วันอังคาร, พฤศจิกายน 28, 2560

#เทใจให้เทพา เปิด 20 เหตุผลชาวบ้านขอหยุด "โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา" จ.สงขลา





เปิด 20 เหตุผลชาวบ้านขอหยุด "โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา" จ.สงขลา


10 กันยายน 2560
ที่มา Thai PBS


เครือข่ายคนสงขลาปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ออกแถลงการณ์เหตุผล 20 ข้อหยุดโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา หลังพบความพยายามผลักดันรายงานด้านผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม



วันนี้ (10 ก.ย. 2560) เครือข่ายคนสงขลาปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ออกแถลงการณ์กรณีโครง การโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา โดยระบุว่าสืบเนื่องจากการที่ผู้มีอำนาจได้พยายามเร่งรัดจะอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาให้ได้โดยเร็วก่อนที่รัฐบาล คสช.จะหมดอำนาจ ทำให้กระบวนการผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพามีความฉ้อฉลมาก โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา คือฐานที่มั่นสุดท้ายของถ่านหินประเทศไทย นายทุนถ่านหินและ กฟผ.ที่ไปสัมปทานเหมืองถ่านหินไว้แล้วจะขาดทุนยับเยิน จึงต้องดันทุรังเร่งรัดสร้างให้ได้ ทั้งๆ ที่ถ่านหินส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพและวิถีชีวิตอย่างรุนแรง

คนเทพาและจังหวัดรายรอบต้องการไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ไม่ใช่จากถ่านหินสกปรก วันนี้พี่น้องเทพาส่วนหนึ่งได้มารวมตัวเพื่อแสดงพลังบริสุทธิ์ ว่าพี่น้องเทพาจะร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งเพื่อปกป้องคนไทยจากถ่านหินสกปรก

ทั้งนี้ มีเหตุผลอย่างน้อย 20 ข้อ ที่ทุกคนต้องร่วมหยุดโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กล่าวคือ

1. กฟผ.หลอกลวง “ถ่านหินสะอาดไม่มี มีแต่ถ่านหินสกปรก” เป็นการสร้างวาทกรรมลวงโลก

2. เผาถ่านหินวันละ 23,000 ตัน หรือ 1,000 รถบรรทุกต่อวัน นาน 30 ปี มลพิษจะมากขนาดไหน

3. ปล่องควันสูงถึง 66 ชั้น แต่วัดมลพิษค่าปากปล่องแค่ 3 ตัว แต่มลพิษอีกนับสิบตัวไม่กล้าตรวจวัด

4. ใช้น้ำทะเลหล่อเย็นและล้างมลพิษวันละ 9 ล้านคิว แล้วปล่อยกลับลงทะเล ทะเลจะเหลืออะไร

5. สถาบันการศึกษา(ปอเนาะตะเย๊าะซูตีบอ)จำใจต้องย้ายออกแม้เป็นกรณีวากัฟ ยอมรับว่าอยู่ไม่ได้เพราะมลพิษห้อมล้อม





6. มัสยิด กุโบร์ วัด ถูกกันมาอยู่ติดรั้วกองถ่านหิน บาลาย(มัสยิด)บางหลิงจะถูกไล่รื้อ

7. ทะเลเทพาจะหายนะจากเรือขนถ่านหินขนาดใหญ่และมลพิษ ทะเลจะร้าง ท้องทะเลจะเป็นสีดำ

8. จะมีการกัดเซาะชายหาด ทั้งจากท่าเรือและเขื่อนหินทิ้งระบายน้ำเข้า หาดบางหลิงจะหายไป

9. คนเทพาจะเจ็บป่วย อายุสั้นจากมลพิษทั้งจากฝุ่น โลหะหนัก ความเครียด สารก่อมะเร็งที่มองไม่เห็น

10. ทำลายอัตลักษณ์ชุมชน หลอกสร้างความร้าวฉาน สร้างบ่อนวัวชน บนความทุกข์ของชุมชน

11. เหตุความไม่สงบก็ทำให้คนเทพาทุกข์พอแล้ว ใยจึงเอาถ่านหินมาเพิ่มความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน

12. การถมที่ 3,000 ไร่ขวางทางน้ำ ตลาดเทพาจะเสี่ยงน้ำท่วมทุกปีในช่วงน้ำหลาก

13. ชาวบ้าน 240 ครัวเรือนต้องถูกย้ายออก อีก 20,000 คนต้องทนอยู่รอบรั้วในรัศมี 5 กม.

14. ป่าชายเลนคลองตุหยงหลายพันไร่แหล่งจับปลาด้วยมือเปล่าและงมหอยนางรมจะเสื่อมโทรมหนัก

15. โรงไฟฟ้าจะนะผลิตไฟพอใช้ในภาคใต้ตอนล่างแล้ว สร้างอีก 2,200 MW เพื่อใคร? เพื่อนิคมอุตสาหกรรมหรือเพื่อขายมาเลเซีย

16. ปล่อยก๊าซโลกร้อนอย่างมโหฬารปีละ 14 ล้านตัน เทพาจะร้อนขึ้น น้ำยางจะหดตัว

17. รายงาน EHIA เป็นเท็จ เทพามีป่าเต็งรัง มีปลากระดี่ปลาช่อนจอกแหนในคลองน้ำเค็ม ซึ่งเท็จ

18. ถ้าถ่านหินดีจริง ทำไม กฟผ.ไม่เคยกล้าจัดเวทีเพื่อตอบคำถามของชาวบ้านสักครั้งเดียว

19. ถ้าถ่านหินดีจริง ทำไม กฟผ.ต้องแจกของแจกเงินมโหฬาร ทำความแตกแยกให้ชุมชน

20. ที่ต้องสร้างให้ได้ เพราะนายทุนไปหุ้นซื้อเหมืองถ่านหินอินโดนีเซียไว้แล้ว จะขาดทุนย่อยยับ ไฟไม่พอคือข้ออ้าง





แถลงการณ์ ยังระบุว่ อ.เทพา เป็นอำเภอสีเขียวที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีธรรมชาติที่ยังสะอาดบริสุทธิ์ มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ยึดมั่นในศาสนธรรม มีโอกาสสำหรับลูกหลานอีกมากในการสร้างการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน แต่สิ่งดีๆในเทพากำลังเผชิญกับวิกฤต โรงไฟฟ้าถ่านหิน นี่ไม่ใช่การพัฒนา แต่นี่คือการทำลายล้างความเป็นเทพา


วันนี้เป็นเพียงการชุมนุมเพื่อประกาศให้รัฐบาลเห็นว่า “คนเทพาส่วนใหญ่ไม่เอาถ่านหิน” และขอให้พี่น้องทุกคน จงเร่งเดินหน้าเข้าเคาะประตูบ้านพี่น้องของเราทุกบ้าน ปลุกพี่น้องให้ตื่นจากความกลัวในอำนาจอิทธิพลมืด ให้พี่น้องกล้าที่จะออกมาแสดงออกอย่างสันติเพื่อปกป้องบ้านเกิด


ooo





ฟังข้อร้องเรียนของนายภรัณยู เจริญ ชาวประมงที่ถูกนายกตวาด...




https://www.facebook.com/SkyOnline2013/videos/1382181521890174/

เงิบทั้งงาน ! นายกรัฐมนตรีเดือด ตวาดชาวประมง ลั่น ! อย่ามาเถียงฉัน อย่ามาส่งเสียงกับผม เข้าใจเปล่า ผมฟังคุณนี่ พูดดีๆก็ได้ ขณะลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี หลังมีชาวประมง มาร้องเรียนเรื่องการแก้กฎหมายประมง เพราะกระทบการทำประมง

เมื่อ วันที่ 27 พฤศจิกายน ขณะที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ จ.ปัตตานีเพื่อพบปะประชาชน ติดตามความก้าวหน้าของโครงการ “สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” และติดตามประเด็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้นำท้องถิ่น ภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินแผนงานโครงการของรัฐบาล ในรอบ 3 ปี รวมทั้งสร้างขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนในพื้นที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายกฯกล่าวเสร็จ

ได้เดินทักทายประชาชน และเยี่ยมชมตลาดปลา ก่อนจะมีชายคนหนึ่งเข้ามาร้องเรียนกับ พล.อ.ประยุทธ์ว่า ตนเดือดร้อนเรื่องจำนวนวันในการทำประมง ซึ่งนายกฯได้ตอบกลับว่า “อย่ามาเถียงฉัน อย่ามาส่งเสียงกับผม เข้าใจเปล่า ผมฟังคุณนี่ พูดดีๆก็ได้”

หลังจากนั้น พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอหนอกจิก จ.ปัตตานี ก็ได้เข้ามาพูดคุยกับชายคนดังกล่าว ที่ทราบชื่อต่อมาคือ นายภรัณยู เจริญ อายุ 34 ปี ชาวอ.เมือง จ.ปัตตานี ประกอบธุรกิจเรือประมง เพื่อทำความเข้าใจ และได้พาไปร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมที่มีการตั้งเต็นท์บริเวณในงาน ของกระทรวงมหาดไทย โดยให้นายภรัณยู เขียนเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้นายภรัณยู ยังคงมีสีหน้าตกใจ

โดยนายภรัณยู เปิดเผยว่า ตนเคยรวมตัวกับผู้ประกอบการประมงไปยื่นหนังสือต่อรัฐบาลมาแล้วครั้งหนึ่งที่ ลานพระราชวังดุสิต แต่วันนี้ก็ยังคงได้รับความเดือดร้อน โดยมีประเด็นเพิ่มเติม คือ เรื่องวันทำประมงที่กฎหมายอนุญาตให้ทำเพียง 220 วัน ทำให้ได้รับความเดือดร้อนมาก เพราะไม่เพียงพอและไม่คุ้มกับทุนที่ลงไป เนื่องจากใน1ปีที่อนุญาตให้ทำประมงได้ 220 วัน จริงๆก็ไม่สามารถทำได้เต็มที่ทุกวัน เนื่องจากมีวันที่ต้องหยุดโดยปกติตามสภาพอากาศ แต่ 220 วันที่อนุญาตน้อยเกินไป ทำให้ธุรกิจประมงเดือดร้อนมาก โดยปกติในจำนวน 365 วันต่อ 1 ปี ไม่ได้ทำประมงทุกวันอยู่แล้ว

ต้องมีวันหยุดโดยธรรมชาติ แต่เมื่อกฎหมายออกมาให้มีช่วงเวลาทำได้ต่อปีแค่ 220 วัน ขณะที่ผู้ประกอบการต้องมีต้นทุนหรือโสหุ้ย เมื่อกำหนด 220 วัน ทำให้ต้องไปกดดันไต้ก๋งเรือให้หาปลาให้ได้เยอะๆ แต่ในความเป็นจริงก็เป็นไปไม่ได้ที่จะได้เยอะทุกครั้ง แล้วยังถูกกำหนดด้วยกรอบของวัน รวมถึงผู้ประกอบการไม่มีเวลาไปหารายได้มาชดเชยในส่วนที่ขาดทุนเนื่องจากเวลา มีจำกัด ส่งผลกระทบลูกเรือ ลูกจ้างไปหมด เมื่อมาวันนี้ได้ฟังที่นายกฯพูด แต่ไม่มีประเด็นจำนวนวันในการอนุญาตให้ทำประมง จึงมาดักเพื่อพบนายกฯ และอยากบอกให้นายกฯรับรู้ปัญหานี้ ตลอดจนเรื่องอุปกรณ์ควบเรือประมงที่มีการจำกัดไว้ อยากให้แก้ไข เนื่องจากผู้ประกอบการประมงภาคใต้เดือดร้อนหนัก ทั้งนี้ทุกพูดไปไม่ได้ขู่หรือตะคอก เพียงแต่บรรยากาศในงานเสียงดัง และอยากพูดให้นายกฯได้ยิน เลยกลายเป็นคล้ายตะคอก และอยากให้นาย กฯ ช่วยเหลือ ทบทวนแก้ไข เพื่อให้ธุรกิจประมงอยู่ได้ต่อไป


Sky Thai News


#SocialMovement หลังรปห. ที่คุณมารีญาอาจไม่ทราบ - คดีความที่นักกิจกรรมในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมต้องเผชิญ




3 อันดับศิลปินเสรีภาพที่เจอข้อหามากที่สุดยุค คสช.


11 กันยายน 2017
ที่มา ILAW


อันดับที่ 1 วัฒนา เมืองสุข






เดือนสิงหาคม 2560 วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทยได้ขยับพรวดเดียวขึ้นมาเป็นบุคคลที่ถูกตั้งข้อหาจากการใช้เสรีภาพการแสดงออกมากที่สุดในยุค คสช. คือ 6 คดีได้แก่

1. วันที่ 2 มีนาคม 2559 คดีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์วิจารณ์พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี (ศาลยกฟ้อง)
2. วันที่ 20 เมษายน 2559 คดีฝ่าฝืนข้อตกลงการปล่อยตัว (อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี)
3. วันที่ 20 เมษายน 2560 คดีความผิดฐานยุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญาและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ว่า หมุดคณะราษฎรเป็นโบราณวัตถุและวิจารณ์การทำงานของตำรวจ (ยังไม่มีคำสั่งฟ้อง)
4. วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 คดีความผิดฐานยุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญา, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และดูหมิ่นศาลจ ากการโพสต์ให้กำลังใจยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (ยังไม่มีคำสั่งฟ้อง)
5. วันที่ 21 สิงหาคม 2560 คดีละเมิดอำนาจศาลจากการที่เฟซบุ๊กไลฟ์ภายในบริเวณศาลอาญา ถ.รัชดา (จำคุก 1 เดือน ปรับ 500 บาท โทษจำคุกรอลงอาญาไว้ 1 ปี)
6. วันที่ 28 สิงหาคม 2560 คดีละเมิดอำนาจศาลจากการนัดผู้สื่อข่าวให้สัมภาษณ์บริเวณบันไดศาลอาญา ถ.รัชดา (จำคุก 1 เดือน ปรับ 500บาท โทษจำคุกรอลงอาญาไว้ 2 ปี)

คดีของวัฒนา ถือเป็นคดีเกี่ยวกับการเมืองแทบจะทั้งสิ้น เห็นได้ชัดจากคดีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์วิจารณ์พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี คดีนี้เริ่มจากทหารอาศัยอำนาจพิเศษตามคำสั่งที่ 3/2558 ควบคุมตัววัฒนาไปที่ มทบ.11 และพูดคุยกันถึงข้อความที่วัฒนา วิจารณ์พล.อ.ประวิตร พร้อมทั้งยังขอร้องให้เขาหยุดวิจารณ์ คสช. ต่อมานายทหารพระธรรมนูญได้แจ้งความดำเนินคดีต่อวัฒนา ในข้อหานำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 14(1) ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ขณะที่เนื้อหาของโพสต์ที่ถูกกล่าวหาว่า "เป็นเท็จ" ในคดีนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับส่วนที่วิจารณ์พล.อ.ประวิตร โดยตรง แต่เป็นเนื้อหาส่วนอื่นในโพสต์เดียวกันที่วิจารณ์การทำงานของ คสช. คือ ส่วนที่กล่าวว่า คสช. ยึดอำนาจไปจากประชาชนและใช้รัฐธรรมนูญนิรโทษกรรมตนเอง คดีนี้ส่งฟ้องไปทั้งที่กระบวนการรวบรวมชั้นสอบสวนไม่ได้มีการสอบสวนว่า ข้อความที่ถูกกล่าวหาว่า "เป็นเท็จ" ดังกล่าวเป็นเท็จอย่างไร เนื่องจากพนักงานสอบสวนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านรัฐศาสตร์

การฟ้องร้องคดีต่อวัฒนา สะท้อนให้เห็นแนวโน้มของการนำกฎหมายมาใช้ "ปิดปาก" เพื่อสร้างบรรยากาศความกลัวขึ้นตามห้วงเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง โดยจากคำเบิกความของวัฒนา ในคดีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ระบุว่า ที่ผ่านมาแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กมาโดยตลอด แต่ไม่เคยถูกฟ้องร้องจนกระทั่งวิพากษ์วิจารณ์พล.อ.ประวิตร และร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ในช่วงก่อนการออกเสียงประชามติ จากนั้นช่วงที่หมุดคณะราษฎรถูกรื้อถอนไปอย่างลึกลับ และอีกครั้งในตอนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีกำหนดตัดสินชี้ขาด กรณีทุจริตโครงการจำนำข้าว

ทั้งในช่วงการพิพากษาคดีทุจริตโครงการจำนำข้าวยังสะท้อนให้เห็นภาพใหญ่ของแนวโน้มการใช้กฎหมายมาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญามาใช้ในการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวด้วย


อันดับที่ 2 จตุภัทร์ (ไผ่ ดาวดิน)





จตุภัทร์ หรือ "ไผ่ ดาวดิน" นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยเป็นคนที่ถูกฟ้องร้องจากการใช้เสรีภาพการแสดงออกรองเป็นอันดับ 2 คือ 5 คดี ได้แก่

1. วันที่ 22 พฤษภาคม 2558 คดีฝ่าฝืนคำสั่งคสช.ที่ 3/2558 จากการชูป้ายผ้าคัดค้านการรัฐประหารที่ จ.ขอนแก่น (อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี)
2. วันที่ 26 มิถุนายน 2558 คดีความผิดฐานยุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญา และฝ่าฝืนคำสั่งคสช.ที่ 3/2558 จากการชุมนุมคัดค้านรัฐประหารที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพฯ (อยู่ในชั้นสอบสวน)
3. วันที่ 6 สิงหาคม 2559 คดีพ.ร.บ.ประชามติฯ จากการแจกเอกสารเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ที่ตลาดภูเขียว จ.ชัยภูมิ (ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว)
4. วันที่ 30 กรกฎาคม 2559 คดีฝ่าฝืนคำสั่งคสช.ที่ 3/2558 จากการจัดและร่วมงานเวทีพูดเพื่อเสรีภาพ รัฐธรรมนูญกับคนอีสาน ที่ม.ขอนแก่น จ.ขอนแก่น (อยู่ในชั้นอัยการ)
5. วันที่ 3 ตุลาคม 2559 คดีความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการแชร์บทความของบีบีซีไทย มาลงบนหน้าเฟซบุ๊กของตนเอง (ศาลตัดสินจำคุก 5 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งคงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน)

ก่อนหน้าที่จตุภัทร์ จะถูกฟ้องร้องใน 5 คดีนี้ เขาเป็นที่รู้จักจากการไปชู 3 นิ้วหน้าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระหว่างการลงพื้นที่จ.ขอนแก่น ผลจากการกระทำดังกล่าว ทำให้เขาต้องเข้าปรับทัศนคติในค่ายทหาร อย่างไรก็ดีจตุภัทร์ ยังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อไปและถูกจับกุมดำเนินคดีเรื่อยมา จตุภัทร์ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของอาการบาดเจ็บของเสรีภาพหลังรัฐประหารที่การแสดงออกอย่างสงบสันติถูกตีความว่า เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ และสกั้ดกั้นด้วยข้อบัญญัติทั้งในและนอกกฎหมายของคสช.

คดีของจตุภัทร์ยังแสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์ร่วมในระดับประเทศคือการใช้กฎหมายปิดปากการแสดงออกอย่างสุจริตในช่วงการออกเสียงประชามติเพราะนอกจากจตุภัทร์ที่ถูกตั้งข้อหาจากการแสดงออกเรื่องร่างรัฐธรรมนูญถึง 2 คดีแล้ว ยังมีประชาชนที่ถูกฟ้องร้องในเรื่องทำนองเดียวกันอีกไม่น้อยกว่า 203 คน และกิจกรรมสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับประชามติถูกปิดกั้นและแทรกแซงไม่น้อยกว่า 20 กิจกรรม

คดีของจตุภัทร์ที่ทำให้สังคมตั้งคำถามมากที่สุด คือ คดีมาตรา 112 เขาไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าการแชร์ข้อมูลและคัดลอกข้อเท็จจริงจากบทความบางส่วนมา โดยภายหลังจากการแจ้งข้อกล่าวหาเขาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวและถูกถอนประกันตั้งแต่ตอนที่ศาลยังไม่ได้เริ่มพิจารณาคดี จากการที่เขาโพสต์ข้อความที่ศาลพิจารณาแล้วว่า มีลักษณะ "เย้ยหยันอำนาจรัฐ" และหลังจากปล่อยตัวชั่วคราวแล้วยังไม่มีการลบโพสต์ที่เป็นเหตุแห่งคดี แสดงถึงการขาดความสำนึกผิดในสิ่งที่กระทำลงไป หลังจากเริ่มสืบพยานไปไม่นานเขาตัดสินใจรับสารภาพอันเป็นผลจากบรรยากาศกดดันและการพิจารณาคดีที่ปิดลับ


อันดับที่ 2 สิรวิชญ์ (จ่านิว)





อันดับ 2 ร่วมอีกคนหนึ่งคือ สิรวิชญ์ หรือ "จ่านิว" นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตย สิรวิชญ์ เป็นอีกคนหนึ่งที่เคลื่อนไหวมาตลอดนับแต่รัฐประหาร 2557 โดยเขาถูกฟ้องร้องจากการใช้เสรีภาพการแสดงออกรวม 5 คดี ได้แก่

1. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 คดีฝ่าฝืนประกาศคสช.ที่ 7/2557 จากการจัดกิจกรรมเลือกตั้งที่ (รัก) ลัก ที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ (อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี)
2. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 คดีฐานก่อความเดือดร้อนรำคาญตามมาตรา 370 ของประมวลกฎหมายอาญา จากการจัดกิจกรรมเลือกตั้งที่ (รัก) ลักที่หอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ (ตำรวจสั่งปรับ 100 บาท)
3. วันที่ 7 ธันวาคม 2558 คดีฝ่าฝืนคำสั่งคสช.ที่ 3/2558 จากการจัดกิจกรรม “นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง” (อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี)
4. วันที่ 8 มีนาคม 2559 คดีฝ่าฝืนเงื่อนไขการปล่อยตัวของคสช. ตามประกาศคสช.ที่ 40/2557 จากการจัดกิจกรรมเลือกตั้งที่(รัก)ลักที่หอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ (อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี)
5. วันที่ 1 พฤษภาคม 2559 คดีขัดพ.ร.บ.ความสะอาดฯ จากการโปรยโพสต์อิทในงานกิจกรรม “โพสต์-สิทธิ” สกายวอล์ค สถานีบีทีเอสช่องนนทรี กรุงเทพฯ (ศาลสั่งปรับ 1,000 บาท)

คดีของสิรวิชญ์เป็นการปิดกั้นการเสรีภาพแสดงออกด้วยกฎหมายที่หลากหลายขึ้นไม่ว่าจะเป็นกฎหมายการห้ามชุมนุมที่ คสช. เป็นผู้ประกาศใช้เอง และคดีตามกฎหมายปลีกย่อยอื่นๆ เช่น พ.ร.บ.ความสะอาดฯ และข้อกำหนดเกี่ยวกับการสร้างความรำคาญตามประมวลกฎหมายอาญา โดยคดีที่น่าสนใจที่สุดของสิรวิชญ์เห็นจะเป็นคดีนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ เป้าหมายของกิจกรรมเป็นการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นที่ประชาชนควรจะกระทำได้ แต่กิจกรรมดังกล่าวถูกเจ้าหน้าที่สกัดกั้นการเดินทางระหว่างไปทำกิจกรรมและกลายเป็นคดีความในที่สุด


อันดับที่ 3 สมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด)





สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เป็นนักเคลื่อนไหวที่มีจุดยืนคัดค้านการรัฐประหารตั้ง แต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มาจนถึงการรัฐประหารของคสช. โดยที่ผ่านมาเขาถูกฟ้องร้องดำเนินคดี 3 คดี ได้แก่

1. 5 มิถุนายน 2557 คดีความผิดฐานยุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญา (อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี)
2. 1 กรกฎาคม 2557 คดีความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการแชร์ภาพล้อเลียนในเฟซบุ๊ก (ยังไม่มีคำสั่งฟ้อง)
3. 10 กรกฎาคม 2557 คดีฝ่าฝืนคำสั่งรายงานตัวตามคำสั่งเรียกของคสช. (ศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุก 2 เดือน ปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกรอลงอาญาไว้ 1 ปี)

คดีฝ่าฝืนคำสั่งรายงานตัวตามคำสั่งเรียกของ คสช. มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่รับรองการยึดอำนาจของ คสช. โดยสมบัติต่อสู้ว่า การยึดอำนาจของ คสช. ยังไม่สำเร็จและการไม่ไปรายงานตัวเป็นการต่อต้านโดยสันติวิธีตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ศาลเห็นว่า หลังรัฐประหาร คสช. ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และออกคำสั่งคสช.เกี่ยวกับการบริหาร จึงสะท้อนให้เห็นว่า คสช. สามารถยึดอำนาจได้สำเร็จแล้ว เพราะหากยังยึดอำนาจไม่สำเร็จคสช.คงไม่สามารถออกคำสั่งใช้อำนาจบริหารดังกล่าวได้ ดังนั้นสมบัติจึงไม่อาจอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ 2550 ได้อีกต่อไป

ส่วนคดีความผิดฐานยุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญานั้นกำลังอยู่ในชั้นสืบพยาน คดีนี้ศาลทหารอนุมัติหมายจับวันที่ 11 มิถุนายน 2557 มาจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว แต่คดียังคงไม่เสร็จสิ้น ซึ่งความล่าช้าเช่นนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในศาลทหาร สาเหตุจากการพิจารณาคดีแบบไม่ต่อเนื่อง เช่น มีนัดสืบพยานวันที่ 17 มกราคม 2560 และนัดหมายอีกครั้งวันที่ 24 เมษายน 2560 หรือนัดหมายสืบพยานวันที่ 5 กันยายน 2560 แต่พยานไม่มาศาล จึงต้องนัดหมายใหม่อีกครั้งวันที่ 7 มีนาคม 2561 ทิ้งระยะห่างไปมาก

ooo


ooo


ooo

คดีทหารโผล่อีก! พ่อพลทหารขอคำอธิบาย ลูกชายโดนครูฝึกซ่อมจนสะโพกหัก

(http://www.amarintv.com/news-update/news-4687/114747/)






ส่องเทรนด์ปรากฏการณ์ใหม่ “ขุดคดีเก่า” ทางการเมืองมาใช้จับกุม แจ้งข้อกล่าวหา หรือสั่งฟ้องคนเสื้อแดง - ตอกย้ำความรู้สึก “สองมาตรฐาน”



ภาพการปิดกั้นถนนที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อปี 2553 (ภาพจากไทยรัฐออนไลน์)




27/11/2017
By TLHR
(ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)


การดำเนินการทางการเมืองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงราวครึ่งปีหลังของปี 2560 นี้ ที่เป็นปรากฏการณ์สำคัญหนึ่งและดูเหมือนจะไม่ถูกนำเสนอหรือไม่ได้เป็นข่าวสารที่คนให้ความสนใจมากนัก ได้แก่ ปรากฏการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าจับกุมหรือเรียกตัวคนเสื้อแดงในหลายพื้นที่ มาแจ้งข้อกล่าวหาต่างๆ จากกรณีเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2552 จนถึงก่อนการรัฐประหาร 2557 หรือบางกรณีที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาไว้นานแล้ว ก็กลับมีการเรียกตัวผู้ต้องหาไปสั่งฟ้องคดีต่อศาล

ปรากฏการณ์ “ขุด” คดีทางการเมืองมาใช้จับกุม แจ้งข้อกล่าวหา หรือสั่งฟ้องศาลดังกล่าวนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งดำเนินการดังกล่าวด้วยตนเอง แต่มีลักษณะเป็นปฏิบัติการเชิงนโยบายที่มีการสั่งการหรือเร่งรัดมาเป็นการทั่วไป เนื่องจากเกิดขึ้นในหลายพื้นที่และในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นถึงนโยบายที่ คสช. กำลังดำเนินการอย่างเงียบๆ และดูจะสวนทางกับนโยบาย “ปรองดอง” ที่คสช. กล่าวอ้างต่อสังคมเอาไว้ในช่วงปีที่ผ่านมา รายงานชิ้นนี้ประมวลกรณีในภูมิภาคต่างๆ เท่าที่ทราบ มาชี้ให้เห็นปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น และดูจะยังดำเนินต่อเนื่องไป

จับกุมเสื้อแดงอย่างน้อย 6 ราย คดีปิดถนนในอุดรฯ ตั้งแต่ปี 53


เริ่มต้นที่จังหวัดทางภาคอีสาน ในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 นี้ ได้ปรากฏกรณีการจับกุมดำเนินคดีชาวบ้านเสื้อแดงอย่างน้อย 6 ราย จากกรณีการชุมนุมปิดถนนที่จังหวัดอุดรธานีตั้งแต่เมื่อปี 2553

เหตุในคดีนี้ สืบเนื่องจากความพยายามในการสลายการชุมนุมของประชาชนที่ถนนราชดำเนินในวันที่ 10 เม.ย.53 ทำให้ทางคนเสื้อแดงในอำเภอหนองวัวซอ และอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี ได้เข้าปิดกั้นถนนสายหลัก ในช่วงวันที่ 25-26 เม.ย.53 โดยให้เหตุผลว่าเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงไปสมทบกำลังที่กรุงเทพฯ เพื่อสลายการชุมนุมอีก

การจับกุมที่เพิ่งเกิดขึ้นกับมวลชนที่เข้าร่วมชุมนุมดังกล่าว อาทิเช่น เมื่อต้นเดือนส.ค. (2 ส.ค.60) พนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับตำรวจในพื้นที่ ได้เข้าจับกุมตัวนายสมพร ไชยกอง คนเสื้อแดงซึ่งประกอบอาชีพติดตั้งเครื่องเสียงในจังหวัดหนองบัวลำภู จากหมายจับที่ออกตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2553 โดยที่ไม่ได้มีการจับกุมในช่วงดังกล่าวแต่อย่างใด

สมพรถูกนำตัวไปสอบสวนที่กรุงเทพฯ และต่อมามีการแจ้งข้อกล่าวหาเรื่องการมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป กระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยกระทำการเป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่ในการสั่งการในการมั่วสุม, เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแต่ผู้กระทำความผิดไม่เลิก, กระทำการปิดกั้นทางหลวงหรือกระทำด้วยประการใดๆ บนทางหลวงในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล

สมพรได้รับการประกันตัว และคดียังอยู่ในชั้นอัยการ กรณีนี้ญาติเปิดเผยว่าในวันเกิดเหตุ สมพรได้เข้าไปติดตั้งเครื่องเสียงและไมโครโฟน ไม่ได้เป็นแกนนำในการชุมนุมแต่อย่างใด ญาติยังระบุข้อมูลจากการสอบถามตำรวจที่เข้าจับกุม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าทำตามหน้าที่ และมีนโยบายให้รื้อคดีที่ค้างคาเหล่านี้

ในวันเดียวกับที่มีการจับกุมสมพร ยังมีคนเสื้อแดงในพื้นที่อำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี ถูกเรียกตัวมาที่ว่าการอำเภอ ก่อนจะถูกควบคุมตัวจากหมายจับที่ออกตั้งแต่ปี 2553 ในข้อหาและพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกันกับนายสมพร และคดียังอยู่ในชั้นอัยการเช่นกัน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 พ.ย.60 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอร่วมกับตำรวจในพื้นที่ ยังได้เข้าจับกุมคนเสื้อแดงอีกรายหนึ่งในอำเภอหนองวัวซอ โดยใช้หมายจับของศาลอุดรธานีที่ออกตั้งแต่เมื่อปี 2553 จากกรณีการปิดถนนในช่วงเดือนเมษายน 2553 เช่นเดียวกัน คนเสื้อแดงรายนี้ถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจหนองวัวซอหนึ่งคืน ก่อนจะได้รับการประกันตัว

นอกจากนั้น เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม 2560 ศาลจังหวัดอุดรธานียังได้อ่านคำพิพากษาในกรณีของนักจัดรายการวิทยุคนเสื้อแดง กับพวกอีกรายหนึ่ง จากการปิดกั้นถนนบริเวณหน้า สภ.โนนสะอาด อำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เมื่อปี 2553 โดยศาลพิพากษาจำคุก เป็นเวลา 4 ปี โดยที่จำเลยทั้ง 2 คน ให้การรับสารภาพ จึงลดโทษเหลือจำคุก 2 ปี โดยล่าสุดคดีนี้ทั้งสองคนไม่ยื่นอุทธรณ์คดี ทำให้ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำ

จับกุมเสื้อแดงอุบลฯ คดีเผาโลงจำลองประท้วงเมื่อปี 53


ในภาคอีสานเช่นเดียวกัน เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 60 เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.วารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ได้เข้าจับกุมนายพงษ์ศักดิ์ ตุ้มทอง อดีตดีเจเสื้อแดง ที่บริเวณศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีหลังเก่า ในข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น และร่วมกันชุมนุมมั่วสุมทางการเมืองมากกว่า 10 คนขึ้นไป

เหตุในคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 25 เม.ย.53 พงษ์ศักดิ์กับกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งได้ไปชุมนุมที่ราชธานีอโศก ซึ่งเป็นสำนักสงฆ์สาขาของสันติอโศกในจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากมีการปราศรัยแล้ว ได้มีกิจกรรมเผาโลงศพจำลอง เพื่อเป็นการประท้วงท่าทีทางการเมืองของสมณะโพธิรักษ์ และพลตรีจำลอง ศรีเมือง

พงษ์ศักดิ์ระบุว่า เขารับหน้าที่ดูแลเครื่องเสียงและเครื่องปั่นไฟในงานเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุเผาโลงศพจำลอง และผู้ชุมนุมก็ไม่ได้ปล่อยให้ไฟลุกไหม้สร้างความเสียหายแต่อย่างใด โดยหลังการชุมนุมไม่นาน พงษ์ศักดิ์ได้รับหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งเขาก็ได้เซ็นรับทราบแล้ว แต่ตำรวจก็ไม่เคยติดต่อมาอีกเลย ทั้งที่เขาพักอยู่ในอุบลฯ มาตลอด ไม่ได้หลบหนี

ในการสอบสวน พงษ์ศักดิ์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยไม่มีทนายความอยู่ด้วย ตำรวจยังมีการขอตรวจสอบโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต พร้อมขอพาสเวิร์ดเข้าเครื่องและพาสเวิร์ดเข้าไลน์ ซึ่งพงษ์ศักดิ์ก็ได้ให้ความร่วมมือ ก่อนได้รับการประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 60,000 บาท หลังจากคุมขังที่สภ.วารินชำราบ 1 คืน

สั่งฟ้อง 2 คดีรวด กรณีติดป้ายแยกประเทศล้านนาตั้งแต่ปี 57


ขณะเดียวกันในพื้นที่ภาคเหนือ ก็มีการ “ขุด” กรณีการติดป้ายข้อความ “ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม กู ขอแยกเป็นประเทศล้านนา” ซึ่งพบติดในพื้นที่ต่างๆ ทางภาคเหนือหลายจังหวัด ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นมีนาคมปี 2557 ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มกปปส. ในขณะนั้น ขึ้นมาแจ้งข้อกล่าวหาและสั่งฟ้องคดีตามมาตรา 116 หรือที่รู้จักกันในข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” อีกถึง 2 คดี

สำหรับกรณีป้ายดังกล่าว เคยมีการดำเนินคดีมาตรา 116 กับนายออด สุขตะโก, นางถนอมศรี นามรัตน์ และนายสุขสยาม จอมธาร สามสมาชิกของกลุ่มแม่สรวยรักประชาธิปไตย ซึ่งเป็นกลุ่มเสื้อแดงที่เคยทำกิจกรรมในพื้นที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ในศาลจังหวัดเชียงรายตั้งแต่ปี 2557 จากป้ายที่ติดอยู่บริเวณสะพานลอยในอำเภอเมืองเชียงราย ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้รออาญาทั้งสามคนไว้ เมื่อปี 2558 และคดีได้เสร็จสิ้นไปแล้ว



ภาพป้ายที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 116

.
หากแต่ในช่วงเดือนมีนาคม 2560 กลับมีการเรียกตัวผู้ต้องหาทั้งสามคนนี้ ไปสั่งฟ้องคดีข้อหาเดียวกัน ต่อศาลจังหวัดพะเยา จากกรณีการพบป้ายข้อความดังกล่าวที่ติดในอำเภอเมืองพะเยา โดยคดีนี้เคยมีการแจ้งข้อกล่าวหาคาไว้อยู่ที่ชั้นตำรวจกว่า 3 ปี จนผู้ต้องหาทั้งสามคนนึกว่าคดีไม่ได้มีการดำเนินการต่อแล้ว แต่กลับมีการสั่งฟ้องในปีนี้ โดยระบุว่าเป็นความเห็นสั่งฟ้องของทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ในเดือนมิถุนายนและสิงหาคม 2560 ทั้งสามคนยังถูกพนักงานสอบสวน สภ.แม่ลาว แจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 116 เพิ่มอีก จากกรณีป้ายพบติดที่อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ก่อนจะมีการสั่งฟ้องกรณีนี้ต่อศาลจังหวัดเชียงราย ทำให้ถึงปัจจุบันทั้งสามคนถูกดำเนินคดีกรณีติดป้ายถึงสามคดีด้วยกัน โดยในสองกรณีใหม่นี้ ทั้งสามคนยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการติดป้ายดังกล่าวแต่อย่างใด คดีจึงยังอยู่ในระหว่างการต่อสู้ในชั้นศาล

คุมตัว “คนขายกาแฟเสื้อแดง” ดำเนินคดีร่วมก่อการร้ายปี 53

ในกรุงเทพมหานครเอง ก็มีการควบคุมตัวอดีตผู้ชุมนุมเสื้อแดง จากการชุมนุมทางการเมืองในอดีตเช่นกัน ได้แก่ กรณีของนายศักดา แก้วผูกนาค หรือ “นัท” ขายกาแฟรถเข็นที่สนามหลวงและในที่ชุมนุม ถูกจับกุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.60 โดยเป็นการจับตามหมายจับของศาลอาญาในปี 2560 นี้ ในข้อหาร่วมกันหรือสนับสนุนให้มีการก่อการร้ายกับแกนนำนปช. ในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 อันเป็นข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135/2

สำหรับกรณีของศักดา ในปี 2553 ทางดีเอสไอเคยยื่นคำร้องต่อศาลในการขอออกหมายจับมาแล้วอย่างน้อยสองครั้ง แต่ศาลก็ยกคำร้องทั้งสองครั้ง โดยในเดือนมิถุนายน 2553 ศาลยกคำร้องโดยเห็นว่าพยานหลักฐานผู้ต้องหายังไม่เพียงพอที่จะออกหมายจับ และในเดือนธันวาคม 2553 ศาลยกคำร้องโดยเห็นว่าคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการว่าจะมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือไม่ กรณียังไม่มีเหตุจำเป็นให้ออกหมายจับ ก่อนที่ในปี 2560 ทางดีเอสไอจะมีไปการขอศาลออกหมายจับนายศักดาอีกครั้ง และศาลได้อนุมัติหมายจับในที่สุด

ศักดาถูกฝากขังและควบคุมตัวในเรือนจำตั้งแต่ถูกจับกุม จนถึงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จึงได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ด้วยหลักทรัพย์ซึ่งได้มาจากการระดมทุน จำนวน 600,000 บาท โดยทางพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษก็ได้มีคำสั่งฟ้องคดีต่อศาลอาญาไปแล้ว

นอกจากศักดาแล้ว มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ดีเอสไอยังได้มีการควบคุมตัวผู้ต้องหาในข้อหาร่วมกันก่อการร้ายนี้อีกรายหนึ่งด้วย



ภาพการชุมนุมของคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2553


แจ้งข้อหาแกนนำ นปช. กรณีเปิดเผยเอกสารกท.ต่างประเทศตั้งแต่ปี 52


ด้านแกนนำนปช.เอง ก็ได้ถูกรื้อฟื้นกรณีตั้งแต่เมื่อปี 2552 มาแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดี โดยเมื่อวันที่ 2 พ.ย.60 ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้มีการออกหมายเรียกณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และก่อแก้ว พิกุลทอง สองแกนนำนปช. ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 123 เรื่องการกระทำการให้ได้มาซึ่งข้อความเอกสารอันปกปิดไว้เป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยของประเทศ และข้อหาตามมาตรา 124 เรื่องการกระทำให้ผู้อื่นล่วงรู้หรือได้ไปซึ่งข้อความ เอกสาร หรือสิ่งใดๆ อันปกปิดไว้เป็นความลับเพื่อความปลอดภัยของประเทศ ทั้งสองข้อหามีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี

เหตุในกรณีเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อปี 2552 โดยนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ และนายสังคม ดำรงค์ยุทธภูมิ ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดี โดยกล่าวหาว่ากลุ่มแกนนำได้นำหนังสือของกระทรวงการต่างประเทศ ไปเผยแพร่ผ่านรายการ “ความจริงวันนี้” และยังนำไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ความจริงวันนี้ ฉบับวันที่ 22-24 ธันวาคม 2552 อีกด้วย โดยระบุว่าการเผยแพร่ดังกล่าวทำให้กระทรวงการต่างประเทศได้รับความเสียหาย

แม้ทั้งณัฐวุฒิและก่อแก้วจะเข้ารับทราบข้อหาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน และได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ต้องประกัน แต่ก็ยังต้องต่อสู้คดีนี้ต่อไป ทั้งนอกจากทั้งสองคนนี้ ผู้ที่ถูกแจ้งความจากกรณีนี้ยังได้แก่ นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ และนางสุพัฒภาย์ พัฒนรพันธุ์ ด้วย ซึ่งพนักงานสอบสวนระบุว่าจะออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป

กรณีนี้รายงานข่าวระบุว่าผู้แจ้งความยังมีการไปแจ้งความไว้ที่ สน.นางเลิ้งด้วย แต่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่าเป็นคดีเดียวกัน จึงได้มีคำสั่งให้โอนคดีมาให้ตำรวจกองปราบปรามทำคดีดังกล่าว

สู่คำถามเรื่องนโยบาย “ปรองดอง” ของ คสช.

เป็นที่น่าสังเกตว่า การดำเนินการในกรณีต่างๆ ดังกล่าวเท่าที่ทราบ เกิดมากขึ้นคาบเกี่ยวกับช่วงของการพิพากษาคดีจำนำข้าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2560 และพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเดือนตุลาคม 2560

นอกจากนั้น ตั้งแต่ในช่วงต้นปีนี้ ทางคสช. เอง ยังดำเนินโครงการสร้างความสามัคคีปรองดองทางการเมือง โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) และการจัดระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำ “ร่างสัญญาประชาคม เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง” จนกระทั่งมีการประกาศสัญญาประชาคมดังกล่าวอย่างเงียบๆ ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ “สัญญา” ที่มีลักษณะเป็นนามธรรมดังกล่าว กลับไม่ได้มีการกล่าวถึงปมปัญหาในการจัดการกับคดีทางการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้น และยังดำเนินอยู่ระหว่างความขัดแย้งในสังคมไทยหลายปีที่ผ่านมา




ภาพ “สัญญาประชาคม” 10 ข้อ ที่ทางป.ย.ป.จัดทำ (ภาพจากมติชนออนไลน์)

.
การจับกุมหรือสั่งฟ้องคดีดังกล่าว ยังเกิดขึ้นภายใต้ความรู้สึกของประชาชนจำนวนมากที่ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม (ดูตัวอย่างผลสำรวจของกรุงเทพโพลล์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 ซึ่งพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 76.8 มีความเชื่อมั่นค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ต่อการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐว่ามีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ)

ขณะเดียวกัน ในยุค คสช. เอง การใช้กระบวนการทางกฎหมายยังกลายไปเป็นเครื่องมือในการจัดการกับผู้เห็นต่างหรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอีกด้วย (ดูรายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)

ปรากฏการณ์ “ขุด” คดี ที่มีแนวโน้มจะมุ่งดำเนินการต่อกลุ่มการเมืองฝ่ายเดียว จึงดูจะยิ่งตอกย้ำความรู้สึก “สองมาตรฐาน” ซึ่งสั่งสมเรื่อยมาตลอดความขัดแย้งทางการเมือง และดูจะยิ่งสวนทางกับแนวทางการสร้างความปรองดองที่ คสช. กล่าวอ้าง และยังใช้งบประมาณจำนวนมากกว่า 1,300 ล้านบาท ดำเนินการโครงการมาจนถึงปัจจุบัน

ส่อง Social Movement เอ็นจีโอ ภาคประชาชนไทย ผ่าน ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี - ประชาไทรีรัน



แผ่นดินจึงดาล: ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี เอ็นจีโอและภาคประชาชน


2017-05-25
ที่มา ประชาไท


บทสัมภาษณ์ 9 นักวิชาการในชุด ‘แผ่นดินจึงดาล’ นี้ ประชาไทตัดทอนมาจากบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มในหนังสือ ‘แผ่นดินจึงดาล: การเปลี่ยนผ่านในสภาพบังคับ’ เพื่อมองอดีต ปัจจุบัน และอนาคตประเทศไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ว่ามันจะนำพาเราไปสู่อะไร


เป็นมือไม้ของรัฐราชการ เป็นนักฉกฉวยโอกาสทางการเมือง เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย ทั้งหมดนี้เป็นคำอธิบายเอ็นจีโอที่ค่อนข้างรุนแรง แต่ด้วยบทบาทของเอ็นจีโอจำนวนมากที่โลดแล่นบนเวทีประวัติศาสตร์การเมืองไทยระยะใกล้ไล่เรียงถึงปัจจุบันกาล ทำให้ ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี จากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยากจะสรุปเป็นอย่างอื่น

นี่อาจเป็นบทวิพากษ์วิจารณ์เอ็นจีโอที่ดุเดือดที่สุดชิ้นหนึ่ง ถึงกระนั้น มันก็เป็นบทวิเคราะห์อดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่เอ็นจีโอและภาคประชาชนต้องรับฟัง เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 เพิ่มอำนาจรัฐในการจัดการทรัพยากรให้เข้มข้นขึ้นและลิดรอนสิทธิของประชาชนลง ไหนจะขบวนการเซ้งประเทศประเคนทรัพยากรให้แก่กลุ่มทุน โดยเฉพาะปัญหาที่ดินที่ปิ่นแก้วคาดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ในช่วง 10 ปีข้างหน้า

เอ็นจีโอไทยในฐานะส่วนขยายของรัฐราชการ


ได้เคยตั้งข้อสังเกตไว้นานแล้วว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีแนวโน้มที่พัฒนาการของเอ็นจีโอในไทยมีทิศทางของการกลายเป็นส่วนขยายของรัฐราชการ ทำงานร่วมกับราชการมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ลดบทบาทของการเป็นแอคทิวิสต์ หรือการทำงานเชิง Activism ลง เอ็นจีโอไม่ได้มีทิศทางที่ชัดเจนในการสร้างเสริมอำนาจประชาชน เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ถ่วงดุลคัดง้างรัฐและทุน หรือเป็นตัวแทนเสียงของประชาชนมาอย่างน้อยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การต้องพึ่งพาแหล่งทุนของรัฐมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำงานของเอ็นจีโอในเชิงการเมือง นอกจากจะมีแนวโน้มในการร่วมมือกับราชการมากขึ้นแล้ว ยังปรับท่าทีในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ลง เป้าหมายการทำงานถูกประนีประนอมลงเหลือเพียงทำอย่างไรจึงจะให้องค์กรอยู่รอดในทางการเงิน

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เอ็นจีโอไทยพร้อมจะวิ่งเข้าหาแหล่งทุนใดก็ตามที่โผล่เข้ามา แม้แต่ประชารัฐ ทั้งที่เอ็นจีโอเคยวิจารณ์ประชานิยมอย่างหนัก แต่พอรัฐทหารเปิดให้ภาคเอกชนกับเอ็นจีโอเข้าไปเป็นคู่สัญญาในการผันเงินเข้าสู่ชาวบ้าน เอ็นจีโอก็พร้อมกระโดดเข้าใส่ ถ้ามองพัฒนาการแบบนี้จึงไม่น่าแปลกใจว่า เหตุใดเอ็นจีโอจึงไปนั่งเป็นกรรมการที่รัฐแต่งตั้ง ไปนั่งในสภาปฏิรูปหรือกรรมการปฏิรูปประเทศ ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นความต่อเนื่องของทิศทางที่มีมาก่อนหน้านี้แล้ว ที่ทำให้เอ็นจีโอพร้อมจะเข้าไปทำงานเป็นส่วนขยายของรัฐราชการอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

ถ้าถามส่วนตัวว่าภาคประชาชนจะไปทางไหน นี่เป็นทิศทางกระแสหลัก จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ในภาวะที่ไม่สามารถกำหนดการทำงานของตัวเองได้ เงื่อนไขทางเศรษฐกิจหรือความไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ทางด้านแหล่งทุน หรือต้องทำงานเพื่อตอบสนองโจทย์ของแหล่งทุนมากกว่าทำงานตอบสนองประชาชน ทำงานเพื่อรักษาตัวให้รอด อยู่ให้เป็น คล้ายๆ กับเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เอ็นจีโอในไทยไปทางนั้น ผนวกเข้ากับบริบทการเมืองไทย วิธีวิเคราะห์การเมืองไทย การมองตนเองกับความสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจในการเมืองไทย เลยยิ่งทำให้ตำแหน่งแห่งที่ของเอ็นจีโอผูกเข้ากับสถานภาพแบบนี้โดยปริยาย เอ็นจีโอกลายเป็นกลุ่มองค์กรที่ทำงานเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐราชการ เป็นพันธมิตรกับรัฐราชการ เพื่อแลกกับความอยู่รอดของตนเอง โดยปราศจากการมองภาพอนาคตของสังคมไทย หรือคุณภาพของสังคมไทย และเห็นว่าคุณภาพของความเป็นประชาธิปไตยของสังคม ไม่เกี่ยวข้องกับพันธกิจของตนอีกต่อไป

เอ็นจีโอหันขวา

ถ้าพูดแบบเป็นกลางหน่อยก็คือ ท่าทีที่เขาผิดหวังในระบอบเลือกตั้ง ทำให้เขาตัดสินว่าการเมืองในระบอบเลือกตั้งมัน ไม่เกี่ยวข้องกับเขา ไม่เกี่ยวกับงานเอ็นจีโอ ใครก็ได้ที่มีอำนาจเข้ามา เขาพร้อมทำงานด้วย เพื่อทำให้ตัวเองและประเด็นที่ตัวเองทำนั้นอยู่รอด เป้าหมายใหญ่ของเอ็นจีโอที่ว่า ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน ที่เคยเป็นสโลแกนใหญ่ของเขากลายมาเป็น ทำงานกับรัฐเพื่อเพิ่มอำนาจให้ตัวเองหรือทำให้ตัวเองอยู่รอด นี่เป็นทิศทางที่เป็นอยู่

ดังนั้น เวลาเราบอกว่าเอ็นจีโอสวิงกลับไปทางขั้วอำนาจอนุรักษ์นิยม มันเป็นท่าทีเชิงสัมพัทธ์ เขาคงเปรียบเทียบว่าอำนาจแบบไหนให้ประโยชน์กับเขา ถ้าการเมืองในระบอบเลือกตั้งให้ประโยชน์แก่นักการเมืองมากกว่าตัวเอง เห็นนักการเมืองได้ดอกผลจากระบอบการเลือกตั้ง นักการเมืองก็กลายเป็นคู่แข่ง และเมื่อรัฐบาลทหารเป็นตัวช่วยเสริมอำนาจให้กับเอ็นจีโอในการคัดง้างกับคู่แข่ง เอ็นจีโอก็พร้อมจะเข้าร่วมกับรัฐบาลทหาร แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่เห็นว่าการเข้าไปร่วมองคาพยพของรัฐบาลทหารไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ให้กับตนอย่างสมบูรณ์นักตามที่คาดหวังไว้ เราก็จะเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน ถ้าให้พูดตรงๆ ก็คือ การไม่มีจุดยืนหรือไม่มีวิธีคิดในการมองว่าคุณภาพการเมืองควรเป็นอย่างไร และการมองว่าการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรก็ได้ ไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับการอยู่รอดของตน จุดยืนแบบนี้ได้ทำให้เอ็นจีโอยืนอยู่บนฐานที่ว่า ระบอบการเมือง คุณภาพทางการเมือง ไม่มีความสำคัญหรือเกี่ยวข้องกับขบวนการของเอ็นจีโออีกต่อไป

รัฐธรรมนูญ 2560 กับปัญหาการจัดการทรัพยากรที่รออยู่ข้างหน้า


รัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการที่ทหารสถาปนาขึ้นและกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ทางกฎหมายของบ้านเมืองแล้ว หลังจากนี้ไปจะขยับอะไรไม่ได้หรือขยับได้ยากมาก ไม่ต้องคิดถึงเรื่องปฏิรูปกฎหมายอื่นๆ มติ ครม. หรือเวทีต่อรองของภาคประชาชนกับรัฐบาลที่เคยมีมา รัฐบาลที่ประชาชนไม่ได้เลือกมาย่อมออกกฎหมายตามอำเภอใจของตน

ในอีก 10 ปีข้างหน้านี้ เรื่องการพรากสิทธิจากที่ดินจะเป็นเรื่องใหญ่ ที่จริงก็ไม่ใช่แค่เฉพาะในไทย ที่ผ่านมาไปทำวิจัยในลาวก็พบว่าสถานการณ์หนักมาก เขตเศรษฐกิจพิเศษไทยกำลังเดินตามรอยของลาว ที่พูดว่าขบวนการเซ้งประเทศ มันคือการเซ้งที่ดินจำนวนมหาศาลให้กับทุน ซึ่งเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถ้าเขาเอาที่ดินไปแล้ว จะเอาไปทำอะไร เขตเศรษฐกิจพิเศษที่ถูกประกาศกันทั่วประเทศ เกือบทั้งหมดอยู่ในเขตชายแดนในจังหวัดสำคัญๆ กินพื้นที่มหาศาลและมีกรอบเวลายาวเป็นชั่วอายุคน ในสนามการแข่งขันของทุนนิยมในประเทศด้อยพัฒนาในภูมิภาคนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นสินค้าที่ถูกนำมาขายอย่างดุเดือด ทั้งที่ไม่ได้มีอะไรที่การันตีได้ว่ารัฐไทยจะมีความสามารถแข่งกับลาวหรือประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ในการดึงกลุ่มทุนมาลงทุนในพื้นที่ได้ แต่สิ่งที่รัฐทำคือการประกาศเขตไปก่อน ยึดที่ดินมาก่อน อันนี้น่าจะเป็นประเด็นหรือเป็นชนวนสำคัญก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวใหญ่ในอนาคตอย่างแน่นอน

ปัญหาคือเอ็นจีโอไทยไม่เคยทำงานที่พ้นไปจากการจัดตั้งมวลชน ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นสิ่งที่ทำได้ยากและมีความจำเป็นต้องพัฒนายุทธศาสตร์อื่นๆ มาทำงาน รวมไปถึงคำถามที่ว่าคือเอ็นจีโอมีความรู้เกี่ยวกับปัญหาที่ดินที่ออกไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ สามารถมองเห็นปัญหานี้ในฐานะที่เป็นปัญหาร่วมในระดับภูมิภาคหรือไม่ และสามารถยกระดับปัญหานี้ขึ้นมาเพื่อขยายฐานทำงานที่กว้างขวางกว่ารายกรณีได้หรือไม่ นี่เป็นโจทย์ที่ต้องคิดนอกกรอบการทำงานแบบเดิมๆ

คำถามสำคัญจึงเป็นเรื่องที่ว่า ในสมรภูมิความขัดแย้งหลังการเมืองยุคเสื้อสี ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ยึดโยงอยู่กับประชาชน และสังคมที่ไร้กติกา ใครจะทำหน้าที่เป็น Catalyst ให้เกิดการรวมตัวของผู้คนที่เดือดร้อนจากรัฐอำนาจนิยม โดยส่วนตัวคิดว่า คำตอบในเรื่องนี้คงต้องมองในสังคมยุคหลังเอ็นจีโอ ในคนรุ่นใหม่ๆ นอกวัฒนธรรมอุปถัมภ์ของภาคประชาชน ในกลุ่มคนที่กล้าคิดและกล้าตั้งคำถามต่อความเสื่อมถอยของประชาธิปไตย อันเป็นรากฐานของปัญหาที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ รวมถึงในชุมชนเอ็นจีโอที่ดำรงอยู่



“ดักดาน”... ความป่าเถื่อนของวัฒนธรรมอำนาจนิยมของกองทัพที่ไม่เคารพกฎหมาย





“ดักดาน”

โรงเรียนเตรียมทหารเป็นองค์กรของกองทัพที่ดำรงอยู่ได้ด้วยภาษีของประชาชน เป็นแหล่งผลิตบุคลากรออกไปรับใช้ประเทศชาติ แต่ทัศนคติของผู้ที่จบจากโรงเรียนแห่งนี้ เช่น รอง นรม. ที่บอกว่าการถูกซ่อมจนสลบเป็นการธำรงไว้ซึ่งวินัยและไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการสอบสวนสาเหตุการตายของ นตท. ภัคพงศ์ ตัญกาญจน์ ที่มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและไม่ยอมให้บุคคลภายนอกมาเกี่ยวข้อง สะท้อนให้เห็นถึงความป่าเถื่อนของวัฒนธรรมอำนาจนิยมของกองทัพที่ไม่เคารพกฎหมาย เป็นแดนสนธยาโดยใช้ความมั่นคงเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

กองทัพมักแก้ปัญหาด้วยการยึดอำนาจจากประชาชน จากนั้นละเมิดสิทธิมนุษยชนและใช้อำนาจตามอำเภอใจ ขยายเขตแดนอำนาจเพื่อคงอภิสิทธิ์ของตนไว้ให้นานที่สุด ล่าสุดใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงขยายเขตแดนอำนาจสร้างความเป็นรัฐทหารเพื่อประโยชน์ทางการเมืองโดยผ่าน กอ.รมน. ทั้งหมดเกิดจากความล้าหลังของวัฒนธรรมองค์กรที่ปลูกฝังมาตั้งแต่ในโรงเรียน ดักดานถึงขนาดมองตัวเองเหนือกว่าคนอื่นส่วนประชาชนที่เป็นคนจ่ายเงินเดือนพวกตนเป็นชนชั้นล่าง

ผมเชื่อว่าไม่มีใครปฏิเสธความจำเป็นที่ต้องมีกองทัพ แต่จำนวนบุคลากรและความเหมาะสมของภารกิจที่จะสอดคล้องกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ที่เน้นการก่อการร้ายแทนการทำสงครามในรูปแบบเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา นอกจากนี้การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ชาญฉลาด ไม่ชักศึกเข้าบ้านและการดำรงสถานะของประเทศอย่างเหมาะสมจะป้องกันภัยคุกคามได้ดีกว่าการใช้งบประมาณไปซื้ออาวุธที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจ เช่น เรือดำน้ำ เป็นต้น แต่เมื่อได้เห็นทัศนคติของคนที่จบมาจากสถาบันแห่งนี้ ภารกิจเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการคือการปฏิรูปกองทัพให้หลุดพ้นจากแนวคิดอำนาจนิยม เคารพกฎหมาย เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น เพื่อความเป็นทหารอาชีพที่มีจิตสำนึกเป็นประชาธิปไตยและเคารพในอำนาจของประชาชน

วัฒนา เมืองสุข
สมาชิกพรรคเพื่อไทย
27 พฤศจิกายน 2560


Watana Muangsook


คำตอบ(ที่ไม่ตรงคำถาม)ของคุณมารีญาน่าจะมีอะไรมากกว่าที่แซวกัน - Somsak Jeamteerasakul




https://www.youtube.com/watch?v=24bwfGs9HGE

คำถามของคุณมารีญา นาทีที่ 3.45

...

คำตอบที่ไม่ตรงคำถามของคุณมารีญาน่าจะมีอะไรมากกว่าที่แซวกัน

เช้านี้ เห็นใครต่อใครเม้นท์เรื่อง "คำตอบ" (ที่ไม่ตรงคำถาม) ของคุณมารีญ่า เต็มไปหมด ผมเลยลองเช็คข่าว-ข้อมูลดูมั่ง

ส่วนใหญ่ เนื่องจากเฟรนด์ลิสต์ผม คงอยู่ในฝ่ายที่ต่อต้านรัฐประหาร เม้นท์ส่วนใหญ่ที่ผมเจอ จึงอยู่ในประเภทพูดแซว-เสียดสี ในแง่ว่า เนื่องจากประเทศไทย หรือการศึกษาไทย คับแคบ ประเทศไม่มีประชาธิปไตย ("กะลาแลนด์") อะไรประมาณนั้น เลยทำให้คุณมารีญา ไม่รู้จัก social movement ตอบไม่ได้

ผมเช็คข้อมูลประวัติคุณมรีญาแล้ว คิดว่าไม่ใช่นะครับ และความไม่ใช่ อันที่จริง มีอะไรมากกว่าที่แซวกัน

คุณมาริญา ไม่น่าจะถือว่าเป็น "ผลผลิต" ของเมืองไทย (ความล้าหลัง ไม่เป็นประชาธิปไตยอะไรต่างๆ) อันที่จริง ดูจากประวัติเธอแล้ว "อินเตอร์" มากๆ - ระหว่างอายุ 2-7 ขวบ เธออยู่ในฮานอย กลับไทยตอน 7 ขวบ แต่เธอจบปริญญาตรี มหาลัยในเนเธอแลนด์ ปริญญาโทมหาลัยสต๊อกโฮล์ม สวีเดน นะครับ เรียกว่า คงใช้ชีวิต-เติบโต (อย่างน้อยระหว่างเรียนตรี-โท) ในยุโรปตะวันตกนับสิบปี จบแล้วกลับไทย ยังทำงานบริษัทฝรั่งที่งานครอบคลุมทั้่งเอเชียอาคเนย์ด้วย

ถ้าดูจากแบ๊กกราวน์นี้ ผมจึงคิดว่า คำตอบของเธอ แม้จะไม่ตรงคำถาม คงไม่ใช่เกี่ยวอะไรกับ "ความเป็นไทย" (แบ็กกราวน์ความล้าหลังทางการเมือง-สังคมของไทย) แน่

ผมคิดว่า ด้วยความ "ตื่นเวที-โอกาส" เสียมากกว่า ทำให้เธอ คิดว่าโฆษกกำลังถามเรื่อง social issues (ปัญหาเชิงสังคม)

ซึงในแง่ความเข้าใจนี้ คำตอบของเธอ นับว่า "คม" มากทีเดียว แน่นอน หลายคนก็ยังอาจจะมีความเห็นแตกต่างได้ว่า "ปัญหาสังคม" ของยุคนี้อาจจะเป็นเรื่องอื่น แต่ผมคิดว่า ต้องยอมรับว่า ที่เธอตอบเกี่ยวกับ "สังคมสูงอายุ" ในปริบทของคำถามที่เข้าใจผิด เป็นคำตอบที่สะท้อนว่าเธอ "ทันสมัย" ไม่น้อย เพราะการพูดเรื่อง aging society เรื่องคนรุ่นใหม่ เป็นอะไรที่อยู่ในเทรนด์การพูดเรื่อง social issues ในระดับสากลจริงๆ และสะท้อนว่าเธอเป็นคนที่ติดตามปัญหาสังคมต่างๆในระดับสากลจริง

........................

ภาพประกอบแรก เป็นภาพ "แซว" ผมเห็นขำดี เลยเอามาใช้




ส่วนภาพประกอบหลัง เป็นข้อความ "ไอจี" ของคุณ "ครูเงาะ" รสสุคนธ์ กรองเกตุ (ต้นฉบับอยู่ที่นี่ https://goo.gl/oc2iJW) ผมไม่รู้จักเธอหรอก แต่เห็นว่า เป็น "เซียนตอบคำถามนางงาม" (คำของเธอเอง) มีอาชีพเป็น "ครูฝึกนักแสดง" อะไรประมาณนั้น กรณีคุณ "ครูเงาะ" ซึ่งเขียนหลังเหตุการณ์ อันนี้ต้อง "ขำ" จริงๆ คือเธอมีเวลา แต่ก็ยัง "ตอบผิดคำถาม" ออกมาได้



......................


ปล. เช้านี้ หลังจากเห็นคำถามครั้งแรกปุ๊บ ผมยังคิดว่า อืม นี่เป็น "คำถามช่วย" คือถามแบบง่าย ให้มีคำตอบเท่ห์ๆได้เลยนะ (ถ้าคิดทัน) คือ ถ้าคุณมารีญา ยิงคำตอบกลับไป 2 คำ "ME TOO" ผมว่ามีสิทธิ์ได้ใจกรรมการ และลุ้นตำแหน่งมากเลย เพราะอยู่ในเทรนด์มากๆ แต่นี่คือพูดในฐานะคนไม่ได้อยู่บนเวทีในวินาทีนั้น คุณมารีญาเธออยู่ตรงนั้น แล้วเข้าใจคำถามผิด อันนี้ ผมก็ว่า ไม่แปลกเท่าไร (สำหรับท่านที่คิดว่า เก็ตเรื่อง social movement ลองเทสต์ความเข้าใจว่า คำตอบ 2 คำ ME TOO หมายถึงอะไร ผมไม่อธิบายนะครับ)


Somsak Jeamteerasakul added 2 new photos.

ooo


สวยไม่พอ ต้องมีไหวพริบในการตอบ น่าเสียดายมารีญา มีคนเทรนเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม ชุดอลังการงานสร้าง ท่าเดินการวางตัวต่างๆ แต่ไม่รู้ว่ามีใครเตรียมเรื่องคำถามคำตอบหรือไม่
...คำถามเรื่อง social movement จะว่าง่ายก็ง่าย ยากก็ยาก แต่มารีญาไม่ได้ตอบคำถามเลย เหมือนถามว่าซื้ออะไร แล้วไปตอบว่ากินข้าวแล้ว เอาละ คำถามคือ ความเคลื่อนไหวทางสังคมอะไรที่สำคัญที่สุดในคนรุ่นปัจจุบัน มารีญาไปตอบว่า ปัญหาเรื่องผู้สูงอายุ แล้วย้ายไปตอบเรื่องเยาวชน ไม่ได้เกี่ยวกับ social movement เลย คำตอบมีหลากหลายหากอยากจะตอบ
...อาทิ ความเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาธิปไตยในโซเชี่ยลมีเดีย ความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อม ความเคลื่อนไหวของการปกป้องสิทธิมนุษยชน ถ้ามีไหวพริบอาจเลยไปถึงกรณีโรฮิงญา หรือความเคลื่อนไหวในเรื่องการปกป้องการทำร้าย/ล่วงละเมิดทางเพศ ความเคลื่อนไหวเชิดชูสิทธิของ LGBT เป็นต้น คำถามนี้มันหนีไม่พ้นการเมือง จะตอบโดยไม่อิงการเมืองไม่ได้ ที่แย่กว่านั้น เมรีญาไม่ได้เลี่ยงคำถาม แต่ตอบคนละเรื่องเลยนะคะ เอเมน




Pavin Chachavalpongpun

...


วันจันทร์, พฤศจิกายน 27, 2560

“ไอ้รุ่น ๕๙ ที่ทำน้องเมยตาย...เป็นลูกเป็นหลานใครสักคน”

สแกนข่าวเมื่อเช้า ไม่ค่อยมีคนสนใจการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของรัฐบาล คสช. กันมากนัก แม้นจะมีรัฐมนตรีที่หลุดตำแหน่งโอดครวญอยู่บ้าง และคนใหม่ๆ ก็ล้วนหน้าเก่าๆ พวกนั่งร้านฐานสร้างความชอบธรรมให้แก่ คสช. มาก่อนทั้งนั้น

ซึ่งประเด็นควรแก่การสนใจเป็นเพียงเสียงเบาๆ แว่วออกมาจากอนุสรณ์สถาน ๖ ตุลา ในการเสวนาหัวข้อ ปรองดองแบบ คสช. เมื่อไรจะเจออุโมงค์ที่จัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา ๓๕ เมื่อแกนนำจากพรรคเพื่อไทยกับรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กลับมาพูดถึงประเด็นที่ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะลืมๆ เลือนๆ กันไปมากแล้ว

เนื่องเพราะ “หลังเลือกตั้งอาจได้รัฐบาลที่ประชาชนไม่ได้เลือก” ถึงกระนั้นยังส่อให้เห็นแสงริบหรี่อยู่บ้าง ตามคำของนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการณ์หัวหน้าพรรค พท. ว่า “ถ้าสองพรรคใหญ่จับมือกันมีโอกาสตั้งรัฐบาลได้” 
แม้นว่า “อาจอยู่อย่างไม่ราบรื่น เพราะมีเงื่อนไขเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ หากไม่ทำก็อาจถูกถอดถอน” กระนั้นแกนนำเพื่อไทยไม่ยอมถอดใจ บอก “อย่างไรก็ตามไม่ควรปิดโอกาสการร่วมมือระหว่างสองพรรคใหญ่ หากไม่ต้องการให้ คสช.สืบทอดอำนาจต่อไปสิบปีหรือยี่สิบปี”

ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ปชป. ย้ำว่า “เป็นเรื่องยากที่จะหวังให้ คสช.เป็นผู้นำทางไปสู่แสงสว่าง สิ่งที่ดีที่สุดคือต้องคืนอำนาจให้ประชาชน แต่รัฐบาลกลับพยายามอยู่ให้นานที่สุด...

จึงอาจเกิดสภาพที่นักมวยหันมาจับมือกันไล่ถลุงกรรมการ เพื่อเปลี่ยนกติกาที่ไม่เป็นธรรม เอาระบบที่ไม่พึงปรารถนาออกไป เซ็ตซีโรระบบ คสช.”


รองหัวหน้าคนเดียวคงไม่สามารถกำหนดทิศทางของพรรคที่เคยตั้งรัฐบาลได้ก็เพราะทหาร คสช.ชุดนี้แหละ ในพรรคยังมีพวกฟ้าใสอิทธิพลสูงและติ่งทหารอย่าง กปปส. อีกมาก

จนทำให้ข้อเสนอของนายนิพิฏฐ์เรื่อง “พรรคการเมืองทุกพรรคจับมือกันตั้งรัฐบาล แทนที่จะสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง แม้ว่าโอกาสจะน้อยก็ตาม เราคุยกันด้วยเลือดและชีวิตมาพอแล้ว ต้องหันมาใช้สันติวิธี” เห็นทีจะเป็นไปได้ยาก

อีกทั้งสังคมโดยรวมยังคงแตกแยกเกินกว่าจะประสานได้ง่ายๆ ในสภาพที่การครองอำนาจของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ได้แสดงถึงอาณัติอันแท้จริงจากประชาชน สะท้อนจิตสำนึกกดขี่เหยียดหยามต่อกันอย่างฝังในไขข้อกระดูก

กรณีนักเรียนเตรียมทหารปีหนึ่งเสียชีวิตในโรงเรียน นัยว่าบอบช้ำจากการถูกซ่อมสไตล์ ซ้อมจากรุ่นพี่แล้วฝ่ายแพทย์ของโรงเรียนพยายามปกปิดความจริง เป็นเหตุให้เรื่องนี้ ไม่จบจนกระทั่งวันนี้

ทำไงได้ ในเมื่อเกิดความรู้สึกแพร่หลายว่า “เด็กเตรียมทหารถูกปลูกฝังความคิดดูถูกคนอื่น – โลกแคบ” ตามที่เว็บไซ้ท์ กะปุกพาดหัว

ในเมื่อมี รุ่นพี่ คนหนึ่งโพสต์ข้อความในนาม #ทีมแอดมินกลุ่มมุ่งสู่โรงเรียนเตรียมทหาร ว่า “นักเรียนเตรียมทหารไม่ใช่ฆาตกร ไม่ใช่ชนชั้นล่าง ท่องไว้ ศรัทธา”

โพสต์นี้กล่าวหาว่า “สื่อสังคมออนไลน์นั้นแหละทำให้ระบบเสีย ทหารก็คือทหาร จะมาก๋องแก๋งตามกระแสแบบโรงเรียนมัธยมอื่นๆ ก็ไม่ใช่ คำว่า ศรัทธา คือต้องยอมรับ ต้องเข้าใจ ต้องรัก ต้องหวังดี ต้องเชื่อมั่น”
ยังผลให้มีปฏิกิริยาไม่สมานฉันท์จากสังคมออนไลน์ บ้างย้อน “พี่จบจากโรงเรียนธรรมดาแต่พี่หาเงินได้ เสียภาษีปีละหลายบาท เพื่อให้เอาภาษีพวกนี้ไปจ่ายเป็นเงินเดือนพวกน้อง แบบนี้ใครกันแน่ที่เป็นชนชั้นล่าง”

อีกรายบอก “เคยคิดและชื่นชมมาตลอดว่าสถาบันแห่งนี้เป็นสถาบันที่ทรงเกียรติ ฝึกฝนลูกผู้ชายให้เป็นสุภาพบุรุษ เป็นประชากรที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม...

ที่ไหนได้มารู้แจ้งเห็นจริงในยุคนี้ว่าไม่ต่างจากสถานพินิจ ไม่ต่างจากสถาบันที่เป็นแหล่งรวมอาชญากรรุ่นเยาว์”


ยังดี มีรุ่นพี่อีกคนพอจะรู้ผิดชอบชั่วดี ตั้งคำถามว่า “คุณต้องคิดก่อนว่าตอนนี้คุณกำลังคลั่งสถาบันรึเปล่า คุณกำลังนำเกียรติยศและศักดิ์ศรีในอาชีพมาข่มศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์หรือไม่...

การกระทำของพวกคุณเหมือนการโยนขี้ขึ้นฟ้า ซึ่งในที่สุดขี้จะตกลงมาใส่ตัวคุณและโรงเรียนเตรียมทหาร...

หากเรายังยึดมั่นแต่ในเกียรติและศักดิ์ศรีจนเกินไป ยึดมั่นแต่ในระบบเดิมๆ ความคิดเดิมๆ ยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ยังปกป้องคนที่กระทำผิด ยังรักสถาบันผิดทาง และยังมองข้ามความเป็นมนุษย์ เหตุการณ์แบบนี้คงจะเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ แบบไม่มีวันที่สิ้นสุด...

ไม่มีใครทำลายพวกเราได้ ยกเว้นพวกเราเอง” เขาว่า


ในสภาพที่มีแต่ คสช.รู้ดี ประชาชนต้องถูกจูงจึงจะไปได้ สวัสดิภาพ สวัสดิการของ ชนชั้นล่าง จะฉิบหายวายป่วงเป็นเรื่องต้องอดทน ดราม่าเป็นสิ่งที่คนไทยทั่วไปในยุคนี้ถือเป็นอานิสงค์

กรณี นตท. ตายปริศนา แทนที่จะค้นหาความจริงว่าใครเป็นผู้กระทำ ใครรับผิดชอบ ดังที่พ่อแม่และพี่ของผู้ตายเรียกร้อง กลับเลี่ยงไปพูดถึงศักดิ์ศรีของวิชาชีพผู้สวมเครื่องแบบเสียฉิบ

ความจริงเริ่มปรากฏบ้างแล้วแต่ยังไม่หมด จากการชันสูตรศพครั้งหลัง “พบว่าตับมีการคั่งเลือดเล็กน้อย กับม้ามมีการคั่งเลือด” โดยการคั่งเลือดจุดเหล่านี้ห่างจากบริเวณซี่โครงหัก ซี่ที่สี่ด้านขวา ดังที่ทาง รพ.พระมงกุฏชี้แนะว่าอาจเป็นเหตุจากก่อนตายมีการทำซีพีอาร์ถึง ๔ ชั่วโมง

แล้วยังมีเรื่องที่ทีมแพทย์พยาธิหัวใจเพิ่งแจ้งว่า “พบเซลล์ในหัวใจน้องบางตัวที่โต ต่างจากเด็กในวัยเดียวกัน”
ทว่า น.ส.สุพิชชา ตัญกาญจน์ พี่สาวผู้ตายเผยว่าเมื่อ ๑๓ ตุลา พาน้องไปรักษาที่ รพ.สมิติเวช ศรีราชา “มีการเอ็กซเรย์ช่วงปอดตรงรอยโรค ไม่มีอะไรระบุชัดเจน แต่หัวใจมีการระบุว่าขนาดปกติ ไม่มีอะไรระบุว่าขนาดหัวใจโต เพราะหมอได้ติดตามดูอยู่”


ในเมื่อข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ น่าที่จะพุ่งประเด็นไปที่อะไรทำให้อวัยวะภายในเกิดเลือดคั่ง และใครล่ะเป็นผู้กระทำ ไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรีโรงเรียนเตรียมทหาร หรือว่าการฝึกหนักไม่ควรมี จุดสำคัญอยู่ที่การ ซ่อมตามอำเภอใจของรุ่นพี่ โดยไม่คำนึงว่ามันถึงตายได้
มีเบาะแสที่แผนกสืบสวนควรใส่ใจเสาะค้น จากโพสต์ออนไลน์เรื่อง “ไอ้รุ่น ๕๙ ที่ทำน้องเมยตาย” เคยทำเรื่องไว้ตั้งแต่อยู่ปี ๑ แล้ว “เป็นรุ่นที่น้องผมสอนมา ซึ่งแตะต้องไม่ได้ ลูกท่านเยอะ ฝึกมาสบายกว่าเขา

บอกเลยที่กองทัพต้องปกปิดแบบนี้เพราะเด็กคนเดียว เป็นลูกเป็นหลานใครสักคน” นั่นนะ อาจเป็นไม้ขีดก้านเดียวที่ทำให้ทั้งโรงเรียนมอดไหม้เป็นจุลก็ได้

ทำไมนโยบายยุทธศาสตร์ชาติไม่ตอบโจทย์เป้าหมาย ‘การเติบโตที่เป็นธรรมและยั่งยืน’ - รายงานประชาไท






รายงาน: ทำไมนโยบายยุทธศาสตร์ชาติไม่ตอบโจทย์เป้าหมาย ‘การเติบโตที่เป็นธรรมและยั่งยืน’


2017-11-25
ที่มา ประชาไท


อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อภิปรายในงานเสวนา "วิพากษ์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี: การมีส่วนร่วม ความยั่งยืน และการรับผิด" เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 ณ ห้องประชุม 101 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ประชาไทเรียบเรียงมานำเสนอ

อภิชาต สถิตนิรามัย





ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ฐานะทางกฎหมายเป็น พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งกำหนดให้มีโดยรัฐธรรมนูญ โดยเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 60 สภาพัฒน์ได้เผยแพร่ร่างยุทธศาสตร์ชาติฯ (ฉบับเต็ม) ซึ่งมีฐานะเป็นต้นแบบและยังอยู่ในระหว่างการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติตัวจริง จึงถือได้ว่าร่างนี้เป็นพิมพ์เขียวของพิมพ์เขียว (ของสีเขียว)

เป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติฉบับนี้ในแง่ทางเศรษฐศาสตร์คือ การเติบโตที่เป็นธรรมและยั่งยืน หรือเท่ากับ Growth, Inclusive, Green ซึ่งถือเป็นหลักการนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นจึงต้องมีการทดลองปรับใช้ และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในแง่นี้ระบอบประชาธิปไตยจึงสำคัญ เพราะมันคือกระบวนการรวบรวมข้อมูลที่จะทำให้สังคมสามารถออกแบบกติกาหรือการสร้างสถาบันที่มีคุณภาพสูงได้

แต่ในความเป็นจริงแล้วเป้าหมายที่วางไว้เหล่านี้ เมื่อมีการกำหนดนโยบายจริงแล้วขัดแย้งกับตัวมันเอง เพราะไม่ได้ตอบโจทย์ในเรื่อง Growth, Inclusive, Green ที่แท้จริง

Growth? ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ต้องพัฒนานวัตกรรม มีนโยบายอุตสาหกรรมเกื้อหนุน สำคัญต้องมีบทลงโทษและการรับผิดต่อสังคม

แม้ธนาคารโลกจัดให้ไทยเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงแล้ว แต่ถ้าก้าวข้ามกับดับนี้ไม่ได้ ก็จะไปสู่สังคมแก่ก่อนรวย สังคมจะไม่สามารถรองรับคนชราได้ ซึ่งเป็นสังคมที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น ค่ารักษาพยาบาล เกิดวิกฤตเศรษฐกิจแบบค่อยๆตายช้าๆ ดังนั้น หากจะรวยได้ต้องผลิตสินค้าที่มีคุณภาพในต้นทุนที่แข่งขันได้

ความสามารถในการผลิต (Productivity) ของประเทศหนึ่งๆ คือรายได้ นอกจากปัจจัยการผลิตคือแรงงาน ทรัพยากรธรรมชาติ ก็ต้องมี นวัตกรรม (Innovation) มีเทคโนโลยี ความสามารถคิดค้นเป็นหัวใจสำคัญนำไปสู่ความสามารถการผลิตเพิ่มขึ้น และรายได้สูงขึ้นตามลำดับ

การจะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆได้จำเป็นที่รัฐต้องมี นโยบายอุตสาหกรรม (IP: Industrial Policy) ไปช่วยให้การคิดค้นสิ่งใหม่ๆ โตเร็ว เศรษฐกิจเราก็จะโตเร็วตามไปด้วย

ดังนั้น สรุปได้ว่า IP -> Innovation -> Productivity -> Growth


ทำไมเอกชนไม่คิดค้นเอง ทำไมรัฐต้องมีนโยบายอุตสาหกรรมเข้ามาช่วยเหลือ?

ในทางทฤษฎี กลไกตลาดมีแรงจูงใจไม่เพียงพอจะให้เอกชนคิดค้นเพิ่มความสามารถในการผลิต การลงทุนการคิดค้น (Innovation) ในปัจจุบัน ทั้งประเทศเราลุงทุนการคิดค้น 1% ของ GDP และใน 1 % นั้นเอกชนลงทุนเพียง 20-30 %

เนื่องจาก Innovation ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นการคิดค้นครั้งแรกของโลก แต่อาจเป็นการนำเทคนิคการผลิตจากต่างประเทศมาดัดแปลงให้เข้ากับสังคมท้องถิ่นก็ได้ ซึ่งก็มีต้นทุนเช่นกัน และหากทดลองแล้วล้มเหลว นักธุรกิจรายนี้ก็จะขาดทุนคนเดียว แต่ถ้าสำเร็จจะมีคนเลียนแบบการผลิต กำไรของผู้คิคค้นจะลดลง ดังนั้น การลงทุนคิดค้น จึงมีน้อยกว่าจุดที่สังคมต้องการ (socially optimum)

นักธุรกิจจึงมี demand for innovation ต่ำ เพราะมองว่าโอกาสในการทำกำไรจาก innovation ต่ำ มากกว่ามองด้านข้อจำกัดในการสร้าง innovation เช่นขาดแคลนวิศวกร ฯลฯ

รัฐจึงควรกำหนด “นโยบายอุตสาหกรรม” (industrial policy) เพื่อส่งเสริมการลงทุนคิดค้นพัฒนา เพิ่มความสามารถการผลิตของประเทศให้แข่งขันได้ เช่น การให้เงินอุดหนุนผู้ลงทุนคิดค้นเพื่อลดต้นทุนการคิดค้น โดยรัฐเอาภาษีไปแจกให้เอกชนลงทุนในการเพิ่มความสามารถการผลิตของประเทศ ง่ายสุดคือการตั้งกองทุน เช่น ในเกาหลี จีน ไต้หวัน

คำถามคือจะคิดค้นอะไร สินค้าใด ขั้นตอนการผลิตใด เทคนิคแบบใด อะไรคืออุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐจะส่งเสริม?

ในแง่นี้ EEC (Eastern Economic Corridor โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก) ได้เลือกเป้าหมายอุตสาหกรรมไว้แล้ว


เงื่อนไขที่จะทำให้นโยบายอุตสาหกรรมประสบความสำเร็จ


ถอดบทเรียนจากเกาหลีใต้ ไต้หวัน ที่เคยทำนโยบายอุตสาหกรรมมาแล้ว

1. กระบวนการร่วมมือใกล้ชิดระหว่างรัฐกับเอกชน กระบวนการค้นคว้าความรู้ร่วมกัน(Embeddedness)


กระบวนการกำหนดนโยบายสำคัญกว่านโยบาย เช่น ในการเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมาย ใครเป็นผู้เลือกอุตสาหกรรมเหล่านี้สำคัญกว่าตัวนโยบาย เพราะรัฐเอกชนมีข้อดีข้อเสียคนละด้าน ไม่มีฝ่ายใดมีข้อมูลสมบูรณ์ ต้องร่วมมือใกล้ชิดเพื่อกำหนดว่าอุตสาหกรรมไหนเป็นดาวรุ่ง และจะไม่ส่งเสริมอุตสาหกรรมไหน เป็นกระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อดึงข้อมูล ดึงอุปสรรคออกมา เพื่อดูว่าทำไมไม่สำเร็จในการคิดค้น

ในทางกลับกัน ถ้ารัฐและเอกชนใกล้ชิดกันเกินไปก็นำไปสู่การเล่นพรรคเล่นพวกได้ โดยเฉพาะสาระสำคัญของ IP คือการแจกภาษีของภาครัฐให้กับเอกชน กลายเป็น “คอร์รัปชันทางนโยบาย” เช่น เลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายผิด ให้ผลประโยชน์ที่ไม่สมควร

ดังนั้น ต้องหาความสมดุลระหว่างความใกล้ชิดกับความเป็นอิสระของรัฐที่จะไม่ถูกเอกชนกลืนกิน

2. แรงจูงใจและบทลงโทษ (carrot & stick)

รัฐต้องสร้างแรงจูงใจให้เอกชนในการคิดค้นนวัตกรรม รัฐจึงต้องแจกเงินซึ่งก็คือแจกแรงจูงใจ เช่นที่ทำใน EEC คือการแจกสิทธิพิเศษทางภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี (ดังจะมีรายละเอียดในประเด็นถัดไป)

คำถามคือรัฐจะแจกถึงเมื่อไหร่ และหยุดแจกเมื่อไหร่ จะแจกใคร และจะไม่แจกใคร? ดังนั้น คีย์ของนโยบายอุตสาหกรรม คือต้องมีการลงโทษที่ชัดเจน เกณฑ์ต้องชัดเจนว่าจะตัดสิทธิ์เมื่อไหร่ อย่างน้อยต้องเป็นรูปธรรมที่ไม่ขึ้นกับการตีความตามอำเภอใจของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้รัฐเป็นอิสระจากเอกชน ไม่ให้เสียเงินกับเอกชนไปเปล่าๆ ตัวอย่างของจีน ไต้หวัน ที่เป็นเกณฑ์ในการการตัดความช่วยเหลือกับเอกชน เกณฑ์คือถ้าให้ความช่วยเหลือภายใน 5 ปีคุณต้องส่งออกให้ได้ 20 % ของกำลังการผลิต

3. ความรับผิดต่อสังคม (Accountability) เมื่อผู้กำหนดนโยบายปฏิบัติไม่สำเร็จก็ควรถูกถอดถอนได้ ถ้าถูกถอดถอนไม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้สำเร็จ


มองยุทธศาสตร์ชาติผ่านตัวอย่าง EEC แจกสิทธิประโยชน์ แต่ไม่ยกระดับความสามารถการผลิต

ECC ก็คือนโยบายอุตสาหกรรมหรือ IP ของรัฐไทยในปัจจุบัน ทั้งที่ตอนนี้ยังเป็นเพียงพิมพ์เขียวอยู่ แต่รัฐบาลเลือกเป้าหมายอุตสาหกรรมไว้แล้ว 10 ชนิด เป็นอุตสาหกรรมเก่า 5 ชนิด เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ซึ่งเติบโตอยู่แล้วพอสมควรในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และอุตสาหกรรมใหม่ 5 ชนิด เช่น หุ่นยนต์ เศรษฐกิจดิจิทัล ไบโอเทค

3 เสาหลักของแรงจูงใจ 10 อุตสาหกรรมที่รัฐจะแจกใน EEC (หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็น IP ของรัฐบาลชุดนี้) มีแต่การแจกสิทธิประโยชน์ แต่ไม่มีบทลงโทษ ไม่มีความรับผิดต่อสังคม

1. การสร้าง Infrastructure
คือการลงทุนของรัฐเป็นแสนแสนล้านบาท ไล่ตั้งแต่การถมทะเล การสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเฟส 3 การสร้างรถไฟรางคู่ การสร้างมอเตอร์เวย์ การสร้างสนามบินอู่ตะเภา การสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

2. การแจกสิทธิพิเศษทางภาษีในระดับที่ไม่เคยแจกมาก่อน ภาษีนิติบุคคลของไทยต่ำสุดในอาเซียนในปัจจุบัน แต่ถ้าลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมใน EEC คุณจะมีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุด 15 ปี (ภาษีจะลดเหลือเพียง 7.6% การดึงดูดลงทุนด้วยภาษี ทำให้รัฐเสียรายได้ภาษี 2.2 แสนล้านบาทในปี 2559) และผู้เชี่ยวชาญที่มาทำงานใน 10 อุตสาหกรรมนี้ก็จะได้ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหลือเพียง 17 %

3. สิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การเช่าที่ดินได้สูงสุด 99 ปี การได้รับอนุญาตให้ทำธุรกรรมทางการเงินด้วยเงินตราต่างประเทศ และการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้เสร็จภายใน 1 ปี

สิ่งที่ขาดหายคือมาตรการ “การบังคับ” ให้ผู้ได้รับสิทธิพิเศษถ่ายทอดความสามารถทางเทคโนโลยีให้แก่ไทย ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดจากประเทศเอเชียตะวันออกที่ข้ามพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

เป้าหมายของ IP คือการเพิ่มความสามารถทางการผลิตของประเทศ เป้าหมายของ IP จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะวัดความสำเร็จจากการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ปัจจุบันเอกชนในไทยขนเงินไปลงทุนในต่างประเทศมากกว่าต่างประเทศขนเงินมาลงทุนในไทย ดังนั้น การลงทุนไม่ได้สำคัญในตัวมันเอง เขาอาจมาใช้ประเทศเราเป็นฐานในการผลิต แต่ไม่ได้ทำให้เราผลิตเก่งขึ้น การลงทุนจะสำคัญเมื่อมันเพิ่มความสามารถในการผลิตให้ประเทศเรา

เสาวรัจ รัตนคำฟู ระบุในบทความในเว็บไซต์ TDRI ไว้ว่า “บทเรียนในอดีตจึงชี้ว่า การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยไม่ได้สร้างความสามารถทางเทคโนโลยีของตัวเอง และไม่ยกระดับทักษะของแรงงานไทย จะไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยกลายเป็นประเทศรายได้สูง อันที่จริง ประสบการณ์ของประเทศต่างๆ ในโลกก็ชี้ว่า ไม่มีประเทศใดที่สามารถหลุดพันจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางลำพังด้วยการลงทุนจากต่างชาติได้เลย”


หากไม่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ ผู้รับผิดไม่ใช่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ แต่เป็นนายกฯจากเลือกตั้ง

- รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาลต้องแถลงนโยบายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติต่อรัฐสภา และรัฐบาลต้องแสดงความสอดคล้องกันระหว่างร่างพ.ร.บ.งบประมาณประจำปีกับยุทธศาสตร์ชาติด้วย

- พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ฯ มาตรา 25 สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเห็นว่า หน่วยงานของรัฐดําเนินการไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ฯ ให้สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภามีมติส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณาดําเนินการต่อ

- พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ฯ มาตรา 26 การดําเนินการใดของหน่วยงานของรัฐไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนแม่บท ให้แจ้งให้แก้ไขปรับปรุง ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดําเนินการแก้ไขปรับปรุง ให้พิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบและสั่งการต่อไป ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดําเนินการโดยไม่มีเหตุอันสมควรให้ถือว่าหัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้นจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และให้คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบเพื่อดําเนินการ ตามหน้าที่และอํานาจต่อไป

- มาตรา 29 ให้วุฒิสภาชุดแรก ที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอำนาจพิจารณาว่า การดําเนินการของหน่วยงานของรัฐไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนแม่บท เป็นผลจากมติคณะรัฐมนตรี หรือเป็นการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีโดยตรง ให้วุฒิสภามีมติเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดําเนินการ

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า การเลือกตั้งไม่มีผลต่อการกำหนดนโยบายของประเทศ นอกจากนี้ยังยุทธศาสตร์ชาติยังเป็นการบังคับให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง (ในกรณีที่ไม่มีนายกฯ คนนอก) รับผิดต่อกรรมการยุทธศาสตร์ และ ส.ว.จากการแต่งตั้ง

ยุทธศาสตร์ชาติอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งผ่านการตีความว่า คณะรัฐมนตรีมีมติหรือมีการดำเนินการที่ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติได้ง่าย เนื่องจากธรรมชาติของยุทธศาสตร์ แผนแม่บท ไม่สามารถเขียนให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนได้ และมีหลายเส้นทางในการบรรลุเป้าหมายของยุทธศาสตร์ หากระบุรายละเอียดมาก ก็จะขาดความยืดหยุ่นในการปฏิบัติ ทำให้พรรคและนักการเมืองจะไม่กล้าสร้างนโยบายที่มีนัยสำคัญต่อประเทศ

ขณะที่เราไม่มี IP ที่กำหนดบทลงโทษหรือการรับผิดต่อสังคมของผู้กำหนด IP ดังนั้น เจ้าหน้าที่รัฐและภาคเอกชนก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะผลักดันนโยบายให้เกิดความสำเร็จ และยิ่ง IP สาระสำคัญคือการแจกซึ่งเอื้อให้เกิดการคอร์รัปชัน จึงต้องมีนักการเมืองระดับสูงในการกำกับ ตรวจสอบ หน่วยงานที่ดำเนินนโยบายอุตสาหกรรม หากนโยบายผิดพลาดหรือไม่สุจริต ก็ต้องมีกลไกที่จะปลดนักการเมืองนี้ได้ ดังนั้นการรับผิดต่อสังคมจึงสำคัญมาก

“คำถามคือถ้ายุทธศาสตร์ชาติล้มเหลว กรรมการยุทธศาสตร์ต้องรับผิดชอบกับใคร ผมฟันธงว่าไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะการออกแบบ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ แม้จะมีนายกฯ มาจากการเลือกตั้ง แต่องค์ประกอบกรรมการ 34 สูงสุด 8 คนเท่านั้นที่มาจากการเลือกตั้ง จึงถูก out vote โดยกรรมการที่มาจากฝ่ายความมั่นคง มาจากภาคธุรกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิได้ง่ายๆ โครงสร้างแบบนี้เอื้อให้คณะกรรมยุทธไม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม”


Inclusive? ในยุทธศาสตร์ชาติ กับการ (ไม่) มีส่วนร่วม


การเมืองแบบมีส่วนร่วม ในความหมายกว้างสุดคือระบอบประชาธิปไตยที่สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนได้รับการประกันจากรัฐนั้นมีฐานะเป็นอภิมหาสถาบัน (กฎของการสร้างกฎ) ทำหน้าที่ดึง รวบรวม และควบรวมความรู้ท้องถิ่นในการสร้างสถาบันชั้นรองๆ ลงมา (เช่นสถาบันที่จัดการ IP) ที่มีคุณภาพสูงขึ้นและสร้างความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ มีตัวแทนของชนชั้นล่าง (แรงงาน เกษตรกร ฯลฯ) และสาธารณชนวงกว้างทั้งในกระบวนการสร้างและผลักดันยุทธศาสตร์ชาติฯ

กระบวนการมีส่วนร่วมในพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ฯ ออกกฎให้การรับฟังความเห็นครั้งแรกหมายรวมถึงครั้งที่สอง

ร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. มีการเปิดรับฟังความคิดจากประชาชนผ่านเว็บไซต์ www.thaigov.go.th ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน - 20 พฤษภาคม 2560 มีประชาชนเข้าอ่านข้อมูล จำนวน 3,051 ครั้ง และแสดงตนเพื่อเสนอความเห็น เพียง 8 คน สนช. มีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเมื่อ 22 มิถุนายน 2560

พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา 28 (3) การรับฟังความคิดเห็นที่ได้ทำไปแล้วก่อนหน้านี้ ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 30 มิถุนายน 2558 ให้ถือเป็นการรับฟังที่ทำเสร็จไปแล้ว ให้เอาร่างฯ นี้มาใช้เป็นหลักในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติตัวจริง แม้ว่าเมื่อร่างฯ ต่อไปแล้วเสร็จจะเปิดให้มีขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นอีกครั้งหนึ่งเป็นเวลา 30 วันก็ตาม มาตรา 28 (5)

หมายความง่ายๆ ว่า จะถือเอาการแสดงความคิดเห็นในร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เป็นการแสดงความคิดเห็นใน พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติด้วย แม้ว่าจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นอีกครั้ง แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรเพราะถือว่าการแสดงความคิดเห็นในครั้งแรกหมายรวมไปถึงการแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้ด้วย

คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 29 จาก 34 คนเคยทำงานกับ คสช.








ที่มา https://ilaw.or.th/node/4625

ทั้งนี้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติปัจจุบันประกอบด้วย

- คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติชุดนี้มีทหารอยู่ถึง 11 คน และมีนายทหารถึง 10 คนเป็นสมาชิกคสช. ด้วย

- คณะกรรมการชุดนี้มีที่มาจากภาคธุรกิจถึง 9 คน จากกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่มาจากภาคธุรกิจทั้งหมด 9 คนมีจำนวนถึง 6 คนที่เข้าร่วมในคณะกรรมการและคณะทำงานโครงการประชารัฐ (ถ้ารวมกรรมการยุทธศาสตร์ชาติทั้งหมด 29 คน จะมีกรรมการ 12 คน ที่ร่วมโครงการประชารัฐ) ซึ่งโครงการประชารัฐเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากฐานราก แต่โครงการนี้ถูกวิจารณ์ว่ารัฐบาลเอื้อประโยชน์ให้กับนักธุรกิจชั้นนำของประเทศมากกว่า

- แบ่งสัดส่วนของกรรมการยุทธศาสตร์ชาติตามที่มาและภูมิหลังของตัวกรรมการแต่ละคนได้ดังนี้ ทหารและตำรวจ 11 คน ภาคธุรกิจ 9 คน เทคโนแครต 5 คน นักกฎหมาย 2 คน อดีตผู้บริหารมหาวิทยาลัย 1 คน และภาคประชาสังคม 1 คน แต่ไม่ว่าจะแบ่งสัดส่วนอย่างไร ก็สามารถกล่าวภาพรวมของกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 29 คน ได้ว่าเป็นคนที่เข้ามารับใช้ คสช. เพราะทุกคนล้วนผ่านการทำงานกับ คสช.มาแล้วทั้งสิ้น

เช่น เทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เคยถูก คสช.แต่งตั้งเป็นประธานสปช. หรือตัวแทนภาคประชาสังคมอย่าง พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และประธานมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา เคยถูก คสช.แต่งตั้งเป็นสมาชิก สปช.และกรรมการปฏิรูปประเทศ หรือศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังก์ถัด (UNCTAD) เคยถูกคสช.แต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ ในป.ย.ป.

- ไม่มีตัวแทนจากแรงงาน เกษตรกร ธุรกิจรายเล็ก ชุมชน ฯลฯ


Green? มองผ่าน EEC มาบตาพุด ถมทะเลสร้างท่าเรือ -EIA ผ่านใน 1 ปี - ล้มผังเมืองที่ลดผลกระทบมลพิษอุตสาหกรรม
ข้อมูลจาก บีบีซีไทย สรุปเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับมาบตาพุดว่า

• 2532 ก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

• 2534 เกิดปัญหาเรื่องกลิ่นรบกวนจากโรงงานปิโตรเคมีและโรงกลั่น สืบเนื่องจากพื้นที่ตั้งของโรงงานอยู่ใกล้กับชุมชน ขาดพื้นที่กันชน

• 2548 เกิดภาวะขาดแคลนน้ำในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดความระแวงในการแย่งน้ำใช้ระหว่างชุมชนกับภาคอุตสาหกรรม

• 2550 จากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ทำให้องค์กรเอกชนเคลื่อนไหวรณรงค์ให้พื้นที่มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ

• 2552 ศาลปกครองให้ระงับชั่วคราวการดำเนินงาน 76 โครงการ ในเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุดตามคำร้องของนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม

• 2558 โครงการสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เฟส 3 วงเงินลงทุน 10,000 ล้านบาท โครงการนี้จะมีการถมทะเลด้วย (https://www.thairath.co.th/content/568077)

• 2560 เดือนมีนาคม ประกาศใช้ผังเมืองฉบับใหม่ของระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา เพื่อลดผลกระทบมลพิษอุตสาหกรรม

• 26 พ.ค. 2560 คสช. ได้ออกคำสั่งฉบับที่ 28/2560 โดยมีใจความสำคัญคือ ให้การพิจารณารายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการอีอีซีแล้วเสร็จภายใน 1 ปี (https://www.matichon.co.th/news/568057)

• 25 ต.ค. 2560 คสช. ออกคำสั่ง ม.44 เรื่อง ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ล้มผังเมืองที่เพิ่งประกาศ



เดชรัต สุขกำเนิด





สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ยังทำไม่สำเร็จ-ไม่ได้พูดถึงในแผนยุทธศาสตร์ฯ

- ปี 2558 ทุ่ม7พันล้านบาทฟื้นฟูคลองแสนแสบ

- การลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมที่ส่งเสริมใน EEC จะมีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุด 15 ปี ภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยต่ำที่สุดในอาเซียน การดึงดูดการลงทุนด้วยภาษีทำให้รัฐเสียรายได้ 2.2 แสนล้านบาทในปี 2559 ซึ่งเงินจำนวนนี้อาจทำให้เกิดการจ้างงานได้ถึง 50,000 คน คิดเป็นค่าเสียโอกาสรายคน ตกคนละ 4 ล้านบาท




- มาตรการช้อปช่วยชาติ ผู้ที่ได้รับประโยชน์มากคือผู้เสียภาษีมาก คน 7 % ในจำนวนคนเสียภาษีทั้งหมดเท่านั้นที่จะได้ส่วนลดภาษี 20 % ขึ้นไป




ซึ่งปัจจุบันก็มีนโยบายลดหย่อนภาษีให้กับผู้มีรายได้มากอยู่แล้วซึ่งไปลงทุนใน กบข. RMF LTF ประกันชีวิต ฯลฯ 1 ปี ลดหย่อนรวม 5 หมื่นล้านบาท




- ดุลการคลังของรัฐบาลไทย มีการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติจะทำให้พ้นจากสภาวะนี้ได้หรือไม่ เมื่อเห็นกราฟนี้รัฐบาลจะบอกว่าเขาสามารถขาดทุนได้มากกว่านี้ เป็นความจริงที่สามารถกู้เพิ่มได้มากกว่านี้ แต่มันจะตอบสนองต่อระยะเวลายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีหรือไม่

ไม่เคยมีการถกเถียงเรื่องการขาดดุลงบประมาณในอีก 20 ปีข้างหน้า ถามว่าใครต้องเป็นคนตามจ่ายหนี้ที่เกิดขึ้น? ก็คือคนรุ่นหลังใช่หรือไม่?




- สถานการณ์คนจนล่าสุดในประเทศไทย

· เส้นความยากจนปี 58 มีรายได้ต่อคนต่อเดือนอยู่ที่ 2,574 บาท แต่ในปี 60 ลดลงมาที่ 2,496 บาท

· ในระหว่างปี 58-59 ประเทศไทยมีคนจนเพิ่มขึ้น 963,000 คน
โดยปี 58 จำนวนคนจนอยู่ที่ 4.847 ล้านคน แต่ในปี 59 จำนวนคนจนอยู่ที่ 5.810 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 20 %)

· ในจำนวนคนจนที่เพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งล้านคนแยกเป็น
คนจนในเมืองเพิ่มขึ้น 436,000 คน (หรือเพิ่มขึ้น 24 %)
คนจนในชนบทเพิ่มขึ้น 527,000 คน (หรือเพิ่มขึ้น 17 %)

· สัดส่วนของคนจนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 7.21 % เป็น 8.61 %
ในขณะที่กลุ่มคนที่มีรายได้ต่อเดือนเฉลี่ยสูงที่สุด ในปี 60 เพิ่มจาก 26,161 บาท/คน/เดือน เป็น 26,545 บาท/คน/เดือน