
รวม 7 ปัญหา ประชาชนวิจารณ์ กกต. จัดการเลือกตั้ง-ทำประชามติ 2569 ไม่ราบรื่น
เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว
บีบีซีไทย
การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าและออกเสียงประชามตินอกเขตสิ้นสุดลงแล้วเมื่อวานนี้ (5 ม.ค.) โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันแล้วว่า จะไม่มีการขยายเวลาการลงทะเบียนเพิ่ม โดยการลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตเกิดขึ้นเพียงสามวันเท่านั้น
นอกจากประเด็นเรื่องระยะเวลาที่ กกต. เปิดให้ลงทะเบียนประชามติแบบกระชั้นแล้ว ยังมีเสียงวิจารณ์จากประชาชนในอีกหลายประเด็น ทั้งเรื่องระบบการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกเขตที่มีความซ้ำซ้อน การออกเสียงประชามติทางไปรษณียบัตรในประเทศไม่ได้ ไปจนถึงการจัดผังคูหาเลือกตั้งที่สร้างความสับสน
ล่าสุด กกต. ได้จัดส่งเอกสาร "ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ที่มีเนื้อหา 32 หน้า ให้เจ้าบ้าน 19 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศแล้ว และเอกสารดังกล่าว ก็มีการระบุถึงข้อดี-ข้อเสีย ของประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับใหม่ อีกด้วย
เกิดข้อถกเถียงประเด็นใดขึ้นบ้างเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปพ่วงออกเสียงประชามติ ที่จะเกิดขึ้นในต้นเดือน ก.พ. นี้ และ กกต. มีคำชี้แจงอย่างไรต่อเรื่องที่เกิดขึ้น บีบีซีไทยรวบรวมไว้ในบทความนี้
1. ลงเสียงประชามติล่วงหน้าไม่ได้
สิ่งที่แตกต่างของการออกเสียงประชามติ จากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วไป คือการออกเสียงประชามติจะไม่มีการทำล่วงหน้า โดยผู้มีสิทธิทุกคนต้องออกไปลงเสียงประชามติในวันเดียวกัน คือวันที่ 8 ก.พ. 2569
ก่อนหน้านี้ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุถึงสาเหตุที่ไม่มีการออกคะแนนเสียงประชามติล่วงหน้าว่า เป็นเพราะข้อผูกพันทางด้านกฎหมาย ซึ่งการออกเสียงประชามติ กฎหมายให้อำนาจใว้เฉพาะการออกเสียงนอกเขตจังหวัด ในวันเดียวกันกับวันออกเสียงประชามติของหน่วยปกติ แต่ไม่ได้มีการให้ระบุถึงการออกเสียงประชามติล่วงหน้า
เขาเสริมว่า หากมีการจัดทำประชามติด้วยแนวทางที่ไม่ได้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในกฎหมาย ก็เสี่ยงทำให้การออกเสียงเป็นโมฆะ
"หากจัดการออกเสียงประชามติที่กระทำไปโดยกฎหมายไม่ให้อำนาจใว้ ในเรื่องที่เป็นหลักการหรือสาระสำคัญ ผลคือการกระทำนั้นย่อมไม่ชอบ จะทำให้การกระทำนั้นเป็นโมฆะ นั่นคือเสียเปล่าตั้งแต่ต้น" นายแสวงระบุ
2. การเปิดให้ลงทะเบียนประชามติกระชั้น ให้เวลาเพียง 3 วัน และเป็นช่วงหยุดปีใหม่
นอกจากจะไม่มีการออกเสียงประชามติล่วงหน้าแล้ว การเปิดให้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตยังให้ระยะเวลาประชาชนเพียงสามวันเท่านั้น คือวันที่ 3-5 ม.ค. 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับการสิ้นสุดวันหยุดยาวปีใหม่
ทั้งนี้ "ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2568" หมวด 5 กำหนดเรื่อง "การใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตออกเสียง" ว่า ให้ กกต. ประกาศระยะเวลาการลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตออกเสียงประชามติ "โดยให้มีห้วงระยะเวลาเดียวกัน" กับระยะเวลาการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งกรอบเวลาดังกล่าวคือวันที่ 20 ธ.ค. 68 - 5 ม.ค. 2569
นั่นทำให้ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ออกมาแสดงความกังวลถึงการเปิดลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพียงสามวัน ว่าอาจทำให้ประชาชนจำนวนมากตกหล่นในการลงทะเบียน และเรียกร้องให้ กกต. ขยายระยะเวลาการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าออกไปจนถึงวันที่ 8 ม.ค. 2569 "ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการขยายเวลาสำหรับการลงทะเบียนประชามตินอกเขตออกไปโดยอัตโนมัติ"

ในวันนี้ (6 ม.ค. 2569) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยืนยันว่าจะไม่มีการขยายการเปิดลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต เพราะประชาชน "ต้องรับผิดชอบตัวเองที่จะต้องลงทะเบียนให้ได้ภายในสามวัน"
ทั้งนี้ ณ วันที่ 5 ม.ค. วันสุดท้ายของการเปิดลงทะเบียน มีผู้มีสิทธิลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต และนอกราชอาณาจักร รวม 1,598,056 คน โดยเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งนอกเขต และนอกราชอาณาจักร จำนวน 2,402,178 คน จะพบว่า มีส่วนต่างกันเกิน 800,000 คน
ด้านนายแสวง ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนวันนี้ (6 ม.ค.) เกี่ยวกับจำนวนผู้ลงทะเบียนที่แตกต่างกันว่า อาจเป็นเพราะผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต อาจไม่ได้มีประสงค์ที่จะลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตทุกคน
"อย่าไปคิดแทนว่าผู้ที่ลงทะเบียนเพื่อเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 ก.พ. จะต้องลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตด้วย" นายแสวงกล่าว
เขาเสริมด้วยว่า การขยายวันลงทะเบียนเป็นเรื่องทำไม่ได้ เพราะ กกต. มีงานธุรการที่ต้องทำอีกมาก จนกว่าจะไปถึงวันที่จะมีการเลือกตั้งและลงเสียงประชามติ
"ณ วันนี้ขยาย [วันลงทะเบียน] ไม่ได้ เพราะด้วยเงื่อนเวลาต้องทำอย่างอื่นตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อนับไปถึงวันที่ 8 หรือวันที่ 1 ก.พ. ที่มีเลือกตั้งล่วงหน้า" นายแสวงอธิบาย
ด้าน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ ให้สัมภาษณ์ในเวลาถัดมาเกี่ยวกับตัวเลขคนลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขต แต่ไม่ได้ลงประชามตินอกเขต ซึ่งมีอยู่หลายแสนคนว่า "เป็นจำนวนที่น่าเสียดายมาก"
3. ระบบลงทะเบียนซ้ำซ้อน
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ พร้อมด้วย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ เดินทางมาพบ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการลงทะเบียนประชามตินอกเขต ที่ สำนักงาน กกต. วันนี้ (6 ม.ค. 2569)
อีกหนึ่งความยุ่งยากที่ภาคประชาชนอย่างไอลอว์ ตั้งข้อสังเกตในการจัดการเลือกตั้งพ่วงออกเสียงประชามติครั้งนี้ คือการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตหรือนอกราชอาณาจักร และการออกเสียงประชามตินอกเขตนั้น ไม่สามารถทำพร้อมกันได้ ทำให้ประชาชนต้องลงทะเบียนสองครั้งสองระบบ
โดยหากผู้มีสิทธิต้องการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. 2568 - 5 ม.ค. 2569 แต่หากผู้มีสิทธิต้องการออกเสียงประชามตินอกเขตด้วย ก็ต้องลงทะเบียนอีกครั้งในระหว่างวันที่ 3 - 5 ม.ค. 2569
"ประชาชนจำนวนมากที่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตและนอกราชอาณาจักรไปแล้วในช่วงแรก พวกเขาอาจเข้าใจไปเองว่าเป็นการลงทะเบียนทั้งการเลือกตั้งและประชามติ ทำให้ไม่ได้กลับมาลงทะเบียนอีกครั้งในช่วงวันที่ 3-5 ม.ค. 2569 อาจส่งผลให้เกิดกลุ่มผู้ตกหล่นจำนวนมาก" ผู้จัดการไอลอว์ระบุ
อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ กกต. ยืนยันวันนี้ว่า ระบบการลงทะเบียนดังกล่าวไม่ได้มีความซับซ้อน พร้อมบอกด้วยว่า "การลงทะเบียนไม่ยาก หากเตรียมข้อมูลพร้อม ผมถามหลายท่านทั้งประชาชนและพนักงานก็ใช้เวลาสามนาที" นายแสวงกล่าว
"แค่หยิบโทรศัพท์มาแล้วก็ลงทะเบียนได้เลย ใช้เวลาสามนาที สามวันแต่ละคนมีเวลา 4,320 นาที แค่เจียดเวลาสามนาทีก็ลงทะเบียนได้ ไม่ต้องรอคิว ถ้าบริหารจัดการดี ๆ ลงทะเบียนทันแน่นอน" นายแสวงกล่าวเสริม
4. ออกเสียงประชามติทางไปรษณียบัตรในประเทศทำไม่ได้
ข้อกังวลอีกประการหนึ่งคือ อาจมีผู้ตกหล่นในการออกเสียงประชามติเพิ่มเติม เนื่องจากจะไม่มีการออกเสียงประชามติทางไปรษณียบัตรภายในประเทศไทย
ทาง กกต. ชี้แจงว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะเงื่อนไขตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การออกเสียงให้ใช้วิธีลงคะแนนออกเสียงโดยตรงและลับ ซึ่งระบุว่าการออกเสียงประชามติให้กระทำโดยใช้บัตรออกเสียง หรือออกเสียงโดยวิธีอื่น "โดยวีธีการนั้นสามารถป้องกันการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
อีกหนึ่งความยุ่งยากที่ภาคประชาชนอย่างไอลอว์ ตั้งข้อสังเกตในการจัดการเลือกตั้งพ่วงออกเสียงประชามติครั้งนี้ คือการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตหรือนอกราชอาณาจักร และการออกเสียงประชามตินอกเขตนั้น ไม่สามารถทำพร้อมกันได้ ทำให้ประชาชนต้องลงทะเบียนสองครั้งสองระบบ
โดยหากผู้มีสิทธิต้องการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. 2568 - 5 ม.ค. 2569 แต่หากผู้มีสิทธิต้องการออกเสียงประชามตินอกเขตด้วย ก็ต้องลงทะเบียนอีกครั้งในระหว่างวันที่ 3 - 5 ม.ค. 2569
"ประชาชนจำนวนมากที่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตและนอกราชอาณาจักรไปแล้วในช่วงแรก พวกเขาอาจเข้าใจไปเองว่าเป็นการลงทะเบียนทั้งการเลือกตั้งและประชามติ ทำให้ไม่ได้กลับมาลงทะเบียนอีกครั้งในช่วงวันที่ 3-5 ม.ค. 2569 อาจส่งผลให้เกิดกลุ่มผู้ตกหล่นจำนวนมาก" ผู้จัดการไอลอว์ระบุ
อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ กกต. ยืนยันวันนี้ว่า ระบบการลงทะเบียนดังกล่าวไม่ได้มีความซับซ้อน พร้อมบอกด้วยว่า "การลงทะเบียนไม่ยาก หากเตรียมข้อมูลพร้อม ผมถามหลายท่านทั้งประชาชนและพนักงานก็ใช้เวลาสามนาที" นายแสวงกล่าว
"แค่หยิบโทรศัพท์มาแล้วก็ลงทะเบียนได้เลย ใช้เวลาสามนาที สามวันแต่ละคนมีเวลา 4,320 นาที แค่เจียดเวลาสามนาทีก็ลงทะเบียนได้ ไม่ต้องรอคิว ถ้าบริหารจัดการดี ๆ ลงทะเบียนทันแน่นอน" นายแสวงกล่าวเสริม
4. ออกเสียงประชามติทางไปรษณียบัตรในประเทศทำไม่ได้
ข้อกังวลอีกประการหนึ่งคือ อาจมีผู้ตกหล่นในการออกเสียงประชามติเพิ่มเติม เนื่องจากจะไม่มีการออกเสียงประชามติทางไปรษณียบัตรภายในประเทศไทย
ทาง กกต. ชี้แจงว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะเงื่อนไขตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การออกเสียงให้ใช้วิธีลงคะแนนออกเสียงโดยตรงและลับ ซึ่งระบุว่าการออกเสียงประชามติให้กระทำโดยใช้บัตรออกเสียง หรือออกเสียงโดยวิธีอื่น "โดยวีธีการนั้นสามารถป้องกันการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ"

กิจกรรมรณรงค์ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของเครือข่ายเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568
อย่างไรก็ตาม กกต. ชี้แจงว่าขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างศึกษาหาวิธีการที่ทำให้การออกเสียงประชามติทางไปรษณีย์ สามารถกระทำได้โดยป้องกันการทุจริต พร้อมชี้แจงถึงข้อจำกัดที่ทำให้ปัจจุบันยังไม่มีการจัดการออกเสียงประชามติทางไปรษณีย์ไว้ด้วย ดังนี้
- การลงคะแนนทางไปรษณีย์อาจไม่เป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ เพราะผู้มีสิทธิออกเสียงอาจถูกชักนำ บังคับ หรืออาจมีการออกเสียงลงคะแนนแทนกัน
- ความกังวลเกี่ยวกับการจัดส่งบัตรออกเสียงประชามติไปถึงผู้มีสิทธิออกเสียงว่าจะได้รับและสามารถส่งกลับไปที่คณะกรรมการการออกเสียงประจำเขตออกเสียง ทันเวลาหรือไม่
- ความยุ่งยากที่จะต้องมีการยืนยันตัวบุคคลผู้ลงคะแนนออกเสียงประชามติ
แต่หากผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและออกเสียงประชามติทางไปรษณีย์ ก็จะได้รับซองที่บรรจุบัตร 3 ใบ คือบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และประชามติ 1 ใบ ซึ่งเมื่อได้รับแล้วก็ต้องรีบส่งทั้ง 3 บัตรกลับไปที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ ให้ทันในวันและเวลาที่กำหนดเพื่อให้ทันต่อการนับคะแนน
5. การจัดผังคูหาเลือกตั้งซับซ้อน ต้องลงทะเบียนสองครั้งแยกกันระหว่างเลือกตั้ง - ออกเสียงประชามติ

ภาพตัวอย่างแผนผังคูหาการเลือกตั้งทั่วไปและการออกเสียงประชามติ จัดทำโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
เอกสารข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติของ กกต. ชี้แจง 10 ขั้นตอนการใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติในวันเดียวกัน ซึ่งมีแผนผังประกอบให้เห็นว่าผู้มีสิทธิต้องเข้าทางเดียว เดินไปตามทาง ดำเนินการตามขั้นตอนจนจบ ถึงจะเจอทางออกจากคูหา
ในช่วงเข้าคูหา ประชาชนต้องแสดงตนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. ก่อน โดยยื่นหลักฐานแสดงตนและบอกลำดับที่ต่อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. จากนั้นรับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง สส. 2 ประเภท แล้วเข้าคูหากากบาทเลือก สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (เลือกคน) และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ (เลือกพรรค) แล้วนำบัตรหย่อนลงหีบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบแยกตามประเภท สส.
หลังจากนั้น "ให้เดินไปยังจุดถัดไปในที่เลือกตั้งเดียวกัน" เพื่อแสดงตนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติ โดยยื่นหลักฐานแสดงตนและบอกลำดับที่ ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ จากนั้นรับบัตรออกเสียงประชามติ 1 ใบ ลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตรออกเสียงประชามติ แล้วเข้าคูหาไปกากบาท แล้วนำบัตรหย่อนลงหีบบัตรเลือกตั้ง
ทั้งนี้ แผนผังคูหาการเลือกตั้งทั่วไปและการออกเสียงประชามติ ที่จัดทำโดย กกต. และถูกเผยแพร่ก่อนหน้านี้ มีประชาชนบางส่วนแสดงความคิดเห็นว่าแผนผังดังกล่าว "เข้าใจยากมาก"
6. การให้ข้อมูลที่ผิดพลาดของ กกต. เรื่อง "ห้ามชี้นำ" การออกเสียงประชามติ
นายแสวง เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2568 เกี่ยวกับการรณรงค์ของพรรคการเมืองเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติว่าเป็นเรื่องที่ "ทำได้" แต่ก็เตือนห้ามพรรคการเมือง "ชี้นำ" และ "ต้องเป็นกลาง"
"คุณ [พรรคการเมือง] เสนออยากให้แก้รัฐธรรมนูญได้ แต่คุณจะไปพูดว่าเห็นชอบไม่เห็นชอบ ไปรณรงค์เพราะมันดีอย่างนู้นดีอย่างนี้ไม่ได้... อย่าไปรณรงค์ให้เห็นชอบไม่เห็นชอบ" นายแสวงบอก
นั่นทำให้ภาคประชาชนอย่าง ไอลอว์ ออกมาแสดงความคิดเห็นแย้งว่าไม่มีกฎหมายใดที่ห้ามพรรคการเมือง นักการเมือง หรือกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ชี้นำเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ
"พ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 17 รับรองไว้ชัดเจนว่า ประชาชน พรรคการเมือง องค์กรเอกชน และกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม ย่อมมีสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อการออกเสียงได้โดยเสรี เสมอภาค และเท่าเทียมกัน... โดยประกาศหรือระเบียบอื่น ๆ ของ กกต. ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ยังไม่เคยมีออกมา" ไอลอว์ระบุในโพสต์ดังกล่าว
ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ก็ได้เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ออกเสียงประชามติ ซึ่งมีการทำบัตรออกเสียงประชามติจำลอง ให้ผู้เข้าร่วมกากบาทช่องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย โดยแม้นายยศชนันจะระบุว่าตนเห็นด้วยกับการมีรัฐธรรมนูญใหม่ โดยไม่แก้หมวด 1-2 แต่ขอไม่กากบาทบนป้าย เพราะหวั่น กกต. เอาผิด

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ระบุว่าตนเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ โดยไม่แก้หมวด 1 และ 2 แต่ขอไม่กากบาทบนป้ายเพราะหวั่น กกต. เอาผิด เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 68
ต่อมาในวันที่ 28 ธ.ค. 2568 กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (Con for All) ก็ได้ทำกิจกรรมชวนพรรคการเมืองประกาศจุดยืน ว่าเห็นชอบหรือไม่ต่อประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองต่าง ๆ มาร่วมกิจกรรม เช่น ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ที่ได้ทำเครื่องหมายกากบาทในช่อง "เห็นชอบ" ลงบนบัตรออกเสียงประชามติจำลอง ส่วนพรรคภูมิใจไทยทำเครื่องหมายกากบาทในช่อง "ไม่เห็นชอบ"
ล่าสุดวันนี้ เลขาฯ กกต. ถูกซักถามประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง จากนายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักกิจกรรมการเมือง ที่สำนักงาน กกต. โดยนายแสวง ยืนยันว่าการรณรงค์ชี้นำการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ "ทำได้" เพราะ "มาตรา 17 ให้อำนาจ กกต. กำหนด แต่พอมาพิจารณาแล้ว เรื่องนี้เป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กกต. จึงไม่ต้องออกกฎเกณฑ์อะไรเพิ่มเติม"
7. เลือกตั้งทั่วไปยังใช้เบอร์ สส. เขต กับเบอร์พรรค คนละเบอร์กัน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จับสลากหมายเลขพรรคของพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2568
ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้น ประชาชนจะได้รับบัตรเลือกตั้งสองใบ คือบัตรเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ ที่คนมักเรียกกันว่า "เลือกพรรค" และอีกใบคือบัตรเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หรือที่คนมักเรียกว่า "เลือกคน"
แต่หมายเลขของผู้ลงเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และหมายเลขผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ จะไม่เหมือนกัน นั่นทำให้ผู้ออกไปใช้สิทธิจะต้องจำสองหมายเลข คือ
"แค่ส่งหัวหน้าพรรคไปจับเบอร์พรรคแล้วใช้เบอร์เดียวทั่วประเทศ ทำแค่นี้ไม่ได้ ต้องเสียเวลาและสร้างความสับสนว่า สส. พรรคที่จะเลือกเบอร์อะไร มันสะท้อนความไม่มีประสิทธิภาพเรื่องการออกแบบและการบริหารจัดการในการเลือกตั้ง" นายสมบัติ แสดงความเห็น
กกต. ชี้แจง ข้อดี-ข้อเสีย ประชามติจัดทำ รธน. ใหม่
เอกสาร "ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" แสดงตัวอย่างบัตรออกเสียงประชามติ ซึ่งประชาชนสามารถออกเสียงได้ 3 แนวทาง ด้วยการกากบาทลงช่อง "เห็นชอบ" "ไม่เห็นชอบ" และ "ไม่แสดงความเห็น"
จากนั้นเป็นการให้ข้อมูลตั้งแต่ ชื่อเรื่องที่จะจัดทำประชามติ และเหตุผลความจำเป็นที่ต้องจัดให้มีการทำประชามติ โดยอ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ลงวันที่ 10 ก.ย. 2568 ซึ่งระบุถึง "หลักอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน" การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 จำเป็นต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง โดยครั้งแรก เป็นการสอบถามประชาชนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน
ครม. จึงเห็นควรให้มีการออกเสียงประชามติ โดยใช้คำถามว่า "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่"
ส่วนข้อมูลอื่น ๆ อาทิ สรุปสาระสำคัญของกิจการในเรื่องที่ทำประชามติ ขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินกิจการในเรื่องที่ทำประชามติ พร้อมอธิบายผลที่ตามมา
กรณีผลการออกเสียง "ไม่เห็นชอบ" ผลคือไม่สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
กรณีผลการออกเสียง "เห็นชอบ" ผลคือผู้มีสิทธิเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
หลังจากนั้นก็ต้องทำประชามติอีก 2 ครั้ง หลังร่างรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ผ่านรัฐสภา ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นประชามติครั้งที่ 2 และหลังการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ เป็นประชามติครั้งที่ 3
เอกสารของ กกต. ยังเอ่ยถึงประมาณการค่าใช้จ่ายและที่มาของงบประมาณที่นำมาใช้จ่ายสำหรับกิจการในเรื่องที่ทำประชามติ โดยระบุว่า การดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ "ยังไม่สามารถประมาณการค่าใช้จ่ายได้" ทว่ามีการอ้างถึงตัวเลขงบประมาณที่ใช้ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2560 ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ได้รับการจัดสรรงบ 112.46 ล้านบาท
ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้น ประชาชนจะได้รับบัตรเลือกตั้งสองใบ คือบัตรเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ ที่คนมักเรียกกันว่า "เลือกพรรค" และอีกใบคือบัตรเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หรือที่คนมักเรียกว่า "เลือกคน"
แต่หมายเลขของผู้ลงเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และหมายเลขผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ จะไม่เหมือนกัน นั่นทำให้ผู้ออกไปใช้สิทธิจะต้องจำสองหมายเลข คือ
- หมายเลขผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งแต่ละพรรคจะใช้เป็นเบอร์เดียวกันทั้งประเทศ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็น "เบอร์พรรค"
- หมายเลขประจำตัวผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละเขต
"แค่ส่งหัวหน้าพรรคไปจับเบอร์พรรคแล้วใช้เบอร์เดียวทั่วประเทศ ทำแค่นี้ไม่ได้ ต้องเสียเวลาและสร้างความสับสนว่า สส. พรรคที่จะเลือกเบอร์อะไร มันสะท้อนความไม่มีประสิทธิภาพเรื่องการออกแบบและการบริหารจัดการในการเลือกตั้ง" นายสมบัติ แสดงความเห็น
กกต. ชี้แจง ข้อดี-ข้อเสีย ประชามติจัดทำ รธน. ใหม่
เอกสาร "ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" แสดงตัวอย่างบัตรออกเสียงประชามติ ซึ่งประชาชนสามารถออกเสียงได้ 3 แนวทาง ด้วยการกากบาทลงช่อง "เห็นชอบ" "ไม่เห็นชอบ" และ "ไม่แสดงความเห็น"
จากนั้นเป็นการให้ข้อมูลตั้งแต่ ชื่อเรื่องที่จะจัดทำประชามติ และเหตุผลความจำเป็นที่ต้องจัดให้มีการทำประชามติ โดยอ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ลงวันที่ 10 ก.ย. 2568 ซึ่งระบุถึง "หลักอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน" การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 จำเป็นต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง โดยครั้งแรก เป็นการสอบถามประชาชนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน
ครม. จึงเห็นควรให้มีการออกเสียงประชามติ โดยใช้คำถามว่า "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่"
ส่วนข้อมูลอื่น ๆ อาทิ สรุปสาระสำคัญของกิจการในเรื่องที่ทำประชามติ ขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินกิจการในเรื่องที่ทำประชามติ พร้อมอธิบายผลที่ตามมา
กรณีผลการออกเสียง "ไม่เห็นชอบ" ผลคือไม่สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
กรณีผลการออกเสียง "เห็นชอบ" ผลคือผู้มีสิทธิเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
หลังจากนั้นก็ต้องทำประชามติอีก 2 ครั้ง หลังร่างรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ผ่านรัฐสภา ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นประชามติครั้งที่ 2 และหลังการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ เป็นประชามติครั้งที่ 3
เอกสารของ กกต. ยังเอ่ยถึงประมาณการค่าใช้จ่ายและที่มาของงบประมาณที่นำมาใช้จ่ายสำหรับกิจการในเรื่องที่ทำประชามติ โดยระบุว่า การดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ "ยังไม่สามารถประมาณการค่าใช้จ่ายได้" ทว่ามีการอ้างถึงตัวเลขงบประมาณที่ใช้ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2560 ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ได้รับการจัดสรรงบ 112.46 ล้านบาท

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ เข้าร่วมกิจกรรมที่จัดโดยเครือข่ายเขียนรัฐธรรมนูญใหม่รณรงค์ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันรับสมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 68
นอกจากนี้ เอกสารดังกล่าวยังสรุปเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของการออกเสียงประชามติให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีอย่างละ 2 ข้อ
ข้อดี
- ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และทำให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 จัดทำขึ้นในขณะที่ประเทศไม่ได้ปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐสภามาจากการแต่งตั้ง ทำให้บทบัญญัติบางประการไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย
- รัฐธรรมนูญ 2560 มีบทบัญญัติหลายประการที่มีปัญหาในการบังคับใช้ การแก้ไขโดยจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ จะทำให้สามารถแก้ไขประเด็นที่เป็นปัญหาไปในคราวเดียวกัน ทำให้รัฐธรรมนูญมีเนื้อหาที่สมบูรณ์และสอดคล้องกันทั้งฉบับ
- การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ "อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตรา" เนื่องจากการแก้ไขรายมาตราสามารถจำกัดขอบเขตการโต้เถียงให้อยู่ในประเด็นที่แคบลง ทำให้ทุกฝ่ายมีข้อสรุปร่วมกันได้ง่ายขึ้น
- การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ "อาจทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการออกเสียงประชามติ"
ส่วนมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการออกเสียงประชามติให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เอกสารของสำนักงาน กกต. ระบุว่า "ไม่มีข้อมูล" เนื่องจากไม่ทราบเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ มีบทบัญญัติที่เป็นมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายฯ โดยให้เปิดโอกาสให้ฝ่ายเห็นชอบและไม่เห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีโอกาสแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระและเท่าเทียมกัน และให้มีการประชาสัมพันธ์หลักเกณฑ์ ขั้นตอน วิธีการในการออกเสียงประชามติ และบทลงโทษกรณีไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว
https://www.bbc.com/thai/articles/cdxj90y9xpvo

