วันอังคาร, มกราคม 06, 2569

ชนชั้นนำกลัวการเปลี่ยนแปลง


เมื่อชนชั้นนำกลัวการเปลี่ยนแปลง ความรุนแรงโหดเหี้ยมก็ปรากฏ [เจ้าหน้าที่รัฐทั้งทหารและตำรวจเข้าควบคุมพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 (ภาพจาก : https://doct6.com/archives/15118)

สุจิตต์ วงษ์เทศ : ชนชั้นนำกลัวการเปลี่ยนแปลง

5 มกราคม 2569
มติชนออนไลน์

สังคมไทยอยู่ใต้อำนาจครอบงำของข้อมูลเฟกๆ ทางประวัติศาสตร์ ทั้งนี้เพราะชนชั้นนำกลัวการเปลี่ยนแปลง จึงยกย่องยึดถือประวัติศาสตร์เฟกๆ ไว้เหนียวแน่นว่าเคยเชื่อถือท่องจำอย่างไรก็ให้หล่อหลอมกล่อมเกลาต่อไปอย่างไม่กลัวความถดถอยทางปัญญาวิชาความรู้ โดยเฉพาะสมัยทางประวัติศาสตร์และความเป็นมาของชาติไทย

สมัยทางประวัติศาสตร์

แบ่งตามสมัยของศิลปะในประเทศไทย (หรือประวัติศาสตร์ศิลปะ) ที่ได้ต้นแบบชื่อสมัยต่างๆ จาก ตำนานพระพุทธเจดีย์ พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 100 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2469) ป้จจุบันเป็นที่รู้ทั่วไปว่ามีสมัยต่างๆ ตามช่วงเวลาที่ถูกกำหนดโดยเฉลี่ยดังนี้

สมัยก่อนประวัติศาสตร์ หลายพันปีมาแล้ว

สมัยทวารวดี ราว พ.ศ. 1100-1500

สมัยศรีวิชัย ราว พ.ศ. 1200-1700

สมัยลพบุรี ราว พ.ศ. 1100-1700

สมัยเชียงแสน ราว พ.ศ. 1700-2200

สมัยสุโขทัย ราว พ.ศ. 1800-1900

สมัยอยุธยา ราว พ.ศ. 1893-2310

สมัยรัตนโกสินทร์ ราว พ.ศ. 2325-ปัจจุบัน

สมัยทางประวัติศาสตร์ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม “ไม่ไทย” กับ กลุ่ม “ไทยแท้” ตามแนวคิดประวัติศาสตร์เชื้อชาติแบบอาณานิคม

กลุ่ม “ไม่ไทย” คือ สมัยก่อนประวัติศาสตร์, สมัยทวารวดี, สมัยศรีวิชัย, สมัยลพบุรี, สมัยเชียงแสน กลุ่ม “ไทยแท้” คือ สมัยสุโขทัย, สมัยอยุธยา, สมัยรัตนโกสินทร์

ชื่อสมัยทางประวัติศาสตร์ ทั้งหมดเป็นชื่อ “สมมติ” สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์บอกตรงไปตรงมาเมื่อ 100 ปีที่แล้วว่า “พุทธเจดีย์ที่มีปรากฏอยู่ในสยามประเทศแบบอย่างจึงต่างกัน—-ดังจะสมมติชื่อเรียกดังต่อไปนี้” (ตำนานพระพุทธเจดีย์ ฉบับมติชน พ.ศ. 2545 หน้า 187)

พระนิพนธ์ตรงนี้เท่ากับทรงบอกว่าชื่อสมัยทางประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย ไม่มีจริงในอดีต (แต่สมมติขึ้นมาใช้งานชั่วคราวเท่านั้น)

“ไม่ไทย” กับ “ไทยแท้” เป็นแนวคิดประวัติศาสตร์เชื้อชาติแบบอาณานิคมตั้งแต่ เรื่องถิ่นกำเนิดของคน “ไทยแท้” อยู่ในจีน แล้วอพยพยกโขยงถอนรากถอนโคนลงมาสร้างสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของคน “ไทยแท้” ในดินแดนไทยทุกวันนี้

แต่เมื่อไม่นานมานี้มีผลวิจัยของนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ว่าเชื้อชาติไม่มีในโลก ทำให้ประเทศต่างๆ ประกาศยกเลิกเชื้อชาติ ซึ่งเท่ากับ “ไทยแท้” ไม่มีอยู่ในโลก

ความเป็นมาของชาติไทย

เรื่องนี้โน้มเอียงไปทาง “เชื้อชาตินิยม” ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องคนไทยที่ถูกกำหนดเป็นแกนกลางของประวัติศาสตร์ไทย ทำให้มีปัญหาอย่างน้อย 2 เรื่อง ดังนี้

เรื่องแรก ประวัติศาสตร์ไทยสำนวนนี้สร้างปัญหาให้สังคมไทย สืบเนื่องจากการยกย่องคนไทยเป็นแกนกลางของทั้งหมด ก็เท่ากับกีดกันและด้อยค่าคนชาติพันธุ์ต่างๆ ที่มีจำนวนมากกว่าจนไม่มีที่ยืนหรือไม่มีพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ ทั้งๆ ในความเป็นจริงคน “ไม่ไทย” เหล่านั้นมีส่วนสำคัญร่วมกับคนไทยในการพิทักษ์และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้ประเทศไทย (ข้อมูลมีอีกมากในประวัติศาสตร์แห่งชาติ ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 29)

นอกจากนั้นยังกระตุ้นความขัดแย้งรุนแรงสืบเนื่องยาวนานทั้งภายในประเทศและเพื่อนบ้านโดยรวม ซึ่งส่งผลเสียหายมากทางเศรษฐกิจ

เรื่องหลัง ประวัติความเป็นมาของคนไทยขัดแย้งความจริงทางวิทยาศาสตร์ และขัดแย้งหลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา ว่าคนเป็นไทยโดยเชื้อชาติ เรียกคนไทยเชื้อชาติไทยสายเลือดบริสุทธิ์ซึ่งมีถิ่นกำเนิด “อัลไต-น่านเจ้า” ในเมืองจีน หลังจากนั้นสร้างกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน

ความเป็นมาของคนไทยในประวัติศาสตร์ชาติไทย ถูกสร้างใหม่โดยชนชั้นนำ เพื่อสนองการเมืองชาตินิยม คลั่งเชื้อชาติ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกอย่างจึงคลาดเคลื่อนจากความจริง ดังนี้

(1.) คนไทยเชื้อชาติไทยสายเลือดบริสุทธิ์ ไม่มีจริง เพราะขัดแย้งความจริงทางวิทยาศาสตร์ว่าเชื้อชาติไม่มีในโลก

ในโลกนี้ไม่มีเชื้อชาติเมื่อรู้จากนักวิทยาศาสตร์นานาชาติในโครงการ “จีโนม” มนุษย์ ร่วมกันประกาศเมื่อ พ.ศ. 2543 ว่าเชื้อชาติไม่มีในโลก เพราะ “ความเชื่อในเชื้อชาติไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ”

เรื่องนี้สอดคล้องกับมติของยูเนสโก (UNESCO) เรื่อง “เชื้อชาติเป็นสิ่งสร้างทางสังคม”มากกว่าความจริงทางชีววิทยาแบบลัทธิเชื้อชาตินิยม นับแต่นั้น นานาชาติประกาศยกเลิกเชื้อชาติ (แต่อาจมีบางประเทศยังสือบทอดเชื้อชาติไว้ในประวัติศาสตร์)

เชื้อชาติไทยก็ไม่มีตามหลักฐานโบราณคดีและพันธุศาสตร์ เมื่อนักโบราณคดีและนักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไทย ร่วมกันถอดรหัสสืบรากมนุษย์โบราณ (จากตัวอย่างที่แม่ฮ่องสอน) พบว่าคนในไทย (ที่ปางมะผ้า) มีการผสมผสานทางชาติพันธุ์มากกว่า 1,700 ปีมาแล้ว [จากงานวิจัยของนักโบราณคดี (มหาวิทยาลัยศิลปากร) และนักพันธุศาสตร์ (มหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก) มีการแถลงข่าวสู่สาธารณะ เมื่อ พ.ศ. 2567]

ข้อมูลเหล่านี้เท่ากับยืนยันว่าเชื้อชาติไทยไม่มี, ถิ่นกำเนิดในประเทศจีนไม่มี,รวมทั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของคนไทยในดินแดนประเทศไทยก็ไม่จริง

(2.) ถิ่นกำเนิด “อัลไต-น่านเจ้า” ในเมืองจีนเชื่อถือไม่ได้ เพราะไม่เคยพบหลักฐานวิชาการสนับสนุนทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมนุษยวิทยา

ถิ่นกำเนิดของคนไทยในเมืองจีนของประวัติศาสตร์ไทย กระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับจีน ทำให้จีนต้องตอบโต้ทางวิชาการ จนในที่สุดไทยต้องยกเลิกถิ่นกำเนิด “อัลไต-น่านเจ้า”เพราะไม่มีหลักฐานวิชาการ แต่สร้างจากจินตนาการของชนชั้นนำไทยล้วนๆ (ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในหนังสือ เขียนจีนให้เป็นไทย โดย สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2564)

(3.) กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกในดินแดนประเทศไทยไม่เป็นความจริง เพราะไม่พบหลักฐานวิชาการใดๆ แต่ถูกสร้างจากจินตนาการล้วนๆ ของชนชั้นนำเพื่อปลุกระดมการเมืองชาตินิยมคลั่งเชื้อชาติ (ข้อมูลอีกมากในบทความเรื่อง “ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย” ในหนังสือ นภศูล ฉบับที่ 1 ของชุมนุมศึกษาวัฒนธรรม-โบราณคดี สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2514 หน้า 50-67)

แท้จริงแล้วคนเป็นไทยโดยสัญชาติและมาจากชาวสยาม ซึ่งเป็นลูกผสมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” โดยไม่มีถิ่นกำเนิดตายตัวที่ใดที่หนึ่ง แต่มีที่มาและมีพัฒนาการหลายทิศทางบนโซเมีย (อันเป็นที่สูงของเอเชีย) และไม่มีราชธานีแห่งแรก แต่มีศูนย์กลางอำนาจเก่าสุดบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา อยู่ที่เมืองอโยธยา (เมืองเก่าของอยุธยา)

“ทางเลือก” ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ถูกสร้างให้เฟกๆ เพื่อการเมืองชาตินิยมผดุงอำนาจรวมศูนย์ของชนชั้นนำ ส่งผลให้สังคมไทยและการศึกษาไทยถูกครอบงำให้หลงว่าประวัติศาสตร์ไทยและความเป็นไทยไม่เหมือนใครในโลกโดยไม่สงสัย ส่งผลการศึกษาไทยโดยรวมต้องตามหลังนานานชาติ

“ทางเลือก” ประวัติศาสตร์ “ไม่เฟก” มีต่อไปนี้

สมัยทางประวัติศาสตร์ ควรสัมพันธ์เชื่อมโยงกับส่วนอื่นๆ ของภูมิภาคกับของโลก เพราะไทยเป็นส่วนหนึ่งอย่างแยกมิได้ของภูมิภาคกับของโลกตั้งแต่สมัยกอ่นประวัติศาสตร์สืบเนื่องสมัยปัจจุบัน

ซึ่งพบตัวอย่างของสมัยทางประวัติศาสตร์ มีใน ข้อเสนอสังเขปประวัติศาสตร์แห่งชาติ ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549) ดังนี้

(1) การตั้งถิ่นฐานของผู้คน นับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ถึงยุคประวัติศาสตร์ตอนต้น (2) การเข้ามาของอารยธรรมใหญ่ คืออินเดียและจีน (3)ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในคริสต์ศตวรรษที่ 13 (4) ยุคสมัยของการค้า คริสต์ศตวรรษที่ 15-17 (5) ประเทศไทยก่อนสมัยใหม่ (6) รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม (7) การปฏิวัติ 2475 และกำเนิดรัฐประชาชาติไทยในทางทฤษฎี (8) การปฏิวัติ 14 ตุลาคม 2516

ความเป็นมาของชาติไทย ควรปรับเป็น “ประวัติศาสตร์ประเทศชาติ” ของไทย ซึ่งมาจากประวัติศาสตร์สยาม คือเรื่องราวความเป็นมาทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวของประเทศสยาม ซึ่งประกอบด้วยดินแดนสยามและผู้คนชาวสยามตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว สืบเนื่องไม่ขาดสายเป็นประเทศไทยและคนไทยปัจจุบัน

พระราชดำรัส ร.5 ทรงเน้นประวัติศาสตร์ของประเทศ (สยาม) หรือประวัติศาสตร์ดินแดน (สยาม) ซึ่งประกอบด้วยบ้านเมืองน้อยใหญ่ และผู้คนชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ ว่า “กรุงสยามเป็นประเทศที่แยกกันบ้างบางคราว รวมกันบ้างบางคราว ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินผู้ที่ปกครองก็ต่างชาติกันบ้าง ต่างวงษ์กันบ้าง” ดังนั้น “ไม่ว่าเมืองใด ชาติใด วงษ์ใด สมัยใด รวบรวมเรียบเรียงขึ้นเป็นเรื่องราวของประเทศ (สยาม)”

[จากพระราชดำรัสของ ร.5 ทรงเปิด “โบราณคดีสโมสร” หรือ “สมาคมสืบสวนของบุราณในประเทศสยาม” (พระราชทานไว้ ณ พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ ในพระราชวังโบราณ พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2450)]

ประวัติศาสตร์สยามทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว พบในพระราชดำรัส ร.5 ว่า“เป็นเครื่องชักนำให้เกิดความรักชาติและรักแผ่นดินของตัว ถึงว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องที่ชั่วช้าไม่ดีอย่างใดก็เป็นเครื่องที่จะจำไว้ในใจ เพื่อจะละเว้นเกียจกันไม่ให้ความชั่วความไม่ดีนั้นมาปรากฏขึ้นอีก”

ประวัติศาสตร์ตามพระราชดำรัส ร.5 มีลักษณะสากลและทันสมัยจนปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์ไทยต้องสร้างใหม่ตามแนวคิดใหม่ให้เป็นประวัติศาสตร์ประเทศชาติของไทยที่ประกอบด้วยดินแดนและผู้คน อันเป็นส่วนหนึ่งซึ่งแยกมิได้จากอุษาคเนย์ หลายพันปีมาแล้วตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์สืบจนปัจจุบัน ด้วยการเริ่มต้นเรื่องความเป็นมาของคนไทยตามหลักฐานวิทยาศาสตร์ กับหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา ดังนี้

(1.) คนไทย หมายถึงคนเป็นไทยโดยสัญชาติ (ไม่ใช่เชื้อชาติ) มาจากชาวสยามที่เป็นลูกผสม “ร้อยพ่อพันแม่” ของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ที่ซึ่งพูดภาษาตระกูลไท-ไต เป็นภาษากลางทางการค้าและการสื่อสารต่างชาติพันธุ์

(2.) หลักแหล่งถิ่นฐานชาวสยามมีกระจัดกระจายหลายลุ่มน้ำของโซเมีย ซึ่งเป็นดินแดนภายในภาคพื้นทวีปของอุษาคเนย์ (สมัยโบราณพื้นที่อุษาคเนย์แผ่นดินใหญ่กว้างขวางถึงตอนใต้ลุ่มน้ำแยงซี บริเวณมณฑลยูนนานและมณฑลอื่นทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน)

(3.) วัฒนธรรมของชาวสยามเป็น “วัฒนธรรมร่วม” อุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว หลังจากนั้นสืบเนื่องและโอนเป็นวัฒนธรรมของคนไทย เช่น ทำนาปลูกข้าวทั้งนาหว่านและนาดำ, กินข้าวเป็นอาหารหลัก, กับข้าวเน่าแล้วอร่อย (คือ ปลาแดก, ปลาร้า, น้ำพริกต่างๆ),เชื่อเรื่องขวัญ (ไม่วิญญาณ) เมื่อคนตาย ส่วนขวัญไม่ตายกลายเป็นผี, พิธีกรรมหลังความตายตามความเชื่อเรื่องขวัญ, ร้องรำทำเพลงเต้นฟ้อน, งานช่าง (ศิลปะ) ต่างๆ ฯลฯ

(4.) ชาวสยามลุ่มน้ำเจ้าพระยารับวัฒนธรรมนานาชาติ, นับถือศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา ปนกับศาสนาผีและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู, พูดภาษาไทยเป็นภาษากลาง, และเรียกตนเองว่าไทย ครั้นหลังจากนั้นสถาปนารัฐคนไทยพูดภาษาไทยเป็นครั้งแรกบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา เรียกอโยธยา (เมืองเก่าของอยุธยา) แล้วแผ่การเรียกตนเองว่าไทยไปลุ่มน้ำอื่นๆ เช่น ลุ่มน้ำยม-น่าน บริเวณรัฐสุโขทัย ฯลฯ

https://www.matichon.co.th/local/arts-culture/news_5534858