วันอังคาร, ธันวาคม 29, 2558

รายการ รู้เขารู้เรา ภาคต่างประเทศ กับ ดร.สุนัย จุลพงศธร : "พม่าประท้วงศาลไทย:ได้เวลาตรวจสอบระ­บอบศาล"




https://www.youtube.com/watch?v=znN2L_nWIgw&feature=youtu.be

รู้เขารู้เรา ภาคต่างประเทศ สุนัย จุลพงศธร 28 12 2015

Published on Dec 28, 2015
รายการ รู้เขารู้เรา ภาคต่างประเทศ กับ ดร.สุนัย จุลพงศธร ประจำวันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม 2558 ดำเนินรายการโดย Amina ทางเว็บนปช.อียูสวีเดน หัวข้อ "พม่าประท้วงศาลไทย:ได้เวลาตรวจสอบระ­บอบศาลในพระปรมาภิไธย"




หยุดดัดจริตประเทศไทย : งบกระทรวงกลาโหมพุ่งสูง 260% ในเวลา 10ปี แต่จ้องให้ประชาชนร่วมจ่าย co-pay โครงการ '30บาท' แปลว่าอะไร?!?




แม้วมันก็คงคาดไม่ถึงที่ปี 2548 งบกระทรวงกลาโหม ประมาณ 81,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบัน รัฐบาลทหาร คสช.ตั้งงบกระทรวงกลาโหม ปี 2559 พุ่งทะยานถึง 207,719 ล้านบาท

กล่าวคือ งบกระทรวงกลาโหมพุ่งสูงถึง 2.6 เท่า หรือ 260 %
ในเวลาแค่ 10 กว่าปี !! และเพียงแค่ปีเดียวงบพุ่งสูงถึง 8 %

(https://www.facebook.com/stopfakethailand/photos/pb.413982712031817.-2207520000.1451283913./920902174673199/?type=3&theater )

หากพุ่งสูงขึ้นด้วยความเร่งนี้อีก 10 ปีข้างหน้า
งบกระทรวงกลาโหมอาจทะยานไปถึง 550,000 ล้านบาท!!

=================

พอมีคนมาบอกว่า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นภาระทางการคลัง

ในขณะที่งบกระทรวงกลาโหมเพิ่มจากปีที่แล้ว 15,000 ล้านบาท
ปีเดียว 8 % ผมก็ไม่รู้ว่าเค้ากำลังพูดเรื่องบ้าอะไรกันอบู่

เอาไปสร้างหอประชุมใหม่? สร้างพิพิธภัณฑ์ไม้มีค่า? ซื้อเรือดำน้ำ?แต่งตั้งนายพลใหม่? เอาไปถลุงกับ พรบ.กำลังพลสำรอง?
หรือจะเอาไปทุจริตอุทยานราชภักดิ์แบบที่ผ่านๆมาหรือ?

ตัวกองทัพไทย คือ ภาระของประเทศ
ไม่ใช่ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำใช้บัตรทอง เข้าใจให้ตรงกันด้วย

ตัดลดงบกระทรวงกลาโหม เป็นตัวเลือกที่น่าทำเป็นอย่างแรก
ไม่ใช่ให้ประชาชนมา Co-Pay ทำลายหลักประกันสุขภาพ!

==================

ประเทศไทยเราใช้เงิน 1.4 แสนล้านบาทในการประกันสุขภาพ คนไทย48 ล้านคน ประเทศเรามีเงินมากพอแน่นอนโดยไม่เป็นภาระกับทางการคลัง

แต่ก็มีหมอดีๆที่ตั้งใจทำงาน ที่มีปัญหาเรื่องงานที่ล้นมือทำงานกัน OVERLOAD และปัญหาเรื่องอื่นๆสารพัด

ปัญหาพวกนี้น่าจะมาจาก
"การจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอหรือกฏระเบียบบางประการของกระทรวงหรือเปล่า? มาจากการบริหารโรงพยาบาลที่เน้นกำไรมากไปหรือเปล่า? "

เราต้องดูการบริหารโรงพยาบาลด้วย ไม่ใช่โรงพยาบาลใหญ่โต
มีเตียงหลายร้อยเตียง กลางค่ำกลางคืน กลับมีหมออยู่เวร 2 คน

แต่คนไข้ cardiac arrest พร้อมกัน 5-6 คน กลับตามคนมาช่วยไม่ได้ บางรพ.ใช้แรงงานหนักเกินไป แล้วไม่จ่ายตังส์ หมอศัลยแพทย์ลาออกกันหมด แบบนี้บ้างอะไรบ้าง

การบริหารโรงพยาบาลที่ต้องการบัญชีกำไรตัวเขียวมากเกินไป ก็สร้างความเครียดให้กับหมอ พยาบาล และบุคคลากรทางการแพทย์หรือไม่? กลับไปคิดดูกันนะ

ปัญหามันอยู่ที่เงินไม่พอ หรือการจัดสรรงบมันไม่ดี?

ที่แน่ๆไม่ใช่ปัญหาจากประชาชนผู้จ่ายภาษี
หรือคนป่วยไข้จนต้องมาอาศัยบัตรทองแน่นอน

===================

ส่วนเรื่องวัคซีน กับโรคระบาด เป็นเรื่องถัดไป
ข้อมูลอ้างอิงเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี

http://www.senate.go.th/w…/senate/pictures/comm/1825/3.1.pdf

หยุดดัดจริตประเทศไทย

...


1 ปี งบพุ่ง 8 %


ถ้าแรงงานไทยถูกตัดสินประหารชีวิตในต่างประเทศ โดยมีคำถามต่อกระบวนการสอบสวนเหมือนแรงงานพม่า 2 คนนั้น จะมีคนไทยและพระสงฆ์ไทยออกมาประท้วงมากมายเหมือนชาวพม่าและพระสงฆ์พม่าหรือไม่



ไม่แน่ใจว่า ถ้าแรงงานไทยถูกตัดสินประหารชีวิตในต่างประเทศ โดยมีคำถามต่อกระบวนการสอบสวนเหมือนแรงงานพม่า 2 คนนั้น จะมีคนไทยและพระสงฆ์ไทยออกมาประท้วงมากมายเหมือนชาวพม่าและพระสงฆ์พม่าหรือไม่

ผมไม่แน่ใจว่าการตื่นตัวทางการเมืองของคนชั้นกลางในเมืองราวทศวรรษที่ผ่านมาเป็นการตื่นตัวบนสำนึกเรื่อง "ความยุติธรรม" ทางสังคมมากเพียงใด ที่เห็นได้ชัดคือชาวบ้านจากเหนือ อีสานตื่นตัวออกมาชุมนุมทางการเมืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่พวกเขาไม่ได้ถูกนับว่าเป็นปัจเจกบุคคลที่สามารถมีสำนึกในสิทธิทางการเมืองได้ด้วยตนเอง พวกเขาถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือของนักการเมือง พรรคการเมืองโกง

ฉะนั้น เมื่อชาวบ้านเหล่านั้นถูกจับติดคุกจำนวนมาก จึงไม่ได้กระตุ้นมโนธรรมทางสังคมของคนชั้นกลางในเมืองให้ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม นิรโทษกรรมแก่ชาวบ้านเหล่านั้นแต่อย่างใด

สำหรับคนชั้นล่างในสังคมไทย ต่อให้พวกเขาถูกกระทำอย่างอยุติธรรมจากอำนาจรัฐในบ้านของตัวเอง พวกเขาก็ "ไม่ถูกมองเห็น" อยู่แล้ว

ผมจึงรู้สึกว่า การเมืองภาคพลเมืองของพม่าอาจจะก้าวล้ำหน้าไทย เราอาจจะต้องเรียนรู้จากเขา

พูดถึงเรื่องพม่า เราชอบคิดว่าพม่าอยู่ทางทิศตะวันตกของไทย ภูมิประเทศคงจะคล้ายไทย ความจริงไม่ใช่ ส่วนที่อยู่ทางทิศตะวันตกของไทยเป็นเพียงส่วนน้อย ส่วนใหญ่อยู่ทางเหนือ เหนือสุดอยู่เลยเนปาน ภูฐาน บังคลาเทศ มีหิมะตกตามฤดูกาล ไม่ใช่หนาวนิดๆหน่อยเหมือนไทย
-
มวยที่ใช้เท้าเตะ มือชก ขึ้นเข่าฟันหอก เราคิดว่ามีแต่มวยไทย ความจริงพม่าเขาก็ชกเหมือนกัน แถมพม่ายังมีมวยประจำชาติอีกหลายชนิด บางชนิดมีลักษณะเหมือน ยิว ยิดสู ยูโด คาราเต้ คนล้านนาเอามาใช้ เรียกว่า ป๊อด และ เจิง แต่พม่าเขาไม่มั่วเรียกมวยพม่า


สุรพศ ทวีศักดิ์


...

การเมืองภาคพลเมืองพม่าต่อสู้อย่างทรหดกับระบอบที่มิใช่ปชต. มาครึ่งศตวรรษ ตั้งแต่นายพลเนวินยึดอำนาจในปี 2502 วันนี้พวกเขานำหน้าเพื่อนบ้านไปราว 50 ปีเท่านั้นเองครับ

-เราคิดอยู่เสมอว่า พม่ารุกรานไทย ความจริงพม่าไม่เคยรบกับไทย มีแต่เมืองหงห์สา บุกเข้ามายึดเมืองอยุธยา ในตอนนั้น ทหารเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน เชียงราย ก็ยกทัพมาพร้อมกับทหารหงห์สายึดเมืองอยุธยา จะเรียกว่าพม่ายึดไทยไม่ได้ เพราะมีทหารไทยล้านนาช่วยยึดด้วย

Tanet Na Lanna



-
เราถูกมอมเมาว่าพม่าคือศัตรู ความจริงแล้วพม่าไม่รู้เรื่องเลย เพราะพวกเขามองเราเหมือนกับ เขมร ลาว คือเป็นอดีตเมืองขึ้น สรุปง่ายๆคือ พม่าไม่เคยเห็นไทยอยู่ในสายตา เพราะพวกเขาเคยรบกับทหารจีน ทหารมองโกล แถมยังชนะด้วย ไทยเคยที่ไหน

-
แต่มีอยู่ข้อหนึ่งที่ไทยเหมือนกับพม่า คือ คนเชื้อชาติพม่า กับ คนเชื้อชาติไทยแท้หรือสยาม เป็นคนส่วนน้อยของทั้งสองประเทศ พม่ามี ไทใหญ่ กะเหลี่ยง ว้า โกก้าง มอญ อะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะ ส่วนไทยก็มี ลาวๆทั้งหลาย ลาวเฉียง ลาวอีสาน เขมร มาลายู

-
คนล้านนา ถึงแม้ว่าโดยสายเลือดจะเกี่ยวข้องกับไทยสยามหรือไม่ ก็แล้วแต่สยามจะคิด ความจริงก็คือ วิถีชีวิตของคนล้านนาใกล้ชิดกับพม่ามากกว่าไทย เพราะพม่าเคยปกครองล้านนา เกือบ 400 ปี ในขณะที่ไทยพึ่งจะปกครองล้านนาเพียง 200 กว่าปีเท่านั้น (เกวียนที่คนกรุงเทพเรียกเกวียนพม่า และไก่ชนที่คนกรุงเทพเรียกไก่พม่า...นั่นมันเกวียน และไก่บ้านผม ไม่ใช่พม่า)

-
สรุปคือ ไม่ว่าไทยจะมองพม่ายังใง แต่ถ้านับตามประวัติศาสตร์ พม่าเหนือกว่าไทยเยอะ ที่พอจะเทียบเคียงได้ก็มีแต่เขมรเท่านั้น เหตุที่ทำให้พม่าล้าหลังไทย ก็ไม่ใช่อะไรที่ไหน แต่เป็นเพราะเผด็จการอย่างเดียว ถ้าพม่าเป็นประชาธิปไทยมาแต่แรก รับรองไม่เป็นอย่างทุกวันนี้แน่นอน แต่พม่าก็โชคดีที่ไทยเว้นช่วงเป็นเผด็จการเป็นระยะๆ คงจะเป็นการรอพม่าไม่ให้เจริญมากกว่ากันเกินไป..มั้ง

ที่มา FB
ศรีอู๊ด โกสุโท


แผนของทีมกฎหมายฝ่ายโน้น? - มีความพยายามที่จะให้เยาวชนนักข่าวพลเมือง อายุ 15 ปี ขอโทษ บ.ทุ่งคำเพื่อแลกกับการถอนแจ้งความคดีหมิ่นประมาท




มีความพยายามที่จะให้เยาวชนนักข่าวพลเมือง อายุ 15 ปี ขอโทษ บ.ทุ่งคำเพื่อแลกกับการถอนแจ้งความคดีหมิ่นประมาทในวันพรุ่งนี้


รายงานโดย c-reporters ที่มา นักข่าวพลเมือง
28 Dec 2015

เป็นกระแสสังคมที่กำลังถูกจับตามากที่สุดเรื่องหนึ่ง ขณะนี้ ก็คือกรณีที่บ.ทุ่งคำ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประกอบกิจการเหมืองแร่ จ.เลย ฟ้องหมิ่นประมาท เยาวชนนักข่าวพลเมือง อายุ 15 ปี ในการรายงานข่าวบอกเล่าถึงสิ่งแวดล้อมในชุมชนตัวเอง ผ่านช่วงนักข่าวพลเมือง ไทยพีบีเอส

โดยที่ผ่านมา บ.ทุ่งคำ ได้พยายามดำเนินคดีกับเยาวชนนักข่าวพลเมืองคนดังกล่าวทั้ง 2 ทางคือ ขออนุญาตฟ้องผ่านสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเลย และล่าสุด ได้ยื่นฟ้องคดีความอาญา ฐานหมิ่นประมาทที่สถานีตำรวจนครบาลมีน บุรี โดยให้ไปรายงานตัวในวันที่ 30 ธันวาคมที่จะถึงนี้

ล่าสุด วันนี้ ทีมงานนักข่าวพลเมือง ได้รับการเปิดเผยจากนายจิระศักดิ์ ชัยชนะทรัพย์ ผอ.โรงเรียนศรีสงครามวิทยาว่า ที่ปรึกษากฏหมายในฐานะตัวแทนของ บ.ทุ่งคำได้มาเข้าพบและเสนอให้ทางโรงเรียนพาเยาวชนนักข่าวพลเมืองไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเลย โดยมีเป้าหมายให้พูดขอโทษ แล้วจะถอนแจ้งความ

ซึ่งผอ.โรงเรียน ศรีสงครามวิทยา ตกลงจะพาเยาวชนนักข่าวพลเมือง ไปยังสถานพินิจ ตามที่ตัวแทนบ.ทุ่งคำเสนอในวันพรุ่งนี้ เวลา 10.00 น. โดย ยืนยันว่า วิธีดังกล่าว จะเป็นทางออกให้เรื่องนี้จบได้โดยเร็ว

“ นี่เป็นสิ่งที่ดีกับเด็กไม่ใช่ หรือ เด็กก็จะไม่มีคดีติดตัว ส่วนคดีความระหว่างเหมืองกับผู้ใหญ่ก็ให้สู้กันทางกฏหมายในแบบของผู้ใหญ่ ดีกับอนาคตของเด็กเอง” นายจิระศักดิ์ ชัยชนะทรัพย์ สรุป

และนอกจากที่ปรึกษากฏหมายบริษัท ทุ่งคำ จะเข้าพบกับผอ.โรงเรียนศรีสงครามวิทยาในวันนี้แล้ว ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า ที่ปรึกษากฏหมาย บ.ทุ่งคำ ก็ได้พบกับผอ.โรงเรียนศรีสงครามวิทยาในวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา ด้วยเช่นกัน


อ่านอีกครั้ง: จุดยืนของเครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม คนทำค่ายเยาวชนฮักบ้านเจ้าของ “ตอน นักสืบลำน้ำฮวย แท้ๆ แน๊ว” ก่อนเยาวชนชั้นม.4 ถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทเหมือง เหตุสื่อสารข่าวพลเมือง



เครือข่ายคนรุ่นใหม่ฯ ถามหาก'ค่ายเยาวชน'ถูกคุกคาม แล้วสังคมไทยจะเหลือเสรีภาพให้ทำอะไรได้บ้าง

ที่มา นักข่าวพลเมือง
รายงานโดย c-editor 
14 Sep 2015

14 ก.ย. 2558 เมื่อเวลาประมาณ 13.30 น. เครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม และโครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) แถลงข่าวกรณีเหมืองทองคำจังหวัดเลยขู่ฟ้องนักเรียน ม.4 และคณะผู้จัด ‘ค่ายเยาวชนฮักบ้านเจ้าของ ตอน นักสืบลำน้ำฮวยแท้ๆ แน๊ว’ จากการรายงานข่าว ‘นักข่าวพลเมือง: ค่ายเยาวชนฮักบ้านเจ้าของ’ ออกอากาศเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2558 ทางช่องไทยพีบีเอส

รายงานข่าวก่อนหน้านี้ระบุว่า เจ้าหน้าที่จากเหมืองทองคำและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เรียกนักเรียนชั้น ม.4และพ่อแม่ให้ไปพบเพื่อพูดคุย และระบุให้ไปแจ้งความกับตำรวจไว้ว่ามีผู้บอกบทให้พูดกล่าวโทษการทำเหมืองทองคำที่เป็นต้นเหตุให้เกิดมลพิษในลำน้ำฮวยเพื่อจะได้กันไว้เป็นพยาน และจะทำการฟ้องคดีแก่คณะผู้จัดค่ายฯ ทั้งหมดที่มีรูปปรากฏอยู่ในรายการนักข่าวพลเมืองในฐานะที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง รวมทั้งจะฟ้องต่อสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสด้วย

ตัวแทนเครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมร่วมกันอ่านแถลงการณ์ “หยุดทำลายเสรีภาพ หยุดปิดกั้นการเรียนรู้เยาวชน” ระบุว่า ค่ายเยาวชนฮักบ้านเจ้าของ “ตอน นักสืบลำน้ำฮวย แท้ๆ แน๊ว” ที่จัดขึ้น ณ วัดโนนสว่าง บ้านนาหนองบง ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ระหว่างวันที่ 28 – 30 ส.ค. 2558 เป็นค่ายที่ให้เยาวชนในพื้นที่เรียนรู้ประเด็นสภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และภูมิปัญญา ในพื้นที่ 6 หมู่บ้านรอบลำน้ำฮวย เพื่อให้เยาวชนรู้จักตัวตน รู้จักชุมชน และเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับตนเอง เชื่อมโยงเยาวชนกับผู้ใหญ่ในพื้นที่

แต่การดำเนินงานที่ผ่านมาคณะผู้จัดค่ายต้องเผชิญกับแรงกดดันจากทหารและหน่วยงานรัฐ ตลอดเวลาที่ดินเนินงาน อาทิ การพยายามสร้างเรื่องเชื่อมโยงค่ายเยาวชนฮักบ้านเจ้าของเข้ากับสถานการณ์ปัญหาความขัดแย้งเรื่องเหมืองทองในพื้นที่ เป็นการบิดเบือนวัตถุประสงค์ของการจัดค่าย การกดดันให้ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยผุกกลับคำอนุญาตใช้สถานที่ การโทรศัพท์ไปกดดันให้ท่านเจ้าอาวาสวัดโนนสว่าง ไม่ให้คณะผู้จัดฯ ใช้สถานที่ของวัด และโทรศัพท์ไปหาชาวบ้านเรื่องไม่อนุญาตให้มีการจัดค่ายในครั้งนี้ หากจะจัดต้องทำหนังสือขออนุญาต อีกทั้งผู้ใหญ่บ้านภูทับฟ้าได้ประกาศเสียงตามสายไม่ให้เยาวชนไปร่วมค่าย

จนกระทั่งสถานการณ์ล่าสุดที่ผู้ใหญ่บ้านภูทับฟ้าและชายผู้อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่เหมืองแร่ทองคำได้เข้ามาพูดคุยในลักษณะของการข่มขู่ น.ส.วันเพ็ญ คุนนา นักเรียนชั้น ม.4 หนึ่งในผู้เข้าร่วมค่าย

“เหตุการณ์ในครั้งนี้ คณะผู้จัดค่ายตั้งคำถามกับสังคมไทยว่า หากการจัดค่ายเยาวชน ที่มีเจตนาและวัตถุประสงค์ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาเยาวชน ให้รักถิ่นฐานบ้านเกิด กลับถูกคุกคาม คัดค้าน โดยผู้มีอำนาจ แล้วสังคมไทยจะหลงเหลือเสรีภาพให้ทำอะไรอย่างอื่นอีกได้บ้าง” ตัวแทนเครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมระบุ




นอกจากนั้น คณะผู้จัดค่ายแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้ 1.หยุดคุกคาม ข่มขู่หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นเหตุให้เกิดความหวาดกลัวของเยาวชน ครอบครัว และประชาชนในพื้นที่ 2.เจ้าหน้าที่รัฐต้องเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ที่ถูกรับรองโดยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันไว้

3.ทางคณะผู้จัดค่ายฯ ขอยืนยันว่า จะจัดกิจกรรมต่อเนื่องต่อไปตามแผนการเรียนรู้ที่ได้ออกแบบไว้กับเยาวชน และ 4.เหตุการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการจัดค่ายเยาวชนฯ ครั้งนี้ ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของทางคณะผู้จัดในนามของเครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมเท่านั้น

“พวกเราในนามเครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ขอเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ในสังคมได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้การใช้อำนาจ กฎหมาย มาข่มขู่ คุกคาม และปิดกั้นสิทธิเสรีภาพการเรียนรู้ของเด็ก เยาวชน ประชาชนในพื้นที่เกิดขึ้นอย่างนี้อีกต่อไปไม่ว่าที่ไหนก็ตาม” ตัวแทนเครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมกล่าว

ด้าน ศักดิ์สินี เอมะศิริ ผู้ประสานงานทีมข้อมูลและสื่อ กล่าวว่า การผลิตสื่อเป็นเป้าหมายหนึ่งของการเรียนรู้เรื่องการสื่อสารในค่าย และยืนยันว่าเนื้อหาที่ได้มีการสื่อสารออกไปไม่ได้เป็นการบิดเบือน แต่เป็นข้อมูลที่เยาวชนและคนในชุมชนรับรู้อยู่แล้ว ตรงนี้เป็นการแสดงเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออกในสิ่งที่ชาวบ้านมีส่วนได้ส่วนเสียและกระทบต่อความเป็นอยู่ อีกทั้งเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ หากมีใครที่เห็นว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงก็ขอให้มีการชี้แจงและแสดงหลักฐานต่อสาธารณะ

ส่วนดาวัลย์ จันทรหัสดี เจ้าหน้าที่มูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า เป็นสิทธิของชาวบ้านที่จะเฝ้าระวังและเรียนรู้ผลกระทบต่อโครงการต่างๆ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ และประเทศชาติจะได้หรือเสียจากโครงการนั้นๆ ในส่วนของเด็กๆ เองก็ควรมีสิทธิที่จะได้รับการฝึกฝนตนเองเพื่อที่จะเฝ้าระวังสุขภาพ วิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อมที่เขาอยู่

“ทุกคนมีสิทธิที่จะเฝ้าระวังผลกระทบ เป็นสิทธิของมนุษย์ที่จะอยู่อย่างปลอดภัย ทั้งต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิต” ดาวัลย์กล่าว



แถลงการณ์เครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
“หยุดทำลายเสรีภาพ หยุดปิดกั้นการเรียนรู้เยาวชน”

จากเหตุการณ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย. 2558 มีชายอ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่เหมืองแร่ทองคำพร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้านภูทับฟ้าได้เข้ามาพูดคุยในลักษณะของการข่มขู่ น.ส.วันเพ็ญ คุนนา กรณีรายงานข่าวผ่านรายการนักข่าวพลเมืองถึงผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำสู่ลำน้ำฮวย

ในนามเครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ผู้จัดค่ายเยาวชนฮักบ้านเจ้าของ “ตอน นักสืบลำน้ำฮวย แท้ๆ แน๊ว” ที่จัดขึ้น ณ วัดโนนสว่าง บ้านนาหนองบง ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ระหว่างวันที่ 28 – 30 ส.ค. 2558 ซึ่งเป็นค่ายที่ให้เยาวชนในพื้นที่เรียนรู้ประเด็น สภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และภูมิปัญญา ในพื้นที่ 6 หมู่บ้านรอบลำน้ำฮวย เพื่อให้เยาวชนรู้จักตัวตน รู้จักชุมชน และเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับตนเอง เชื่อมโยงเยาวชนกับผู้ใหญ่ในพื้นที่

การดำเนินงานที่ผ่านมาคณะผู้จัดค่ายต้องเผชิญกับแรงกดดันจากทหารและหน่วยงานรัฐ ตลอดช่วงระยะเวลาที่ดำเนินงาน อาทิ 

1.การพยายามสร้างเรื่องเชื่อมโยงค่ายเยาวชนฮักบ้านเจ้าของเข้ากับสถานการณ์ปัญหาความขัดแย้งเรื่องเหมืองทองในพื้นที่ เป็นการบิดเบือนวัตถุประสงค์ของการจัดค่าย จึงทำให้ผู้ใหญ่บ้านไม่อนุญาตให้ทางคณะผู้จัดเข้าไปจัดค่ายในพื้นที่และผู้ปกครองบางส่วนไม่อนุญาตให้เยาวชนเข้าร่วมกิจกรรม

2.การกดดันให้ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยผุก กลับคำอนุญาตใช้สถานที่ของโรงเรียน ในกำหนดการจัดค่ายครั้งแรก ผู้ใหญ่บ้านภูทับฟ้า ได้นำทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองมาเชิญผู้จัดไปชี้แจงกับนายทหารในค่ายศรีสองรัก จนทำให้ค่ายเยาวชนฯ ต้องเลื่อนออกไปโดยอ้างเรื่องความมั่นคงในพื้นที่

3.และการจัดค่ายเยาวชนฮักบ้านเจ้าของ เมื่อวันที่ 28-30 ส.ค. ที่ผ่านมา มีความพยายามของผู้ใหญ่บ้านภูทับฟ้า และนายทหารที่รับผิดชอบในพื้นที่ที่ไม่อยากให้ค่ายเยาวชนฯ นี้เกิดขึ้น โดยการโทรศัพท์ไปกดดันให้ท่านเจ้าอาวาส วัดโนนสว่าง ไม่ให้คณะผู้จัดฯ ใช้สถานที่ของวัด และยังโทรศัพท์ไปหาชาวบ้านเรื่องไม่อนุญาตให้คณะผู้จัดฯ จัดค่ายในครั้งนี้ หากจะจัดต้องทำหนังสือขออนุญาต อีกทั้งผู้ใหญ่บ้านภูทับฟ้าได้ประกาศเสียงตามสายว่าไม่ให้เยาวชนไปร่วมค่าย

สถานการณ์เหล่านี้ เป็นเพียงสถานการณ์บางส่วนที่คณะผู้จัดค่ายต้องเผชิญและแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสถานการณ์ล่าสุดที่ผู้ใหญ่บ้านภูทับฟ้าและชายผู้อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่เหมืองแร่ทองคำได้เข้ามาพูดคุยในลักษณะของการข่มขู่ น.ส.วันเพ็ญ คุนนา นักเรียนชั้น ม.4 หนึ่งในผู้เข้าร่วมค่าย

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะผู้จัดค่ายเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและชอบธรรม การใช้คำพูดข่มขู่ ฉกฉวยโอกาสเอาเปรียบจากการไม่รู้กฎหมายของชาวบ้าน และให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน

เหตุการณ์ในครั้งนี้ คณะผู้จัดค่ายตั้งคำถามกับสังคมไทยว่า หากการจัดค่ายเยาวชน ที่มีเจตนาและวัตถุประสงค์ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาเยาวชน ให้รักถิ่นฐานบ้านเกิด กลับถูกคุกคาม คัดค้าน โดยผู้มีอำนาจ แล้วสังคมไทยจะหลงเหลือเสรีภาพให้ทำอะไรอย่างอื่นอีกได้บ้าง

สุดท้ายนี้คณะผู้จัดค่ายจึงอยากจะขอแสดงจุดยืนของพวกเราที่มีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้ 

1.หยุดคุกคาม ข่มขู่หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นเหตุให้เกิดความหวาดกลัวของเยาวชน ครอบครัว และประชาชนในพื้นที่ 

2.เจ้าหน้าที่รัฐต้องเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ที่ถูกรับรองโดยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันไว้

3.ทางคณะผู้จัดค่ายฯ ขอยืนยันว่า จะจัดกิจกรรมต่อเนื่องต่อไปตามแผนการเรียนรู้ที่ได้ออกแบบไว้กับเยาวชน โดยมีเจตนารมณ์เพื่อพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในพื้นที่ในด้านต่างๆ และที่สำคัญให้พวกเขาเข้าใจรากเหง้า ภูมิปัญหา คุณค่า และรู้รักษาบ้านเกิดของตนเอง 

4.เหตุการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการจัดค่ายเยาวชนฯ ครั้งนี้ ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของทางคณะผู้จัดในนามของเครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมเท่านั้น

สุดท้ายนี้ เราเชื่อว่าค่ายเด็กและเยาวชนเป็นกระบวนการเรียนรู้บนฐานชุมชนที่สำคัญ ยิ่งเป็นพื้นที่ปัญหากระบวนการจัดการเรียนรู้เช่นนี้ยิ่งมีความจำเป็น ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ปลุกสำนึกรักบ้านเกิด เพื่อหาหนทางจัดการความขัดแย้งด้วยความรัก ความรู้ และความเข้าใจอย่างสันติร่วมกัน 

พวกเราในนามเครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ขอเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ในสังคมได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้การใช้อำนาจ กฎหมาย มาข่มขู่ คุกคาม และปิดกั้นสิทธิเสรีภาพการเรียนรู้ของเด็ก เยาวชน ประชาชนในพื้นที่เกิดขึ้นอย่างนี้อีกต่อไปไม่ว่าที่ไหนก็ตาม

“พื้นที่คนรุ่นใหม่ พื้นที่เสรีภาพ” 
เครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
14 กันยายน 2558



ประเทศตอแหลแลนด์นี้มันช่างดูถูกประชาชนจริงๆ - 'หอเอียง' สมชัย ยันตั้งลูกชาย เป็น ผช.เลขาฯ ไม่ขัดระเบียบกกต. จ่อได้ค่าตอบแทน2หมื่นต่อเดือน




สมชัย ยันตั้งลูกชาย เป็น ผช.เลขาฯ ไม่ขัดระเบียบกกต. จ่อได้ค่าตอบแทน2หมื่นต่อเดือน

“สมชัย”ยันตั้งลูกชายเป็นผช.เลขาฯไม่ขัดระเบียบกกต. ปัดพาไปดูงานตจว.-สนง.แจงเป็นเรื่องทำได้-จ่อได้รับ2หมื่นบาทต่อเดือน

ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่ที่มีการแต่งตั้ง นายปริญ ศรีสุทธิยากร บุตรชายเป็นผู้ช่วยเลขานุการประจำกกต.และมีการเบิกค่าใช้จ่ายในการไปปฏิบัติหน้าที่ที่ต่างจังหวัด ว่า การแต่งตั้งบุตรชายมาเป็นผู้ช่วยเลขานุการนั้นได้ดำเนินการตามระเบียบและขั้นตอนที่ถูกต้อง แต่กรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่าได้มีการทำเรื่องเบิกค่าใช้จ่ายเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ที่ต่างจังหวัดนั้น บุตรชายของตนไม่ได้เดินทางไปด้วย เข้าใจว่าเป็นข้อมูลที่คาดเคลื่อน อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่เรื่องนี้เป็นประเด็นนั้น ตนก็ยังไม่ได้พูดคุยอะไรกับบุตรชาย แต่ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล ซึ่งรายละเอียดขอให้ฝ่ายเลขาหรือสำนักบริหารทั่วไปเป็นผู้ชี้แจง

นายบุณยเกียรติ รักชาติเจริญ รักษาการแทนเลขาธิการกกต. เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่านายสมชัย ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมสำนักงานกกต.ประจำจังหวัดปทุมธานีและจังหวัดสระบุรี โดยมีนายปริญ เดินทางไปปฏิบัติงานด้วย และการขออนุมัติเดินทางในครั้งนี้ โดยได้รับสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติงานตามระเบียบกกต.ว่าด้วยที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ ประจำประธานกกต.และกกต. พ.ศ. 2556 ประกอบระเบียบกกต.ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติงานพ.ศ. 2550 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 สำนักงานกกต. ขอชี้แจงว่าข้อเท็จจริงกรณีการแต่งตั้งนายปริญ ผู้ช่วยเลขานุการประจำกกต. สามารถแต่งตั้งได้ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบกกต.ว่าด้วยที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ ประจำประธานกกต.และกกต. พ.ศ. 2556 ทั้งนี้ในการเดินทางดังกล่าวมีผู้ร่วมเดินทางจำนวน 4 คน ได้แก่ ที่ปรึกษาประจำกกต. ผู้เชี่ยวชาญฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัย และพนักงานขับรถยนต์ ร่วมเดินทางเท่านั้น โดยไม่มีนายปริญ ร่วมเดินทางแต่อย่างใด แต่หากร่วมเดินทางไปด้วยจริง ก็สามารถใช้สิทธิเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปปฏิบัติงาน วันละ 250 บาท จึงเป็นไปตามระเบียบกกต.ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติงาน พ.ศ. 2550 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 และไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด


ด้านนายธนิศร์ ศรีประเทศ ผู้ทรงคุณวุฒิกกต. กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ของกกต. แต่ละคนนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการแต่งตั้งทีมงาน โดยต้องเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ ประจำประธานกรรมการการเลือกตั้งและกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๕๖ และการเลือกบุคคลมาปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวนั้นเป็นสิทธิของกกต.แต่ละคน เป็นธรรมดาที่การเลือกจะเป็นการเลือกคนที่ไว้ใจได้ ตำแหน่งที่อยู่ในตามระเบียบนี้ไม่ใช่มาเป็นพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน จึงมีลักษณะเหมือนกับว่าไม่ใช่การจ้างงาน แต่เป็นการมาทำงานให้และมีค่าตอบแทนเป็นรายเดือน ดังนั้น กกต.แต่ละคนจึงมีสิทธิเสนอชื่อแต่งตั้งหรือจะให้พ้นจากตำแหน่งตอนไหนก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม และก็ได้มีการกำหนดแล้วว่าหากกกต.พ้นจากตำแหน่ง ทีมงานของกกต.คนนั้นก็ต้องพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย เนื่องจากไม่ใช่เจ้าหน้าที่ประจำ อีกทั้งก่อนแต่งตั้ง กกต.ก็ต้องดูแล้วว่าไม่ใช่เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตามที่ระเบียบกำหนด ประเด็นนี้จึงมองว่าเป็นเรื่องปกติ หากดำเนินการตามระเบียบก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีอะไรเสียหาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ ประจำประธานกกต.และกกต. พ.ศ. ๒๕๕๖ ในส่วนของผู้ช่วยเลขานุการได้กำหนดคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามระบุ อาทิ มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่นเช่นเดียวกับพนักงานและลูกจ้างของสำนักงานตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล มีคุณสมบัติพิเศษอื่นหรือมีประสบการณ์ตามที่ประธานกรรมการหรือกรรมการเห็นสมควร แล้วแต่กรณี โดย กกต.แต่ละคนนั้นจะสามารถมีผู้ช่วยเลขานุการได้ 2 ตำแหน่งต่อคน

ส่วนค่าตอบแทนต่อเดือนนั้นจะเป็นไปตามวุฒิการศึกษา คือ ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี 15,000 บาท ระดับปริญญาตรี 20,000 บาท และสูงกว่าระดับปริญญาตรี 23,000 บาท ซึ่งไม่ได้มีการกำหนดว่าตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการต้องมีวุฒิการศึกษาเฉพาะด้านอย่างไรบ้าง รวมทั้งยังได้สิทธิประโยชน์อื่น อาทิ ประกันสุขภาพเบี้ยประกันไม่เกิน 20,000 บาท ต่อคนต่อปี และบำเหน็จตอบแทนเป็นเงินจ่ายครั้งเดียวเมื่อพ้นจากตำแหน่ง โดยคำนวณจากค่าตอบแทนรายเดือนคูณด้วยจำนวนปีในการดำรงตำแหน่ง สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติงานนั้นผู้ช่วยเลขานุการมีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติงานเช่นเดียวกับพนักงานปฏิบัติงานระดับกลาง

อย่างไรก็ตาม วุฒิการศึกษาของนายปริญ นั้น จบการศึกษาระดับมัธยมที่ ร.ร.สวนกุกลาบวิทยาลัย ส่วนระดับอุดมศึกษา ที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภาควิชาภาพยนตร์

...

เรื่องเกี่ยวข้อง...

ระบบตั้งลูกเป็นเลขา แย่กว่าสภาผัวเมีย
http://news.voicetv.co.th/thailand/304569.html




รัฐทหารถอยไม่ได้ ทายท้าวิชามาร





คำพูดประยุทธ์ คำยัวะ โวยวาย ท่าทีทั้งหลายในช่วงปีใหม่ตั้งแต่แถลงผลงานไปถึง "ช็อปช่วยชาติ" สะท้อนอะไร สะท้อนจุดยืนที่ "ไม่ถอยแน่" และถอยไม่ได้ ยังไงๆ กองทัพและเครือข่ายอนุรักษ์นิยมก็ต้องมีอำนาจเหนือการเมืองไปอีกหลายปี ไม่ว่าจะมีเลือกตั้งหรือไม่มีเลือกตั้ง ไม่ว่า รธน.จะร่างออกมาอย่างไร ผ่านไม่ผ่าน นี่คือการเตรียมครองอำนาจยาว ไม่ว่า 1.อยู่ต่อ 2.คลอด รธน.เลือกตั้งพิธีกรรมใต้กองทัพครอบงำ

ภาพรวมทั้งปี จนปีหน้า จะเป็นอย่างนี้ เพียงแต่ขั้นต้นจะชี้ใน 3 เดือนว่าเอา รธน.มีชัยหรือไม่เอา ด้านหนึ่งต้องยอมรับว่ามันเป็นอุดมคติและผลประโยชน์ของสถาบันกองทัพ ไม่ใช่ตัวบุคคล อำนาจจึงเป็นเอกภาพเป็นปึกแผ่น แต่อีกด้านหนึ่งมันเป็นอุดมคติกึ่งพุทธกาลที่ย้อนแย้งโลกสมัยใหม่ ไม่มีทางอยู่รอดได้ ผลที่จะออกมา ซึ่งน่าจะเห็นภาพชัดขึ้นในปีหน้าคือความยืดเยื้อและเสียหายที่ยังจบไม่ลง


Atukkit Sawangsuk

ooo


ที่มา ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์
2015-12-28

ใบตองแห้ง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “ยัวะ” สื่อวิจารณ์รัฐบาลแถลงผลงานมีแต่น้ำไม่มีเนื้อ “รัฐบาล คสช.ปี 59 จะรอดไหม มึงอย่ามาเขียนไม่สร้างสรรค์” ท่านพูดย้ำเหมือนที่พูดทั้งปีว่าคสช.เข้ามาทำให้ประชาชนมีความสุข เข้ามาแก้ปัญหาประเทศ เข้ามาปฏิรูป แต่กลับโดนด่าทุกวันเป็นนนทก โดนเขกหัวทุกวันไม่เป็นธรรม

ฟังเหมือนน่าเห็นใจ เพราะท่านคิดว่าตัวเองเสียสละเข้ามาแบกรับปัญหาทุกอย่าง ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังคิดระยะยาววางยุทธศาสตร์ 20 ปี วางรากฐานทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ค่านิยม ทั้งพูดทั้งแต่งเพลงอบรมสั่งสอนประชาชน ก็ยังไม่ค่อยจะมีคนฟัง ท่านเรียกร้องทุกคนไม่ให้ขัดแย้งกัน ให้เชื่อฟังท่าน ให้กำลังใจท่าน โดยท่านยังถามในรายการคืนความสุขว่า รัฐบาลอุตส่าห์ทำงานขนาดนี้แล้ว ประชาชนทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง

แต่คนจำนวนไม่น้อยก็พูดสวนแบบที่ท่านคงฉุนกึกว่า “ใครใช้ให้เข้ามา” ทหารเป็นใคร อาศัยอะไรจึงถือปืนเข้ามายึดประเทศ “ปฏิรูป” กำหนดโครงสร้างวางอนาคตประเทศตามทัศนะของตน ให้ประชาชนต้องเดินตามไปชั่วลูกชั่วหลาน

พูดอย่างนี้ไม่ได้ปฏิเสธ “ความหวังดี” แต่ถามจริง ทหารเป็นเจ้าของประเทศแต่ผู้เดียวหรือ ทหารรักชาติบ้านเมืองมีคุณธรรมดีงามมีสมองล้ำเลิศกว่าชาวบ้านทั้งหมดหรือ ถึงได้คิดว่ามีแต่ตัวเองเท่านั้นเป็น “ผู้เสียสละ” ผู้หวังดี ที่ประชาชนต้องเชื่อฟังเดินตามไม่ต้องเห็นต่าง แล้วจะมีความสุข ประชาชนมีหน้าที่ทำมาหากิน ช็อปปิ้งลดภาษี ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ รอรัฐบาลทหารปฏิรูปประเทศเสร็จก่อน เดี๋ยวท่านอนุญาตให้เลือกตั้งค่อยมาเลือกตั้งกันอย่างพับเพียบเรียบร้อย

คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์สะท้อน “อุดมคติของสถาบันกองทัพ” รัฐประหารครั้งนี้ไม่ใช่แค่เข้ามารักษาความสงบชั่วคราว เพื่อให้สังคมหาทางออกร่วมกันเพื่อกลับสู่การเลือกตั้ง แต่รัฐประหารครั้งนี้ต้องการใช้ช่วงเวลาที่มีอำนาจอยู่ กำหนดโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ศิลปวัฒนธรรม การศึกษา ฯลฯ ให้เป็นไปตามอุดมการณ์อนุรักษนิยมของกองทัพ อย่างรอบด้านมั่นคงถึงรากซึ่งเราได้เห็นบ้างแล้วในปีครึ่งที่ผ่านมา และจะเข้มข้นขึ้นตลอดเวลาที่เหลืออยู่

ยิ่งนานวันยิ่งชัดเจนว่า “อุดมคติของสถาบันกองทัพ” ถอยออกจากอำนาจไม่ได้ แม้ตัวบุคคลอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ไม่สืบทอดอำนาจ แต่สถาบันกองทัพต้องมีอำนาจเหนือการเมืองอีกยาวนาน เพื่อไม่ให้ใครมาทำลายอุดมการณ์อนุรักษนิยมที่ฝังโครงสร้างไว้

ในด้านหนึ่ง ก็ทำให้กองทัพมั่นคงเป็นเอกภาพ เพราะรัฐประหารครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคลแต่เป็นอุดมคติ รวมทั้งผลประโยชน์ของสถาบันกองทัพ (งบประมาณ ตำแหน่ง อำนาจ อภิสิทธิ์ ไม่ถูกตรวจสอบ)

แต่อีกด้านหนึ่ง ก็สร้างความขัดแย้งกับสังคมสมัยใหม่ ซึ่งพัฒนาไปไกลกว่าโลกของกองทัพ ตั้งแต่ทัศนะต่อความมั่นคง เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ไปจนค่านิยม วิถีชีวิต สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความถูกผิดดีงาม ฯลฯ ซึ่งทหารถูกปลูกฝังให้คิดอย่างเดียวกัน คิดเหมือนบรรพชนยุคกึ่งพุทธกาล

ความขัดแย้งครั้งนี้จึงหาทางลงได้ยาก จบได้ยาก ยืดเยื้อยาวนานมาก กระทบประเทศทุกด้าน เฉพาะหน้าสะท้อนออกในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องวางฐานอำนาจกองทัพและเครือข่ายอนุรักษนิยมให้อยู่เหนืออำนาจเลือกตั้งแทบไม่ต่างกับอยู่ในอำนาจต่อไป ซึ่งทำให้มีปัญหาว่าจะผ่านประชามติหรือไม่ ผ่านไม่ผ่านจะทำอย่างไร และผ่านหรือไม่ผ่านก็ขัดแย้งรุนแรงขึ้นอยู่ดี

'วิโรจน์' ชี้บัตรทองไม่เคยเป็นภาระงบประมาณรัฐ - ประยุทธ์' ฉุน คนปูดข่าวยกเลิก 30 บาท แจงแค่ปรับวิธี ขู่ใครไม่จบมีเรื่องแน่

http://news.voicetv.co.th/thailand/303930.html

'วิโรจน์' ชี้บัตรทองไม่เคยเป็นภาระงบประมาณรัฐ


by Anuthee Djthevaporn
26 ธันวาคม 2558
Voice TV

วิโรจน์ ณ ระนอง ชี้โครงการหลักประกันสุขภาพ ไม่เคยเป็นภาระที่เกินตัว สำหรับงบประมาณรัฐ และเป็นเรื่องปกติที่รัฐจะใช้จ่ายเพื่อโครงการด้านสาธารณสุขให้ประชาชน ทั้งนี้ หากไม่ต้องการให้เป็นภาระโรงพยาบาล ก็อาจเพิ่มงบจ่ายต่อหัวคนไข้ เพื่อชดเชยให้โรงพยาบาลได้

ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวถึงกรณีแนวความคิด ให้ประชาชนต้องร่วมจ่าย ในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค โดยชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆในโครงการ ควรต้องมาความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ ว่าต้องการให้มีโครงการดังกล่าวต่อไปหรือไม่

ทั้งนี้ ดร.วิโรจน์ ชี้ว่าปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข คิดเป็นเพียงประมาณร้อยละ 4 ของ GDP โดยเป็นส่วนที่รัฐต้องจ่ายในโครงการบัตรทอง เพียงประมาณร้อยละ 2 เท่านั้น ซึ่งนับตั้งแต่มีโครงการนี้ขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน สัดส่วนงบประมาณที่รัฐต้องจ่ายด้านสาธารณสุข ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นสูงอย่างมีนัยยะสำคัญมากนัก

ทั้งนี้ ดร.วิโรจน์ เห็นว่าข้อวิจารณ์ที่มีต่อโครงการบัตรทอง ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการให้โรงพยาบาลเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย โดยรัฐบาลจ่ายชดเชยให้เพียงหัวละ 2,000 บาทเท่านั้น อย่างไรก็ดี ปัญหาดังกล่าว สามารถแก้ได้ด้วยการเพิ่มงบประมาณภาครัฐในโครงการดังกล่าว ให้สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของทุกปี โดยเฉพาะในส่วนของเงินชดเชยต่อหัวคนไข้ให้กับโรงพยาบาล ซึ่งต่อให้มีอัตราการเพิ่มที่มากกว่าอัตราการเติบโตของ GDP ก็ยังไม่ถือเป็นภาระงบประมาณที่หนักเกินไป

ooo


http://news.voicetv.co.th/thailand/304680.html

'ประยุทธ์' ฉุน คนปูดข่าวยกเลิก 30 บาท แจงแค่ปรับวิธี ขู่ใครไม่จบมีเรื่องแน่

by Wiroon Pleejun
28 ธันวาคม 2558
Voice TV

'ประยุทธ์' ฉุน คนปูดข่าวยกเลิก 30 บาท แจงแค่ปรับวิธีป้องรพ.เจ๊ง อย่างน้อยทุกคนต้องได้สิทธิ์เท่าเดิม แต่หาวิธีการให้มันดีขึ้น ขู่ใครไม่จบมีเรื่องแน่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในระหว่างไปเป็นประธานเปิดอาคารด่านพรมแดนสะเดา จ.สงขลาโดยกล่าวถึงโครงการบัตรทอง 30 บาทว่า ใครพูดว่าจะเลิกโครงการ ใคร พูดมาสิว่าใครพูด จะได้ไปด่าถูก ใครเขาจะเลิก อะไรที่เกี่ยวข้องกับคน ถามว่าเลิกได้หรือไม่ มันจะมีปัญหาอะไรก็ต้องสู้ต่อ ตนเพียงต้องวิธีการว่า ทำอย่างไร ให้มันดีขึ้น 30 บาทรักษาทุกโรค จากเดิมได้รายหัวคนละพันกว่าบาท จากนั้นขึ้นมา 3 พันกว่าบาท แล้วคนไปเข้าโรงพยาบาลทีหนึ่ง ใครเดือดร้อน โรงพยาบาลขาดทุน ต้องปิดโรงพยาบาล แต่ตนให้เลิกโครงการไม่ได้ จึงต้องให้ไปหาวิธีการ อย่างน้อยทุกคนต้องได้สิทธิ์เท่าเดิม แต่หาวิธีการให้มันดีขึ้น

"ผมจะไปเลิกได้ไง อย่ามาหาเรื่องให้ผมทะเลาะกับท่าน อะไรที่อยากให้ผมเลิก อยากได้อะไรอีก จำนงจำนำเอาอีกไหม อันนี้ให้ไม่ได้ อะไรที่ให้ได้ก็จะให้ มันต้องมีกติกา ถ้าท่านคิดจะมีรัฐสวัสดิการดีๆ ประชาชนรักมากๆ ท่านต้องหาเงินให้กับประเทศได้เก่งกว่านี้ อย่าทำโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ ประเทศที่เขารวยกว่านี้ยังทำไม่ได้เลย คิดสิว่าเพราะอะไร เขามองปัญหาเรื่องงบประมาณ แต่ของเราเมื่อทำไปแล้วก็ทำไป แต่ผมจะหาเงินเพื่อให้มันทำได้และดีกว่าเดิม และจะเอาจากไหน ใครช่วยได้ก็ช่วยมา ใครรวยก็ช่วยมา จนก็ไม่ต้องช่วย งบประมาณเราก็ให้ได้เท่าเดิม ประกาศครั้งสุดท้าย ผมไม่พูดอีกแล้ว ใครก็อย่ามาพูดอีก ขอพุดให้กระจ่าง ผมจะไม่ยกเลิกนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเป็นของใครไม่รู้ และอย่าพูดอีก ใครพูดจะโดน มีเรื่องแน่"นายกฯกล่าว


วันจันทร์, ธันวาคม 28, 2558

ตูน ธเนตร อนันตวงษ์ ผู้ต้องหาเล่าประสบการณ์ถูกคุมตัวที่มทบ. 11

http://news.voicetv.co.th/thailand/304305.html

ผู้ต้องหาเล่าประสบการณ์ถูกคุมตัวที่มทบ. 11

by รุ่งโรจน์ อรุณเจริญพร
28 ธันวาคม 2558
ที่มา Voice TV

ผู้ที่ถูกควบคุมตัวตามคำสั่ง คสช. และทนายความ เล่าประสบการณ์ต่อสถานการณ์ละเมิดสิทธิประชาชนในการควบคุมตัวบุคคลโดยมิชอบตามหลักการว่าด้วยสิทธิมนุษยชนสากล

นายธเนตร อนันตวงษ์ ผู้ต้องหาที่เคยถูกควบคุมตัวจากโรงพยาบาลขณะกำลังรักษาตัว ไปอยู่ในพื้นที่มณฑลทหารบกที่ 11 เป็นเวลาถึง 7 วันโดยไม่อนุญาตให้ติดต่อทั้งญาติและทนาย ร่วมเล่าประสบการณ์การถูกควบคุมตัวในงานเสวนา "ว่าด้วยสิทธิของผู้ต้องหา" โดยเปิดเผยว่า ระหว่างที่ถูกควบคุมนั้นแม้จะได้รับการดูแลตามสมควร แต่เวลาส่วนใหญ่ต้องใช้ไปกับการถูกซักข้อมูลด้วยความเชื่อของเจ้าหน้าที่ ว่า เป็นหนึ่งในผู้นำนักศึกษาและแอดมินเพจเฟซบุ๊คขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ทั้งๆ ที่เป็นเพียงผู้เข้าร่วมกิจกรรมเท่านั้น

ด้านนางสาวเยาวลักษณ์ อนุพันธ์ หัวหน้าศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เห็นว่า ตามกติกาสากล หรือ ตามกฎหมายอาญาปกติ การควบคุมตัวผู้ต้องหาต้องมีหมายจับ โดยต้องควบคุมตัวในสถานที่เฉพาะ และต้องแจ้งให้ญาติและทนายความทราบ

แม้แต่การค้นสถานที่ก็ต้องมีหมายค้นตามกระบวนการ แต่หลังวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมาการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่กลับละเลยสิทธิเหล่านี้

มวยคู่เอกระหว่าง "การคืนภาษี จากค่ายประชารัฐ" กับ "30บาทรักษาทุกโรค จากค่าย ประชานิยม"





มวยคู่เอกระหว่าง
"การคืนภาษี จากค่ายประชารัฐ" กับ
"30บาทรักษาทุกโรค จากค่าย ประชานิยม"
มาดูกันว่าอย่างไหน จะถูกใจคนรวย-คนจน ครับ

โครงการคืนภาษี เป็นการคืนเงินให้กับประชาชน จากยอดใช้จ่ายไม่เกิน15,000บาท (ไม่ใช่คืนเงิน15,000บาทนะครับ คืนตั้งแต่ 0บาทจนถึง5พันกว่าบาท คนรวยมากได้เงินคืนมาก คนจนมาก จ่ายเต็ม ไม่คืนเงินให้ครับ) ซึ่งผู้เกี่ยวข้อง ออกมายืนยันแล้วว่า ไปเที่ยวอาบอบนวด ก็ลดหย่อนภาษีได้ ตามกฏเกณฑ์นี้ครับ

1. คนจนที่ฐานรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ต้องเสียภาษี จะไม่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้เลยแม้แต่บาทเดียว
2. คนที่มีเงินเดือนน้อย แต่อยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษี(5%) สามารถลดหย่อนได้ .05 x 15,000 =750บาท
3. คนรวยสุดๆ ประเภทได้รับเงินเดือน เดือนละ 3-4แสนบาท จะได้รับการลดหย่อนถึง 5,250บาท

หลักการคนละเรื่องกับ "โครงการขวัญใจคนจน 30บาทรักษาทุกโรค" เลยครับ โครงการ30บาท เป็นการใช้เงินภาษีที่เก็บได้ มาลงเป็นกองกลาง สำหรับการรักษาพยาบาล คนจนไม่มีรายได้พอที่จะเสียภาษี ก็สามารถใช้บริการได้ และที่ผ่านมาคนยากคนจนนี้แหละ ที่มาใช้บริการ 30บาทเยอะที่สุด

ก่อนหน้าที่จะมีโครงการ30บาท คนยากคนจนที่ไม่มีสตางค์เพียงพอ ที่จะเข้าถึงการรักษา พ่อแก่แม่เฒ่าเป็นโรคหัวใจ,ความดัน, เส้นเลือดอุดตัน ฯลฯ สมัยก่อนไม่มีเงินเป็นหมื่นเป็นแสนไปรักษา ก็ต้องปล่อยไปตามยถากรรม ได้โครงการประชานิยมนี่แหละ ที่ทำให้อยู่กับลูกหลานได้ยาวนานขึ้น

ส่วนคนรวยที่มีรายได้4-5ล้านต่อปี มีเงินล้นฟ้า เขาไม่มาใช้สิทธิ์ในโครงการนี้หรอกครับ มีเงินรักษาโรงพยาบาลเอกชนอยู่แล้ว ไม่มาเบียดเบียนโครงการช่วยเหลือคนจน เป็นการกระจายความสุข แบ่งเบาความทุกข์ ที่เหมาะสมคลาสสิคที่สุด ตามแบบฉบับสังคมไทย

ผมก็ไม่รู้ว่าคนรวยหน้าไหน ที่ไปเสนอหน้าหลอกท่านผู้นำฯ ให้ทำโครงการประเภท ลงอ่างยกเว้นภาษีแบบนี้นะครับ..!! คนรวยได้ประโยชน์ เที่ยวอาบอบนวดถูกลง คนยิ่งจนก็ยิ่งได้ประโยชน์น้อยลงเรื่อยๆ ส่วนคนจนมากไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ยิ่งทำรัฐบาลก็ยิ่งเสียครับแบบนี้

เป็นเผด็จการฯอยากทำอะไร ประชาชนเขาไม่กล้าว่าครับ อยากจะบอกว่าตัวเองได้รับความนิยม 99.5% ประชาชนก็ยอมเป็นคน 0.5%ครับ ไม่มีใครกล้าเถียง ดังนั้นอยากทำอะไร ก็เอาที่ท่านสบายใจละกัน

อีกกี่ปีจะเลือกตั้งเขาก็จะรอ เลือกคนที่รัก-เลือกพรรคฯที่ชอบครับ ประชาธิปไตยกลับมาเมื่อไหร่ นโยบายอุ้มคนรวย-ไม่ช่วยคนจน ไม่มีวันชนะ โครงการประชานิยมได้หรอกครับ ประวัติศาสตร์มีให้เห็นกันอยู่แล้ว บอกไว้ตั้งแต่วันนี้เลย


Oak Panthongtae Shinawatra



 

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน : 10 คดีเด่นในศาลทหารประจำปี 2558




ที่มา Thai Lawyers for Human Rights
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ปี 2558 นับเป็นขวบปีที่สองแล้วที่พลเรือนจำนวนมากยังคงถูกนำตัวขึ้นศาลทหาร ภายใต้ระบอบการปกครองของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ความผิดตามมาตรา 112, มาตรา 116 และความผิดตามประกาศหรือคําสั่งคสช. ยังคงถูกนำมาใช้กล่าวหาต่อการเคลื่อนไหว หรือการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชาชนที่ไม่ได้กระทำการเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ถูกกล่าวหาด้วยความผิดฐานมีหรือใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ก็ถูกนำขึ้นพิจารณาในศาลทหารจำนวนมากเช่นกัน จากสถิติของกรมพระธรรมนูญที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับข้อมูลมา ระบุว่าตั้งแต่ 22 พ.ค.57-30 ก.ย.58 มีคดีของพลเรือนที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหารจำนวน 1,408 คดี คิดเป็นจำนวนผู้ต้องหาและจำเลยรวมแล้ว 1,629 คน¹

ในรอบปี 2558 ศูนย์ทนายฯ รับคดีเพิ่มเติมจำนวน 42 คดี รวมเป็นคดีทั้งหมดในความรับผิดชอบจำนวน 69 คดี นับแต่การรัฐประหาร ในโอกาสสิ้นปีนี้ ศูนย์ทนายฯ จึงรวบรวม 10 คดีเด่นในศาลทหาร ซึ่งพอจะเป็นตัวแทนภาพรวมของปัญหากระบวนการยุติธรรมภายใต้การปกครองของคสช. ตั้งแต่การริเริ่มคดีในการกล่าวหาบุคคลว่ากระทำความผิดโดยเจ้าหน้าที่ทหาร การใช้อำนาจในการจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ทหาร การเข้าร่วมสอบสวนโดยทหาร การสั่งฟ้องโดยอัยการทหาร การพิพากษาคดีโดยตุลาการศาลทหาร ไปจนถึงการคุมขังในเรือนจำภายในค่ายทหาร ทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ทหาร จนกล่าวได้ว่ากระบวนการยุติธรรมวันนี้มีสภาพกลายเป็น “กระบวนการยุติธรรมลายพราง” คดีเด่นๆ ในรายงานนี้จึงเป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งที่จะสะท้อนถึงสภาพกระบวนการนี้ที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ในปีที่ผ่านมา

1.คดีผู้ชุมนุมน้อยที่สุด : กรณีพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพเดินเท้าเพื่อเข้าให้การเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน

วันที่ 14-16 มี.ค.58 พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ กลุ่มพลเมืองโต้กลับได้ทำกิจกรรม “พลเมืองรุกเดิน” โดยเดินจากบ้านพักย่านบางบัวทองไปยังสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน เพื่อเข้าให้การเพิ่มเติมในคดีเลือกตั้งที่รัก(ลัก)ในวันที่ 16 มี.ค.58 ที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน โดยในวันที่ 14 มี.ค.58 พันธ์ศักดิ์มีเป้าหมายเดินเท้าจากบางบัวทองมายังสะพานลอยหน้าสำนักพิมพ์ไทยรัฐ แต่ระหว่างทางกลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล้อมจับขึ้นรถตู้และนำตัวมาส่งยังสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันโดยไม่ให้เดิน เป็นเหตุให้วันต่อมานายพันธ์ศักดิ์เริ่มต้นเดินอีกครั้งจากหมุดของ “เฌอ” บริเวณซอยรางน้ำ ไปยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งทำให้ระหว่างทางมีคนนำดอกมามอบให้กำลังใจในการต่อสู้คดี

นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ตำรวจสภ.บางบัวทองได้ตั้งแถวสกัดและเข้าเจรจาให้นายพันธ์ศักดิ์ขี้นรถไปยังสน.ปทุมวัน หลังจากเดินออกจากบ้านได้ไม่นานนัก ภาพโดย Banrsdr Photo

นายพันธ์ศักดิ์ถูกจับกุมในวันที่ 26 มี.ค.58 ก่อนการจัดกิจกรรมพลเมืองรุกเดิน#2 และถูกดำเนินคดีในความผิดตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่องต่อรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จากการเดินในวันที่ 15 มี.ค.58 นับเป็นการจับกุมดำเนินคดีต่อกิจกรรมที่มีผู้ชุมนุมจำนวนน้อยที่สุด คือเพียงหนึ่งคน แต่กลับถูกดำเนินคดีในข้อหาชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ตามประกาศคสช.ฉบับที่ 7/2557 รวมถึงข้อหาการสร้างผลกระเทือนต่อความมั่นคงตามมาตรา 116 แม้จะเป็นเพียงการเดินเท้าเพียงคนเดียวไปให้การเพิ่มเติมจากการถูกดำเนินคดีอยู่แล้วก็ตาม

2.คดีที่ฝากขังดึกที่สุด: กระบวนการฝากขังขบวนการประชาธิปไตยใหม่ที่ยาวนานข้ามคืน

วันที่ 26 มิ.ย.58 ถือเป็นค่ำคืนที่ยาวนานสำหรับกลุ่มนักศึกษาและประชาชนขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งประกอบด้วยนักศึกษากรุงเทพฯ และกลุ่มดาวดินจากขอนแก่น รวม 14 คน หลังจากเวลาประมาณ 17.30 น. ทั้ง 14 คน ถูกควบคุมคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจเกือบร้อยนาย ที่เข้าปิดล้อมสวนเงินมีมา ของมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ตามหมายจับศาลทหารจากกรณีการทำกิจกรรมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในวันที่ 25 มิ.ย.58 ในฐานความผิดฝ่าฝืนการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5คนขึ้นไป ตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58

ทั้งหมดถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง เพื่อทำบันทึกการจับกุม แต่มีปัญหาโต้แย้งข้อเท็จจริง ซึ่งขบวนการประชาธิปไตยใหม่ต้องการให้ระบุในบันทึกจับกุมว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารร่วมปฏิบัติการจับกุมด้วย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยินยอม จึงยังไม่มีการลงชื่อในบันทึกจับกุมในวันนั้น ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงนำตัวทั้งหมดไปฝากขังยังศาลทหารในคืนนั้น โดยระหว่างกระบวนการฝากขัง บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าไปยังศาลทหารเพื่อร่วมกระบวนการดังกล่าวได้ แม้คดีดังกล่าวจะไม่ได้สั่งพิจารณาลับก็ตาม มีเพียงทนายความ เจ้าหน้าที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฝ่ายการนักศึกษาที่สามารถเข้าไปได้

ปกติแล้วศาลทหารจะเปิดทำการเพียงเวลา 16.30 น. แต่ในวันดังกล่าว ศาลทหารกลับเปิดรอรับคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนจนถึงเวลาประมาณ 22.00 น. และกว่ากระบวนการขอฝากขังและคัดค้านการฝากขังทั้งหมดจะเสร็จสิ้น ก็เป็นเวลาประมาณ 00.30 น.แล้ว นับเป็นเวลาทำการฝากขังดึกที่สุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในศาลใด และเป็นการพิสูจน์ความเป็นอิสระและเป็นกลางของศาลทหารได้เป็นอย่างดี


ภาพจำลองเหตุการณ์ฝากขังกลุ่ม NDM ที่ศาลทหารในคืนวันที่ 26 มิ.ย.2558

นอกจากนี้ ภายหลังการฝากขังเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดยพล.ต.ท.ชยพล ฉัตรชัยเดช ได้ขอเข้าตรวจค้นรถของนางสาวศิริกาญจน์ เจริญศิริ ทนายความ เพื่อขอตรวจค้นโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาทั้ง 14 ราย แต่เนื่องจากทนายความเห็นว่าพนักงานสอบสวนได้อยู่ร่วมกับผู้ต้องหามาตั้งแต่เวลา 17.00 น.จนถึง 00.30 น.โดยมิได้ขอตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจากผู้ต้องหาและไม่สามารถตอบได้ว่าต้องการสิ่งใดในโทรศัพท์มือถือ จึงไม่อนุญาตให้ทำการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการยึดรถและผนึกรถด้วยกระดาษ A 4 ทำให้เจ้าหน้าที่จากศูนย์ฯ ต้องนอนเฝ้ารถคันดังกล่าวบริเวณหน้าศาลทหารตลอดทั้งคืน

3.คดีระเบิดหน้าศาลอาญา : จำเลยอย่างน้อย 4 ราย ร้องเรียนการถูกซ้อมทรมาน

สืบเนื่องจากเหตุระเบิดศาลอาญาในตอนค่ำของวันที่ 7 มี.ค.58 โดยคดีนี้มีผู้ต้องหาทั้งหมด 14 ราย ผู้ต้องหา 4 ราย ในความรับผิดชอบศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ร้องเรียนว่าถูกซ้อมทรมานระหว่างการสอบสวน ได้แก่ นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน² นายชาญวิทย์ จริยานุกูล นายนรพัฒน์ เหลือผล และนายวิชัย อยู่สุข โดยรูปแบบการซ้อมทรมาน เช่น การชกต่อย การกระทืบบริเวณศีรษะ ทรวงอก หลัง และข่มขู่ว่าจะทำร้าย เพื่อให้ได้ซึ่งข้อมูลจากผู้ต้องหากลุ่มดังกล่าว นอกจากนี้ผู้ต้องหาบางรายยังโดนช็อตด้วยไฟฟ้า โดยเฉพาะของนายสรรเสริญที่ระบุว่าตนเองโดนช็อตที่ต้นขาถึง 30-40 ครั้ง และปรากฏร่องรอยดังกล่าวบริเวณผิวหนัง ระหว่างการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก ทางศูนย์ทนายฯ ได้ทำหนังสือถึงพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนคดี ขอให้รวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการซ้อมทรมานกรณีนายสรรเสริญ แต่ภายหลังได้รับหนังสือตอบจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลว่า บาดแผลของนายสรรเสริญสันนิษฐานว่าเกิดจาก “การกระทบหรือล้มไปกระทบกับสิ่งของไม่มีคม แต่ไม่อาจยืนยันได้ว่าบาดแผลดังกล่าวเกิดจากสาเหตุใด” แม้ว่าในรายงานตรวจสอบของพนักงานสอบสวนนั้น จะปรากฏบันทึกการตรวจร่างกายผู้ต้องหาโดยแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจและทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ จะระบุว่าพบรอยแผลไฟไหม้ก็ตาม

ตั้งแต่หลังการรัฐประหาร ศูนย์ทนายฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการซ้อมทรมานระหว่างการถูกควบคุมตัวทั้งหมด 19 ราย ซึ่งข้อร้องเรียนระบุว่ามีการซ้อมทรมานเกิดขึ้นระหว่างการควบคุมตัวเจ็ดวันภายใต้กฎอัยการศึก หรือคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่3/58 ซึ่งไม่มีบุคคลภายนอกเข้าไปตรวจสอบได้ และเมื่อมีการซ้อมทรมานเกิดขึ้น ก็ไม่สามารถเข้าถึงพยานหลักฐาน รวมถึงเมื่อเกิดข้อร้องเรียนขึ้นแล้ว ยังมีปัญหาในการสอบสวนที่ขาดความเป็นอิสระและเป็นกลาง คดีระเบิดหน้าศาลอาญาจึงเป็นอีกคดีหนึ่งซึ่งมีผู้ต้องหาร้องเรียนปัญหาการซ้อมทรมานจำนวนมากในคดีเดียวกัน

ภาพรอยบาดแผลตามร่างกายของสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน

ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม

นอกจากศูนย์ทนายฯ จะได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีการซ้อมทรมานจำเลยระหว่างการสอบสวนในคดีระเบิดศาลอาญาแล้ว คดีนี้ยังเป็นอีกคดีหนึ่งที่กระบวนการยุติธรรมเกิดความล่าช้าอย่างมาก โดยศาลทหารได้นัดสอบคำให้การจำเลยทั้งหมดครั้งแรก เมื่อวันที่ 9 พ.ย.58 ซึ่งห่างจากวันที่อัยการได้ส่งฟ้องตั้งแต่ 5 มิ.ย.58 เป็นเวลา 5 เดือน คดีนี้ยังเกิดปัญหาฝ่ายโจทก์ฟ้องซ้อนกับจำเลยในคดีบางราย ทำให้การสอบคำให้การต้องเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 19 ม.ค.2559 ซึ่งทำให้จำเลยในคดีซึ่งยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ³ ต้องรอกระบวนการดังกล่าวมาเป็นเวลาอย่างน้อย 7 เดือน โดยยังไม่ได้เริ่มพิจารณาคดี นอกจากนั้นคดีของพลเรือนที่ขึ้นสู่ศาลทหารและมีการสืบพยานตั้งแต่ภายหลังการรัฐประหารเป็นต้นมา ประสบปัญหาความล่าช้าในการนัดสืบพยานหลายคดี เนื่องจากศาลทหารไม่มีการกำหนดวันนัดสืบพยานทั้งหมดในคดีไว้ตั้งแต่วันนัดพร้อม แต่จะเป็นการนัดหลังสืบพยานเสร็จเป็นครั้งๆ ไป แต่ละนัดห่างกันกว่าเดือน และมักจะสืบพยานกันเพียงครึ่งวันเช้าหรือบ่ายเท่านั้น หลายครั้งพยานบางปากต้องมาให้การในศาลถึง 2-3 วัน ทำให้กระบวนการพิจารณาคดียืดเยื้อยาวนาน

4.ใช้กฎหมายความมั่นคงมาดำเนินคดีต่อการวิจารณ์ตัวบุคคล: คดีโพสต์ประยุทธ์โอนเงิน

ตลอดปีที่ผ่านมาเกิดการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ซึ่งบัญญัติอยู่ในหมวดความมั่นคง มาใช้ในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพการแสดงออก โดยเฉพาะจากการวิพากษ์วิจารณ์ คสช.หลายกรณี และหนึ่งในกรณีที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมของปีนี้ นางรินดา พรศิริพิทักษ์ได้ถูกจับกุมและดำเนินคดีด้วยข้อหาปลุกปั่นยุยง ตามมาตรา 116 และนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กกล่าวหาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาและภรรยา ว่ามีการโอนเงินออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งรินดายอมรับว่าได้โพสต์ข้อความดังกล่าวจริง แต่เห็นว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ตามปกติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีคนที่ผ่านมาๆ ก็เกิดกรณีลักษณะนี้มาก่อน

วันที่ 21 ธ.ค.58 ศาลทหารกรุงเทพมีความเห็นว่าคดีของรินดาไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 116 เป็นเพียงคดีหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ศาลจึงจะทำความเห็นส่งให้ศาลอาญาพิจารณาขอบเขตอำนาจศาล และนัดมาฟังความเห็นและคำสั่งศาลต่อไป ทั้งนี้หากศาลอาญามีความเห็นตรงกับศาลทหาร จะส่งผลให้คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจพิพากษาของศาลทหาร4

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่ามาตรา 116 ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหนึ่ง ในกรณีที่บุคคลอาจกระทำความผิดที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทผู้มีอำนาจในรัฐบาลหรือคสช.แทนที่เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีในฐานความผิดดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ทหารกลับนำมาตรา 116 มาใช้ในการกล่าวหา เพื่อให้คดีดังกล่าวขึ้นสู่การพิจารณาของศาลทหาร อาทิเช่น คดีพลเมืองรุกเดินของพันศักดิ์ ศรีเทพ คดีชญาภา ซึ่งโพสต์ข้อความเกี่ยวกับการปฏิวัติซ้อน หรือล่าสุดกรณีการโพสต์เกี่ยวแผนผังการทุจริตอุทยานราชภักดิ์ รวมถึงคดีนี้ซึ่งศาลทหารเองมีความเห็นแล้วว่าเป็นเพียงคดีหมิ่นประมาทฯ ซึ่งหากศาลทหารมีความเห็นในแนวทางดังกล่าวก็สามารถไม่รับฟ้องคดีประเภทดังกล่าวในอนาคตตั้งแต่ต้น

5.โทษจำคุกหนักที่สุดในประวัติศาตร์ : คดีมาตรา 112 ของ ‘พงษ์ศักดิ์’ จำคุก 60 ปี

วันที่ 7 สิงหาคม 58 อาจนับเป็นวันที่ “โหดร้าย” ที่สุดในรอบปีนี้ เมื่อศาลทหารได้ทำ “สถิติ” ใหม่ถึงสองครั้งในวันเดียวกัน คือการพิพากษาคดีมาตรา 112 ด้วยโทษจำคุกสูงที่สุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์

ในช่วงเช้าวันนั้น ศาลทหารกรุงเทพฯ พิพากษาจำคุก ‘พงษ์ศักดิ์’ จากกรณีถูกกล่าวหาว่าโพสต์เฟซบุ๊กเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 ในชื่อ ‘samparr’ จำนวน 6 ข้อความ โดยให้จำคุกกรรมละ 10 ปี รวมจำคุก 60 ปี แต่เนื่องจากให้การรับสารภาพ จึงลดโทษจำคุกเหลือ 30 ปี ขณะเดียวกันในช่วงบ่าย ศาลทหารเชียงใหม่ได้พิพากษาจำคุก ‘ศศิวิมล’ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าโพสต์เฟซบุ๊กเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 ในชื่อ ‘รุ่งนภา คำภิชัย’ จำนวน 7 ข้อความ ศาลให้จำคุกกรรมละ 8 ปี รวมจำคุก 56 ปี ให้การรับสารภาพ จึงเหลือจำคุก 28 ปี

ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นการเพิ่มอัตราโทษอย่างหนักหน่วงของศาลทหารในคดีมาตรา 112 จากเดิมในศาลยุติธรรม อัตราโทษต่อกรรมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5 ปี แต่ในศาลทหารอัตราโทษถูกทำให้เพิ่มสูงขึ้นไปที่กรรมละ 8-10 ปี อีกทั้งการฟ้องร้องคดียังมีลักษณะของการนับจำนวนกรรมจากข้อความบนเฟซบุ๊กเป็นรายข้อความ ทำให้ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาด้วยจำนวนหลายกรรมอย่างไม่เคยมีมาก่อน และนำไปสู่การทำให้ความผิดจากการ “แสดงความคิดเห็น” มีโทษที่หนักหน่วงจนน่าตกใจ ในปีหน้านี้ ยังมีคดีที่น่าจับตาว่าจะมีการพิพากษาด้วยโทษที่สูงอีกคดีหนึ่ง ได้แก่ คดีของ ‘อัญชัน’ ในศาลทหารกรุงเทพฯ ซึ่งถูกกล่าวหาจำนวนถึง 29 กรรม จากกรณีอัพโหลดและเผยแพร่คลิปของ ‘บรรพต’ ขึ้นบนเว็บไซต์ยูทูป

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : 10 คดีเด่นในศาลทหารประจำปี 2558 ตอนที่ 2

1 เปิดสถิติการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร
2 สรรเสริญได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการคดีนี้และประวัติชีวิตตน โดยย่อไว้ ที่ “เบื้องหลัง ‘สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน’ ไม่รับสารภาพ คดีระเบิดหน้าศาล”
3 มีเพียงธัชพรรณ ปกครอง ที่ศาลทหารอนุญาตให้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 500,000 บาท ไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน เนื่องจากขณะนั้นเธอกำลังตั้งครรภ์อยู่เป็นเวลา 7 เดือนแล้ว และยังเป็นโรคธาลัสซีเมียอีกด้วย
4 ศาลทหารชี้คดีรินดาโพสประยุทธ์โอนหมื่นล้านไม่เข้าม.116 แต่เป็นคดีหมิ่นประมาทฯ


ooo




ที่มา Thai Lawyers for Human Rights
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
6. คดีพิศวงและชวนสยอง: ความตายระหว่างควบคุมตัวภายในเรือนจำชั่วคราวฯ มทบ.11²

ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2558 ปรากฏเหตุการณ์ที่นับได้ว่าน่าพิศวงและสร้างความสยองในรอบปีนี้ ภายหลังเกิดกระแสข่าวการควบคุมตัวนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ เมื่อวันที่ 16 ต.ค.58 ตามมาด้วยการปฏิเสธการควบคุมตัวโดยพล.ต.ต.อัคราเดช พิมลศรี ผู้บังคับการปราบปราม แต่ต่อมาในวันที่ 21 ต.ค.58 นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา และเลขานุการของนายสุริยัน กลับถูกนำตัวมาทำการฝากขังที่ศาลทหาร ในข้อหาตามมาตรา 112 และถูกนำตัวไปควบคุมยังเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี ไม่กี่วันต่อมา กลับปรากฏการเสียชีวิตของพ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา ในวันที่ 23 ต.ค.58 โดยสาเหตุถูกระบุว่าเป็นการผูกคอตนเองตาย อีกทั้งในวันที่ 7 พ.ย.58 นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ก็เสียชีวิตตามมา โดยถูกระบุสาเหตุว่ามีอาการติดเชื้อในกระแสเลือด ข้อมูลทั้งหมดมาจากแถลงการณ์ของกรมราชทัณฑ์และเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งไม่อาจถูกตรวจสอบได้โดยบุคคลภายนอก เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นภายในเรือนจำภายในค่ายทหาร และทั้งสองกรณีไม่ปรากฏว่าญาติได้รับแจ้งให้เข้าร่วมกระบวนการชันสูตรพลิกศพ รวมไปจนถึงการพิธีเผาศพในทันที โดยไม่มีพิธีกรรมสวดศพตามความเชื่อในพุทธศาสนา

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่าปัญหาดังกล่าว เกิดจากการใช้อำนาจควบคุมตัวบุคคลตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 โดยไม่เปิดเผยสถานที่และไม่ให้ญาติหรือทนายความเข้าเยี่ยมได้ รวมไปถึงการจัดตั้งเรือนจำชั่วคราวขึ้นภายในเขตมณฑลทหารบกที่11 ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวขาดการตรวจสอบถ่วงดุลโดยบุคคลภายนอก เมื่อเกิดการละเมิดสิทธิจึงไม่สามารถตรวจสอบได้ จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการตรวจสอบที่ชัดเจนถึงสาเหตุในการเสียชีวิตของบุคคลทั้งสอง คดีนี้จึงนับเป็นคดีที่น่าพิศวงและชวนสยองติดอันดับคดีหนึ่ง


ลำดับจากขวาไปซ้าย พ.อ.พิสิษฐ์ศักดิ อิศรางกูร ณ อยุธยา, สุริยัน สุจริตพลวงษ์, พล.ต.สุชาติ พรมใหม่ และพ.อ.คชาชาต บุญดี

7. คดีที่มีการคุกคามการทำหน้าที่ทนายความอย่างร้ายแรง: “คดีเตรียมป่วน Bike for Dad”²

ปลายเดือนพฤศจิกายน 2558 ขณะที่กำลังมีการเตรียมจัดงานปั่นเพื่อพ่อ (Bike for Dad)ปรากฏข่าวว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมด 9 ราย ซึ่งมีพฤติการณ์ในการวางแผนสร้างสถานการณ์ปั่นป่วนงานสำคัญในหลายพื้นที่ ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ ผู้ต้องหา 4 ใน 9 ราย เป็นจำเลยในคดีขอนแก่นโมเดล ซึ่งมีเบญจรัตน์ มีเทียน เป็นทนายความ โดยนายธนกฤต ทองเงิน เพิ่ม หนึ่งในผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดลและคดีนี้อยู่ระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำขอนแก่น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้โทรศัพท์ในการร่วมกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา

วันที่ 29 พ.ย.58 เบญจรัตน์ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับพล.ต.วิจารณ์ จดแตง ในฐานะหัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานกฎหมาย คสช. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน เนื่องจากเหตุการออกหมายจับธนกฤต ทำให้หลังจากการแจ้งความดังกล่าวเบญจรัตน์ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์ติดตามนับสิบสาย

ต่อมาในวันที่ 30 พ.ย.58 ภายหลังเบญจรัตน์ มีเทียนเข้าเยี่ยมลูกความที่เรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี กลับถูกกักตัวไม่ให้ออกจากเรือนจำจนต้องอาศัยช่วงจังหวะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจากองบังคับการปราบปรามมาติดตามตัววิ่งหนีออกมา แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจยังติดตามเบญจรัตน์และไปนั่งเฝ้าเบญจรัตน์หน้าห้องพิจารณาคดี และขอให้เข้ามายังกองบังคับการปราบปรามเพื่อให้ถอนแจ้งความ แต่เบญจรัตน์ปฏิเสธ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าพบนายธนกฤตข่มขู่ว่าเขาแจ้งความเท็จ และให้เขาเซ็นถอนแจ้งความ โดยเสนอที่จะถอนหมายจับเขาเป็นการแลกเปลี่ยน วันที่ 8 ธ.ค.58 พล.ต.วิจารณ์ จดแตง พร้อมด้วย พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมาย คสช. ยังเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับทนายความเบญจรัตน์ ในความผิดฐาน แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน และข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา


ทนายความเบญจรัตน์ มีเทียนให้สัมภาษณ์สื่อภายหลังจากดำเนินการฟ้องร้องที่ศาลอาญาฐานแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาท ต่อพล.ต.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่ฝ่ายกฎหมาย คสช. และ พ.ต.ท.มิ่งมนตรี ศิริพงษ์ หัวหน้าพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ภาพโดย Banrsdr Photo


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการคุกคามการทำหน้าที่ทนายความอย่างร้ายแรง ทั้งการคุกคามระหว่างเข้าพบลูกความและสอบข้อเท็จจริงที่เรือนจำชั่วคราวฯ การติดตามของพนักงานสอบสวนให้ดำเนินการถอนแจ้งความ และการถูกแจ้งความดำเนินคดีกลับ จากการทำหน้าที่ทนายความให้นายธนกฤต ทองเงินเพิ่ม ทั้งหมดอาจส่งผลให้ทนายความมีความหวาดระแวงในการทำหน้าที่ต่อไป อีกทั้งหลักการที่ว่าผู้ต้องหาต้องได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจำมีคำพิพากษาถึงที่สุด อันเป็นหัวใจของกระบวนการยุติธรรม ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครอง หากผู้ต้องหาไม่อาจเข้าถึงทนายความได้

8. คดีประหลาด: กรณีหมิ่นสุนัขทรงเลี้ยง

หนึ่งในคดีที่สร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมและตกเป็นข่าวไปทั่วโลก คือการจับกุมนายฐนกร ศิริไพบูลย์ด้วยข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 โดยพิจารณาฐานความผิดตามกฎหมายแล้ว อาจไม่รู้สึกว่าคดีนี้มีความแปลกประหลาด เพราะนับแต่ที่ คสช.ยึดอำนาจก็ได้มีการดำเนินคดีในฐานความผิดเหล่านี้อย่างเอิกเกริก แต่หากจะบอกว่าฐนกรถูกจับเพราะการกดไลค์ภาพบนเฟซบุ๊ก การโพสต์เสียดสีสุนัขทรงเลี้ยง และการแชร์ผังทุจริตอุทยานราชภักดิ์ อาจจะพอทำให้เครื่องหมายคำถามลอยวนไปเวียนมาอยู่ในใจใครหลายคนได้บ้าง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี แม้หลักกฎหมายอาญาจะระบุว่าต้องตีความกฎหมายโดยเคร่งครัด แต่สำหรับการตั้งข้อกล่าวหาต่อฐนกรในคดีนี้มีลักษณะการขยายการตีความมาตรา 112 ให้ครอบคลุมไปถึงสุนัขทรงเลี้ยง อีกทั้งเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจยังออกมากล่าวโดยพร้อมเพรียงกันว่า แค่กด “ไลค์” ข้อความที่เข้าข่ายความผิดมาตรา 112 ก็ถือว่ามีความผิดตามมาตรานี้ไปด้วย ยิ่งพาให้ประชาชนตระหนกตกใจกันไปทั้งเมืองว่าเสรีภาพการแสดงออนไลน์ยุคนี้ยังมีอะไรเหลืออยู่บ้าง ในปีหน้าจึงน่าจับตาว่าทั้งพนักงานสอบสวน อัยการทหาร และศาลทหาร จะมีความเห็นต่อกรณีนี้อย่างไรต่อไป จะสร้างบรรทัดฐานของการตีความกฎหมายขยายความในลักษณะนี้หรือไม่ อย่างไร


นายฐนกร ศิริไพบูลย์ ขณะถูกนำตัวกลับเรือนจำหลังฝากขังผัดแรกเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2558 ภาพโดย Banrsdr Photo

9. คดีลักหลับ: คดีโพสต์ข้อความปฏิวัติซ้อน

ควบคุมตัวจากบ้านไปค่ายทหารอย่างเงียบๆ อัยการสั่งฟ้องอย่างเงียบๆ และพิพากษาในวันนัดสอบคำให้การอย่างเงียบๆ สำหรับคดีของชญาภา จำเลยในคดีโพสต์ข่าวลือในทำนองว่าจะมีการปฏิวัติซ้อนบนเฟซบุ๊ก ทำให้ถูกกล่าวหาด้วยมาตรา 116 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พร้อมกับเพิ่มข้อหามาตรา 112 จากข้อความอื่นที่มีการโพสต์ด้วย การดำเนินกระบวนการยุติธรรม ‘อย่างเงียบๆ’ เช่นนี้อาจไม่ถึงขั้นลักหลับ ถ้าหากชญาภาจะไม่ได้แต่งทนายความเข้ามาในคดีนี้อยู่แล้ว และศาลทหารกรุงเทพจะนำตัวจำเลยมาในวันที่ฟ้องคดีเช่นเดียวกับศาลยุติธรรม รวมถึงแจ้งวันนัดให้ทั้งจำเลย ญาติจำเลย หรือทนายความทราบล่วงหน้า

กรณีของชญาภานั้น เนื่องจากจำเลยอยู่ในการควบคุมของทัณฑสถานหญิงกลาง ศาลทหารกรุงเทพจึงไม่นำตัวจำเลยมายังศาลในวันที่มีการฟ้องคดี ซ้ำยังไม่อนุญาตให้ทนายความคัดถ่ายสำเนาคำฟ้องในครั้งแรก โดยอ้างว่าศาลต้องส่งคำฟ้องไปให้จำเลยอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ในวันนัดสอบคำให้การศาลยังได้พิพากษาจำคุกจำเลย โดยที่จำเลยทราบล่วงหน้าว่าต้องมาศาลในคืนก่อนวันนัดไม่กี่ชั่วโมง ขณะทนายความซึ่งไปติดตามนัดหมายคดีที่ศาลทหารมาโดยตลอดจนถึงก่อนวันนัดหนึ่งวัน ก็ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ศาลทหารเพียงว่าคดีของชญาภานั้นยังไม่กำหนดวันนัด ทำให้วันรุ่งขึ้นที่นัดสอบคำให้การ ชญาภาถูกนำตัวมาศาลทหารกรุงเทพและมีการพิจารณาพิพากษาคดีโดยปราศจากทนายความในกระบวนการ ทั้งศาลยังยกคำร้องขอคัดค้านกระบวนพิจารณามิชอบของทนายความในกรณีดังกล่าว ส่วนตัวชญาภาแจ้งแก่ทนายความว่าเพิ่งได้รับเอกสารหมายนัดหลังกลับไปทัณฑสถานหญิงกลางในวันที่มีการพิพากษา นับเป็นคดีที่สะท้อนให้เห็นปัญหาในทางปฏิบัติในการอำนวยความยุติธรรมของศาลทหารได้เป็นอย่างดี แต่ผลเสียทั้งหมดกลับตกอยู่กับประชาชน

10. คดีจับกุมคนป่วย: กรณีธเนตร อนันต์วงษ์ ถูกอุ้มจากโรงพยาบาลสิรินธร

ข่าวที่อยู่ในความสนใจของประชาชนช่วงเดือนสุดท้ายของปี 2558 คงต้องมีเรื่องการตัดตู้รถไฟขบวนของนักศึกษา-นักกิจกรรมที่เดินทางไปในกิจกรรม ‘นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง’ ติดอันดับเข้ามาด้วยอย่างแน่นอน แม้วันนั้น ผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมด 36 คน จะได้รับการปล่อยตัวกลับบ้าน ทว่ารัฐบาล คสช. กลับใช้วิธีตามเช็คบิลย้อนหลังรายบุคคล และธเนตร อนันตวงษ์ คือหนึ่งใน 36 คน ที่โดนคดีนำร่องไปก่อนใครเพื่อน

วันที่ 13 ธ.ค. 2558 ธเนตรอยู่ระหว่างเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสิริธร เขาถูกควบคุมตัวไปโดยเจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบ กว่า 6 วัน โดยไม่มีใครทราบชะตากรรม แม้เพื่อนจะพยายามติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอนำยาไปให้ธเนตร ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้พบ ทำให้ ‘จ่านิว’ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ต้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวธเนตร เนื่องจากถูกควบคุมตัวมิชอบ ต่อศาลอาญาถึง 2 ครั้ง แต่ศาลกลับยกคำร้องโดยไม่ดำเนินการไต่สวนผู้ร้องทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 ระบุว่า ให้ศาลดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวโดยด่วน ถ้าศาลเห็นว่าคำร้องนั้นมีมูล ศาลมีอำนาจสั่งผู้คุมขังให้นำตัวผู้ถูกคุมขังมาศาลโดยพลัน นับเป็นการยอมรับอำนาจคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/58 โดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ว่าเป็นการควบคุมตัวบุคคลโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ทำให้ตลอดเวลาที่ธเนตรถูกควบคุมตัวโดยญาติและทนายความไม่สามารถเข้าพบได้นั้น อาจจะทำให้ไม่ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเพียงพอ รวมถึงสุ่มเสี่ยงต่อการซ้อมทรมานและบังคับให้สูญหายอีกด้วย


ธเนตร อนันตวงษ์ เข้ารับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลหลังถูกปล่อยตัวจากเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรีเมื่อคืนวันที่ 18 ธ.ค.2558 ภาพโดย Banrsdr Photo

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : 10 คดีเด่นในศาลทหารประจำปี 2558 ตอนที่ 1


¹ เปิดสถิติการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร

² ความเห็นศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนต่อการตั้งเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี และต่อการตายของพันตำรวจตรีปรากรม วารุณประภา และนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์

³ ประมวลเหตุการณ์คดีผู้ต้องหาวางแผนป่วนกิจกรรม Bike for Dad

OMG - 'บักดอน' แถลงผลงาน ยืนยันไม่เคยละเมิดสิทธิ

http://news.voicetv.co.th/thailand/303549.html

กต.แถลงผลงาน ยืนยันไม่เคยละเมิดสิทธิ

by Anuthee Djthevaporn
25 ธันวาคม 2558

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลงานครบรอบ 1 ปี ของกระทรวงการต่างประเทศ โดยในช่วงหนึ่ง ได้กล่าวตัดพ้อ ว่าทูตหลายประเทศ ไม่เข้าใจความจำเป็นของประเทศไทย ที่ต้องปกครองด้วยรัฐบาล คสช. และยืนยันว่าไม่เคยมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น

การทำงานต่อจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศ จะเดินหน้าเผยแพร่ให้นานาประเทศได้เข้าใจสภาวะในประเทศไทย และการปฏิรูปตามโรดแมป ไม่ให้เกิดข้อกังขากับการดำเนินงานของรัฐบาล

...



Wanchalearm Satsaksit



กดไลค์ติดคุก มีประเทศไหนบ้าแบบนี้บ้าง บักดอน
นั่งรถไฟโดนจับ มีประเทศไหนบ้าแบบนี้บ้าง บักดอน
ชูสามนิ้ว ถูกจับ มีประเทศไหนบ้าแบบนี้บ้าง บักดอน
จัดกิจกรรมรำลึกรปห.อย่างสันติ ถูกจับ
มีประเทศไหนบ้าแบบนี้บ้าง บักดอน
วิจารณ์รัฐบาลโจรทหารปล้นอำนาจ ทหารมาถึงบ้าน
มีประเทศไหนบ้าแบบนี้บ้าง บักดอน
บักดอน บักหัวขั่ว บักขี้เมี่ยง บักขี้คังคาก


วิวาทะ 'โครงการบัตรทอง' ว่าด้วย 'ชนชั้น' 'หมอ' 'เหล้า' และ 'คนจน'




ที่มา FB

Pinkaew Laungaramsri 



โดยส่วนตัวดิฉันก็ยังยืนยันว่า ความเห็นของหมอทั้งสองท่านด้านล่างนี้ สะท้อนนัยสำคัญทางชนชั้นที่มีในวาทกรรมว่าด้วยเหล้าในวงการสาธารณสุข ในความสัมพันธ์กับโครงการบัตรทองที่สำคัญ และควรแก่การถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์ และเห็นแย้งต่อสเตตัสของบางท่านที่มองว่าความเห็นดังกล่าว เป็นเพียงทัศนะส่วนบุคคล





แม้ว่า โครงการบัตรทอง หรือประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะเป็นโครงการที่พลเมืองสามารถเข้าถึงได้ทุกคน แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่า ประชากรกลุ่มหลักที่พึ่งพาโครงการสุขภาพดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางระดับล่างที่มีรายได้ต่ำกว่าคนกลุ่มอื่นๆ จะเรียกพวกเขาว่าจนหรือไม่ก็ตามที เพราะผู้ที่มีรายได้สูงขึ้นมา หรือผู้ที่มีฐานันดรอภิสิทธิ์เช่นข้าราชการ ย่อมเข้าถึง/ใช้สิทธิที่ดีกว่าของประกันสังคม ราชการ หรือหากรวยขึ้นมาหน่อย ก็มักซื้อประกันสุขภาพที่ไม่ต้องไปรอคิวอันยาวเหยียดและร้อนตับแตกในรพ.ของรัฐ สามสิบบาทจึงโครงการของชาว "รากหญ้า" ดังที่หมอสงวนได้เคยกล่าวเอาไว้




ความสำคัญของความเห็นของหมอทั้งสองคนนี้ จึงอยู่ที่ทัศนะคติที่พวกเขามีต่อเหล่าชนชั้นล่างรากหญ้า พวกที่เป็นโรคอันเนื่องมาจากการสูบบุหรี่ กินเหล้า (หรืออุบัติเหตุของพวกแว้นท์และสก๊อยต์) ที่หมอ ซึ่งสังกัดวงการสาธารณสุข เห็นว่าเป็น"ความสิ้นเปลือง"ของบริการทางการแพทย์




อันที่จริง ทัศนะที่ว่า คนจน มักกินเหล้า และทำให้ไม่มีเงินเก็บ และดังนั้นจึงจนต่อไป หรือเกิดโรค "ที่ทำตัวเอง" ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมันสอดคล้องเป็นอย่างดีกับวิธีคิดที่มีมานานของฝ่ายบริหารด้านสาธารณสุขของสสส ที่มีอีลีทหมอ ยึดหัวหาดนั่งบริหารงานอยู่มาช้านาน การรณรงค์ภายใต้ธง "จน เครียด กินเหล้า" ที่มาตั้งแต่ปี 2548 และการเลิกเหล้า เลิกจนของสสส.ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ชนบทไทยทั่วประเทศ

ภายใต้ทัศนะคติแบบนี้ คนร่ำรวยที่ติดเหล้า(แพง) ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าคนชนชั้นอื่น ไม่เคยถูกมองว่าเป็นปัญหา นั่นก็เพราะคนเหล่านี้ มีอำนาจซื้อมากพอที่ไม่จำเป็นต้องต้องพึ่งพาบริการภาครัฐ และดังนั้นจึงเป็นกลุ่มคนที่ไม่ “สิ้นเปลือง” และไม่เคยอยู่ในเป้าหมายของการรณรงค์เรื่องเหล้าของพวกสาธารณสุข

คำว่า “เหล้า” ในความหมายของวงการสาธารณสุขไทย มันจึงมีนัยทางชนชั้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

ดิฉันเคยตั้งคำถามต่อโครงการรณรงค์ให้เลิกสุรา (ทั้งที่ผลิตและบริโภค)ในพื้นที่ชนบท ของโครงการจัดการปัญหาสุราฯภายใต้ทุนสสส. ในสมัยที่มาจัดประชุมที่มหาวิทยาลัยที่ดิฉันสอนอยู่เมื่อสองเดือนที่ผ่านมาว่า เหตุใดโครงการจึง target เฉพาะชาวบ้าน ในเมื่อเหล้าเป็นสิ่งที่ดื่มกันในทุกชนชั้น ไม่ปรากฎว่าได้คำตอบที่ชัดเจนจากแหล่งทุนที่มาร่วมงาน แต่หากจะให้ดิฉันคิดคำตอบเอง ก็น่าจะเป็นเพราะในทัศนะของแหล่งทุนเหล่านั้น ชาวบ้านและการดื่มสุราของพวกเขา สร้าง "โรค" ที่เป็นภาระที่ “สิ้นเปลือง” งบประมาณของฝ่ายสาธารณสุขนั่นเอง

บริการสาธารณสุข วิชาชีพแพทย์ และทัศนะคติทางชนชั้น จึงเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่จริง และเป็นสิ่งที่ควรจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนกลุ่มใหญ่ในสังคม โดยเฉพาะคนจน

ส่วนที่ว่าหมอที่มีทัศนะเปิดกว้างนั้นก็มีอยู่ ไม่ควรเหมารวม นั้นก็จริง ดิฉันก็คิดเช่นนั้น ทุกวันนี้ ก็ยังใช้คู่มือวิถีชุมชนของหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ สอนวิชาการทำงานภาคสนามอยู่ทุกปี และเข้าใจว่า งานที่หมอโกมาตรทำที่สำนักวิจัยสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ส่วนหนึ่ง ก็เพราะต้องการปฏิรูปหรือวิพากษ์ความคิดที่มีฐานมาจากการไม่เข้าใจชาวบ้านของวิชาชีพแพทย์กระแสหลักด้วยเช่นกัน

แต่ดิฉันไม่คิดว่างานและทัศนะคติแบบหมอโกมาตร จะมีอิทธิพลสักเท่าไหร่ต่อหมอในกระแสหลักปัจจุบัน

และนั่นเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

....

ความเห็นเพิ่มเติมจาก Atukkit Sawangsuk


ส่วนทัศนะของหมอพวกนี้ ขอพูดเพิ่มจาก อ.ปิ่นแก้ว Pinkaew Laungaramsri อีกบางข้อ

ข้อแรก คนกินเหล้าสูบบุหรี่เสียภาษีสูงมากนะครับ คิดดูว่าแค่ 2% ยังเป็นเงิน 4 พันกว่าล้านให้ สสส.ถลุงสบาย ถ้าบอกว่า "ร่วมจ่าย" ก็เป็นคนที่ร่วมจ่ายสูงสุดอยู่แล้ว เพียงแต่รัฐไม่ได้เอาเงินภาษีนี้มาใช้กับการรักษาพยาบาลโดยตรง


ข้อสอง ในภาพรวมมันคือทัศนะคนชั้นกลางระดับบนคนมั่งมี(สลิ่ม)ทุกอาชีพ ว่ากูเป็นคนจ่ายภาษี ทำไมรัฐต้องเอาเงินภาษีกูไปช่วยคนจน เครียด กินเหล้า โง่ ขี้เกียจ ขายเสียง ฯลฯ

มีคนอธิบายเรื่องคนจนก็เสียภาษีทางอ้อม แต่พวกนี้ไม่เข้าใจหรอก ประเด็นคือเราอยู่ในสังคมเหลื่อมล้ำสูงมาก ทุนนิยมทั่วไปก็เหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมอยู่แล้วแต่สังคมไทยยิ่งเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมกว่ามาก ในเรื่องโอกาส ความเสมอภาค การเข้าถึงบริการของรัฐ ระหว่างคนรวยคนจน ระหว่างเมืองกับชนบท ซึ่งรัฐไทยให้กับฝ่ายแรกมากกว่ามาโดยตลอด

ดูง่ายๆ แค่โอกาสทางการศึกษาระหว่างเมืองกับชนบท ลูกคนจนในชนบทไทย ที่เข้าเรียน ร.ร.บ้านหนองอีแหนบ กับลูกคนชั้นกลางในเมืองที่ได้เข้า ร.ร.สาธิต เข้าสวนกุหลาบเตรียมอุดม จนได้เรียนหมอเรียนวิศวะ ถามว่ารัฐจ่ายให้ใครมากกว่ากัน โดยยังไม่พูดถึงสาธารณูปโภคความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต การเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ

สังคมทุนนิยมถือว่าคนชั้นกลางระดับบนคนมั่งมี มีรายได้สูงกว่าจากโอกาสที่สูงกว่า ในกลไกที่เหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม จึงต้องจ่ายภาษีคืนรัฐมากกว่า เพื่อคืนความเป็นธรรม แต่สังคมไทยนี่แม่-ทุเรศกว่า เหลื่อมล้ำสูงกว่าทุนนิยมฝรั่งตั้งเยอะ กลับมองว่าตัวเองถูกเก็บภาษีไม่ยุติธรรม

ข้อสาม เราอย่าไปว่าหมอพวกนี้ไม่มีเมตตาธรรม อ๊ะอ๊ะ เขาอาจมีเมตตานะ ถ้าอยู่ในระบบอนุเคราะห์ คนไข้ยากจนเป็นพิษสุราเรื้อรังไปอ้อนวอนขอความเมตตา เขาอาจรักษาให้ฟรี แต่ 30 บาทมันไปทำลายความเมตตาไง มันทำให้คนไข้ตาดำกลายเป็น "ประชาชนผู้มีสิทธิถ้วนหน้า" แล้วทำให้หมอกลายเป็น "เจ้าหน้าที่รัฐผู้มีหน้าที่บริการประชาชน" ข้อนี้แหละที่ทนไม่ด๊ายทนไม่ด้าย