วันพุธ, มิถุนายน 29, 2565

ละครสองทุ่ม - เวป luehistory.com พยายามอธิบายง่า ถุงพระราชทาน ไม่ได้มาจากภาษีประชาชน แต่มาจากสายธารน้ำพระทัยของในหลวง ที่สืบสานต่อมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 9 อ.สมศักดิ์ บอกโกหก เห็นๆกันอยู่


.....
Somsak Jeamteerasakul
21h
เอ้า นี่ครับ งบประมาณ "ถุงยังชีพพระราชทาน" ที่ผมพูดมาหลายครั้งว่า เป็นเงินจากงบประมาณ "อัฐยายซื้อขนมยาย" ทั้งนั้น แล้วยังต้องถ่ายรูป ชูภาพ "คนให้" อีก
https://prachatai.com/journal/2022/06/99277



Phuthipong Kongphaung
เค้าอธิบายว่างี้
https://www.luehistory.com/ถุงพระราชทาน-ไม่ได้มาจากภาษีประชาชน-แต่มาจากสายธารน้ำพระทัยของในหลวง/

Somsak Jeamteerasakul
Phuthipong Kongphaung โกหก เห็นๆกันอยู่

Saiseema Phutikarn ·
จะบอกว่า ถุงพระราชทาน มาจากมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯมันพอพูดได้(มั้ง)? เพราะหลายโครงการจัดซื้อของใส่ถุงพระราชทาน "ในนาม" มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯบ้าง ... และก็อย่างที่ทราบกันว่าถึงเป็นถุงพระราชทานที่มูลนิธิราชประชานุเคราห์ใช้รายได้ของมูลนิธิซื้อเอง แต่ แหล่งรายได้หลักของมูลนิธินี้ก็มาจาก พวกหน่วยงานรัฐ/รัฐวิสาหกิจ บริจาคเงินให้อยู่ดี




Saiseema Phutikarn ·
ไม่ใช่แค่ "ถุง" อย่างพวก "กระเช้า" ก็ใช้งบจากเงินภาษีจัดซื้อ



'ถุงพระราชทาน' Misnomer ถ้าจะให้คนเข้าใจตามนั้น ทำไมต้องใช้เงินจากภาษีประชาชนมาจ่ายด้วย ? 'ถุงพระราชทาน' 'ถุงยังชีพพระราชทาน' มีส่วนที่มาจากโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ



'ถุงพระราชทาน' 'ถุงยังชีพพระราชทาน' มีส่วนที่มาจากโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

2022-06-28
ที่มา ประชาไท

ตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐผ่าน ACTAi ในส่วนที่เกี่ยวกับ 'ถุงพระราชทาน' พบอย่างน้อย 50 โครงการ ใน 17 หน่วยงาน งบรวม 4.5 ล้านบาท ส่วน 'ถุงยังชีพพระราชทาน' พบอย่างน้อย 133 โครงการ ใน 41 หน่วยงาน งบรวม 29.4 ล้าน

TOP NEWS นำบทความจากเพจ 'ฤๅ - Lue History' ไปรายงานต่อ

28 มิ.ย.2565 จากกรณีเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'ฤๅ - Lue History' เขียนบทความถึง “ถุงพระราชทาน” โดยระบุว่า ไม่ได้มาจากงบประมาณภาษีที่รัฐบาลจัดสรรให้กับในหลวง ไม่ใช่เงินงบประมาณจากภาษีประชาชนเอามาแจกประชาชนตามที่มีผู้พยายามบิดเบือน แต่มาจากการทำงานและทุนดำเนินการซึ่งเป็นดอกผลของ “มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์” ที่ก่อตั้งขึ้นโดยในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อช่วยเหลือประชาชนในภาคใต้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์วาตภัยครั้งใหญ่ในอดีต (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/Lue.History.Thai/photos/a.731994124178916/968708517174141/) จน TOP NEWS นำไปรายงานต่อ

อย่างไรก็ตามเมื่อสืบค้นที่ ACTAi ซึ่งเป็นแหล่งร่วมข้อมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ด้วยคำ "ถุงพระราชทาน" ตามคำที่เพจฤๅ กล่าวถึง พบอย่างน้อย 50 โครงการที่ค้นพบ ใน 17 หน่วยงาน งบประมาณรวม 4,539,895 บาท ซึ่งพบโครงการตั้งแต่ พ.ย.2557 หน่วยงานที่ประกาศ คือ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เลขที่โครงการ 57115214803 ชื่อ "สอบราคาซื้อจัดซื้อเครื่องอุปโภค-บริโภค สำหรับบรรจุในถุงพระราชทาน ประจำปีงบประมาณ 2558" งบประมาณ 500,000 บาท

และล่าสุดเมื่อ ต.ค.64 หน่วยงานที่ประกาศคือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เลขที่โครงการ 64107022217 ซื้อถุงพระราชทาน (เครื่องอุปโภค บริโภค) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง งบประมาณ 151,500 บาท



จิตอาสาไม่ฟรี ส่องงบ 65 และร่างงบฯ 66 ที่มีรายจ่ายส่วนนี้

และหากค้นด้วยคำว่า "ถุงยังชีพพระราชทาน" จะพบอย่างน้อย 133 โครงการที่ค้นพบ ใน 41 หน่วยงาน งบประมาณรวม 29,439,142.00 บาทเก่าสุดปรากฎเมื่อ มี.ค.61 เลขที่โครงการ61037481199 จ้างตามโครงการ หนึ่งใจ..เดียวกัน มอบถุงยังชีพพระราชการทานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งมูลนิธิมิราเคิลออฟไลฟ์ ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี ได้กำหนดให้จัดกิจกรรมมอบถุงยังชีพพระราชทานประจำปีงบประมาณ 2561 ในพื้นที่เทศบาลตำบลท่านา อำเภอกะปง จังหวัดพังงา โดยวิธีเฉพาะเจาะจง ของ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการงบประมาณ 13,000 บาท

ซึ่งล่าสุดเป็น เลขที่โครงการ65017490947 ซื้อวัสดุเพื่อใช้ในงานมอบถุงยังชีพพระราชทาน แก่ผู้ประสบอัคคีภัยฯ ขององค์การบริหารส่วนตำบลทับกุง อุดรธานี งบประมาณ 11,720 บาท



ทั้งนี้หลังจากประชาไทนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับถึงพระราชทานข้างต้นไปนั้น ต่อมา พูติกาล ศายษีมา บล็อกเกอร์ที่มักนำเสนอข้อมูลในประเด็นทางการเมือง สืบค้นต่อเกี่ยวกับงบประมาณส่วนนี้ โดยระบุว่า การจะบอกว่า "ถุงพระราชทาน" จัดซื้อโดยมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ หรือ จัดซื้อด้วยเงินจากมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ แล้วไปสรุปว่าดังนั้นจึง "ไม่ได้มาจากงบประมาณภาษี" อันนี้ไม่ถูก เพราะเงินรายได้ของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์แต่ละปีมาจากไหนละ ลองไปเปิดงบการเงินดู จะพบว่าส่วนใหญ่มาจาก "งบประมาณภาษี"

ส่วนการจะบอกว่า "ถุงพระราชทาน" มาจากเงินจากมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ อันนี้ไม่ผิด เพราะถุงพระราชทาน มันมีทั้งแบบ 1. จัดซื้อโดยมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ, 2.จัดซื้อโดยหน่วยงานรัฐด้วยงบประมาณภาษี หรือ 3. จัดซื้อโดยหน่วยงานรัฐด้วยเงินจากมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ




รายงานประจำปี 2563 ของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ที่เผยแพร่ทางเว็บมูลนิธิฯ หน้า 78 และ 96 ซึ่งแสดงให้เห็นที่มาของงบประมาณของมูลนิธิฯ 150 ล้านบาท มาจากกระทรวงพัฒนาสังคมฯ

โดย พูติกาล เปิด รายงานประจำปี 2563 ของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ซึ่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์มูลนิธิฯเอง ครึ่งหนึ่งเลยมาจาก เงินสนับสนุนจากงบประมาณกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ส่วนที่เป็นเงินบริจาคเข้ามูลนิธิโดยตรงนั้นป็นส่วนน้อยมาก ยกเว้นจะเป็นปีพิเศษต่างๆ ถึงจะมีเงินส่วนนี้มากขึ้นแต่ก็ยังน้อยมากอยู่ดี และหลายครั้งที่พบว่าผู้บริจาครายใหญ่คือ หน่วยงานรัฐ หรือ แม้แต่ตัวรัฐบาลเอง โดยรายได้ส่วนใหญ่อีกส่วนคือ ผลตอบแทนจากการลงทุนของทรัพย์สินมูลนิธิ เกือบทั้งหมดคือ ดอกเบี้ย




ภาพบันทึกจากรายงานประจำปีที่ระบุว่ารัฐบาลบริจาคดินที่ได้จากการก่อสร้างรัฐสภา

พูติกาล ระบุอีกว่าทรัพย์สินรวมของมูลนิธิปัจจุบันมีมูลค่าเกือบ 7 พันล้านมาจากไหน? โดยประมาณ 3 พันล้านมาจากรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายสะสมหรือ "กำไรสะสม" ถ้าเป็นกิจการที่มุ่งหวังกำไร อีกเกือบ 4 พันล้านจากส่วนทุนของมูลนิธิ ซึ่งมาจากทุนตอนตั้งมูลนิธิ 3 ล้าน ส่วนที่เหลือมาจาก เงินบริจาคที่ผู้บริจาคระบุว่าให้เป็นเงินทุนมูลนิธิ จะสามารถนำไปใช้ได้เฉพาะส่วนที่เป็นผลตอบแทน

หมายเหตุ : ประชาไทเพิ่มข้อมูลส่วนท้ายเมื่อเวลา 20.10 น. วันที่ 28 มิ.ย.65

วันอังคาร, มิถุนายน 28, 2565

ทหารเกณฑ์ฆ่าตัวตาย ด้วยความกดดันของชีวิตในค่าย ไม่ต่างอะไรกับผู้ชุมนุมทะลุแก๊สถูกยัดคุกคุมขัง

ปัญหาผู้ต้องขังพยายามปลิดชีวิตตัวเอง หรือทำสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องที่ควรเกิดขึ้นได้เป็นปกติ เช่นเดียวกับกรณีพลทหารฆ่าตัวตาย ในเมื่อสภาพความกดดันทางจิตใจไม่ต่างกัน เป็นสาเหตุ กดดันเพราะถูกข่มเหงทำร้ายซ้ำซาก

รวมทั้งกดดันเพราะถูกจองจำ ทั้งที่ไม่ผิด หรือต้องทนกับสภาวะจำยอมที่ไม่ปรารถนา รับไม่ได้ ดังกรณีทหารเกณฑ์ค่ายอากาศโยธิน แขวนคอตนเองภายในหน่วย เสียชีวิตเมื่อเช้าวันที่ ๒๔ มิถุนา หากดูตามรายงานข่าวของกองทัพอากาศไม่เห็นผิดปกติ

แต่เมื่อครอบครัวของพลทหารผู้เสียชีวิต “ติดใจในสาเหตุการเสียชีวิต...ไม่เชื่อว่าจะเป็นการคิดสั้นฆ่าตัวตายเอง ไม่ว่าจะเป็นรอยช้ำที่คอซึ่งดูผิดปกติ รวมถึงเหตุจูงใจที่ทางต้นสังกัดแจ้งว่า น่าจะเกิดจากอาการป่วยซึมเศร้า”

ญาติจึงยังไม่ทำการเผาศพ จนกว่าจะต้นสังกัดจะสามารถแจ้งเหตุการตายให้กระจ่างกว่านี้ ผู้เป็นป้าของพลทหารที่เสียชีวิตกล่าวกับนักข่าวว่า “ไม่เชื่อเป็นการฆ่าตัวตายเอง” เพราะ “ตอนที่ไปติดต่อรับศพหลานและขอเข้าไปดูสถานที่เกิดเหตุในค่ายฯ

มีทหารบอกว่าหลานตนเองไม่ใช่ศพแรกที่ผูกคอตายในค่าย แต่เป็นศพที่ ๔ แล้ว ที่ผูกคอตายปริศนาแบบนี้” จึงเป็นพันธะของคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูง หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ที่ว่าเดินทางไปจังหวัดบุรีรัมย์ร่วมสวดศพ “เพื่อให้กำลังใจครอบครัว” วานนี้

คงพกคำอธิบายสาเหตุกดดันใจจนทำให้พลทหารผูกคอตาย มากกว่าความเห็นลอยๆ ของจิตแพทย์โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ให้ไว้สองวันก่อนเหตุเหตุ เมื่อมีการนำตัวพลทหารดังกล่าวไปรับการตรวจอาการคิดมาก นอนไม่หลับ

ถึงอย่างนั้นก็ยังดีกว่าผู้ต้องขังหนึ่งในสมาชิก#ทะลุแก๊ส ซึ่งพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกินยาพาราเซตามอล จนเกินขนาด น่าจะมากกว่า ๖๐ เม็ด พลพลกินยาพาราเป็นจำนวนมากเมื่อคืนวันที่ ๒๔ แล้วเกิดอาการอาเจียน มึนงง สับสน เช้าวันรุ่งขึ้น

หลังจากนำตัวส่งโรงพยาบาลล้างท้องแล้วเขายอมรับว่าพยายามฆ่าตัวตาย แต่อีกสองวันต่อมาทนายสอบถามทางราชทัณฑ์ ก็ไม่ได้คำตอบเกี่ยวกับความคืบหน้าในอาการของพลพล อันเป็นทางปฏิบัติซึ่ง ส.ส.เจี๊ยบพรรคก้าวไกลเรียกว่า “สั่งรูดซิปปากแพทย์”

อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล@AmaratJeab ทวี้ตโวยว่า “#กรมราชทัณฑ์...ควรแสดงความจริงใจมากกว่านี้ ด้วยการแถลงความคืบหน้าอาการผู้ต้องขังคดีการเมือง” โดยเฉพาะกลุ่มทะลุแก๊สทั้ง ๑๑ คนที่ถูกคุมขังจากการถูกจับกุมระหว่างชุมนุมที่ดินแดง

ส่วน ภาณุพงศ์ จาดนอก แสดงความเห็นเรื่องนี้โดยอิงประสบการณ์ในเรือนจำของตนเองว่า “ปกติแล้วเวลา จนท. แจกยาเขาจะให้กินต่อหน้าโดยการบดใส่แก้วให้” การที่พลพลมียาพาราสะสมไว้ใต้ที่นอนกว่า ๖๐ เม็ด คงแจ้งป่วยบ่อยๆ เอายามาเก็บไว้ หรือใช้วิธีแลกกับของกินใช้

จะอย่างไรก็ตาม จากเหตุครั้งนี้ทำให้ทนายทราบว่า มีกลุ่มทะลุแก๊สที่ต้องขังอีกสองคนพยายามฆ่าตัวตายเหมือนกัน “#พุฒิพงศ์ และ #ใบบุญ ได้ #กรีดแขนตนเอง เพื่อประท้วงที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังพวกเขา และมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว”

สองคนนี้ “ใช้ฝาปลากระป่องกรีดหน้าแขนตัวเองมากกว่า ๑๐ แผล ยาวตั้งแต่บริเวณข้อมือมาจนถึงข้อศอก” แม้จะเป็นวิธีการประท้วงอย่างหนึ่ง แต่ก็เข้าข่ายพยายามทำอัตวินิจบาตกรรมเหมือนกัน เพราะเยาวชนเหล่านี้ (ส่วนใหญ่อายุในเกณฑ์ ๒๐)

ล้วนเครียดในเรือนจำ นี่แหละเป็นความแตกต่างของการกักขังผู้กระทำความผิดจริงกับผู้บริสุทธิ์ เฉกเช่นกรณีทหารเกณฑ์ฆ่าตัวตาย เขาต้องการปลิดชีวิตตัวเองเพราะคับแค้น ที่ต้องตกอยู่ในสภาพซึ่งทำร้ายจิตใจ และไม่ต้องตามครรลองของสังคมเสรี

(https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/QnjGl, https://www.facebook.com/panupong.jadnok/posts/Lowq5l และ https://prachatai.com/journal/2022/06/99274) 

#saveทะลุแก๊ส 👊 "ถ้าต้องเป็นทาสยอมก้มหัว ผมยอมตายดีกว่าพี่" "กูรู้แล้วว่าพวกมึงสู้ไม่กลัว และทำจริง แต่คนข้างนอกยังต้องการพวกมึง พวกมึงออกมาเจอพวกกูก่อน"


ตี้ วรรณวลี - Tee Wanwalee
8h

ก่อนน้องจะเข้าเรือนจำ น้องเคยพูดกับหนูว่า
"พี่ ถ้าพวกมันจะจับผมจากการที่ผมเรียกร้องให้พวกมันด้วยเนี้ย ก็จับเลยพี่ ผมจะไม่หนีไปไหนด้วย
การตัดสินพวกนี้มันไม่เคยยุติธรรมอยู่แล้ว
ไม่ว่าพวกผมจะทำหรือไม่ทำ
ต่อให้พวกผมตะโกนบอกให้ตายมันก็ไม่ฟัง
แต่ผมอยากให้พวกมันรู้ไว้นะ
ว่าคุกมันจะขังผมได้เพียงกาย มันขังอุดมการณ์ผมไม่ได้
ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ มันจะได้แค่ร่างของผมไป
แต่มันจะไม่ได้จิตวิญญาณของผม"
"ถ้าต้องเป็นทาสยอมก้มหัว ผมยอมตายดีกว่าพี่"
"ใครจะกลัวผมไม่รู้ ที่แน่ๆผมไม่เคยกลัวแม่งเลย"
"ความตายมันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกๆคนต้องเจอ การกระทำก่อนตายต่างหากที่สำคัญว่ามันได้สร้างอะไร"
ปล. ภาพนี้เป็นภาพก่อนน้องนั่งรถไปเรือนจำ
น้องโทรคอลมา เพื่อบอกว่าไม่ต้องห่วงผม
พวกพี่ต้องสู้ต่อ พวกผมไม่เป็นอะไร
ในครั้งแรกหนูไม่กล้าลง เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของน้องระหว่างควบคุมตัวในสโมสรตำรวจ
คำพูดพวกนี้จริงๆมาจากหลายๆคนทั้งพี่ทั้งน้อง
เราไม่เคยคิดเลยว่า น้องและพี่จะใจสู้ขนาดนั้น
จนถึงวันนี้
กูรู้แล้วว่าพวกมึงสู้ แต่กูขอเลย สู้อยู่ข้างกูได้ไหม
ออกมาสู้ด้วยกัน ทุกคนต้องการมึง

ตี้ วรรณวลี - Tee Wanwalee
ในวันนี้เกิดเหตุการณ์พยายามฆ่าตัวตาย
ในเรือนจำ
1.กินยาพารา60เม็ด 1 คน
2.กรีดแขนด้วยฝาปลาประป๋อง 2 คน
กูรู้แล้วว่าพวกมึงสู้ไม่กลัว และทำจริง
แต่คนข้างนอกยังต้องการพวกมึง
พวกมึงออกมาเจอพวกกูก่อน
....


ตี้ วรรณวลี - Tee Wanwalee
7h
เคสน้องเก่งไม่มีหมายจับอย่างที่สลิ่มและ io พยายามปั่น ซึ่งหนูเคยบอกไปก่อนหน้าแล้ว
ว่าน้องเข้าไปรายงานตัวด้วยตัวเอง และเพราะน้องมั่นใจว่าน้องไม่ได้ทำอะไรผิด
ไม่ถูกดำเนินคดีแน่นอนจึงไปรายงานตัวด้วยตัวเอง
แต่ก็ถูกจับยัดคดี

ทำไมต้องจับมือกันไป ICC ชวนอ่านสคริปท์ อ.พวงทองพูดในงาน "90 ปีการอภิวัฒน์สยาม" จัดโดยสถาบันปรีดี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565 ที่ธรรมศาสตร์


Puangthong Pawakapan
17h

ทำไมต้องจับมือกันไป ICC - บางทีพวกผู้มีอำนาจอาจกลัวการแทรกแซงของอำนาจอันชอบธรรมจากภายนอกมากกว่ากลัวประชาชนไทย, ตัวอย่างจากอังกฤษและโคลอมเบีย ทำให้เห็นว่า ICC สามารถกดดันให้กระบวนการยุติธรรมในประเทศต้องยอมลุกขึ้นมาทำงาน
ข้อความนี้เป็นสคริปท์ที่เราพูดในงาน "90 ปีการอภิวัฒน์สยาม" จัดโดยสถาบันปรีดี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565 ที่ธรรมศาสตร์ ขอเอามาแชร์ให้อ่านเต็มๆ ตรงนี้ค่ะ
ประเด็นที่ดิฉันตั้งใจจะพูดในวันนี้เกี่ยวข้องกับอุดมคติบางประการที่การอภิวัฒน์สยามจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้ นั่นคือ การสถาปนานิติรัฐขึ้นในสังคมไทย การเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่คณะราษฎรพยายามผลักดันนั้น วางอยู่บนอุดมคติที่สำคัญประการหนึ่ง คณะราษฎรต้องการทำให้สังคมไทยมี rule of law หรือนิติรัฐ ในความหมายที่ว่ารัฐใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือจัดการปกครอง เป็นกฎหมายที่เคารพในสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประชาชนทุกคนเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย
อย่างไรก็ดี ณ ปีที่ 90 ของการอภิวัฒน์สยาม เราต่างก็ประจักษ์แก่ใจกันดีว่า ประเทศไทยไม่ได้ปกครองโดยนิติรัฐอย่างแท้จริง หนึ่งในสาเหตุสำคัญก็คือ คนในกระบวนการยุติธรรมไทย ไม่ได้ให้คุณค่าต่อสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชน พวกเขาทำงานเพื่อตอบสนอง “ความมั่นคงของรัฐ” และ “ความมั่นคงของผู้มีอำนาจ” มากกว่าอื่นใด
ณ ปีที่ 90 ของการอภิวัฒน์สยาม เราจึงได้เห็นการปรากฏตัวขึ้นของขบวนการคนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาต่อต้านอำนาจอันฉ้อฉลของรัฐบาลทหาร แล้วพวกเขาก็ต้องเผชิญกับการใช้กฎหมายเพื่อปกป้องระบอบอำนาจนิยม
ณ ปีที่ 90 ของการอภิวัฒน์สยาม เสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทยดังสนั่นจนแสบแก้วหูอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่คนเหล่านั้นกลับดูไม่ยี่หระ ไม่มีสัญญาณที่บ่งชี้ว่าพวกเขาพยายามแก้ไขตนเอง เพื่อรับมือกับวิกฤติความชอบธรรมแต่ประการใด --- นี่เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในขณะนี้ ที่คนจำนวนมากตั้งคำถามว่า แล้วเราจะทำอย่างไรให้คนในกระบวนการยุติธรรม ทำหน้าที่ของตนอย่างโดยเคารพในสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไทยได้ จะมีหนทางใดที่จะฟื้นฟูความยุติธรรมในสังคมได้บ้าง มีหนทางใดบ้างที่จะยุติการลอยนวลพ้นผิดของผู้มีอำนาจ
ข้อเสนอของดิฉันคือ “เราอาจต้องใช้การแทรกแซงของกระบวนการยุติธรรมจากภายนอกประเทศ” เพื่อกระตุ้นให้คนในประเทศตระหนักว่า หากพวกท่านไม่ทำหน้าที่ของท่านอย่างเที่ยงตรง เราก็ควรเชิญองค์กรยุติธรรมสากลที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ เข้ามาทำหน้าที่นี้แทน
คำถามคือ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร?
คำตอบ ผลักดันกรณีใดกรณีหนึ่ง นั่นก็คือกรณีการสังหารหมู่ผู้ชุมนุมเสื้อแดงในปี 2553 – ถึงเวลาที่เราจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ Intenational Criminal Court - ICC มีเหตุผลอะไรให้เสนอเช่นนี้
ขออธิบายข้อมูลพื้นฐานดังนี้ -- ในเดือนตุลาคม 2556 นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถูกอัยการสูงสุดสั่งฟ้องข้อหา ในความผิดฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำหรือฐานฆ่าผู้อื่น และพยายามฆ่า ศาลอาญาประทับรับฟ้อง ซึ่งศาลอาญาก็ประทับรับฟ้องแต่โดยดี
แต่เพียง 3 เดือนหลังการหลังรัฐประหารโดย คสช. การดำเนินคดีก็กลับตาลปัตร เมื่อ ศาลอาญามีคำวินิจฉัยตามคำร้องเรียนของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ตนไม่มีอำนาจในการพิจารณาคดีนี้ แต่เรื่องนี้เป็นอำนาจของ ปปช. เพราะคำสั่งให้จัดการกับผู้ชุมนุม ถือเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ราชการ ไม่ใช่การกระทำทางอาญาที่กระทำโดยส่วนตัวหรือนอกเหนือหน้าที่ราชการ
ปปช. ก็มีมติไม่ฟ้อง
ตัวแทนญาติของผู้เสียชีวิตและ นปช. พยายามอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่ก็ไม่เป็นผล ทั้งศาลอุทธรณ์แลศาลฎีกายืนตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นตั้น เพราะฉะนั้น เท่ากับกระบวนการยุติธรรมในประเทศในกรณีปี 53 ล้มเหลวและมาถึงทางตัน
แต่ความล้มเหลวนี้ ยิ่งทำให้กรณีปี 53 สอดรับกับหลักการสำคัญของ ICC มากขึ้น นั่นคือ Complimentarity - ICC จะรับพิจารณาคดีที่พิสูจน์แล้วว่ารัฐภาคีไม่เต็มใจดำเนินคดี หรือไม่มีความสามารถดำเนินคดีอย่างยุติธรรมได้
ฉะนั้น ถึงเวลาที่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่อ้างว่าตนแคร์กับความตายของประชาชนในปี 53 จะต้องพิจารณาอย่างจริงจังถึงเรื่องการให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม เพื่อรับรองเขตอำนาจของ ICC
ขอกล่าวถึงบทเรียนจากประเทศโคลอมเบียและอังกฤษ เพื่อทำให้พวกเราพอจะมองภาพในอนาคตได้ชัดเจนขึ้นบางว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากเราสามารถเชิญ ICC ให้เข้ามาตรวจสอบกรณีปี 53 ได้
กรณีโคลอมเบีย และอังกฤษ มีการก่ออาชญากรรมกับพลเรือนจำนวนมาก แม้ว่ากระบวนการตุลาการใน 2 ประเทศนี้จะดำเนินการสอบสวนเจ้าหน้าที่รัฐของตน แต่ก็เป็นไปแบบไม่เต็มใจ ไม่มีเจตน์จำนงที่จะเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐของตน แต่เมื่อ ICC เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยการตั้งทีมงานเข้าไปสอบสวนหาข้อเท็จจริงดังกล่าว กระบวนการยุติธรรมใน 2 ประเทศนี้ก็เริ่มทำงาน
โคลอมเบีย - ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมในปี 2545 - มีเหตุการณ์ที่ทหารใช้ความรุนแรงกับประชาชนอย่างกว้างขวางในช่วงระหว่างปี 2545-2551 อันเป็นช่วงรบ.ต่อสู้กับกลุ่มกบฏ โดยทหารมักใช้วิธีลักพาตัวชาวบ้าน หรือล่อหลอกให้เข้าไปในพื้นที่ห่างไกลด้วยการหลอกว่ามีงานให้ทำ แล้วลงมือสังหารเสีย ซึ่งส่วนใหญ่เหยื่อมักจะเป็นเด็กหนุ่ม หลังจากสังหารแล้วก็เอาอาวุธยัดไว้ข้างกาย แล้วรายงานว่าศพเหล่านั้นเป็นพวกกบฏที่เสียชีวิตจากการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ มีประชาชนนับพันคนที่เป็นเหยื่อของปฏิบัติการเหล่านี้
ปฏิบัติการเหล่านี้ดำเนินไปเงียบเป็นเวลาหลายปีในพื้นที่ชนบทห่างไกล มีชาวบ้านร้องเรียน แต่การสืบสวนสอบสวนของรัฐก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่ในปี 2551 เกิดข่าวใหญ่ เมื่อเด็กหนุ่มอย่างน้อย 16 คนในเมือง Soacha หายตัวไปพร้อมกัน หลังจากนั้นก็พบร่างของพวกเขา ทหารอ้างเช่นเดิม แต่กรณีนี้ทำให้อัยการของรัฐโคลอมเบียอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ และยังกรณีที่ทำให้ ICC ตั้งทีมงานเพื่อตรวจสอบค้นหาความจริงเบื้องต้น
แม้ว่า รบ.โคลอมเบียจะไม่ให้ความร่วมมือกับ ICC เท่าไรนัก แต่ ICC ก็เดินหน้าทำงานของตนไป ซึ่งเป็นเสมือนการกดดันต่อกระบวนการยุติธรรมของโคลอมเบียโดยตรง
ในปี 2555 สนง.อัยการของ ICC ออกรายงานที่ชี้ให้เห็นจุดบกพร่องของการดำเนินคดีในศาลโคลอมเบีย นอกจากนี้ตัวแทนของสนง.อัยการยังเดินทางมาโคลอมเบียบ่อยขึ้น เพื่อพบปะแลกเปลี่ยนความเห็นกับเจ้าหน้าของรัฐบาล ตัวแทนภาคประชาสังคมในประเทศ เอ็นจีโอระหว่างประเทศ
การกดดันจาก ICC ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมีความคืบหน้า ณ ปี 2561 มีคดี 2,198 คดีที่อยู่ภายใต้การสอบสวนของอัยการ มีเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกลงโทษไปแล้วถึง 1,600 คนจากจำนวน 268 คดี ในจำนวนนี้ เป็นนายทหารระดับนายพัน 11 คน
มีนายพล 11 นายถูกเรียกมาสอบสวน แต่มีนายพลเกษียณอายุเพียง 1 คน ที่ถูกต้องข้อหา
แม้ผลการลงโทษจะไม่เป็นที่พอใจนัก เพราะสาวไปไม่ถึงระดับนายพลได้ไม่มาก แต่ก็ชี้ให้เห็นความก้าวหน้า และส่งผลต่อการลอยนวลพ้นผิด และการใช้ความรุนแรงของรัฐต่อประชาชนตามอำเภอใจ
ในกรณีสหราชอาณาจักร หรืออังกฤษ
สงครามอิรัคในปี 2547-2552 ทหารอังกฤษเกี่ยวข้องกับซ้อมทรมานนับพ้นราย และสังหารชาวอิรัคในลักษณะที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอีกว่า 300 นาย ซึงเชื่อว่าปฏิบัติการนี้มีนายทหารระดับสูงและนักการเมืองเกี่ยวข้อง
ญาติของเหยื่อพยายามฟ้องร้องเอาผิดและเรียกร้องการเยียวยาจากอังกฤษ ผ่านกระบวนการยุติธรรมของอังกฤษ
อังกฤษซึ่งยอมรับเขตอำนาจของ ICC เป็นสมาชิกอียูที่มีศาลสิทธิฯ และมี พรบ. สิทธิฯของตนเอง ก็จำเป็นต้องดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้ แต่ก็เป็นไปแบบไม่เต็มใจทำ เชื่องช้า ไม่มีความก้าวหน้า เตะถ่วงไปเรื่อยๆ
เป็นเวลา 8 ปีที่แทบไม่มีความคืบหน้า เอาใครมาลงโทษไม่ได้ กลุ่มภาคประชาสังคมเรียกร้องให้ ICC เข้ามาตรวจสอบ ในที่สุด ในปี 2557 ICC ก็ประกาศว่าจะตั้งคณะทำงานเพื่อเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น
ผลกระทบ - จนท.ระดับสูงของอังกฤษ อัยการ รัฐบาลให้ความร่วมมือกับ ICC ค่อนข้างดี – แชร์ข้อมูล, และยังให้สัมภาษณ์สื่อในทำนองว่า ตนไม่ได้ละเลยปัญหาดังกล่าว แต่กำลังดำเนินการสอบสวนอย่างจริงจังในระดับชาติ
แม้ว่าการสอบสวนคดีเหล่านี้ยังไม่สิ้นสุด แต่เห็นได้ชัดว่าเจ้าหน้าที่และรบ.อังกฤษวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อบทบาทของ ICC ส่งผลให้ จนท. ยอมตื่นขึ้นมาทำงานเรื่องนี้ แข็งขันมากขึ้น
ทั้งกรณีโคลอมเบียและอังกฤษชี้ว่า แม้ว่า ICC จะไม่สามารถทำให้เกิดความยุติธรรมที่สมบูรณ์แบบได้ แต่ผลกระทบจากการแทรกแซงของ ICC อย่างน้อยคือ เป็นแรงกดดันต่อกระบวนการยุติธรรมในประเทศ ให้ต้องลุกขึ้นมาทำงาน
สำหรับประเทศไทย หากไทยประกาศยอมรับอำนาจของ ICC บางทีเราอาจจะเห็นคนในกระบวนการยุติธรรมของไทย ยอมลุกขึ้นมาจัดบ้านของตนเอง ในวิถีทางที่ควรจะเป็นบ้าง แต่ถ้าพวกเขาไม่ทำ ก็ปล่อยให้องค์กรจากภายนอกเข้ามาทำให้ประชาชนไทยดู อันเป็นองค์กรสากลที่มีความชอบธรรมสังกัดยูเอ็น ซึ่งไทยก็เป็นสมาชิกของยูเอ็น
อย่างไรก็ตาม เรารู้กันอยู่ว่า เรารู้กันอยู่ว่าเจตน์จำนงในเรื่องนี้ก็ไม่แข็งแกร่งนัก นอกจากครอบครัวของผู้เสียชีวิต คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งแล้ว เราพบว่าฝ่ายการเมืองที่มักพูดถึงความตายปี 53 ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา กลับไม่มีเจตน์จำนงในเรื่องนี้ชัดเจนพอ ไม่เคยบอกกับประชาชนให้ชัดๆ ว่าจะทวงความยุติธรรมอย่างไร จะให้สัตยาบันต่อ ICC หรือไม่ – การชุมนุมเพื่อรำลึกการปราบปรามประชาชนปี 53 กำลังกลายเป็นแค่งานเช็งเม้งเข้าไปทุกที ทั้งๆ ที่โอกาสของการทวงคืนความยุติธรรมยังพอมีอยู่ นี่เป็นความรับผิดชอบทางศีลธรรมที่พรรคการเมืองฝ่าย ปชต. จะต้องผลักดันเรื่องนี้มากกว่าใครทั้งหมด
กระนั้น ดิฉันตระหนักเป็นอย่างดีว่า การจะเข้าเป็นภาคีของ ICC หรือไม่ คงไม่ส่งผลต่อคะแนนเสียงเลือกตั้งมากนัก พรรคการเมืองใหญ่จึงมั่นใจว่าอย่างไรเสีย ประชาชนก็จะยังคงเลือกตนแน่ๆ แต่ดิฉันก็เชื่อว่าพวกท่านจะไม่หลอกตัวเองว่า ความยุติธรรมสำหรับผู้สูญเสียในปี 53 สำคัญน้อยไปกว่าเรื่องอื่นๆ” ไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่าเรื่องปากท้อง
สำหรับคนจำนวนมาก โดยเฉพาะกับประชาชนที่กำลังต่อสู้กับปัญหาปากท้องในขณะนี้ เรื่องเศรษฐกิจสำคัญสำหรับพวกเขาแน่ แต่สำหรับพรรคการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในการชุมนุมของเสื้อแดงในปี 53 และพรรคการเมืองหน้าใหม่ที่อ้างเรื่องประชาธิปไตย ดิฉันหวังว่าพวกท่านจะบอกกับตนเองว่าเรื่องนี้สำคัญต่อท่านไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่นๆ
ดิฉันไม่ได้หวังว่าท่านจะทำเรื่องนี้ในวันนี้ หรือทันทีที่ได้เป็นรัฐบาล แต่ดิฉันอยากเห็นเจตน์จำนงที่ชัดเจน อยากเห็นคำมั่นสัญญาว่าท่านจะทำ, สัญญาว่าการรับเขตอำนาจ ICC คือภารกิจของพรรคการเมืองของท่าน
o เป็นภารกิจของการทวงคืนความยุติธรรมให้กับประชาชน ทวงคืนศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ให้กับเหยื่อ
o เป็นภารกิจเพื่อยุติการลอยนวลพ้นของผู้มีอำนาจ
o เป็นภารกิจที่จะป้องกันไม่ให้รัฐใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนอย่างไร้เหตุผล
o ในระยะยาว นี่เป็นภารกิจที่จะส่งผลต่อการสร้างนิติรัฐ ของการทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย

Pipob Udomittipong
14h

“ดิฉันไม่ได้หวังว่าท่านจะทำเรื่องนี้ในวันนี้ หรือทันทีที่ได้เป็นรัฐบาล แต่ดิฉันอยากเห็นเจตน์จำนงที่ชัดเจน อยากเห็นคำมั่นสัญญาว่าท่านจะทำ, สัญญาว่าการรับเขตอำนาจ ICC คือภารกิจของพรรคการเมืองของท่าน” อ.พวงทอง
กรณี #คนเสื้อแดง จะเข้าสู่การไต่สวนของศาล ICC ได้ พรรคการเมืองทุกพรรคต้องให้สัญญาว่า จะประกาศรับรองเขตอำนาจศาล ICC หากได้เป็นรัฐบาล

Puangthong Pawakapan
ลืมแปะลิงค์งานวิจัยที่เกี่ยวกับบทบาทของ ICC ในอังกฤษ โคลอมเบีย กีเนีย และจอร์เจีย https://www.hrw.org/.../lessons-colombia-georgia-guinea-and


Pressure Point: The ICC’s Impact on National Justice
Lessons from Colombia, Georgia, Guinea, and the United Kingdom




ทำความเข้าใจ สมบูรณาญาสิทธิราชย์จำแลง


ส่วนหนึ่งของ
ปิยบุตร แสงกนกกุล โพสต์
[ จาก 2490 ถึงปัจจุบัน : การก่อรูปขึ้นของ “สมบูรณาญาสิทธิราชย์จำแลง” ]
April 24

*** การสร้างสมบูรณาญาสิทธิราชย์จำแลงด้วยตัวบทในรัฐธรรมนูญ ***
.
ปิยบุตรระบุต่อไปว่าการเปลี่ยนแปลงจาก constitutional monarchy กลายมาเป็น disguised absolute monarchy นี้ ถ้าวิเคราะห์กันในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำด้วยสองวิธีการสำคัญ ๆ และเป็นวิธีการที่สำคัญทั้งคู่ ขาดอันใดอันหนึ่งไม่ได้
.
วิธีการแรก คือการเข้าไปจัดการกับ “ตัวบทในทางรัฐธรรมนูญ” (constitutional text) หมายความว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ที่แสดงให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจเพิ่มขึ้น
.
ยกตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญ 2490 และรัฐธรรมนูญ 2492 มีการเขียนเข้าไปใหม่ในตัวบทรัฐธรรมนูญเรื่องอภิรัฐมนตรี (ต่อมาใช้ชื่อว่าองคมนตรี) เรื่องวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์กษัตริย์ ให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งข้าราชการระดับอธิบดีขึ้นไปและผู้พิพากษา เป็นต้น
.
ต่อมาในการรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 ธรรมนูญการปกครองชั่วคราว 2534 และกลายมาเป็นรัฐธรรมนูญ 2534 มีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์สำคัญ แก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันติวงศ์ จากที่ต้องมีการเสนอพระนามของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ก่อนขึ้นครองราชย์ให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบจึงจะขึ้นครองราชย์ได้ มาเป็นให้รัฐสภารับทราบเฉย ๆ และอยู่เช่นนี้เรื่อยมาจนถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบัน
.
ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็มีการเปลี่ยนแปลงตัวบทในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพระราชอำนาจเช่นเดียวกัน จากเดิมในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงไม่ประทับอยู่ในพระราชอาณาจักร หรือพระมหากษัตริย์บริหารพระราชภาระไม่ได้ จะต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มาเป็นจะแต่งตั้งหรือไม่ก็ได้
.
นี่คือการเอาสิ่งที่ต้องการ ทำให้มันถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ (constitutionalization) คือการนำเอาสิ่งที่มันเป็นความคิด ความเชื่อ แนวทางปฏิบัติ นำมาจับยัดใส่รัฐธรรมนูญเลย
.
*** การสร้างสมบูรณาญาสิทธิราชย์จำแลงด้วยเหตุปัจจัยบังคับทางกฎหมาย ***
.
ส่วนวิธีการที่สองที่ประกอบกัน ปิยบุตรพาเราไปทำความรู้จักกับทฤษฎี legal constraints (เหตุปัจจัยบังคับทางกฎหมาย) ที่ว่าตัวบทรัฐธรรมนูญทั้งหลายที่ออกแบบกันมาให้เป็นกฎหมายสูงสุดนั้น ในท้ายที่สุดแล้วไม่ได้ขั้นอยู่กับตัวคนร่าง แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คนที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญหยิบมาใช้แล้วตีความจนเกิดเป็นผลขึ้นมา และอาจจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญไปโดยปริยายได้ต่างหาก
.
ยกตัวอย่างเช่น Charles de Gaulle อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส ไม่ได้มีอำนาจในการแก้รัฐธรรมนูญทางลัดผ่านประชามติ แต่ในเวลานั้นกลับเลือกหยิบมาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญ 1958 เอามาทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญเฉยเลย ทั้งที่ผิดรัฐธรรมนูญชัดเจน แต่ de Gaulle ทำแล้วก็มีผลมาจนถึงปัจจุบัน
.
นั่นคือในความเป็นจริงแล้ว แต่ละองค์กรที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นประมุขของ รัฐบาล รัฐสภา ศาล ถึงเวลาที่หยิบรัฐธรรมนูญมาใช้คุณจะตีความในแบบของตัวเองสู้กันไปสู้กันมา แต่หากมีการแบ่งแยกอำนาจให้สมดุลเพียงพอ การตีความใช้รัฐธรรมนูญปะทะกันเองเช่นนี้ จะนำไปสู่การสร้างกฎเกณฑ์ที่ลงตัวขึ้นมา
.
ในบริบทประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จำแลงเกิดขึ้นได้ ก็เพราะบรรดาองค์กรทางการเมืองซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการยันไม่ให้พระราชอำนาจถูกฟื้นฟูไปมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือรัฐสภา ต่างง่อยเปลี้ยเสียขา ถูกแบกรับเอาไว้ด้วยเหตุปัจจัยบังคับกดดันเต็มไปหมด จนไม่กล้าแม้กระทั่งใช้อำนาจของตัวเอง ในการหยุดการขยับขยายพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่กล้าหยุดยั้งไม่พอ ยังเข้าไปช่วยทำให้สำเร็จด้วย
.
ผมยกตัวอย่างเช่น ในรัฐธรรมนูญ 2560 ตัวบทเขียนเอาไว้ว่าในกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ไม่ได้มีอำนาจในการยับยั้งกฎหมาย พระมหากษัตริย์มีอำนาจยับยั้งเพียงเฉพาะร่างพระราชบัญญัติเท่านั้น
.
ดังนั้น เมื่อไม่เขียนก็คือไม่มี แต่ปรากฎว่าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งแก้ไขระบบเลือกตั้งเป็นบัตรสองใบที่ผ่านมาล่าสุด เมื่อนายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯขึ้นไปแล้ว ต้องรออีกประมาณหนึ่งเดือนถึงจะมีการลงพระปรมาภิไธย ทั้งที่ถ้าอ่านตามตัวบท เราจะพบว่าไม่มีพระราชอำนาจในการถ่วงรั้งรอเวลาอะไรทั้งสิ้น ต้องลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้สถานเดียว
.
แต่ในทางปฏิบัติ เราจะเห็นได้ว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯขึ้นไป ต้องใช้เวลาอีกเดือนเศษในหลวงรัชกาลที่ 10 ถึงทรงพระปรมาภิไธยประกาศใช้
.
ถ้านายกรัฐมนตรีต้องการทำให้ถูกต้องตามตัวบท นายกรัฐมนตรีสามารถถวายคำแนะนำแก่พระมหากษัตริย์ รวมถึงทวงถามกับพระมหากษัตริย์ได้ ในฐานะที่ตัวเองเป็นคนลงนามกำกับ แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะนายกรัฐมนตรีมี constraints อะไรบางอย่างในตัวเอง
.
การไม่ทวงถามหรือให้คำแนะนำในเรื่องการลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ร่างแก้ไขเพิ่มเติม ทำให้การกระทำในลักษณะนี้เกิดเป็นบรรทัดฐานขึ้นมาแล้วว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งถัดไป พระมหากษัตริย์มีอำนาจประวิงเวลาได้อยู่ ไม่ต้องลงพระปรมาภิไธยโดยทันทีตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยที่ไม่ต้องเขียนเรื่องนี้ลงไปในรัฐธรรมนูญเลย
.
ถ้าเราไปสำรวจตรวจสอบว่าพระราชบัญญัติที่ประกาศใช้นับตั้งแต่ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงขึ้นครองราชย์ รัฐธรรมนูญ 2560 ให้พระราชอำนาจแก่พระมหากษัตริย์ในการพิจารณาว่าจะลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชบัญญัติฉบับใดว่า ถ้าพ้น 90 วันจะต้องให้รัฐสภาพิจารณายืนยันกลับไปอีกครั้งหนึ่ง แต่ปรากฏว่ามีพระราชบัญญัติจำนวนมาก ที่มีการประกาศใช้โดยที่พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้หลังจากพ้น 90 วันไปแล้ว
.
ซึ่งตามปกติ นายกรัฐมนตรีในฐานะองค์กรที่ทำหน้าที่ลงนามกำกับ ในฐานะผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จะต้องถวายคำแนะนำและทวงถามติดตาม ว่าในกรณีรัฐธรรมนูญจะต้องทรงทำอย่างไร ในกรณีพระราชบัญญัติต้องเอากลับมาให้สภาให้ความเห็นชอบยืนยันกลับไปอีกครั้งหนึ่งเท่านั้นอย่างไร ฯลฯ
.
แต่นายกรัฐมนตรีกลับไม่ทำ และต่อมาพระราชบัญญัติจำนวนมากกลับมาประกาศใช้โดยที่เกิน 90 วันไปแล้ว จึงทำให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว ว่าต่อไปนี้พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเกิน 90 วันได้ ทั้งที่ตัวบทไม่ได้เขียน แต่เกิดจากการปฏิบัติของสององค์กร นั่นก็คือพระมหากษัตริย์และนายกรัฐมนตรี
.
สรุปได้ว่ากฎเกณฑ์ทางรัฐธรรมนูญที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงรูปไปเรื่อย ต้องมีทั้งตัวบทในรัฐธรรมนูญประกอบ ที่อย่างน้อยทำให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจจริง ๆ โดยที่เวลาใช้ตัวบทก็จะต้องมีองค์กรทางการเมืองต่าง ๆ มาแบกรับข้อจำกัด ปัจจัยบังคับกดดันอะไรบางอย่าง จนทำให้ตัวเองตัดสินใจใช้อำนาจแบบนี้หรือไม่ตัดสินใจใช้อำนาจแบบนี้
.
อีกตัวอย่างหนึ่ง ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตอนนั้นมีความพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ปรากฏว่ามีคนไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมดถือว่าเป็นการได้มาซึ่งอำนาจโดยไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย
.
แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้บอก ว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ทูลเกล้าฯให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยไปแล้วจะทำอย่างไร ปรากฏว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ขอถวายกลับคืน ทั้งที่ไม่มีตัวบทในรัฐธรรมนูญมาตราไหนบอกเลยว่าขอคืนร่างกฎหมายที่ทูลเกล้าฯขึ้นไปแล้วได้ โดยที่มันเกิดขึ้นเช่นนั้นได้ ก็เพราะมันเกิดเหตุปัจจัยบังคับให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจแบบนี้
.
ดังนั้น เวลาเราศึกษารัฐธรรมนูญ มันจึงไม่สามารถดูแค่ตัวอักษรได้ มันจะต้องดูเหตุปัจจัยบังคับของบรรดาองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ว่าประกาศใช้รัฐธรรมนูญแบบไหน และกล้าใช้อำนาจที่มีตามรัฐธรรมนูญแบบไหน
.
*** บทสรุป : แนวทางจำกัดอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ กับภารกิจที่ต้องใช้ทั้ง “ตัวบท” และ “กระดูกสันหลัง” ***
.
สุดท้ายนี้ ปิยบุตรชวนเราทุกคนให้ขบคิด โดยตั้งสถานการณ์สมมุติขึ้นมาว่า
.
ปัจจุบันนี้ตัวบทในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูง ผู้พิพากษา ฯลฯ โดยที่ต้องมีการลงพระปรมาภิไธยและมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ไม่เช่นนั้นการแต่งตั้งก็จะไม่เกิดผลขึ้นโดยสมบูรณ์
.
แต่สมมุติว่าวันดีคืนดี มีการเสนอชื่อรัฐมนตรีขึ้นไปแล้วพระมหากษัตริย์ไม่ชอบ ถ้าเป็นตามระบบที่ถูกต้องนายกรัฐมนตรีก็ต้องกล้ายืนยันไป เพราะมันเป็นอำนาจของหัวหน้ารัฐบาล
.
แต่ถ้าเกิดนายกรัฐมนตรีตัดสินใจยอมเปลี่ยนคนอื่นมาแทน ตามที่พระมหากษัตริย์เสนอมา ระบอบประชาธิปไตยก็จะเปลี่ยนรูปในทันที
.
เพราะสุดท้าย อำนาจในการตั้งกลับกลายมาอยู่ที่พระมหากษัตริย์แล้ว ไม่ได้อยู่ที่นายกรัฐมนตรีอีกต่อไป โดยที่นายกรัฐมนตรียังต้องรับผิดชอบด้วย เพราะตัวเองเป็นคนลงนามกำกับ จะกลายเป็นว่าพระมหากษัตริย์มีอำนาจโดยแท้แต่ก็ไม่ต้องรับผิดชอบ ส่วนนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจจริงกลับไม่กล้าใช้อำนาจ แต่ก็ยังต้องเป็นคนรับผิดแทนด้วยตัวเอง
.
เราจะหยุดเรื่องแบบนี้ไม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
.
เช่นเดียวกัน ปิยบุตรมองว่าเรื่องนี้ต้องทำทั้งในระดับตัวบทในรัฐธรรมนูญ และเหตุปัจจัยบังคับกดดันในอำนาจ
.
ยกตัวอย่างเช่น ในปัญหาเรื่องการลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งต่าง ๆ หรือกฎหมายแต่ละฉบับที่สภาออกมา ต้องแก้ให้มันถูกต้อง เช่น ให้นับตั้งแต่นี้พระมหากษัตริย์ไม่มีพระราชอำนาจในการยับยั้งกฎหมายอะไรเลย เหมือนที่ยุโรปหลายประเทศทำ หรือไม่ให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจในการลงนามแต่งตั้งอะไรทั้งสิ้น แบบที่สวีเดนเป็น
.
หรือเป็นแบบญี่ปุ่น ที่เขียนลงไปในรัฐธรรมนูญเลยว่าพระจักรพรรดิมีอำนาจในการลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งตำแหน่งอะไรบ้าง ตามคำแนะนำของรัฐมนตรีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และทำในนามประชาชนญี่ปุ่น
.
นี่คือเรื่องของการแก้ไปที่ตัวบทในรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะตีกรอบพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ให้ทรงไม่มีพระราชอำนาจโดยแท้ทางการเมือง
.
แต่ต่อให้รัฐธรรมนูญเขียนแบบนี้ แต่ในทางปฏิบัติบรรดาองค์กรทางการเมืองต่าง ๆ ยังคงไปแบกรับปัจจัยบังคับกดดันเอาไว้ แล้ววันดีคืนดีพระพระมหากษัตริย์ต้องการแทรกแซงทางการเมือง แอบบอกนายกรัฐมนตรีให้ทำตาม เช่นนี้จะทำอย่างไร?
.
ในกรณีของประเทศกรีซ ก่อนหน้านี้ก็มีเคยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยเข้าแทรกแซงทางการเมืองบ่อยมาก จนวันหนึ่งนายกรัฐมนตรีทนไม่ไหว แถลงข่าวในที่สาธารณะเลยว่าพระมหากษัตริย์ไม่ควรลงมาแทรกแซงทางการเมือง เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง
.
ก็คือการมั่นใจในความที่ตัวเองเป็นเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็วัดกำลังกันไปเลย
.
ในอีกกรณีหนึ่ง เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ของอังกฤษ ก่อนหน้านี้มักเขียนจดหมายน้อยไปหารัฐมนตรี ขอแนะนำเรื่องต่าง ๆ ให้รัฐมนตรีนำไปปฏิบัติ
.
เรื่องมาเปิดเผยเมื่อหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดี้ยน ส่งเรื่องไปที่กรรมการข้อมูลข่าวสาร ขอเปิดจดหมายที่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เขียนไปหารัฐมนตรีทั้งหมดให้สาธารณชนรับทราบ
.
จนสาธารณชนได้รับทราบ ว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ชอบเขียนแนะนำให้รัฐมนตรี เป็นการแทรกแซงทางการเมือง จนเหตุปัจจัยบังคับกดดันถูกผลักไปอยู่ที่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ให้ไม่ใช้อำนาจแบบนี้อีกต่อไปในทางลับ
.
ดังนั้น นอกจากการอาศัยตัวบทในรัฐธรรมนูญ เพื่อตีกรอบอำนาจของพระมหากษัตริย์ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยแล้ว ยังต้องอาศัยองค์กรทางการเมืองต่าง ๆ ปฏิเสธที่จะแบกรับเหตุปัจจัยบังคับกดดันเหล่านี้ และผลักเหตุปัจจัยบังคับกดดันกลับไปที่ตัวพระมหากษัตริย์เองในที่สุด

เห็นภาพวันนี้แล้ว นึกถึงภาพวันนั้น


ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
June 25
ภาพยอดเยี่ยมวันนี้ ผู้ว่าชัชชาติที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ถูกตั้มหน้าด้วยมือเล็กๆ ของเยาวชนหญิง เบญจา อะปัน ที่ต้องติดคุกไม่ได้ประกันจากศาลรัฐทหารศักดินานานทีเดียว เธอมีเพียงมือเปล่า ดูแววตาของเธอ เธอไม่ได้ตั้มหน้าผู้ว่าชัชชาติด้วยความโกรธแค้นชิงชัง แต่ด้วยเชิงคำถามแบบอยากจะหยิกเสียมากกว่า ว่า จะทำงาน ทำงาน ทำงาน ไปถึงไหน! ส่วนผู้ว่าชัชชาติก็ดูจะรับหมัดกำปั้นนี้ได้ แต่ก็ต้องสั่นคลอนเล็กน้อย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่สวนครูองุ่น มาลิก ซอยทองหล่อ สุขุมวิท วันชาติไทย
ขอบคุณ ภาพของมิตรในเฟส

ภาพยอดเยี่ยมเมื่อวันนั้น เมื่อไม่นานมานี้

ช่วยกันประจานระบบยุติธรรมของประเทศนี้กันเถอะ "พลพล ทะลุแก็ส" เครียดหนัก #พยายามฆ่าตัวตาย ถูกกล่าวหาจากการเผารถยนต์ตำรวจ เขาเดินทางไปแสดงความบริสุทธิ์กับตำรวจที่ บช.ปส. แต่กลับถูกตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา ทั้งที่ไม่มีหมายจับเขา ต่อมาศาลก็ยังให้ฝากขัง อีก 2 ใช้ฝากระป๋องกรีดตัวประท้วง


“พลพล ทะลุแก๊ส” พยายามกินยาฆ่าตัวตายในคุก ก่อนถูกส่งล้างท้อง จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม

27/06/2565
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

27 มิ.ย. 2565 ทนายความได้เดินทางไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังคดีการเมืองกลุ่มทะลุแก๊สจำนวน 11 ราย ซึ่งทั้งหมดถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. 2565 โดยมีสาเหตุมาจากการชุมนุมที่บริเวณดินแดง ในวันที่ 11, 14 และ 15 มิ.ย. 2565

ธีรวิทย์ 1 ใน 11 ผู้ต้องขังทะลุแก๊สเล่าให้ทนายฟังว่า ตนเองอายุมากที่สุดในห้องขัง คือ อายุ 41 ปี จึงอาสาทำหน้าที่คอยดูแลน้องๆ อีก 10 คนที่เหลือ หนึ่งในหน้าที่ของธีรวิทย์คือดูแลกล่องยาสามัญประจำบ้านที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มอบให้ไว้ติดห้องขังเผื่อมีใครเจ็บป่วย โดยเขาจะวางกล่องยานี้ไว้ใกล้ตัวเสมอแม้กระทั่งเวลานอนก็ตาม

ต่อมา ในคืนวันศุกร์ (24 มิ.ย. 2565) ธีรวิทย์คาดว่า พลพลได้แอบมาหยิบ ‘พาราเซตามอล’ (Paracetamol) จำนวนหลายแผงออกไปจากกล่องยาดังกล่าวในขณะที่ทุกคนนอนหลับอยู่และกินเข้าไปจำนวนมากเพื่อหวังจะจบชีวิตในห้องขัง โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คาดว่าพลพลน่าจะกินยาพาราเข้าไปมากกว่า 60 เม็ด

เช้าวันต่อมา (25 มิ.ย. 2565) เพื่อนผู้ต้องขังสังเกตว่า พลพลมีอาการอาเจียนตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้าตรู่ นอกจากนี้ยังมีอาการมึนงง สับสน หน้าซีด และพูดจาไม่ได้ความ ซึ่งเป็นอาการที่ผิดปกติ เพื่อนอีก 10 คนจึงพากันคาดคั้นความจริงจากเขาว่า อาการอาเจียนมาจากสาเหตุใดกันแน่ และทุกคนพากันตรวจค้นที่นอนของพลพล กระทั่งพบว่า ใต้ผ้าปูนอนของเขามีแผงยาพาราที่ถูกแกะเม็ดยาออกไปแล้วจำนวนหลายสิบแผงด้วยกัน

เขาจึงยอมรับสารภาพว่า “พยายามฆ่าตัวตาย” ด้วยการกินยาพาราเข้าไปหลายสิบเม็ดในกลางดึกที่ผ่านมา เพื่อนผู้ต้องขังจึงรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์รับทราบ

ในช่วงเย็นของวันนั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงพาตัวพลพลไปล้างท้องที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ จากนั้นเพื่อนผู้ต้องขังคนอื่นๆ ก็ไม่ทราบความคืบหน้าของพลพลอีกเลย แม้วันนี้ทนายจะไปทวงถามคำตอบเกี่ยวกับอาการของพลพลหลังถูกส่งไปโรงพยาบาล แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ว่า “จนถึงขณะนี้พลพลปลอดภัยดีหรือไม่”


ธีรวิทย์เล่าให้ฟังว่า หลังพลพลถูกขังในคดีนี้เขาคือคนเดียวที่มี ‘อาการเครียดหนักมากที่สุด’ พลพลเคยเล่าให้ธีรวิทย์ฟังว่า วันที่เลือกเข้าแสดงตัวกับตำรวจ ทั้งๆ ที่ไม่มีหมายจับใดๆ เป็นเพราะว่าพลพลมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง ว่าไม่ได้เป็นผู้ลงมือก่อเหตุตามที่ถูกกล่าวหาแน่นอน แต่ทว่าเขากลับถูกดำเนินคดีและศาลก็อนุญาตให้ฝากขังจนถึงทุกวันนี้

อีกอย่างหนึ่งพลพลเพิ่งอายุได้เพียง 20 ปีเท่านั้น ในสายตาของธีรวิทย์ พลพลคือเยาวชนคนหนึ่ง หลังถูกขัง พลพลชอบพูดในทำนองสิ้นหวัง เสียใจ และพูดบ่อยๆ ว่า “อยากตาย” หลายครั้งเขานิ่งเงียบอยู่ในมุมห้องและร้องไห้คนเดียวด้วย

ด้านเพื่อนผู้ต้องขังทะลุแก๊สคนอื่นๆ ต่างก็มีอาการเครียดไม่แพ้กัน แทบทุกคนกินอาหารได้น้อยลงเพียงวันละ 1 มื้อ หรือบางวันก็ไม่กินเลย มีความกังวล วิตก โดยยังพบว่ามีเพื่อนผู้ต้องขัง 2 ราย คือ พุฒิพงศ์และใบบุญได้กรีดแขนตนเองเพื่อประท้วงที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังพวกเขาทุกคนและมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว โดยพวกเขาใช้ฝาปลากระป๋องกรีดหน้าแขนตัวเองมากกว่า 10 แผล ยาวตั้งแต่บริเวณข้อมือมาจนถึงข้อศอก

นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องขังอีก 1 ราย คือ ธีรวิทย์ ทำการอดอาหารประท้วงมาตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. 2565 เพื่อทวงคืนความยุติธรรมเช่นกัน โดยกินแต่น้ำเปล่าและเกลือแร่เท่านั้น ขณะนี้พบว่าเขามีอาการอ่อนแรงมาก หน้าซีด ซูบผอมจากเดิม ขนาดต้องใช้วิธี ‘คลาน’ แทนการเดิน เพราะไม่มีแรงจะเดินได้แล้ว หากจะเดินต้องมีเพื่อนคอยพยุงสองข้างเท่านั้น


สำหรับ “พลพล” ถูกกล่าวหาจากการเผารถยนต์ตำรวจ สน.ดินแดง หลังเหตุการณ์ชุมนุม #ราษฎรเดินไล่ตู่ หรือ #ม็อบ11มิถุนา65 โดยเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2565 พลพลเดินทางไปแสดงความบริสุทธิ์กับตำรวจที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.)

แต่กลับถูกตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา 5 ข้อกล่าวหาเช่นเดียวกับผู้ต้องหา 4 รายแรกในคดีนี้ โดยที่คนอื่นๆ ตำรวจมีการขอศาลออกหมายจับ แต่กรณีของพลพลยังไม่ได้มีการออกหมายจับแต่อย่างใด

ในคืนนั้นพลพลไม่ได้ถูกควบคุมตัวไว้ เนื่องจากไม่มีหมายจับ ตำรวจจึงไม่มีอำนาจควบคุมตัวไว้ แต่ได้นัดหมายเขาไปยื่นขอฝากขังต่อศาลอาญาในวันรุ่งขึ้น และศาลได้อนุญาตให้ฝากขังมาตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. 2565 จนถึงปัจจุบัน


เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ตร.ดำเนินคดีผู้ชุมนุมทะลุแก๊ส รวม 13 ราย ใน 4 คดี ก่อนไม่ให้ประกันตัว 11 ราย
รายชื่อผู้ต้องขังทางการเมืองตั้งแต่มีนาคม 2565

.....
ผู้ต้องขังคดีชุมนุมการเมืองพยายามฆ่าตัวตายในคุก

ที่มา ประชาไท

ทนายอานนท์เผยผู้ต้องหากลุ่มทะลุแก๊ส พยายามฆ่าตัวตายอย่างน้อย 2 ราย ล่าสุดศูนย์ทนายฯ ระบุว่าทราบแล้ว 1 ราย เป็นผู้ต้องหาคดีชุมนุมในกิจกรรม “ราษฎรเดินไล่ตู่” เมื่อ 11 มิ.ย.2565 ส่วน "ใบบุญ-พุฒิพงศ์" กรีดแขนและหน้าเพื่อประท้วงที่ศาลไม่ให้ประกัน เพื่อนร่วมคดีระบุพลพลแอบหยิบยาจากกล่องยากลางดึก

27 มิ.ย.2565 อานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนโพสต์เฟซบุ๊กแจ้งว่าสมาชิกกลุ่มทะลุแก๊สที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยระบุว่าทราบจากทนายความที่เข้าไปเยี่ยมในเรือนจำขณะเท่าที่ทราบข้อมูลมี 2 กรณี เป็นการกรีดข้อมือ และกินยาพาราเซตามอลไป 60 เม็ด ขณะนี้อยู่ในโรงพยาบาลราชทัณฑ์

จากการสอบถามเพิ่มเติมจากทางศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษชนเบื้องต้นทราบว่า 1ในนั้นคือ พลพล อายุ 20 ปี คดีเผารถตำรวจในการชุมนุมเมื่อ 11 มิ.ย.2565 ที่อยู่ระหว่างฝากขังในชั้นสอบสวน เป็นคนที่ถูกระบุว่าพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกินยาพาราเซตามอล 60 เม็ด

อย่างไรก็ตามกรณีของคนที่อานนท์ระบุว่าเป็นการกรีดข้อมือด้วยฝากระป๋องยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นบุคคลใดและมีจำนวนกี่คน

มติชนออนไลน์รายงานทางด้านราชทัณฑ์ว่า อายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้รับรายงานผู้ต้องขังรายดังกล่าวได้กินยาพาราเซตามอลไปเป็นจำนวนมากเนื่องจากมีความเครียด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อรักษา ตอนนี้อาการปลอดภัยแล้ว จากนั้นได้ส่งนักจิตวิทยาเข้าไปพูดคุยเพื่อลดความเครียดของผู้ต้องขัง

ศูนย์ทนายความฯ รายงานเกี่ยวกับพลพลเพิ่มเติมในรายละเอียดโดยอ้างอิงจากคำบอกเล่าของ "ธีรวิทย์" เพื่อนผู้ต้องขังคดีเดียวกันว่า เช้าวันที่ 25 มิ.ย.พลพลมีอาการหน้ามืด อาเจียนตลอดวันตั้งแต่เช้าตรู่มึนงง สับสนหน้าซีด และพูดจาจับความไม่ได้ ดูผิดปกติ เพื่อนของเขาคาดคั้นถามและทำการค้นที่นอนจึงพบว่าแผงยาพาราเซตามอลที่ถูกแกะเม็ดยาออกไปจำนวนหลายสิบแผง พลพลจึงยอมรับว่าพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกินยาในช่วงกลางดึก

ช่วงเย็นของวันที่ 25 ทางเจ้าหน้าที่จึงพาตัวพลพลไปล้างท้องที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์จากนั้นเพื่อนคนอื่นๆ ก็ไม่ทราบความคืบหน้าอีกเลยและยังไม่ได้รับคำตอบว่าจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ว่าพลพลปลอดภัยดีหรือไม่

ทั้งนี้ธีรวิทย์ยังระบุถึงสาเหตุที่พลพลมียาพาราฯ มากถึง 60 เม็ดไว้ว่า เนื่องจากเขามีหน้าที่ดูแลน้องๆ ที่ร่วมคดีอีก 10 คนที่เหลือจึงมีหน้าที่ดูแลกล่องยาสามัญประจำบ้านที่ทางเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มอบให้ไว้เผื่อกรณีมีคนเจ็บป่วย ซึ่งปกติเขาจะวางไว้ใกล้ตัวแม้กระทั่งเวลานอน

แต่ในคืนวันศุกร์ที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมาก พลพลได้แอบมาหยิบพาราฯ ไปจำนวนหลายแผงในขณะที่ทุกคนนอนหลับอยู่และกินเข้าไปเป็นจำนวนมากเพื่อหวังจะจบชีวิตตัวเอง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่คาดว่าพลพลอาจจะกินมากกว่า 60 เม็ดด้วย

ธีรวิทย์เล่าถึงแรงจูงใจของพลพลด้วยว่าก่อนหน้านี้พลพลก็เป็นคนที่มีอาการเครียดหนักมากที่สุดอยู่แล้ว และพลพลยังเคยเล่าว่าที่ตัวเขาเองไปมอบตัวกับตำรวจทั้งที่ไม่ได้มีหมายจับก็เพราะมั่นใจว่าตัวเองบริสุทธิ์ไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุแน่นอน แต่เขาก็ยังถูกดำเนินคดีและศาลยังอนุญาตให้ฝากขังจนถึงทุกวันนี้

ธีวิทย์เล่าต่อว่าพลพลยังเคยพูดทำนองสิ้นหวังเสียใจ และพูดบ่อยๆ ว่าอยากตายหลายครั้ง เขานิ่งเงียบอยู่ในมุมห้องและร้องไห้คนเดียวด้วย

อีก 2 ใช้ฝากระป๋องกรีดตัวประท้วง

นอกจากเรื่องของพลพลแล้ว ธีรวิทย์ยังเล่าไว้ในรายงานของศูนย์ทนายฯ อีกว่า เพื่อนผู้ต้องขังคนอื่นๆ ต่างก็มีอาการเครียดไม่แพ้กัน แทบทุกคนกินอาหารน้อยลงเหลือเพียงวันละมื้อ หรือบางวันก็ไม่ได้กินเลย มีอาการวิตกกังวล

ธีรวิทย์ระบว่าผู้ต้องขังอีกสองคนคือพุฒิพงศ์และใบบุญยังใช้ฝาปลากระป๋องกรีดหน้าและแขนของตัวเองมากกว่า 10 แผล เพื่อเป็นการประท้วงที่ศาลมีคำสั่งให้ฝากขังพวกเขาทุกคนและไม่ให้ประกันตัวด้วย

ส่วนตัวธีรวิทย์เองก้อดอาหารประทว้งมาตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย.2565 โดยกินเพียงน้ำเปล่าและเกลือแร่เท่านั้น ทำให้ขณะนี้ตัวเขาเองอ่อนแรงมาก หน้าซีด ซูบผอม ทำให้ต้องคลานแทนการเดินเพราะไม่มีแรงจะเดินได้แล้ว จนต้องให้เพื่อนช่วยพยุง
.....

อานนท์ นำภา
10h

ข่าวล่าสุดครับ อัพเดท 18.00 น.
อธิบดีราชทัณฑ์ เผย ผู้ต้องขัง กลุ่มทะลุแก๊ซ กินยาพาราเกินขนาด เกิดภาวะเครียด อาการปลอดภัยแล้ว
เมื่อ18.00 น .วันที่ 27 มิถุนายน นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวระบุว่าผู้ต้องขังกลุ่ม ทะลุแก๊ซ พยายามทำร้ายตัวเองในเรือนจำว่า จากการตรวจสอบข้อมูลกับทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ได้รับรายงานผู้ต้องขังรายดังกล่าวได้กินยาพาราเซตามอลไปเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีความเครียด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อรักษา ตอนนี้อาการปลอดภัยแล้ว จากนั้นได้ส่งนักจิตวิทยาเจ้าไปพูดคุยเพื่อลดความเครียดของผู้ต้องขัง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่ให้ประกัน "บุ้ง-ใบปอ" ทั้งสองได้ถูกขังมานานกว่า 56 วัน และได้ทำการประท้วงอดอาหารเพื่อทวงสิทธิประกันตัวมาเป็นระยะเวลา 26 วันแล้ว


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
9h

27 มิ.ย. 2565 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ หลังจากทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกัน “ใบปอ” (นามสมมติ) และ “บุ้ง” เนติพร (สงวนนามสกุล) นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวัง ในคดีจากการทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จ ที่บริเวณห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองคนเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น
.
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2565 ทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้งสอง เป็นครั้งที่ 5 โดยวางเงินสดเป็นหลักประกันคนละ 200,000 บาท ซึ่งศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยอ้างเหตุอาการป่วยของจำเลยทั้งสองสามารถรักษาภายในเรือนจำได้ ทนายความจึงได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2565 โดยเป็นการยื่นอุทธรณ์เป็นครั้งแรก
.
อ่านคำร้องขอประกัน บุ้ง-ใบปอ ครั้งที่ 5 >>> ไม่อนุญาตให้ประกันตัว “บุ้ง-ใบปอ” เป็นครั้งที่ 5 แม้บุ้งอาการทรุด หลังอดอาหาร 22 วัน ศาลอ้างเหตุ รักษาใน รพ.ราชทัณฑ์ ได้ https://tlhr2014.com/archives/45185
.
ทั้งนี้ คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวที่ทนายความได้ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ มีใจความสำคัญ ระบุว่า
.
1. ตามที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งพิเคราะห์ให้ใบปอ (จำเลยที่2) และ บุ้ง (จำเลยที่ 3) ซึ่งอ้างว่ามีอาการปวดท้อง ร่างกายอ่อนเพลียนั้น เนื่องจากในเรือนจำมีแพทย์และโรงพยาบาลที่สามารถดูแลรักษาอาการดังกล่าวได้ กรณีไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม เป็นข้อวินิจฉัยที่ไม่ตรงกับคำร้องและเหตุผลตามคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของจำเลยทั้งสอง นอกจากคำร้องเรื่องอาการเจ็บป่วยดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสองยังยืนยันถึงเหตุจำเป็นอื่นอีกหลายประการ
.
2. การที่จำเลยทั้งสองถูกคุมขังมาเป็นระยะเวลากว่า 50 วัน ยังส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของจำเลยทั้งสอง กล่าวคือ ใบปอ จำเลยที่ 2 ในฐานะนิสิต นักศึกษาประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วยอึ้งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ขาดสอบวัดผลตามกำหนดการที่มหาวิทยาลัยได้จัดขึ้น
.
อย่างไรก็ตาม ใบปอยังตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิในการศึกษาที่จะส่งผลต่ออนาคตของตัวเอง จึงได้ดำเนินเรื่องขออนุญาตภาควิชาในการดำเนินการสอบวัดผลย้อนหลัง หากได้รับอนุญาตในการปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิของจำเลยไม่ให้ต้องพ้นสภาพนักศึกษา
.
ในส่วนของบุ้งนั้น ก่อนถูกคุมขังในคดีนี้ บุ้งมีอาชีพรับจ้างสอนพิเศษ เพื่อเลี้ยงดูมารดาของตัวเอง ซึ่งมีอาการป่วย และมีภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก หากจำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวย่อมทำให้จำเลยมีโอกาสกลับไปเลี้ยงดูและจัดการค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการรักษาโรคของมารดาได้
.
3. ในคดีนี้ พนักงานอัยการโจทก์ไม่คัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้ง 8 คน ในระหว่างพิจารณาคดี และศาลอาญากรุงเทพใต้ได้อนุญาตให้จำเลยอื่นได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวไปในระหว่างพิจารณาคดีทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงบุ้งและใบปอ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการที่โจทก์ไม่คัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยไปในระหว่างพิจารณาคดี ย่อมไม่เป็นการก่อให้เกิดอันตรายอื่นแต่อย่างใด
.
4. คดีนี้เป็นคดีสำคัญที่มีพยานหลักฐานเป็นจำนวนมาก ซึ่งการที่บุ้งและใบปอถูกกักขังไว้ในเรือนจำย่อมเป็นการตัดโอกาสในการต่อสู้คดี ในการแสวงหาหลักฐานเพื่อมายืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง
.
ต่อมาในวันนี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้อ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วจำเลยที่ 2 และ 3 ถูกฟ้องว่าร่วมกับพวกกระทำความผิดหลายข้อหาบางข้อหามีอัตราโทษสูงและมีลักษณะเป็นการกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพของประชาชนทั่วไปถือเป็นเรื่องร้ายแรง
.
“ประกอบกับศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 2 และ 3 ในระหว่างสอบสวน โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามทำกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หรือชักจูงประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมที่อาจก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง
“แต่จำเลยที่ 2 และ 3 ผิดเงื่อนไขจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 2 และ 3 กรณีจึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นนี้จำเลยที่ 2 และ 3 อาจจะหลบหนีหรือก่อให้เกิดภัยอันตรายประการอื่น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง”
.
จากคำสั่งศาลอุทธรณ์ในครั้งนี้ ทำให้บุ้งและใบปอยังถูกคุมขังอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงกลางต่อไป โดยจากวันที่ 3 พ.ค. 2565 จนถึงวันนี้ (27 มิ.ย. 2565) ทั้งสองได้ถูกขังมานานกว่า 56 วัน และได้ทำการประท้วงอดอาหารเพื่อทวงสิทธิประกันตัวมาเป็นระยะเวลา 26 วันแล้ว
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/45294
...

พวกจัญไรเริ่มแล้ว ยุทธการ ป้ายขี้​ ชัชชาติ เจ้าเก่ามากันเป็นขบวน


Sita Karnkriangkrai
19h ·
เลวร้ายมาก เลวที่สุด
สื่อเสี้ยม จัญไร
ใส่ร้ายป้ายดี

Atukkit Sawangsuk
15h
จัญไร

Karaland
9h
เอาจริง ก่อน ชัชชาติจะเข้ามาบริหาร ข่าว ไฟไหม้ก็มีเป็นระยะๆนะ ยังไม่มีใครเขาคิดต่ำตรมโบ้ยว่าเป็นเพราะผู้นำ คนนั้นคนนี้เลย คนที่โดนไฟไหม้ ไม่มีใครอยากเจอเหตุแบบนี้หรอก อาจจะเพราะทุกเหตุ ผู้ว่าเขาเดินทางไปดูแล เลยจับมาเป็นประเด็น



.....

Kitsarit Duangpetch
21h
การ์ตูนเรื่องยาววันจันทร์ โดย เงา คามิน ลืม!! วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2565

สถิติไฟไหม้ในพื้นที่ กทม. ใน 5 เดือนที่ผ่านมา ที่พวกขบวนการป้ายขี้ชัชชาติและเจ้าของ ควรอ่านเพื่อเสริมสติปัญญา


สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเผยสถิติเหตุไฟไหม้ในพื้นที่ กทม. ใน 5 เดือนที่ผ่านมา มีเหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นทั้งหมด 131 ครั้ง สำหรับเดือนที่เกิดเหตุเพลิงไหม้สูงสุด คือ เดือน ม.ค. รวม 39 ครั้งตามมาด้วยเดือน เม.ย. 32 ครั้ง เดือน ก.พ. 27 ครั้ง เดือน พ.ค. 20 ครั้ง และเดือน มี.ค. 13 ครั้ง

บีบีซีไทย - BBC Thai
16h

กทม. คาดความเสียหายไฟไหม้ย่านสำเพ็งไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท
.
วันนี้ (27 มิ.ย.) เจ้าหน้าที่จากสภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เจ้าหน้าที่จากกระทรวงแรงงาน และเจ้าหน้าที่จากเขตสัมพันธวงศ์ ลงพื้นที่ทำข่าวเหตุไฟไหม้อาคารพานิชย์จากเหตุหม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดบ่ายวานนี้ (26 มิ.ย.) ย่านสำเพ็ง เพื่อตรวจสอบมาตรฐานโครงสร้างและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ พร้อมถอดบทเรียน ลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุซ้ำรอย ที่บริเวณธนาคารกรุงศรีอยุธยา ถนนราชวงศ์ แขวงจักรวรรดิ์ เขตสัมพันธวงศ์
.
น.ส.อาทิตยา โชคกิจมนัสชัย ผอ. เขตสัมพันธวงศ์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีอาคารพาณิชย์ได้รับความเสียหายไม่ต่ำกว่า 4 คูหา ซึ่งจากการประเมินมีมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีก 11 ราย
.
ด้านเจ้าของอาคารให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า คาดมูลค่าความเสียหายครั้งนี้ ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท และกำลังปรึกษานักกฏหมาย คาดว่าจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย กับ การไฟฟ้านครหลวง และผู้ที่เกี่ยวข้องให้เข้ามารับผิดชอบ
.
สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเผยสถิติเหตุไฟไหม้ในพื้นที่ กทม. ใน 5 เดือนที่ผ่านมา มีเหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นทั้งหมด 131 ครั้ง สำหรับเดือนที่เกิดเหตุเพลิงไหม้สูงสุด คือ เดือน ม.ค. รวม 39 ครั้งตามมาด้วยเดือน เม.ย. 32 ครั้ง เดือน ก.พ. 27 ครั้ง เดือน พ.ค. 20 ครั้ง และเดือน มี.ค. 13 ครั้ง

"ผู้บัญชาการเหตุการณ์ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ว่าราชการฯ เสมอไป" มิเช่นนั้น เรามี "ผู้อำนวยการพื้นที่สาธารณภัย" ไปทำไม 🤔


Tavida Kamolvej
Yesterday

"ผู้บัญชาการเหตุการณ์ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ว่าราชการฯ เสมอไป" คนที่ใช้ระบบบัญชาการเหตุการณ์ ระบบการสั่งการเดียว และระบบการประสานงานพหุภาคี (สนธิกำลัง) เป็น จะเข้าใจดี
เหตุเพลิงไหม้สำเพ็งเมื่อช่วงเที่ยงของวันนี้นั้น มีท่อนความหนึ่งที่อาจารย์ชัชชาติ​ตอบผู้สื่อข่าว สะท้อนถึงคนที่ "เข้าใจจริงๆ" ว่าการบัญชาการเหตุการณ์ส่วนหน้า กับการเป็นผู้อำนวยการสถานการณ์พื้นที่นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นคนๆเดียวกัน
"... ผมว่าไม่จำเป็นต้องลงไปในทุกพื้นที่​ที่เกิดเหตุ​การณ์​ เพราะจะเป็นการกีดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ ส่วนตัวตั้งแต่เกิดเหตุได้โทรศัพท์ติดตามเหตุการณ์ด้วยตนเองแล้ว พร้อมเร่งประสานให้หน่วยงานที่​เกี่ยวข้อง​ให้ความช่วยเหลือ ซึ่งหลังจากสถานการณ์​คลี่คลาย​ลงตนจึงลงมาติดตามต่อด้วยตัวเอง..."
หลักการของการใช้ระบบบัญชาการนั้นมีหลายระดับ แต่หากเป็นการบัญชาการเหตุการณ์ส่วนหน้า (Command Post) หรือที่จุดเกิดเหตุนั้น "ควรให้ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญต่อเหตุนั้นๆ" เป็นผู้ถืออำนาจสั่งการ เช่นในเหตุการณ์อัคคีภัย ผู้ว่าราชการฯ ไม่ใช่ผู้ที่รู้ดีต่อการจัดการหน้างานเป็นแน่ ให้หัวหน้าสถานีดับเพลิง หรือผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ. สังกัด กทม.) ทำเถิด หรือแม้แต่ความเข้าใจในภูมิสังคมและผู้คนในพื้นที่เกิดเหตุ ผู้ว่าฯ เองอาจจะสู้ผู้อำนวยการเขต (ที่ทำงานใกล้ชิดพื้นที่) ไม่ได้ด้วยซ้ำไป การไม่ต้องพยายามไปสั่งทุกเรื่องทุกกระบวนการหน้างาน หลายต่อหลายครั้งกลับทำให้งานลื่นไหลมากขึ้นด้วยซ้ำไป
แล้วถ้าเช่นนั้น เรามี "ผู้อำนวยการพื้นที่สาธารณภัย" ไปทำไม
ตาม พรบ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่จัดระดับสาธารณภัยไว้ 4 ระดับ เพื่อให้ผู้ถืออำนาจปกครองเหนือพื้นที่ (ในที่นี้ สาธารณภัยระดับที่ 1 ผู้อำนวยการเขต เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการกรุงเทพมหานคร ถืออำนาจเหนือพื้นที่เขตนั่นเอง) ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการพื้นที่สาธารณภัยนั้นๆ และใช้อำนาจการอำนวยการ ซึ่งคำนี้หมายถึง "การกำกับการสั่งการและการประสานงานในพื้นที่" ให้มีทิศทางการปฏิบัติงานสอดคล้องกัน จัดการจราจรของการส่งกำลังช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกการจัดหาทรัพยากร และการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชน
ต้องไม่ลืมว่าในเหตุการณ์สาธารณภัยหนึ่งๆนั้น มีกระบวนงานนับไม่ถ้วนที่ต้องเกิดขึ้น การสั่งการด้วยการส่งทอดคำสั่งการปฏิบัติงาน ไปสู่ผู้บัญชาการเหตุการณ์หน้างานสำคัญที่สุดนั้นจริง แต่การต้องอำนวยการให้มีการรักษาพื้นที่โดยรอบให้ปลอดภัย การอำนวยความสะดวกต่อทุกหน่วยในการเข้าพื้นที่ การนำประชาชนออกและอนุญาตบุคลากรเข้าพื้นที่ รวมทั้งการประสานความช่วยเหลือเบื้องต้น จึงเป็นหน้าที่สำคัญรองลงมา ซึ่งผู้บัญชาการเหตุการณ์ขณะนั้น ไม่สามารถจะละวางงานฉุกเฉินกว่าในมือได้ อีกทั้งผู้อำนวยการเขตมีอำนาจการสั่งการและการประสานงานพหุภาคี (หน่วยงานอื่นๆในพื้นที่) ได้มากกว่า
ในภาวะฉุกเฉิน ความรวดเร็ว แม่นยำ ผิดพลาดให้น้อย รู้ช่องว่างความซับซ้อนให้เร็ว และประสานกำลังสนับสนุนที่จำเป็นให้ไว คือหัวใจของประสิทธิผลและประสิทธิภาพ วิธีคิดที่ว่าคนต้องมากเข้าไว้ เข้าไปอยู่หน้างานให้มากเข้าว่า และต้องรอเบอร์หนึ่งที่เป็นผู้บริหารสูงสุดคนเดียวเท่านั้น เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง การสั่งการที่รวดเร็วมีทิศทางชัดเจน และส่งทอดคำสั่งสู่แต่ละหน่วยตามหลักการปฏิบัติที่มีขั้นตอนเฉพาะ ให้หัวหน้าหน่วยตัดสินใจได้ตามความชำนาญที่ฝึกฝนมา ระบบจะทำงานได้เร็วกว่ามากนัก
จะอย่างไร ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิต ซึ่งเราต้องปรับปรุงแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไร ก็ต้องร่วมด้วยช่วยกัน
#BangkokDG3
ทวิดา กมลเวชช บันทึกรายงาน
Incident Command System (ICS)
Unified Command
Transfered Command
Multi-Agency Coordination (MAC)

ใครควรถูกฟ้อง “ไฟไหม้สำเพ็ง”


ฐานเศรษฐกิจ
Yesterday
เจ้าของตึก“ไฟไหม้สำเพ็ง” เล็งฟ้อง “การไฟฟ้า” เรียกค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท #ไฟไหม้สําเพ็ง #ฐานเศรษฐกิจ
.
อ่านต่อ...https://www.thansettakij.com/politics/530324

Thirachai Phuvanatnaranubala - - ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
19h

ฟ้องการไฟฟ้าฯ นั้น ผิดตัว [ข้อมูลของผมผิด อ่านข้างล่าง :- เปลี่ยนเป็น ควรฟ้องการไฟฟ้าฯ ]
เพราะผู้ก่อปัญหาคือบรรดาบริษัทให้บริการอินเทอร์เนต ที่พาดสายรุงรังโดยไม่ได้ขออนุญาตจากใคร และเป็นสื่อที่ทำให้ไฟไหม้ลามไปตามถนนอย่างรวดเร็ว
ควรจะฟ้อง กสทช. ด้วย ในฐานะที่ละเลยไม่กำกับดูแลให้รัดกุมเท่าที่ควร
มีผู้อ่านให้ข้อมูล
การไฟฟ้าได้เงินค่าพาดสายสื่อสารครับ
ข้อมูลจาก ประกาศการไฟฟ้านครหลวง ที่ 30/2557 เรื่อง อัตราค่าใช้จ่ายการติดตั้งสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง ได้กำหนดอัตราค่าใช้จ่ายการติดตั้งสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง ไว้ดังต่อไปนี้
ค่าสำรวจและค่าบริการนำข้อมูลสายสื่อสารบันทึกในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
1.1 ค่าสำรวจเสาไฟฟ้าในการติดตั้งสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้า 6 บาท ต่อต้น
1.2 ค่าบริการนำข้อมูลสายสื่อสารบันทึกในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ 725 บาท ต่อกิโลเมตร
ค่าบริการรายปีเพื่อการบำรุงรักษาเสาไฟฟ้าจากการติดตั้งสายสื่อสารตามขนาดสายสื่อสารเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 18 มิลลิเมตร ค่าบริการ 2.90 บาท ต่อมิลลิเมตรต่อต้น
2.1 การชำระค่าบริการครั้งแรก เริ่มนับจากวันที่การไฟฟ้านครหลวงอนุญาตให้ติดตั้งสายจนถึงสิ้นปีนั้น และเศษของจำนวนวันคิดเป็น 1 เดือน
2.2 การชำระค่าบริการในครั้งต่อไป ให้ชำระเป็นรายปี
ค่าอบรมด้านความปลอดภัย ผู้ขออนุญาตต้องส่งเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ดำเนินการติดตั้งสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้ามาเข้ารับการอบรมด้านความปลอดภัย และการไฟฟ้านครหลวงจะออกบัตรอนุญาตให้แก่ผู้ที่ผ่านการอบรมตามข้อกำหนดของการไฟฟ้านครหลวง โดยคิดค่าใช้จ่าย คนละ 2,000 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่น
4.1 กรณีสายสื่อสารที่ติดตั้งมีขนาดเกินกำหนด
4.1.1 ค่าติดตั้งสายสื่อสารส่วนที่เกิน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสายมากกว่า 18 ถึง 36 มิลลิเมตร คิดค่าใช้จ่าย 3.48 บาท ต่อมิลลิเมตรต่อต้นต่อปี
4.1.2 ค่าติดตั้งสายสื่อสารส่วนที่เกิน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสายมากกว่า 36 ถึง 54 มิลลิเมตร คิดค่าใช้จ่าย 4.06 บาท ต่อมิลลิเมตรต่อต้นต่อปี
4.1.3. ค่าติดตั้งสายสื่อสารส่วนที่เกิน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสายมากกว่า 54 ถึง 72 มิลลิเมตร คิดค่าใช้จ่าย 4.64 บาท ต่อมิลลิเมตรต่อต้นต่อปี
4.2 ค่ารื้อถอนสายสื่อสารการไฟฟ้านครหลวงจะรื้อถอนสายสื่อสารที่ติดตั้งเกินขนาดตามค่าแรงมาตรฐานของการไฟฟ้านครหลวงตามความเป็นจริง
อัตราค่าใช้จ่ายตามประกาศนี้ ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
ที่มาข้อมูล: ประกาศการไฟฟ้านครหลวง ที่ 30/2557 เรื่อง อัตราค่าใช้จ่ายการติดตั้งสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
Infographic by TCIJ/Racha Luangborisut (CC BY-NC 2.0)
.....

The Reporters
14h

UPDATE: ธุรกิจเดียวของครอบครัววอดจากเพลิงไหม้ เจ้าของ ‘พิชิตชัย’ ราชวงศ์ ยอมรับใจหาย เป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิด หม้อแปลงมีปัญหาบ่อย พร้อมเป็นโจทย์ร่วมร้านข้างเคียงเรียกค่าเสียหาย
วันนี้ (27 มิ.ย. 65) หลังจากเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ ถนนราชวงศ์ ใกล้ตลาดสำเพ็งเมื่อวานนี้ (26 มิ.ย. 65) นายเกียรติศักดิ์ แซ่แต้ เจ้าของร้านพิชิตชัย หนึ่งในอาคารที่ถูกเพลิงไหม้ได้ให้สัมภาษณ์กับทางสื่อมวลชนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ตึกคูหาของตนเปิดร้านจำหน่ายอุปกรณ์เด็กอ่อน รถเข็น ขวดนม รถหัดเดิน มากว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งตึกนี้เป็นของคุณพ่อที่ซื้อเอาไว้เพื่อทำธุรกิจ โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ยังโชคดีที่ร้านหยุดทุกวันอาทิตย์ ทำให้ภายในร้านไม่มีใครอยู่ ซึ่งในช่วงเช้าขณะที่กำลังพักผ่อนอยู่กับครอบครัว ร้านค้าข้างเคียงได้โทรมาแจ้งว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้น จึงรีบมาเข้ามาดู และตกใจมาก ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เป็นธุรกิจเดียวของครอบครัวที่ทำอยู่ ไม่มีสาขา
นายเกียรติศักดิ์ ยังกล่าวต่ออีกว่าก่อนหน้านี้หม้อแปลงก็มีปัญหาบ่อย ทางเจ้าหน้าที่ก็เข้ามาดูแลซ่อมแซมในช่วงก่อนเกิดเหตุหลายครั้ง จึงไม่น่าจะปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ ถ้าทางเจ้าหน้าที่มีความรอบคอบ รัดกุม น่าจะต้องแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง เพราะสัปดาห์ที่แล้วก็มีระเบิดไปแล้วครั้งหนึ่งแต่ไม่ได้เกิดไฟไหม้ ประเมินความเสียหายของร้านทั้งหมด ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท เพราะเสียหายทั้งสต็อกสินค้า ตึกไม่สามารถซ่อมแซม รีโนเวทได้ ต้องทุบและสร้างใหม่ แต่ต้องปรึกษาทางทนายความอีกครั้ง
นายเกียรติศักดิ์ ระบุว่าขณะนี้กำลังดำเนินการในส่วนของการแจ้งความ ต้องรอดูประเมินความเสียหายก่อนจึงค่อยแจ้งทีเดียว และหากตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าต้นเพลิงเกิดจากข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงาน จะมีการดำเนินการเรียกร้องเงินชดเชยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหากเจ้าของตึกข้างๆ จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายก็พร้อมเป็นโจทก์ร่วมฟ้องด้วย อยากให้ต่อจากนี้ทาง กฟน. ให้ความรู้ประชาชนในเรื่องของเครื่องใช้ไฟฟ้า ให้เข้าใจถึงความอันตราย การหลบเลี่ยงหากเกิดเหตุไม่คาดคิด และดูแลรับผิดชอบในส่วนที่ต้องดูแลให้ดี
“…เสียโอกาสในการค้าขาย เสียข้อมูลลูกค้า สต็อกสินค้า ตึกคงต้องทุบ อยู่มาเกือบ 40 ปีไม่เคยคาดคิด เป็นเหตุการณ์ที่เกินความคาดหมาย ใจหายมาก เครียดมาก กังวลอนาคตทางธุรกิจ ไม่มีธุรกิจสำรอง เพราะที่นี่เป็นธุรกิจหลักของครอบครัว…” นายเกียรติศักดิ์ กล่าว
#TheReporters #เดอะรีพอร์ตเตอร์ #ไฟไหม้สำเพ็ง