
รู้ทันจีน Epic Fury
Yesterday
·
【วิศวกรโครงสร้างค้านปลุก “ซินเคอหยวน” เดินเครื่องผลิตเหล็กรอบใหม่ — ชง สมอ. แยก มอก. เหล็กเตา IF หวั่นสะเทือนความปลอดภัยอาคารทั่วประเทศ】
การไฟเขียวให้โรงงานเหล็กที่เคยเป็นปมร้อนกลับมาเดินเครื่อง กำลังจุดคำถามใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องโรงงานเปิด–ปิด แต่คือ “คุณภาพเหล็กเส้น” ที่จะไหลเข้าสู่งานก่อสร้างทั่วประเทศ
นางสาวอารยา ไสลเพชร รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ลงนามในหนังสือด่วนที่สุดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 อนุญาตให้ บริษัท ซินเคอหยวน สตีล จำกัด (Xin Ke Yuan Steel) หรือ SKY ซึ่งตั้งอยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรม WHA อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง กลับมาเปิดสายการผลิตเหล็กเส้นและเหล็กรูปพรรณได้ตามปกติ ตามอำนาจมาตรา 39 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 หลังถูกสั่งหยุดกิจการเพื่อปรับปรุงแก้ไขรวมกว่า 1 ปี 6 เดือน
ต่อมาวันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยืนยันว่าการเปิดกิจการเป็นไปตาม พ.ร.บ.โรงงาน เพราะบริษัทได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เคยเป็นเหตุให้ถูกสั่งปิดเรียบร้อยแล้ว พร้อมสั่งปลัดกระทรวงฯ ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม หลังประชาชนและกลุ่ม 10 สมาคมเหล็กยังตั้งข้อสงสัย
ปมอยู่ที่ “เตาไอเอฟ” ไม่ใช่แค่การเปิดโรงงานศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) ระบุว่า แม้ในทางทฤษฎีจะผลิตเหล็กคุณภาพสูงจากเตาหลอมเหนี่ยวนำความถี่ หรือ เตาไอเอฟ (IF – Induction Furnace) ได้ แต่ในทางปฏิบัติมีข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะการกำจัดสิ่งเจือปนในเศษเหล็กที่ใช้เป็นวัตถุดิบ
หากมีธาตุอย่างฟอสฟอรัส กำมะถัน หรือโลหะปนเปื้อนในปริมาณสูง อาจกระทบคุณสมบัติทางกลของเหล็ก ทำให้เกิดความเปราะและลดความเหนียวของวัสดุ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่โครงสร้างอาคารต้องพึ่งพาโดยตรง
ทำไมต้องมี “เตาปรุงน้ำเหล็ก”ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า กระบวนการของเตาไอเอฟต่างจากเตาหลอมไฟฟ้าอาร์ก (EAF – Electric Arc Furnace) ที่เป็นมาตรฐานแพร่หลายในโรงงานขนาดใหญ่หลายประเทศ เพราะเตาอาร์กควบคุมคุณภาพและปรับองค์ประกอบทางเคมีของน้ำเหล็กได้ดีกว่า
หากโรงงานเตาไอเอฟต้องการยกคุณภาพให้เทียบมาตรฐานสากล จำเป็นต้องติดตั้งเตาปรุงน้ำเหล็ก หรือ แลดเดิลเฟอร์เนซ (Ladle Furnace) เพิ่ม เพื่อปรับคุณภาพน้ำเหล็กก่อนขึ้นรูป ซึ่งใช้เงินลงทุนสูงและทำให้ข้อได้เปรียบด้านต้นทุนลดลงทันที โดยมีการตั้งคำถามว่าปัจจุบันโรงงานติดตั้งระบบนี้แล้วหรือไม่ หลังการตรวจในอดีตเคยพบว่ายังไม่มี
ข้อเสนอ: แยก มอก. เหล็กเตา IF ออกมาให้ชัดสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ เสนอให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นฉบับใหม่ โดยแยกมาตรฐานเหล็กจากเตาไอเอฟออกจากเหล็กมาตรฐานทั่วไป พร้อมกำหนดขอบเขตการใช้งานให้ชัดเจน
ข้อเสนอคือ อนุญาตให้ใช้เหล็กจากเตาไอเอฟเฉพาะอาคารขนาดเล็ก อาคารไม่เกินสองชั้น และไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหว ส่วนอาคารสูง สะพานขนาดใหญ่ โรงพยาบาล โรงเรียน สนามกีฬา และโครงสร้างสาธารณะสำคัญ ควรกำหนดให้ใช้เหล็กที่ผ่านมาตรฐานเข้มงวดกว่า
บทเรียนจากจีนกลุ่ม 10 สมาคมเหล็กชี้ว่า จีนซึ่งเคยเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีเตาไอเอฟรายใหญ่ของโลก ได้ทยอยกวาดล้างและสั่งปิดโรงงานเหล็กประเภทนี้ — โดยเฉพาะเหล็กด้อยคุณภาพที่จีนเรียกว่า “ตี้เถียวกัง” (di-tiao-gang) — ภายใต้นโยบายยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและความปลอดภัยด้านโครงสร้าง โดยระบุว่าจีนเลิกใช้เตาไอเอฟตั้งแต่ปี 2560
ช่องโหว่ระบบตรวจสอบในประเทศผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตถึงข้อจำกัดด้านบุคลากรของหน่วยงานกำกับ ทำให้สุ่มตรวจโรงงานทั่วประเทศได้ไม่ทั่วถึง และมีข้อกังวลว่า ตัวอย่างเหล็กที่ส่งขอรับรองมาตรฐานอาจเป็นชิ้นที่คัดเลือกเป็นพิเศษ ต่างจากเหล็กที่ผลิตจำหน่ายจริง
จึงมีเสียงเรียกร้องให้รัฐสุ่มตรวจคุณภาพเหล็กในสายการผลิตจริงและสินค้าที่วางตลาดอย่างต่อเนื่อง แทนการตรวจเฉพาะช่วงทดสอบเครื่องจักรหรือก่อนขออนุญาตเดินเครื่อง
เสียงจากภาคอุตสาหกรรม–ภาครัฐนายนาวา จันทนสุรคน แกนนำกลุ่ม 10 สมาคมเหล็ก และประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จี้ให้กระทรวงฯ เปิดข้อมูลทุกมิติ ทั้งการปฏิบัติตาม EIA และ มอก. เพื่อคลายข้อกังขาเรื่องความโปร่งใส
ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมยืนยันว่า เหล็กทุกเส้นต้องผ่าน มอก. และเหล็กที่ผลิตด้วยเตาไอเอฟจะถูกเก็บตัวอย่างทดสอบถี่และเข้มข้นกว่าเทคโนโลยีอื่น ตามประกาศหลักเกณฑ์เฉพาะของ สมอ.
ไม่ใช่เกมธุรกิจ แต่คือความปลอดภัยประชาชนนักวิชาการด้านวิศวกรรมเห็นตรงกันว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจหรือราคาเหล็ก แต่เกี่ยวโดยตรงกับความปลอดภัยของประชาชน เพราะเหล็กเส้นคือหัวใจของโครงสร้างอาคารทุกประเภท หากมาตรฐานการผลิตและการควบคุมคุณภาพไม่เข้มพอ ผลกระทบอาจขยายไปถึงบ้านเรือน อาคารสาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศในระยะยาว
สายตาของภาควิศวกรรมและภาคอุตสาหกรรมจึงจับจ้องไปที่การปรับปรุง มอก. ฉบับใหม่ของ สมอ. ว่าจะกำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับเหล็กจากเตาไอเอฟหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนของมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กไทย
ที่มา: Thaitribune, ฐานเศรษฐกิจ, เดลินิวส์, ไทยรัฐ, กรุงเทพธุรกิจ, Nation, ไทยโพสต์, Kaohoon https://www.facebook.com/photo/?fbid=122116816916914561&set=a.122101858418914561
.....
ทำไมจีนสั่งแบน เตา IF
การที่ทางการจีนสั่งแบนและเดินหน้ากวาดล้าง "เตา IF" หรือ เตาหลอมไฟฟ้าแบบเหนี่ยวนำความถี่กลาง (Intermediate Frequency Induction Furnace) อย่างจริงจัง (โดยเฉพาะระลอกใหญ่ในช่วงปี 2017 และยังคงควบคุมเข้มงวดมาจนถึงปัจจุบัน) มีเหตุผลหลักด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ดังนี้ครับ
1. ปัญหาด้านคุณภาพและการผลิต "เหล็กเส้นไม่ได้มาตรฐาน" (เหล็กอ้อย)
เตา IF มักถูกใช้ในโรงงานขนาดเล็กหรือโรงงานเถื่อน (มักเรียกว่า "โรงงานทาวน์เฮ้าส์" หรือเหล็กกวน) เพื่อหลอมเศษเหล็ก (Scrap) สิ่งที่เป็นปัญหาคือ:
ควบคุมส่วนผสมทางเคมีไม่ได้: กระบวนการของเตา IF ไม่สามารถกำจัดสารปนเปื้อนอย่างฟอสฟอรัสหรือซัลเฟอร์ ออกจากน้ำเหล็กได้ดีเท่าที่ควร
อันตรายต่อโครงสร้าง: เหล็กที่ผลิตออกมา (ส่วนใหญ่เป็นเหล็กเส้นที่ใช้ในงานก่อสร้าง) จึงมีความเปราะ หักง่าย และไม่ได้มาตรฐาน หากนำไปสร้างตึกหรือโครงสร้างพื้นฐาน จะเสี่ยงต่อการพังทลายและเกิดภัยพิบัติร้ายแรง
2. นโยบายลดกำลังการผลิตส่วนเกิน (Capacity Cut) ของจีน
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จีนประสบภาวะ "เหล็กล้นตลาด" (Overcapacity) อย่างรุนแรง ซึ่งกดดันราคาเหล็กทั่วโลกและทำให้กลไกตลาดเสียหาย
รัฐบาลจีนจึงใช้โอกาสนี้ในการตัดกำลังการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพออกไป ซึ่งกลุ่มเตา IF ถือเป็นเป้าหมายแรกเพราะเป็นกลุ่มผลิตเหล็กเถื่อนหรือเหล็กคุณภาพต่ำ (มักถูกเรียกว่า Diantiao Steel หรือเหล็กเส้นด้อยคุณภาพ) ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมกันหลายสิบล้านตัน
3. การใช้พลังงานสูง และสร้างมลพิษรุนแรง
แม้ว่าตัวเตา IF จะใช้ไฟฟ้าและดูเหมือนสะอาดกว่าเตาถ่านหินในแง่ของไอเสียตอนหลอม แต่ในความเป็นจริง:
ไม่มีระบบบำบัดอากาศ: โรงงานเตา IF ส่วนใหญ่เป็นโรงงานหลบซ่อน จึงไม่มีการติดตั้งระบบดักจับฝุ่นและก๊าซพิษ ทำให้ปล่อยมลพิษทางอากาศ (PM2.5 และโลหะหนัก) สู่ชุมชนโดยตรง
ประสิทธิภาพพลังงานต่ำ: กินไฟสูงมากเมื่อเทียบกับปริมาณและคุณภาพผลผลิตที่ได้ ซึ่งขัดกับนโยบายประหยัดพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนของจีน
4. การจัดระเบียบเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ "เตา Arc" (EAF) ที่เป็นระบบกว่า
จีนไม่ได้ห้ามใช้เตาไฟฟ้าทั้งหมด แต่ต้องการบีบให้ผู้ผลิตเปลี่ยนไปใช้ เตาหลอมอาร์คไฟฟ้า (Electric Arc Furnace: EAF) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงกว่า
เตา EAF สามารถควบคุมคุณภาพน้ำเหล็กได้แม่นยำ มีระบบขจัดสิ่งเจือปน มีการติดตั้งระบบบำบัดมลพิษที่ถูกต้องตามกฎหมาย และคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาคมากกว่า
สรุปสั้นๆ: จีนแบนเตา IF เพราะมันคือต้นตอของ "เหล็กเส้นย้อมแมว" ที่สร้างความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชน ขัดขวางการปฏิรูปอุตสาหกรรมเหล็ก และก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมครับ