วันศุกร์, กรกฎาคม 03, 2569

“ถ้าคุณคิดว่า Trumpism จะจบลงในสามปี คุณช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน" หากคุณต้องการหยุดระบอบนี้ Mass movement ต้องเกิด เพราะ ลำพังเพียงแค่กฎเกณฑ์หรือสถาบันทางการเมือง ไม่สามารถปกป้องประชาธิปไตยได้อีกต่อไป



America at 250
America Needs a Mass Movement—Now

Without one, America may sink into autocracy for decades.

By David Brooks
Illustrations by Nicolás Ortega

https://www.theatlantic.com/magazine/archive/2025/11/autocracy-resistance-social-movement/684336/
.....

บทความเด่นของเดวิด บรูคส์ (David Brooks) เรื่อง "America Needs a Mass Movement—Now" (อเมริกาต้องการการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่—เดี๋ยวนี้) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์วาระพิเศษ "America at 250" ของนิตยสาร The Atlantic ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญและน่าจับตามองอย่างยิ่งจากนักคิดและคอลัมนิสต์สายอนุรักษ์นิยมสายกลาง (Moderate / Institutionalist) ผู้ซึ่งปกติแล้วมักจะสนับสนุนความประนีประนอมและการทำงานผ่านระบบสถาบันการเมืองแบบเดิม

การที่คนอย่างบรูคส์หันมาเรียกร้องให้เกิด "การลุกฮือของประชาชนในวงกว้าง" สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลอย่างลึกซึ้งต่ออนาคตของประชาธิปไตยอเมริกันในปัจจุบัน

หัวใจสำคัญของข้อเสนอ (The Core Argument)

บรูคส์เตือนว่า สังคมอเมริกันกำลังตกอยู่ในภาวะ "เฉื่อยชาและนิ่งเฉย" (Miasma of Passivity) ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับการคืบคลานอย่างเป็นระบบของระบอบอำนาจนิยมหรือเผด็จการ (Autocracy) เมื่อมองไปข้างหน้าสู่วาระครบรอบ 250 ปีของการก่อตั้งประเทศ (Semiquincentennial) บรูคส์ชี้ว่าหากไม่มีการเคลื่อนไหวที่จัดตั้งอย่างเป็นระบบจากภาคประชาชน อเมริกาอาจต้องติดอยู่ใต้ร่มเงาของเผด็จการไปอีกหลายทศวรรษ

สัญญานอันตรายที่เขาหยิบยกขึ้นมาประกอบด้วย:

การพังทลายของระบบตรวจสอบและถ่วงดุล (Checks and Balances): มีการเพิกเฉยต่อคำตัดสินของศาล การเปลี่ยนหน่วยงานอิสระ (เช่น กระทรวงยุติธรรม) ให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง และการใช้ศาลหรืออำนาจรัฐข่มขู่ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และสถาบันทางสังคม

ประชานิยมไม่ใช่เรื่องชั่วคราว: บรูคส์เตือนว่ากระแสประชานิยมขวาจัด (เช่น ขบวนการ MAGA) ไม่ใช่แค่เรื่องฉาบฉวยที่จะหายไปเอง แต่ขบวนการนี้ได้กลายเป็น "ระบบนิเวศทางวัฒนธรรม" ที่มอบตัวตน ชุมชน และเป้าหมายชีวิตให้แก่ผู้สนับสนุน ดังนั้น การจะสู้กับพลังนี้ได้ ต้องใช้พลังกลุ่มก้อนที่ใหญ่และเป็นระบบไม่แพ้กัน

ความล้มเหลวของชนชั้นนำและสถาบันหลัก: เขาตำหนิผู้นำมหาวิทยาลัย ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ และผู้นำวิชาชีพต่างๆ ว่า "ขาดความกล้าหาญ" และเอาแต่ปกป้องระบบเดิม (Establishment) แทนที่จะปฏิรูปสถาบันของตนเองเพื่อดึงความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา

"การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่" ในมุมมองของบรูคส์เป็นอย่างไร?

บรูคส์ยอมรับตรงๆ ว่าโดยส่วนตัวเขาไม่ใช่ "นักประท้วง" หรือคนที่ชอบออกไปเดินขบวน แต่สถานการณ์ปัจจุบันบีบบังคับให้ต้องเกิด "การลุกฮือทางพลเมืองระดับชาติ" (National Civic Uprising) ที่รวมตัวกันจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งแวดวงวิชาการ คณะนิติศาสตร์ ภาคธุรกิจ องค์กรไม่แสวงหากำไร และข้าราชการประจำ

เขาได้ถอดบทเรียนจากการลุกฮือเพื่อประชาธิปไตยในอดีต เช่น ในแอฟริกาใต้ โปแลนด์ เกาหลีใต้ รวมถึงการประท้วง "No Kings" ในสหรัฐฯ เพื่อชี้ให้เห็นว่า พลังบริสุทธิ์ของประชาชนคือสิ่งจำเป็นในเวลานี้
ต้องก้าวข้ามแค่คำว่า "ต่อต้าน"

สิ่งที่บรูคส์เน้นย้ำคือ ขบวนการนี้จะอยู่รอดและประสบความสำเร็จได้ ต้องไม่ขับเคลื่อนด้วยความเกลียดชังหรือการ "ต่อต้าน" เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีคุณสมบัติ 2 ประการ:

มีวิสัยทัศน์เชิงบวก (Positive Alternative Vision): ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า "เราต้องการเห็นอเมริกาและระบบการปกครองเป็นแบบไหน" ไม่ใช่แค่บอกว่าไม่เอาอะไร

มีโครงสร้างทางศีลธรรมและปัญญา (Moral & Intellectual Structure): เขาเปรียบเทียบกับ "ขบวนการสิทธิพลเมือง" (Civil Rights Movement) ในอดีตที่ประสบความสำเร็จเพราะมีรากฐานทางปรัชญา ศีลธรรม และจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง (เช่น แนวคิดของ Martin Luther King Jr. หรือ Reinhold Niebuhr) ไม่ใช่แค่การจัดตั้งม็อบการเมืองทั่วไป

บทสรุปในบริบท "อเมริกาครบรอบ 250 ปี"

ในวาระที่สหรัฐอเมริกากำลังเดินทางมาถึงหมุดหมาย 250 ปี บทความของเดวิด บรูคส์ มองว่านี่ไม่ใช่แค่การแข่งขันทางการเมืองระหว่างสองพรรคการเมืองตามปกติ แต่เป็น "ทางแพร่งทางอารยธรรม" และเตือนสติชาวอเมริกันว่า ลำพังเพียงแค่กฎเกณฑ์หรือสถาบันทางการเมือง (Institutions) ไม่สามารถปกป้องประชาธิปไตยได้อีกต่อไป มีเพียง "เจตจำนงและการรวมตัวอย่างแข็งขันของประชาชน" เท่านั้นที่จะกอบกู้ระบอบสาธารณรัฐภายใต้รัฐธรรมนูญให้รอดพ้นจากระบอบเผด็จการได้

(Gemini ช่วยสรุป)