วันพฤหัสบดี, มีนาคม 30, 2566

7 มุมมืดของการเกณฑ์ทหาร หรือว่ามันคือ การค้ามนุษย์แอบแฝง


Wiroj Lakkhanaadisorn - วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
March 22

[ 7 มุมมืดของการเกณฑ์ทหาร หรือว่ามันคือ การค้ามนุษย์แอบแฝง ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ต้องยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่านโยบาย “ยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร” ไม่ใช่การยกเลิกไม่ให้มีทหาร เพียงแต่จะเปลี่ยนมาเป็นระบบการรับสมัครโดยสมัครใจ พร้อมกับ
1) ปรับปรุงสวัสดิการให้ดีขึ้น ไม่ต้องถูกกดขี่รีดไถ ส่งส่วยให้นาย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโศกนาฏกรรม #กราดยิงโคราช
2) มีโอกาสในการก้าวหน้าในอาชีพทหาร
3) ดูแลสวัสดิภาพของทหาร ไม่ให้มีใครต้องถูกซ้อม จนตายฟรีในค่ายทหารอีกต่อไป
.
แต่ละปีประเทศไทยมีการเกณฑ์ทหารปีละประมาณ 100,000 คน และมีทหารกองประจำการ (หรือทหารเกณฑ์) ประมาณ 130,000 คน ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณราวๆ 16,000 ล้านบาทต่อปี
.
ดังนั้นถ้าเรายกเลิกการเกณฑ์ทหาร แล้วเปลี่ยนมาเป็นระบบรับสมัครโดยสมัครใจ พร้อมปรับปรุงสวัสดิการให้ดีขึ้น น่าจะสามารถลดจำนวนทหารกองประจำการ ให้อยู่ในระดับ 60,000-65,000 คนได้ ซึ่งจะทำให้ประหยัดงบได้ถึง 7,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสามารถนำเอาเงินจำนวนนี้ไปจัดสรรเป็นสวัสดิการของผู้สูงอายุ หรือสวัสดิการเด็กเล็ก หรือจะนำไปเพิ่มเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือจะนำไปใช้เป็นงบจัดจ้างบุคลากรทางการแพทย์ที่ขาดแคลนก็ได้
.
คนที่อยากเป็นทหาร ก็จะได้รับการดูแลที่ดีขึ้น สำหรับคนที่มีความจำเป็น เช่น ต้องดูแลพ่อแม่ที่เจ็บป่วยติดเตียง หรือคนที่มีศักยภาพในการประกอบอาชีพอื่น ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศเช่นกัน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องถูกบังคับเกณฑ์ทหาร
.
ข้อเสนอในลักษณะนี้ ไม่มีอะไรที่ไม่ดี แต่ทำไมถึงถูกกองทัพดราม่า และคัดค้านมาโดยตลอด หรืออาจเป็นเพราะว่า การเกณฑ์ทหาร นั้นเป็นขุมทรัพย์มหาศาล เป็นแหล่งเงินทอนให้กับเหล่านายพลบางกลุ่ม ที่แอบอ้างความรักชาติ เพื่อหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง รวมทั้งอาจจะเป็นกลไกในการค้ามนุษย์แอบแฝง ซึ่งข้อสงสัยที่เป็นมุมมืดของการเกณฑ์ทหาร ที่อยู่เบื้องหลังของคำว่า “รักชาติ” นั้นมีอยู่ทั้งสิ้น 7 มุม ดังต่อไปนี้
.
1) คนจำนวนมากที่ต้องจำใจเรียน รด. เพราะไม่อยากเกณฑ์ทหาร งบที่เกี่ยวข้องกับการฝึก รด. และการจัดซื้อจัดจ้าง ก็สามารถแปรเป็นเงินทอนเข้ากระเป๋านายพลบางกลุ่มได้
.
2) คนที่ไม่ได้เรียน รด. แต่ไม่อยากเกณฑ์ทหาร ก็ต้องหาเงินมาจ่ายค่าไถ่คนละ 30,000-50,000 บาท
.
3) คนที่จับได้ใบแดง หลังจากการฝึก 3 เดือน ถ้าไม่อยากรบกับหญ้าฆ่ากับมดในค่ายทหาร ก็มีทางเลือกอยู่ 2 ทาง ทางเลือกแรก ก็คือ การเซ็นชื่อยกเงินเดือน ค่าประกอบเลี้ยง และค่าเบี้ยเลี้ยงต่างๆ ให้กับนาย เพื่อแลกกับการกลับบ้าน ถ้ามีการตรวจกำลังพลเมื่อไหร่ก็จะมีคนโทรตามให้กลับมาเข้าค่าย ทางเลือกอีกทางหนึ่ง ก็คือ การไปเป็นคนรับใช้ที่บ้านนาย ต้องรับใช้นาย เมียนาย เมียน้อยนาย ปัจจุบันหนักข้อถึงขนาดต้องไปรับใช้เมียน้อยของเพื่อนนาย อย่างกรณีข่าวเมียน้อย ส.ว. ที่ทำร้ายร่างกายทหารรับใช้ การพิสูจน์ข้อกล่าวหานี้จริงๆ ไม่ยากเลย เพียงแค่กองทัพยินยอมให้กรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร สามารถเข้าไปตรวจกำลังพลในค่ายทหารต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ก็จะทราบทันทีว่าว่าทหารเกณฑ์ที่อยู่ในค่ายทหารแต่ละแห่ง นั้นมีจำนวนครบถ้วนหรือไม่
.
4) การจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทหารเกณฑ์ หลายรายการถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นของคุณภาพต่ำ และมีราคาที่แพงเกินจริง เป็นแหล่งเงินทอนชั้นดีให้กับนายพลบางกลุ่ม ที่กินแม้กระทั่งกางเกงในของกำลังพล
.
5) การเอาชื่อทหารเกณฑ์ไปแฝงในพื้นที่เสียงภัย แต่ไม่ได้ไปจริง แล้วให้โอนเงินเบี้ยเสี่ยงภัย หรือเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ (พ.ส.ร.) ให้กับนาย ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก เพราะจะทำให้ทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย มีความเสี่ยงอย่างมาก เพราะจำนวนกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจที่หน้างาน จะมีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
.
6) การเอาชื่อทหารเกณฑ์ไปใส่ไว้ในโครงการอบรมสัมมนาต่างๆ ซึ่งไม่มีการอบรมจริง งบประมาณที่ถูกเบิกจ่ายในโครงการกำมะลอเหล่านี้ ก็จะวิ่งตรงเข้ากระเป๋าของนายพลบางกลุ่ม
.
7 การเอาทหารเกณฑ์ไปใช้แรงงานส่วนตัว เพื่อหารายได้ให้กับนายพลบางกลุ่ม เช่น เอาไปเป็นเด็กปั๊มบ้าง เอาไปเป็นเด็กเสิร์ฟบ้าง เอาไปทำงานรับจ้างต่างๆ บ้าง
.
มุมมืดของการเกณฑ์ทหารทั้ง 7 มุมนี้ ถ้ามันเกิดขึ้น นี่ไม่ได้เป็นเพียงการหาผลประโยชน์ธรรมดา แต่เข้าข่ายเป็นการค้ามนุษย์ในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ใช้การเกณฑ์ทหารเป็นฉากหน้า เอาคำว่า “รักชาติ” มาดราม่า เพื่อหาเงินทอน นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่พรรคก้าวไกล ต้องผลักดันนโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหาร อย่างจริงจังต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้ใครถือวิสาสะ มาเอาชีวิตของลูกหลานเรา ไปหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตนเอง

การประท้วงเล็กๆ ที่แพร่ขยายออกวงกว้าง

บีบีซีไทย - BBC Thai

· 12h

กำแพงวังที่ถูกทาสีทับ กับการพ่นสีสเปรย์ที่กระจายไปทั่วย่านใกล้วัง
.
แม้รอยการพ่นสีสเปรย์เป็นข้อความต่อต้านกฎหมายมาตรา 112 ของนักเคลื่อนไหวรายหนึ่งบนกำแพงพระบรมมหาราชวัง เมื่อเย็นวานนี้ จะถูกทาสีขาวทับไปแล้ว แต่หากสังเกตไปยังบริเวณต่าง ๆ โดยเฉพาะแยกเฉลิมกรุง กลับพบการพ่นสีสเปรย์เป็นข้อความเดียวกันในหลายจุด
.
ส่วนบริเวณกำแพงพระบรมมหาราชวังที่ถูกทาสีทับ ยังสังเกตได้ถึงความด่าง และสีที่ไม่เท่ากัน
.
อ่านกรณีพ่นสีบนกำแพงวัง ได้ทางนี้ https://bbc.in/3ZpKejy




บีบีซีไทย - BBC Thai
9h
ม. 112 และการพ่นสีสเปรย์บนกำแพงวัดพระแก้ว
.
การใช้สีสเปรย์ฉีดพ่นกำแพงวัดพระแก้วของพระบรมมหาราชวัง เป็นข้อความ 112 หรือหมายถึงกฎหมายอาญามาตรา 112 และสัญลักษณ์อนาคิสต์ หรืออนาธิปไตย ของนักกิจกรรมชายวัย 25 ปี นับเป็นความเคลื่อนไหวที่เข้าใกล้ประชิดเขตพระราชฐานมากที่สุด นับตั้งแต่เริ่มมีการพูดถึงการยกเลิกกฎหมายหมิ่นสถาบันฯ ในช่วงปี 2563 เป็นต้นมา
.
นักกิจกรรมที่พ่นสีสเปรย์บนกำแพงวัดพระแก้ว ถูกตำรวจดำเนินคดี 2 ข้อหา ได้แก่ ร่วมกันทำให้โบราณสถานเสียหาย ตาม พ.ร.บ. โบราณสถานฯ และข้อหาความผิดจากการขีด เขียน พ่นสี กำแพง ที่ติดกับถนนหรืออยู่ในที่สาธารณะ ตาม พ.ร.บ. รักษาความสะอาดสะอาดฯ
.
ย้อนอ่านรายละเอียดของแต่ละกิจกรรม ได้ที่นี่ https://bbc.in/40qoa9R
.....

ไข่แมวชีส
10h
ได้ประกันตัวแล้ว
29มีค66 #บังเอิญ ศิลปินอิสระ หลังถูกจับกุมจากกรณี พ่นสีสเปรย์บนกำแพง #วัดพระแก้ว ได้เดินทางไปถึงศาลอาญา รัชดา เมื่อเวลา 14.44 น. โดยตำรวจจะทำการยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหา ถูกแจ้ง 2 ข้อกล่าวหา ตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
ต่อมาทางทนายได้ประสานนายประกัน ให้ดำเนินการยื่นคำร้องขอประกันตัว
17.00 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกัน #บังเอิญ แต่เนื่องจาก ผตห. เคยกระทำผิดในลักษณะเดียวกันมาก่อน จึงวางเงื่อนไขห้ามกระทำในลักษณะเดิมอีก
.
วางหลักทรัพย์ประกันจำนวน 50,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์
.
ลงนามคำสั่ง อรรถการ ฟูเจริญ

แบบเรียนกระทรวงศึกษาฯ แผนผังถูกแน่นะวิ


รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส-ตลาดหลวง
@royalist_market

แบบเรียนกระทรวงศึกษาฯ แผนผังถูกแน่นะวิ เอา หญิงกบลูกสาวยุวธิดาที่ต้องหนีนายวชิราลงกรณ์ไปลี้ภัยที่อเมริกา กับ ทีปังปอนด์ ลูกศรีรัศมิ์ ที่ถูกวชิราลงกรณ์บังคับบวชชี มาโมเมเป็นลูกของโสมฯ เฉยเลย 

https://twitter.com/royalist_market/status/1640626444685672448/photo/1

อันนี้ โคตรจริง..

https://www.facebook.com/thongchai.pongpan/posts/10222095165870027
...
อานนท์ นำภา
10h
ศิลปินที่พ่นกำแพงวัง ได้ประกันแล้วครับ

พ่นสีกำแพงจะเป็นจะตาย หมุดหาย อนุสาวรีย์หาย เงียบ



ทำไม "พระบรมมหาราชวัง" ไม่ถูก “กรมศิลปากร” จัดให้เป็นโบราณสถาน!? แล้วเงินค่าเข้าที่เก็บจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เข้ากระเป๋าวัง หรือ แผ่นดิน


Saiseema Phutikarn
5h

<ทำไม “พระบรมมหาราชวัง” ไม่ถูก “กรมศิลปากร” จัดให้เป็นโบราณสถาน!?>
เห็นกลุ่ม #คนรักโบราณสถาน แสดงความเป็นห่วงว่าการพ่นสี No12 บนกำแพงวังจะเป็นการทำลายโบราณสถานอันล้ำค่าของชาติ ที่จริงแล้วที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าเรื่องการถูกทำลายด้วยสีสเปร์ก็คือ ทำไมในฐานข้อมูล GIS ของกรมศิลปากร ที่รวบรวมรายชื่อโบราณสถานทั่วทั้งประเทศ ถึงไม่มี "พระบรมมหาราชวัง"(และวัดพระแก้ว)รวมอยู่ด้วย ทั้งที่ถ้าดูสถานที่ข้างๆ ก็ถูกจัดให้เป็นโบราณสถานเต็มไปหมด บางอันก็เป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้ว บางอันก็เป็นโบราณสถานที่รอการขึ้นทะเบียน
-ระบบ GIS กรมศิลปากร
https://gis.finearts.go.th/fineart/
ท้าวความก่อนว่าตามนิยาม "โบราณสถาน" ในพรบ.โบราณสถานฯ 2505 เขียนไว้กว้างมาก คือระบุว่าคือ "อสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยอายุหรือโดยลักษณะแห่งการก่อสร้าง หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นประโยชน์ในทางศิลป ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี ทั้งนี้ ให้รวมถึงสถานที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ และอุทยานประวัติศาสตร์ด้วย" โดยให้อำนาจ กรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานที่เห็นว่าควรถูก "ดูแลรักษา และ ควบคุมฯ" ซึ่งก่อนขึ้นทะเบียนกรมศิลปากรก็จะไปสำรวจมาก่อนว่ามีสถานที่ใดบ้างที่เข้าข่ายควรเป็นโบราณสถาน แล้วรวบรวมเผยแพร่รายชื่อ ซึ่งสถานที่เหล่านี้ก็จะมีสถานะเป็น "โบราณสถานที่ยังมิได้ขึ้นทะเบียน" คือมีความเป็นโบราณสถานแต่อยู่ระหว่างกระบวนการขึ้นทะเบียนต่อไปในอนาคต เพราะการขึ้นทะเบียนต้องมีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจ ทำแผนที่ ฯลฯ ซึ่งบางทีกรมศิลปากรก็ไม่มีทรัพยากรพอที่จะทำได้ทัน หลายที่ก็เลยมีสถานะเป็น โบราณสถานที่ยังมิได้ขึ้นทะเบียนมาเป็นสิบๆปี
-พรบ.โบราณสถาน ฯ ๒๕๐๔
https://th.wikisource.org/wiki/พระราชบัญญัติโบราณสถาน_โบราณวัตถุ_ศิลปวัตถุ_และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ_พ.ศ._๒๕๐๔/๒๕๓๕.๐๓.๒๙
กลับมาที่สถานะของ "พระบรมมหาราชวัง" เกือบทั้งหมดของคนที่อ้างว่าพระบรมมหาราชวังเป็นโบราณสถาน จะอ้างไปถึงข้อมูลใน Wikipedia ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือในหน้า "พระบรมมหาราชวัง" และหน้า "วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จะระบุว่าเป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร แต่ในหน้า "รายชื่อโบราณสถานในกรุงเทพมหานคร (เขตพระนคร)" กลับระบุว่า "ยังไม่ขึ้นทะเบียน" โดยทั้งสองแหล่งให้เลขอ้างอิง "0005574" เหมือนกัน แต่ทั้งคู่ไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่ของข้อมูล ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าจริงๆแล้ว "พระบรมมหาราชวัง" เป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากรหรือยังไม่ขึ้นทะเบียนกันแน่ ทำให้ข้อมูลเรื่องนี้ใน Wikipedia ไม่มีความน่าเชื่อถือให้อ้างอิงได้
-Wikipedia รายชื่อโบราณสถานในกรุงเทพมหานคร (เขตพระนคร)
https://th.wikipedia.org/wiki/รายชื่อโบราณสถานในกรุงเทพมหานคร_(เขตพระนคร)
-Wikipedia พระบรมมหาราชวัง
https://th.wikipedia.org/wiki/พระบรมมหาราชวัง
หรือจริงๆแล้ว "พระบรมมหาราชวังฯ" ไม่ได้ถูกกรมศิลปากรจัดให้เป็นโบราณสถาน ? เพราะข้อมูลโบราณสถานจากระบบ GIS ของกรมศิลปากร ไม่มี "พระบรมมหาราชวัง"
แต่หลายคนก็คงไม่อยากจะเชื่อว่า "พระบรมมหาราชวัง" จะไม่ถูกกรมศิลปากรจัดให้เป็น "โบราณสถาน" (ตอนแรกผมเองก็ไม่เชื่อ) เพราะไม่ว่ามองในแง่ ศิลปะ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี มันก็ต้องเข้าข่ายเป็นโบราณสถานทั้งหมด แต่เมื่อได้ไปอ่าน ประกาศรายชื่อโบราณสถานในกรุงเทพฯ ที่ประกาศโดยกรมศิลปากร ลงราชกิจจาในปี 2561 ก็ต้องยอมเชื่อ เพราะในพื้นที่เขตพระนคร แขวงพระบรมมหาราชวัง กลับไม่มีชื่อ "พระบรมมหาราชวัง" เป็นโบราณสถานอย่างไม่น่าเชื่อ
- ประกาศกรมศิลปากร เรื่อง รายชื่อโบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานคร
https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/2144703.pdf
ทั้งนี้ต้องอธิบายเพิ่มว่า ประกาศนี่รวมเฉพาะรายชื่อโบราณสถานที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ซึ่งโบราณสถานดังๆ ส่วนใหญ่ในกรุงเทพที่ได้ขึ้นทะเบียนไปแล้ว จึงไม่มีชื่ออยู่ในประกาศนี้ แบบนี้หลายคนคงสงสัย ที่ไม่มีชื่อ "พระบรมมหาราชวัง" ก็เพราะ"พระบรมมหาราชวัง"เป็นโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนไปแล้วไง อันนี้ก็ไม่ใช่ เพราะถ้าขึ้นทะเบียนไปแล้ว นอกจากจะต้องปรากฎอยู่ในฐานข้อมูล GIS แล้วยังต้องมีการประกาศในราชกิจจาฯ ซึ่งจากการสืบค้นไม่พบว่าเคยมีการประกาศ "ขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน" ของ "พระบรมมหาราชวัง" ในราชกิจจาฯมาก่อน
ดังนั้นด้วยข้อมูลหลักฐานที่พบถึงตอนนี้ จึงน่าจะสรุปได้อย่างเดียวว่า "พระบรมมหาราชวังฯ" ไม่ได้ถูกกรมศิลปากรจัดให้เป็น "โบราณสถาน"
นอกจากนี้อีกเรื่องที่หลายคนยังเข้าใจผิดก็คือ ถ้าเป็น "ทรัพย์สินส่วนตัว" จะไม่ถือเป็น "โบราณสถาน" ทั้งที่ตามกฎหมายแล้ว ไม่ว่าจะเป็น "ทรัพย์สินแผ่นดิน" หรือ "ทรัพย์สินส่วนตัว" ก็เป็นโบราณสถาน (รอการขึ้นทะเบียน) ได้ทั้งคู่ ดังจะเห็นตัวอย่างในประกาศกรมศิลปากร ที่หลายสถานที่ซึ่งถูกประกาศให้เป็นโบราณสถาน(ที่ยังมิได้ขึ้นทะเบียน) ก็เป็นทรัพย์สินของเอกชน เช่น สาขาของธนาคาร หรือ ตึกแถว ฯลฯ เพียงแค่ในตอนที่กรมศิลปากรจะดำเนินการขึ้นทะเบียน กรณีเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ถ้าเจ้าของไม่ต้องการให้ขึ้นทะเบียน ก็สามารถจะคัดค้านการขึ้นทะเบียนได้ แต่สถานที่นั้นก็ยังเป็นโบราณสถานต่อไปแต่เป็นโบราณสถานที่ยังมิได้ขึ้นทะเบียน เท่านั้น
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเจ้าของเอกชนจะไม่อยากให้สมบัติของตนกลายเป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียน คำตอบก็คือ ถ้ากลายเป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้ว แม้จะเป็นทรัพย์สินเอกชน การซ่อมแซม แก้ไข เปลี่ยนแปลง รื้อถอน ต่อเติม ทำลาย จะทำไม่ได้เลย ยกเว้นเป็นการอนุญาตจากกรมศิลปากร ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ยกตัวอย่างเช่น ตอนจะทุบโรงหนังสกาล่า มีความพยายามจะไปยื่นหนังสือเสนอให้กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเพื่อป้องกันผู้เช่าที่ดินจากจุฬาทุบโรงหนังทิ้งเพื่อสร้างอาคารใหม่ แต่กรมศิลปากรเห็นว่าไม่เข้าข่ายเป็นโบราณสถาน การพัฒนาพื้นที่จึงดำเนินการต่อไปได้
แต่ถึงเป็นทรัพย์สินแผ่นดิน หลายครั้ง หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ ก็ไม่อยากจะได้สถานะ "โบราณสถาน" ใดๆทั้งสิ้น เพราะถึงจะเป็นโบราณสถานที่ยังมิได้ขึ้นทะเบียน ถ้ายึดตามตัวบทโดยเคร่งครัด เวลาจะปรับปรุง รื้อถอน ก็ต้องไปขอกรมศิลปากรก่อนเช่นกัน เช่นกรณี "อาคารศาลฎีกาเดิม" ที่สำนักงานศาลฎีกาต้องการจะทุบอาคารแบบอาร์ตเดโคสมัยคณะราษฎรทิ้ง แล้วสร้างอาคารทรงไทยใหม่ขึ้นแทน แต่เนื่องจาก กรมศิลปากร เคยจัดให้อาคารศาลฎีกาเป็นโบราณสถาน (ที่รอการขึ้นทะเบียน) เมื่อเห็นมีการก่อสร้างทุบอาคารจึงออกมาเตือนศาลฎีกา ว่าอาคารนี้เป็นโบราณสถาน ห้ามทุบ ห้ามทำลายน่ะ ไม่งั้นมีโทษจำคุก แต่มีหรือที่องค์กรอย่าง "ศาลฏีกา" จะกลัวคำขู่ทางกฎหมายจากหน่วยงานอย่าง กรมศิลปากร สุดท้ายสำนักงานศาลฎีกาก็ไม่สนใจ โดยอ้างว่าในเมื่อยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนประกาศในราชกิจจาก็ไม่ถือเป็นโบราณสถาน (ตรูจะทุบ มรึงจะทำไม ถ้ามีปัญหาก็ไปฟ้องศาลเอาสิ หุหุ) ทำให้ตอนอาคารศาลฎีกา ที่เป็นโบราณสถานถูกทุบทิ้ง กรมศิลปากรก็ได้แต่ยืนดูตาปริบๆ พออาคารใหม่สร้างเสร็จ สุดท้ายกรมศิลปากรก็ใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการไม่ใช่ชื่อ อาคารศาลฎีกา ในรายชื่อโบราณสถานแบบเนียนๆ (ก็อาคารมันโดนทุบไม่เหลือซากแล้ว)
-รื้อ...อาคารศาลฎีกา สองมาตรฐานทางกฎหมาย โดยองค์กรที่ถือกฎหมาย
https://isranews.org/.../18896-demolish-supreme-court.html
เข้าใจว่าที่กรมศิลปากร ต้องมารวบรวมรายชื่อโบราณสถาน (ที่อยู่ระหว่างขึ้นทะเบียน) แล้วออกประกาศในราชกิจจา ก็เนื่องมาจากกรณี "อาคารศาลฎีกา" ที่โดนทุบนั่นแหละ เพราะกรมศิลปากรจะบอกว่าเป็นโบราณสถานห้ามทุบ ศาลฎีกาก็อ้างว่าไม่ได้ประกาศในราชกิจจาไม่ถือเป็นโบราณสถาน คราวนี้กรมศิลปากรเลยแก้เกม ด้วยการรวบรวมรายชื่อโบราณสถานแล้วมาประกาศในราชกิจจา ทั้งๆที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเสียเลย
ถามว่ากรมศิลปากรทำแบบนี้ ได้ผลไหม? ก็ไม่ โดนทุบอยู่ดี ที่เห็นชัดก็คือ "อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ" (อนุสาวรีย์หลักสี่) ซึ่งเป็นหนึ่งในรายชื่อโบราณสถานที่รอการขึ้นทะเบียน ที่อยู่ในประกาศฉบับเดียวกัน ที่ได้เผยแพร่ในราชกิจจาวันที่ 12 ก.ค. 2561 แต่ในระหว่างการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว ในคืนวันที่ 27 ธ.ค. 2561 อนุสาวรีย์ทั้งหมดก็ถูก "อุ้ม" หายไปอย่างไร้ร่องรอย ไปถามหน่วยงานไหนก็ได้แต่ตอบว่า ม่ายรุๆ ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบ ทั้งๆที่ในแบบการก่อสร้างของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ก็มีอนุสาวรีย์อยู่ในแบบด้วย หลังจากพบว่าอนุสาวรีย์หาย กรมศิลปากรได้ไปแจ้งความดำเนินคดี แต่ผ่านมาหลายปีก็ไม่มีความคืบหน้าอะไร ยังคงเป็นปริศนาดำมืดอีกเรื่องของสังคมไทย และล่าสุดในฐานข้อมูลโบราณสถานจากระบบ GIS ของกรมศิลปากรก็ไม่มีชื่อ "อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ" อีกต่อไป
-อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ โบราณสถานที่สูญหาย
https://prachatai.com/journal/2021/06/93729
สรุป ถ้าสถานะ "โบราณสถานที่ยังมิได้ขึ้นทะเบียน" ที่ประกาศโดยกรมศิลปากรไม่สามารถช่วยปกป้องรักษาโบราณสถานนั้นได้ ขนาดมีการประกาศในราชกิจจาแล้วก็ยังไม่ช่วย ดังนั้นสำหรับคนที่เป็นห่วงสวัสดิภาพ อยากจะรักษา"พระบรมมหาราชวัง"ในฐานะ "โบราณสถาน"สำคัญของชาติ มีอยู่ทางเดียวก็ต้องทำหนังสือเร่งให้ "กรมศิลปากร" ดำเนินการขึ้นทะเบียน "พระบรมมหาราชวัง" เป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนให้เร็วที่สุด แม้ว่าภายใต้กฎหมายจัดระเบียบทรัพย์ส่วนพระมหากษัตริย์ฉบับใหม่ ที่ออกมาในช่วงเผด็จการ คสช จะทำให้สถานะของ "พระบรมมหาราชวัง" เปลี่ยนจาก "ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน" กลายเป็น "ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์" แต่ก็ไม่น่ามีเหตุผลอะไรที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ใหม่วจะคัดค้านการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไม่ใช่หรือ
.....
ค่าเข้านักท่องเที่ยวจีนเดี๋ยวนี้เท่าไหร่น่ะ
.
สรุปว่าเงินตรงที่นี้เข้ากระเป๋าวังโดยตรงเลยหรือป่าว
.
นั่นล่ะครับที่เราสงสัย
.
500 บาท ก่อนโควิดลง มีชาวต่างชาติเข้าชมเกิน 10000 คนต่อวัน
.....
Somsak Jeamteerasakul
1d
คัดมาจาก "มิตรสหายท่านหนึ่ง"
ว่าด้วยพระบรมมหาราชวังเป็นโบราณสถานหรือไม่?
พระบรมมหาราชวังในปัจจุบันไม่ได้มีสถานะเป็น "โบราณสถาน" และไม่ได้เป็น "ทรัพย์สินสาธารณะหรือของรัฐบาล" แล้วในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะเมื่อ ปี พ.ศ. 2560 ได้มีการออกกฎหมาย "พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์" และต่อมาในปี 2561 เป็นกฎหมายที่ชื่อว่า "พ.ร.บ.ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์" พูดง่าย ๆ คือ เป็นการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินสาธารณะที่แต่เดิม วัดและวังที่เคยเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเคยขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลัง ได้เปลี่ยน มาเป็นทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เพียงถ่ายเดียว พระบรมมหาราชวังจึงถือเป็น "ทรัพย์สินส่วนตัว" ของในหลวง
ปัจจุบัน"พระบรมมหาราชวัง"จึงไม่ใช่สมบัติของชาติหรือของสาธารณะหรือเป็นโบราณสถานแต่อย่างใดตามกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นเวลาใครบอกว่า วังหลวงเป็น โบราณสถาน หรือ สมบัติของชาติ จึง "ผิด" ซึ่งที่ถูกคือเป็นสมบัติของ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"

จากสาธารณสมบัติของชาติสู่ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์



ช้างใหญ่ในกำแพงพระราชวัง จากสาธารณสมบัติของชาติสู่ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

29 MAR 2023
Way Magazine

เมื่อวานนี้ (28 มีนาคม 2566) การฉีดสเปรย์สีดำใส่กำแพงพระบรมมหาราชวัง (วัดพระแก้ว) เป็นสัญลักษณ์อนาธิปไตย (Anarchy) และสัญลักษณ์รณรงค์ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 ทำให้เสียงในโลกโซเชียลแตกออกเป็นหลายฝ่าย

“วัดพระแก้วเป็นโบราณสถานมีกฎหมายชัดเจน ทุกประเทศก็เป็นแบบนี้ประชาชนต้องเคารพกฎหมาย”

บ้างวิพากษ์วิจารณ์เชิงไม่เห็นด้วยว่า การแสดงออกทางการเมืองไม่ควรก่อให้เกิดความเสียหายต่อโบราณสถาน วัด หรือทรัพย์สมบัติสาธารณะ บ้างบอกว่าก่อความวุ่นวายและทำลายข้าวของ สมควรแล้วที่ตำรวจจะจับ บ้างบอกว่ากฎหมาย 112 ไม่ใช่ปัญหา คนที่เรียกร้องให้ยกเลิกนั่นแหละที่มีปัญหา และบ้างก็กลัวว่า การแสดงออกทางการเมืองอย่างรุนแรงในสถานการณ์ใกล้เลือกตั้งเช่นนี้ จะไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายประชาธิปไตย

แต่ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ดังกล่าวเห็นว่า การพ่นสีสเปรย์คือการประท้วงทางการเมืองแบบสันติวิธีรูปแบบหนึ่ง ไม่ได้สร้างความรุนแรง ไม่ทำให้ใครบาดเจ็บหรือเสียชีวิต กำแพงจะทาสีทับหรือลบข้อความเมื่อไหร่ก็ได้ กลับกัน กฎหมายอาญามาตรา 112 ต่างหากที่เป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้าง

ยิ่งกว่านั้น ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีโบราณสถานหลายแห่งโดนรื้อถอน ลบทิ้ง และหายไปอย่างไร้ร่องรอย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎรและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อาทิ อนุสาวรีย์ปราบกบฏหลักสี่ และหมุดคณะราษฎร แต่เหล่านักอนุรักษ์เหล่านั้นกลับไม่ออกมาปกป้องบ้าง

ทว่าหลายฝ่ายก็เอาข้อกฎหมายมายืนยันว่า พระบรมมหาราชวังไม่ได้มีสถานะเป็นสมบัติสาธารณะหรือโบราณสถานตามกฎหมายอีกแล้ว หลังการประกาศ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ฉบับใหม่ในปี 2561 ซึ่งนิยามให้ทรัพย์สินต่างๆ ของพระมหากษัตริย์มีเพียงประเภทเดียว คือ ‘ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์’

นั่นหมายความว่า ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เช่น พระราชวัง ก็ถูกจัดให้อยู่ในหมวดเดียวกับทรัพย์สินส่วนพระองค์

WAY ชวนพิจารณาสถานะทางกฎหมายของพระบรมมหาราชวังผ่านการไล่เลียงประวัติศาสตร์ของพระราชทรัพย์ของสถาบันกษัตริย์ไทย


ที่มา: เฟซบุ๊ก อานนท์ นำภา

ประวัติศาสตร์การจัดการพระราชทรัพย์ของสถาบันกษัตริย์ไทย

เดิมที เชื่อกันว่าสมบัติทุกอย่างในแผ่นดินเป็นของพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนเมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 5 มีการก่อตั้งกรมพระคลังข้างที่ ในปี 2433 เพื่อดูแลพระราชทรัพย์ของสถาบันพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ

กระทั่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรก็เล่นการเมืองวัฒนธรรมด้วยการพยายามจัดการทรัพย์สินของระบอบเก่า ผ่านการออก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2479 ลดบทบาทของกรมพระคลังข้างที่ ซึ่งมีสถานะเป็นแหล่งที่มาของรายได้สำคัญของราชสำนักและเชื้อพระวงศ์ และถ่ายโอนอำนาจการดูแลทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ไปอยู่ในการควบคุมดูแลของกระทรวงการคลัง

พระราชทรัพย์ของกษัตริย์ถูกแบ่งประเภทออกเป็น 1. ทรัพย์สินส่วนพระองค์ คือทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์และที่ได้มาหลังครองราชย์ ซึ่งต้องมีการเสียภาษี 2. ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติ เป็นทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ ซึ่งใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน เช่น พระราชวัง และ 3. ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือทรัพย์สินที่ไม่อยู่ใน 2 หมวดแรก ซึ่งหมายถึงที่ดินและการลงทุนในบริษัทต่างๆ ส่วนนี้ไม่ต้องเสียภาษี

ช่วงแรก สำนักพระราชวังเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินในข้อแรก ข้อสอง และข้อสามบางส่วน ส่วนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลผ่านกระทรวงการคลัง

เมื่อถึงปี 2490 เกิดการรัฐประหารโดยฝ่ายนิยมเจ้าที่พยายามยกเลิกมรดกหลายอย่างของคณะราษฎร ท่ามกลางทศวรรษแห่งความวุ่นวายทางการเมือง พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2491 ก็ถูกประกาศใช้ เพื่อตั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล และเป็นอิสระจากรัฐบาล ให้การจัดการทรัพย์สินเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยมากขึ้น กล่าวคือ คณะกรรมการจัดการทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์มีรัฐมนตรีคลังเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง ส่วนกรรมการอีก 4 คน ได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ภายใต้สำนักงานทรัพย์สินฯ สามารถถูกใช้ได้ 2 กรณี คือ พระมหากษัตริย์ใช้สอยได้ตามอัธยาศัยในทุกกรณี และคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ใช้ในพระราชกุศลอันเป็นการสาธารณะ ใช้ในพระราชประเพณี หรือในพระราชกรณียกิจ โดยได้รับพระบรมราชนุญาตแล้ว

ช่วงทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลง สงครามเย็นเข้าแทนที่ และระบบทุนนิยมของพญาอินทรีได้สยายปีกไปทั่วโลกผ่านสิ่งที่เรียกว่า ‘การพัฒนา’ สำนักงานทรัพย์สินฯ ก็เข้าไปเป็นผู้ร่วมลงทุนทั้งทางตรง 90 บริษัท และทางอ้อมกว่า 300 บริษัท เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ปูนซีเมนต์ไทย และเทเวศประกันภัย การลงทุนของสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้ขยายตัว และสร้างผลกำไรอย่างมหาศาล

หลังใช้งานมายาวนานหลายทศวรรษ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ ก็ถูกแก้ไขอีกครั้ง ท่ามกลางยุคเปลี่ยนผ่านรัชกาลและรัฐบาลของ คสช. เมื่อ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร ผ่านกฎหมาย พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2560 โดยไม่เผยข้อมูลว่า หน่วยงานใดจัดทำและเสนอร่างกฎหมาย ราวกับลอยลงมาจากฟ้า

สาระสำคัญคือ ทรัพย์สินสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ถูกรวมเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และคณะกรรมการทรัพย์สินฯ มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ทั้งหมด ต่างจากเดิมที่รัฐมนตรีคลังเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ พลอากาศเอกสถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เป็นประธานกรรมการ และผู้อำนวยการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ขณะที่รองผู้อำนวยการ คือ พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก

ส่วนเรื่องภาษีอากรก็ให้จ่ายตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้มีการระบุว่ากฎหมายเหล่านั้นคืออะไรบ้าง นั่นหมายความว่า ทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่ต้องเสียภาษีตามหลักการเดิมก็อาจได้รับการยกเว้นจากความคลุมเครือนี้ และวัดและพระราชวังต่างๆ ก็ถูกรวบเข้ามาอยู่ในการจัดการของสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่ใช่สมบัติสาธารณะเหมือนแต่ก่อน


สถานะทางกฎหมายของพระราชทรัพย์เหล่านี้ดูจะชัดขึ้น เมื่อมีกฎหมายที่ชื่อ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ฉบับใหม่ออกมาในปี 2561 คราวนี้ตัดคำว่า ‘ส่วน’ หรือ ‘ฝ่าย’ ทิ้ง รวมทรัพย์สินทุกประเภทเข้าด้วยกันภายใต้ชื่อ ‘ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์’

แม้จะแยกย่อยเป็นทรัพย์สินในพระองค์และทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ แต่ในกรณีที่มีปัญหาว่าทรัพย์สินใดเข้าข่ายข้อใด ก็ให้ใช้พระบรมราชวินิจฉัย

นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะมอบให้สำนักพระราชวังหรือสำนักงานทรัพย์สินฯ ดูแลจัดการ แต่ทั้งหมดนี้คือทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พระบรมมหาราชวังจึงไม่น่าจะมีสถานะเป็นโบราณสถาน สมบัติสาธารณะหรือสมบัติของรัฐบาลอีกแล้วในปัจจุบัน

แต่ถึงกระนั้น ตำรวจสถานีตำรวจนครบาล พระราชวัง ได้แจ้ง 2 ข้อหาแก่ผู้พ่นสเปรย์ที่ถูกจับ ได้แก่ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ 2535 ราวกับตอกย้ำความคลุมเครือว่า พระบรมมหาราชวังยังมีสถานะของโบราณสถานและสถานที่สาธารณะอยู่
ที่มา

วันพุธ, มีนาคม 29, 2566

ศาลมั่วนิ่ม ออกหมายจับกุมดำเนินคดีเด็กผู้หญิงวัยเพิ่ง ๑๕ ปี ข้อหา ม.๑๑๒

ศาลมั่วนิ่ม ออกหมายจับกุมดำเนินคดีเด็กผู้หญิงวัยเพิ่ง ๑๕ ปี เมื่อเธอตามไปดูศิลปินพ่นสีต่อต้าน ม.๑๑๒ บนกำแพงวัดพระแก้วฯ แม้นว่าศิลปินนั้นเองถูกตั้งข้อหาเพียงทำความเสียหายแก่โบราณสถาน และ พรบ.รักษาความสะอาด

เหตุการณ์ที่ตำรวจ สน.พระราชวัง อาวุธครบมือสองนายวิ่งเข้าไปกระชากตัวชายวัย ๒๕ ปี ซึ่งกำลังพ่นสีดำเป็นภาพสัญญลักษณ์ Anarchy และ ไม่เอา ๑๑๒ บริเวณกำแพงวัดพระแก้วฯ เมื่อเย็นวานนี้ แล้วทำการแจ้งข้อหา ๒ รายการ

ได้แก่ “ร่วมกันทำให้เสียหายซึ่งโบราณสถานฯ ตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ ม.๓๒ กับ ขีด เขียน พ่นสี กำแพงที่ติดกับถนนหรืออยู่ในที่สาธารณะ ตาม พรบ.รักษาความสะอาดสะอาดฯ ม.๑๒” นั้น เป็นที่น่าสังเกตุว่าไม่มีข้อหา ม.๑๑๒

แต่ระวางโทษจากข้อหาทั้งสอง ให้จำคุกสูงสุดได้ถึง ๗ ปี ปรับอีกไม่เกิน ๗ แสนบาท ส่วนข้อหาบรรลัยกัลป์ จำคุกกรรมละ ๓-๑๕ ปีนั้น กลับไปลงที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งตามศิลปินพ่นสีไปถึง สน.พระราชวัง เนื่องเพราะเด็กผู้หญิงคนนี้มีข้อหาติดตัว

ธนลภย์ เด็กหญิงผู้พ้นวัย ๑๔ ปีมาหมาดๆ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์นี้เอง เคยถูก อานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำ  ศปปส. กลุ่มปกป้องสถาบันกษัตริย์ แจ้งความว่าเธอหมิ่นพระบรมเดชุภาพกษัตริย์ จากการชุมนุมที่ลานเสาชิงช้า เมื่อ ๑๔ ตุลา ๖๕

คดีดังกล่าว ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ออกหมายเรียกตัวธนลภย์ไว้แล้ว เจ้าตัวได้ทำหนังสือขอเลื่อนการเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ไปเป็นวันที่ ๙ เมษายน ๖๖ และส่งไปถึงมือตำรวจแล้ว ทว่าศาลยังคงออกหมายจับเธออยู่ดี เป็นเหตุให้ถูกจับกุม

ในคืนวันนั้นเอง ธนลภย์แจ้งต่อทนายและเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เธอ “ขอ #ปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม ทุกทางไม่ว่าจะทางใดก็ตาม เนื่องจากเห็นว่าสิ่งที่เธอเผชิญอยู่นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบธรรม” ด้าน TLHR / ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน แจ้งว่า

การจับกุมธนลภย์ “นับเป็นการจับกุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๖๖ แห่งพ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓” แม้นว่าเด็กผู้หญิงที่ต้องหา เพิ่งจะพ้นอายุ ๑๔ ปีเมื่อกลางเดือนกุมภานี้เอง

คดีของเธอเป็นที่กล่าวถึงว่าเจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาและจับกุมอย่างมั่วซั่ว ถึง ๓ ข้อหา นอกจาก ม.๑๑๒ และความผิดตาม พรบ.ควบคุมการโฆษณาผ่านเครื่องขยายเสียงแล้ว ยังโดน ม.๓๖๘ ฐาน ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน

เหตุไม่ยอมพิมพ์ลายนิ้วมือในบันทึกจับกุม-รับทราบข้อหา วันนี้เธอยังยืนยัน “ปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม” ทุกช่องทาง ไม่ขอเซ็นเอกสารใดๆ และไม่ต้องการให้มีทนายที่ปรึกษากฎหมาย เธอเล่าถูกตำรวจหญิงเกิน ๗ คนอุ้มพามาขึ้นศาล

(https://twitter.com/TLHR2014/status/1640944445607792640 และ https://prachatai.com/journal/2023/03/103385)

VVIP คนไหนแอบหนีร้อนไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่มัลดีฟส์ ?


Saiseema Phutikarn
13h

<VVIP คนไหนแอบหนีร้อนไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่มัลดีฟส์?>
ขณะนี้เครื่องบิน HS-TYW เครื่องบิน VVIP ของรัฐบาลไทยกำลังบินจากกรุงมาเล่ ประเทศมัลดีฟส์ กลับกรุงเทพฯ คาดว่าคงเป็นเที่ยวบินรับ VVIP กลับไทย หลังจากได้บินไปมัลดีฟส์ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. ในช่วงที่ไม่เพียงอุณหภูมิในไทยกำลังร้อนเป็นไฟ แถมสภาพมลพิษของภูมิภาคกำลังวิกฤติ ฝุ่นพิษท่วมไปทั่วทั้งแผ่นดิน ก็คงถือโอกาสบินไปพักร้อนสูดอากาศบริสุทธิ์แถวหมู่เกาะสวรรค์ ในมหาสมุทรอินเดีย

จะเห็นว่า เมื่อเครื่องบินได้ไปส่ง VVIP ถึงที่มัลดีฟส์ในวันที่ 23 มี.ค. วันรุ่งขึ้นต้องตีเครื่องเปล่าบินจากมัลดีฟส์กลับไทยมาก่อน หลังจากนั้นวันที่ 27 มี.ค. ก็บินตีเครื่องเปล่ากลับไปมัลดีฟส์ใหม่อีกรอบ เนื่องจากระหว่างนั้นมีภารกิจต้องบินรับส่ง VVIP ในไทย (ประเทศนี้ VVIP เยอะ) จึงไม่แปลกที่ "กองทัพอากาศ" ดูจะกระเหี้ยนกระหือรือ ที่จะขออีกงบ 9 พันล้าน เพื่อซื้อเครื่องบิน VVIP ขนาดใหญ่ลำใหม่มาเพิ่ม ทั้งที่ปัจจุบัน ทอ. ก็มีเครื่องบิน VVIP ที่ต้องดูแลอยู่แล้วถึง 14 ลำ มากกว่าสายการบินพาณิชย์หลายสายเลย

ทั้งที่จริงๆถ้า VVIP เมืองนี้รู้จักเดินทางด้วยเที่ยวบินพาณิชย์ธรรมดา ก็จะไม่ต้องเสียงบประมาณจัดหาเครื่องบินเพิ่ม ไม่ต้องบินเผาน้ำมันทิ้ง และ ปล่อยมลภาวะโดยเปล่าประโยชน์แบบนี้

เติมพลัง โหวตเพื่อเปลี่ยน





แกนนำราษฎรแถลงแนวทาง เคลื่อนไหว “โหวตเพื่อเปลี่ยน” ฝ่ายประชาธิปไตยต้องแลนด์สไลด์


🛑 Live! แกนนำราษฎรแถลงแนวทาง เคลื่อนไหว “โหวตเพื่อเปลี่ยน”

Friends Talk คุยกับเพื่อน

Streamed live 15 hours ago 

28 มี.ค.66 อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถ.ราชดำเนิน แกนนำราษฎร นำโดย มายด์ ภัสราวลี , เบนจา อะปัญ , สมยศ พฤกษาเกษมสุข , ตัวแทนจาก #แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม แถลงแนวทาง ทิศทาง ในแคมเปญ “โหวตเพื่อเปลี่ยน” กับการเลือกตั้งที่กำลังจะถึงอีกไม่ช้า #friendstalk #โหวตเพื่อเปลี่ยน #เบนจา #มายด์ #ราษฎร


ศิลปินแถวหน้า? เฉยเมยกับคดีอากงและพี่สมยศ แต่รณรงค์ให้ปล่อยตัวอ่าย เวยเวย ศิลปินจีนที่ถูกทางการจีนคุมขัง...กระดี้กระด้ากับงานพ่นกำแพง Banksy แต่หลับตาไม่อยากเห็น NO 112 ที่กำแพงวัดพระแก้ว ศิลปินแถวหน้า?


Weiwei ศิลปินจีนผู้ท้าทายอำนาจรัฐ
ภาพจาก A Day Magazine

Thasnai Sethaseree
6h
เฉยเมยกับคดีอากงและพี่สมยศ แต่รณรงค์ให้ปล่อยตัวอ่าย เวยเวย ศิลปินจีนที่ถูกทางการจีนคุมขัง
ทับถมคนเสื้อแดง ล้างเลือดราชประสงค์ลงท่อระบายน้ำ แต่ร่วมไปฝันถึงสันติภาพในนิทรรศการศิลปะ
ติเตียนงานนักศึกษาที่ถูกเก็บใส่ถุงดำ ว่าไม่มีชั้นเชิง แต่บ่นงึมงำกับโครงการคอนเซ็ปชวลจับแพะชนแกะ
ชื่นชมสารคดีโจเซฟ บอยส์ ที่นำนักศึกษายึดมหาวิทยาลัยดุสเซลดอร์ฟ, เยอรมันนี แต่ด้อยค่านักศึกษายึดหอศิลป์ มช.
กระดี้กระด้ากับงานพ่นกำแพง Banksy แต่หลับตาไม่อยากเห็น NO 112 ที่กำแพงวัดพระแก้ว
ศิลปินแถวหน้า?

📣📣📣 จดหมายจาก “หยก” ณ ขณะนี้ยังถูกควบคุมตัวในสถานีตำรวจ📣📣📣 หยกมีความประสงค์ที่จะปฏิเสธอำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจ และศาลที่ไร้ความยุติธรรม ใช้อำนาจอย่างชั่วช้า



โมกหลวงริมน้ำ
2h
จดหมายจาก “หยก” ณ ขณะนี้ยังถูกควบคุมตัวในสถานีตำรวจ
หยกมีความประสงค์ที่จะปฏิเสธอำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจ และศาลที่ไร้ความยุติธรรม ใช้อำนาจอย่างชั่วช้า
โดยเนื้อความมีดังนี้!!!
——————————————————-
ข้าพเจ้า ธนลภย์ ผลัญชัย ซึ่งในวันนี้ วันที่ 28 มีนาคม 2566 ได้รับทราบว่า มีหมายจับมาตรา 112 ดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ตามหลักการนิติปรัชญา ในคดีมาตรา 112 นี้ ผู้เสียหายแห่งคดีนี้โดยตรง คือ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ตำรวจไทย Royal Thai Police เป็น ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้อยู่หัว ข้าราชการ มีความหมาย ข้า=ขี้ข้า ราช=ราชะ การ=งาน ขี้ข้ารับใช้งานของราชา
ฉะนั้นตำรวจไทยจึงไร้ซึ่งศักดิ์และสิทธิในการจับกุมข้าพเจ้า
เพราะตำรวจไทย เป็นองค์กรภายใต้อำนาจคู่กรณี ข้าพเจ้าซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรงในคดีอาญามาตรา 112
ศาลก็เช่นกัน ศาลในพระปรมาภิไธย คือศาลที่เปรียบเป็นผู้ว่าความแทนกษัตริย์ ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ
ทั้งศาลและตำรวจ ล้วนเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือกษัตริย์ ได้รับการประดับยศ พระราชทานเครื่องราชย์ต่าง ๆ จากกษัตริย์
หลักฐานเห็นได้ชัด ทั้งนี้สถานีตำรวจและศาลล้วนมีรูปกษัตริย์และราชินี
ข้าพเจ้าขอปฏิเสธทุกขั้นตอน ทุกสิ่งอย่าง
หากเห็นน้ำตาข้าพเจ้า ขอให้ทราบว่ามันเป็นปกติของมนุย์ที่เสียใจเมื่อถูกจองจำอิสรภาพ แต่น้ำตานั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่จุดจบกษัตริย์ ที่ผ่านมาผู้เห็นต่างทางการเมืองถูกคุกคาม จับกุม ริดรอนสิทธิเสรีภาพ ถูกอุ้มฆ่า บังคับสูญหาย โดยเฉพาะบริเวณชายแดนใต้ที่ถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพอย่างมาก
ข้าพเจ้าขอปฏิเสธอำนาจตำรวจ และศาล
28 มีนาคม 2566
ธนลภย์ ผลัญชัย
ขอบคุณทุกคนที่ห่วงหนู.. คิดถึงทุกคนนะคะ
—————————————
โดยหยกได้เขียนข้อความขึ้นมาเอง และตัดสินใจด้วยตนเอง Thanalop Phalanchai
.....