วันจันทร์, มกราคม 30, 2566

พ่อแม่แบม-ตะวันแถลง คุยหยุดขัง “เมื่อความอยุติธรรมบีบให้ต้องเดิมพันด้วยชีวิต” หอศิลปฯ 28/01/66

#ราษฎร #ตะวัน #ยกเลิก112
พ่อแม่แบม/ตะวันแถลง ,คุยหยุดขัง “เมื่อความอยุติธรรมบีบให้ต้องเดิมพันด้วยชีวิต” หอศิลปฯ 28/01/66

Friends Talk คุยกับเพื่อน

Streamed live on Jan 28, 2023

คุยหยุดขัง “เมื่อความอยุติธรรมบีบให้ต้องเดิมพันด้วยชีวิต” 
สนทนาโดย 
จอห์น วิญญู 
สุรีรัตย์ ชิวารักษ์ (แม่เพนกวิน) 
ณัชปกร นามเมือง (ilaw) 


บิดาของ น.ส.ทานตะวัน กล่าวว่า ตนไม่ได้สนับสนุนการกระทำของน้องในฐานะคนเป็นพ่อเป็นแม่ แต่การกระทำของน้องคืออุดมการณ์ของน้องจริงๆ
“แล้วเราก็ไม่สามารถที่จะบังคับอุดมการณ์ของน้องได้ ซึ่งอุดมการณ์ของน้องเป็นสิ่งที่ดี ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี มันสามารถที่จะพัฒนาอะไรต่างๆ ให้เกิดความเป็นประชาธิปไตยในส่วนต่างๆ ได้ อาการของน้องตอนนี้ก็เหลือระยะเวลาอีกไม่เท่าไหร่ วอนให้ทุกฝ่ายช่วยกัน ช่วยให้น้องสามารถที่จะมีชีวิตต่อไปเพื่อถึงเส้นชัยของเขา อุดมการณ์ของเขา ให้มันถึงเส้นชัยได้” บิดาของ น.ส.ทานตะวัน กล่าว

"บ้านเมืองกำลังจะไปข้างหน้า ปัญหาแก้ได้ด้วยสภา" จริงหรือ ?


Baramee Chaiyarat
1d

"บ้านเมืองกำลังจะไปข้างหน้า ปัญหาแก้ได้ด้วยสภา" มันคือเรื่องโป้ปดมดเท็จ
ปัญหามากมายที่เกิดขึ้นมาแสนนานแล้วและยังไม่มีพรรคการเมืองไหนคิดแก้ไขอย่างจริงจังเลย มีแต่พูดแสดงโวหารกันทั้งนั้น เช่น ปัญหาที่ดินทำกืน ปัญหาที่อยู่อาศัย ปัญหาหนี้สิน ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ปัญหาค่าแรงไม่เป็นธรรม ปัญหาสุขภาพความปลอดภัยในการทำงาน ปัญหาสินค้าแพงซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานของคนจน
ปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษา ปัญหาการคมนาคมขนส่งในชนบท ปัญหาในระบบราชการที่รวมศูนย์ ล่าช้า ไร้ประสิทธิภาพและเต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น. ซึ่งเป็นปัญหาของคนทั้งประเทศ
ปัญหาที่ว่ามานี้ไม่เคยแก้ไขได้ด้วยระบบการรวมศูนย์อำนาจเลย และไม่เคยมีพรรคการเมืองไหนที่มีนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมเลย ไม่ว่าพรรคไหนขึ้นมาเป็นรัฐบาล คนที่ได้ประโยชน์เป็นหลักคือนายทุนของพรรคการเมืองนั้นๆ แม้ในบางยุคบางสมัยที่จะมีนโยบายที่เอื้อต่อคนจนจริงๆบ้าง แต่ก็ยังน้อยกว่าประโยชน์ที่นายทุนได้รับไม่รู้กี่เท่า.
ภายใต้ความคิดที่ว่าถ้าโอ่งใหญ่เต็มแล้วก็จะล้นใส่โอ่งเล็กเอง ทั้งที่ในความเป็นจริงคือ โอ่งใหญ่ไม่เคยเต็ม และโอ่งเล็กแทบจะไม่ได้น้ำ
การแก้ไขปัญหาจึงต้องกลับไปที่การร่างกติกากันใหม่เพื่อให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น รัฐมีอำนาจลดลง. มีการตรวจสอบถ่วงดุลทางการเมืองโดยการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นให้จัดการตัวเองให้ได้ มีที่มาของอำนาจอธิปไตยทุกอำนาจที่ต้องยึดโยงกับประชาชน ถูกกำกับและตรวจสอบโดยประชาชนได้ง่าย และต้องมีกลไกการเมืองภาคประชาชนไว้ตรวจถ่วงดุลภาครัฐอีกด้วย
ไม่ใช่แค่ทุกอย่างต้องรอแต่การเลือกตั้งเท่านั้น นะจ๊ะ


#ทักษิณ โพสต์เฟซ ขออย่าทะลุวัง มาทะลุทำเนียบดีกว่า เพื่อหลักนิติธรรมสากลกลับสู่ไทย (กระจอกฉิบหาย หมอทศพร ยังมีกึ๋นมากกว่า...)



Eak_THESTANDARD
@EakThestandard
#ทักษิณ โพสต์เฟซ ขออย่าทะลุวัง มาทะลุทำเนียบดีกว่า เพื่อหลักนิติธรรมสากลกลับสู่ไทย •บอก 112 เป็นปัญหาการบังคับใช้ ขาดหลักนิติธรรม ย้ำเพื่อไทยเป็นรบ. จะไม่มีเหตุการณ์แบบทุกวันนี้ •ชี้ประชาชนนัดมาชุมนุมที่พรรค ให้ผู้บริหารเชิญพูดคุย พร้อมเสียใจลุงไพโรจน์เสียชีวิตวันนี้
.....
กระจอกฉิบหาย
ความเห็นหนึ่ง

อ่านความเห็นอื่นๆได้ที่นี่
https://twitter.com/EakThestandard/status/1619710523804901378/photo/1
และที่นี่

ศีลธรรมผู้พิพากษา


สุรพศ ทวีศักดิ์
10h

ศีลธรรมผู้พิพากษา
ประเด็นทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชนมีคนยกมาตั้งคำถามต่อการใช้อำนาจของศาล หรือคำตัดสินของผู้พิพากษากรณีคดี 112, 116 มากแล้ว ผมอยากตั้งคำถามประเด็นศีลธรรมผู้พิพากษา
เท่าที่ทราบคนในวงการหมอกับผู้พิพากษาได้รับการอบรมศีลธรรมแบบพุทธมากที่สุด มีคนในวงการหมอและผู้พิพากษาบางคนหรือหลายคนเป็น "ผู้รู้พุทธ" เขียนบทความและหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาออกมาบ่อยๆ
ผมเลยอยากถามว่า บรรดาผู้พิพากษาที่รับการอบรมศีลธรรมแบบพุทธมา พวกเขา "รู้สึก" อย่างไรกับกรณี "ตะวัน-แบม" อดอาหารประท้วงแบบเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับการประกันตัว และเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมถูกปฏิรูปให้มีความเป็นอิสระและเป็นกลาง และสามารถทำหน้าที่ปกป้องสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยได้จริง
เท่าที่ทราบพุทธศาสนาสอนให้มี "เมตตากรุณา" ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยมองทุกคนเป็น "เพื่อนร่วมทุกข์" เห็นความทุกข์ของคนอื่นเหมือนความทุกข์ของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นของสำนึกทางศีลธรรมที่ทำให้เราเห็นอกเห็นใจกันและกัน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา หลีกเลี่ยงการเบียดเบียนทำร้ายกันและกันทั้งด้วยวิธีการนอกกฎหมาย และการใช้กฎหมายที่ละเมิดหลักสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นคน
ถามว่าบรรดาผู้พิพากษาที่ล้วนผ่านการอบรมศีลธรรมแบบพุทธมาได้นำ "สำนึกทางศีลธรรมแบบพุทธ" มาปรับใช้กับการพิจารณาคดีให้ยุติธรรมบนหลักการปกป้องสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนหรือไม่อย่างไร และมีสำนึกต่อตะวัน-แบมและคนอื่นๆ ทุกคนที่ต้องคดี 112, 116 ว่าเขาเหล่านั้นเป็น "เพื่อนร่วมทุกข์" ของผู้พิพากษาหรือไม่ สำนึกทางศีลธรรมที่มีเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์กับการรักษาความยุติธรรมบนฐานของการปกป้องสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นคนของประชาชนควรไปด้วยกันหรือไม่

วันอาทิตย์, มกราคม 29, 2566

‘ตู่’ อีกแล้ว “สัญญาลูกผู้ชาย” ไม่ลืมสัญญา ขอเวลา ๒ ปี (ไอ้ที่ทำไม่เป็น) จะทำให้เสร็จ

อีกแล้ว “สัญญาลูกผู้ชาย” ไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ นอกจากพูดแบบไม่ให้เครดิตผู้เป็นมารดา อุตส่าห์เบ่งออกมาและเลี้ยงดูจนเก่งกาจขนาดนี้ คราวนี้สัญญาสองปี พร้อมผูกเงื่อน “ถ้ากลับมาจะสานต่อ” คนละครึ่ง กับ บัตรคนจน

“...ผมทำงานมาหลายปีไม่ลืมคำสัญญา ว่าจะพลิกโฉมประเทศไทยให้ดีขึ้น ให้ได้โดยเร็วภายใน ๒ ปี” ไม่วายคุยโวใหญ่โตเกินจริงอย่างเคย “ทำไปหลายอย่างมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาหลายพรรค หลายปี และหลายเท่าด้วยซ้ำ”

กล้าพูดเพราะอาจเชื่อในฤทธิ์เดชของตัว ตามที่ วันชัย สอนศิริ สว.คนที่เคยโวว่า “ผมเป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญ...ให้ สว.๒๕๐ คนนี้ มีสิทธิร่วมในการโหวตคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี” ออกมาเกทับพรรคเพื่อไทยอีก ด้วยคำปรามาส

“ถึงแลนด์สไลด์ก็ไม่ได้เป็นนายกฯ” แม้จะยอมรับว่าฟากที่เป็นรัฐบาลอยู่ขณะนี้ “ไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนเก่า...ดูแล้วรวมไปรวมมาไม่น่าจะถึง (คะแนน ส.ส.เกินกึ่งหนึ่ง ทั้งที่) เอามารวมกับ ส.ว. อาจได้เกิน ๓๗๖ ก็จริง แต่จะ

ทนแรงเสียดทานกระแสประชาธิปไตยทั้งในและนอกสภาได้หรือไม่” แสดงว่าก็ยังกล้าๆ กลัวๆ อยู่เหมือนกัน เลยหันไปบลั๊ฟ ทักษิน ชินวัตร ว่าถึงเพื่อไทยได้ ๒๕๐ เสียง บวกก้าวไกลอีก ๕๐ ก็ยังไม่ถึงครึ่งของรัฐสภา (ส.ส. บวก สว.) ทั้งหมด

“ควรจะกลืนเลือดบ้าง ควรอดเปรี้ยวไว้กินหวาน อำนาจ ส.ว.ก็เหลือแค่ปีครึ่ง ถึงตอนนั้นเพื่อไทยก็ใหญ่คับสภาแล้ว” แน่ะ เขกหัวแล้วเกาหลัง “สถานการณ์ตอนนี้ต้องประนอมอำนาจกัน เชื่อว่าพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พลังประชารัฐจะเป็นผู้ประสาน

ทั้งภูมิใจไทย เพื่อไทย ร่วมกันเป็นรัฐบาล นอกนั้นรวมทั้งก้าวไกลด้วยก็อาจเป็นฝ่ายค้าน สมการการเมืองจะลงตัวในลักษณะนี้ ในช่วงปีครึ่งถึง ๒ ปี นายทักษิณยังไม่ได้กลับบ้าน อุ๊งอิ๊งก็ไม่ได้เป็นนายกฯ หลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที”

โหย นายคนนี้ว่าได้เป็นจะเป็นโกลน แต่สับสนอลหม่านน่าดู แล้วจะให้ใครเป็นนายกฯ ไม่ยักบอก ถ้าสูตรอย่างนั้น ประวิตรหรืออนุทิน ก็ว่าไปสิ แล้วก็ ส.ส.ที่เหลือ “นอกนั้นรวมทั้งก้าวไกลด้วยก็อาจเป็นฝ่ายค้าน” หยามไปถึง ตู่ คนที่ตั้งคุณมากับมือ

(https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_645058 และ https://facebook.com/100001454030105/posts/023TAyMV03) 

ม.112 จะทำให้โลกค่อยๆเฝ้ามองและล้อมประเทศ "คนดีย์" ไว้ในที่สุด @Vicenews รายงานข่าว #แบม #ตะวัน ใน Tik Tok การวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ไทยทำไม่ได้ เป็นเรื่องแปลกสำหรับชาวโลก

https://www.facebook.com/pipob.udomittipong/videos/523084006339850
Pipob Udomittipong
15h
@Vicenews รายงานข่าว #แบม #ตะวัน ใน Tik Tok การวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ไทยทำไม่ได้ เป็นเรื่องแปลกสำหรับชาวโลก
https://www.tiktok.com/@vicewor.../video/7193365570450935045
.....
Suchart Sawadsri
14h
ม.112 จะทำให้โลกค่อยๆเฝ้ามองและล้อมประเทศ "คนดีย์" ไว้ในที่สุด
.....
https://www.facebook.com/pipob.udomittipong/videos/523084006339850

อ.ปวิน พูดถึงความหลากของคนที่ออกมาแสดงความเห็นเรื่องตะวันและแบม

ภาพจาก ไข่แมวชีส
Pavin Chachavalpongpun
18h

แน่นอน มันต้องมีคนที่เห็นใจตะวันและแบมอย่างจริงใจ ไม่อยากให้น้องต้องเอาชีวิตเข้าแลก คนพวกนี้ ดิชั้นเชื่อว่าเป็นห่วงสุขภาพน้องอย่างแท้จริง แต่มันจะมีคนอีกประเภทหนึ่ง ที่ออกมาพ่นน้ำลาย แสร้งแสดงความเห็นใจเด็ก แต่ก็ตำหนิเด็กในเวลาเดียวกัน อาทิ มองการต่อสู้เป็นการฆ่าตัวตาย มองว่ายังเป็น "เด็ก" ที่ขาดสติในการตัดสินใจ มองว่าเป็นถูกชักใยโดยผู้ใหญ่ มองว่าโง่ ทำไปทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่สำเร็จ นอกจากนี้ อีคนกลุ่มนี้ยังออกมาตำหนิผู้ใหญ่ที่สนับสนุนการตัดสินใจของเด็ก หาว่าโหนเด็กบ้าง หาว่าที่สนับสนุนเด็กเพราะไม่ใช่ลูกหลานตัวเอง หาว่าเป็นผู้ใหญ่ที่หลอกให้เด็กไปตาย ส่วนตัวเองนั่งต่อสู้ในโลกโซเชี่ยลมีเดีย โทษนะคะ ed0k
....สังเกตดูสิ คนประเภทหลังคืออีพวกต้นทุนสูงในชีวิต ที่นั่งวิจารณ์ทั้งในโลกโซเชี่ยลมีเดียเหมือนกันและจากบนหอคอยงาช้าง อีพวกนี้ ไม่เคยออกไปประท้วง แต่ประดิษฐ์วาทกรรมสวยๆ ว่าอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยบ้าง ว่าเป็นคนเสื้อแดงบ้าง แต่เอาจริงๆ คนพวกนี้แทบไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดจากมาตรา 112 ไม่เคยเข้าใจคนที่โดน 112 ไม่รู้ห่าเหวอะไรทั้งนั้น เพราะตัวเองอยู่ดีกินดี เป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นวิศวกร เป็นนักธุรกิจ เป็น broadcaster เป็นคนไฮโซ ฯลฯ เลิกดัดจริต อีฉิบหาย ทั้งแบมและตะวันคือคนที่โดน 112 แล้วน้องไม่ทนอีก เค้าไม่ใช่พวกคนมีต้นทุนทางสังคมสูงอย่างพวกมึง ส่วนคนที่เข้าใจน้องและให้กำลังใจการตัดสินใจของเค้า นั่นคือวิธีหนึ่งในการแสดงออกเรื่องการต่อสู้ของพวกเขา ทุกคนมีวิธีสู้ของตัวเอง ต่อให้สู้ในโซเชี่ยลมีเดีย ก็คือการสู้ ต่อให้เค้าไม่ใช่ลูกหลานเรา เราก็สนับสนุนเค้า และถึงแม้เป็นลูกหลานเรา เราก็จะสนับสนุนแบบเดียวกัน


เพียงคำพูด แสดงความห่วงใย ของ กสม. ต่อกรณี #ตะวันแบม ยังไม่เพียงพอ ! สิ่งที่ กสม. ควรทำอย่างยิ่ง คือ การเข้าเยี่ยม ผตข #ตะวันแบม รวมถึง ผตข คดีการเมืองอื่น ๆ เพื่อรับทราบข้อเท็จจริง


Sinsawat Yodbangtoey
7h
.....
Angkhana Neelapaijit
10h
#กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ :การแสดงความห่วงใย ถือเป็นความใส่ใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่สำหรับ กสม. ซึ่งถือเป็น #สถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติ #NHRI ซึ่งก่อตั้งขึ้นตามหลักการปารีส โดยได้รับการรับรองจาก UN General Assembly ในปี 1993 โดยมีหน้าที่หลักอันสำคัญ คือ #การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน #การจัดทำรายงานพร้อมข้อเสนอแนะต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง .. กรณี #ตะวันแบม เพียงคำพูดห่วงใยอาจไม่เพียงพอต่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ของประชาชน ตามอาณัติของ กสม. สิ่งที่ #กสม. ควรทำอย่างยิ่ง คือ การเข้าเยี่ยม ผตข #ตะวันแบม รวมถึง ผตข คดีการเมือง หรือคดีอื่นที่อาจตกเป็น ผตข เพราะเป็นเหยื่อการฟ้องกลั่นแกล้ง หรือฟ้องปิดปากเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ #SLAPP เพื่อรับทราบข้อเท็จจริง และเพื่อให้มั่นใจว่า ผตข เหล่านั้นได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน ที่ประเทศไทยเป็นภาคี โดยบุคคลเหล่านั้นไม่สมควรจะถูกควบคุมตัวในลักษณะ Pre trial detention หรือ ในลักษณะ preventive detention ในการตรวจสอบ จะทำให้ #กสม สามารถจัดทำข้อเสนอแนะต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้น #กสม อาจเข้าพบ #ประธานศาลฎีกา เพื่อหารือแนวปฏิบัติในการพิจารณาเงื่อนไขการปล่อยตัวช่วยคราว สำหรับ ผตห/ ผตข คดีการเมือง หรือคดี SLAPP ต่างๆ ที่ ผตห/ ผตข ที่ไม่ได้ต้องโทษทางอาญาจากการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน และต่อสาธารณะ เพื่อที่บุคคลเหล่านั้นจะสามารถสู้คดีอย่างเต็มที่ และดำเนินชีวิตต่อไปทั้งการศึกษา และการทำงานหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว

โพลของกลุ่ม "ทะลุฟ้า" หน้าหอศิลป์ กทม.

ทะลุฟ้า - Thalufah

12h
ภาพกิจกรรมยืน หยุด ขัง คู่ขนานลานอากง
ณ หอศิลป์กรุงเทพมหานคร เมื่อวานนี้(27 ม.ค. 66)
คุณพ่อและคุณแม่ของตะวัน รวมทั้งแม่สุ คุณแม่ของเพนกวิ้นได้เดินทางมาร่วมยืน หยุด ขัง พร้อมๆกับพวกเราเมื่อวานนี้
หลังครบกำหนดเวลายืนนั้นมีการตะโกนเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของตะวันและแบม ทั้ง 3 ข้อ
อย่างไรก็ตามทะลุฟ้ายังเปิดพื้นที่สื่อสาร สร้างการแสดงออก
เรายังคงปักหลักติดตามสถานการณ์การอดอาหารของเพื่อนเราที่หอศิลป์
วันนี้แบมและตะวันอดทั้งน้ำและอาหารเป็นวันที่ 10
และเมื่อวานนี้สิทธิโชคซึ่งอดอาหารอยู่แล้วก็ประกาศยกระดับอดน้ำเพิ่ม
เชิญชวนพี่น้องทุกคนโปรดติดตามกิจกรรมที่หอศิลป์ได้ทุกวัน
แล้วพบกัน

#ทะลุฟ้า
#ปล่อยเพื่อนเรา
#ยกเลิก112
#ตะวันแบม






ทะลุฟ้า - Thalufah was live.
12h
🔴 Live 28 ม.ค. 2566 คุย หยุด ขัง “เมื่อความอยุติธรรมบีบให้ต้องเดิมพันด้วยชีวิต”

Live 28 ม.ค. 2566
คุย หยุด ขัง “เมื่อความอยุติธรรมบีบให้ต้องเดิมพันด้วยชีวิต”
แบมและตะวันอดทั้งน้ำและอาหารเป็นวันที่ 10
และเมื่อวานนี้สิทธิโชคซึ่งอดอาหารอยู่แล้วก็ประกาศยกระดับ อดน้ำเพิ่ม
สังคมไทยจะไปยังไงต่อ เมื่อกระบวนการยุติธรรมไม่ทำหน้าที่
ร่วมพูดคุย กับ
จอห์น วิญญู
สุรีรัตย์ ชิวารักษ์ หรือแม่สุ(แม่ของเพนกวิน)
ณัชปกร นามเมือง(ฐา ilaw)
ดำเนินรายการ โดย พริม มณีโชติ(เอ๋ย)
เปิดพื้นที่สื่อสาร สร้างการแสดงออก
เรายังคงปักหลักติดตามสถานการณ์การอดอาหารของเพื่อนเราที่หอศิลป์

อย่าลืมแบม อรวรรณ กว่าจะมาเป็นการเดิมพันชีวิตของ “แบม อรวรรณ”


กว่าจะมาเป็นการเดิมพันชีวิตของ “แบม อรวรรณ”

28/01/2566
ศูนย์ทยายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

“ชื่อแบม อรวรรณค่ะ เผยแพร่ไปแบบนั้นก็ได้” ประโยคบอกกล่าวจากแบม ภายหลังเนื้อตัวของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยสีแดงฉานทั้งตัว จากการประกาศถอนประกันตัวเองพร้อมกับตะวัน — ทานตะวัน เมื่อวันที่
16 ม.ค. 2566

“การถอนประกันตัวเองครั้งนี้ เราขอแลกอิสรภาพจอมปลอม เพื่ออิสรภาพที่แท้จริงของทุกคน” แบมเปิดเผยความรู้สึกตัวเองที่ศาลอาญา และเมื่อส่งทานตะวันเสร็จแล้ว เธอก็เดินแยกไปพร้อมกับทนายเพื่อเดินทางไปศาลอาญากรุงเทพใต้ และทำการยื่นคำร้องขอถอนประกันตัวเองต่อทันที

แบม อรวรรณ (สงวนนามสกุล) หญิงสาวอายุ 23 ปี เป็นหนึ่งในจำเลยที่ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 พร้อมกับ ‘บุ้ง – ใบปอ’ และพวกรวม 8 คน ในกรณีที่ร่วมกิจกรรมทำโพลขบวนเสด็จที่สยามพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565

การต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของแบม เริ่มต้นขึ้นแบบเดียวกันกับเหล่าเยาวชนผู้ตื่นรู้ในช่วงการชุมนุมใหญ่ของเยาวชนปลดแอก และแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เมื่อปี 2563 หญิงสาวคนนี้เข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมหลายครั้ง จนกระทั่งถูกดำเนินคดีการเมือง รวม 2 คดี ได้แก่ คดีมาตรา 112 จากการเดินทำโพลดังกล่าว และคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการเข้าร่วมกิจกรรม “Save บางกลอย” เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2565

นอกจากนี้ ในวันที่ 15 ก.พ. 2565 ชีวิตวัย 20 ต้นๆ ของเธอต้องถูกตำรวจตามคุกคามถึงที่บ้าน เจ้าหน้าที่ถือภาพถ่ายของแบมตามหาตัวกับเพื่อนบ้าน โดยเธอเคยเล่าว่า ตำรวจทั้งสองถือเอกสารติดมาด้วยคนละ 2 ฉบับ ซึ่งเชื่อว่าเป็นรูปถ่ายของตนเอง เพราะแม่ของแบมเล่าให้ฟังว่า ลุงคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ละแวกเดียวกันถูกตำรวจทั้งสองสอบถามว่า รู้จักแบมไหม แบมเป็นลูกของ (ชื่อคุณพ่อ) ใช่หรือไม่ พร้อมกันนั้นตำรวจยังได้บอกกับลุงคนดังกล่าวด้วยว่า แบมเป็นคนถือไมค์พูดในการชุมนุม ซึ่งแบมยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

การทำสติ๊กเกอร์ไม่กี่แผ่น และเพียงกระดาษทำโพลแค่แผ่นเดียว ดูเหมือนได้สร้างความสั่นสะเทือนต่อผู้มีอำนาจและองค์กรศาลยุติธรรมทั้งระบบ ในวัย 20 ต้นๆ ที่ควรจะได้วางแผนวาดฝันอาชีพและค้นหาตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น แบมกลับถูกความหนักหนาของมาตรา 112 กดทับและปิดกั้นอนาคต เพียงแค่เรื่องนี้ การออกมาแสดงความคิดเห็นของเธอก็กลายเป็นราคาที่เธออาจต้องจ่ายด้วยชีวิตของตัวเอง

เดิมพันด้วยอาชีพการงาน : แบมตกงาน เพราะมีเงื่อนไขให้ติดกำไล EM

ก่อนจะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 แบมเคยมีงานทำอยู่ในคลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่ง แต่ภายหลังได้รับการประกันตัวในคดีทำโพลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับขบวนเสด็จ ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้กำหนดเงื่อนไขการประกันให้ติดกำไล EM ด้วย

อาชีพการงานของแบมก็ต้องจบลง เพียงเพราะขาเธอถูกพันธนาการไว้ด้วยกำไล EM ที่ข้อเท้า และเงื่อนไขดังกล่าวทำให้เธอกลายเป็นคนน่ากลัวสำหรับสังคมทันที ถึงอย่างนั้นแบมก็ไม่ได่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่ข้อเท้าของตัวเอง

พ่อของแบมเล่าว่า เงื่อนไขของบริษัทและที่ทำงานต่างๆ เหมือนได้ทำให้ลูกสาวของเขาต้องพบเจอกับความเลวร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ทุกวันนี้แบมทำอะไรไม่ได้เลย แต่แบมก็บอกกับผมเสมอว่าเขาจะพยายามต่อไป”

พ่อของแบมเล่าว่าทุกวันนี้แบมต้องหางานชั่วคราวทำ บางทีเขาก็ได้รับสายโทรศัพท์จากลูกสาวว่าจะไปขายกาแฟ ออกบูธต่างๆ บ้าง หรือไปขายเบียร์ที่ตามงานอีเว้นท์ลานเบียร์บ้าง ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรตอนนี้ ถ้ามีโอกาสเข้ามาแบมก็เลือกที่จะรับไว้ทั้งหมด เพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัว

นอกจากนี้ เธอยังได้พยายามเขียนคำร้องขอถอดอุปกรณ์กำไล EM อยู่หลายครั้ง ไม่ต่างจากทานตะวันที่พยายามเขียนคำร้องขอออกจากบ้านไปใช้ชีวิตนอกบ้าน โดยในคำร้องฉบับหนึ่งเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2565 ที่แบมเขียนด้วยตัวเองมีใจความสำคัญถึงศาลว่า ‘การติดกำไล EM ส่งผลให้จำเลยต้องถูกเชิญออกจากงาน และไม่สามารถประกอบอาชีพใดๆ ได้เลย เนื่องจากเธอไม่มีประสบการณ์ทำงานมากพอที่บริษัทต่างๆ จะพิจารณารับเข้าทำงานได้โดยง่าย

‘ทั้งนี้ การถูกดำเนินคดีในมาตรา 112 โดยเฉพาะในวัยที่จำเป็นต้องก่อร่างสร้างอาชีพให้ตัวเองมีรายได้ที่มั่นคง การถูกปฏิเสธจากที่ทำงานด้วยติดกำไล EM ของศาล จากเหตุคดีที่ยังมิได้ถูกตัดสินว่ามีความผิด ได้สร้างความเดือดร้อนต่อจำเลยเป็นอย่างมาก

‘และในเรื่องของเครื่องกำลัง EM ที่มีปัญหา จำเลยยังเคยแจ้งขอเปลี่ยนอุปกรณ์ดังกล่าวมาแล้วกว่า 2 ครั้งจากความผิดปกติที่ไม่ส่งสัญญาณถึงศูนย์ จึงขอให้ศาลพิจารณาปลดกำไล EM เพื่อปลดเปลื้องอุปสรรคในการสมัครงานของจำเลยในอนาคตด้วย’

แต่สุดท้าย ในคำร้องฉบับดังกล่าว ศาลอาญากรุงเทพใต้ก็ยังคงคำสั่งไม่อนุญาตให้เธอถอดกำไล EM แม้จะไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนี หรือผิดเงื่อนไขประกันของศาลแต่อย่างใด

นอกจากนี้ แบมได้เปิดเผยว่า เธอได้พยายามสมัครงานเพื่อหาเลี้ยงชีพตัวเองต่อไปอีกหลายแห่ง แต่ความเป็นจริงของสังคมกลับโหดร้ายเหลือเกิน โดยเฉพาะเงื่อนไข ‘ห้ามต้องโทษในคดีอาญา’

เดินพันด้วยการรณรงค์หยุดติดกำไล EM ให้ผู้ต้องหาคดีการเมือง : แบมกับกิจกรรม ‘Let’s Unlock EM’


เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2565 ประชาชนได้เริ่มทำกิจกรรมรณรงค์ ‘Let’s Unlock EM’ หรือ ‘เดินปลดล็อกมัน (EM)’ จากศาลอาญากรุงเทพใต้ ถึงสยามสแควร์ เพื่อเรียกร้องให้มีการปลดกำไล EM โดยไม่มีเงื่อนไขให้นักโทษทางความคิด หรือผู้ที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

แบม เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว โดยเธอได้ติดตั้งโซ่ตรวนพร้อมกับกำไล EM ที่ขาข้างซ้ายของตัวเอง เธอเคยให้สัมภาษณ์กับประชาไท ในกิจกรรมครั้งนั้นว่าอยากให้ประชาชนได้เห็น และได้รู้ว่าผู้ต้องหาในคดีการเมืองไม่ได้ทำอะไรผิด พวกเขาแค่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองก็เท่านั้น

นอกจากนี้ เธอยังได้กล่าวถึงผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ ขออย่าเลือกปฏิบัติในการรับสมัครงานกับผู้ติดกำไล EM โดยอยากให้ลองฟังเสียงและถามเรื่องราวของพวกเขาก่อนว่า พวกเขาได้พบเจออะไรมาจากการติดเงื่อนไขดังกล่าวนี้ของศาล


ภาพจากประชาไท

เดินพันด้วยชีวิต : แบม อรวรรณตัดสินใจยุติการพันธนาการชีวิตติด EM ประท้วง 3 ข้อเรียกร้อง คืนความยุติธรรมให้ผู้ต้องขังคดีการเมือง

ในวันที่ 16 ม.ค. 2566 แบมและตะวันตัดสินใจแถลงการณ์ประกาศอดอาหารและน้ำ พร้อม 3 ข้อเรียกร้องรวม 3 ข้อ อันได้แก่ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, ยุติการดำเนินคดีการเมืองกับประชาชน และเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองเสนอนโยบายยกเลิกมาตรา 112 และมาตรา 116 ที่กำลังใช้ปิดกั้นเสรีภาพของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน

และในวันที่ 18 ม.ค. 2566 ทั้งสองคนได้ประกาศยกระดับข้อเรียกร้อง โดยการอดอาหาร – น้ำ (Dry Fasting) โดยในวันนี้ (27 ม.ค.66) แบมและตะวันได้อดอาหารและน้ำเข้าวันที่ 10 แล้ว

จากการเข้าเยี่ยมของทนายในวันที่ 26 ม.ค. 2566 พบว่าทั้งสองคนยังคงรับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีอาการปวดท้องลมตีขึ้นลิ้นปี่ และทรมานจากอาการดังกล่าวเป็นระยะ และจากความทุกข์ทรมานดังกล่าว ทำให้ทั้งสองตกลงยอมรับยาลดกรดเพื่อลดความทรมานจากอาการปวดท้อง นอกจากนี้ทั้งคู่ยังอยู่ในอาการเสี่ยงหัวใจจะหยุดเต้น เนื่องจากในร่างกายมีโพแทสเซียมต่ำ แต่ถึงอย่างนั้น แบมและตะวันยังคงยืนยันจะไม่รับน้ำ และอาหาร ตลอดไม่ขอใส่สายน้ำเกลือ – วิตามินเกลือแร่ หรืออาหารทางหลอดเลือดใดๆ ทั้งนั้น

จนถึงวันนี้ (27 ม.ค. 2566) ศาลอาญา – อุทธรณ์ยังคงไม่มีสัญญาณตอบรับคืนสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังคดีการเมืองทั้งหมด ตามหนึ่งในข้อเรียกร้องของตะวันและแบม

สิทธิโชค ยกระดับอดน้ำด้วย !


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
1d

“การติดคุกมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ การพิพากษาคนๆ หนึ่ง มันคือทั้งชีวิตของเขาเลยนะ ก่อนจะกล่าวหาใครก็ควรมีพยานหลักฐานให้ครบถ้วนก่อน ไม่ใช่ว่าให้ติดคุกไปก่อนแล้วค่อยอุทธรณ์ทีหลัง ถ้าไม่ผิดค่อยขอเงินชดเชยทีหลัง มันไม่ยุติธรรม มันไม่ใช่เรื่องตลก จะบอกว่าที่ให้ติดคุกเพราะกลัวหลบหนี มันมีกี่คดีแล้วที่ให้ประกันแล้วเขาหลบหนีล่ะ ...”
.
.
เมื่อวันที่ 25 และ 27 ม.ค. 2566 ทนายความเดินทางไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อเข้าเยี่ยม “สิทธิโชค เศรษฐเศวต” ไรเดอร์ส่งอาหารวัย 26 ปี ซึ่งถูกขังระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษาในคดีข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และอดอาหารประท้วงมาตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค. 2566
.
สิทธิโชคเริ่มต้นอดอาหารประท้วง (Hunger Strike) มาตั้งแต่วันแรกที่ถูกคุมขัง เมื่อวันที่ 17 ม.ค. โดยมีเจตจำนงเพื่อประท้วงศาลที่เลือกปฏิบัติต่อผู้ถูกดำเนินคดีการเมืองและไม่ให้สิทธิประกันตัว รวมถึงเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังคดีการเมืองทุกคน
สิทธิโชคเริ่มต้นการอดอาหารด้วยการดื่มนมประทังชีวิต เพียงมื้อละ 1 กล่อง หรือวันละประมาณ 3 กล่อง และค่อยๆ ลดการดื่มนมเหลือเพียงวันละ 1 กล่องเท่านั้น
เขาบอกถึงความตั้งใจในการอดอาหารครั้งนี้ไว้ว่า “ผมไม่ได้ปรึกษาใครเรื่องอดอาหาร ผมทำเพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกระบบกล่าวหากัน เอาหลักฐานเอาพยานมาวางก่อนเพื่อไต่สวนหาความจริง ก่อนที่จะเอาใครสักคนเข้าคุก
“คือยกเลิกระบบกล่าวหาประชาชน เลิกจำคุกคนที่ไม่ผิด บางคนติดคุกมา 5 เดือนยังไม่ได้ออกโดยที่ไม่ได้รับสิทธิประกันตัว สรุปความยุติธรรมมันอยู่ฝั่งผู้กล่าวหาเหรอ ทำไมผู้ที่ถูกกล่าวหาไม่ได้สิทธิสู้คดีอย่างเต็มที่เหมือนผู้กล่าวหา คือผมจะต้องมารับกรรมตรงนี้เหรอ ทั้งที่ไม่ได้ทำผิดอะไรด้วยซ้ำ เราถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพด้านอื่นๆ ไปหมดเลย
“การติดคุกมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ การพิพากษาคนๆ หนึ่ง มันคือทั้งชีวิตของเขาเลยนะ ก่อนจะกล่าวหาใครก็ควรมีพยานหลักฐานให้ครบถ้วนก่อน ไม่ใช่ว่าให้ติดคุกไปก่อนแล้วค่อยอุทธรณ์ทีหลัง ถ้าไม่ผิดค่อยขอเงินชดเชยทีหลัง มันไม่ยุติธรรม มันไม่ใช่เรื่องตลก จะบอกว่าที่ให้ติดคุกเพราะกลัวหลบหนี มันมีกี่คดีแล้วที่ให้ประกันแล้วเขาหลบหนีล่ะ”
“มันน่าจะมีความผิดสำหรับคนที่แจ้งข้อกล่าวหาแล้วสุดท้ายศาลยกฟ้องด้วยนะ แจ้งความเท็จอะไรก็ว่าไป เขาจะได้กลัว ไม่กล้ากล่าวหาใครพล่อยๆ อีก ไม่งั้นก็ทำคุกสำหรับนักโทษทางการเมืองไปเลยสิ คุกสำหรับขังคนเห็นต่างโดยเฉพาะ ให้มันรู้ไปเลยว่าประเทศไทยไม่มีเสรีภาพ …”
“ตอนนี้หมอกลัวผมจะฆ่าตัวตาย เพราะนอกจากเป็นไรเดอร์ ผมยังเป็นอาสากู้ภัยด้วย ผมรู้วิธีการฆ่าตัวตายทุกแบบ เรือนจำก็เลยให้อดีตเจ้าหน้าที่ คฝ. คนหนึ่งมานอนข้างผม คอยดูพฤติกรรมของผม ไม่รู้ว่าเขามาอยู่ในคุกได้ไง แต่เขาพยายามเข้ามาคุยด้วย ผมก็ไม่ค่อยตอบ”
.
.
สิทธิโชคตัดสินใจยกระดับ ไม่กินน้ำด้วย ตั้งแต่ 26 ม.ค.
.
ล่าสุด เมื่อทนายความได้เดินทางไปเข้าเยี่ยมสิทธิโชคอีกครั้ง ในวันที่ 27 ม.ค. พบว่า สิทธิโชคได้ตัดสินใจยกระดับการแสดงออกของตัวเองเป็นการอดอาหารและอดน้ำ (Dry Hunger Strike) ตั้งแต่วานนี้ (26 ม.ค.) เพื่อยืนหยัดตามข้อเรียกร้องของตัวเอง
.
วันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัวสิทธิโชคให้ทนายได้เข้าเยี่ยมแบบเจอตัวถึงห้องสอบสวนของเรือนจำ และยังเบิกตัว “เก็ท-โสภณ” มาพร้อมกันอีกคนหนึ่งด้วย เพื่อหวังให้สิทธิโชคบรรเทาความเครียดลงได้บ้าง
.
ทนายความสังเกตว่าสิทธิโชคดูอ่อนเพลียจากเดิมอย่างมาก เขาปากแห้งซีด และซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด สิทธิโชคบอกว่าน้ำหนักตัวลดลงไปกว่า 7 กิโลกรัมแล้ว ภายในเวลาประมาณ 10 วัน โดยช่วงหลายวันมานี้น้ำหนักลดลงเฉลี่ยวันละ 1 กิโลกรัมได้ ระหว่างการพูดคุยกัน สิทธิโชคบอกว่าปวดท้องมากและเอามือจับบริเวณท้องไว้เป็นพักๆ บางครั้งก็อ่อนเพลียมากจนฟุบนอนไปกับโต๊ะ อีกทั้งยังมีเสียงที่ดูเหนื่อยหอบอีกด้วย
.
“จริงๆ ร่างกายก็ไม่ไหวแล้ว แต่ก็จะทำเพื่อข้อเรียกร้อง” สิทธิโชคบอก
.
ระหว่างการอดอาหารและน้ำหลายวันมานี้ สิทธิโชคยังได้ออกกำลังกายและใช้แรงด้วยการเดิน วิ่ง และเล่นปิงปองด้วย
.
สิทธิโชคยังเล่าอีกว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา (26 ม.ค.) มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เข้าบุกค้นในห้องขัง และทำการรื้อค้นทุกซอกทุกมุมของห้อง แม้กระทั่งใต้ผ้าห่มหรือถังขยะก็ถูกเทออกมาตรวจสอบดูอย่างละเอียด เพื่อตรวจหาของมีคมหรือสิ่งของอื่นๆ ที่ใช้ทำร้ายตัวเองได้ และเพื่อตรวจสอบดูว่าสิทธิโชคได้กินอะไรระหว่างที่ประกาศอดอาหารหรือไม่ แต่ผลปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไม่พบความผิดปกติใดๆ
.
.
ทั้งนี้ สิทธิโชคถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ปี 4 เดือน ในคดีข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการถูกกล่าวหานำของเหลวคล้ายว่าเป็นน้ำมันไปฉีดพ่นใส่กองเพลิงที่ลุกไหม้อยู่บริเวณฐานพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 และพระราชินี บริเวณเกาะกลางถนนราชดำเนินนอก แยกผ่านฟ้าลีลาศ ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ18กรกฎา2564 และถูกคุมขังเรื่อยมาโดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัว
.
.
อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/52906

บันทึกเยี่ยมเก็ท ‘จากแดน 2 สู่ แดน 4’


โมกหลวงริมน้ำ
10h ·

บันทึกเยี่ยมเก็ท ‘จากแดน 2 สู่ แดน 4’
ทนายเข้าไปเยี่ยมเก็ท เก็ทก็ยังร่าเริงอยู่เสมอ เมื่อได้เข้าไปเยี่ยมเก็ท เนื่องจากวันนี้สิทธิโชคก็ถูกเบิกตัวมาพร้อมกัน ทำให้ทนายต้องคุยกับทั้งคู่ แล้วเก็ท และสิทธิโชคเห็นภาพที่ทนายต้องยกหูโทรศัพท์เยี่ยมทั้งสอง 2 แบบนี้แล้ว ขำออกกมาทั้งคู่ พร้อมกับได้กล่าวออกมาว่า ‘ถ้ามีโทรศัพท์ผมก็อยากจะถ่ายภาพนี้เก็บไว้เลย’ พร้อมเสียงหัวเราะอย่างร่าเริง
เก็ทได้บอกว่าก่อนหน้านี้โดนผู้คุมข่มขู่ คุกคาม ด้วยคำพูดดูหมิ่นลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น
มีผู้คุมได้พูดว่า
-คนอย่างคุณจะตายอย่างไร้ค่า
-เป็นแค่ฝุ่น ไม่สามารถเปลี่ยแปลงสังคมได้หรอก
-คุณคิดจะพลิกฟ้าด้วยฝ่ามือหรือ เป็นไปไม่ได้หรอก
ตอนนี้เก็ทพึ่งย้ายมาแดน 4 ได้ วัน สองวันแล้ว แดน 4 ต่างกับแดน 2 มาก คึกคักเจี๊ยวจ๊าวสุดๆ ต้อมกับเก่งทะลุแก๊สดูแลเก็ทดีมาก แต่เก็ทรู้สึกว่าทั้งสองคนทำเป็นเข้มแข็งอยู่ตลอด ทำตัวตลกไปงั้นแหละ เก็ทเคยพูดกับเก่งว่า ‘ให้ร้องไห้บ้างก็ได้ ไม่โอเคบ้างก็ได้’ แต่เก่งมักตอบกลับมาว่า จะโอเคหรือไม่ ยังไงผมก็ต้องอยู่ในนี้อยู่ดี นักเคลื่อนไหวในเรือนจำมักตั้งคำถามว่าทำพวกเขาต้องโดนขังอยู่ในนี้ ทำไมพวกเขาต้องมาอยู่ที่นี่นะ
เก็ทเล่าว่าเมื่อไม่นานมานี่ เก่งโดนตวาดเรื่องเงินๆทองๆ ต่อหน้าคนหมู่มากในเรือนจำ หรือบางครั้งมีผู้ป่วยจิตเวชหนีออกกำลังกายตอนเช้า เก่งก็โดนผู้ช่วยผู้คุมตบหัวเสียงดังลั่นแดนเลย ในตอนเช้าจะโดนสั่งหมอบคลานลุกนั่ง ไม่รู้พวกเขาทำไปทำไม พวกเขาไม่มีสิทธิ์มาใช้กำลังบังคับพวกเราด้วยซ้ำ ในบางครั้งผู้คุมจะบอกว่าผู้ต้องขังทางการเมืองเดินออกไปได้ แต่ตัวเก็ทก็คิดว่า แล้วคนอื่นที่ออกมาไม่ได้หล่ะ จะเป็นยังไงต่อไป
เรื่องภรรยาของตู่ห่าวที่ไม่ได้ถอนประกัน ตัวเก็ทมองว่ามาตรฐานมันไม่มีเลย เป็นพวกมากลากไป ใครประนีประณอมได้มากกว่าก็ได้ออกก่อนหรือ?
เก็ทนึกถึงตะวัน และแบมตลอด พูดเสมอว่า ‘ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผม มันไม่แย่เท่าตะวันและแบมหรอก’ เก็ทรู้สึกแย่และรู้สึกเศร้าเมื่อรู้ว่าอาการแบม และตะวันไม่ดีเลย เก็ทได้กล่าวว่า ‘พวกเขาตายได้ทุกเมื่อเลยนะ’
เมื่อเก็ททราบว่าพรรคฝ่ายค้านแถลงการณ์สนับสนุนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เก็ทได้กล่าวว่า ‘นี่ก็เป็นอีกก้าวที่มีความคืบหน้า’
“อย่างน้อยที่สุด พรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชน แค่นี้ทำไม่ได้เหรอ คุณถูกพรากอำนาจไป 8 ปีแล้วนะ ประชาชนที่สนับสนุนคุณเค้าโดนคดี สมาชิกพรรคเพื่อไทยบางคนยังมีคดีคาอยู่เลย มันเป็นการประเมินคุณภาพของขั้วอำนาจอธิปไตย ผมใจไม่ค่อยดี เพราะผมรู้ว่าน้องกับเพื่อนผมพร้อมตายได้จริง พวกคุณไม่สงสัยกันบ้างเหรอว่าทำไมมันยังมีการอดอาหารประท้วงในเรือนจำไม่จบไม่สิ้น ฝากถึงผู้มีอำนาจ ที่ยังมีคนทำแบบนี้ เพราะเขารู้ว่าเขาไม่ผิดไง เขาควรจะได้สิทธิประกันตัวออกไปข้างนอกเหมือนคนอื่น ทุกคืนที่เขามองลูกกรง เขารู้สึกแบบนั้น ตะวันกับแบมก็เหมือนกัน”
ทุกวันนี้ เก็ทเดินรอบตึก 112 รอบ ถ้าอยู่ในห้องก็จะวิ่งรอบห้อง 112 รอบ ตอนเรือนจำเปิดเพลงสรรเสริญก็นั่งลง บางคนก็นอนไปเลย การประท้วงจะมีเรื่อยๆ
“อย่างตอนกินข้าว เค้าจะให้ท่องว่า เรากินเพื่ออยู่ และมีท่อนที่บอกว่า ข้าพเจ้ามีโทษทำความผิดมา จึงต้องมาอยู่ในเรือนจำ ท่อนนี้ผู้ต้องขังทางการเมืองจะเงียบกันหมดเลย”
ตะวันชอบพูดว่า ถ้าผู้มีอำนาจมีความเป็นมนุษย์สักนิด เขาจะไม่ทำแบบนี้กับพวกเรา เรียกว่ามีสามัญสำนึกดีกว่า ถ้าเรื่องมันเกิดขึ้นกับคนที่คุณรัก เกิดขึ้นกับลูก กับพ่อแม่คุณ ถ้าเขาต้องมาเจอความไม่เป็นธรรมแบบนี้ คุณจะรู้สึกยังไง พวกเราเองก็เป็นลูกของพ่อแม่ มีคนที่รักและรออยู่เหมือนกัน
ข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ อย่างน้อยบอกว่า รับข้อเรียกร้องแล้วจะไปประชุมกับคณะกรรมการอะไรก็ว่าไป แค่ออกมา response แค่นี้ ทำไม่ได้เลยเหรอ
“ก่อนที่จะเป็นผู้พิพากษา ตอนคุณเรียนนิติศาสตร์ คุณเคยมีอุดมการณ์อะไร จำได้รึเปล่า คุณต้องการคนแบบนวมทอง ไพรวัลย์ อีกกี่คน”
ผมก็พร้อมจะเทคแอคชั่นในเรือนจำ แม้ว่าผมจะโดนล่ามตรวน หรือถูกขังเดี่ยวในห้องมืดก็ตาม
28/01/2023
บันทึกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

ในปี 2022 คนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าสูบบุหรี่ 1,224 มวน


Rocket Media Lab
2d

แม้ในปี 2022 จะเป็นปีที่กรุงเทพฯ มีฝนตกหนักและต่อเนื่องยาวนาน จนทำให้ปัญหาเรื่องฝุ่นพิษ PM2.5 ถูกกล่าวถึงน้อยลง และมีการคาดการณ์กันว่า ปริมาณฝุ่นจิ๋ว PM2.5 น่าจะลดลงตามไปด้วย เนื่องจากถูกฝนชะล้าง
.
Rocket Media Lab ชวนสำรวจภาพรวมสภาพอากาศของกรุงเทพฯ ในปี 2022 ว่า ฝุ่น PM2.5 หายไปจริงไหม
.
*กรุงเทพฯ และ PM2.5 ในปี 2022
จากการทำงานของ Rocket Media Lab ซึ่งทำงานด้านข้อมูลเพื่อการสื่อสารมวลชน โดยอ้างอิงข้อมูลสถิติจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project และอ้างอิงค่าระดับคุณภาพอากาศของค่า PM2.5 จากข้อเสนอของกรีนพีซ
.
พบว่า ในปี 2022 ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีวันที่อากาศดี คืออยู่เกณฑ์สีเขียวเพียง 49 วัน คิดเป็น 13.42% ของทั้งปี น้อยกว่าในปี 2021 ที่มีถึง 90 วัน ในขณะที่ส่วนใหญ่นั้นเป็นวันที่อากาศมีคุณภาพปานกลาง คือเกณฑ์สีเหลือง 261 วัน หรือคิดเป็น 71.51% ของทั้งปี ซึ่งมากกว่าปี 2021 ที่มีจำนวน 202 วัน ส่วนวันที่มีคุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษหรือสีส้มนั้นมีจำนวน 52 วัน หรือคิดเป็น 14.25% ของทั้งปี ลดลงจากปี 2021 ที่มี 61 วัน และวันที่มีอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ หรืออยู่ในเกณฑ์สีแดงนั้นมีเพียง 3 วัน หรือคิดเป็น 0.82% ของทั้งปี ซึ่งลดลงจากปี 2021 ที่มีถึง 12 วัน
.
จากข้อมูลยังพบว่า เดือนที่กรุงเทพฯ อากาศแย่มากที่สุดในปี 2022 คือเมษายน โดยมีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีแดงหรือมีผลกระทบต่อสุขภาพ ถึง 3 วัน และเป็นเพียงเดือนเดียวที่มีสภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์สีแดง สูงสุด ณ วันที่ 9 เมษายน 2022 โดยมีค่าฝุ่นเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ที่ 173 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
.
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ในปี 2020 และ 2021 เดือนที่กรุงเทพฯ มีอากาศเลวร้ายเต็มไปมลพิษฝุ่น PM2.5 มากที่สุด คือเดือนมกราคม ขณะที่ปี 2022 กลับเป็นเดือนเมษายน
.
*3 เดือนที่อากาศเลวร้ายที่สุด
นอกจากเมษายนจะเป็นเดือนที่มีวันที่มีค่า PM2.5 สูงสุด และมีวันที่สภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์สีแดงเพียงเดือนเดียวในปี 2022 แล้ว เมษายนยังเป็นเดือนที่มีอากาศเลวร้ายมากที่สุดโดยมีค่าฝุ่นเฉลี่ยสูงสุดอีกด้วย โดยมีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดีเพียง 2 วัน สีเหลืองหรือคุณภาพอากาศปานกลาง 19 วัน สีส้มหรือคุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ 6 วัน และสีแดง หรือมีผลต่อสุขภาพ 3 วัน
.
รองลงมาคือธันวาคม โดยไม่มีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดีเลย ขณะที่มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง คุณภาพอากาศปานกลาง 20 วัน และสีส้ม คุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ 11 วัน
.
ถัดมาคือเดือนมกราคม ซึ่งไม่มีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดีเลย และมีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง คุณภาพอากาศปานกลาง 19 วัน และสีส้ม คุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ 12 วัน
.
จะเห็นได้ว่าสามเดือนที่มีอากาศเลวร้ายที่สุดในปี 2022 แตกต่างจากในปี 2020 และ 2021 ที่มีสามเดือนที่มีอากาศเลวร้ายมากที่สุดคือเดือนธันวาคม มกราคม และกุมภาพันธ์
.
*3 เดือนที่มีอากาศดีที่สุด
เดือนที่มีอากาศดีที่สุดในปี 2022 ก็คือกรกฎาคม ซึ่งเป็นเดือนที่มีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ทั้งเดือนต่ำที่สุด โดยมีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดี 11 วัน มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง คุณภาพอากาศปานกลาง 20 วัน
.
รองลงมาก็คือกันยายน โดยมีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดี 13 วัน มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง คุณภาพอากาศปานกลาง 17 วัน และเดือนสิงหาคม โดยมีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดี 7 วัน มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง คุณภาพอากาศปานกลาง 24 วัน
.
จะเห็นได้ว่าสามเดือนที่มีอากาศดีที่สุดในปี 2022 แตกต่างจากในปี 2020 และ 2021 ที่สามเดือนที่มีอากาศดีที่สุดคือเดือนมิถุนายน กรกฎาคม และกันยายน (โดยไม่เรียงลำดับ) ในขณะที่วันที่อากาศดีที่สุดในปี 2022 คือวันที่ 30 กันยายน 2022 โดยมีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ที่ 16 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
.
อย่างไรก็ตาม ค่าฝุ่นในแต่ละวันตามสถิติจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project เป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง จึงอาจเป็นไปได้ว่าในวันหนึ่งหนึ่งอาจจะมีบางเขตของกรุงเทพฯ ที่มีค่าฝุ่นสูงกว่าค่าเฉลี่ยและมีบางเขตที่มีค่าฝุ่นต่ำกว่าเฉลี่ย หรือแม้กระทั่งมีค่าฝุ่นอยู่ในปริมาณที่ใกล้เคียงกันในทุกทุกเขต
.
*ถ้าค่าฝุ่น PM 2.5 22 มคก./ลบ.ม. = บุหรี่ 1 มวน ปี 2022 ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ สูบบุหรี่ไปกี่มวน
จากงานของ Richard A. Muller นักวิจัยชาวอเมริกันจากสถาบันวิจัยสภาพอากาศ Berkeley Earth แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งคำนวณเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศหรือ PM2.5 กับปริมาณการสูบบุหรี่ พบว่า ค่าฝุ่น PM2.5 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ 1 มวน ซึ่งหากนำค่าฝุ่นแบบค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงในแต่ละวันของปี 2022 มาคำนวณเปรียบเทียบตามเกณฑ์ของ Richard Muller จะพบว่า
.
ในปี 2022 ที่ผ่านมาคนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่ ทั้งหมดจำนวน 1,224.77 มวน ลดลงถึง 37 มวนจากปี 2021 ที่จำนวน 1261.05 มวน ซึ่งอาจจะพูดได้ว่าในภาพรวมปี 2022 อากาศดีกว่าปี 2021 แม้จะมีวันที่อากาศดีอยู่ในเกณฑ์สีเขียวลดลงเกือบครึ่งหนึ่งก็ตาม
.
สำหรับเดือนที่มีอากาศเลวร้ายที่สุดในปี 2022 อย่างเดือนเมษายน คนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่จำนวน 127.77 มวน คิดเป็นเฉลี่ยวันละ 4.26 มวน โดยลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ซึ่งเป็นเดือนที่อากาศเลวร้ายที่สุด ที่คิดเป็นจำนวน 163.68 มวน
.
หรือในเดือนที่อากาศดีที่สุดในปี 2022 อย่างกรกฎาคม คนกรุงเทพฯ ก็ยังสูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่จำนวน 74.36 มวน เฉลี่ยวันละ 2.4 มวน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2021 ซึ่งเป็นเดือนที่อากาศดีที่สุดเช่นเดียวกัน ที่คิดเป็นจำนวน 64.86 มวน
.
อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการชี้ว่าควันพิษจากบุหรี่นั้นมีสารพิษมากกว่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก
.
อ่านต่อได้ที่ https://rocketmedialab.co/bkk-pm-25-2022
#RocketMediaLab #PM25