วันอาทิตย์, กันยายน 29, 2562

รัฐหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการ "ชิมช้อปใช้" + เก็บข้อมูลประชาชน





จากโครงการ ชิมช้อปใช้ ก็รู้สึกตื่นเต้นกับ การที่ภาครัฐกำลังใช้เทคนิคสารพัดในการเก็บข้อมูลประชาชน

ซึ่งถ้าเป็นประโยชน์ ต่อประชาชน ก็คงไม่ว่าอะไรกันอยู่แล้วแหละ

รอบนี้ โครงการนี้ ให้เงินก้นถุงรายหัวคนละ 1000 บาท และ ถ้าประชาชนเอาเงินใส่ ก็จะคืนเงินจากการใช้ผ่านระบบนี้ให้ถึง 15 % แต่ไม่เกินคนละ 4500 บาท

จากตารางจะเห็นว่า ถ้าโครงการนี้สำเร็จสุดขีดคือ ผู้รับสิทธิ 10 ล้านคน หวังได้เงินคืน 4500 บาททั้งหมด รัฐจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 3.1 แสนล้านบาท โดยรัฐลงทุนเพียง 10.74%

แต่ถ้าคิดแบบแฟร์หน่อย คนไปเที่ยวจริงๆแบบข้ามจังหวัด ทั้งกินทั้งใช้ ต่อหัว เฉลี่ยที่ 6000 บาท ก็น่าจะพอได้นะ สำหรับยุคนี้ (อาหารสามมื้อ สองวัน + โรงแรม + ค่ารถ + ค่าช้อป แถมอยากได้ cash back) รัฐจะกระตุ้นได้ราว 7 หมื่นล้านบาท โดยลงทุนเพียง 20.14%

เดี๋ยวนี้เขาหมดยุคเอาเงินหว่านแล้ว เขาหว่านน้อยๆ แล้วประชาชนจ่าย 555

แต่ที่สำคัญโดนไปแล้ว คือ เขาเก็บประวัติ พฤติกรรมการใช้เงินในการท่องเที่ยว บีบทางอ้อมให้ร้านค้ามาลงทะเบียน เผื่อเรียกเก็บภาษีได้ในอนาคต หรือ จะทำ แอปอื่นเพิ่มเติมเพื่อจัดการสวัสดิการใหม่ในอนาคต

เรื่องเก็บ เบอร์โทร เบอร์บัญชี ใบหน้า ไม่ต้องไปใส่ใจหรอกครับ เขาก็มีแล้วในบัตรประชาชน เขาเอาจริงก็ได้แต่ยากหน่อย การขอข้อมูลข้ามกรมกองภาครัฐมันเรื่องเยอะ ไม่ให้กันง่ายๆ คนทำแอปคงรำคาญเลยเก็บใหม่ซะเองเลย ง่ายกว่าครับ

ลักษณะการเก็บข้อมูลแบบนี้ จะมีอีกเยอะครับ บัตรเครดิต เฟซบุ๊ค แอปจ่ายเงินในร้านสะดวกซื้อ เขาก็ทำแบบนี้ทั้งนั้น

สำหรับร้านค้าที่กลัวว่าวันหนึ่งจะโดนเล่นเรื่องภาษี ก็กลัวได้เลยครับ วันหนึ่งโดนแน่ ไม่เกินสิบปี เงินส่วนใหญ่จะวิ่งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หมด ถ้าคิดว่าเขาไม่รู้ บอกเลยว่า เขายังไม่ว่าง แค่ดูพฤติกรรมการโอนเงินเข้าบัญชีเขาก็รู้แล้วว่าค้าขายอยู่หรือไม่ จะแยกฝากกี่แบงค์ก็ทำได้นะ เพียงแต่เขายังไม่ว่างทำหนะครับ

การเป็นพลเมืองดิจิทัล (digital citizenship) และ การบริหารการใช้ข้อมูล เป็นเรื่องที่สำคัญครับ จำเป็นที่จะต้องสอนกันตั้งแต่เด็กๆ เรื่องแบบนี้ก็มีอยู่ในหลักสูตรวิทยาการคำนวณ ถึงความเข้าใจเกี่ยวกับการอยู่ในโลกออนไลน์ครับ แต่ก็ไม่ได้สอนกันตรงๆแบบนี้หรอกครับ มุขใหม่มาทุกวัน สอนไปก็ตามไม่ทัน ต้องสอนให้เด็กคิดตาม และหัดขวนขวายหาความรู้ครับอินเทอร์เน็ตมีเยอะแยะ เราต้องสอนให้ใช้ให้เป็นมากกว่า ถามแล้วตอบครับ อย่างเคสนี้ ไม่มีหรอกครับที่ถาม google ว่า รัฐได้อะไรจากโครงการนี้ รัฐจะบอกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเดียว

สำหรับผมลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วครับ ใช่ว่าผมจะไม่กลัวสูญเสียความเป็นส่วนตัว ผมไม่เห็นว่าผมให้ข้อมูลอะไรมากกว่าที่รัฐเคยมีแล้ว (หรือที่เคยให้พวกบัตรเครดิต หรือให้ social network) แล้วจะไม่คุ้ม 1000 บาท พร้อม cash back ครับ จากนั้นไม่พอใจก็เลิกใช้ จบ

Happy Digital Citizenship ครับ

#ชิมช้อปใช้ #วิทยาการคำนวณ #digital_citizenship


พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า
 

กลัวเสียลูกค้า ? #แบนเมเจอร์ กรณี เชิญคน"ไม่ยืนในโรงหนัง" ออก ฝ่ายประชาสัมพันธ์ Major Group ชี้แจง ไม่มีนโยบายดังกล่าว



.



เรียน ท่านลูกค้าที่เคารพ
.
ตามที่ได้มีประเด็นเกิดขึ้นทางทวิตเตอร์ ทางบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ขอเรียนชี้แจงว่า ไม่มีเหตุการณ์เชิญลูกค้าออกจากโรงภาพยนตร์แต่อย่างใด อีกทั้ง บริษัทฯ ไม่มีนโยบายดังกล่าว
.
บริษัทฯ จึงเรียนชี้แจงมา ณ โอกาสนี้

ขอแสดงความนับถือ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
...

กฎหมายว่าอย่างไรในเรื่องนี้

คำตอบของแอดมินเพจเมเจอร์ฯ ที่ขอให้ลูกค้าที่ไม่ประสงค์จะยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีออกมารอด้านนอกโรงหนังก่อนโดยอ้างว่า "ยึดตามหลักกฎหมาย" ทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัยว่า กฎหมายนั้นคืออะไร

ผศ.สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คือ พระราชกฤษฎีกากำหนดวัฒนธรรม ซึ่งออกภายใต้ พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2485 โดยมาตรา 6 (3) ของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ระบุว่า บุคคลทุกคนจักต้องเคารพเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงเคารพอื่น ๆ ซึ่งบรรเลงในงานทางราชการ งานสังคมหรือในโรงมหรสพ

ต่อมา พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2486 ได้กำหนดบทลงโทษว่า ผู้ใดฝ่าฝืนพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือทั้งปรับทั้งจำ

บีบีซีไทยได้สอบถามไปยังกลุ่มนิติการ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่บังคับใช้ พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ ได้รับคำยืนยันว่า พระราชกฤษฎีกากำหนดวัฒนธรรมไม่มีผลบังคับใช้แล้วหลังจากที่มีการยกเลิก พ.ร.บ. วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2485 และประกาศใช้ พ.ร.บ. วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 แทน

"พ.ร.บ.วัฒนธรรมฯ ปี 2485 ถูกยกเลิกไปแล้วครับ ปัจจุบันใช้ พ.ร.บ.วัฒนธรรมฯ 2553 ที่เน้นการส่งเสริมทางวัฒนธรรมเท่านั้น" เจ้าหน้าที่กลุ่มนิติการระบุ ซึ่งหมายความว่าปัจจุบันไม่มีบทลงโทษนี้แล้ว

ที่มา บีบีซีไทย

พอเปิดกูเกิ้ลเป็นก็เล่นของยากเลยนะ ฮือฮึ เยสสสส ชัวร์… 🤣🤣🤣




พอเปิดกูเกิ้ลเป็นก็เล่นของยากเลยนะ ฮือฮึ เยสสสส ชัวร์… ไอ โน เอฟวี่ติง 🤣🤣🤣



https://www.facebook.com/car.huaaa/videos/10156530370750737/


โถ พ่อเซียนกูเกิ้ล 7 วันของการเยือนสหรัฐอเมริกาของประยุทธ์





ไม่เข้าใจจริง ๆ ครับ

21- 27 กันยายน 2562
7 วันของการเยือนสหรัฐอเมริกาของประยุทธ์
มีแต่เรื่อง "งามหน้า" สำหรับประยุทธ์และรัฐบาล

อวดโลกเรื่อง 30 บาท ทั้งที่หาทางล้มอยู่ตลอด
แถมเป็นเรื่องที่คนอื่นทำไว้ ไม่ใช่ตัวเองสักนิด
แล้วก็แถ ๆ ไถ ๆ ไปว่า เป็นเรื่องของบ้านเมือง เพื่อบ้านเมือง

โอ่เรื่องไทยจะเป็นประเทศที่ร่ำรวย
หากถึงวันนั้น ประยุทธ์ยังไม่ตาย ก็คงโอ่ได้
เพราะตอนนั้น อีก 17 ข้างหน้า อัตราต่าง ๆ คงมากกว่าตอนนี้ 3 เท่า
ประยุทธ์ก็คงโม้ว่า เห็นไหม ไทยรวยแล้ว เงินเดือนขั้นต่ำห้าหมื่น

ไร้วุฒิภาวะ ประจานตัวเองว่าเป็นผู้บริหารชอบโช้กูเกิ้ล
แบบคนไม่เคยใช้เน็ต แล้วนึกว่านั่่นคือของใหม่ทันสมัยจนต้องอวด

ดูถูกประชาชนตัวเองต่อหน้าชาวโลก ว่าเป็นคนงี่เง่า ไม่ชอบหาความรู้
ทั้งที่มีข้อมูลชัด ว่าคนไทยใช้กูเกิ้ลกันมากจริง ๆ แต่ประยุทธ์ไม่รู้

โกหกว่าห้าปีที่ผ่านมา ทุกอย่างดีขึ้นด้วยฝีมือตัวเอง
อ้างผ่านกฎหมายได้ 400 ฉบับ ไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำได้มาก่อน
ไม่อายว่า คนอื่นเขาเห็น ว่ามีแต่ สนช.ที่ประยุทธ์ตั้ง ไม่มีฝ่ายค้าน
อย่าว่าแต่ 400 ฉบับเลย แปดแสนแปดล้านฉบับก็ผ่านได้

อวดภาพเข้าร้านหนังสือที่สนามบิน jfk
ทั้งที่ใครก็รู้ว่าประยุทธ์ภาษาอังกฤษไม่ได้เรื่อง ไม่รู้อวดทำไม

อ้างไลฟ์สด คนไทยคอยติดตามดู (กองเชียร์ กับคนสงสัย)
พอถึงเวลา ภาพออกมาสว่างโร่ แค่นี้ยังหลอกประชาชน

ผมเองยังนึก ตีสี่นิวยอร์ค ประยุทธ์ยังอุตส่าห์คิดถึงประชาชน
ยอมอดนอน เพื่อให้เวลาตรงกับบ่ายสามประเทศไทย

ที่ไหนได้ ใช้วิธีหลอกหน้าด้าน ๆ

7 วันที่หวังฟอกตัว สร้างการยอมรับ
ได้ความย่อยยับกลับไทย

7 วันของการโกหก
โกหกโลก โกหกคนไทย โกหกตัวเอง
(โกหกตัวเองจนตัวเองเชื่อจริง ๆ แล้วว่าเป็นคนเก่ง ดี เหนือคนอื่น)

ผมไม่เข้าใจ
จะอวดความงี่เง่า ประจานตน ทำไมต้องถ่อไปทำถึงสหรัฐ

ทำอยู่เมืองไทยมาห้าหกปี ยังไม่สะใจหรือไง

อยากเปลี่ยนบรรยากาศ
หรืออยากอวดโลก กลัวชาวโลกไม่รู้ว่าโง่ขนาดไหน

7 วันในสหรัฐ ทั้งการพูด ทั้งการแสดงกิริยาท่าที
ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่มีมุมมองแหลมคม ไม่มีอะไรเลยให้ประชาชนเห็น
ไม่มีความภูมิใจให้คนไทย ไม่ได้ยกระดับศักดิ์ศรีของบ้านเมือง
มีแต่การอวดโอ่ ตีกิน หน้าด้านไม่รู้สึกรู้สา โกหก สร้างภาพฟอกตัว

อย่าไปโทษทีมงานเด็ดขาด
เพราะก่อนจะดำเนินการอะไร เขาต้องรายงานให้ประยุทธ์รู้ก่อน
เมื่อประยุทธ์เห็นด้วย นั่นแหละเขาถึงดำเนินการต่อ

อย่างเรื่องกล่องข้าว ตอนนั้นประยุทธ์ก็ทำทีตำหนิทีมงาน
คราวนี้ ขายหน้าประชาชีหนัก โดยเฉพาะเรื่องไลฟ์สดลวงโลก

คอยดู กลับถึงไทย
ประยุทธ์จะแถว่าไง จะโยนความผิดให้ใคร


ตระกองขวัญ


วันเสาร์, กันยายน 28, 2562

ผอ.เขตลาดกระบังสั่งพักงานพนักงานกวาด ข้อหา 'นินทานาย'

เราเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่พนักงานเขตลาดกระบังผู้หนึ่งต้องถูกสั่งพักงาน จากการที่ไทยอีนิวส์เสนอรายงานการร้องเรียนเรื่อง “ผู้อำนวยการเขตลาดกระบัง เมาแล้วกร่าง”


เมื่อ ๒๗ กันยายน มีคำสั่งสำนักงานเขตลาดกระบัง โดยนายวีรภัทร์ พันธุ์หาญ ให้พักราชการนางอัมพร จันทะมนตรี ตั้งแต่วันที่ ๒๘ กันยายน เป็นต้นไป ในข้อหา “ใส่ความและให้ร้ายผู้อำนวยการเขตต่อบุคคลภายนอก”

คำสั่งที่ ๙๙๙/๒๕๖๒ ดังกล่าวระบุด้วยว่าการกระทำนั้น อยู่ในข่ายข้อบังคับกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการบริหารทรัพยากรบุคคลของลูกจ้าง ข้อ ๗๗ วรรคแรก อันเป็นความผิดอาญาฐานดูหมิ่นและหมิ่นประมาทผู้อื่น “ไม่รักษาความลับของทางราชการ”

คำสั่งของผู้อำนวยการเขตผู้นี้อ้างด้วยว่า “ทำให้ผู้อำนวยการเขตเกิดความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง” จึงให้นางอัมพรซึ่งเป็นพนักงาน กวาดในสังกัดฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะของสำนักงานเขตนั้นพักงาน

การนี้ไทยอีนิวส์ได้รับแจ้งจากผู้ใกล้ชิดพนักงานในเขตลาดกระบัง ว่า “เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยคนนี้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากทั้งตนเองและครอบครัว เนื่องจากน้องเป็นหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว ทั้งยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในครอบครัวอีกมากมาย”

นางอัมพรเป็นพนักงานคนหนึ่งที่คุยทางไลน์เรื่องการถูกทางเขตเรี่ยไรเงินคนละ ๑๕๐ บาทเพื่อจัดงานเลี้ยงในโอกาสเกษียณอายุราชการของผู้อำนวยการเขต เธอได้ถูกเจ้าหน้าที่เขตยึดเอาโทรศัพท์มือถือส่วนตัวไป ทั้งที่ไม่ได้ให้ความยินยอม

“ทั้งยังมีการข่มขู่หว่านล้อมจะดำเนินคดีกับพนักงานคนนี้อีกด้วย” ผู้ที่ร้องเรียนต่อไทยอีนิวส์เล่าเรื่องราวเพิ่มเติมว่า “การกระทำของ ผอ.สนง.เขตฯ คนนี้เป็นเสมือนผู้ใหญ่รังแกเด็ก

ใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเองกดขี่ข่มขืนใจผู้อื่น ให้ยอมรับการกระทำของตัวเองเป็นเริ่องที่ถูกต้อง ใครที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับตัวเองก็จะถูกข่มขู่ถูกสั่งย้าย สั่งพักงานอย่างไม่เป็นธรรม”

แม้จะได้มีการทำหนังสือร้องเรียนไปยัง กทม. กันหลายครั้ง ตลอดสามปีที่ผ่านมา “พร้อมข้อมูลหลักฐานเกือบ ๔๐ ฉบับ ทั้งผู้ร้องก็มีตัวตนติดตามเรื่องมีหนังสือทวงถามตลอดมา แต่ผู้มีอำนาจใน กทม.ไม่เคยดำเนินการใดๆ”

การกระทำของ กทม.เยี่ยงนี้เท่ากับปกปิดความผิด และกลบเกลื่อนการกระทำเสื่อมเสียของผู้บริหารระดับสูงในองค์กร ด้วยการกลั่นแกล้งให้ร้ายต่อผู้ที่เปิดโปงความมิดีมิร้ายในแวดวงราชการ (Whistle-Blower) ลักษณะเดียวกับที่กำลังเกิดกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ในสังคมอเมริกันไม่ว่าผู้นำหรือหัวหน้าในส่วนราชการจะใช้อำนาจบิดเบือนอย่างไร คนที่เปิดโปงความชั่วร้ายของผู้มีอำนาจจะได้รับการสนับสนุนจากมหาชนและสื่อต่างๆ ผู้บริหารระดับประเทศเคยต้องลาออกจากตำแหน่งเมื่อปรากฏว่าใช้อำนาจเบียดบังกระทำความผิด

กรณีที่ผู้อำนวยการเขตเมาแล้วไปอาละวาดที่ร้านอาหาร และมีลูกน้องเที่ยวเรี่ยไรเงินจากพนักงานผู้น้อยมาจัดงานให้ อาจเป็นความลับของ ผอ. แต่ไม่ใช่ความลับของทางราชการอย่างแน่นอน

และการที่พนักงานผู้มีรายได้น้อยไปแช้ตบ่นทางไลน์ว่าถูกรีดไถ ก็ไม่ใช่ความผิดอาญาดูหมิ่นใคร แต่เป็นการทำหน้าที่พลเมืองดีแจ้งเบาะแสของความชั่วร้ายในวงราชการ ดังเช่น ‘Whistle-Blower’ ในสหรัฐ

เมื่อไทยอีนิวส์นำเสนอเรื่องการร้องเรียนนี้ในชั้นต้นนั้น เราหวังจะทำหน้าที่สื่อสารนำความจริงออกมาตีแผ่ต่อสาธารณชน จึงยินดีที่จะได้รับการโต้แย้ง แต่ทางผู้อำนวยการเขต และ กทม.กลับหันไปใช้วิธีข่มขู่ข่มเหงพนักงานชั้นผู้น้องแทนเช่นนี้ ย่อมแสดงชัดเจนว่ามีการกระทำผิดกฎระเบียบแล้วปกปิด

ระบบราชการไทย โดยเฉพาะกรณีนี้คือ กทม. ต้องการการยกเครื่องแก้ไขและปฏิรูปมากมายมานานนักแล้ว ยังทำไม่ได้เสียทีเพราะคณะรัฐประหาร คสช.นำคนของตนเข้าไปกดขี่ควบคุม เราเชื่อว่าเหตุการณ์ชั่วร้ายเช่นที่เกิดในเขตลาดกระบังต้องมีในท้องที่อื่นๆ ด้วย

เพราะการเน่าเฟะของ ระบบเหมือนฝีกลัดหนอง ไม่ช้าฝีนั้นจะแตกพลุและลามปามจนกระทั่งต้องสูญเสียอวัยวะไปในที่สุด ถ้าไม่มีการเยียวยาอย่างถูกต้อง

ข้อมูลเล็กน้อย เกี่ยวกับ thaidemocracynow.org เจ้าของป้าย "Don't let Democracy die in Thailand"




https://thaidemocracynow.org/

Domain Name: THAIDEMOCRACYNOW.ORG
Creation Date: 2019-06-14T09:53:41Z
Registrant State/Province: Arizona
Registrant Country: US




https://thaidemocracynow.org/protests






กูเกิ้ลมึง ประยุทธ์นี่แม่งร้าย บอกให้ประชาชนหัดใช้กูเกิ้ล




วั้ย กดโกรธเลย


ป้อมยอมรับแล้วว่าที่งบฯของกองทัพบกเพิ่มมาก เพราะมีการตั้งหน่วยใหม่ คงจำที่ อ.ศิลป์ชัย เคยเล่าได้นะ





ป้อมยอมรับแล้วว่าที่งบฯของกองทัพบกเพิ่มมาก
เพราะมีการตั้งหน่วยใหม่
คงจำที่ผู้เขียนเคยเล่าไปได้นะ

ศาสนวิทยา dr.Sinchai Chaojaroenrat
...



ทบ.ตั้งหน่วยใหม่ งบฯเลย เยอะ!!

“บิ๊กป้อม” ชี้ ทบ.ได้งบฯ 1.13 แสนล้าน เพราะมีตั้งหน่วยใหม่ ยันงบฯ63กลาโหม 2.33 แสนล้าน ไม่ได้มาก แค่เพิ่มตามสัดส่วนงบฯ ชี้ กองทัพขาดแคลนงบฯ ต้องพัฒนา กองทัพ-อาวุธเก่า ต้องเปลี่ยน

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงและ อดีต รมว. กลาโหม กล่าวถึงงบประมาณกระทรวงกลาโหม ปี2563 จำนวน2.33 แสนล้านบาท ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเพิ่มสูงขึ้นนั้น ว่า ไม่ได้เพิ่มมากขึ้น แต่มันเพิ่มตามสัดส่วน ของงบประมาณ ซึ่ง5 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่เพิ่ม แต่เพิ่มตามสัดส่วน ของงบประมาณ

ในส่วนของกองทัพบก งบประมาณ 1.1 3 แสนล้านบาท มากไปหรือไม่ พลเอกประวิตรกล่าวว่า ไม่ เพราะ มีการตั้งหน่วยใหม่ ด้วย

”ซึ่งที่ผ่านมากองทัพก็ขาดแคลนงบประมาณมาตลอด เพราะมีแผนงานที่จะพัฒนากองทัพ รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์เพราะที่เรามีมันก็เก่าแล้ว และถึงเวลาที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยน

“ซึ่งทุกหน่วยแหละ ต้องพัฒนา แต่เพราะเงินมันน้อย จึงได้แบ่งคนละนิดคนละหน่อย โดยสามารถ ชี้แจงให้กรรมาธิการงบประมาณ ได้อยู่แล้ว”

ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ใช้งบประมาณจัดซื้ออาวุธไปแล้วประมาณ 70,000 ล้านบาท บิ๊กป้อมบอกว่างบกลาโหมไม่ได้มาก ลองคิดว่างบซื้ออาวุธ 70,000 ล้านนี้สามารถทำอะไรได้บ้าง !!!




ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ใช้งบประมาณจัดซื้ออาวุธไปแล้วประมาณ 70,000 ล้านบาท ในระยะเวลาประมาณ 5 ปี ไม่รวมโครงการต่อเนื่องเช่น ต่อเรือดำน้ำเพิ่ม 2 ลำ

น่าสนใจว่าประเทศไทยใช้งบประมาณมากมายขนาดนี้เพื่อการซื้ออาวุธเป็นสิ่งที่คุ้มค่า และจำเป็นหรือไม่??? ในขณะที่เศรษฐกิจย่ำแย่ ประชาชนกำลังเดือดร้อน

ลองคิดว่างบซื้ออาวุธ 70,000 ล้านนี้สามารถทำอะไรได้บ้าง หากใช้กับโรงพยาบาล การศึกษา หรือช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยธรรมชาติ บางทีรัฐบาลคงไม่ต้องเปิดรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยก็ได้!!!

http://www.ispacethailand.org/political/19700.html
...




Greta Thunberg 's full speech from this year's Ambassador of Conscience Awards ("Activism works, act, see you on the streets")




"ช่อ"แจงเหตุธนาธรจ้างล็อบบี้ยิสต์!!


จรัล ดิษฐาอภิชัย : ข้อสังเกตุจากกรณีแผ่นป้ายที่นิวยอร์ก Don't let Democracy die in Thailand (ชอบอ่ะ ม๊อบละติโน😁 ไม่ยอมให้ประชาธิปไตยตายที่ประเทศไทย All Democrats Unite!)





ข้อสังเกตุจากกรณีแผ่นป้ายที่นิวยอร์ก
1.การติดตั้งป้ายนี้​ไม่ว่า​ใครทำ​ จะต้องใช้จ่ายค่าทำแผ่นป้าย​ ค่าจ้างติดตั้ง​ ค่าที่โฆษณา​ ค่าภาษี​มหานคร​ ซึ่ง​ติดมาแล้ว​10 วัน​ มีแนวโน้มจะติดตั้งไปจนจบการประชุมสมัชชา​ใหญ่สหประชาชาติ​ ต้องมีค่าใช้จ่ายหลายหมื่นดอลลาร์​

อนึ่ง​ ผู้ใด​อยากรู้​ใครทำ​ ก็ไปหาข้อมูล​จากบริษัทโฆษณา​เจ้าของพื้น​ที่​ หรือไปถามจากมหานครนิวยอร์ก​

2 ข้อความ​
UN​ General Assembly
Don't let Democracy die in Thailand
( อย่าปล่อยให้ประชาธิปไตยตายที่ประเทศไทย)​หมายถึง​อย่าให้ระบอบประชาธิปไตย​ไปตายที่ประเทศ​ไทย​ จากข้อความนี้​ คนทุกชาติทุกภาษาที่รักหวงแหนประชาธิปไต​ย​ มีสิทธิไปประท้วงได้


Jaran Ditapichai

วันศุกร์, กันยายน 27, 2562

ผลวิจัยยัน ‘จัดสรรปันส่วนผสม’ ก่อความยุ่งยากวุ่นวาย


ยืนยันแล้วด้วยการวิจัยตามหลักวิชาการด้านกฎหมาย ระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เป็นปัญหา เนื่องจากวิธีการ จัดสรรปันส่วนผสม ก่อให้เกิดความยุ่งยากวุ่นวาย ขัดแย้งไปทั่ว ทั้งภายในพรรคและระหว่างพรรค

คณะนิติศาสตร์ มธ.เปิดเผยผลงานการวิจัยจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ที่ใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม ตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ คสช.จัดการร่าง ผ่านทาง กรธ.กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และ สนช.สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ตนแต่งตั้ง

พบว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีปัญหา มากที่สุดที่การคำนวณจำนวน ส.ส.ตามมาตรา ๙๑ “สามารถตีความได้มากกว่า ๑ วิธี ซึ่ง กกต.ไม่มีการประกาศวิธีคำนวณให้ชัดเจนก่อนการเลือกตั้ง ทำให้เกิดความยุ่งยาก ประชาชนขาดความเชื่อถือ”

ความยุ่งยากประการหนึ่งเกิดจาก “ประชาชนไม่สามารถเลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขตกับแบบบัญชีรายชื่อต่างพรรคได้” แล้วยังเกิดการขัดแย้งภายในพรรคเดียวกันด้วย เนื่องเพราะ “ผู้สมัครแบบแบ่งเขตต้องหาเสียงเหน็ดเหนื่อย ขณะที่เหมือนหาเสียงให้ ส.ส. บัญชีรายชื่อมากกว่า แล้วแบ่งเขตสอบตก

อีกทั้งพรรคการเมืองพยายามส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตจำนวนมากเข้าไว้ ไม่จำเป็นว่าจะหวังผลให้ชนะเลือกตั้งเสมอไป เพียงให้ได้คะแนนรวมเฉลี่ยไปให้กับ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ นอกจากนี้ปัญหาในการเกิด ส.ส.เอื้ออาทร ทำให้เสถียรภาพทางการเมืองไม่แน่วแน่ “มีพรรคที่มี ส.ส.คนเดียวสูงถึง ๑๓ พรรค”

แล้วยังผู้ใช้สิทธิไม่สามารถเลือกผู้สมัครแบ่งเขตกับบัญชีรายชื่อต่างพรรคกันได้ เกิดความขัดข้องไม่รู้จะไปทางไหน หรือ รักพี่เสียดายน้อง ซ้ำ “การแบ่งเขตเลือกตั้งเหลือ ๓๕๐ เขตโดยไม่ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นทำให้เกิดความไม่สะดวกในหลายพื้นที่”

ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง เช่น “การขยายเวลาปิดหีบเลือกตั้งและลดจำนวนกรรมการประจำหน่วย ทำให้กระบวนการนับคะแนนมีความยุ่งยาก เกิดปัญหามากกว่าประโยชน์” หรือ “การเลือกตั้งล่วงหน้าเกิดความผิดพลาดในการส่งบัตรเลือกตั้ง

ผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงเขตของตนเอง ควรยกเลิกการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ” แต่การยกเลิก กกต.จังหวัด กลับตาลปัตรเพราะ “ตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายและกฎระเบียบเลือกตั้ง”

ทำให้ผู้ใช้สิทธิไม่ต่ำกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่เข้าใจระบบที่ทำให้ซับซ้อนมากเรื่อง อันเป็นเสียงครหามาแต่แรกเริ่มว่า คสช.ต้องการให้พรรคการเมืองอ่อนแอ กลายเป็นเบี้ยหัวแตก เพื่อที่ คสช.ซึ่งกุมอำนาจพิเศษในการวางยุทธศาสตร์ชาติ และแต่งตั้งวุฒิสมาชิก สามารถกุมอำนาจต่อไปอีกยาวนาน


อนึ่ง มีเสียงเล็ดลอดออกมาจาก มธ. อีกโสดหนึ่งว่า “รองศาสตราจารย์หนุ่มแห่งสำนักท่าพระจันทร์ได้เป็นโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลางขอให้ศาลเพิกถอนข้อกำหนดข้อ ๑๐ และข้อ ๑๑ ในส่วนที่ระบุว่าผู้ใดฝ่าฝืนข้อ ๑๐ ให้ถือว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ”
 
ผู้ใช้นาม Thawat Damsa-ard โพสต์ข้อความบนเฟชบุ๊คว่า “ฟ้องแล้ว” ต่อข้อกำหนดในวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าผู้ใดฝ่าฝืน “ถือว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๙”

ซึ่งเป็นที่วิจารณ์กันมากว่า ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นผู้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ปราศจากการตรวจสอบและถ่วงดุล ผู้ร้องจึงขอให้ศาลปกครองกลาง “ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยเร่งด่วน ตามข้อ ๔๙/๒ ของระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด”

พร้อมทั้งขอให้ “ศาลปกครองโปรดพิจารณาให้ทุเลาการบังคับข้อ ๑๐ และข้อ ๑๑ ของข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พศ.๒๕๖๒ จนกว่าศาลปกครองจะมีคำพิพากษา” ด้วย


นี้เป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตาดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด ในความพยายามที่จะสกัดกั้น ลดทอนการสืบทอดอำนาจของคณะทหารผู้ยึดอำนาจการปกครองเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว ได้เพียงใด