วันจันทร์, มกราคม 30, 2560

คลิปการบรรยายในหัวข้อ "รัฐประหาร : ศึกษาทางประวัติศาสตร์กฎหมายและกฎหมายรัฐธรรมนูญ" ครั้งที่ 1 - อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล




https://www.youtube.com/watch?v=WH1tGuVW278&feature=youtu.be

รัฐประหาร : ศึกษาในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญและประวัติศาสตร์กฎหมาย : ผศ.ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล

piyabutr classroom

Uploaded on Jan 29, 2017

เอกสารประกอบ


เค้าโครงการบรรยาย
https://www.academia.edu/.../%E0%B9%80%E0%B8%84_%E0%B8%B2...


รายการเอกสารอ่านประกอบ ภาค 1 บทที่ 1
https://www.academia.edu/.../%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2...


Powerpoint ประกอบการบรรยายครั้งที่ 1
https://www.academia.edu/.../%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3...

คำสั่งทรั้มพ์ อย่างดีก็ ‘ลุกลี้ลุกลน’ อย่างชั่วอาจ ‘ชักศึกเข้าบ้าน’





คำสั่งทรั้มพ์ อย่างดีก็ ‘ลุกลี้ลุกลน’ อย่างชั่วอาจ ‘ชักศึกเข้าบ้าน’

วงการเมืองอเมริกันปั่นป่วนตลอดสุดสัปดาห์ เมื่อประธานาธิบดีดอแนลด์ ทรั้มพ์ออกคำสั่งทางบริหารยุติรับผู้ลี้ภัยเป็นการชั่วคราว ๑๒๐ วัน ห้ามผู้ลี้ภัยจากซีเรียเข้าประเทศเด็ดขาด และยับยั้งการอนุญาตประชาชนจาก ๗ ประเทศมุสลิมเข้าประเทศเป็นเวลา ๙๐ วัน

ประเทศมุสลิมทั้ง ๗ คืออิหร่าน อิรัก ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน ซีเรีย และเยเมน





แม้ว่าแกนนำพรรครีพับลิกันในคองเกรสจะสนับสนุนคำสั่งของประธานาธิบดีในที ไม่ว่าจะเป็นประธานสภาผู้แทนฯ พอล ไรอัน หรือผู้นำเสียงข้างมากในเซเนท มิทช์ แม็คคอนเนิล แต่ก็ไม่วายมีเสียงตำหนิออกมาหลายราย

วุฒิสมาชิกแม็คคอนเนิลเองยังอดไม่ได้ที่จะเตือนให้ประเทศสหรัฐใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการปฏิบัติตามคำสั่งนั้น “ประเทศของเราไม่มีการทดสอบในเรื่องศาสนา” หัวหน้ารีพับลิกันในสภาสูงกล่าวกับรายการโทรทัศน์เอบีซี





สองวุฒิสภาชิกรีพับลิกันคนดัง จอห์น แม็คเคน แห่งอริโซน่า กับ ลินซี่ย์ แกรห์ม แห่งเซ้าท์แคโรไลน่า ออกแถลงการณ์ร่วมกันโจมตีคำสั่งทรั้มพ์นี้ว่า “ไม่ได้ทำการตรวจสอบมาให้ดีเสียก่อน และจำทำให้มองเห็นเป็นว่าสหรัฐหันหลังให้แก่มุสลิมที่เสี่ยงชีวิตด้วยการเป็นล่ามให้แก่นายทหารและนักการทูตอเมริกัน”

“เหนืออื่นใด เราเป็นห่วงว่าคำสั่งทางบริหารนี้จะกลายเป็นการทำให้ตัวเองบาดเจ็บเสียเอง ในกระบวนการต่อสู้กับพวกก่อการร้าย...

มันจะช่วยให้ผู้ก่อการร้ายหาพวกเพิ่มได้ง่ายขึ้น แทนที่จะทำให้ระบบความมั่นคงของเราดีขึ้น”

แน่ละ ทรั้มพ์ไม่รั้งรอที่จะตอบโต้ทางทวิตเตอร์ทันควันว่าวุฒิสมาชิกสองคนนี้ “แหย...น่าเสียใจที่เขาทั้งสองอ่อนปวกเปียกในเรื่องอิมมิเกรชั่น-คนเข้าเมือง”

(https://www.nytimes.com/…/republicans-congress-trump-refuge…)

ไม่เท่านั้น ยังมีสมาชิกคองเกรสในสังกัดรีพับลิกันอีกหลายคนเรียงแถวกันออกมาตำหนิการออกคำสั่งของทรั้มพ์ อีกสองวันต่อมาท่ามกลางการออกมาประท้วงตามสนามบินใหญ่ๆ ของประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ สนามบินเจเอฟเค นิวยอร์ค และแอลเอเอ็กซ์ ลอส แองเจลีส

วุฒิสมาชิก บ็อบ คอร์เกอร์ แห่งเทนเนสซี ประธานกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ บอกว่าแม้เขาจะสนับสนุนคำสั่งนี้ แต่ก็เห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งเป็นไปอย่างไม่ได้เรื่อง “รัฐบาลจำเป็นต้องทำการแก้ไขในทันทีทันใด โดยเฉพาะเกี่ยวกับผู้ที่ถือกรีนคาร์ด ‘ใบเขียว’ หรือมีสถานะผู้อยู่อาศัยถาวรในอเมริกา

วุฒิสมาชิก คอรี่ การ์ดเนอร์ แห่งโคโลราโด ประธานคณะกรรมาธิการวุฒิสภารีพับลิกันแห่งชาติชี้ว่าเป็นคำสั่งกว้างเกินไปเหมือนคลุมถุง เช่นดียวกับวุฒิสมาชิก ลามาร์ อเล็กซานเดอร์ แห่งเทนเนสซี ติว่าถึงจะไม่ใช่เป็นการทดสอบทางศาสนาก็เกือบจะเป็นอย่างนั้นแล้วละ

ส่วนวุฒิสมาชิก ร้อบ พอร์ตแมน แห่งโอไฮโอ แนะว่าควรที่จะมีลักษณะอเมริกันดั้งเดิมคือ “ยินดีต้องรับทั้งผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ”

ทางด้านสมาชิกสภาไมเคิล แม็คคอล ประธานกรรมาธิการความมั่นคงบ้านเกิด ‘โฮมแลนด์ เซคเคียวริตี้’ ยอมรับว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไขคำสั่งนี้เสียหน่อย ขณะที่สมาชิกสภา วิล เฮิ้ร์ด แห่งเท็กซัส อดีตสายลับซีไอเอ วิพากษ์ตรงๆ ว่า

“มาตรการนี้เป็นการแสดงออกถึงความระแวงไม่ไว้ใจ ที่จะทำให้ผู้ที่เป็นพันธมิตรของเราไม่อยากยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมต่อสู้ และนี่ย่อมทำให้อเมริกาต้องเสี่ยงภัย”

จนกระทั่งในวันอาทิตย์รัฐบาลทรั้มพ์เริ่มเสียงอ่อยลงบ้าง ประธานาธิบดีแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรว่า นี่ไม่ใช่มาตรการด้านศาสนา แต่เป็นการสร้างความปลอดภัยแก่ประเทศ ถึงกระนั้นพรรคเดโมแครทฝ่ายค้านก็ยังออกมาเรียกร้องเกือบจะพร้อมเพรียงกันให้ทรั้มพ์ยกเลิกคำสั่งนี้เสีย

ชาร์ล ชูเมอร์ ผู้นำเดโมเครทในวุฒิสภาประกาศว่าเป็นคำสั่งที่ “ใจร้ายและไม่เป็นอเมริกัน” ส่วน แนนซี่ เพโลซี่ หัวหน้าเดโมแครทในสภาล่างประกาศสนับสนุนสหภาพอิสรภาพมหาชนอเมริกัน ‘เอซีแอลยู’ ซึ่งทำการยื่นฟ้องรัฐบาลทรั้มพ์ต่อศาล

โดยที่ศาลรัฐบาลกลางหลายแห่งได้มีคำสั่งยับยั้งการเนรเทศคนมุสลิมออกนอกประเทศในบางพื้นที่

ที่ปรึกษาทำเนียบขาวแถลงเพิ่มเติมว่าในกรณีคนที่ถือกรีนคาร์ดเดินทางมาจากประเทศมุสลิมทั้งเจ็ด ให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองใช้วิจารณญานผ่อนผันให้เข้าประเทศได้เป็นรายๆ ไป เช่นเดียวกับคนเหล่านี้จะเดินทางออกนอกประเทศ ควรปรึกษาสถานกงสุลเสียก่อน

(http://www.latimes.com/…/la-na-pol-trump-green-card-reversa…)

ย้อนไปเมื่อวันพุธ (๒๕ ม.ค.) ประธานาธิบดีทรั้มพ์ยังได้ลงนามคำสั่งเริ่มโครงการก่อสร้างกำแพงสูงปิดกั้นชายแดนติดต่อประเทศเม็กซิโกระยะทาง ๒ พันไมล์ พร้อมทั้งประกาศว่าจะลงโทษท้องที่ซึ่งเรียกกันว่า “เมืองซ่อนตัว” ด้วยการตัดงบประมาณช่วยเหลือ

ศูนย์วิจัยเพื่อศักดิ์ศรีสาธารณะ ‘the Center for Public Integrity’ กล่าวถึงโครงการสร้างกำแพงไว้ว่า “ตั้งแต่ทศวรรษ ๑๙๙๐ เป็นต้นมา ได้มีการสร้างปราการปิดกั้นชายแดนแล้วหลายต่อหลายส่วนทั้งในพื้นที่แคลิฟอร์เนียและเท็กซัส





ส่วนชายแดนด้านรัฐอริโซน่านั้นเต็มไปด้วยทะเลทรายกันดาร ยากแก่การเดินทางข้ามแดน และทำการก่อสร้างกำแพง รวมทั้งการดูแลรักษา ชนเผ่าอินเดียนแดง โทโฮโน โอออดัม ซึ่งอยู่ติดชายแดนด้านเมืองทูซอน เป็นระยะทางประมาณ ๗๕ ไมล์ ประกาศไม่ยอมให้มีการก่อสร้างกำแพงในพื้นที่ของตน

เช่นเดียวกับข้ออ้างของรัฐบาลทรั้มพ์ว่ามีท้องที่ปกป้องผู้อพยพลี้ภัย ว่าเป็นวาทกรรมมโนเพ้อฝันของทรั้มพ์ ความจริงแล้วไม่มีท้องที่ไหนสามารถสกัดกั้นหรือหลีกเลี่ยงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางได้ เพียงแต่ตำรวจบางท้องที่ปฏิเสธที่จะทำตัวเป็นสายสอดส่องจับกุมคนต่างด้าวนอกกฎหมายให้แก่กองตรวจคนเข้าเมือง

มารีลเลน่า ฮินเคปี ผู้อำนวยการบริหารของศูนย์กฎหมายคนเข้าเมือง ‘เอ็นไอแอลซี’ กล่าวว่า “ประธานาธิบดีทรั้มพ์ทำให้ผู้อพยพเป็นเหมือนไม่ใช่คน และกระจายคำโกหกพกลม...คำสั่งที่ออกมานี้เป็นทั้งสุดโต่ง ไม่เกิดผลแล้วยังสิ้นเปลืองมากเกินไป”

(https://www.publicintegrity.org/…/trumps-immigration-orders…)

ทรั้มพ์ยืนกรานข้อเรียกร้องเดิมจะให้ประเทศเม็กซิโกเป็นผู้จ่ายค่าก่อสร้างกำแพงดังกล่าว (ซึ่งประมาณว่าจะต้องใช้งบปรมาณถึง ๒๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์) ซึ่งประธานาธิบดีเอ็นริเก้ พีน่า นีโต้ ของเม็กซิโกก็ตอบย้ำคำเดิมอีกว่าไม่มีทาง และได้ระงับกำหนดการพบปะกับทรั้มพ์ที่เดิมจะมีในอาทิตย์นี้ไปแล้ว

รัฐบาลทรั้มพ์ก็มีความคิดใหม่จะหาเงินมาใช้สร้างกำแพงด้วยการขึ้นภาษีสินค้าขาเข้า และปรับระบบภาษีการค้าระหว่างประเทศใหม่ ให้ภาษีสินค้าเข้าสูงกว่าสินค้าออก

แน่นอนว่า นั่นจะทำให้ค่าครองชีพในอเมริกาถีบตัวสูงขึ้นไปอีก ความเดือดร้อนจะไปตกแก่ผู้บริโภค พวกผู้ใช้แรงงาน ผิวขาว ที่เป็นกำลังสำคัญออกเสียงให้ทรั้มพ์ชนะการแข่งขันเป็นปรธานาธิบดีนั่นเอง

ปลื้ม อมยิ้มน้ำตาจะไหล





ภาพจาก

สมบัติ บุญงามอนงค์

.....


ภาพจากอินเตอร์เน็ต


ภาพหนึ่งภาพ แทนคำล้านคำ





ภาพหนึ่งภาพ แทนคำล้านคำ

เรื่องหนึ่ง ต้องควรดำเนินการตามกฎหมายแพ่ง
แต่กลับบิดกฎหมายมาใช้วิธีทางการปกครองสั่งให้ชดใช้
ทั้งที่ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางการปกครองบัญญัติห้ามไว้

เรื่องหนึ่ง ถึงขนาดขอให้โรงแรมถอนแจ้งความ
สร้างความเสื่อมเสียร้ายแรงต่อองค์กร ประเทศชาติ ประชาชน
กลับบอกว่า ขอความเป็นธรรม

พวกสมองไม่เปลี่ยน บัวใต้ตม

.....





ยังจะกล้าอุ้มกันอยู่อีกหรือ ?

พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน 2551 มาตรา 85 (4) บัญญัติไว้ชัด
ว่าการกระทำของรองอธิบดีนั้น ผิดวินัยร้ายแรง
มีโทษสองสถานคือ ปลดออก หรือ ไล่ออก เท่านั้น

จะมาอุ้มกันด้วยการอ้างว่า ขอความเป็นธรรม
เป็นเรื่องผิดวินัยไม่ร้ายแรง แล้วจะทำเรื่องลาออกสบาย ๆ

ไม่ง่ายไปหน่อยหรือ

ถ้าพวกเดียวกันก็ปกป้องอุ้มกัน
แต่ถ้าคนละพวก ก็กระทืบซ้ำ ไม่ผิดยังหาว่าผิด

อายประชาชนบ้างเถิด



ตระกองขวัญ

ooo





“การลักขโมย” อาจเป็น “ลหุโทษ” สำหรับคนในสังคมทั่วไป แต่สำหรับ “ผู้ดำรงตำแหน่งราชการ” หรือ “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ควรเป็นเช่นนั้นหรือ?

เห็นผู้นำรัฐบาลไทยแต่ละคนออกมา “วอนให้เห็นใจ” “ชี้ข้าราชการลักทรัพย์ไม่เป็นโทษร้ายแรง” แล้ว มันแสดงมาตรฐานที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก ผมไม่มีตัวอย่าง “ข้าราชการ” ในต่างประเทศ “ลักทรัพย์” มายกเป็นอุทาหรณ์ (เขาไม่โรคจิตมั้ง?) มีแต่กรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ในเยอรมนี ภายในเวลาสองปี (2011-2013) รัฐมนตรีถึงสองคนในรัฐบาลของนางแมร์เกิลต้องลาออกจากตำแหน่ง ข้อหาเดียวกันคือ “ลักขโมยสติปัญญาคนอื่น” (plagiarism) มหาวิทยาลัยจับได้ว่าไป “ลอกงานของคนอื่น” มาทำวิทยานิพนธ์ของตัวเอง ทั้งรมต.กลาโหม Karl-Theodor zu Guttenberg และรมต.ศึกษาฯ Annette Schavan หลุดจากตำแหน่งหมด ส่วนที่ญี่ปุ่น รมต.คลังแถลงข่าวในการประชุม G7 ขณะที่หน้าแดง ท่าทางเมา ๆ กรึ่ม ๆ นาย Shoichi Nakagawa ลาออกในเวลาต่อมาเหมือนกัน (ปี 2009)

ก็ไม่รู้สินะ คนที่เป็นถึงรองอธิบดี เป็นผู้บริหารองค์กรที่มีเจ้าหน้าที่หลายร้อยคน ทำงานเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ เขาไม่ต้องมี “มาตรฐานจริยธรรม” สูงกว่าชาวบ้านทั่วไปหรือ? จะเอาแบบว่าสอบวินัยแล้วช่วย ๆ กันจบหรือ? ถ้างั้นเอาหมาเอาแมวมาเป็นรองอธิบดีก็ได้น่ะสินะ? แล้วที “นักการเมือง” ทำไมเรียกร้องมาตรฐานเขาสูงจัง?

https://www.theguardian.com/…/japan-minister-drunk-allegati…
http://www.bbc.com/news/world-europe-34376563
http://news.voicetv.co.th/thailand/456579.html



Pipob Udomittipong

ooo

แถม....

อ่างบัวชาวบ้าน ราคาห้าพัน
กับ อ่างบัวทำเนียบ ราคาห้าพัน

ภาพจาก FB ตระกองขวัญ




ไม่ปูด ก็รู้ ว่าแดกกัน... สหรัฐฯปูดอีกคดีสินบนในไทย ทั้ง บริษัทสุรา CCTV ในรัฐสภา และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ





สหรัฐฯปูดอีกคดีสินบนในไทย ทั้ง บริษัทสุรา CCTV ในรัฐสภา และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

28 ม.ค. 2560
ที่มา CH7 News

เว็บไซต์กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยแพร่การดำเนินคดีกับ "บริษัท ดิอาจีโอ บีแอลซี" ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตสุรารายใหญ่ของอังกฤษ แต่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ พบว่า บริษัท ดิอาจิโอ ได้ละเมิดกฎหมายเอฟพีซีเอของสหรัฐฯ ด้วยการติดสินบนหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย

การติดสินบนในประเทศไทยเกิดขึ้นระหว่างปี 2547 ถึงกลางปี 2552 ผ่านตัวแทนจำหน่ายสุราในประเทศไทย โดยจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่พรรคการเมืองหนึ่ง และเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย เป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 6 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 24 ล้านบาท โดยเป็นการจ่ายตรง 49 ครั้งให้กับบริษัทที่ปรึกษาทางการเมือง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รัฐบาล เป็นผู้อำนวยการ เพื่อแลกกับการล็อบบี้เจ้าหน้าที่ในคดีความด้านภาษี และศุลกากรมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยคนนี้ เคยดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ เป็นคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในสมัยนั้น

นอกจากนี้ ยังสั่งลงโทษ บริษัท ไทโค อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทผู้ขายระบบรักษาความปลอดภัยอิเล็กทรอนิกส์ เป็นมูลค่ากว่า 26.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,072 ล้านบาท จากข้อหาละเมิดกฎหมายเอฟซีพีเอ โดยพบว่ามีการติดสินบนในประเทศไทยด้วย โดยเกิดขึ้นระหว่างปี 2547-2548 โดยเป็นการติดสินบนผ่านบริษัทลูกในประเทศไทยซึ่ง "ไทโค " ถือหุ้นอยู่ 49% ซึ่งจ่ายเงินให้กับที่ปรึกษารายหนึ่ง มูลค่า 292,286 ดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยเกือบ 12 ล้านบาท ในโครงการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นค่าที่ปรึกษา ทำให้บริษัทลูกในประเทศไทยได้กำไรจากโครงการนี้ เป็นเงิน 879,258 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 35 ล้านบาท

และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น บริษัทลูกของไทโคในไทย ยังจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้กับ "ที่ปรึกษาคนหนึ่ง" เพื่อให้ได้มาซึ่งสัญญาการติดตั้งกล้องวิดิโอวงจรปิด (ซีซีทีวี) ในรัฐสภาไทยด้วย จากการจ่ายสินบนเหล่านี้ ทำให้ "เอดีที ประเทศไทย" ได้รับกำไรจากโครงการต่าง ๆ เป็นมูลค่าราว 473,262 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 19 ล้านบาท

"เสียงของคนเล็กคนน้อย" ในการประท้วงทรัมป์





“จักรพรรดิซึ่งไร้อาภรณ์ อย่าเอาเด็กไปใกล้ ๆ เขา อย่าให้เด็กได้ฟังขี้ปากของเขาเชียว” จากเพลง “One Small Voice” เป็นเพลงเก่าที่ Carole King แต่งและร้องไว้นานแล้ว แต่ต้องขุดขึ้นมาใหม่ในยุคที่สหรัฐฯ มี “emperor” พระองค์ใหม่ที่ทำตัวเหมือง “emperor ที่โง่และเย่อหยิ่ง” 

ในนิทานจากเดนมาร์ก และ “One Small Voice” ก็คือเสียงของเด็กที่ทักขึ้นว่า “แต่จักรพรรดิไม่สวมเสื้อผ้าอะไรเลยนี่นา” ในขณะที่ชาวเมืองทุกคนหวาดกลัว ข้าราชบริพารของเขาจักรพรรดิก็ไม่กล้าพูดอะไร แม้จะรู้ว่าช่างตัดเสื้อกลั่นแกล้ง หลอกจักรพรรดิว่าตัดเสื้อที่คนมองไม่เห็นได้ 

จะเห็นว่า “การประท้วง” ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่หลังทรัมป์ได้รับเลือกตั้งก็ดี หรือ #WomensMarch ในวันที่เขารับตำแหน่งก็ดี ล้วนเป็น “One Small Voice” แบบนี้แหละ 

เสียงของคนเล็กคนน้อย พ่อแม่ คนที่ไม่พอใจกับทัศนคติของนายโดนัลด์ ทรัมป์ 

เสียงของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ฯลฯ ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้มุ่งจะ “ขับไล่” เขาออกจากตำแหน่ง ไม่ได้มุ่งให้ ”ล้มเลิก” กระบวนการเลือกตั้ง แต่เป็นการรณรงค์จัดตั้งตาม“ประเด็น” ปัญหาที่พวกเขาทำอยู่ 

ความจริงก็คล้าย ๆ กับปรากฏการณ์ “Tea Party” เมื่อตอนที่พรรครีพับลิกันแพ้เลือกตั้งนั่นแหละ แทนที่จะบอยคอตการเลือกตั้ง พวกเขากลับไปเลียแผล สร้างมวลชนขึ้นมาใหม่จากระดับรากหญ้า นั่นเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเดโมแครตในเวลานี้เช่นกัน

ซึ่งต่างจากพวก “ซอมบี้” ที่เที่ยวไปบีบคอให้คนอื่นเชื่อแบบเขา ไม่ได้ดังใจก็ไปยึดทำเนียบรัฐบาล ไปยึดสถานที่ราชการเป็นแรมเดือน สร้างความเดือดร้อนให้กับคนในสังคม เสร็จแล้วก็บอยคอต “เลือกตั้ง” เพราะรู้ว่าเลือกกี่ทีพวกที่ตัวเองเชียร์ก็แพ้ ใช้บริการทหารดีกว่า เห็นยังว่าต่างกันอย่างไร?

http://www.huffingtonpost.com/entry/one-small-voice_us_588a2830e4b0024605fe459f?ncid=engmodushpmg00000004


Pipob Udomittipong

3 คลิปเล่าเรื่อง ทำไมคนอเมริกันประท้วงหนัก นโยบายกีดกันคนต่างชาติมุสลิม - Americans across the country rallied in response to President Donald J. Trump's executive order on immigration + Canada will take banned Refugees from the USA





คำสั่งห้ามบุคคลเข้าประเทศชั่วคราว “immigration ban” ที่ Trump ลงนามเมื่อวันศุกร์ เริ่มจากการอ้างถึงเหตุการณ์ #911 และความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงขั้นตอนการตรวจสอบบุคคลให้เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันคนที่มาจากประเทศที่อาจจะ “ก่อการร้าย” เจ็ดประเทศที่ถูกแบนคือ อิหร่าน อิรัก ซีเรีย ลิเบีย โซมาเลีย ซูดานและเยเมน ที่น่าประหลาดใจคือ คนที่จี้เครื่องบินบังคับพุ่งเข้าชนตึกเมื่อปี 2001 นั้น เป็นซาอุฯ 15 คน อียิปต์หนึ่ง UAE หนึ่ง และอีกหนึ่งจากเลบานอน แต่ทรัมป์กลับไม่สั่งห้ามบุคคลจากประเทศเหล่านี้เข้าสหรัฐฯ งงมั้ย?

ล่าสุด หน่วยงานสิทธิอย่าง ACLU ได้ร้องต่อศาลกลางในรัฐนิวยอร์ก อ้างกฎหมาย “habeas corpus” คำร้องให้ปล่อยตัวบุคคลจากการควบคุมตัวโดยมิชอบ (มาตรา 90 ของประมวลกฎหมายอาญาของไทยที่ไม่เคยถูกบังคับใช้น่ะ) กรณีชาวอิรักสองคน Hameed Khalid Darweesh และ Sameer Abdulkhaleq Alshawi คนหนึ่งเป็นล่ามให้กองทัพสหรัฐฯ ในอิรักสิบกว่าปี อีกคนเป็นวิศวกร ทั้งสองคนได้รับวีซ่าเข้าสหรัฐฯ แต่เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินที่นิวยอร์กก็ได้ถูกกักตัวไว้ตามคำสั่งของทรัมป์ ล่าสุดศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวบุคคลทั้งสองแล้ว แต่ยังมีอีกหลายสิบคนจากประเทศมุสลิมข้างต้นที่ไม่โชคดีแบบนี้ และยังถูกกักตัวต่อไป

ครับ “ผู้นำเผด็จการ” เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ไม่ได้หรอก เพราะระบบมัน “คานอำนาจ” กันอยู่ ศาลของเขาก็เป็นอิสระ อัยการเป็นอิสระ ที่เรียกว่า “judicial independence” ทรัมป์ก่อความวุ่นวายได้แน่นอนในฐานะผู้บริหารสูงสุด แต่ที่จะทำให้ระบบถอยหลังเข้าคลอง ย้อนนาฬิกากลับไป 50 ปี ทำไม่ได้หรอก มันมี “checks and balances” กันอยู่ บางประเทศถวิลหาแต่ ”ผู้นำที่ดี” แต่ไม่สนใจสร้าง “ระบบที่ดี” จึงพายเรือในอ่างต่อไป และจงภูมิใจในตุลาการภิวัฒน์ที่ “So Thai” โคตรไทยของตัวเองต่อไปเถิด
http://edition.cnn.com/2017/01/28/politics/2-iraqis-file-lawsuit-after-being-detained-in-ny-due-to-travel-ban/

http://www.theverge.com/2017/1/28/14427086/federal-court-halts-trumps-immigration-ban


Pipob Udomittipong


ooo




https://www.facebook.com/aljazeera/videos/10155160958948690/

Americans across the country rallied in response to President Donald J. Trump's executive order on immigration.




https://www.facebook.com/aclu.nationwide/videos/10154110036096813/

VICTORY: ACLU blocks Trump's unconstitutional Muslim ban. WATCH: ACLU Executive Director Anthony D. Romero coming out of the court where the ACLU argued their case.





https://www.facebook.com/TheHill/videos/10154516340774087/

President Donald J. Trump signs an executive order to ban entry to US from several Muslim-majority countries and restrict the refugee program.

ooo

Canada will take banned Refugees from the USA Canadian PM Justin Trudeau against Trump come to Canada Refugees, open arms COME TO CANADA. جوستين ترودو



https://www.youtube.com/watch?v=RbVs4LWWzEU

Canadian PM Justin Trudeau against Trump come to Canada Refugees


วันอาทิตย์, มกราคม 29, 2560

ทำไม? ต้องปรองดองกับ"เผด็จการคสช."เสียงจากกลุ่มการเมืองผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ"




https://www.youtube.com/watch?v=t5ClJVbYMbs

ทำไม? ต้องปรองดองกับ"เผด็จการคสช."เสียงจากกลุ่มการเมืองผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ

jom voice

Published on Jan 28, 2017

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกพรรคเพื่อไทย ลี้ภัยการเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกา และนายจรัล ดิษฐาภิชัย นักเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ลี้ภัยการเมืองในประเทศฝรั่งเศส ให้สัมภาษณ์ Thaivoice เกี่ยวกับนโยบายการสร้างความปรองดองของรัฐบาลทหาร คสช. โดยนายสุนัยกล่าวว่า แม้จะรู้ว่า คสช.ไม่มีความตั้งใจหรือจริงใจในการสร้างความปรองดอง แต่ประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก็ควรจะใช้เวทีในการเคลื่อนไหว เรียกร้องความเป็นธรรม ขณะนี้นายจรัล กล่าวว่า การใช้รูปแบบคำสั่ง 66/23 สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มาใช้เพื่อการสร้างความปรองดองในยุคสมัยนี้ ไม่เชื่อว่าจะทำได้เพราะต่างยุคย่อมมีข้อแตกต่างกันมาก แต่เห็นด้วยที่จะให้มีการปรองดองแม้ว่าการปรองดองที่อำนวยการโดย รัฐบาลที่มาจากรัฐประหารจะสำเร็จยาก แต่อย่างน้อยก็เพื่อที่จะใช้เป็นยุทธวิธีในการต่อสู้ของกลุ่มประชาชนที่ถูกกระทำโดยเฉพาะผู้รักประชาธิปไตย คนเสื้อแดงที่ถูกกระทำมาตลอด เพราะไม่เช่นนั้นก็จะตกเป็นฝ่ายกระทำอยู่ต่อไป

ชวนวิ่งจนกว่าพุงจะยุบและมีประชาธิปไตย





วิ่งจนกว่าพุงจะยุบและมีประชาธิปไตย

29 มค. 4 โมงเย็น สวนลุม


สมบัติ บุญงามอนงค์


เสวนาวิชาการ 'ประเทศไทยจะก้าวหน้าหรือถอยหลังภายใต้รัชกาลใหม่' in USA โดย จอม เพชรประดับ



https://www.facebook.com/ThaiRedUSA.LA/videos/1201278196629813/

จาก ยูทูป

https://www.youtube.com/watch?v=yOI3TZ7hs8I

https://www.youtube.com/watch?v=7r1LqZBZqQo

.....

ถ่ายทอดสด เสวนาวิชาการ "ประเทศไทยจะก้าวหน้าหรือถอยหลัง ภายใต้รัชกาลใหม่"



วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560 เวลา 06.00 น.(ประเทศไทย)
สดจาก La Quinta Inn & Suites 3 Centerpointe Dr. La Palma, CA 90623. USA.

นักวิชาการไทยผู้ร่วมเสวนา
1. จรัล ดิษฐาอภิชัย
2. สุนัย จุลพงศธร
3. สุดสงวน สุธีสร
4. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ดำเนินรายการโดย โดย 'จอม เพชรประดับ'

Red USA FB: https://www.facebook.com/ThaiRedUSA.LA


ติดตามการเสวนาวิชาการในสหรัฐอเมริกา "ประเทศไทยจะก้าวหน้าหรือถอยหลัง ภายใต้รัชกาลใหม่" วันเสาร์ที่ 28 มกราคม บ่าย 3 โมงเย็น ซึ่งตรงกับประเทศไทย เช้าวันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม 6.00 น. ใน Red USA FB





"การรวมตัวของ 5 นักวิชาการในสหรัฐอเมริกา" 

ติดตาม FB live วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม 2560 เวลา 6.00 น.(เวลาในประเทศไทย)โดย 'จอม เพชรประดับ'

พบ 5 นักวิชาการ

1. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ - 

การเปลี่ยนแปลงและความซับซ้อนผันผวนของประวัติศาสตร์ไทยในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา จะมีใครเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ไทยยุคใหม่ ที่ตรงไปตรงมาไม่บิดเบือน พร้อมๆกับสะสางประวัติศาสตร์เก่าที่หลอกล้างสมองคนไทยมานานแสนนานให้ตรงกับข้อเท็จจริง

2. จรัล ดิษฐาอภิชัย -

อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์เหมือนเดิมหรือไม่ หรือถูกผู้ใดปล้นเอาไปเป็นกรรมสิทธิ์ และนำย้อนกลับมากดหัวเอาเปรียบประชาชนด้วยวาทะกรรม "เป็นเพราะกรรมเก่า" มีวิธีการใดบ้างที่จะทวงคืนอำนาจอธิปไตยที่ถูกปล้นไปนั้นกลับคืนมาและนำมาเป็นอำนาจของปวงชนเพื่อกำหนดชีวิตและอนาคตของตนเอง

3. สุนัย จุลพงศธร -

Feed back และ sentiment ของประชาชน ผู้ถูกปล้นอธิปไตยและถูกนำกลับมาใช้กดหัวประชาชนเจ้าของอำนาจ มีวิธีการใดที่ประชาชนจะลุกฮือพร้อมกันขึ้นต่อต้านยึดเอาอำนาจอธิปไตยของตนกลับคืน หรืออาจใช้วิธีเด็ดหัวผู้นำคนสำคัญเพื่อลดทอนความฮึกเหิมของเผด็จการหรือจะใช้วิธีการเจรจา ใช้ตัวบทกฎหมายและการกดดันทางเศรษฐกิจ

4. สุดสงวน สุธีสร -

ความอัดอั้นของประชาชน ในยุคอันธพาลครองเมือง กฎหมายอยู่ในมือของโจร อำนาจคือความเป็นธรรม ระบบยุติธรรมที่ไม่ให้ความยุติธรรมกับคนรากหญ้า อะไรคือทางแก้ไข

5. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ -

ประเทศไทยภายใต้รัชกาลใหม่จะเดินไปข้างหน้าหรือจะก้าวถอยหลังพาประเทศจมลึกลงไปในขุมนรกมากขึ้น กษัตริย์พระองค์ใหม่จะมี charisma และวิสัยทัศน์ก้าวหน้าพอที่จะฉุดรั้งประเทศไทยให้ก้าวพ้นสารพันปัญหาที่สะสมทับถมกองใหญ่ในระยะสิบปีที่ผ่านมาหรือไม่

ที่มา FB

คลิป Red USA คุยกับอ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ผ่าน FB Live




https://www.facebook.com/ThaiRedUSA.LA/videos/1200451260045840/

.....

ติดตามการเสวนาวิชาการในสหรัฐอเมริกา "ประเทศไทยจะก้าวหน้าหรือถอยหลัง ภายใต้รัชกาลใหม่" วันเสาร์ที่ 28 มกราคม บ่าย 3 โมงเย็น ซึ่งตรงกับประเทศไทย เช้าวันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม 6.00 น. ใน Red USA FB
https://www.facebook.com/ThaiRedUSA.LA/




ลองอ่านเคสนี้ดู หนุ่มอังกฤษที่ทำคราฟเบียร์ชื่อ BrewDog ฟ้องจนชนะหน่วยงานรัฐ ข้อหากีดกันรายย่อยไม่ให้ทำเบียร์ (นั่นซิ ทำไมต้องให้แต่รายใหญ่ ๆ ทำ ?)




#BrewDog ลองอ่านเคสนี้ดูครับ น่าสนใจดี.. หนุ่มอังกฤษที่ทำคราฟเบียร์ชื่อ BrewDog ฟ้องจนชนะหน่วยงานรัฐ ข้อหากีดกันรายย่อยไม่ให้ทำเบียร์

(นั่นซิ ทำไมต้องให้แต่รายใหญ่ ๆ ทำ ?)

ตอนนี้ธุรกิจเบียร์ของ BrewDog ขยายกิจการได้อย่างรวดเร็ว และจะเข้าไปบุกตลาดอเมริกาแล้วครับ


น่าคิดว่าทั้ง 3 เรื่องนี้ หากมาเกิดที่เมืองไทยจะเป็นอย่างไรบ้าง

---

แต่อยากให้คิดไว้ว่า ทุกเรื่องมันมีหลายด้าน

ในต่างประเทศ ทุกกิจการ จะเล็กจะใหญ่ ต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานรัฐทั่งหมด เพราะหากเกิดปัญหาขึ้นมาจะได้ตามเอาเรื่องได้ถูกตัว

ของประเทศไทย หลายกิจการทำได้โดยไม่ต้องมีใครกำกับดูแล แต่พอเกิดปัญหามาก็หาว่าหน่วยงานรัฐไม่ทำอะไร

หรือขนาดมีหน่วยงานกำกับ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เช่น เคส #TrueVisions #รถฟอร์ด

ได้แต่หวังให้หน่วยงานกำกับดูแลของประเทศไทย จะปรับตัวมาทำหน้าที่ด้านการส่งเสริมธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม

ส่วนด้านกำกับดูแล ก็ควรจัดการรายใหญ่ที่ไม่มีคุณธรรมจริยธรรมในการทำธุรกิจ

และที่สำคัญ เลิกรับนัดไปงานเลี้ยง งานแต่ง หรือรับของขวัญจากผู้ประกอบการรายใหญ่เสียที เพราะจริง ๆ แล้วมันคือต้นตอของการทุจริตทั้งนั้นครับ


Law Inspiration shared แดกเบียร์ให้เพลียแคม's post

ooo





1. james watt กับ martin dickie เบื่อตลาดเบียร์ในบ้านเกิด ที่ดื่มแต่ลาเกอร์ซ้ำๆซากๆ ทั้งๆที่ในสก็อตแลนด์บ้านเกิดมีผับอยู่เต็มเมือง แต่ก็มีแต่เบียร์ traditional เดิมๆ ทั้งสองคนเลยต้มเบียร์มันซะเองเลย กูอยากแดกเบียร์บ้าๆโว้ย และกูก็อยากให้คนอื่นได้แดกเบียร์บ้าๆเหมือนกัน พวกเขาตั้งชื่อโรงเบียร์ว่า brewdog ในปี 2007
.
brewdog ตั้งโรงเบียร์ได้ปีเดียว ถูกคณะกรรมการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของ uk ฟ้อง (ประมาน สสส. เมืองไทยนั่นแหละ) ข้อหาละเมิดกติกาในการทำการตลาด ชักชวนให้คนมาดื่มเบียร์ brewdog ก็แย้งคืน อ้าวไอ้เหี้ย ที่พวกมึงทำมันขัดขวางธุรกิจรายย่อยโว้ย พวกกูมีสิทธิเสรีภาพที่จะทำเบียร์แดกป่ะล่ะ คนจะแดกมันก็มีสมองคิดเองได้น่า กูมีสิทธิ์จะทำโว้ย!
.
brewdog ฟ้อง สสส. อังกฤษ ขึ้นศาลไป 8 เดือน พวกเขาชนะคดี และเป็นต้นกำเนิดการทำตลาดแบบบ้าๆบอๆ กวนส้นตีนของทั้ง 2 คนนี้
.
ปัจจุบัน brewdog กำลังบุกตลาดใหญ่อย่างอเมริกา เป็นแรงบันดาลใจให้บริวเวอรี่เล็กๆทั่วโลก เป็นตัวอย่างของการทำการตลาดแบบกวนส้นตีนไม่แคร์ใคร แต่ได้ใจbeergeek
.
อ่อ ลืมบอกไป ล่าสุดทั้งเจมส์ทั้งมาร์ติน ได้รับการเสนอชื่อให้เข้ารับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากสมเด็จพระราชินีอลิซาเบ็ธที่ 2
.
2. logan plant มีพ่อเป็นนักร้องที่ชื่อว่า robert plant มีแต่คนรู้จักพ่อเขาว่าเป็นนักร้องวง led zeppelin แต่ตัว logan ไม่ได้ชอบดนตรีเลย แต่เขาชอบเบียร์ ชอบแดกบาร์บีคิว ไม่ได้อยากเป็นนักร้องแบบพ่อ แต่อยากเป็นคนต้มเบียร์!
.
โลแกนซื้อหม้อขนาด 50 ลิตร มาลองต้มเบียร์เองในครัวที่บ้าน ทำมั่วไปเรื่อย เรียนรู้ไปเรื่อย เปิดร้านอาหารแนวบาร์บีคิวขึ้นเอง และก็ฝึกหัดทำเบียร์ไปเรื่อยๆ เหตุผลแค่อยากแดกเบียร์อร่อยๆที่ทำขึ้นเองไปพร้อมๆกับแดกอาหารในร้านตัวเอง
.
พอเปิดร้านอาหาร ก็ขยายมาเป็นหม้อขนาด 650 ลิตร เอาแม่งไว้ในครัวนี่ล่ะ ได้เป็น brewpub ขนาดเล็กไปด้วยเลย คนมาแดกก็พูดกันปากต่อปาก เฮ้ย เบียร์ร้านนี้แม่งอร่อยว่ะ
.
โลแกนเริ่มผลิตเบียร์โดยเน้นหลัก pairing กับอาหารในร้านตัวเอง ทำเบียร์ rye ipa ไว้แดกกะซี่โครงหมูแซ่บๆดิวะ ทำ smoked porter ไว้แดกกะหมูรมควันไป เบียร์ของโลแกนเลยมีความพิเศษตรงที่กินกับอาหารแล้วมันเข้ากัน
.
ไปๆมาๆหลังจากทนเสียงรบเร้าไม่ไหว โลแกนตัดสินใจก่อตั้ง beavertown ขึ้นมาที่เขตท็อตแน่มในกรุงลอนดอน ค่อยๆเพิ่มกำลังผลิต จนกลายเป็นโรงคราฟต์เบียร์เบอร์ต้นๆของโลก ทำเบียร์แทบจะทุกสไตล์ครอบจักรวาล
.
3. evin o'riordain เป็นพนักงานขายชีส รู้เรื่องทุกอย่างของชีส สามารถบอกลูกค้าได้หมดว่าชีสมีแบบไหนบ้าง ชีสอะไรควรกินคู่กับอาหารอะไร evin มีงานอดิเรกคือการจิบเบียร์ในช่วงพักผ่อน จนเมื่อเขาได้ไปเที่ยวอเมริกา evin พบว่าเบียร์แม่งทำไมมีเยอะจังวะ ขนาดในผับเล็กๆแม่งยังมีเบียร์เฉพาะของตัวเอง แล้วแม่งเสือกอร่อยอีก เฮ้ย กูอยากลองทำบ้างว่ะ
.
evin ไม่เคยรู้เรื่องการต้มเบียร์มาก่อน เขาเริ่มต้มเบียร์ครั้งแรกก็ปาไปอายุ 30 กว่าๆแล้ว แต่ในเมื่อคนอื่นแม่งต้มได้ ทำไมกูจะทำไม่ได้วะ
.
evin เริ่มเรียนรู้วิธีการทำเบียร์จากอินเตอร์เน็ตและการอ่านหนังสือ ใช้เวลาว่างหลังการขายชีสไปต้มเบียร์เงียบๆ ทำเสร็จก็เอาเบียร์ไปให้เพื่อนๆลองดื่ม พอนานเข้า ฝีมือเริ่มกล้าแกร่ง เพื่อนแม่งบอก เฮ้ย เบียร์มึงแม่งอร่อยว่ะ ต้มขายไปเลยเหอะ ของอร่อยแม่งต้องให้คนอื่นได้แดกสิวะ จะแดกกันเองไปทำหอกอะไร
.
พี่อีวินเลยตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต เลือกเอาห้องว่างเล็กๆใต้ทางรถไฟ (เพราะเป็นที่ๆค่าเช่าถูกที่สุด และส่วนใหญ่เขาเช่าเอาไว้เป็นที่เก็บของกัน ไม่มีใครเขาเช่ามาทำกิจการอะไร) ทำ nano brewery ขนาดย่อม แทบทุกขั้นตอนใช้กำลังคน ฉลากแม่งก็พิมพ์ด้วยตราปั๊มธรรมดา แล้วเอามือแปะ บรรจุขวดก็ใช้เครื่องจีบฝาทำทีละขวด เอาวะ กูทำแม่งบ้านๆแบบนี้ล่ะ ส่งขายแม่งแค่ใกล้ๆก็พอ
.
อ่อ ลืมบอกไป โรงเบียร์พี่อีวินเขามีชื่อว่า the kernel ปัจจุบันได้รับการขนานนามว่าเป็นโรงคราฟต์เบียร์ตัวท็อปของอังกฤษ
------------------------------------------------------------------------
ทั้ง 3 ข้อข้างบน เป็นตัวอย่างของคนมีความฝัน ไม่ได้ตั้งต้นเพราะอยากรวยหรืออยากเมาอย่างเดียว แค่อยากทำเบียร์ดีๆให้คนอื่นได้แดก บางคนก็แค่อยากกินของอร่อยๆแล้วก็อดใจไม่ไหว ของอร่อยมันต้องให้คนอื่นได้แดกด้วยสิวะ บางคนก็อยากพิสูจน์ว่ากูจะทำได้มั้ย ในเมื่อคนอื่นทำได้ กูก็ต้องทำได้

ทั้ง 3 ข้อข้างบนนั้น ไม่มีใครมีต้นทุนสูงส่ง เป็นแค่คนปกติธรรมดาที่ใช้ความอุตสาหะส่วนตัว สร้างสรรค์ความมหัศจรรย์ขึ้นมาได้ ไม่ต้องมีเงินสิบล้านร้อยล้านก็ทำความฝันให้เป็นจริงได้

แต่ถ้าทั้ง 3 คนนี้เกิดเป็นคนไทยขึ้นมาเหรอครับ? ไม่ต้องคิดมากครับ เจอพวกเขาได้ที่โรงพักกะศาลได้เลย