วันเสาร์, มกราคม 17, 2569

ประเทศที่ค่อยๆหมดหนทาง เราควรมีส่วนต้องรับผิดชอบที่มันเป็นเช่นนี้บ้างใหม หรือจะเบรมแต่คนอื่น ?


Sarawut Hengsawad
19 hours ago
·
เห็นข่าวผู้ประสบภัยจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟบอกว่า "ผมจะไม่ขึ้นรถไฟอีกตลอดชีวิต"

พอเครนบนถนนพระรามสองถล่มซ้ำๆ คนจำนวนไม่น้อยบอกว่า "ไม่อยากขับผ่านทางเส้นนี้เลย เลี่ยงได้เลี่ยง"

ตอนตึกสตง.ถล่ม มีคนจำนวนไม่น้อยบอกว่า "ใครจะกล้าอยู่ตึกสูงในประเทศนี้อีก"

ถึงฤดูกาล PM2.5 หนาทึบ เราก็บอกกันด้วยความปรารถนา​ดีว่า "ช่วงนี้อย่าเพิ่งออกไปวิ่งนะ"

พอเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ ผู้คนจะบอกว่า "อย่าไปซื้อบ้านแถวนั้น"

ถ้ามีคนอยากทำสินค้าที่มีเจ้าใหญ่ผูกขาดอยู่ในตลาดอยู่แล้ว ก็จะมีคนเตือนว่า "อย่าไปทำเลย เดี๋ยวโดนเตะสกัดหรอก ไปทำอย่างอื่นดีกว่า"

พอเป็นครูบาอาจารย์​แล้วระบบไม่เอื้อต่อการสอนให้ได้อย่างตั้งใจ หลายคนบอกว่า "ลาออกดีกว่า เป็นครูต่อไปก็เหนื่อยและต้องยอมเสียเวลากับระบบแย่ๆ แบบนี้"

นักกีฬา​ไปแข่งซีเกมส์ก็เริ่มมีเสียงสะท้อนว่า "ไม่อยากเป็นตัวแทนทีมชาติแล้ว เพราะไม่มีเงินอัดฉีด เบี้ยเลี้ยงล่าช้า"

ใช้ชีวิตแล้วต้องขึ้นรถเมล์เก่า คุณภาพ​แย่ คนก็จะบอกว่า "ถ้าไหวก็อย่าขึ้นรถเมล์เลย"

เวลามีคดีความหรือต้องยื่นเรื่องผ่านหน่วยงานราชการแล้วล่าช้า เรามักพูดกันว่า "ทำใจเถอะ ถ้าไม่มีเส้น"

แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์​โทรมาหลอกลวงทุกวี่วัน ไม่มีมาตรการจับเอาจริงเอาจังหรอก เราต้องคอยบอกกันเองว่า "อย่าไปเชื่อใครง่ายๆ นะ"

เวลาคนรุ่นใหม่คุยกันถึงอนาคต ไม่ได้คุยกันว่า "จะทำอะไรดี" แต่คุยกันว่า "จะย้ายไปประเทศ​ไหนดี"

ทั้งหมดนี้แค่ส่วนหนึ่งของตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า "ทางเลือก" ในชีวิตคนไทยถูกบีบแคบลงเรื่อยๆ และวิธีแก้ปัญหา​ของประชาชนที่สิ้นหวังกับระบบและผู้มีอำนาจคือการ "พึ่งตนเอง"



เราไม่กล้าหวังว่า รถไฟจะไม่เจออุบัติเหตุ​อีก พระรามสองจะไม่มีเครนถล่มลงมาอีก จะไม่มีคอร์รัปชั่นอนุญาตสร้างตึกสูงแบบผิดสเป๊ก ฝุ่นจะหายไปได้จริง ธุรกิจผูกขาดจะไม่เอาเปรียบ ชีวิตครูจะดีกว่านี้ได้ มีระบบดูแลนักกีฬาทีมชาติที่มีประสิทธิภาพ​ รถเมล์ไทยทันสมัย สะอาด ตรงเวลา ระบบยุติธรรม​ให้ความเป็นธรรมจริง จะมีคนปราบแก๊ง​ค์สีเทาจริงจัง หรือ... คาดหวังว่า ประเทศนี้จะดีขึ้นได้

ไม่เลย เราอยู่ในโหมด "เอาตัวรอด" ไปวันๆ จากความสับปะรังเคทั้งหลายที่เกิดขึ้นตำตาตำใจในทุกวี่วัน

และประเทศนี้เหมือนจะบอกเราว่า "ยอมรับซะเถอะว่ามันเป็นแบบนี้" ทางออกของแต่ละคนคือ "เลี่ยงได้เลี่ยง" หรือไม่ก็ต้องพยายามทำทุกวิถีทางให้รวยขึ้น มีคอนเน็กชั่นกับผู้มีอำนาจ หรือไม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบคดโกงนี้ไปเลย แล้วคุณจะ "อยู่รอดปลอดภัย" ในสังคมแบบนี้

มันค่อยๆ บีบให้เรารู้สึกว่า เราอับจนหนทาง เกิดสิ่งหนึ่งขึ้นก็แค่ "เลี่ยง" ไม่ไปทางนั้น แต่เหมือนหนีเสือปะจระเข้ เลี่ยงซะจนไม่รู้จะเลี่ยงไปไหนแล้ว

ความรู้สึกจึงเหมือนความเป็นไปได้และโอกาสในชีวิตหดแคบลงไปเรื่อยๆ เภทภัยรุมล้อม เหมือนไม่มีคนทำหน้าที่ปกป้องดูแลและทำให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และเป็นธรรม--ซึ่งคือหน้าที่ของ "รัฐ"

เมื่อรัฐเองกลายเป็น "ความล้มเหลว" ประชาชนจึงต้อง "หาหนทาง" ด้วยตนเอง แต่ความล้มเหลวที่เกิดจากการทำหน้าที่ของรัฐที่ผุพังนี่แหละที่หล่นลงมา "ขวางทาง" ประชาชนที่ทีอยู่น้อยอยู่แล้วให้ลดลงไปเรื่อยๆ

เหมือนมือไม่ช่วยพายยังเอาเท้าราน้ำ การไม่ทำหน้าที่ของภาครัฐและผู้บริหารประเทศ​ส่งผลให้ทางเลือกในชีวิตประชาชนลดลงไปอีก

และจะลดลงไปเรื่อยๆ ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป



ผมได้ยินเสียงเปรยว่า "ทางบนพระรามสอง ถ้าสร้างเสร็จจะกล้าขึ้นไปใช้กันมั้ย" นี่คือความรู้สึก​ของคนไทยและคนต่างชาติ​ที่จะรู้สึกแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่า เราจะกล้า "ใช้ชีวิต" ในโครงสร้างแบบนี้อย่างสนิทใจจริงหรือ

มันไม่มีเรื่องใต้โต๊ะจริงหรือ ไม่มีเล่นพรรคเล่นพวกจริงหรือ ไม่มีคอรัปชั่น​แล้วปล่อยสิ่งผิดกฎระเบียบให้ผ่านไปจริงหรือ และทางกลับกัน มันจะดีขึ้นกว่านี้ได้จริงหรือ

ประเทศที่ไม่มีความมั่นใจจะอยู่ๆ กันไปในโหมดที่ไม่ได้คิดว่า "ฉันจะสร้างสรรค์​อะไรขึ้นมาดี" แต่อยู่ในโหมดที่ "ฉันจะหลีกเลี่ยงภยันตรายรอบตัวยังไงดี"

ไม่แปลก ถ้าอยู่ในประเทศนี้แล้วจะรู้สึกว่า "ทางเลือก" ในขีวิตหดแคบลงเรื่อยๆ เรากังวลและหวาดกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ เรารู้สึก "ต้องดูแลตัวเอง" มากขึ้นเรื่อยๆ

มันไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เพราะมันเกิดในทุกมิติ เรากำลังยอมให้ระบบเละเทะแบบนี้กลายเป็น"ธรรมชาติ​" ของประเทศนี้หรือเปล่า?

และพอทุกคนอยู่ในโหมด "เอาตัวรอด" เราจะไม่ชวนกันมองทาง "ทางรอดของประเทศ" แต่ติดกับอยู่กับการฟาดฟันกันเองด้วยวาทกรรมและประเด็นยิบย่อย ที่ไม่ได้มุ่งไปที่ "ประเด็นหลัก" คือการ "แก้ระบบห่วยๆ นี้" ที่อนุญาตให้คนชั่ว คนไร้ความรับผิดชอบ และพวกพ้องทั้งพวงทำอะไรได้ตามใจตัวเอง โดยประชาชนต้องก้มหน้ายอมรับทุกสิ่งอย่าง โดยไม่รู้สึกถึงอำนาจในมือตัวเองที่จะคัดค้าน ตรวจสอบ ถอดถอนคนพวกนี้เลย



แทนที่จะเลิกขึ้นรถไฟ หรือเลี่ยงเส้นพระรามสอง เราควรเรึยกร้องคนรับผิดชอบและมาตรการความปลอดภัย ​หรือมาตรฐาน​ผู้รับเหมาที่ดีกว่านี้

แทนที่จะแค่เตือนกันระวัง PM2.5 อย่าออกไปวิ่ง เราควรเรียกร้องและติดตาม พรบ.อากาศสะอาด

แทนที่จะบอกกันว่า อย่าไปซื้อบ้านตรงที่น้ำท่วม เราควรเรียกร้องระบบจัดการน้ำ การป้องกัน เตือนภัย ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่

ฯลฯ

มิฉะนั้น เราจะค่อยๆ รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกบีบให้อับจนหนทาง และรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเรากำลังอยู่ในประเทศ​ที่ "หมดหนทาง"

"ทาง" อาจต้องการประชาชนไทยที่เอาจริงมาช่วยกันสร้างขึ้นมา แทนที่จะก้มหน้าก้มตายอมรับกับความสับปะรังเคทั้งหมดที่กดทับเราอยู่ทุกวัน และบอกให้เราต้อง "หลีกเลี่ยง" ไปทีละเรื่อง

ผมรู้สึกเซ็งและเสียดายทุกครั้ง เวลาได้ยินคนหนุ่มสาวคุยกันว่า "ไม่อยากอยู่ประเทศนี้แล้ว" แต่เข้าใจได้ไม่ยาก เราอาจเหลือเวลาไม่มาก ที่จะยังช่วยกันฉุดประเทศที่ดำดิ่งสู่ความสิ้นหวังนี้ให้กลับมาเป็นผู้เป็นคน เป็นที่ที่ทุกคนมีโอกาส เห็นความเปลี่ยนแปลง และเห็นว่าตัวเองสร้างสรรค์​สิ่งดีงามได้ ด้วยการแก้ไขระบบฟอนเฟะอย่างจริงจัง

8 ก.พ. นี้ จะสร้าง "ทางแห่งความหวัง" หรือจะก้มหน้าก้มตาอยู่กับ "ความรู้สึก​หมดหนทาง"

ประชาชนไทยต้องเลือกกันแล้วครับ

#นิ้วกลมบันทึก