วันพุธ, ตุลาคม 07, 2569

"พลังของจดหมาย ยุค 6 ตุลา" ในยุคนั้น แม้จะไม่ใช่รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ยังแคร์เสียงกดดันจากชาวโลก แต่ปัจจุบัน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลับไม่ใยดีต่อเสียงเรียกร้องของนานาชาติ ผู้ต้องขังจากคดีการเมืองจึงยังคงอยู่ในเรือนจำต่อไปด้วยข้อหาที่ไม่ใช่อาชญากรรม เป็นแต่เพียงการแสดงออกทางการเมืองและแสดงความเห็นทางการเมืองเท่านั้น" (รัฐบาลเฮงซวย ประเทศเฮงซวย !)


.....

Pipob Udomittipong
9 hours ago ·

#มิตรสหายท่านหนึ่ง
"เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษา ประชาชน ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ระหว่างฟังไลฟ์สดงานที่จัดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงที่ อ.พวงทอง พูดถึงแรงกดดันจากเสียงเรียกร้องของนานาชาติที่ส่งผลให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ยอมนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่มีส่วนร่วมในอาชญากรรมโดยรัฐครั้งนั้น
.
สิ่งที่ อ.พวงทอง พูดบนเวที ทำให้นึกถึงหลายปีก่อนที่มีโอกาสได้ถ่ายทำบทสัมภาษณ์ อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ให้แอนเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อ.วิโรจน์ เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกจับกุมจากการจัดละครล้อเหตุการณ์แขวนคอช่างไฟฟ้าที่นครปฐม โดยจัดที่ลานโพธิ์ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาเพียงเล็กน้อย
.
อ.วิโรจน์เล่าว่า ขณะอยู่ในเรือนจำบางขวาง ช่วงใกล้ถูกปล่อยตัว มีจดหมายและโปสการ์ดจากทั่วโลกเป็นกระสอบๆ ทยอยส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่องหลายวัน หรืออาจจะเป็นสัปดาห์ ซึ่งผมจำไม่แม่นแล้ว โดยเป็นผลจากการรณรงค์ขององค์กรระหว่างประเทศ และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ให้ปล่อยตัวนักศึกษาที่ถูกจับกุม และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ท้ายที่สุดรัฐบาลเกรียงศักดื์ตัดสินใจนิรโทษกรรม ทำให้นักศึกษาที่ถูกคุมขังได้รับอิสระ พร้อมกับการลอยนวลพ้นผิดของฝ่ายที่เข่นฆ่าประชาชน
.
ในยุคก่อน แม้จะไม่ใช่รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ยังแคร์เสียงกดดันจากชาวโลก แต่ปัจจุบัน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลับไม่ใยดีต่อเสียงเรียกร้องของนานาชาติ ผู้ต้องขังจากคดีการเมืองจึงยังคงอยู่ในเรือนจำต่อไปด้วยข้อหาที่ไม่ใช่อาชญากรรม เป็นแต่เพียงการแสดงออกทางการเมืองและแสดงความเห็นทางการเมืองเท่านั้น"

https://www.facebook.com/pipob.udomittipong/posts/10164761173996649
.....

เป็นความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึง "พลังของจดหมาย" และการรณรงค์ระดับสากลได้อย่างชัดเจนยิ่ง

เหตุการณ์ที่คุณ อาจารย์วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ และเพื่อนๆ นักศึกษา/นักกิจกรรมร่วมกันจัดเล่นละครล้อเลียนการแขวนคอช่างไฟฟ้าที่นครปฐม ณ ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ถือเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ฝ่ายขวาและสื่อบางสำนักในยุคนั้นนำไปบิดเบือนเพื่อปลุกระดมความเกลียดชัง นำไปสู่การล้อมปราบและสังหารหมู่ที่โหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

ประเด็นที่อาจารย์วิโรจน์เล่าถึง "กระสอบจดหมายและโปสการ์ดจากทั่วโลก" ในเรือนจำบางขวาง มีจุดเน้นย้ำทางประวัติศาสตร์และบทบาทของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ดังนี้:

Urgent Action (ปฏิบัติการด่วน): หลังจากเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา และการจับกุมกลุ่มผู้ต้องหา "19 จำเลย 6 ตุลา" แอมเนสตี้ฯ ได้ออกแคมเปญกระตุ้นเตือนสมาชิกและเครือข่ายผู้รักสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ให้ส่งจดหมายตรงถึงรัฐบาลไทยในขณะนั้น เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักศึกษาและประชาชนที่ถูกคุมขังโดยไม่ยุติธรรม


ผลกระทบต่อทางการไทย: การที่จดหมายหลายพันหลายหมื่นฉบับทะลักเข้าสู่เรือนจำบางขวาง ไม่เพียงสร้างกำลังใจมหาศาลให้กับผู้ถูกคุมขัง แต่ยังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภาพลักษณ์บนเวทีโลก


การพ้นผิดและความย้อนยอก: ท้ายที่สุด พรบ.นิรโทษกรรม ปี 2521 แม้จะทำให้นักศึกษาและจำเลยเหตุการณ์ 6 ตุลาได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ แต่ในทางกลับกันก็เป็นการ "ลอยนวลพ้นผิด" (Impunity) ให้แก่เจ้าหน้าที่และผู้สั่งการล้อมปราบประชาชน ทำให้ความจริงและความยุติธรรมของเหตุการณ์ 6 ตุลา ยังคงเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน

บทสัมภาษณ์นี้จึงเป็นประตูล้ำค่าที่เชื่อมโยงระหว่าง ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในไทย กับ การรณรงค์สิทธิมนุษยชนระดับสากล ได้อย่างทรงพลัง

เหตุการณ์ 6 ตุลาในประเทศไทยสู่สายตาคนทั่วโลก

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 (ค.ศ. 1976) เป็นหนึ่งในบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่โหดเหี้ยมที่สุดของไทย แต่ในสายตาและหน้าประวัติศาสตร์โลก เหตุการณ์นี้ถือเป็น จุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนมโนธรรมของประชาคมโลก ทั้งในแง่การรายงานข่าว สงครามเย็น และการเติบโตของขบวนการสิทธิมนุษยชนสากล
1. การทะลักของข่าวสารและภาพถ่ายช็อกโลก

ต่างจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ที่เน้นไปที่ข่าวการล้มรัฐบาลเผด็จการ เหตุการณ์ 6 ตุลา ถูกบันทึกไว้ด้วยความอัปยศและความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ถูกถ่ายทอดออกไปทันที:

ภาพถ่ายรางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prize): ภาพถ่ายของ Neal Ulevich ช่างภาพสำนักข่าว AP ที่บันทึกภาพร่างของนักศึกษาถูกแขวนคอตายกับต้นสนามหลวง โดยมีฝูงชนยิ้มและใช้เก้าอี้ฟาด กลายเป็นภาพจำระดับโลกที่สะท้อนถึงความเกลียดชังและมนุษยฆาต ภาพนี้ถูกตีพิมพ์บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทั่วโลก และส่งผลให้ Neal Ulevichได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในปี ค.ศ. 1977

การสื่อสารในยุคสงครามเย็น: สื่อต่างชาติ เช่น BBC, Time, Newsweek, The New York Times และ Far Eastern Economic Review รายงานตรงกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การกระชับพื้นที่ แต่คือ "การสังหารหมู่" (Massacre) ที่ได้รับการสนับสนุนหรือปล่อยเกียร์ว่างจากฝ่ายรัฐและกลุ่มพลังขวาจัด

2. ปฏิกิริยาของนานาชาติและมิติสงครามเย็น

ในบริบทสงครามเย็น โลกสากลมองเหตุการณ์นี้ผ่านเลนส์การเมืองภูมิภาค:

มุมมองของรัฐบาลตะวันตก: มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ด้านหนึ่งพึ่งพาไทยในฐานะ "ปราการต่อต้านคอมมิวนิสต์" หลังเวียดนาม ลาว และกัมพูชาตกเป็นคอมมิวนิสต์ในปี 2518 แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกลางเมืองหลวงก็กระทบต่อภาพลักษณ์ประชาธิปไตยของฝ่ายตะวันตกอย่างรุนแรง

การอพยพและภัยลี้ภัย: นานาชาติได้รับรู้เรื่องราวความโหดร้ายโดยตรงจากปากของนักศึกษา นักวิชาการ และประชาชนที่ต้องหลบหนีออกนอกประเทศ ทั้งที่หนีเข้าป่าร่วมกับ พคท. และผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจนลี้ภัยไปตั้งหลักแหล่งในฝรั่งเศส สวีเดน สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย

3. จุดก่อตัวของขบวนการรณรงค์สิทธิมนุษยชนระดับสากล

เหตุการณ์ 6 ตุลา กลายเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกขององค์กรระหว่างประเทศอย่าง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) และเครือข่ายนักกิจกรรมทั่วโลก:

แคมเปญส่งจดหมาย (Urgent Action): แอมเนสตี้ฯ ตื่นตัวกับเหตุการณ์นี้อย่างมาก ได้จัดทำแคมเปญสื่อสารระดับสากล เรียกร้องให้สมาชิกในยุโรป อเมริกา และเอเชีย ร่วมกันเขียนจดหมายและโปสการ์ดส่งตรงมายังรัฐบาลไทยและเรือนจำไทย เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับ "จำเลย 6 ตุลา"

แรงกดดันทางการเมือง: จดหมายนับหมื่นนับแสนฉบับที่ส่งมาจากทั่วโลก กลายเป็นแรงกดดันทางการทูตและภาพลักษณ์ระหว่างประเทศที่รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ไม่สามารถมองข้ามได้ จนนำไปสู่การตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมและปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังในเวลาต่อมา

4. บาดแผลทางประวัติศาสตร์และความจำในระดับสากล

ในขณะที่สังคมไทยในยุคต่อมาพยายาม "ทำให้ลืม" (Forgetting) เพื่อการประนีประนอมทางการเมือง แต่มุมมองจากภายนอกกลับบันทึกเหตุการณ์นี้ไว้อย่างแจ่มชัด:

เหตุการณ์ 6 ตุลา ถูกนำไปอ้างอิงและศึกษาในตำราประวัติศาสตร์การเมือง รัฐศาสตร์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั่วโลก

โลกสากลมองเหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ของ "โฆษณาชวนเชื่อและการสร้างความเกลียดชัง" (Hate Speech & Demonization) ที่นำไปสู่การสังหารหมู่คนชาติเดียวกัน เพียงเพราะมีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน

เหตุการณ์ 6 ตุลา จึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ภายในประเทศไทย แต่เป็นปมประวัติศาสตร์ที่ทำให้สายตาของคนทั่วโลกตื่นตัวต่อความโหดร้ายทางการเมืองไทย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมสากลเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

หัวใจสำคัญของการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนระดับสากล ในยุคทศวรรษที่ 1970 และเป็นบทเรียนสำคัญที่ยังคงถูกอ้างอิงถึงในปัจจุบัน โดยมีประเด็นที่น่าสนใจและลึกซึ้งขยายความได้ดังนี้:
1. กำเนิด "Urgent Action" และกรณี 6 ตุลา

เครื่องมือ Urgent Action (ปฏิบัติการด่วน) ของแอมเนสตี้ฯ เริ่มพัฒนาขึ้นในช่วงต้นยุค 70 เพื่อตอบโต้กรณีการทรมานและการจับกุมคุมขังนักโทษทางความคิดอย่างไม่เป็นธรรมแบบฉับพลัน แต่กรณี "จำเลย 6 ตุลา" (รวมถึง อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ และคุณสุธรรม แสงประทุม) ถือเป็นหนึ่งในแคมเปญที่ประสบความสำเร็จที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แอมเนสตี้ฯ ใช้เครือข่ายสมาชิก (Local Groups) ที่กระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ ในยุโรปและอเมริกาเหนือ ให้ช่วยกันกระจายข่าว

สมาชิกไม่ได้ทำแค่ลงชื่อ แต่เขียนจดหมายด้วยลายมือหรือพิมพ์การ์ด แล้วติดแสตมป์ส่งทางไปรษณีย์อากาศ (Air Mail) ข้ามโลกมายังสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย และเรือนจำบางขวางโดยตรง
2. ทำไมจดหมายกระสอบๆ ถึงเปลี่ยนใจรัฐบาลได้?

ในทางรัฐศาสตร์ การส่งจดหมายไม่ได้เป็นเพียงการส่งข้อความให้กำลังใจ แต่มันคือ "มาตรการกดดันทางจิตวิทยาและภาพลักษณ์" (Naming and Shaming):

ภาระของเจ้าหน้าที่รัฐ: การที่มีจดหมายภาษาต่างประเทศจำนวนนับแสนฉบับส่งเข้ามา ทำให้เจ้าหน้าที่เรือนจำและหน่วยงานความมั่นคงต้องรับรู้ว่า "โลกกำลังเฝ้ามองดูคนกลุ่มนี้อยู่" หากผู้ต้องขังเป็นอะไรไปในคุก สังคมโลกจะถือว่ารัฐบาลไทยต้องรับผิดชอบทันที

การทูตและเศรษฐกิจ: ยุค พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ประเทศไทยต้องการฟื้นฟูภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจ ความน่าเชื่อถือทางการค้า และการลงทุนจากชาติตะวันตก การถูกกดดันจากภาคประชาสังคมสากลส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการทูต รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหาทางลงทางการเมือง
3. ผลลัพธ์เชิงบวกและความย้อนยอกที่ตามมา

แคมเปญนี้ส่งผลให้เกิดการตรา พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม พ.ศ. 2521 ทำให้นักศึกษาและจำเลยได้รับอิสระ และกลายเป็นกรณีศึกษาที่แอมเนสตี้ฯ นำไปใช้อ้างอิงทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน เพื่อพิสูจน์ว่า "จดหมายหนึ่งฉบับของคนธรรมดา เมื่อรวมกันเป็นหมื่นเป็นแสนฉบับ สามารถสั่นสะเทือนอำนาจรัฐบาลที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้จริง"

อย่างไรก็ตาม ความย้อนยอกทางประวัติศาสตร์คือ การนิรโทษกรรมในครั้งนั้นรวมถึงผู้ก่อความรุนแรงด้วย ทำให้ผู้สั่งการและผู้ลงมือสังหารประชาชนไม่เคยต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งกลายเป็นวัฒนธรรม "การลอยนวลพ้นผิด" (Impunity) ที่สืบเนื่องมาในสังคมไทยจนถึงทุกวันนี้




“ทั้งคนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา ไปจนถึงคนแบบ ทิวากร วิถีตน มันคือการกำจัดคนเห็นต่าง"

https://www.facebook.com/watch/?v=2023126255047919

We, The People
a day ago ·

#ยืนหยุดทรราชw177
3 ตุลาคม 2569
“ทั้งคนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา ไปจนถึงคนแบบ ทิวากร วิถีตน มันคือการกำจัดคนเห็นต่าง ถึงแม้ว่าคนในปัจจุบันจะไม่โดนฆ่าแล้วเอามาแขวนคอใต้ต้นมะขามแล้ว เพราะทุกวันนี้ทำไม่ได้ มีคนมากมายที่คอยถ่ายรูปเก็บหลักฐาน สังคมโลกก็ไม่ยอมรับ แต่พวกเขาจะถูกฝังกลบด้วยกระบวนการทางกฎหมายที่ใช้เงินภาษีของประชาชน เรามองว่ารัฐไทยอยากให้คนในประเทศไม่ต้องทำอะไร เกิดมา ตั้งใจเรียนให้จบ ทำงานในระบบ ถ้าเห็นว่าสังคมมีความผิดปกติ ก็ไม่ต้องพูดอะไร ใช้ชีวิตไปแบบนั้นแหละ แล้วถึงวันหนึ่งก็ตายไป“
—ทนายความ กุณฑิกา นุตจรัส จากเพจ “มนุษย์กรุงเทพ”
#นิรโทษกรรมประชาชน




https://www.facebook.com/wetheequalcitizen/posts/1115003064215026

We, The People
a day ago ·

#ยืนหยุดทรราชw177
3 ตุลาคม 2569
“ทั้งคนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา ไปจนถึงคนแบบ ทิวากร วิถีตน มันคือการกำจัดคนเห็นต่าง ถึงแม้ว่าคนในปัจจุบันจะไม่โดนฆ่าแล้วเอามาแขวนคอใต้ต้นมะขามแล้ว เพราะทุกวันนี้ทำไม่ได้ มีคนมากมายที่คอยถ่ายรูปเก็บหลักฐาน สังคมโลกก็ไม่ยอมรับ แต่พวกเขาจะถูกฝังกลบด้วยกระบวนการทางกฎหมายที่ใช้เงินภาษีของประชาชน เรามองว่ารัฐไทยอยากให้คนในประเทศไม่ต้องทำอะไร เกิดมา ตั้งใจเรียนให้จบ ทำงานในระบบ ถ้าเห็นว่าสังคมมีความผิดปกติ ก็ไม่ต้องพูดอะไร ใช้ชีวิตไปแบบนั้นแหละ แล้วถึงวันหนึ่งก็ตายไป“
—ทนายความ กุณฑิกา นุตจรัส จากเพจ “มนุษย์กรุงเทพ”
#นิรโทษกรรมประชาชน





คุณคิดว่าผู้คนยังลืมอยู่ไหม? ค่ำคืนของวันที่ 6 ตุลา 2569 ผู้คนกว่า 60,562 รายชื่อ ได้ลงชื่อในแคมเปญ #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา คุณคิดว่าคนยังลืมอยู่ไหม? แม้ว่าวันที่ 6 ตุลากำลังจะจบลง แต่คุณยังสามารถร่วมบันทึกความทรงจำร่วมสมัยของคุณต่อการเมืองไทย ที่ memoirofpeopleresistance.amnesty.or.th

https://www.facebook.com/AmnestyThailand/posts/1546953874137022

Amnesty International Thailand
3 hours ago ·

คุณคิดว่าผู้คนยังลืมอยู่ไหม?
ค่ำคืนของวันที่ 6 ตุลา 2569 ผู้คนกว่า 60,562 รายชื่อ ได้ลงชื่อในแคมเปญ #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา
คุณคิดว่าคนยังลืมอยู่ไหม?
ตลอดเส้นหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เกิดการสลายการชุมนุมหลายครั้งที่นำมาสู่การสูญเสียชีวิตของผู้คน
ตั้งแต่เหตุการณ์ในช่วงรุ่งสางของวันที่ 6 ตุลา ที่สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์
เหตุการณ์พฤษภา 35 ที่ชะตากรรมของผู้คนจำนวนมากยังคงถูกปกปิดว่าพวกเขา “หายไปไหน” และครอบครัวยังเฝ้ารอที่จะรับเขากลับบ้านอีกครั้ง
เหตุการณ์การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง นำมาสู่การเสียชีวิตของผู้คน 99 คน ที่อีกไม่ถึง 4 ปี จะครบ 20 ปี
เหตุการณ์ในปี 2565 ที่เกิดการสลายการชุมนุมด้วยกระสุนยาง แก๊สน้ำตา และเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง จน “พายุ บุญโสภณ” สูญเสียดวงตาข้างขวาถาวรระหว่างการชุมนุมเพื่อปกป้องทรัพยากร และปี 2564 ที่ “เด็กชายวาฤทธิ์” ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างร่วมชุมนุม ด้วยกระสุนจริงบริเวณหน้าสถานีตำรวจนครบาลดินแดง
คุณคิดว่าคนยังลืมอยู่ไหม?
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้คนได้ยืนหยัดต่อต้าน และชุมนุมประท้วงในหลากหลายประเด็น หลากหลายข้อเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ทรัพยากร การเมือง เพศ สิทธิแรงงาน หรือเรื่องราวอีกหลากหลาย
หลายเรื่องราวที่เวลาผ่านไปหลายสิบปี แต่ผู้คนยังจดจำการปราบปรามอย่างเป็นระบบโดยรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสงครามข้อมูลข่าวสาร จากหนังสือพิมพ์และวิทยุ สู่กระบวนการข้อมูลข่าวสารในโลกอินเทอร์เน็ตที่โจมตีนักปกป้องสิทธิ ที่นำมาสู่การควบคุมเรื่องเล่าและเรื่องราวที่เกิดขึ้น
การสร้างความหวาดกลัว ผ่านกระบวนการการทรมานและย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้นอนคว่ำหน้าบนสนามฟุตบอลจนไม่สามารถหายใจได้ การจับผู้คนลงคุกหลุมดินในช่วงสงครามยาเสพติด ไปจนถึงการอุ้มหายผู้เห็นต่าง
การบ่มเพาะความแตกแยกและสร้างความเกลียดชัง ทั้งการแบ่งแยกว่า “พวกเขา” ไม่มีการศึกษา “พวกเขา” มีแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่าง “พวกเขา” “พวกเขา” และ “พวกเรา”
การปราบปรามผู้เห็นต่าง และปิดปากเสียงต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นการสลายการชุมนุมที่เกิดขึ้น หรือการใช้กฎหมายอาญาดำเนินคดีในหลายมาตรา ตั้งแต่กฎหมายหมิ่นประมาท จนถึงกฎหมายความมั่นคง เมื่อการชุมนุมประท้วงถูกปิดกั้น นักกิจกรรมถูกล็อคเป้า และพื้นที่พลเมืองหดตัวลง
การสร้างความหวาดกลัว ที่รวมถึงการทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหาย ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงคนหนึ่งคน หรือครอบครัวหนึ่งครอบครัว แต่รวมไปถึงสังคมทั้งสังคม
อำนาจนิยมจะยังแผ่ขยายอยู่อย่างนั้น ถ้าผู้คนหยุดเชื่อว่าพวกเขาจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้
แต่เสียงยืนหยัดเล่าเรื่องราวทุกการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้น ได้ตอกย้ำว่าผู้คนยังไม่ลืม
แม้ว่าวันที่ 6 ตุลากำลังจะจบลง แต่คุณยังสามารถร่วมบันทึกความทรงจำร่วมสมัยของคุณต่อการเมืองไทย ที่ memoirofpeopleresistance.amnesty.or.th
#ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา

 
https://www.facebook.com/watch/?v=28472467979113955

Amnesty International Thailand
6 hours ago ·

เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้เกิดการสลายการชุมนุมที่นำมาสู่การสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก่อนที่เวลาประมาณ 18.00 น. ของวันเดียวกัน คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินจะทำรัฐประหาร ตามมาด้วยประกาศคำสั่งฉบับที่ 41 ที่นำมาสู่การเพิ่มโทษกฎหมายอาญาหลายมาตรา ที่ยังไม่เคยถูกยกเลิกจนถึงปัจจุบัน
.
เหตุการณ์วันนั้นเปลี่ยนชีวิตของผู้คนมากมาย รวมถึงเสียงเอ็ม 79 ในช่วงรุ่งสาง ทำให้เด็กวัย 8 ขวบต้องสะดุ้งตื่นตอนตีห้า มองออกไปเห็นท้องฟ้าสีแดงอมส้มเหนือธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก่อนที่พี่ชายจะถูกจับตัวออกไปจากบ้าน
.
ผลกระทบวันนั้นยังทำให้นักหนังสือพิมพ์และกวีคนหนึ่งต้องทิ้งชีวิตการทำงานในฐานะบรรณาธิการข่าว ต้องลี้ภัยไปในต่างแดน ขณะที่หลายสิบปีต่อมา ลูกชายเพิ่งเข้าใจว่าการเดินทางของพ่อในวันนั้นไม่ใช่การไปเที่ยว แต่คือการหนีออกจากประเทศเพราะการที่บ้านเมืองไม่ยอมรับคนที่มีความคิดหัวก้าวหน้า
.
และเมื่อเวลาผ่านไปอีก 50 ปี เรื่องราวยังเดินทางมาถึงคนอีกรุ่น
.
“เพื่อนเราหลายคนก็โดนคดีเหล่านี้ บางคนยังถูกคุมขัง บางคนก็ลี้ภัยไปต่างประเทศ บางคนยังลำบากเทียวมาเทียวไปขึ้นศาล”
.
จากเช้า 6 ตุลาคม 2519 สู่ชีวิตของผู้คนหลายรุ่น บางคนเก็บวันนั้นไว้ในความทรงจำ บางคนกลับไปค้นหามันผ่านนิทรรศการ บางคนส่งต่อเรื่องราวผ่านบทกวีและเสียงเพลง ขณะที่คนอีกรุ่นกำลังพยายามจัดการกับมรดกทางการเมืองและกฎหมายที่ยังตกทอดมาถึงคนรุ่นปัจจุบัน
.
ชวนติดตามสารคดี “50 ปี หลังเช้าวันที่ 6 ตุลา” ที่จะชวนกลับไปฟังเสียงของผู้คนหลายรุ่น ตั้งแต่คนที่อยู่ในเช้าวันนั้น จนถึงคนที่เกิดหลังเหตุการณ์หลายสิบปี อะไรจบลงไปแล้ว และอะไรจาก 6 ตุลา ยังอยู่กับสังคมไทยจนถึงวันนี้
.
ติดตามสารคดีความยาว 40 นาทีได้ที่: https://youtu.be/rAJRX3BYE0Q
.
#ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา #AmnestyThailand




งงมั้ยกับกฎหมายไทย


.....

Te Neti
5 hours ago ·

กฎหมายไทยนี่มันงงๆมั้ย

ค้ายาติดคุกที่ต่างประเทศ ไม่ได้ทำที่ไทย เป็น สส เป็น รัฐมนตรี ได้เพราะไม่ได้ทำในประเทศไทย
ตัวอยู่ในประเทศไทย ทำเว็บการพนันที่ต่างประเทศ แม้กฎหมายไทยการพนันจะถือว่าผิดกฎหมาย แต่ไม่ได้ทำที่ไทย ไม่เป็นไร

แต่ด่าเจ้าไทยนี่ด่าที่ไหน บนฟ้า บนดิน ใต้น้ำ ในอวกาศ นอกประเทศไทย ก็ถือว่าผิดกฎหมายไทย ทั้งนั้น

https://www.facebook.com/Neti.Wichian/posts/28700171963001511
.....


The101.world
17 hours ago ·

กฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันเป็นมรดกจากการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินแก้ไขบทลงโทษในการกระทำที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ให้เพิ่มมากขึ้น
.
สมชาย ปรีชาศิลปกุล จึงชวนมองเส้นทาง 50 ปีของมาตรา 112 ตั้งแต่คำสั่ง ปร. 41 หลังรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 จนถึงการดำเนินคดีอย่างกว้างขวางหลังรัฐประหาร 2557
.
อ่านได้ที่: https://www.the101.world/50-years-of-6-october-and.../
.
“กฎหมายมาตรา 112 ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ลอยพ้นจากกาละ/เทศะ หากเป็นกฎหมายที่สัมพันธ์กับการเมืองอย่างแนบแน่น การเพิ่มโทษโดยคณะรัฐประหารและการบังคับใช้กฎหมายที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาสะท้อนถึงความเป็น ‘การเมือง’ อย่างไม่อาจปฏิเสธ”
.
“กระบวนการยุติธรรมของไทยไม่ได้มีความเป็นอิสระและเป็นกลางอย่างที่รับรู้และเข้าใจกันโดยเฉพาะในประเด็นที่สัมพันธ์กับปัญหาทางการเมือง ความยุ่งยากของมาตรา 112 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในการตัดสินในชั้นศาลเท่านั้น หากแผ่กว้างออกไปทั้งระบบไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายตำรวจ อัยการ ล้วนอยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างกัน”
.
“การบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112 ที่เกิดขึ้นราวกับไฟลามทุ่ง ได้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องเผชิญกับคำถามที่มากขึ้น ประกอบกับในช่วงทศวรรษ 2550 เป็นช่วงปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ 9 อันนำมาซึ่งความกังวลต่อความมั่นคงของสถาบันตามจารีตในช่วงรอยต่อ จึงอาจทำให้มีการเลือกใช้มาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือในการปกป้องสถาบันจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

“แต่การเลือกใช้มาตรา 112 อย่างเข้มข้นนี้จะช่วยสามารถทำให้เกิดความมั่นคงต่อสถาบันกษัตริย์หรือไม่ เป็นอีกเรื่องที่ต้องแยกพิจารณาต่างหากออกไป”
.
ภาพประกอบ: สุภัฏฐา วรวงค์
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1644587593702707&set=a.523964959098315



จุดเทียนแน่นมธ.-แถลงปิดจ็อบล่าชื่อ ‘ลบมรดก รปห.’ ทะลุเป้า! จ่อหอบชื่อยื่นสภา 21 ตุลาฯ นี้ จากนั้น ผู้ร่วมงานส่งเสียงเรียกร้องให้ ผู้ต้องหาการเมืองกลับบ้าน และปรบมือให้กำลังใจญาติผู้สูญเสียในเหตุการณ์ล้อมปราบ 6 ตุลาฯ



จุดเทียนแน่นมธ.-แถลงปิดจ็อบล่าชื่อ ‘ลบมรดก รปห.’ ทะลุเป้า! จ่อหอบชื่อยื่นสภา 21 ตุลาฯ นี้

6.10.26
มติชนออนไลน์

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ จัดงานรำลึกครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ล้อมปราบนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยปีนี้มีกิจกรรมต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

โดยกิจกรรมในช่วงเย็น ตั้งแต่เวลา 16.30 น. บริเวณสวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ ‘ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย’ มีกิจกรรม Walking Tour ก่อนต่อด้วยเวลา 18.40 น. การแสดงงิ้วล้อการเมือง โดย อุปรากรจีนล้อการเมือง

จากนั้นเวลา 19.00 น. เข้าสู่กิจกรรม ‘ทบทวนมรดก 6 ตุลา บอกลาคำสั่งคณะรัฐประหาร’ ร่วมส่งท้ายแคมเปญ ‘ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา’ โดยแบ่งออกเป็นหัวข้อ ดังนี้
  • คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 คืออะไร โดย บุณยนุช มัทธุจักร โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)
  • ทำไมเราต้องยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 โดย น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ หรือ ทนายเมย์ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
  • ปัญหาและผลกระทบ อันเนื่องมาจากคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 โดย น.ส.วรรณวลี หรือ ตี้ นักเคลื่อนไหวผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 และ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)
  • เมื่อคนไม่จำนน ความมืดมนจะหายไป’ โดย รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ถ้าเรายกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41… โดย นายธีรภพ เต็งประวัติ เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง (ThumbRights)
จากนั้นเวลา 20.20 น. เครือข่ายรณรงค์ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ อ่านแถลงการณ์ปิดแคมเปญ ’ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ’ นำโดยนายสุเทพ สุริยะมงคล อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ปี 2517 และประธานชมรมโดมรวมใจ โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่ง ดังนี้

“เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา เหตุการณ์ที่รัฐปราบปรามประชาชนที่ออกมาเรียกร้อง ทางการเมืองอย่างโหดเหี้ยม เป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่มีการรำลึกและกล่าวถึงมาตลอด หลายคน อาจคิดว่าเหตุการณ์นี้เป็นประวัติศาสตร์ซึ่งจบไปแล้ว เหลือเพียงแต่ความเจ็บปวดของผู้คนในอดีตที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่

วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ได้มีแต่การล้อมปราบประชาชน แต่เป็นวันที่มีการก่อรัฐประหาร โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ตามด้วยการออกคำสั่งมากมายหลายฉบับ หนึ่งในนั้นคือคำสั่ง ของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ที่เพิ่มอัตราโทษของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออก ของประชาชนจำนวน 12 มาตรา

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือกฎหมายที่ถูกแก้โดยคณะรัฐประหารฉบับนี้ ยังถูกใช้มาดำเนินคดีกับประชาชน ที่ออกมาเรียกร้องทางการเมืองจนถึงปัจจุบันและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยยังมีผู้ต้องขังทางการเมือง อยู่อย่างน้อย 49 คนในขณะนี้

6 ตุลาไม่ได้เป็นแต่เรื่องประวัติศาสตร์ที่ผ่านไปแล้ว แต่ยังส่งผลกระทบถึงปัจจุบัน ทุกรายชื่อที่ร่วมกันลบมรดกหกตุลาในวันนี้ ซึ่งมีความหมายเป็นการเดินทางต่อเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อ 50 ปีก่อน มีความหมายต่อผู้สูญเสีย และส่งความหมายถึงนักโทษการเมืองที่ยังถูกจองจำอีกหลายคน

วันนี้ครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา การรณรงค์ ‘ลบมรดกรัฐประหารหกตุลา’ เดินมาถึงเป้าหมาย ปลายทางแล้วโดยได้จำนวนรายชื่อ ทะลุเป้า จากที่เคยคาดหวังไว้ เพราะกำลังของทุกคนที่ร่วมแรงกันตลอดสามเดือนที่ผ่านมา

โดยเราจะนำรายชื่อทั้งหมดของประชาชนที่มาร่วมเสนอกฎหมาย ไปขึ้นต่อสภาฯ ในวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2569 อันเป็นวันครบรอบ 50 ปี ของคำสั่งฉบับที่ 41 ที่มาตรา 112 ถูกเพิ่มอัตราโทษ และใช้ดำเนินคดีมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์การทวงคืนเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน และการดำเนินการ เพื่อให้มรดกบาปจากรัฐประหาร 6 ตุลา หมดไป

จากนั้นเวลา 20.15 น. ผู้ร่วมงานต่างจุดเทียน พร้อมขับขานบทเพลง ‘แสงดาวแห่งศรัทธา’ กึกก้อง ก่อนทยอยนำเทียนไปเรียงเบื้องหน้าลานประติมากรรมประวัติศาสตร์ ‘ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย’ เป็นข้อความว่า 50 ปี 6 ตุลาฯ โดย ‘วงสลึง’ ร่วมขันขานบทเพลงรำลึก

พร้อมอ่ายรายชื่อ ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สังหารหมู่ทีละราย รวมถึงบอกลักษณะการเสียชีวิต อาทิ ทั้งจากปืน หรือถูกเสก็ดระเบิด ถูกของแข็งแทง และรัดคอ ปืนยิงทะลุสมอง ซึ่งล้วนเป็นนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัย จำนวน 41 คน เป็นอย่างน้อย

จากนั้นเวลา 20.45 น. ผู้ร่วมงานส่งเสียงเรียกร้องให้ ผู้ต้องหาการเมืองกลับบ้าน และปรบมือให้กำลังใจญาติผู้สูญเสียในเหตุการณ์ล้อมปราบ 6 ตุลาฯ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 
https://www.matichon.co.th/politics/news_5921893




https://www.facebook.com/watch/?v=40210801961852007



https://www.facebook.com/iLawClub/posts/1538458974994383?ref=embed_post

iLaw
2 hours ago ·

ปิดแคมเปญลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ บอกลาคำสั่งคณะรัฐประหาร
.
6 ตุลาคม 2569 ครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ จัดงานเสวนาปิดแคมเปญลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ “ทบทวนมรดก 6 ตุลา บอกลาคำสั่งคณะรัฐประหาร” ที่หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ อันเป็นกิจกรรมสุดท้ายก่อนปิดงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ
งานนี้มีผู้ร่วมเสวนา คือ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ บุณยนุช มัทธุจักร จากไอลอว์ พูนสุข พูนสุขเจริญ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตี้-วรรณวลี ธรรมสัตยา นักกิจกรรม รองศาสตราจารย์กนกรัตน์ เลิศชูสกุล จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธีรภพ เต็งประวัติ นักศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
โดยตั้งแต่เปิดแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ” เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นมา มีประชาชนร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 พ.ศ. …. จำนวนทั้งสิ้น 60,986 คน (ข้อมูลเวลา 23:01 น. วันที่ 6 ตุลาคม 2569)
.
อ่านต่อได้ที่: https://www.ilaw.or.th/articles/59571




“ถ้าคุณบอกว่านักศึกษาต้องการการเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไปในสมัยนั้น ผมก็จะบอกกลับกันว่าฝ่ายขวากลัวการเปลี่ยนแปลงเกินไปในสมัยนั้น” The MATTER พูดคุยกับ ธงชัย วินิจจะกูล


The MATTER
@thematterco

“ถ้าคุณบอกว่านักศึกษาต้องการการเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไปในสมัยนั้น ผมก็จะบอกกลับกันว่าฝ่ายขวากลัวการเปลี่ยนแปลงเกินไปในสมัยนั้น” The MATTER พูดคุยกับ ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ และหนึ่งในผู้อยู่ในเหตุการณ์ล้อมปราบประชาชนเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

https://x.com/thematterco/status/2107322354284249136

อ่านบทความเต็ม
อ่านบทความ ‘‘ภารกิจ (เกือบ) สุดท้าย’ ครึ่งศตวรรษสังหารหมู่ธรรมศาสตร์ ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา คุยกับ อ.ธงชัย วินิจจะกูล’ ได้ที่:
https://thematter.co/social/50-years-6-oct-thongchai-winichakul-interview/264857




จาก “ผนงรจตกม” มาสู่ "ผู้นำโง่เราอาจจะตาย ประชาชนโง่เราจะตายกันหมด"









https://x.com/P_23_10/status/2107456616522207358

ที่มา
https://www.tiktok.com/@justpeopletalk/video/7693063664999402759
.....


"ผู้นำโง่เราอาจจะตาย" 

แม้ผู้นำจะไร้ความสามารถหรือตัดสินใจผิดพลาด ซึ่งสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศได้ แต่ผลกระทบนั้นยังอาจมีขอบเขตจำกัด หรือยังมีทางรอด เพราะสังคมหรือประชาชนที่มีความรู้ ความเข้าใจ (ฉลาด) จะสามารถตรวจสอบ ถ่วงดุล คัดค้าน หรือรวมตัวกันเปลี่ยนตัวผู้นำผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น การเลือกตั้ง การประท้วง หรือระบบรัฐสภาได้

"ประชาชนโง่เราจะตายกันหมด" 

หากประชาชนขาดความรู้ ความเข้าใจ ขาดตรรกะเหตุผล หรือขาดความตระหนักรู้ต่อสิทธิและหน้าที่ของตนเอง ประชาชนจะกลายเป็นผู้เลือกหรือเกื้อหนุนให้ "ผู้นำที่ไร้ความสามารถ" ขึ้นมามีอำนาจซ้ำแล้วซ้ำเล่า นอกจากนี้ เมื่อเกิดวิกฤต ประชาชนจะไม่มีความสามารถในการรับมือ ไร้การตรวจสอบ และตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อ ส่งผลให้สังคมล่มสลายในที่สุด

2. ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง

ด้านการเมืองและระบอบประชาธิปไตย

ผู้นำโง่: หากผู้นำออกกฎหมายหรือนโยบายที่ไม่สมเหตุสมผล แต่ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจทางการเมือง ประชาชนจะรวมตัวกันคัดค้าน กดดันให้ถอนร่างกฎหมาย หรือลงมติไม่ไว้วางใจเพื่อเปลี่ยนตัวผู้นำ สังคมจึงยังรอดพ้นจากความเสียหายได้

ประชาชนโง่: หากประชาชนเลือกผู้บริหารประเทศเพียงเพราะคำนึงถึงประโยชน์ระยะสั้น การแจกเงิน หรือเชื่อคำหลอกลวงโดยไม่ตั้งคำถาม สังคมก็จะได้ผู้นำที่ไม่มีคุณภาพเข้ามาบริหารประเทศวนลูปไม่สิ้นสุด จนเศรษฐกิจและสังคมพังทลายลงทั้งหมด

ด้านสาธารณสุข (วิกฤตโรคระบาด)

ผู้นำโง่: รัฐบาลสั่งซื้อวัคซีนผิดประเภทหรือบริหารจัดการระบบสาธารณสุขผิดพลาด แต่ถ้าประชาชนมีความรู้ด้านสาธารณสุข ประชาชนจะดูแลรักษาสุขภาพตนเอง สวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง และช่วยเหลือกันเองในชุมชน ทำให้ยอดการเสียชีวิตยังคงถูกจำกัดไว้ได้

ประชาชนโง่: แม้รัฐบาลจะจัดหาวัคซีนที่ดีที่สุดหรือมีมาตรการป้องกันที่ดี แต่ถ้าประชาชนหลงเชื่อข่าวปลอม (Disinformation) ไม่ยอมฉีดวัคซีน ไม่ยอมกักตัว นำเชื้อไปแพร่ระบาด และปฏิเสธหลักวิทยาศาสตร์ ระบบสาธารณสุขจะล้มเหลว และเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ของทุกคน
บทสรุป

คำกล่าวนี้ไม่ได้ตั้งใจใช้คำว่า "โง่" เพื่อต่อว่าตัวบุคคลโดยตรง แต่มุ่งเน้นเตือนสติว่า "พลเมืองที่มีความตระหนักรู้ (Educated & Critical Citizens)" คือปราการด่านสุดท้ายของสังคม ผู้นำที่ไม่ดีเป็นเพียง "อาการ" ของปัญหา แต่คุณภาพของประชาชนคือ "ต้นเหตุ" ที่กำหนดทิศทางและความอยู่รอดของประเทศ




“คนตุลาที่ตายไปแล้ว อาจมีพลังทางการเมืองมากกว่าคนตุลาที่ยังมีชีวิตอยู่” คำพูดน่าคิด เพราะ คำพูดนี้ ไม่ได้เพียงแค่ตั้งคำถามถึงบทบาทของ "คนตุลา" ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นว่า "อุดมคติที่ตายแล้วแต่คงอยู่" มักทรงพลังมากกว่า "ผู้ถืออุดมคติที่มีชีวิตแต่เปลี่ยนแปลงไป" เสมอ









https://x.com/trendforMFP/status/2107381847114076670
.....

@trendforMFP

ประโยคนี้แรง แต่ยิ่งคิดยิ่งน่าสนใจ

“คนตุลาที่ตายไปแล้ว อาจมีพลังทางการเมืองมากกว่าคนตุลาที่ยังมีชีวิตอยู่” #คนเดือนตุลา #6ตุลา

เพราะคนที่ตายไปในช่วงเวลานั้น เรื่องราวของเขาหยุดอยู่ตรงจุดที่กำลังต่อสู้กับอำนาจนิยม เขาไม่ต้องมีชีวิตต่อมาให้เราเห็นว่าเปลี่ยนความคิดไปทางไหน ประนีประนอมกับอะไร หรือเลือกยืนอยู่ข้างใครในความขัดแย้งรอบใหม่

แต่คนที่ยังมีชีวิตต้องเดินต่ออีกหลายสิบปี และชีวิตจริงของคนมันไม่เคยหยุดนิ่ง บางคนยังยืนอยู่ที่เดิม บางคนเปลี่ยน บางคนไปอยู่คนละฝั่งกับสิ่งที่ตัวเองเคยต่อสู้

ตรงนี้แหละที่ทำให้ “คนตุลาที่ตายไปแล้ว” อาจกลับมีพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนรุ่นหลังไม่จำเป็นต้องรับเอาชีวิตทั้งหมดของคนตุลามาเป็นแบบอย่าง เขาสามารถหยิบเอาเฉพาะความหมายของการต่อสู้ การเสียสละ และคำถามเรื่องอำนาจในช่วงเวลานั้นมาสร้างความหมายใหม่ได้เอง

สุดท้ายคนเป็นอาจมีวันหมดบทบาททางการเมือง

แต่คนตายที่กลายเป็นความทรงจำของสังคม บางครั้งกลับเพิ่งเริ่มมีชีวิตทางการเมืองอีกครั้ง









 

เครือข่ายรำลึก 6 ตุลาฯ แจกฟรี E-Book '50 ปี มรดก 6 ตุลา' (ลิงก์ดาวโหลดข้างล่าง)



เครือข่ายรำลึก 6 ตุลาฯ แจกฟรี E-Book '50 ปี มรดก 6 ตุลา'

6 ตุลาคม 2569
ประชาไท

ภาพปกจาก แฟรงค์ ลอมบาร์ด โครงการ “บันทึก 6 ตุลา”

เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ แจกไฟล์ฟรี E-Book "50 ปี 6 ตุลา - มรดกของ 6 ตุลา" เนื่องในวาระ 50 ปี 6 ตุลาฯ เหตุการณ์สังหารหมู่กลางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

6 ต.ค. 2569 เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ แจกไฟล์ฟรี E-Book "50 ปี 6 ตุลา - มรดกของ 6 ตุลา" สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ 50

50 ปี 6 ตุลาฯ เหตุการณ์สังหารหมู่กลางธรรมศาสตร์ ย้อนกลับไปในวันที่ 4 ต.ค. 2519 กลุ่มนักศึกษาใน มธ. รณรงค์ให้นักศึกษางดสอบแล้วมาร่วมประท้วงขับไล่ถนอม ในการรณรงค์มีการแสดงละครที่มีฉากแขวนคอสะท้อนถึงเหตุการณ์ 2 ช่างไฟฟ้าที่นครปฐม ฉากดังกล่าวถูกเผยแพร่ต่อครั้งแรกในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ซึ่งหน้าของผู้แสดง (อภินันท์ บัวหภักดี) บังเอิญไปคล้ายกับพระบรมโอรสาธิราช จากนั้นหนังสือพิมพ์ดาวสยามจึงได้เผยแพร่ภาพต่อ พร้อมมีข้อความโจมตีขบวนการนักศึกษาว่าจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำลายสถาบันกษัตริย์ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการคอมมิวนิสต์ สถานีวิทยุทหารทุกแห่งขยายข้อความด้วยการปลุกระดมให้ทำลายพวกคอมมิวนิสต์ใน มธ. นำมาซึ่งการปิดล้อม มธ. โดยกลุ่มพลังฝ่ายขวา เช่น กลุ่มกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มนวพล

ในตอนดึกวันที่ 5 ต.ค. ก่อนที่เช้าวันที่ 6 ต.ค. 2519 กลุ่มคนประมาณ 100 คนได้บุกเข้าไปเผาแผ่นโปสเตอร์หน้าประตู มธ. ฝั่งสนามหลวง ก่อนที่เสียงปืนนัดแรกจะดังขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มใช้อาวุธสงครามกับผู้ชุมนุมใน มธ. ตามมาด้วยการปราบปรามใหญ่ด้วยน้ำมือของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่ถูกปลุกระดม

ข้อมูลจากเว็บไซต์บันทึก 6 ตุลา สรุปความเสียหายจากเหตุการณ์ 6 ตุลา ตามตัวเลขทางการระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 39 คน บาดเจ็บ 145 คน (ในจำนวนนี้เป็นตำรวจเสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 23 คน) นักศึกษาประชาชนถูกจับกุม 3,094 คน เป็นชาย 2,432 คน หญิง 662 คน ขณะที่แหล่งข่าวอ้างอิงจากการเก็บศพของเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ประมาณว่ามีนักศึกษาประชาชนเสียชีวิต 530 คน ส่วนทรัพย์สิน (จากการสำรวจของคณะกรรมการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) มีครุภัณฑ์และวัสดุของคณะต่างๆ เสียหายเป็นมูลค่า 50 กว่าล้านบาท ร้านสหกรณ์มีสินค้าและทรัพย์สินเสียหาย 1 ล้าน 3 แสนบาท สิ่งของมีค่าหายสาบสูญ อาทิ โทรทัศน์ เครื่องพิมพ์ดีด กล้องถ่ายรูป เทปบันทึกเสียง เครื่องเย็บกระดาษ เสื้อผ้า เงินสด รายงานแจ้งว่า “หน้าต่างถูกทุบและโดนลูกกระสุนเสียหาย โต๊ะเก้าอี้พัง ห้องพักอาจารย์ถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย”


ดาวน์โหลดได้ที่นี่
https://pr.tu.ac.th/journal_special/2569/6-oct-69/index.html
.....

https://prachatai.com/journal/2026/10/119013




คลิป สด! กล่าวปาฐกถา 50ปี6ตุลา ประจำปี 2569


🔴สด! กล่าวปาฐกถา 50ปี6ตุลา ประจำปี 2569

Friends Talk

Streamed live 10 hours ago 

โดย 
กนกรัตน์ เลิศชูสกุล 
กฤษฎางค์ นุตจรัส 
ชัยธวัช ตุลาธน 
ธงชัย วินิจจะกูล 
พวงทอง ภวัครพันธุ์ 



https://www.youtube.com/watch?v=x5lIOjE_4Rw


วิดีโอนี้บันทึกภาพกิจกรรมรำลึกวาระครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในประเทศไทย ภายในงานประกอบด้วยการบรรยายทางวิชาการ การเสวนา และการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สังคม และการเมืองของเหตุการณ์อันน่าสลดใจครั้งนี้

สาระสำคัญ:

มุมมองทางวิชาการ: ศาสตราจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ให้คงอยู่ เพื่อท้าทายโครงสร้างทางการเมืองที่เป็นอยู่และแสวงหาความยุติธรรมทางประวัติศาสตร์ (5:38 - 8:00, 2:41:19 - 2:48:30)

การวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์: รองศาสตราจารย์กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อภิปรายถึงวิวัฒนาการของการบอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา จากยุคสมัยแห่งความเงียบงันไปสู่การเป็น "ประวัติศาสตร์ของประชาชน" (popular history) ที่เข้าถึงและสร้างความตระหนักรู้แก่คนรุ่นใหม่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และการเคลื่อนไหวทางสังคม (44:49 - 52:05)

การเรียกร้องความยุติธรรม: วิทยากรเน้นย้ำถึงการต่อสู้เพื่อค้นหาความจริงที่ยังคงดำเนินอยู่ ความจำเป็นที่รัฐต้องยอมรับและกล่าวคำขอโทษต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น รวมถึงความสำคัญของการปฏิรูปสถาบันต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก (33:19 - 38:02)

บริบททางการเมือง: งานนี้มีการอภิปรายเปรียบเทียบบทบาทของระบบรัฐสภากับการเคลื่อนไหวของมวลชนในการจัดการกับ "มรดกของระบอบเผด็จการ" และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยในอนาคต (1:18:42 - 1:21:20, 2:44:27 - 2:47:33)





วันอังคาร, ตุลาคม 06, 2569

‘ปิยบุตร’ ออกมาผลักดันพรรคประชาชนอีกครั้ง อย่าหลงทางไปตามระบอบปัจจุบัน ที่เขาเรียกว่า “บันเทิงธิปไตย” ในยุคสมัยที่ ‘การเมืองล้นเกิน’ แต่กลับเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

ใครที่ใส่ใจอ่านข้อเขียนวันที่ ๕ ตุลา ของ ปิยบุตร แสงกนกกุล ถึงระบอบการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งก็หมายถึง ‘สีน้ำเงิน’ นั่นละ เขาพูดถึงตัวนักการเมือง พรรคการเมือง แล้วลงท้ายที่ ‘พรรคมวลชน’ ที่มียุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

แน่ละ แม้จะไม่ยอมเอ่ยชื่อพรรค ย่อมตีความได้ไม่ยากว่าเขาเจาะจงไปที่พรรคประชาชน ว่าจะไปถึงจุดหมายดังกล่าวได้ ถ้ามวลชน “ถูกทำให้แตกแยก กระจัดกระจาย ไม่ได้ถูกจัดตั้งความคิดเป็นเอกภาพ กลายเป็นคนแต่ละคนหลายๆคน ที่เฮโรสาะพาไปตามกระแสในโลกออนไลน์”

“ไม่มีทางที่พรรคจะเดินไปสู่ยุทธศาสตร์นั้นได้ เพราะ มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องบันเทิง ดราม่ารายวัน แก้ไขปัญหารายวัน ตอบโต้ ด่ากันไปมา” แล้ว “ละทิ้งภาพใหญ่ ละทิ้งการนำเสนอภาพประเทศไทยในฝัน สังคมใหม่ในฝันไปเสียหมด”

นักวิชาการรุ่นราวคราวเดียวกันบางคน มองว่า อจ.ป็อก ออกมา ‘สุดโต่ง’ อีกครั้ง ต้องการผลักดันให้พรรคแกนนำพรรค และ สส.ของพรรค ไปสู่การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่านี้ หนักแน่นกว่านี้  อย่าหลงทางไปตามระบอบปัจจุบัน ที่เขาเรียกว่า “บันเทิงธิปไตย”

เขาว่า “ณ วันนี้ เรากำลังอยู่ในยุคนี้ ยุคสมัยที่ ‘การเมืองล้นเกิน’ แต่กลับเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้” เพราะผู้บริโภคนิยมเรื่องดราม่า โต้เถียงกันไปมา ‘ปากแจ๋ว-ปากจัด’ พวกเขาก็เลยโต้กันออกอากาศ เหมือนช่วงชิงเรทติ้ง เพื่อปรับตัวให้เข้ากับตลาด

ว่ากันตามจริง ผู้ครองอำนาจรัฐชุดนี้ ก็มีส่วนอยู่มาก ทั้งๆ ที่ โกหก กะล่อน กอบโกย และโกงกิน กันอยู่เป็นล่ำเป็นสัน แต่ตัวผู้นำแม้จะดีแต่ผัดกับข้าวและเล่นดนตรี ก็จะทำหน้ายิ้มแหยะได้ทุกสถานการณ์ บางครั้งตอบโต้ด้วยคำส่อเสียดให้เกิดดราม่า จนคนลืมปัญหาใหญ่

ปิยบุตรอาจพูดถูกที่ว่าผู้นำเป็นนักแสดง ใช้อำนาจแบบ ‘Pouvoir grotesque’ หรือ “อำนาจแบบตลกขบขันหรือหลุดโลก...ใช้วิธีการบลัฟ ยั่วยุ ปั้นน้ำเป็นตัว ปล่อยเรื่องจริงบ้างเท็จบ้าง” ขืนฟังอย่างจดจ่อละก็ จะ “ถูกบังคับให้หันเหออกจากประเด็นเนื้อหาสาระ”

บางทีการปักหลักผลักดันการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดลิ่ม อาจทำให้ระบอบดึงดัน หน้าด้าน และเต็มไปด้วยเล่ห์กล แบบ ‘สีน้ำเงิน’ ไปได้ไม่คล่องแคล่วเหมือนที่เป็นอยู่ เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองสายก้าวหน้า ไปสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้น และแรงขึ้น

(https://www.facebook.com/PiyabutrOfficial/posts/HZG2VR2LCw และ https://www.facebook.com/thestandardth/posts/Nn6e6xN7) 

ในชีวิตของคนเรา มีเหตุการณ์สะเทือนใจที่ไม่มีวันลืม เช่น โศกนาฏกรรม 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์วันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่วันที่ในปฏิทิน แต่เป็นเครื่องเตือนใจทางประวัติศาสตร์ ถึงความอันตรายของการสร้างความเกลียดชังในสังคม และความสำคัญของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการเห็นต่างอย่างสันติ


Vanchai Tantivitayapitak
13 hours ago ·

ข้าพเจ้าไม่ลืม 6 ตุลาคม 2519 ตอนอายุ 15 ขวบ

ในชีวิตของคนเรา มีเหตุการณ์สะเทือนใจที่ไม่มีวันลืม

แม้จะผ่านมา 50 ปี ภาพเหล่านี้ยังติดตา

ผมอาจจะเป็นคนรุ่น 6 ตุลาที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่ง
เวลานั้นผมอายุ 15 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก คุ้นเคยกับธรรมศาสตร์ดีเพราะเดินเข้าออกมหาวิทยาลัยแห่งนี้เกือบทุกอาทิตย์

ช่วงนั้นผมแวะเวียนมาร่วมกิจกรรม ประชุมกับพี่ๆ นักศึกษาโดยตลอด บรรยากาศตอนนั้นนักศึกษาส่วนใหญ่แทบไม่ค่อยเข้าห้องเรียน ชาวนา ชาวไร่ กรรมกร เดินเข้าออกมหาวิทยาลัยตลอดเวลา ร่วมกันคิดร่วมกันฝันว่า “เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”
จนกระทั่งเมื่อจอมพล ถนอม กิตติขจร ผู้ถูกบังคับให้ออกนอกประเทศภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้บวชเป็นสามเณรกลับเข้าประเทศ ก่อให้เกิดการประท้วงของนักศึกษาประชาชนไปทั่ว
นักศึกษา นัดชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวง บรรดากลุ่มกระทิงแดงเข้ามาก่อกวนอย่างหนักถึงขนาดเอางูมาปล่อยในที่ชุมนุม ในที่สุดแกนนำคนหนึ่งซึ่งหากจำไม่ผิดคือ ธงชัย วินิจจะกูล ตอนนั้นอยู่ปี 2 ธรรมศาสตร์ ประกาศว่า หากสนามหลวงไม่อาจคุ้มครองเราได้ ขอให้พวกเราย้ายไปชุมนุมที่ลานโพ พอพูดจบบรรดาการ์ดก็รื้อเวที ช่วยกันเข็นถังน้ำมันขนาด 200 ลิตรหลายสิบถังที่ใช้เป็นฐานรองเวที ผ่านหน้าเราไปตั้งเวทีใหม่ในธรรมศาสตร์

ผมมาร่วมชุมนุมด้วยในชุดนักเรียน พร้อมกับเพื่อนรุ่นพี่พจนา จันทรสันติ พูดด้วยความตกใจว่า เสียงเข็นถังน้ำมัน เหมือนเสียงสายพานลำเลียงของรถถังไม่มีผิด ราวกับเป็นลางสังหรณ์

ผมเองไม่ทันคิดอะไร ยังร่วมร้องเพลง “สู้ไม่ถอย” พร้อมๆ กับผู้คนต่างทยอยเดินไปร่วมชุมนุมที่ลานโพจนล้นมาถึงสนามฟุตบอล และวันต่อมาก็ต้องย้ายเวทีมาที่สนามฟุตบอลเพราะลานโพดูจะเล็กเกินไปเสียแล้ว

ทุกเย็นหลังเลิกเรียน ผมจะมาร่วมชุมนุมจนรถเมล์เที่ยวสุดท้ายถึงได้กลับบ้าน เรื่อยมาถึงคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 สถานการณ์เลวร้ายลง มีการปล่อยข่าวว่าจะมีการทำรัฐประหาร จะมีการล้อมปราบนักศึกษา บรรดาการ์ดต่างวางแผนรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งเครียด ผมนั่งอยู่ในสนามฟุตบอลจนใกล้เที่ยงคืน

จำได้ว่าพบพระไพศาล วิสาโล ตอนนั้นเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ปีสอง อดอาหารประท้วงรัฐบาล. และได้พบพี่สาวคนโต (มด วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์) เธอไล่ให้ผมกลับบ้านเพราะไม่ปลอดภัย เวลานั้นผมคิดจะกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดนักเรียนเพื่อจะกลับมาร่วมชุมนุมใหม่ แต่พอกลับเข้าบ้านได้พ่อแม่ก็ไม่ยอมให้ออกจากบ้านเด็ดขาด ถึงขนาดใช้เข็มขัดเฆี่ยนตีด้วยความเป็นห่วง ขณะที่ลูกสาวคนโตยังไม่กลับบ้าน

ตอนสายวันที่ 6 ตุลาคม มีรายงานข่าวทางโทรทัศน์ช่อง 4 (ช่อง 9 ปัจจุบัน) เพียงช่องเดียวว่ามีการล้อมปราบนักศึกษาอย่างโหดร้ายที่สุด มีข่าวลือหนาหูว่าร่างนักศึกษาหลายคนที่โดนยิงตายถูกแทงปอดและทิ้งลงทะเลที่ชลบุรี ตกเย็นพวกผู้นำทหารทำรัฐประหาร ประกาศเคอร์ฟิวไม่ให้คนออกจากบ้านหลังเที่ยงคืน สิ่งที่ผมคิดได้ขณะนั้นคือต้องออกตามหาพี่สาวและเพื่อนหลายคนว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

คืนนั้นผมนอนไม่หลับ น้ำตาไหลคิดถึงคนรู้จักว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร วันรุ่งขึ้นผมและเพื่อนออกตระเวนตามโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อตามหาผู้รอดชีวิต ไม่ก็ไปดูศพผู้เสียชีวิตว่าเป็นคนรู้จักหรือไม่ ผมนั่งรถเมล์ไปสังเกตการณ์หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทหารถือปืนกันคนไม่ให้เข้าไป ผมเดินต่อไปยังท้องสนามหลวง เห็นคนมุงซากยางรถยนต์ไหม้ซึ่งควันยังกรุ่น เห็นสิ่งของคล้ายกระดูกโผล่มาจากตรงนั้นจึงรู้ว่ามีคนถูกเผานั่งยาง เย็นนั้นนั่งรถเมล์มาที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน (สโมสรตำรวจในปัจจุบัน) ได้ข่าวว่าผู้ต้องหาส่วนใหญ่ถูกจับกุมคุมขังอยู่ที่นี่ พวกเรารอฟังประกาศรายชื่อผู้ต้องหาด้วยใจระทึก ภาวนาให้มีชื่อคนรู้จักเพราะอย่างน้อยก็ยังดีที่ได้รู้ว่าเขาไม่สูญหายหรือเสียชีวิต

เราได้ยินชื่อเพื่อนหลายคน รวมทั้งพระไพศาล แต่ไม่มีชื่อมด วนิดา ตอนนั้นมดเป็นแกนนำกรรมกรที่ทางการต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่ง เธอหนีรอดมาได้ และตัดสินใจเข้าป่าในเวลาต่อมา ส่วนผมกลับมาบ้าน คืนนั้นผมเอาหนังสือฝ่ายซ้ายหลายสิบเล่มเผาลงถังสังกะสีไม่ให้เพื่อนบ้านรู้ ทำลายหลักฐานที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะเวลานั้นใครต่อใครล้วนถูกจับกุมคุมขังได้ทันทีในข้อหาเป็นภัยต่อสังคม

นั่งเผาหนังสือทั้งน้ำตานองหน้าด้วยความคับแค้นใจ สภาพตอนนั้นไม่ต่างกับบ้านแตกสาแหรกขาด คิดถึงคนที่โดนยิงตายหลายคน คิดถึงอีกหลายคนที่ยังตามหาไม่เจอ แต่อัดอั้นตันใจไม่รู้จะทำอะไรได้เพราะทหารตำรวจครองเมือง ใจหนึ่งก็อยากเข้าป่าเพื่อกลับมาแก้แค้น อีกใจหนึ่งก็เป็นห่วงพ่อแม่ที่กินไม่ได้นอนไม่หลับมา
หลายคืนเพราะลูกสาวคนโตหายตัวไปเป็นอาทิตย์แล้ว

หลังเหตุการณ์ ผมเป็นอาสาสมัครไปช่วยงานกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม ตอนนั้นมีพระไพศาล วิสาโล (ยังไม่บวช) ฯลฯ ภารกิจของกลุ่มคือการรณรงค์ให้ปล่อยผู้นำนักศึกษา ๑๘ คนที่ถูกจับกุมคุมขังจากเหตุการณ์นั้น อาทิ ธงชัย วินิจจะกูล สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล สุธรรม แสงประทุม วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ฯลฯ พวกเราผลัดกันไปเยี่ยมผู้ต้องหาที่ติดคุกในเรือนจำ ให้กำลังใจ คอยส่งข่าวความคืบหน้า และติดต่อกับองค์การนิรโทษกรรมสากลเผยแพร่ข่าวคดี 6 ตุลาในสื่อต่างประเทศเพื่อหวังกดดันรัฐบาลไทย จนในที่สุดผู้ต้องหาทั้งหมดก็ได้รับการปลดปล่อย

ขณะที่พวกเราโดนสันติบาลกดดันอย่างหนัก บ้างถูกดักฟังโทรศัพท์ บ้างมีตำรวจนอกเครื่องแบบคอยติดตามจนกลายเป็นเรื่องปรกติ เราทำงานค่อนข้างว้าเหว่ เพราะไม่มีใครกล้าแอ่นอกรับเรื่องนี้ ยอมรับว่าตอนนั้นบางครั้งผมก็กลัวโดนอุ้ม

6 ตุลาคม 2520

ครบ 1 ปีเหตุการณ์สังหารโหด บรรยากาศเวลานั้นเสรีภาพมีเพียงน้อยนิด กิจกรรมนักศึกษายังเป็นสิ่งต้องห้ามในมหาวิทยาลัย ไม่มีใครกล้าพูดถึงการนองเลือดที่เพิ่งผ่านไป เช้าวันนั้นผมสวมชุด รด. ออกจากบ้านเพราะมีเรียนวิชาทหาร ก่อนไปเรียนแวะมาท่าพระจันทร์ เพราะนัดพรรคพวกสามสี่คนมาทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำได้ว่าวันนั้นมีเฉพาะพวกเราเท่านั้นมาร่วมไว้อาลัย ช่างภาพสื่อมวลชนต่างประเทศจำนวนมากมารอทำข่าว แต่ไม่มีนักข่าวไทยเลย พอเราตักบาตรเสร็จ นักข่าวฝรั่งพยายามตามมาสัมภาษณ์ เราไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินไปท้องสนามหลวงพร้อมถือดอกไม้ธูปเทียนไปด้วย เราหยุดใต้ต้นมะขามต้นหนึ่ง ยืนพนมมือสงบนิ่ง ปักธูปและแขวนดอกไม้ไว้บนกิ่งไม้ต้นนั้นที่เมื่อปีก่อนนักศึกษาคนหนึ่งถูกแขวนคออย่างทารุณ

50 ปีผ่านไป ภาพเหล่านั้นยังคงแจ่มชัดจนถึงปัจจุบัน เป็นบทพิสูจน์ว่า

“ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่า เราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย”

https://www.facebook.com/photo?fbid=10163583668347361&set=a.10150105732922361...

Vanchai Tantivitayapitak
Author

https://www.facebook.com/share/v/19AaFSTYP2/?mibextid=wwXIfr




Thitipong Korsakul



เอาวีดิโอตัวพรีวิวมาให้ดูนะครับ ในเว็บเขาอนุญาตให้โหลดพรีวิวออกมาได้ (https://newsroom.ap.org/editorial-photos-videos/detail?itemid=5ea074009e5a6ca2fbb52ba3a4da35e4&mediatype=video)

บางท่านอาจจะทราบอยู่แล้วว่าแหล่งฟุตเทจหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา คือ AP

ข้อแตกต่างอย่างหนึ่งจากฟุตเตจฝั่งไทยที่เห็นกันมานาน คือภาพจะเป็นสี และบันทึกเสียงจริง แม้ว่าจะมีอยู่ราว 2-3 คลิปก็ตาม

ส่วนที่ผมเอามาให้ดูนี้ เป็นเหตุการณ์ 1 ปีให้หลังที่มีการชุมนุมเล็กๆเป็นการไว้อาลัย เริ่มจากตักบาตรบริเวณใกล้ประตูมหาวิทยาลัยฝั่งท่าพระจันทร์ และบริเวณต้นไม้ตรงข้ามประตูมหาวิทยาลัยฝั่งสนามหลวง

เห็นภาพนี้ตอนแรกก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะคิดว่าตอนนั้นยังห้ามชุมนุมเกิน 5 คนอยู่

แต่ก็ตั้งข้อสังเกตได้เหมือนกันว่า คงเป็นการรวมตัวและทำกิจกรรมกันค่อนข้างกระชับและไม่เยิ่นเย้อ ในภาพจะเห็นนักข่าวและช่างภาพต่างประเทศที่ตามสถานการณ์การเมืองไทยในช่วงเวลานั้นด้วย เดาว่าด้วยความที่เขาตามติดความเคลื่อนไหว คงเป็นเหตุผลที่ได้บันทึกกิจกรรมสั้นๆนี้ไว้ได้

สำหรับใครที่ต้องการใช้งานหรือสืบค้นฟุตของ AP ถ้าสืบค้นโดยคำว่า Thai ผลที่ได้จะมากกว่าใช้คำ thailand หลายเท่าครับ

หวังว่าจะมีใครสักคนได้ใช้ประโยชน์นะครับ
.....

AP Newsroom

News Item (5ea07400-9e5a-6ca2-fbb5-2ba3a4da35e4)
Nov 20, 2007 10:18 AMID: c0060738

Slug: c0060738
Arrival Date: Nov 20, 2007 10:18 AM
Creation Date: Oct 5, 1977 11:00 PM
Duration: 01:00
Video ID: c0060738
Usage: BroadcastVideo
Source: UPITN
Subjects: Violence
Friendly Key: 771006055
Copyright: Copyright 1977 AP. All rights reserved.

notes: col print
location: bangkok, thailand
title: thai coup anniv
serviced date: 10/07/77
no: lnc 86985
date shot: 10/06/77
length: 37 feet
seconds: 0:59
sound: natsof
date of arrival:

film shows: small group of thai students gathered outside the university on the first anniversary of the military coup in thailand. in remembrance of their dead friends and relatives.

lead in: about fifteen people gathered near thammasat university in bangkok on thursday (6 october) on the first anniversary of the military coup in thailand. they got together in remembrance of friends and relatives who died in the coup on october 6, 1976.

gatherings of more than five people are still illegal in thailand, but this is not strongly enforced.

a year ago, the military seized power in thailand and declared martial law in a swift coup after a day of bloody fighting between left and right wing students.

feet r/secs

6 10 ms people making food offerings tomonks (2 shots)
8 13 ms people with flowers
16 26 ms monks being greeted
20 32 ms people tying flowers to trees
23 37 ms people praying
28 45 ms tree - tilt down to show flowers
30 48 ms people and monks
37 59 cu monk - pull out to show people around him

commentary: when the former dictator thanom kittikachorn returned from exile to bangkok, violence broke out between his opponents and his supporters. this led to 46 deaths, (officially), but the actual figure is thought to be much higher. the people gathered here, paid their respects to buddhist monks, so that they could pray for the souls of their dead friends and relatives. many attached flowers to the trees where their near and dear ones were hanged. the military take over had come only hours after this clash between the students. this particular incident in 1976 was thought to be the worst political violence since bloody street fighting overthrew the thai military dictatorship almost three years ago from then, in 1973. and it was outside this very university of thammasat where the fighting sparked off the military coup last year.

https://newsroom.ap.org/editorial-photos-videos/detail?itemid=5ea074009e5a6ca2fbb52ba3a4da35e4&mediatype=video
...

บทวิเคราะห์: เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตผู้นำเผด็จการเดินทางกลับจากการลี้ภัยมายังกรุงเทพฯ ได้เกิดเหตุความรุนแรงปะทะกันระหว่างฝ่ายที่ต่อต้านและฝ่ายที่สนับสนุนเขา เหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 46 ราย (ตามตัวเลขอย่างเป็นทางการ) แต่เชื่อกันว่ายอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริงนั้นสูงกว่านี้มาก ประชาชนจำนวนมากมารวมตัวกัน ณ สถานที่แห่งนี้เพื่อแสดงความเคารพต่อพระสงฆ์และร่วมสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของเพื่อนและญาติมิตรที่เสียชีวิต หลายคนนำดอกไม้ไปติดไว้ตามต้นไม้บริเวณจุดที่บุคคลอันเป็นที่รักถูกจับแขวนคอ การยึดอำนาจโดยกองทัพเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มนักศึกษา เหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2519 นี้ถือเป็นเหตุความรุนแรงทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์นองเลือดบนท้องถนนที่โค่นล้มระบอบเผด็จการทหารของไทยไปเมื่อเกือบ 3 ปีก่อนหน้านั้น คือในปี พ.ศ. 2516 และเหตุการณ์การต่อสู้ที่เกิดขึ้นบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งนี้นี่เองที่เป็นชนวนเหตุให้เกิดการรัฐประหารโดยกองทัพในปีที่ผ่านมา
.....

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนอย่างไม่มีวันลืม เนื่องจากมีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสังคมไทย ทั้งในแง่ของจิตใจ การเมือง และประวัติศาสตร์ ดังนี้

1. ความเหี้ยมโหดและความรุนแรงที่เกิดขึ้นกลางเมือง เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการสลายการชุมนุมทั่วไป แต่เกิดการล้อมปราบและสังเคราะห์ความรุนแรงอย่างบ้าคลั่งภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่ามกลางสายตาของสาธารณชน ทั้งการรุมทำร้าย การปราบปรามด้วยอาวุธสงคราม และการทำลายศพอย่างโหดเหี้ยม ภาพบันทึกเหตุการณ์ (เช่น ภาพการแขวนคอและใช้เก้าอี้ฟาด) กลายเป็นภาพจำที่สร้างความสะเทือนใจในระดับสากล

2. การสร้างความเกลียดชังและการปลุกระดม (Hate Speech) ก่อนเกิดเหตุการณ์ มีการปลุกระดมผ่านสื่อของรัฐและกลุ่มขวาจัดอย่างหนัก โดยการป้ายสีว่านักศึกษาและผู้ชุมนุมเป็น "คอมมิวนิสต์" หรือ "ผู้หนักแผ่นดิน" เพื่อสร้างสภาวะที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามขาดความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) จนทำให้คนในสังคมกล้าลงมือทำร้ายกันเองได้อย่างเหี้ยมโหด

3. การสูญเสียอนาคตและพลังของเยาวชน ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในวันนั้นส่วนใหญ่คือ นิสิต นักศึกษา และประชาชนบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นพลังสมองและอนาคตของชาติ เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ปัญญาชนจำนวนมากต้องหลบหนีเข้าป่าเพื่อร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เนื่องจากไม่เหลือพื้นที่ปลอดภัยและหมดศรัทธาในระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในขณะนั้น

4. บาดแผลทางประวัติศาสตร์และการลืมเลือนที่ถูกบังคับ (Forced Amnesia) หลังเกิดเหตุการณ์ รัฐบาลยุคนั้นและในเวลาต่อมาพยายามทำให้เรื่องนี้เงียบหายไป ไม่มีกระบวนการค้นหาความจริงอย่างรอบด้าน และไม่มีผู้รับผิดชอบต่อการสูญเสียชีวิตอย่างชัดเจน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยไร้ผู้ผิดและการลบเลือนความทรงจำของรัฐ ทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นบาดแผลเรื้อรังที่ยังคงถูกตั้งคำถามจนถึงปัจจุบัน

5. จุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองไทย 6 ต.ค. 2519 ถือเป็นจุดสิ้นสุดของยุค "ประชาธิปไตยเบ่งบาน" (ซึ่งเริ่มขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516) และนำไปสู่การรัฐประหาร คืนสู่อำนาจของฝ่ายทหารและกลุ่มอนุรักษนิยมอย่างเต็มรูปแบบ

เหตุการณ์นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่วันที่ในปฏิทิน แต่เป็น เตือนใจทางประวัติศาสตร์ ถึงความอันตรายของการสร้างความเกลียดชังในสังคม และความสำคัญของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการเห็นต่างอย่างสันติ



50 ปีหลังเหตุสังหารหมู่ คนหนุ่มสาวไทยยังคงต่อสู้เพื่อสิทธิในการเห็นต่าง "ผ่านไป 50 ปีแล้ว แต่ผู้คนยังคงต้องเสียชีวิตเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม หรือไม่ก็ถูกบีบให้ต้องลี้ภัยไปต่างแดน"



50 ปีหลังเหตุสังหารหมู่ คนหนุ่มสาวไทยยังคงต่อสู้เพื่อสิทธิในการเห็นต่าง

กรุงเทพฯ (AFP) – ห้าสิบปีหลังจากเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงของนักศึกษาเพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการจบลงด้วยการสังหารหมู่ กลุ่มผู้ประท้วงคนรุ่นใหม่ของไทยกล่าวว่า พวกเขายังคงเผชิญกับภัยคุกคามต่างๆ รวมถึงการถูกดำเนินคดี การจำคุก หรือการต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ

ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ วัย 24 ปี เคยถูกคุมขังระหว่างรอการพิจารณาคดีเป็นเวลาหลายเดือน ก่อนจะถูกตัดสินว่ามีความผิดตามกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์อันเข้มงวดของไทย เธอเป็นหนึ่งในผู้คนเกือบ 300 คนที่ถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายดังกล่าว (หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมายมาตรา 112) นับตั้งแต่ปี 2020

ปัจจุบันเธอได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา และได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมรำลึกถึงเหตุการณ์สังหารหมู่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 1976 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งตรงกับวันอังคารนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่มืดมนที่สุดของไทยสมัยใหม่ เมื่อกองกำลังความมั่นคงและกลุ่มมวลชนฝ่ายขวาได้สังหารหมู่กลุ่มนักศึกษาผู้ประท้วงภายในมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของประเทศ

"ในตอนนั้น มีการใช้อาวุธปืนและมีร่างผู้เสียชีวิตนอนอยู่บนพื้น" ณัฐนิชกล่าวขณะพาผู้สื่อข่าว AFP เดินชมพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ

"แต่ในวันนี้ ความรุนแรงมาในรูปแบบของกฎหมาย"

รัฐบาลไทยไม่ได้ตอบกลับในทันทีต่อคำขอให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้มาตรการทางกฎหมายจัดการกับกลุ่มนักกิจกรรม

เหตุการณ์ปราบปรามเมื่อ 50 ปีก่อนเกิดขึ้นตามหลังการเดินทางกลับเข้ามาของจอมพลถนอม กิตติขจร ผู้นำเผด็จการทหารที่เคยถูกโค่นอำนาจไปเมื่อสามปีก่อนหน้านั้น

กลุ่มนักศึกษาได้รวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อคัดค้านการกลับมาของเขา ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 6 ตุลาคม ตำรวจและกลุ่มฝ่ายขวาได้บุกเข้าไปในมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งใช้อาวุธปืนยิง ทุบตี และรุมทำร้ายผู้ประท้วงจนเสียชีวิต

'กล้าที่จะพูด'

ยอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 46 ราย แม้ว่าผู้รอดชีวิตและพยานในเหตุการณ์จะเชื่อว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 รายก็ตาม

ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกรัฐบาล กล่าวกับ AFP ว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวนมากได้เสียชีวิตไปแล้วหรือหาตัวไม่พบ

เขากล่าวว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันต้องการหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก

"เราไม่อยากเห็นการสูญเสียชีวิตเกิดขึ้นเพียงเพราะผู้คนมีความเห็นที่แตกต่างกัน" เหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับความสนใจเพียงน้อยนิดในตำราเรียนของไทย ทำให้คนรุ่นหลังต้องเรียนรู้เรื่องราวนี้จากผู้รอดชีวิตและงานวิจัยอิสระแทน

"มันทำให้เราตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรารับรู้นั้นคือความจริง หรือเป็นเพียงสิ่งที่รัฐต้องการให้เรารู้กันแน่" ณัฐนิชกล่าว

เธอและเพื่อนๆ มองเห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างเหตุการณ์ปี 2519 กับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งแม้กองทัพจะไม่ได้กุมอำนาจบริหารโดยตรงแล้ว แต่กลุ่มอนุรักษนิยมยังคงมีอิทธิพลอย่างมาก

ณัฐนิชมีส่วนร่วมในการชุมนุมประท้วงนำโดยคนหนุ่มสาวที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2563 ซึ่งดึงดูดผู้คนนับหมื่นให้ออกมาบนท้องถนนเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงสู่ประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์



ในปี 2565 ณัฐนิช ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 20 ปี พร้อมด้วยกลุ่มเพื่อน ได้สอบถามความคิดเห็นของประชาชนในกรุงเทพฯ เกี่ยวกับขบวนเสด็จฯ และการใช้อำนาจของสถาบันกษัตริย์

กิจกรรมดังกล่าวรวมถึงกิจกรรมทางการเมืองอื่นๆ นำไปสู่การถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ (มาตรา 112) ถึง 3 คดี ซึ่งนักวิจารณ์มองว่ามีการตีความกฎหมายข้อนี้อย่างกว้างขวางจนกลายเป็นเครื่องมือในการจัดการกับผู้เห็นต่าง

"ในฐานะคนที่ผ่านกระบวนการยุติธรรมมาทุกขั้นตอน ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล ไปจนถึงเรือนจำ ฉันพูดได้เต็มปากว่ามันไม่ยุติธรรมและเน่าเฟะ" ณัฐนิชกล่าว

เมื่อผู้ประท้วงรุ่นใหม่จำนวนมากต้องขึ้นศาล พวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากทนายความ รวมถึงกฤษฎางค์ นุตจรัส ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ที่ธรรมศาสตร์

ก่อนถึงวันครบรอบเหตุการณ์ดังกล่าว เขาได้แสดงความชื่นชมในความกล้าหาญของคนรุ่นใหม่ โดยกล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า การปฏิรูปกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์เป็นเรื่องที่ "ไม่มีใครกล้าพูดถึงในยุคสมัยของผม"

ปัจจุบัน กระแสการประท้วงได้ซาลงไปแล้ว โดยนักกิจกรรมจำนวนมากถูกจำคุกหรือต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ

"จริงอยู่ที่พวกเขาถูกจับกุมหลังจากออกมาพูด แต่พวกเขาก็กล้าที่จะพูดออกมา" ชายวัย 68 ปีผู้นี้กล่าว

'พวกเราโกรธแค้น'

สถาบันกษัตริย์ยังคงเป็นที่เคารพศรัทธาอย่างกว้างขวางในสังคมไทย ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเป็นสังคมที่ยึดถือจารีตประเพณี และเพิ่งมีการเลือกตั้งรัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยมเข้ามาบริหารประเทศในปีนี้

ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่ยังคงกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงในฝั่งตรงข้าม



เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ ซึ่งปัจจุบันอายุ 73 ปี เคยเป็นนักเรียนอาชีวะจากสถาบันคู่ปรับที่เข้าร่วมต่อสู้กับกลุ่มผู้ประท้วง

เขากล่าวหาว่านักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นฝ่ายโจมตีตำรวจและกลุ่มนักเรียนจากสถาบันของเขา อีกทั้งยังเชื่อว่ากลุ่มผู้ประท้วงพยายามที่จะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ "เราไปที่นั่นเพราะเรารักสถาบันกษัตริย์และเรารู้สึกโกรธแค้น" เขากล่าวกับสำนักข่าว AFP พร้อมระบุว่าเขาจะทำเช่นเดิมอีก

'ยอมตายเพื่อความยุติธรรม'

ธีรภพ เต็งประวัติ วัย 21 ปี ถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์จากกรณีป้ายผ้าที่มีเนื้อหาเสียดสี ซึ่งถูกนำมาแสดงที่วิทยาเขตอีกแห่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว หลังจากที่ทางมหาวิทยาลัยยกเลิกกิจกรรมของนักศึกษาภายหลังการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (พระราชมารดาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน)

ตำรวจกล่าวหาว่าป้ายผ้าดังกล่าวเป็นการหมิ่นพระเกียรติยศของพระองค์

"ปัญหาที่เราเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ล้วนมีที่มาที่ไป" ธีรภพกล่าว ขณะที่เขายังคงรอฟังว่าจะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาลหรือไม่

"สถานการณ์เลวร้ายลงด้วยกฎหมายที่ถูกตราขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ ความรุนแรงในครั้งนั้นถูกบัญญัติไว้เป็นกฎหมาย และมันยังคงมีผลบังคับใช้มานานถึง 50 ปี"

กองทัพเข้ายึดอำนาจในช่วงเย็นของวันเกิดเหตุสังหารหมู่ และได้เพิ่มบทลงโทษสำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ในอีก 15 วันต่อมา


คำสั่งที่ 41 ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำไว้ที่ 3 ปี และเพิ่มโทษจำคุกสูงสุดจากเดิม 7 ปี เป็น 15 ปี ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ยังคงมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน

คำสั่งที่ 41 ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำไว้ที่ 3 ปี และเพิ่มโทษจำคุกสูงสุดจาก 7 ปีเป็น 15 ปี ซึ่งเป็นกฎหมายที่ยังคงมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน

"กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฉบับที่บังคับใช้ในทุกวันนี้คือมรดกตกทอดจากการรัฐประหารครั้งนั้น" นัสรี พุ่มเกื้อ นักกิจกรรมวัย 23 ปีผู้เรียกร้องการปฏิรูปกล่าว

ความพยายามแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ ส.ส. ปัจจุบันจำนวนหลายสิบคนต้องถูกดำเนินคดีในชั้นศาล

การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป โดยณัฐนิช ธีรภพ และนัสรี เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนักกิจกรรมที่ร่วมมือกับผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่ในการรณรงค์ให้ยกเลิกคำสั่งของคณะรัฐประหาร ซึ่งเป็นต้นตอของบทลงโทษในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

สำหรับณัฐนิชแล้ว การต่อสู้ครั้งนี้กลายเป็นเรื่องส่วนตัวที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของเธออย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ในเดือนพฤษภาคม 2024 เนติพร เสน่ห์สังคม เพื่อนสนิทของเธอ เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังหลังจากอดอาหารประท้วงมาเป็นเวลานาน ขณะมีอายุ 28 ปี

"ผ่านไป 50 ปีแล้ว แต่ผู้คนยังคงต้องเสียชีวิตเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม หรือไม่ก็ถูกบีบให้ต้องลี้ภัยไปต่างแดน" ณัฐนิชกล่าว

"มันให้ความรู้สึกราวกับว่าประเทศไทยยังคงวนเวียนกลับมาอยู่ที่จุดเดิม"

(Gemini ช่วยแหล)

https://www.france24.com/en/live-news/20261004-fifty-years-after-massacre-thai-youth-still-fight-for-right-to-dissent






 

สามปีแห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซาผ่านกล้องของชายคนหนึ่ง




เป็นเวลากว่าสามปีแล้วที่อิบราฮิม ราบาอาได้บันทึกภาพชีวิตของเขาในช่วงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซาโดยอิสราเอล บันทึกภาพการทิ้งระเบิดและการพลัดถิ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ภาพวิดีโอของเขาเป็นบันทึกส่วนตัวของสงครามที่คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปกว่า 73,000 คน

ลิงก์วิดีโอ
https://www.aljazeera.com/video/newsfeed/2026/10/4/three-years-of-genocide-in-gaza-through-one-mans-camera
.....

NewsFeed
Three years of genocide in Gaza through one man’s camera

For almost three years, Ibrahim Rabaa has filmed fragments of his life through Israel’s genocide in Gaza, capturing bombardment and repeated displacement. His footage is a personal record of a war that has killed over 73,000 Palestinians.
Published On 4 Oct 20264 Oct 2026




นรกบนดิน ประเทศนี้ ยิ่งกว่าด้อยพัฒนา



นรกบนดิน! CIB บุกตรวจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกาญจนบุรี หลังแม่ร้องถูกลูกชาย ส่งตัวขังนาน 2 ปี

5 ต.ค. 2569
ผู้จัดการออนไลน์

MGR Online - ตำรวจสอบสวนกลางบุกตรวจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ จ.กาญจนบุรี หลังแม่ร้องถูกลูกชาย-สะใภ้ ส่งตัวขังนาน 2 ปี หวังฮุบสมบัติ พบกั้นกรงเหล็กเตียงคนไข้ลักษณะคล้ายคุก

จากกรณีรายการโหนกระแส นำเสนอเรื่องราวของคุณแม่รายหนึ่ง ซึ่งร้องขอความเป็นธรรม โดยอ้างว่าถูกลูกชายและลูกสะใภ้หลอกพาไปอยู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุโดยไม่สมัครใจนานกว่า 2 ปีครึ่ง เนื่องจากต้องการฮุบสมบัติ พร้อมอ้างว่าระหว่างอยู่ที่ศูนย์ถูกทำร้าย ข่มขู่ และบังคับให้กินยา ก่อนจะแอบติดต่อให้น้องสาวช่วยพาออกมา

ล่าสุดวันนี้ (5 ต.ค.) ตำรวจสอบสวนกลางได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยจิตเวช จ.กาญจนบุรี หลังถูกร้องเรียน เกี่ยวกับการทารุณกรรม

ทั้งนี้สถานที่ดังกล่าวมีการติดตั้งกรงเหล็กลักษณะคล้ายห้องขัง ขณะที่ผู้ดูแลชี้แจงว่า การติดกรงบริเวณเตียงไม่ได้มีเจตนาขังคนไข้ แต่เป็นการป้องกันไม่ให้คนไข้ที่มีอาการคลุ้มคลั่งก่อเหตุอาละวาด อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งหาข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป









https://mgronline.com/crime/detail/9690000097006



"แก้มลิง" อีท่าไหน ไหนว่าจะใช้สนามกอล์ฟเป็นพื้นที่รองรับและหน่วงน้ำเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมให้ชุมชนไง



Puangthong Pawakapan
14 hours ago ·

จริงหรือนี่ หลังจากแสดงบทพระเอกได้ไม่กี่วัน กองทัพอากาศก็สูบน้ำจากสนามกอล์ฟธูปะเตมีย์ ไปลงคลอง 1 วัดลาดสนุ่น ตามที่รายการเจาะลึกทั่วไทยได้นำเสนอ? เรื่องนี้กองทัพอากาศต้องออกมาชี้แจงค่ะ
 
รายการเจาะลึกทั่วไทยเช้าวันนี้ (5 ต.ค.) คุณดนัยและคุณอมรรัตน์เล่าว่าเมื่อวันที่ 29 ก.ย.นี้เอง ที่ ทอ.แสดงบทพระเอกปล่อยให้สนามกอล์ฟธูปะเตมีย์เป็นที่รับน้ำ สมควรมอบดอกไม้ให้ ทอ. แต่มีคนส่งข้อมูลให้ว่า เมื่อวานนี้ (4 ต.ค.) ทอ.ก็จับมือกับเทศบาลคูคต อ.ลำลูกกา สำรวจพื้นที่และทำคันกั้นน้ำรอบวัดลาดสนุ่น พอทำเสร็จก็ไปสำรวจน้ำในคลอง ก็พบว่าน้ำในคลอง 1 วัดลาดสนุ่นลดลง 10 เซนติเมตร จึงสูบน้ำจากสนามกอล์ฟธูปะเตมีย์ออกไปใส่คลอง 1 แทน

คุณดนัยและคุณอมรรัตน์จึงถามว่า ทอ.เก็บน้ำไว้ก่อนไม่ได้หรือ เพื่อให้น้ำที่ท่วมพื้นที่ชาวบ้านและที่กำลังจะมาเพิ่ม ได้ไปลงในคลอง 1 แทน “พี่ๆ จะหล่อมาก ถ้าพี่จะสละความสุขเล็กๆ น้อยๆ นี้” ... ประชาชนรอฟัง ทอ. ชี้แจงเรื่องนี้อยู่นะคะ
 
คุณดนัยและคุณอมรรัตน์ยังบอกว่า ทอ.ควรคืนพื้นที่สนามงูหรือสนามกานตรัตน์ ที่ตั้งอยู่ตรงกลางรันเวย์ 2 ข้างของสนามบินดอนเมือง ให้เป็นที่รับน้ำ เพื่อป้องกันน้ำท่วมสนามบินดอนเมือง
 
พื้นที่สนามงูมีขนาด 355 ไร่ มี 18 หลุม
 
ประเทศไทยน่าจะเป็นที่เดียวในโลก ที่มีสนามกอล์ฟทหารอยู่กลางสนามบินเช่นนี้ คณะกรรมาธิการศึกษาธุรกิจกองทัพเคยเข้าไปดูสนามแห่งนี้ ได้เห็นว่ามีน้ำกระสาป้วนเปี้ยนหาอาหารอยู่ในสนามกอล์ฟ วันนั้นได้เห็นเจ้าหน้าที่ AOT ออกมายิงปืนแก๊ปไล่นกด้วย เขาบอกว่าต้องทำประจำ เพราะนกเป็นอันตรายต่อการบิน มันยังมีบางช่วงที่สนามกอล์ฟถูกตัดด้วยรันเวย์ ซึ่งจุดนี้มีสัญญาณไฟข้ามถนนติดอยู่ แต่เคยมีนักกอล์ฟเดินฝ่าไปโดยไม่ดูสัญญาณ.... กมธ.ขอให้ ทอ.มอบพื้นที่นี้ให้ AOT ไปบริหารจัดการขยายรันเวย์ ก็ยากเย็นแสนเข็ญค่ะ
 
ภาพที่แปะเพิ่มคือสนามงูในสนามบินดอนเมือง และภาพจากกูเกิ้ลแมพ แสดงที่ตั้งสนามกอล์ฟ 2 แห่งของกองทัพอากาศ (ธูปะเตมีย์ และสนามงู) และ 1 แห่งของกองทัพบก (สนามกอล์ฟรามอินทราขนาดใหญ่กว่า 500 ไร่) จะเห็นว่าสนามทั้ง 3 มีพื้นที่น้ำท่วมของชาวบ้านรายล้อมอยู่ ถ้าเปลี่ยนเป็นแก้มลิง (เป็นสวนสาธารณะได้พร้อมกัน) ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาลให้กับประชาชน
 
สนามทั้ง 3 แห่งเป็นที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์ ก.คลังเป็นผู้ดูแล ผู้บัญชาการเหล่าทัพสามารถส่งคืนได้ หรือนายกรัฐมนตรีสามารถออกคำสั่งให้กรมธนารักษ์เอาคืนก็ได้
 
ลิงค์ข่าวเจาะลึกทั่วไทย ดูนาทีที่ -30 เป็นต้นไป https://www.youtube.com/watch?v=AjlvB7DnCys

วันนี้ (5 ต.ค.) “วันที่อยู่อาศัยโลก” 🏡 สิทธิของการมีที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในสิทธิมนุษยชน ขบวนคนจนฯ ชาวนา คนไร้บ้าน คนสลัม กลุ่มชาติพันธ์ุ รวมหลายพันคน เดินเท้าจากลานคนเมืองไปทำเนียบฯ ยื่น UN-นายกฯ เรียกร้อง #สิทธิในที่อยู่อาศัย ในฐานะสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญไทย