
Sarawut Hengsawad
19 hours ago
·
เห็นข่าวผู้ประสบภัยจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟบอกว่า "ผมจะไม่ขึ้นรถไฟอีกตลอดชีวิต"
พอเครนบนถนนพระรามสองถล่มซ้ำๆ คนจำนวนไม่น้อยบอกว่า "ไม่อยากขับผ่านทางเส้นนี้เลย เลี่ยงได้เลี่ยง"
ตอนตึกสตง.ถล่ม มีคนจำนวนไม่น้อยบอกว่า "ใครจะกล้าอยู่ตึกสูงในประเทศนี้อีก"
ถึงฤดูกาล PM2.5 หนาทึบ เราก็บอกกันด้วยความปรารถนาดีว่า "ช่วงนี้อย่าเพิ่งออกไปวิ่งนะ"
พอเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ ผู้คนจะบอกว่า "อย่าไปซื้อบ้านแถวนั้น"
ถ้ามีคนอยากทำสินค้าที่มีเจ้าใหญ่ผูกขาดอยู่ในตลาดอยู่แล้ว ก็จะมีคนเตือนว่า "อย่าไปทำเลย เดี๋ยวโดนเตะสกัดหรอก ไปทำอย่างอื่นดีกว่า"
พอเป็นครูบาอาจารย์แล้วระบบไม่เอื้อต่อการสอนให้ได้อย่างตั้งใจ หลายคนบอกว่า "ลาออกดีกว่า เป็นครูต่อไปก็เหนื่อยและต้องยอมเสียเวลากับระบบแย่ๆ แบบนี้"
นักกีฬาไปแข่งซีเกมส์ก็เริ่มมีเสียงสะท้อนว่า "ไม่อยากเป็นตัวแทนทีมชาติแล้ว เพราะไม่มีเงินอัดฉีด เบี้ยเลี้ยงล่าช้า"
ใช้ชีวิตแล้วต้องขึ้นรถเมล์เก่า คุณภาพแย่ คนก็จะบอกว่า "ถ้าไหวก็อย่าขึ้นรถเมล์เลย"
เวลามีคดีความหรือต้องยื่นเรื่องผ่านหน่วยงานราชการแล้วล่าช้า เรามักพูดกันว่า "ทำใจเถอะ ถ้าไม่มีเส้น"
แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์โทรมาหลอกลวงทุกวี่วัน ไม่มีมาตรการจับเอาจริงเอาจังหรอก เราต้องคอยบอกกันเองว่า "อย่าไปเชื่อใครง่ายๆ นะ"
เวลาคนรุ่นใหม่คุยกันถึงอนาคต ไม่ได้คุยกันว่า "จะทำอะไรดี" แต่คุยกันว่า "จะย้ายไปประเทศไหนดี"ทั้งหมดนี้แค่ส่วนหนึ่งของตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า "ทางเลือก" ในชีวิตคนไทยถูกบีบแคบลงเรื่อยๆ และวิธีแก้ปัญหาของประชาชนที่สิ้นหวังกับระบบและผู้มีอำนาจคือการ "พึ่งตนเอง"



เราไม่กล้าหวังว่า รถไฟจะไม่เจออุบัติเหตุอีก พระรามสองจะไม่มีเครนถล่มลงมาอีก จะไม่มีคอร์รัปชั่นอนุญาตสร้างตึกสูงแบบผิดสเป๊ก ฝุ่นจะหายไปได้จริง ธุรกิจผูกขาดจะไม่เอาเปรียบ ชีวิตครูจะดีกว่านี้ได้ มีระบบดูแลนักกีฬาทีมชาติที่มีประสิทธิภาพ รถเมล์ไทยทันสมัย สะอาด ตรงเวลา ระบบยุติธรรมให้ความเป็นธรรมจริง จะมีคนปราบแก๊งค์สีเทาจริงจัง หรือ... คาดหวังว่า ประเทศนี้จะดีขึ้นได้
ไม่เลย เราอยู่ในโหมด "เอาตัวรอด" ไปวันๆ จากความสับปะรังเคทั้งหลายที่เกิดขึ้นตำตาตำใจในทุกวี่วัน
และประเทศนี้เหมือนจะบอกเราว่า "ยอมรับซะเถอะว่ามันเป็นแบบนี้" ทางออกของแต่ละคนคือ "เลี่ยงได้เลี่ยง" หรือไม่ก็ต้องพยายามทำทุกวิถีทางให้รวยขึ้น มีคอนเน็กชั่นกับผู้มีอำนาจ หรือไม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบคดโกงนี้ไปเลย แล้วคุณจะ "อยู่รอดปลอดภัย" ในสังคมแบบนี้
มันค่อยๆ บีบให้เรารู้สึกว่า เราอับจนหนทาง เกิดสิ่งหนึ่งขึ้นก็แค่ "เลี่ยง" ไม่ไปทางนั้น แต่เหมือนหนีเสือปะจระเข้ เลี่ยงซะจนไม่รู้จะเลี่ยงไปไหนแล้ว
ความรู้สึกจึงเหมือนความเป็นไปได้และโอกาสในชีวิตหดแคบลงไปเรื่อยๆ เภทภัยรุมล้อม เหมือนไม่มีคนทำหน้าที่ปกป้องดูแลและทำให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และเป็นธรรม--ซึ่งคือหน้าที่ของ "รัฐ"
เมื่อรัฐเองกลายเป็น "ความล้มเหลว" ประชาชนจึงต้อง "หาหนทาง" ด้วยตนเอง แต่ความล้มเหลวที่เกิดจากการทำหน้าที่ของรัฐที่ผุพังนี่แหละที่หล่นลงมา "ขวางทาง" ประชาชนที่ทีอยู่น้อยอยู่แล้วให้ลดลงไปเรื่อยๆ
เหมือนมือไม่ช่วยพายยังเอาเท้าราน้ำ การไม่ทำหน้าที่ของภาครัฐและผู้บริหารประเทศส่งผลให้ทางเลือกในชีวิตประชาชนลดลงไปอีก
และจะลดลงไปเรื่อยๆ ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป



ผมได้ยินเสียงเปรยว่า "ทางบนพระรามสอง ถ้าสร้างเสร็จจะกล้าขึ้นไปใช้กันมั้ย" นี่คือความรู้สึกของคนไทยและคนต่างชาติที่จะรู้สึกแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่า เราจะกล้า "ใช้ชีวิต" ในโครงสร้างแบบนี้อย่างสนิทใจจริงหรือ
มันไม่มีเรื่องใต้โต๊ะจริงหรือ ไม่มีเล่นพรรคเล่นพวกจริงหรือ ไม่มีคอรัปชั่นแล้วปล่อยสิ่งผิดกฎระเบียบให้ผ่านไปจริงหรือ และทางกลับกัน มันจะดีขึ้นกว่านี้ได้จริงหรือ
ประเทศที่ไม่มีความมั่นใจจะอยู่ๆ กันไปในโหมดที่ไม่ได้คิดว่า "ฉันจะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาดี" แต่อยู่ในโหมดที่ "ฉันจะหลีกเลี่ยงภยันตรายรอบตัวยังไงดี"
ไม่แปลก ถ้าอยู่ในประเทศนี้แล้วจะรู้สึกว่า "ทางเลือก" ในขีวิตหดแคบลงเรื่อยๆ เรากังวลและหวาดกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ เรารู้สึก "ต้องดูแลตัวเอง" มากขึ้นเรื่อยๆ
มันไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เพราะมันเกิดในทุกมิติ เรากำลังยอมให้ระบบเละเทะแบบนี้กลายเป็น"ธรรมชาติ" ของประเทศนี้หรือเปล่า?
และพอทุกคนอยู่ในโหมด "เอาตัวรอด" เราจะไม่ชวนกันมองทาง "ทางรอดของประเทศ" แต่ติดกับอยู่กับการฟาดฟันกันเองด้วยวาทกรรมและประเด็นยิบย่อย ที่ไม่ได้มุ่งไปที่ "ประเด็นหลัก" คือการ "แก้ระบบห่วยๆ นี้" ที่อนุญาตให้คนชั่ว คนไร้ความรับผิดชอบ และพวกพ้องทั้งพวงทำอะไรได้ตามใจตัวเอง โดยประชาชนต้องก้มหน้ายอมรับทุกสิ่งอย่าง โดยไม่รู้สึกถึงอำนาจในมือตัวเองที่จะคัดค้าน ตรวจสอบ ถอดถอนคนพวกนี้เลย



แทนที่จะเลิกขึ้นรถไฟ หรือเลี่ยงเส้นพระรามสอง เราควรเรึยกร้องคนรับผิดชอบและมาตรการความปลอดภัย หรือมาตรฐานผู้รับเหมาที่ดีกว่านี้
แทนที่จะแค่เตือนกันระวัง PM2.5 อย่าออกไปวิ่ง เราควรเรียกร้องและติดตาม พรบ.อากาศสะอาด
แทนที่จะบอกกันว่า อย่าไปซื้อบ้านตรงที่น้ำท่วม เราควรเรียกร้องระบบจัดการน้ำ การป้องกัน เตือนภัย ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ฯลฯ
มิฉะนั้น เราจะค่อยๆ รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกบีบให้อับจนหนทาง และรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเรากำลังอยู่ในประเทศที่ "หมดหนทาง"
"ทาง" อาจต้องการประชาชนไทยที่เอาจริงมาช่วยกันสร้างขึ้นมา แทนที่จะก้มหน้าก้มตายอมรับกับความสับปะรังเคทั้งหมดที่กดทับเราอยู่ทุกวัน และบอกให้เราต้อง "หลีกเลี่ยง" ไปทีละเรื่อง
ผมรู้สึกเซ็งและเสียดายทุกครั้ง เวลาได้ยินคนหนุ่มสาวคุยกันว่า "ไม่อยากอยู่ประเทศนี้แล้ว" แต่เข้าใจได้ไม่ยาก เราอาจเหลือเวลาไม่มาก ที่จะยังช่วยกันฉุดประเทศที่ดำดิ่งสู่ความสิ้นหวังนี้ให้กลับมาเป็นผู้เป็นคน เป็นที่ที่ทุกคนมีโอกาส เห็นความเปลี่ยนแปลง และเห็นว่าตัวเองสร้างสรรค์สิ่งดีงามได้ ด้วยการแก้ไขระบบฟอนเฟะอย่างจริงจัง
8 ก.พ. นี้ จะสร้าง "ทางแห่งความหวัง" หรือจะก้มหน้าก้มตาอยู่กับ "ความรู้สึกหมดหนทาง"
ประชาชนไทยต้องเลือกกันแล้วครับ
#นิ้วกลมบันทึก
โฮ้ววววววว!!! 👍👍🧡🧡🍊#พรรคประชาชน46 #นครศรีธรรมราชhttps://t.co/gI9uTKlGY4 pic.twitter.com/OfCrUAp5j9
— saturnly (@saturnly) January 16, 2026