วันศุกร์, พฤษภาคม 29, 2569

ICE หน่วยงานตม. สหรัฐฯ กำลังทุ่มงบประมาณหลายล้านดอลลาร์ไปกับเครื่องสแกนม่านตา เพื่อระบุตัวตนของผู้ข้ามแดนหรือผู้ถูกกักตัวได้ทันที แม้ว่าบุคคลนั้นจะไม่มีเอกสารประจำตัวใดๆ ติดตัวเลยก็ตาม เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการส่งตัวกลับ







https://x.com/steveberkowitz/status/2059652070555213982
.....

ICE กำลังทุ่มงบประมาณหลายล้านดอลลาร์ไปกับเครื่องสแกนม่านตา ซึ่งเป็นการขยายคลังเครื่องมือทางเทคโนโลยีของหน่วยงาน รวมถึงขอบเขตผลกระทบที่ตามมา

สิ่งที่คุณกล่าวถึงเป็นประเด็นที่เพิ่งมีความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคม 2026 นี้ โดยหน่วยงานตม. สหรัฐฯ หรือ ICE (Immigration and Customs Enforcement) ภายใต้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อเทคโนโลยีมูลค่าสูงถึง 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายระบบสแกนม่านตา (Iris Scanning) อย่างเป็นทางการ

นี่คือรายละเอียดและขอบเขตผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทุ่มงบประมาณในครั้งนี้

1. รายละเอียดเทคโนโลยีและการจัดซื้อ

ผู้รับสัญญา: ICE ได้มอบสัญญาแบบผูกขาด (No-bid / Sole-source contract) ให้กับบริษัท BI2 Technologies ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบระบุตัวตนด้วยอัตลักษณ์บุคคล (Biometrics)

มูลค่าและขนาด: สัญญานี้มีมูลค่ากว่า 25 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็น 5 เท่า ของงบประมาณที่เคยจ้างบริษัทนี้เมื่อปีที่แล้ว โดย ICE จะได้รับเครื่องสแกนม่านตาแบบพกพาเพิ่มขึ้นกว่า 1,570 เครื่อง พร้อมสิทธิ์เข้าถึงแอปพลิเคชันและฐานข้อมูลของบริษัทแบบไม่จำกัด

ความสามารถของอุปกรณ์: เป็นเครื่องมือไร้สายความเร็วสูงที่ผสานระบบ Biometrics หลายรูปแบบ (Multimodal) ทั้งการสแกนม่านตา ลายนิ้วมือ และการจดจำใบหน้า สามารถสแกนระยะห่างได้ถึง 1 เมตร และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลประวัติการถูกจับกุม (Booking Records) กว่า 5 ล้านรายการจาก 47 รัฐได้ทันทีในภาคสนาม

2. วัตถุประสงค์ของ ICE

ทางรัฐบาลและ DHS ระบุว่า เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ในภาคสนามสามารถ:

ตรวจสอบอัตลักษณ์ได้อย่างรวดเร็ว (Real-time Verification): ระบุตัวตนของผู้ข้ามแดนหรือผู้ถูกกักตัวได้ทันที แม้ว่าบุคคลนั้นจะไม่มีเอกสารประจำตัวใดๆ ติดตัวเลยก็ตาม

เพิ่มประสิทธิภาพในปฏิบัติการส่งกลับ (Mass Deportation): ช่วยคัดกรองบุคคลในกลุ่มคนขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วว่าใครมีประวัติอาชญากรรม หรือเป็นบุคคลที่อยู่ในข่ายต้องถูกเนรเทศ

3. ขอบเขตผลกระทบและข้อกังวลที่ตามมา

การขยายคลังแสงเทคโนโลยีในครั้งนี้สร้างแรงกระเพื่อมและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy Experts) ในหลายแง่มุม:

การรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาล (Mass Biometric Surveillance): นักสิทธิมนุษยชนกังวลว่า ICE กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นหน่วยงานสอดแนมระดับประเทศ การบังคับสแกนม่านตาผู้ถูกกักตัวทุกคนจะทำให้รัฐมีฐานข้อมูลทางชีวภาพที่ละเอียดอ่อนและละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน

ความโปร่งใสของฐานข้อมูลเอกชน: เนื่องจากเป็นการใช้ระบบและแอปพลิเคชันของบริษัทเอกชน (เช่น ระบบ IRIS และ MORIS ของ BI2) ทำให้เกิดคำถามว่าข้อมูลม่านตาของผู้ย้ายถิ่นฐานจะถูกเก็บรักษาอย่างไร มีความปลอดภัยแค่ไหน และจะถูกนำไปแบ่งปันหรือใช้ในเชิงพาณิชย์อื่นด้วยหรือไม่

การขาดการตรวจสอบโดยกระบวนการยุติธรรม: มีความกังวลว่าเจ้าหน้าที่อาจนำเครื่องมือนี้ไปใช้สแกนประชาชนทั่วไปในการเรียกตรวจตามท้องถนน (Traffic stops) หรือการตรวจค้นในชุมชน โดยไม่มีหมายศาลหรือการตรวจสอบทางกฎหมายที่รัดกุมพอ

การพึ่งพาเทคโนโลยี AI และ Algorithm: แม้ระบบสแกนม่านตาจะมีความแม่นยำสูง (ใกล้เคียงหรือมากกว่าลายนิ้วมือ) แต่การผสานรวมกับระบบจดจำใบหน้าและข้อมูลจากโซเชียลมีเดียในอดีต อาจนำไปสู่ความผิดพลาดในการระบุตัวตน (False positives) และส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ได้

การทุ่มงบประมาณครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การซื้อเครื่องมือไอทีทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า สหรัฐฯ กำลังยกระดับการควบคุมพรมแดนและการบังคับใช้กฎหมายเข้าเมืองไปสู่ยุค "ระบบสอดแนมชีวภาพอัจฉริยะ" อย่างเต็มรูปแบบ