US President Donald Trump says he has cancelled the scheduled strikes on Iran after threatening "very hard" attack tonight.
— Al Jazeera English (@AJEnglish) June 11, 2026
Al Jazeera's @KimberlyHalkett has more from the White House and Almigdad Alruhaid is monitoring developments from Tehran. pic.twitter.com/3cf5EXCSmm
https://x.com/AJEnglish/status/2065132417967362248
.....
ทำไม ทรัมป์ ชอบใช้กลยุทธ์ "Escalate to De-escalate" ใน อิหร่าน
กลยุทธ์ "Escalate to De-escalate" (การยกระดับความรุนแรงเพื่อนำไปสู่การลดความขัดแย้ง) ถือเป็นลายเซ็นในหลักต่างประเทศและการเจรจาของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งถูกนำมาใช้กับอิหร่านอย่างเด่นชัดผ่านปฏิบัติการทางทหาร เช่น Operation Midnight Hammer ในปี 2025 และการโจมตีทางอากาศล่าสุดอย่าง Operation Epic Fury ในปี 2026 นี้ รวมถึงคำขู่ล่าสุดที่จะเข้ายึดโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันที่เกาะคาร์ก (Kharg Island)
เหตุผลสำคัญที่ทรัมป์ชื่นชอบและเลือกใช้แนวทางที่ดูย้อนแย้งนี้ในวิกฤตอิหร่าน สามารถวิเคราะห์ได้ผ่านปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้ครับ:
1. การสร้าง "ความได้เปรียบสูงสุด" ก่อนเข้าสู่โต๊ะเจรจา (Maximizing Leverage)
ทรัมป์มองการทูตและนโยบายต่างประเทศผ่านเลนส์ของ "นักทำข้อตกลง" (Dealmaker) ตามแนวคิดในหนังสือ The Art of the Deal ของเขา ทรัมป์เชื่อว่าการจะบีบให้คู่ต่อสู้ยอมประนีประนอมในเงื่อนไขที่เราต้องการ (เช่น การยอมยุติโครงการนิวเคลียร์หรือหยุดปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ) สหรัฐฯ จำเป็นต้องถือ "ไพ่ที่เหนือกว่า" อย่างเบ็ดเสร็จ การโจมตีอย่างรุนแรงหรือการขู่คว่ำบาตรขั้นสูงสุดจึงไม่ได้ทำเพื่อเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบ แต่ทำเพื่อทำลายขีดความสามารถและสร้างความตื่นตระหนก จนอิหร่านไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมหันมาเจรจาภายใต้เงื่อนไขที่เสียเปรียบ
2. หลักคิดแบบ "คาดเดาไม่ได้" (The Madman Theory)
ทรัมป์จงใจสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองเป็นผู้นำที่ "พร้อมจะทำทุกอย่างและคาดเดาไม่ได้" การสั่งโจมตีสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ของอิหร่าน และการประกาศขู่ผ่านโซเชียลมีเดียอย่างไร้กรอบประเพณีทางการทูตเดิม ๆ เป็นการส่งสัญญาณให้ผู้นำและผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านเกิดความไม่แน่ใจว่าเพดานความรุนแรงของทรัมป์อยู่ตรงไหน ความกลัวว่าสหรัฐฯ อาจจะ "เล่นใหญ่" จนถึงขั้นโค่นล้มระบอบปกครอง เป็นแรงกดดันมหาศาลที่บีบให้เกิดการประเมินสถานการณ์ใหม่
3. การแสดงความเด็ดขาดเพื่อ "ป้องปราม" (Deterrence through Action)
เมื่ออิหร่านพยายามตอบโต้ด้วยการตอบโต้อย่างไม่สมมาตร (Asymmetric Warfare) เช่น การใช้เรือเร็วรบกวนหรือโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์จะตอบโต้อย่างรุนแรงกว่าหลายเท่า (เช่น การทำลายกองเรือเร็วของ IRGC หรือสั่งถล่มโรงงานนิวเคลียร์ที่เอสฟาฮาน) การยกระดับเช่นนี้มีเป้าหมายเพื่อทำลายตรรกะการข่มขู่ของอิหร่าน และแสดงให้เห็นว่าต้นทุนที่อิหร่านต้องจ่ายหากคิดจะท้าทายสหรัฐฯ นั้นสูงเกินกว่าจะรับไหว ซึ่งในมุมของทรัมป์ วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามเป็นสงครามระยะยาวที่ยืดเยื้อ
4. เพื่อสร้างผลงาน "ชัยชนะ" ให้เห็นเด่นชัด (The Theater of Victory)
สำหรับการเมืองภายในประเทศ ทรัมป์ต้องการภาพลักษณ์ของผู้นำที่แข็งกร้าว เด็ดขาด และไม่ยอมให้สหรัฐฯ เสียเปรียบ การขับเคลื่อนนโยบายแบบ "ยอมหักไม่ยอมงอ" ในช่วงแรก แล้วสลับฉากมาประกาศความคืบหน้าของดีลสันติภาพอย่างรวดเร็ว (เหมือนดังแถลงการณ์ของเขาที่ระบุว่าการเจรจาคืบหน้าด้วยดีและสั่งให้อิสราเอล-อิหร่านหยุดยิงทันทีเพื่อไม่ให้ความโง่เขลาขวางดีล) ช่วยให้เขาสามารถเคลม "ชัยชนะ" ได้อย่างงดงามว่า เขาสามารถสยบภัยคุกคามระดับโลกได้ด้วยพลังอำนาจและการเจรจาอันเหนือชั้น
สรุปสั้น ๆ: ทรัมป์ไม่ได้ต้องการทำสงครามโลกหรือสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้นในตะวันออกกลาง แต่เขาใช้ "ความรุนแรงและการข่มขู่ขั้นสุด" เป็นเครื่องมือตัดกำลังและดัดหลังอิหร่าน เพื่อบังคับให้สถานการณ์เข้าสู่จุดตีบตัน จนอิหร่านต้องยอมรับข้อตกลงหยุดยิงหรือข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ที่สหรัฐฯ เป็นผู้คุมเกมอย่างแท้จริงครับ