8 hours ago
·
ข้าพเจ้า นายอิสริยะ ไชยมนตรี ผู้ขัดขืนการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรม
เรียนทุกท่านที่เคารพ
จากกรณีที่ข้าพเจ้าได้อารยะขัดขืนการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมที่ผ่านมา ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ได้มีการออกหมายเรียกข้าพเจ้าเพื่อไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ข้าพเจ้าจะไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหมายเรียก
ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ด้วยความสมัครใจ และยึดมั่นใจเจตจำนงที่ว่า จักต้องไม่มีผู้ใดถูกละเมิดสิทธิของปัจเจกจากรัฐโดยที่รัฐอ้างว่าการเกณฑ์ทหารเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่จำเป็นต้องรับใช้ชาติโดยการเป็นทหารเกณฑ์
ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าการรับใช้ชาตินั้นทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ หรือแม้แต่การเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติดั่งที่ข้าพเจ้าได้ทำโดยเสมอมา
การนำคนวัยทำงานที่จะเป็นแรงงานเข้าสู่ตลาดออกจากตลาดนั้นย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเป็นแน่แท้ เนื่องจากขาดแรงงานที่จะทำงานเป็นฟันเฟืองเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับมหภาคซึ่งจะส่งผลต่อผู้คนมากมายในระบบเศรษฐกิจเดียวกันนี้ ดั่งปรากฎการณ์ที่ผ่านมา การเกณฑ์ทหารนั้นได้ส่งผลเสียถึงระบบเศรษฐกิจโดยการเกณฑ์ทหารหนึ่งครั้งอาจสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 5.7 หมื่นล้านบาท โดยเฉลี่ยเป็นรายคนแล้ว พวกเขาเหล่านั้นอาจสูญเสียรายได้ราว 3.4 แสนบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงมากพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัวของคนบางคนได้
·
ข้าพเจ้า นายอิสริยะ ไชยมนตรี ผู้ขัดขืนการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรม
เรียนทุกท่านที่เคารพ
จากกรณีที่ข้าพเจ้าได้อารยะขัดขืนการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมที่ผ่านมา ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ได้มีการออกหมายเรียกข้าพเจ้าเพื่อไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ข้าพเจ้าจะไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหมายเรียก
ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ด้วยความสมัครใจ และยึดมั่นใจเจตจำนงที่ว่า จักต้องไม่มีผู้ใดถูกละเมิดสิทธิของปัจเจกจากรัฐโดยที่รัฐอ้างว่าการเกณฑ์ทหารเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่จำเป็นต้องรับใช้ชาติโดยการเป็นทหารเกณฑ์
ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าการรับใช้ชาตินั้นทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ หรือแม้แต่การเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติดั่งที่ข้าพเจ้าได้ทำโดยเสมอมา
การนำคนวัยทำงานที่จะเป็นแรงงานเข้าสู่ตลาดออกจากตลาดนั้นย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเป็นแน่แท้ เนื่องจากขาดแรงงานที่จะทำงานเป็นฟันเฟืองเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับมหภาคซึ่งจะส่งผลต่อผู้คนมากมายในระบบเศรษฐกิจเดียวกันนี้ ดั่งปรากฎการณ์ที่ผ่านมา การเกณฑ์ทหารนั้นได้ส่งผลเสียถึงระบบเศรษฐกิจโดยการเกณฑ์ทหารหนึ่งครั้งอาจสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 5.7 หมื่นล้านบาท โดยเฉลี่ยเป็นรายคนแล้ว พวกเขาเหล่านั้นอาจสูญเสียรายได้ราว 3.4 แสนบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงมากพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัวของคนบางคนได้
ด้วยเหตุผลทั้งปวงแล้ว ข้าพเจ้าจึงมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลดังนี้
1. ยกเลิกระบบบังคับเกณฑ์ทหาร และเปลี่ยนผ่านสู่ระบบสมัครใจโดยสมบูรณ์
2. ปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณกองทัพ โดยลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มสวัสดิการรวมถึงค่าตอบแทนให้แก่กำลังพลที่สมัครใจเข้ารับราชการ
·
รีโพสต์เนื่องจากโพสต์เก่าหาย
เรียน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรี
ณ วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569 ข้าพเจ้าได้กระทำการอารยะขัดขืนการบังคับเกณฑ์ทหาร โดย การเขียนข้อความที่เสื้อข้อความดังนี้ " ยกเลิกเกณฑ์ทหาร " และ "หยุดละเมิดสิทธิประชาชน " รวมถึงการไม่เข้าร่วมกระบวนการบังคับเกณฑ์ทหาร เนื่องด้วยขัดต่อมโนธรรมสำนึกของข้าพเจ้า และเห็นว่าการบังคับเกณฑ์ทหารขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน
ข้าพเจ้ามีความคิดไม่ร่วมเกณฑ์ทหารมาตั้งแต่ช่วงมัธยมปลาย เพราะไม่สามารถออกรบเพื่อเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนา หรือความเชื่อใด มนุษย์ทุกคนสมควรใช้ชีวิตด้วยความสันติสุขโดยไร้การเข่นฆ่า
การเป็นทหารเกณฑ์อาจทำให้ข้าพเจ้าต้องกระทำสิ่งที่ขัดมโนธรรมสำนึก อีกทั้งระบบนี้ยังขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดยเพียงอ้างว่าเป็น “หน้าที่” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50(5)
ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า การอารยะขัดขืนครั้งนี้มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่เพื่อสะท้อนว่ามีผู้คนอีกมากมายไม่เห็นด้วยกับระบบนี้ การกระทำของข้าพเจ้าจึงเป็นการแสดงให้เห็นว่า การอารยะขัดขืนด้วยมโนธรรมสำนึกมิใช่เรื่องผิดแผก แต่เป็นสิ่งที่พึงกระทำเมื่อพบความไม่เป็นธรรม
การกระทำครั้งนี้สอดคล้องกับกรณีแรกในประวัติศาสตร์ไทยของนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ผู้ซึ่งอารยะขัดขืนด้วยเหตุผลมโนธรรมตั้งแต่ปี 2567 และคดียังค้างศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 26 และ 31 หรือไม่
ข้าพเจ้าจึงมีข้อเรียกร้องดังนี้
1. ยกเลิกระบบบังคับเกณฑ์ทหารโดยเปลี่ยนเป็น “ระบบสมัครใจ 100%”
2. ปฏิรูปงบประมาณกองทัพ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วนำมาพัฒนาสวัสดิการและเพิ่มเงินเดือนให้ทหารอาชีพที่สมัครใจ
ทั้งนี้ ข้าพเจ้าใคร่ขอเรียนว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ว่า รัฐบาลจะพัฒนาระบบ ทหารอาสา จำนวน 1 แสนอัตรา ในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี พร้อมค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ชัดเจน เพื่อเป็นฐานสำคัญในการปฏิรูปเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าขอเรียกร้องอย่างยิ่งให้รัฐบาลเร่งทำให้ คำสัญญาและนโยบายที่ประกาศไว้ เป็นจริงโดยเร็วที่สุด มิใช่เพียงคำพูดในการหาเสียงหรือแถลงนโยบายเท่านั้น เพราะเยาวชนไทยจำนวนมากยังคงถูกบังคับให้อยู่ในระบบที่ละเมิดมโนธรรมและสิทธิมนุษยชน
ข้าพเจ้ายอมรับผลทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น ด้วยความรับผิดชอบเต็มที่ เพราะเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงระบบนี้จะนำสังคมไทยสู่ความเป็นธรรมและเสรีภาพมากขึ้น
ด้วยความเคารพ
รีโพสต์เนื่องจากโพสต์เก่าหาย
เรียน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรี
ณ วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569 ข้าพเจ้าได้กระทำการอารยะขัดขืนการบังคับเกณฑ์ทหาร โดย การเขียนข้อความที่เสื้อข้อความดังนี้ " ยกเลิกเกณฑ์ทหาร " และ "หยุดละเมิดสิทธิประชาชน " รวมถึงการไม่เข้าร่วมกระบวนการบังคับเกณฑ์ทหาร เนื่องด้วยขัดต่อมโนธรรมสำนึกของข้าพเจ้า และเห็นว่าการบังคับเกณฑ์ทหารขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน
ข้าพเจ้ามีความคิดไม่ร่วมเกณฑ์ทหารมาตั้งแต่ช่วงมัธยมปลาย เพราะไม่สามารถออกรบเพื่อเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนา หรือความเชื่อใด มนุษย์ทุกคนสมควรใช้ชีวิตด้วยความสันติสุขโดยไร้การเข่นฆ่า
การเป็นทหารเกณฑ์อาจทำให้ข้าพเจ้าต้องกระทำสิ่งที่ขัดมโนธรรมสำนึก อีกทั้งระบบนี้ยังขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดยเพียงอ้างว่าเป็น “หน้าที่” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50(5)
ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า การอารยะขัดขืนครั้งนี้มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่เพื่อสะท้อนว่ามีผู้คนอีกมากมายไม่เห็นด้วยกับระบบนี้ การกระทำของข้าพเจ้าจึงเป็นการแสดงให้เห็นว่า การอารยะขัดขืนด้วยมโนธรรมสำนึกมิใช่เรื่องผิดแผก แต่เป็นสิ่งที่พึงกระทำเมื่อพบความไม่เป็นธรรม
การกระทำครั้งนี้สอดคล้องกับกรณีแรกในประวัติศาสตร์ไทยของนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ผู้ซึ่งอารยะขัดขืนด้วยเหตุผลมโนธรรมตั้งแต่ปี 2567 และคดียังค้างศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 26 และ 31 หรือไม่
ข้าพเจ้าจึงมีข้อเรียกร้องดังนี้
1. ยกเลิกระบบบังคับเกณฑ์ทหารโดยเปลี่ยนเป็น “ระบบสมัครใจ 100%”
2. ปฏิรูปงบประมาณกองทัพ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วนำมาพัฒนาสวัสดิการและเพิ่มเงินเดือนให้ทหารอาชีพที่สมัครใจ
ทั้งนี้ ข้าพเจ้าใคร่ขอเรียนว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ว่า รัฐบาลจะพัฒนาระบบ ทหารอาสา จำนวน 1 แสนอัตรา ในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี พร้อมค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ชัดเจน เพื่อเป็นฐานสำคัญในการปฏิรูปเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าขอเรียกร้องอย่างยิ่งให้รัฐบาลเร่งทำให้ คำสัญญาและนโยบายที่ประกาศไว้ เป็นจริงโดยเร็วที่สุด มิใช่เพียงคำพูดในการหาเสียงหรือแถลงนโยบายเท่านั้น เพราะเยาวชนไทยจำนวนมากยังคงถูกบังคับให้อยู่ในระบบที่ละเมิดมโนธรรมและสิทธิมนุษยชน
ข้าพเจ้ายอมรับผลทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น ด้วยความรับผิดชอบเต็มที่ เพราะเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงระบบนี้จะนำสังคมไทยสู่ความเป็นธรรมและเสรีภาพมากขึ้น
ด้วยความเคารพ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122122801827227857&set=a.122122677297227857
