
The Daily Thailand
11 hours ago
·
เตือนรัฐจับตา “โรงเรียนลับพะงัน” นักวิเคราะห์ชี้สัญญาณ “สังคมขนาน” ต่างชาติฝังรากนอกระบบ.
ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์สังคมเตือนกรณีตรวจพบ “โรงเรียนเถื่อน” บนเกาะพะงัน ไม่ใช่เพียงการกระทำผิดกฎหมายด้านการศึกษา แต่สะท้อนแนวโน้มการก่อตัวของ “สังคมขนาน” ของชาวต่างชาติในประเทศไทย เสี่ยงกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างประชากร และความมั่นคงในระยะยาว
.
นายณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลยุทธศาสตร์สังคม ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “ถอดรหัสโรงเรียนลับเกาะพะงัน: เมื่อโลกใบที่สองกำลังก่อตัวในแผ่นดินไทย” โดยระบุถึงกรณีการเข้าตรวจค้นโรงเรียนเถื่อนบนเกาะพะงัน ซึ่งมีครูเป็นชาวอิหร่านและนักเรียนเป็นเด็กชาวอิสราเอล ว่าเป็นมากกว่าการกระทำผิดกฎหมายทั่วไป แต่เป็น “สัญญาณเตือนเชิงโครงสร้าง” ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการพำนักของชาวต่างชาติในประเทศไทย
.
นายณัฏฐ์ ระบุว่า ในเชิงยุทธศาสตร์ “โรงเรียน” ถือเป็นศูนย์กลางของการก่อรูปชุมชน การที่ชาวต่างชาติสามารถจัดตั้งสถานศึกษาเองได้ สะท้อนความพยายามในการสร้างระบบนิเวศทางสังคมของตนเองโดยแยกออกจากการกำกับดูแลของรัฐไทย หรือที่เรียกว่า “การฝังรากลึก” (Deep Integration).
จากข้อมูลที่มีการขยายผล พบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกระบบ เช่น การใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นตัวแทนถือครองธุรกิจ (นอมินี) การจ้างงานภายในกลุ่ม และการใช้ระบบการเงินแบบปิด เช่น สกุลเงินดิจิทัล หรือการโอนเงินผ่านบัญชีต่างประเทศ
.
นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึง “ช่องว่างเชิงนโยบาย” ระหว่างมาตรการดึงดูดการลงทุนของภาครัฐ กับกลไกการตรวจสอบในระดับพื้นที่ที่ยังไม่สามารถติดตามพฤติกรรมรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
ในบทวิเคราะห์ดังกล่าว ยังได้แบ่งกลุ่มชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทยออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่1. กลุ่มชุมชนพื้นที่สีเทา (Grey-Zone Enclaves) ซึ่งมักดำเนินกิจกรรมอยู่นอกการควบคุมของรัฐ
2. กลุ่มผู้ทำงานระยะไกล (Digital Nomads) ที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่มีความคลุมเครือด้านภาษี
3. เครือข่ายนอมินี (Nominee Ecosystem) ที่ส่งผลกระทบต่อการถือครองทรัพยากรของคนไทย
4. กลุ่มผู้พำนักศักยภาพสูง (LTR Visa) ซึ่งเป็นกลุ่มที่รัฐต้องการส่งเสริม แต่มีสัดส่วนค่อนข้างน้อย
นายณัฏฐ์ ยังเตือนว่า หากภาครัฐยังคงมองกรณีดังกล่าวเป็นเพียงปัญหาเฉพาะพื้นที่ อาจทำให้ประเทศไทยเผชิญภาวะ “สูญเสียอำนาจการจัดการ” (Loss of Governance) ในระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิด “สังคมขนาน” หรือแม้แต่ “รัฐซ้อนรัฐ” ได้
ในด้านผลกระทบ ยังมีความเสี่ยงต่อการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพและราคาที่อยู่อาศัย จากกำลังซื้อของชาวต่างชาติ จนทำให้ประชาชนในพื้นที่ถูกเบียดออกจากระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น
.
สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย นายณัฏฐ์ เสนอให้ภาครัฐปรับแนวทางจากการ “บังคับใช้กฎหมายเชิงจับกุม” ไปสู่การ “ดึงเข้าสู่ระบบ” โดยเพิ่มบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการกำกับดูแล พร้อมทั้งบูรณาการฐานข้อมูลด้านวีซ่า การจดทะเบียนธุรกิจ และระบบการเงิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ.
ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเกาะพะงัน ถือเป็น “บทเรียนสำคัญ” ที่สะท้อนว่าการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผู้พำนักให้อยู่ภายใต้ระบบอย่างมีประสิทธิภาพ มิฉะนั้น อาจนำไปสู่ปัญหาเชิงโครงสร้างในอนาคตhttps://www.facebook.com/photo/?fbid=1640850704361932&set=a.543703307410016
ประเด็นเรื่อง “โรงเรียนลับพะงัน” หรือการจัดตั้งสถานศึกษาเถื่อนของชาวต่างชาติบนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลไทยต้องเร่งจัดการ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำผิดกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง (Immigration) เท่านั้น แต่ในมุมมองของนักวิเคราะห์ความมั่นคงและสังคมศาสตร์ สิ่งนี้คือสัญญาณของ “สังคมขนาน” (Parallel Society) ที่อาจส่งผลกระทบในระยะยาว
สรุปประเด็นสำคัญและวิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ได้ดังนี้:
1. ปรากฏการณ์ “สังคมขนาน” (Parallel Society) คืออะไร?
ในทางรัฐศาสตร์ สังคมขนานหมายถึงกลุ่มคน (มักเป็นชาวต่างชาติ) ที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศหนึ่ง แต่แยกตัวออกไปสร้างระบบระเบียบของตนเองโดยไม่พยายามปรับตัวเข้ากับโครงสร้างหลักของรัฐเจ้าบ้าน ซึ่งในกรณีเกาะพะงันสะท้อนออกมาผ่าน:
การศึกษาแยกส่วน: มีการสอนหลักสูตรต่างประเทศโดยไม่ผ่านกระทรวงศึกษาธิการไทย
เศรษฐกิจหมุนเวียนเฉพาะกลุ่ม: การจ้างงานครูต่างชาติผิดกฎหมาย การจ่ายเงินผ่านระบบที่รัฐตรวจสอบไม่ได้
ความแปลกแยกทางวัฒนธรรม: การสร้างคอมมูนิตี้ที่ไม่ยึดโยงกับกฎระเบียบหรือวิถีชีวิตท้องถิ่น
2. ทำไมถึงเลือก “เกาะพะงัน”?
เกาะพะงันมีลักษณะเฉพาะที่เอื้อต่อการเกิดชุมชนลักษณะนี้:
Digital Nomad & Expat Hub: มีชาวต่างชาติกลุ่ม "คนทำงานทางไกล" และกลุ่มที่สนใจวิถีชีวิตทางเลือก (Alternative Lifestyle) อยู่หนาแน่น
ภูมิศาสตร์: พื้นที่เป็นเกาะและมีโซนห่างไกล (เช่น โซนศรีธนู) ทำให้การตรวจตราของเจ้าหน้าที่ทำได้ยากกว่าพื้นที่ในเมือง
ความต้องการของผู้ปกครอง: พ่อแม่ชาวต่างชาติที่มาอยู่ระยะยาวต้องการให้ลูกเรียนหลักสูตรอินเตอร์ในราคาที่ถูกกว่าโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ หรือภูเก็ต จึงเกิดการรวมกลุ่มจัดตั้งสถานศึกษาเถื่อนขึ้นมา
3. ผลกระทบและข้อกังวลของภาครัฐ
หน่วยงานความมั่นคงจับตามองเรื่องนี้ใน 3 มิติหลัก:
มิติ - ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
ความมั่นคง
การเข้ามาของต่างชาติในคราบนักท่องเที่ยวแต่แฝงตัวทำงาน (ครู/เจ้าของกิจการ) โดยไม่มีใบอนุญาต
ความปลอดภัย
มาตรฐานความปลอดภัยในโรงเรียนเถื่อน การตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของครูต่างชาติที่ไม่ผ่านระบบคัดกรองของรัฐ
กฎหมายและภาษี
การประกอบธุรกิจโดยไม่จดทะเบียน ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ และเกิดการเอารัดเอาเปรียบแรงงานท้องถิ่น
4. มุมมองนักวิเคราะห์: “การฝังรากนอกระบบ”
นักวิเคราะห์ชี้ว่าหากรัฐยังปล่อยให้มีสถานศึกษาหรือชุมชนนอกกฎหมายลักษณะนี้เติบโตต่อไป จะเกิดภาวะ “รัฐซ้อนรัฐ” ขนาดเล็ก ซึ่งในอนาคตจะจัดการได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้จะเริ่มมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจในพื้นที่ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งกับคนท้องถิ่น (Gentrifcation) ที่ถูกเบียดขับออกจากพื้นที่จากการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มทุนต่างชาติผิดกฎหมาย