่อนไหวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหนูผิดอะไร
หนูกับเพื่อนอีกหลายคนไม่ได้ประกันตัว
พวกเราถูกบังคับไม่ให้มีโอกาสนั้น
หนูกลัวค่ะ หนูกลัวว่าเพื่อนหนูจะเป็นอะไรไป
หนูบอกเพนกวินว่า หนูกลัวมันตาย
แต่เพนกวินตอบว่า ถ้าจะตายก็ให้ตายไป
หนูคิดมาตลอดว่า “เราสู้เพื่ออยู่ ไม่ได้สู้เพื่อตาย
แต่ถ้าจะมีใครตาย ก็ขอให้ตายเพื่อคนที่ยังอยู่”
และวันนี้หากไม่ได้รับสิทธิประกันตัวอีก จะขอประกาศอดอาหารด้วย โดยจะเริ่มจากการรับประทานวันละมื้อ และลดลงเหลือรับประทานแค่น้ำ นม และสารอาหาร
“ขอให้การตายของเราเป็นสายธารนำความหวังสู่สังคม”
ผมนั่งเงียบฟังเสียงรุ้งแถลง
ก้มหน้าก้มตาไม่ได้หันมองใคร
น้ำตามันไหลออกมาแบบกลั้นไม่อยู่
นับเป็นครั้งที่สองที่ผมมีน้ำตาในห้องพิจารณา
.....................
แด่ทุก ๆ คนที่ถูกจองจำกักขัง
ผมรู้ว่าน้ำตาที่ไหลในวันนี้
มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความสยบยอม
แต่เป็นน้ำตาแห่งการต่อสู้เย้ยหยัน
ผมขอให้น้ำตาทุกหยดที่หยดลงบนพื้น
มันกัดกร่อนทำลายความอยุติธรรม
ในประเทศนี้ให้สิ้นซากไป
ผมรู้ว่าพวกคุณเจ็บและเหนื่อยมามาก
ผมเข้าใจ ไม่เรียกร้องสิ่งใด ๆ
เพราะสิ่งที่พวกคุณต้องเผชิญมันหนักหนาสาหัสเหลือเกิน
ผมจะเคารพทุก ๆ การตัดสินใจของพวกคุณ
ผมพร้อมที่จะโอบอุ้มทุกสิ่งอย่าง
ผมหวังว่าเราจะได้เจอกัน “ข้างนอก”
...........
เครดิตภาพจากคุณ : Back Hope

วันจันทร์, มีนาคม 29, 2564

ทหารพม่า ‘ฆ่าไม่ยั้ง’ เสนอมาตรการ ‘สามตัด’ เพื่อจัดการกับหมาบ้าทัตมาดอว์ ไทยยังเฉย


มันถึงจุดที่กองทัพพม่าเป็นหมาบ้า ‘ฆ่าไม่ยั้ง’ แม้กระทั่งเผาคนทั้งเป็น จนไม่สามารถใช้การ ‘เจรจา’ หาทางออกด้วยวิถีการทูตได้อีกแล้ว รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐประกาศหนุนผู้นำทหารทั่วโลก ที่ประณามพฤติกรรมชั่วร้ายของ ‘ทัตมาดอว์’

รัฐบาลสืบทอดอำนาจคณะทหารไทย มีส่วนให้ท้ายความ ‘ป่าเถื่อน’ ของคณะยึดอำนาจพม่า ด้วยการลักลอบส่งเสบียงอาหาร และไปร่วมสวนสนามวันกองทัพ ซึ่งเป็นวันที่ประชาชนพม่าถูกทหารฆ่ามากเป็นประวัติการณ์ ถึง ๑๑๔ คนทั่วประเทศ

ภราดรภาพของชาวพม่า ฮ่องกง ไต้หวัน ทิเบต ไทย และกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยในสหรัฐ ร่วมกันชุมนุมใหญ๋บริเวณโฟลี่ย์สแควร์ ในเกาะแมนแฮ้ทตันส่วนล่าง นครนิวยอร์ค มีผู้ร่วมล้นหลาม แสดงถึงการรับรู้ในระดับโลก ในอาชญากรรมต่อมนุษย์ของคณะทหารพม่า

คณะมนตรีพิเศษให้คำปรึกษาเรื่องความรุนแรงในพม่า อันเป็นองค์กรเอกชนนานาชาติ บริหารและดำเนินงานโดยกลุ่มอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงในองค์การสหประชาชาติ เสนอมาตรการ ‘สามตัด’ เพื่อจัดการกับหมาบ้าทัตมาดอว์ โดยระงับการขายอาวุธเป็นอันดับแรก

อีกมาตรการที่สหรัฐนำร่องไปแล้วในด้านการโอนเงิน คือปิดกั้นและยุติการทำธุรกรรมกับบริษัทต่างๆ ที่ผู้นำและคณะรัฐประหารพม่าเป็นเจ้าของ ส่วนการ ‘ตัด’ อันดับสามก็คือ ส่งฟ้องคดีการกดขี่เข่นฆ่าประชาชนโดยทหารพม่า ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ


ในประเทศไทย ทั้งรัฐบาลและเครือข่ายการเมืองที่ ‘อดีต’ คณะรัฐประหารเกื้อหนุน (สว.ตู่ตั้ง เป็นอาทิ) ต่างนิ่งเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อน ซ้ำร้าย ส.ส.หญิงฝ่ายรัฐบาลคนหนึ่งออกมาพยายามสร้างความชอบธรรมว่า การส่งทหารไทยไปร่วมสวนสนามที่เนเปียวดอว์ เป็นชั้นเชิงการทูตที่แยบยล

หามิได้ แท้จริงเป็นการแสดงอาการ ‘เสล่อ’ (เพื่อปลอบใจสลิ่ม) ของ ส.ส.หญิงคนนั้นเสียมากกว่า อย่างน้อยๆ เงี่ยฟังอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เสียบ้างอาจทำให้หูตาสว่างขึ้นได้ ในข้อหนึ่งที่เขากล่าวถึงผลกระทบต่อไทย

ด้าน ‘จุดยืน ภาพพจน์ และชื่อเสียง’ “เมื่อกองทัพเมียนมา มีการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วง” แท้จริงยิ่งกว่านั้น ทหารพม่าเวลานี้ออกไล่ล่าประชากรถึงในบ้าน เด้กเล็กจำนวนมากเสียชีวิตและบาดเจ็บเพราะหมู่บ้านถูกทหารยิงสาดใส่

“ทำให้หลักการไม่แทรกแซงในกิจการภายในของประเทศอาเซียน ต้องมีการทำความเข้าใจกันใหม่ เพราะตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ” ในเมื่อทหารพม่าเวลานี้ “ละเมิดหลักมนุษยธรรม (และ) อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”

นายสุรเกียรติ์ยังเอ่ยถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทำให้ “เมียนมาดิ่งเหวลงไปอีก” แรงสะเทือนกระเพื่อมเข้ามาไทยอย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะในหมู่นักลงทุนน้อยใหญ่จากไทย ที่ไปปลูกต้นเงินต้นทองไว้ที่นั่น ไม่ว่าจะแถบทวายหรือแค่ท่าชีเล็ก

ด้านสังคมนี่ย่อมกระแทกถึงไทยก่อนอื่นใด เมื่อปรากฏมีผู้อพยพชาวกะหรี่ยงหนีเข้าไทยตามแนวป่าแม่น้ำสาละวิน จำนวนไม่น้อยกว่า ๒ พันคน หลังจากที่กองทัพพม่าตอบโต้กองกำลังแห่งชาติกะเหรี่ยง ด้วยการโจมตีทางอากาศอย่างหนักสองระลอก

ในไทย การคุกคามต่อสิทธิและเสรีภาพของมวลชน ในการแสดงออกเพื่อประท้วงความไร้ประสิทธิภาพทางการบริหารประเทศของรัฐบาล และการใช้อำนาจบาตรใหญ่นอกเหนือขอบข่ายนิติธรรมสากล ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วานนี้กำลังตำรวจหน่วยควบคุมฝูงชนครบเครื่องมือสลายชุมนุม เข้าลุยกลุ่มผู้ประท้วงจำนวนไม่กี่สิบคน ซึ่งนอนนิ่งอย่างสันติบนพื้นถนนบริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ต่อความรุนแรงในการสลายชุมนุม รื้อถอนหมู่บ้านทะลุฟ้า เมื่อวันก่อนหน้า

ยิ่งชีพ (เป๋า) @yingcheep มีข้อสังเกตุว่า “วันนี้ตำรวจมาแผนใหม่ จริงจังมากในการกันนักข่าวและคนที่จะถ่ายรูปออก รู้อยู่แล้วว่าการจับผู้ชุมนุมที่นั่งและนอนอยู่โดยสงบเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดี (ผิดกฎหมายด้วย) แทนที่จะเลือกไม่จับ กลับเลือกพยายามไม่ให้มีภาพ”


ไม่เท่านั้น “ความย้อนแย้ง สองมาตรฐานของรัฐบาลนี้” ยังมีอีก “สส.พปชร.พา ๓๐๐ คนเล่นสเก็ตบนถนนราชดำเนิน ไม่ผิด #พรกฉุกเฉิน พรบ.ควบคุมโรค ไม่เสี่ยง #โควิด เราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆ เหรอ” joe black@joe_black317 ถามแดกดัน

มาดามเดียร์ วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.คนดังพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งสามีคุมเครือข่ายสื่อฐานรองอำนาจรัฐบาล อ้างว่าการ #ใส่ชุดไทยไถสเก็ต ระยะทาง ๔ กิโลเมตรบนถนนราชดำเนินนี้ “เป็นกิจกรรมดีๆ ที่ช่วยสร้างสรรสังคมให้น่าอยู่”

จึงใช้พื้นที่สาธารณะได้อย่างสะดวก มีตำรวจคอยเอื้ออำนวยอวยชัย จนพูดได้อย่างเต้มปากว่า “อยุ่ฝั่งไหนไม่สำคัญค่ะ” เธอพูดไม่หมด ขาดไปประโยคหนึ่ง “อยู่ฝั่งนี้สุขสันต์หรรษา”

(https://specialadvisorycouncil.org/media-1, https://www.matichon.co.th/politics/news_2646641, https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/2946508788932835 และ https://www.facebook.com/ThaiPBSFan/posts/10165493203725085)