วันพุธ, มกราคม 07, 2569

ในวันที่กระแส “ไม่เอาพรรคประชาชน” ถูกจุดพลุในฝั่งอนุรักษ์นิยม ยุทธศาสตร์ “เลือกภูมิใจไทยไว้กันส้ม” กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในฐานะทางรอด แต่ก่อนจะตัดสินใจ เราควรตั้งคำถามสำคัญว่า การเลือกด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์เพียงอย่างเดียว จะนำเราไปสู่โจทย์ใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิมหรือไม่? อย่าให้ความกลัวบีบให้ท่านต้องต่ออายุสัมปทานให้ใคร


หมาเฝ้าบ้าน
Yesterday
·
กับดัก “โหวตเชิงยุทธศาสตร์”: เรากำลังหนีเสือปะจระเข้หรือไม่?
.
ในวันที่กระแส “ไม่เอาพรรคประชาชน” ถูกจุดพลุในฝั่งอนุรักษ์นิยม ยุทธศาสตร์ “เลือกภูมิใจไทยไว้กันส้ม” กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในฐานะทางรอด . แต่ก่อนจะตัดสินใจกาบัตรด้วยความกังวล เราควรตั้งคำถามสำคัญว่า การเลือกด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์เพียงอย่างเดียว อาจนำเราไปสู่โจทย์ใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิมหรือไม่? และเรากำลังแก้ปัญหาหนึ่ง เพื่อไปเจอกับอีกปัญหาหนึ่งที่แก้ยากกว่าเดิมหรือเปล่า?
.
❏ ภาพลักษณ์ “เทคโนแครต” กับคำถามเรื่องอำนาจการตัดสินใจจริง
.
พรรคภูมิใจไทยเดินเกมรุกด้วยการดึงบุคลากรระดับ “มันสมอง” เข้ามาร่วมทีม ทั้งอดีตข้าราชการระดับสูงจากกระทรวงการคลัง ผู้บริหารองค์กรชั้นนำ และนักการทูต ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นในแง่ความรู้ความสามารถ
.
อย่างไรก็ตาม บทเรียนทางการเมืองในอดีตมักชี้ให้เห็นว่า “ความสามารถส่วนบุคคล” อาจไม่เท่ากับ “อำนาจในการขับเคลื่อนนโยบาย” หากโครงสร้างพรรคยังยึดโยงกับระบบบ้านใหญ่หรือกลุ่มทุน ดังจะเห็นได้จากความเจ็บปวดของ “สี่กุมาร” (อุตตม, สนธิรัตน์, สุวิทย์, กอบศักดิ์) ยุคลุงตู่ โปรไฟล์หรูหราแค่ไหน สุดท้ายเมื่อขัดผลประโยชน์ผู้มีอิทธิพลในพรรค ก็ถูกเขี่ยทิ้งเหมือนผักปลา
.
กรณี “เอกนิติ” ล่าสุดคือหนังตัวอย่างชั้นดี: เพิ่งเสนอโมเดลภาษีตามหลักวิชาการ ก็โดนหัวหน้าอนุทินเบรกหัวทิ่มว่า “ไม่ขึ้น VAT แน่นอนตราบที่ผมบริหาร”
.
ทำให้เกิดคำถามตัวโต ๆ ว่า ในพรรคนี้ “หลักการ” และเทคโนแครตเป็นแค่ “เครื่องประดับ” ที่มีไว้โชว์หรือไม่?
ในทางปฏิบัติแล้ว เหล่าเทคโนแครตจะมีอิสระในการกำหนดทิศทางประเทศได้มากน้อยเพียงใด หรือท้ายที่สุดแล้ว “หลักการ” จะต้องยอมจำนนต่อ “ความจำเป็นทางการเมือง” ใช่หรือเปล่า?
.
❏ ข้อสังเกตเรื่อง “ธรรมาภิบาล” และผลประโยชน์ทับซ้อน
.
ภายใต้การเติบโตของพรรค สิ่งที่สังคมยังคงเฝ้ารอคำตอบที่ชัดเจนคือประเด็นเรื่องความโปร่งใสและธรรมาภิบาล
.
• โครงการพลังงาน: การที่บริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับเครือญาติแกนนำพรรค ได้รับสัมปทานรัฐระยะยาว เป็นประเด็นที่เปราะบางและสุ่มเสี่ยงต่อข้อครหาเรื่องคอนเน็คชัน ผลประโยชน์ทับซ้อน
• กรณีที่ดินเขากระโดง: ปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินรัฐที่ยืดเยื้อ เป็นบททดสอบสำคัญถึงความจริงใจในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
• ความเป็นอิสระของสภาสูง: ข้อวิจารณ์เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มการเมืองในสภาล่างกับสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่ เป็นสิ่งที่น่ากังวลต่อระบบตรวจสอบถ่วงดุลของประเทศ
• การควบรวมกลุ่มการเมือง: การดึงกลุ่มการเมืองที่มีภาพลักษณ์หลากหลายเข้ามารวมกัน อาจสะท้อนถึงการเน้น “ตัวเลข สส.” มากกว่า “อุดมการณ์ร่วม” หรือไม่?
.
❏ วงจรการเมืองแบบเก่าที่อาจไม่จางหาย
.
หากเราเลือกโดยยึดความกลัวเป็นที่ตั้ง เราอาจกำลังสนับสนุนให้วงจรการเมืองแบบ “อุปถัมภ์” แข็งแกร่งยิ่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว โมเดลการเมืองที่พึ่งพากระสุนดินดำและการดูด สส. อาจนำไปสู่การถอนทุนคืนผ่านนโยบายหรือโครงการรัฐ ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำของคนทั้งประเทศ
.
จริงอยู่ว่าชาวบ้านอาจได้เงิน 1-2 ใบเทา แลกกับการกาบัตร แต่นั่นคือการขายอนาคตประเทศที่เรียกคืนไม่ได้ การเลือกที่ไม่เห็นแก่เศษเงินเฉพาะหน้า จะนำมาซึ่งประโยชน์ระยะยาวต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพที่ลดลง โอกาสและรายได้ที่เพิ่มขึ้น ย่อมคุ้มค่ากว่าการได้ครั้งเดียวแล้วจบที่ “ลำบาก” เหมือนเดิม
.
❏ ยุทธศาสตร์ “บอนไซ” ทางเลือกอื่นของฝ่ายอนุรักษ์นิยม?
.
สิ่งที่น่าจับตามองในสมรภูมิเลือกตั้งครั้งนี้ คือผลกระทบข้างเคียงของยุทธศาสตร์ “เทคะแนนให้ผู้ชนะ” วาทกรรมที่กดดันให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องทิ้งพรรคที่ตนศรัทธา เพื่อไปเลือกพรรคที่มีโอกาสชนะมากกว่า อาจส่งผลให้ทางเลือกทางการเมืองอื่นๆ รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ ถูกบีบให้เล็กลงเรื่อยๆ (Bonsai Effect)
.
การที่พรรคการเมืองเก่าแก่หรือพรรคทางเลือกอื่นๆ อ่อนแอลง อาจทำให้สมดุลของฝ่ายอนุรักษ์นิยมเสียไป หากเหลือเพียงพรรคใหญ่พรรคเดียวที่มีอำนาจต่อรองสูง เราอาจไม่เหลือกลไกในการคานถ่วงดุล การผูกขาดอำนาจทางการเมือง ไม่ว่าจะโดยขั้วใด ย่อมไม่ใช่ผลดีต่อระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว
.
❏ เลือกด้วย “เจตจำนง” ไม่ใช่ “ความกลัว”
.
การเลือกตั้งไม่ควรเป็นเพียงการหนีจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง แต่ควรเป็นการส่งสัญญาณถึงอนาคตที่เราอยากเห็น
.
หากท่านไม่ต้องการเห็นประเทศวนเวียนอยู่ในวังวนของผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการเมืองระบบบ้านใหญ่:
พิจารณาพรรคการเมืองจากนโยบายและความโปร่งใสในอดีต
ตั้งคำถามกับที่มาของทุนและเครือข่ายอุปถัมภ์
มองข้ามวาทกรรม “กลัวแพ้” และเลือกพรรคที่สะท้อนอุดมการณ์ของท่านจริงๆ เพื่อรักษาความหลากหลายทางเลือกไว้ในระบบ
.
"อนาคตประเทศอยู่ในมือท่าน และสัจธรรมทางการเมืองมีอยู่ข้อเดียวคือ 'เลือกแบบเดิม ย่อมได้แบบเดิม'
ท่านไม่อาจคาดหวัง 'ความเปลี่ยนแปลง' จากการกาบัตรเพื่อรักษา 'ระบบอุปถัมภ์' และไม่อาจหวัง 'ธรรมาภิบาล' จากกลุ่มคนที่เติบโตมากับ 'ผลประโยชน์ทับซ้อน'
.
อย่าให้ความกลัวบีบให้ท่านต้องต่ออายุสัมปทานให้ใคร จงกล้าที่จะตัดวงจรนี้... เพราะถ้าท่านไม่เปลี่ยนวิธีเลือก ประเทศไทยก็จะไม่มีวันเปลี่ยนทิศทาง"

https://www.facebook.com/photo/?fbid=870678655662176&set=a.146529724743743