วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 27, 2566

ช่วงเย็นที่ผ่านมา มีขบวนเสด็จฯ ผ่านมาบริเวณหน้าศาลฎีกา จุดปักหลักอดอาหาร 'ตะวันแบม' ด้านมวลชนต้อนรับอย่างอบอุ่น ตะโกนว่า 'ยกเลิก112'


 

รวมภาพบรรยากาศหน้าศาลฎีกา 26กพ66 มีการพ่นลูกบอลยักษ์เป็นหน้า #แบมตะวัน โดยศิลปินอิสระ #แบมตะวัน ได้อดอาหารเข้าวันที่39แล้ว - ไข่แมวชีส


ไข่แมวชีส
8h
26กพ66 รวมภาพบรรยากาศหน้าศาลฎีกา
มีการพ่นลูกบอลยักษ์เป็นหน้า #แบมตะวัน โดยศิลปินอิสระ รวมทั้งมวลชนแห่ยืนหยุดขังกันอย่าล้นหลาม
ทั้งนี้ #แบมตะวัน ได้อดอาหารเข้าวันที่39แล้ว








เด็กที่นี่ ถูกทำให้หลับฝันดี


ภาพจาก เพจภักดี คาเฟ่
.....



อรรณพ วันศรี
ที่มา ประชาไท

เด็กที่นี่
ถูกทำให้หลับฝันดี
ในหมอนหนุนหัวขนนกของนักปักษีวิทยา

มีอิสระเหมือนกลอนเปล่า
ที่มีคำสัมผัสของนักภาษาศาสตร์

มีเสรีภาพเหมือนผีเสื้อ
ที่ถูกสตัฟฟ์โบยบินในสวนเอเดนของนักกีฎวิทยา

ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
พวกเขาให้เด็กเติบโตด้วยความรัก
ภายใต้โซ่ตรวนของนักจิตวิทยา
ในห้องคลอดหมายเลข112
.....
"Qu'ils mangent de la brioche"

ข้อคิดจากเพนกวิน


ร้านหนังสือผ่านไป
12h
- มีเพนกวินสายพันธุ์หนึ่งที่จะถีบเพื่อนตัวเอง1 ตัวตกทะเลก่อนที่ทั้งฝูงจะโดดลงไป
- เพื่อพิสูจน์ว่ามีศัตรูคู่อาฆาตอย่างวาฬเพชฌฆาตกำลังซุ่มรออยู่หรือไม่
- หากเพนกวินตัวที่ถูกถีบโผล่พ้นน้ำขึ้นมาได้
โดยสวัสดิภาพเพนกวินตัวที่เหลือก็จะโดด
ลงทะเลได้อย่างสบายใจ
- เพนกวินตัวที่ถูกถีบจะเป็นเพนกวิน"หัวแถว"
ตัวที่อยู่ใกล้ทะเลที่สุดเสมอ
- พวกมันสอนให้รู้ว่า การเดินหัวแถวเป็นสิ่งที่คู่ควรกับอันตราย
แต่...พร้อมกันนั้น เพนกวินที่ลงทะเลเป็นตัวแรก ก็จะเป็นตัวที่ล่าเหยื่อได้มากที่สุดเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ คนที่ริเริ่มทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนจึงถูกเรียกว่า "เพนกวินตัวแรก"
แน่นอนว่า...คนเด่นจะเป็นภัย ทว่า คนเด่นที่เดินนำหน้าคนอื่นเสมอนี่แหละที่จะเปลี่ยนโลก
หนังสือ Life วิธีใช้ชีวิตที่มนุษย์ไม่รู้

ฟังอีกที อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล กล่าวโทษประยุทธ์โดยตรง ในเรื่อง 112 และ อื่นๆ จนปัญหาลุกลาม

https://www.facebook.com/gurugumoo/videos/434156578715003

จะเหลือพรรคหลัก ๆ กี่พรรค ใน #รัฐบาลสมัยหน้า - รายการ #คุยให้คิด

https://www.facebook.com/ThaiPBS/videos/756911736151280

จับโป๊ะ​แตก! สื่อสัมภาษณ์ชาวบ้านที่มาฟังปราศรัยประยุทธ์ ว่าทำไมถึงมาให้กำลังใจ ลุงตู่เป็นคนดียังไง


บอล ธนวัฒน์ วงค์ไชย
@tanawatofficial
·10h
กูขำ ท็อปนิวส์สัมภาษณ์ชาวบ้านที่มาฟังปราศรัยประยุทธ์ ว่าทำไมถึงมาให้กำลังใจ ลุงคู่เป็นคนดียังไง ปรากฏว่าป้าช็อตฟีลหนักมาก 5555555555555

 

การฌาปนกิจโดยไร้พิธีกรรม (direct cremation) ซึ่งเป็นการเผาร่างผู้วายชนม์โดยไม่มีการจัดงานศพ แล้วส่งอัฐิคืนให้แก่ครอบครัวกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในสหราชอาณาจักร


ค่าใช้จ่ายการจัดงานศพโดยเฉลี่ยเมื่อปีก่อนอยู่ที่รายละ 3,953 ปอนด์ ขณะที่การฌาปนกิจโดยไร้พิธีกรรมมีราคาเฉลี่ยประมาณ 1,511 ปอนด์

ปัญหาค่าครองชีพสูงทำคนอังกฤษเลือกฌาปนกิจโดยไร้พิธีศพเพิ่มมากขึ้น

26 กุมภาพันธ์ 2023
บีบีซีไทย

การฌาปนกิจโดยไร้พิธีกรรม (direct cremation) ซึ่งเป็นการเผาร่างผู้วายชนม์โดยไม่มีการจัดงานศพ แล้วส่งอัฐิคืนให้แก่ครอบครัวกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในสหราชอาณาจักรในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการปลงศพวิธีนี้มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า

เจเน็ต โจนส์ อายุ 70 ปี จากมณฑลนอร์ฟอล์กกำลังพิจารณาว่าจะจองบริการทำศพแบบนี้ให้กับตนเองและสามีหรือไม่ เพราะเธออยากทำให้แน่ใจว่าลูกทั้งสองของเธอจะได้ประโยชน์จากเงินมรดกมากที่สุด

เจเน็ตทำงานในคลินิกแห่งหนึ่ง ส่วนคริส สามีที่เธอแต่งงานอยู่กินกันมาร่วม 50 ปี ก็เคยทำงานในโรงงานมา 33 ปี

"พวกเราทำงานมาทั้งชีวิต และเราอยากให้ลูก ๆ เอาเงินมรดกที่ได้ไปทำอะไรที่จะสร้างความทรงจำเกี่ยวกับเราในแบบที่พวกเขาต้องการ" เธอบอก

เจเน็ตอยากให้ลูก ๆ เอาเงินที่เธอกับสามีทิ้งไว้ไปท่องเที่ยว แทนที่จะมาดื่มกินเพื่อเฉลิมฉลองชีวิตของพ่อแม่


เจเน็ตกับคริสอยากให้ลูก ๆ เอาเงินไปท่องเที่ยวมากกว่าใช้จัดงานศพที่สิ้นเปลือง

แต่สำหรับ เบอร์ดี ลูกสาวของเจเน็ตไม่แน่ใจนักว่านี่คือทางเลือกที่ใช่

เธอกล่าวว่า "เพราะอายุของพ่อแม่ ฉันเลยคิดว่าพวกท่านอยากทำไปตามธรรมเนียมดั้งเดิม มีผู้คนมากมายที่รักท่านและอยากบอกลาพวกท่านอย่างเหมาะสม"

"พ่อกับแม่ไม่เคยคิดถึงตัวเอง และพวกท่านไม่อยากให้เรารับภาระค่าจัดงานศพราคาแพง..."

การฌาปนกิจโดยไร้พิธีกรรมได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 และแนวโน้มนี้ยังไม่มีท่าทีว่าจะลดน้อยลง บรรดาผู้ให้บริการจัดงานศพระบุว่า ความต้องการจัดการปลงศพแบบเรียบง่ายกำลังเพิ่มขึ้นเนื่องจากวิกฤตค่าครองชีพสูงในปัจจุบัน

ข้อมูลจาก SunLife บริษัทให้บริการด้านการเงิน ระบุว่า ค่าใช้จ่ายการจัดงานศพโดยเฉลี่ยเมื่อปีก่อนอยู่ที่รายละ 3,953 ปอนด์ (ราว 166,000 บาท) ขณะที่การฌาปนกิจโดยไร้พิธีกรรมมีราคาเฉลี่ยประมาณ 1,511 ปอนด์ (ราว 63,500 บาท) ซึ่งมีสัดส่วน 18% ของการทำศพทั้งหมด


อิโซเบล รู้สึกขอบคุณที่พ่อมีคำสั่งเสียอย่างชัดเจนเรื่องการปลงศพ

โดนัลด์ เพียซ มีอายุ 72 ปีตอนที่เขาเสียชีวิตลงกะทันหันที่บ้านพักของลูกสาวในวันคริสต์มาสปี 2019 ก่อนหน้านี้เขามีคำสั่งเสียอย่างชัดเจนว่าต้องการให้ฌาปนกิจร่างของตนโดยไม่ต้องมีพิธีรีตองใด ๆ

อิโซเบล ลูกสาวของเขาบอกว่า ไม่รู้สึกแปลกใจที่พ่อต้องการเช่นนั้น เพราะทั้งคู่ได้เคยพูดคุยกัน และเธอรู้สึกขอบคุณที่พ่อมีคำสั่งเสียอย่างชัดเจน

"ฉันรู้สึกว่ามันคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง...พ่อใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต และใช้เงินอย่างระมัดระวังเสมอมา ท่านอยากให้เงินทั้งหมดตกไปอยู่กับลูก ๆ"

การทำศพวิธีนี้มีขึ้นโดยที่บริษัทผู้ให้บริการจะรับร่างผู้เสียชีวิตไปเผาโดยตรงจากโรงพยาบาล หรือสถานที่เก็บศพ โดยที่ครอบครัวไม่ต้องไปร่วมการฌาปนกิจด้วย จากนั้นจะส่งอัฐิไปให้แก่ครอบครัว

ครอบครัวของโดนัลด์ไม่รู้ว่าศพเขาถูกฌาปนกิจเมื่อใด บริษัทผู้ให้บริการได้ส่งการ์ดไปให้พวกเขาในภายหลัง เพื่อแจ้งว่าการเผาศพมีขึ้นเมื่อใด และมีการนำเถ้ากระดูกไปโปรยไว้ที่ไหน

แม้ครอบครัวของอิโซเบลจะไม่ได้ไปร่วมการเผาศพโดนัลด์ แต่พวกเธอบอกว่าไม่ใช่เรื่องที่สลักสำคัญ เพราะพวกเธอได้จองสถานที่ในสำนักทะเบียนเพื่อจัด "การเฉลิมฉลองชีวิต" ของเขา อิโซเบลและน้องสาวได้อ่านคำไว้อาลัย และเปิดเพลงโปรดของพ่อ ซึ่งงานทั้งหมดรวมทั้งค่าฌาปนกิจและอาหารเลี้ยงแขกในงานอยู่ที่ประมาณ 1,500 ปอนด์ (ราว 63,000 บาท)

"มันคืองานเฉพาะคนในครอบครัว เป็นงานที่เหมาะกับเด็ก ๆ มากกว่างานศพตามปกติ มันเป็นบรรยากาศที่น่ารัก เป็นกันเอง และเป็นไปตามความประสงค์ของพ่อ อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่พวกเราจะได้กล่าวคำอำลาอย่างที่ต้องการ" อิโซเบลกล่าว


ซินดี (ซ้าย) ไม่อยากให้ลูกสาวต้องจัดงานศพของเธอตามลำพัง

ซินดี อีฟ วัย 68 ปี จากมณฑลเคนต์ได้จองและจ่ายค่าฌาปนกิจโดยไร้พิธีกรรมของตัวเองไว้แล้ว เพราะเธอไม่อยากให้ลูกสาวต้องโศกเศร้าอยู่ตามลำพังในงานศพที่จัดขึ้นที่โบสถ์หรือสถานฌาปนกิจ

"ญาติพี่น้องส่วนใหญ่ของฉันอยู่ที่แอฟริกาใต้ บ้านเกิดของฉัน...แม่ฉันเสียตั้งแต่ฉันยังเด็ก และงานศพก็สร้างบาดแผลทางใจให้ฉันอย่างมาก ฉันเลยไม่อยากให้ลูกสาวต้องเจอเรื่องแบบเดียวกัน" ซินดีอธิบาย

ซินดีบอกว่า เซแมนตี ลูกสาวของเธอและสมาชิกคนอื่นในครอบครัวเข้าใจและยอมรับการตัดสินใจนี้

"งานศพมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ฉันอยากให้ลูกสาวเอาเงินไปลงกับบ้าน หรือซื้อรถคันใหม่มากกว่า ฉันไม่ต้องการพิธีรีตองอะไรมากมาย เพราะมันสิ้นเปลืองเงิน"


ฟรานซิสบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้คนต้องเข้าใจว่าการฌาปนกิจโดยไร้พิธีกรรมเป็นอย่างไร

บริษัทบางแห่งประกาศโฆษณาออนไลน์ว่าให้บริการฌาปนกิจโดยไร้พิธีกรรมในราคาเพียง 995 ปอนด์ (ราว 41,800 บาท) โดยบริษัทจะรับศพผู้เสียชีวิตจากโรงพยาบาลไปยังสถานฌาปนกิจ แล้วส่งคืนเถ้ากระดูกให้แก่ครอบครัว

อย่างไรก็ตาม คนส่วนหนึ่งรู้สึกว่า การปลงศพโดยไม่มีการจัดงานศพตามปกติทำให้พวกเขาไม่มีกระบวนการทำใจ และการร่ำลาบุคคลอันเป็นที่รักอย่างเหมาะสม

ฟรานซิส อัลค็อก เจ้าของบริษัทจัดงานศพ Opals Funerals ในมณฑลบักกิงแฮมเชียร์ แสดงความกังวลว่า ปัจจุบันเริ่มมีบริษัทที่ขายบริการลักษณะนี้ทางออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยที่ไม่มีประสบการณ์เพียงพอ และไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้สูญเสียในการทำใจอย่างเหมาะสม

เธออธิบายว่า "เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้คนต้องเข้าใจว่าการฌาปนกิจโดยไร้พิธีกรรมเป็นอย่างไร เพราะคุณจะไม่มีโอกาสได้กล่าวอำลาผู้ตาย เว้นเสียแต่คุณจะจัดงานขึ้นเอง"

อย่างไรก็ตาม เธอเห็นด้วยว่าการปลงศพรูปแบบนี้อาจเหมาะกับบางครอบครัว แต่สิ่งสำคัญคือการพูดคุยและตกลงกันให้ชัดเจนระหว่างคนในครอบครัว เพื่อประโยชน์ของทั้งผู้เสียชีวิตและคนที่ยังอยู่เบื้องหลัง

พยายามเพ่งอย่างสุดๆ ภาพมุมนี้ เหมือนหญิงเองก็ลำบาก มากๆ อยากรู้เธอชื่ออะไร อ่านต่อ


Princo
February 24, 2023
Kahyun Kim ในงานเปิดตัวภาพยนตร์ #CocaineBear #หมีคลั่ง


สุรพศ ทวีศักดิ์: วิพากษ์ปัญหาของ ‘ทฤษฎีไก่ในกรง’ ของปราชญ์พุทธไทย


ภาพจากอินเทอร์เน็ต

สุรพศ ทวีศักดิ์: วิพากษ์ ‘ทฤษฎีไก่ในกรง’ ของปราชญ์พุทธไทย


ที่มาภาพ: https://www.bia.or.th/html_th/index.php/site-content/65-archives/1056-20200726 และ http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=7237

2023-02-26
สุรพศ ทวีศักดิ์
ประชาไท

เห็นเพจธรรมะทำแคปชั่นคำพูดพุทธทาสที่ว่า “โลกนี้คือกรงไก่ที่ไก่แต่ละตัวในกรงนั้น
จะจิกกันเองไปตลอดเวลาจนกว่าจะ..ถูกฆ่า” ตามด้วยความเห็นสอดรับกันของ ป.อ. ปยุตฺโตว่า “สังคมไทยเหมือนไก่ในเข่ง ในเทศกาลตรุษจีนเขาจะเอาไก่เป็ดใส่เข่งไปขึ้นเขียง เพื่อทำเป็นเครื่องไหว้เจ้าในวันตรุษจีน แล้วคนก็ได้กินด้วย ไก่ทั้งหลายแต่ละตัวในเข่ง มองไปทางไหนก็เห็นแต่พวกเดียวกัน แล้วก็กระทบกระทั่งกัน จิกตีกันวุ่นวาย จนกระทั่งในที่สุดก็ไปขึ้นเขียงตายไปด้วยกันทั้งหมด...” (ที่มา https://www.facebook.com/photo/?fbid=533107092241371&set=a.424263586459056)

เพจธรรมะนั้นอ้างที่มาความคิดพุทธทาส จากหนังสือ “อสีติสังวัจฉรายุศมานุสรณ์” ตีพิมพ์ปี 2529 อ้างที่มาความคิดปยุตฺโต จากหนังสือ “ธรรมกับไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน” ตีพิมพ์ครั้งที่ 2 ปี 2542 ไม่แน่ใจว่าแอดมินเพจต้องการสื่อหรือไม่ว่า ความขัดแย้งในสังคมไทยกว่าทศวรรษมานี้เป็นปรากฏการณ์แบบไก่ในกรง ไก่ในเข่ง ดังที่สองปราชญ์พุทธเคยวิจารณ์ไว้นานแล้ว ซึ่งคำวิจารณ์นั้นยังคงเป็น “สัจธรรม” อยู่จนกระทั่งทุกวันนี้?

ที่จริงผมนึกถึง “หมอประเวศ วะสี” ด้วย เขาเคยใช้วาทกรรม “ไก่ในเข่ง” วิจารณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยแบบเดียวกันนี้เลย เห็นได้ว่า “ทฤษฎีไก่ในกรง/ไก่ในเข่ง” เป็นทฤษฎีหลักหนึ่งที่ปราชญ์พุทธและปัญญาชนพุทธแถวหน้าในบ้านเราใช้วิจารณ์คนไทยหรือสังคมไทย

คำถามคือ คำวิจารณ์ดังกล่าวนั้น “โฟกัส” ที่การกระทำ พฤติกรรมของคน หรือโฟกัสที่ “กรง, เข่ง” เท่าที่อ่านมา ดูเหมือนสองปราชญ์พุทธจะโฟกัสที่การกระทำหรือพฤติกรรมของคนไทยที่ขาดธรรมะ ศีลธรรม ขาดปัญญา ขาดสัมมาทิฐิทำนองนั้นเป็นด้านหลัก ขณะที่หมอประเวศพูดถึงปัญหา “อำนาจรวมศูนย์” และเสนอ “กระจายอำนาจ” และสร้างสังคมที่มี “สัมมาทิฐิ สัมมาปัญญา” แต่ก็ไม่เคยแตะโครงสร้างอำนาจรวมศูนย์บนอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา หรือแม้แต่เฉียดๆ ขณะที่ฟาดฟันนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแบบเต็มเหนี่ยว

ผมไม่สงสัยใน “เจตนาดี” ต่อสังคมไทยของสองปราชญ์พุทธและหมอประเวศดอกครับ แต่เห็นยังมีคนที่พยายามใช้ “ทฤษฎีไก่ในกรง” อธิบายความขัดแย้งในยุคปัจจุบันอยู่ ทำให้นึกถึง “ทฤษฎีวงศาวิทยาของศีลธรรม” (The Genealogy of Morals) ของฟรีดริช นีทเชอ (Friedrich Nietzsche, 1844-1900) ที่ผมเคยเขียนถึงแล้ว (ดู https://prachatai.com/journal/2023/02/102714)

นีทเชอชวนเราคิดว่าแทนที่เราจะหาคำตอบว่า ศีลธรรมที่คนเชื่อกันอยู่ดีในตัวมันเองอย่างไร ควรไปสำรวจและวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ของการสร้างความเชื่อทางศีลธรรมแบบนั้นๆ ขึ้นมา เพื่อหาความจริงว่า ชุดความเชื่อทางศีลธรรมนั้นๆ มี “สาแหรก” วงศาคณาญาติหรือโคตรเหง้าเหล่ากอของพวกมันอย่างไร และตั้งคำถามว่า คุณค่าทางศีลธรรมแบบต่างๆ มาจากไหน คุณค่าทางศีลธรรมเหล่านั้นให้อะไรกับผู้คนที่ยึดถือมัน หรือพวกเขาใช้มันอย่างไรกันแน่

เมื่อใช้ทฤษฎีวงศาวิทยาทางศีลธรรมมาตั้งคำถามว่า ความคิดทางศีลธรรมแบบพุทธทาส, ปยุตฺโต และหมอประเวศเป็น “สาแหรก” หรือเป็นเครือญาติของ “ศีลธรรมโลกวิสัย” (secular morality) ที่เป็นศีลธรรมแบบยืนยันสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความยุติธรรมทางสังคมการเมืองที่ยึดโยงกับระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่หรือไม่

คำตอบที่ผมพบคือ “ไม่น่าใช่” เพราะพุทธทาสเองเคยแสดงปาฐกถาธรรมต่อหน้าปรีดี พนมยงค์ (ผู้สำเร็จราชการแทน ร.8) และปัญญาชนหัวก้าวหน้าในยุคนั้น โดยตีความพุทธธรรมและ “จริยาวัตร” ของพุทธะสนับสนุน “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ” และตีความว่าระบบสังฆะตามธรรมวินัยมีความเป็นประชาธิปไตยชัดเจนมาก แต่ในบริบทประวัติศาสตร์ 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 พุทธทาสกลับเสนอว่าพุทธะ (และธรรมราชาอโศก) คือ “ต้นแบบของผู้เผด็จการโดยธรรม” และตีความพุทธธรรมเสนอแนวคิด “ธรรมาธิปไตยและเผด็จการโดยธรรม” ซึ่งหมายถึง เผด็จการโดยผู้ปกครองที่เป็น “คนดี” ที่ทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนส่วนใหญ่ คุณธรรมของผู้ปกครองที่เป็นคนดีก็คือ “ทศพิธราชธรรม” และธรรมะของผู้ปกครองข้ออื่นๆ ตามคำสอนพุทธศาสนานั่นเอง

ดังนั้น แนวคิดทางการเมืองของพุทธทาสจึงไม่เชื่อมโยงกับ “ประชาธิปไตยโลกวิสัย” (secular democracy) อันเป็นลักษณะสำคัญของประชาธิปไตยสมัยใหม่ เพราะพุทธทาสอ้างหลักศาสนามากำกับประชาธิปไตย ด้วยตรรกะที่ว่า “ประชาธิปไตยจะเป็นระบอบที่เลวร้ายที่สุด หากไม่มีธรรมะหรือศีลธรรมกำกับ” รวมทั้งเสรีภาพ ความเสมอภาคก็ไม่ใช่สิ่งมีค่าในตัวมันเองหากไม่มีศีลธรรมกำกับ แต่ศีลธรรมแบบไหนหรือ ตามข้อเสนอพุทธทาสก็ไม่ใช่ศีลธรรมโลกวิสัย (ซึ่งตรงข้ามกับทไลลามะที่ตีความพุทธธรรมสนับสนุนศีลธรรมโลกวิสัย)

แนวคิดธรรมาธิปไตยและเผด็จการโดยธรรมของพุทธทาสเหมือนจะเสนอเป็น “ทางสายกลาง” ระหว่างอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยกับสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่เป็นประเด็นความขัดแย้งเวลานั้น แต่เนื้อหาความคิดธรรมาธิปไตยและเผด็จการโดยธรรมก็คือ “สาแหรก” หรือวงศาคณาญาติของ “พุทธราชาชาตินิยม” เพราะพุทธทาสเองก็เคยแสดงเทศนาที่เน้นความสำคัญของ “ชาติ ศาสนา (พุทธ) พระมหากษัตริย์” ในฐานะศูนย์รวมความสามัคคีของประชาชน และเป็นสาแหรกของ “ประชาธิปไตยแบบไทย” เพราะพุทธทาสโยงแนวคิดธรรมาธิปไตยและเผด็จการโดยธรรมกับ “ระบบพ่อปกครองลูก” ยุคสุโขทัยที่เป็น “ประชาธิปไตยแบบไทย” ตามนิยามของชนชั้นนำฝ่ายกษัตริย์นิยม เช่น เสนีย์ ปราโมช หลวงวิจิตรวาทการ เป็นต้น

พูดให้ตรงขึ้นอีกแนวคิดธรรมาธิปไตยและเผด็จการโดยธรรมของพุทธทาสก็เป็นวงศาคณาญาติกับทฤษฎีการปกครองโดยคนดี ตามพระราโชวาทของ ร.9 ที่ว่า “....ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้...” ดังที่เราทราบจากการประชาสัมพันธ์อยู่เสมอๆ นั่นเอง

ส่วนความคิดทางศีลธรรมของปยุตฺโต ก็ชัดเจนว่าเป็นวงศาคณาญาติของพุทธราชาชาตินิยม และเขาใช้จุดยืนพุทธราชาชาชาตินิยมคัดค้าน “การแยกศาสนาจากรัฐ” หรือรัฐโลกวิสัย ปกป้องการเรียนวิชาพุทธศาสนาในโรงเรียนรัฐบาล ยืนยันว่าหลักจริยธรรมพุทธเป็น “หลักจริยธรรมของชาติ” และถ้าสถาปนาพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยย่อมจะเป็นหลักประกันเสรีภาพทางศาสนาให้มั่นคงได้ดีกว่า เป็นต้น

เช่นเดียวกับปัญญาชนพุทธคนอื่นๆ ในบ้านเรา ทั้งพุทธทาส, ปยุตฺโต, ประเวศต่างอ้างหลักศีลธรรมพุทธวิจารณ์ปัญหาจริยธรรมนักการเมืองและประชาชน เฉพาะปยุตฺโตเองสร้างวาทกรรมว่า “ธรรมาธิปไตยไม่มาจึงหาประชาธิปไตยไม่เจอ” โดยโฟกัสไปที่นักการเมืองและประชาชนไม่มีธรรมาธิปไตย แต่ “ละเว้น” ที่จะตั้งคำถามว่าการปกครองที่ยึดธรรมาธิปไตยอย่างเช่น “การปกครองโดยธรรม” ของกษัตริย์มีความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ และระบบปกครองสงฆ์ที่ใช้ธรรมาธิปไตยมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างไร

ตัวอย่างที่ยกมาทำให้เราเข้าใจได้ว่า ทำไมปราชญ์พุทธและปัญญาชนพุทธไม่เคยตั้งคำถามและวิจารณ์ปัญหาของ “กรง” หรือ “เข่ง” ที่ขังไก่ อันเป็นสาเหตุทำให้ไก่จิกตีกันเองมายาวนาน นั่นคือ ไม่เคยตั้งคำถามและวิจารณ์ปัญหาโครงสร้างของ “ประชาธิปไตยแบบไทยบนอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ที่ไม่เคยเป็น “ประชาธิปไตยสมัยใหม่” ได้จริง

เมื่อผมแชร์แคปชั่นความคิดของปราชญ์พุทธทั้งสองมาวิจารณ์ มีมิตรสหายบางคนมองว่าทำไมผมไม่เคารพปราชญ์ทั้งสอง คำถามคือ “เคารพคืออะไร” หมายถึงต้องสาธุรัวๆ แบบในเพจธรรมะเช่นนั้นหรือ ผมคิดว่าคงไม่ใช่ ผมเคารพใน “เจตนาดี” ต่อสังคมไทยของพุทธทาส ปยุตฺโต หมอประเวศและคนอื่นๆ ครับ แต่ผมเห็นว่าความคิดแบบพุทธของชนชั้นนำทั้งสามมีปัญหาดังที่วิจารณ์มานี้ (เป็นต้น)

ปัญหาตามที่ผมวิจารณ์ ยังเห็นได้จากการผลิตสร้างแนวคิดธรรมาธิปไตยและเผด็จการโดยธรรมของพุทธทาส ที่เป็นการเสนอชุดศีลธรรมทางการเมืองที่เป็นสาแหรกของประชาธิปไตยแบบไทยที่ยึดอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ได้ส่งผลตามมาให้แกนนำ พธม., กปปส. หรือสุเทพ, พุทธะอิสระ, สมณะโพธิรักษ์ (เป็นต้น) ต่างอ้างธรรมาธิปไตยและเผด็จการโดยธรรมตามความคิดพุทธทาสในการต่อสู้ทางการเมืองที่เอื้อต่อรัฐประหารสองครั้งที่ผ่านมา

ผลของการผลิตซ้ำพุทธราชาชาตินิยมปฏิเสธการแยกศาสนาจากรัฐของปยุตฺโต ก็คือการเกิดขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้บัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้รัฐอุปถัมภ์พุทธศาสนามากขึ้น ขณะที่หมอประเวศก็ไม่เคยอ้างวาทกรรม “สัมมาปฏิบัติ” ตั้งคำถามต่อรัฐประหาร และการใช้อำนาจตุลาการขังคุกประชาชน, เยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อเสรีภาพ และประชาธิปไตยในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา

นี่คือปัญหา “ทฤษฎีไก่ในกรง” ที่มุ่งโฟกัสปัญหาของไก่ที่จิกตีกันเองว่าเป็นไก่ไม่ดี ไม่มีศีลธรรม ขาดสัมมาทิฐิ ขาดสัมมาปัญญา ขาดสัมมาปฏิบัติ แต่ไม่แตะปัญหาของ “กรง” ที่ขังไก่ซึ่งเป็นสาเหตุให้ไก่ต้องจิกตีกันเอง หรืออาจหลงชื่นชมคลั่งไคล้ความงามของ “กรงทอง” กันอยู่ก็เป็นได้

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 26, 2566

ทุนอินเดียเอาอย่างจีน แห่มาไทยลงทุนย่านบันเทิงพัทยาเหนือ รองรับนักท่องเที่ยวแขก คงไม่ทิ้งกำไรไว้หร็อก

ดูท่าจะบูมนะนี่ ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศเดือนแรกต้นปีนี้ ๒.๐๘ ล้านคน มาแรงสามอันดับแรกเป็นมาเลเซีย ตามด้วยรัสเซีย และเกาหลีใต้ แต่ที่ น่าสนใจคือสองอันดับต่อมา อินเดียและจีน จำนวนแสนกว่ากับ ๙ หมื่นกว่า

ที่ว่าน่าสนใจเพราะมี ทุนอินเดียกับจีนตามมาลงซื้อกิจการรองรับนักท่องเที่ยวของพวกเขาด้วย ประชาชาติธุรกิจ ให้รายละเอียดเรื่อง “ทุนใหม่อินเดียรุกคืบพัทยา แข่งจีนทุ่มซื้อสถานบันเทิง-โรงแรม” ทำให้เอะใจ ว่าบูมแบบนี้แบ่งให้ต่างชาติด้วยใช่ไหม

รู้ๆ กันมานานแล้วว่า ทุนจีน ยึดครองหลายพื้นที่ย่านธุรกิจไทย เพียงแค่ ๕ ปีที่แล้ว ใครเลยจะนึกว่าห้วยขวางเป็นไชน่าทาวน์แห่งที่สองของ ม่านกู่(บางกอก ในภาษาจีน) เมื่อเร็วๆ นี้เองย่านพาหุรัดได้รับการขนานนามจาก กทม.ว่า ลิตเติ้ลอินเดีย

ตอนนี้กำลังจะมีลิตเติ้ลอินเดียแห่งที่สองที่พัทยาเหนือ ขณะที่พัทยาใต้เทียบได้กับจักรวรรดิจีนน้อยๆ แห่งที่สามมานานพอสมควร ที่นั่นเต็มไปด้วยธุรกิจจีนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจีน ชนิดว่าตามมาเก็บเบี้ยเข้าพกจากมณฑลไท้กั๋วเอากลับไปบ้านเกิด

ย่านพัทยาเหนือตรงรอยต่ออำเภอนาเกลือเดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยสถานบันเทิง ผับ บาร์ และโรงแรมที่หน้าตาเป็นภารตะชัดเจน “jannaat Club pattaya (จานาท คลับ) เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ ๓๐ มิ.ย. ๖๕, Raas Club, Karma Club และ Nashuaa club

ล้วนเป็นคลับหรูขนาดใหญ่สไตล์แขก “ในวอล์กกิ้งสตรีต ๖-๗ แห่ง เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นของกลุ่มทุนอินเดีย ที่เข้ามาร่วมหุ้นกับนักธุรกิจท้องถิ่นของไทย” ทุนอินเดียที่มาลงเก็บเกี่ยวดอกผลในไทยที่พัทยานั้น เป็นสถานบันเทิง ๖๐% ที่เหลือโรงแรม

“เม็ดเงินทุนคนอินเดียจะกระจายลงทุนตั้งแต่หลัก ๑๐-๑๐๐ ล้านบาทขึ้นไป” แล้วยังกำลังตามมาอีกมาก “ส่วนใหญ่เข้ามาซื้อกิจการ จะไม่ลงทุนก่อสร้างเองตั้งแต่เริ่มต้น จะนิยมเทกโอเวอร์กิจการที่มีใบอนุญาตทุกอย่างเรียบร้อย”

แม้นว่ากิจการเหล่านั้นมีส่วนสร้างรายได้ให้ประเทศไทยไม่มากก็น้อย เป็นส่วนหนึ่งของวงเงินกว่า ๔ หมื่นล้านบาทก็ตาม แต่ว่ากำไรหรือผลประกอบการย่อมจรลีออกนอกไปสู่ต้นตอแหล่งทุน ก็เลยน่ากังขาอยู่ว่าเบ็ดเสร็จแล้ว ได้หรือเสียมากกว่ากัน

(https://www.prachachat.net/local-economy/news-1213512=IwAR05s) 

รูปในตำนาน ผู้หญิงเราจะเบ่งบานที่สุดเมื่อมีความรัก แต่ทำไมถึง..งุบงิบ ?


สมเด็จพระนางเจ้าศศิเฌอปรางวัชรสุภางควดี พระบรมราชินีนาถ
15h
เพราะผู้หญิงเราจะเบ่งบานที่สุดเมื่อมีความรัก
Cr. ขอขอบพระคุณนาตาชานะคะ ที่ช่วยเฌอขุดเซ็ตรูปในตำนานชุดนี้มาได้
(ปี 1999-2000)

ที่มา https://www.facebook.com/QueenCherprangII/posts/499684982368890

ในฐานะคนโคราช ขอพูดบ้าง...


Ong Tong
12h
ผมเกิดโคราช เป็นลูกชาวบ้านธรรมดา ในขณะที่ไอ้ลูกทหารคนหนึ่งเกิดในค่ายสุรนารี โคราช
ผมมีจิตวิญญาณคนโคราชเต็มเปี่ยม เคารพศรัทธากราบไหว้ย่าโมด้วยจิตวิญญาณของคนโคราชเต็มเปี่ยม
ในขณะที่ไอ้ลูกทหารคนนั้น มันก็แค่อาศัยแผ่นดินโคราชเกิด มันไม่มีจิตวิญญาณของความเป็นคนโคราช เวลามันกราบไหว้ย่าโมมันก็หยาบกระด้างเหมือนจิตใจของมัน
เวลามันอยากได้ประโยชน์ให้กับตัวมัน มันถึงเสนอหน้ามาอ้างตัวว่าเป็นคนโคราช เกิดโคราช เป็นหลานย่าโม
ไม่ต่างจากลูกกะแป๋งของมัน ที่กล้าโกหกแม้กระทั่งคำสาบานที่ให้ไว้กับย่าโม
เลวไม่ต่างกัน
มันเป็นคนโกหกปลิ้นปล้อน เชื่อถืออะไรไม่ได้
มันเป็นคนโคราชจอมปลอม ซึ่งก็ไม่ต่างจากความเป็น”คนดีจอมปลอม”ของมัน
.....
Atukkit Sawangsuk
11h
ในฐานะคนโคราช
รู้สึกสมเพชทุเรศอุบาทว์มากที่ประยุทธ์สมอ้างเป็นคนโคราช
แค่เกิดในค่ายทหาร อยู่ไม่นานก็ย้ายไปลพบุรี เรียนประถมลพบุรี แล้วมาต่อวัดนวลนรดิศ
ตอนย้ายไปไม่รู้ยืนสองขาแบบมนุษย์ได้หรือยัง
:
ถ้านับแบบฝรั่ง แจ้งเกิดที่ไหนก็ได้สัญชาติที่นั่น
แต่ในทางวัฒนธรรม มันต้องมีทั้งญาติตระกูล สังคม โรงเรียน สำเนียงภาษา (พูดโคราชไม่ได้จั๊กคำ) ฯลฯ ถ้าดูแง่นั้น ประยุทธ์เป็นคนลพบุรีมากกว่าโคราชเสียอีก
ข้อสำคัญ ถ้าสมอ้างแล้วทำให้คนโคราชภูมิใจ คงไม่เท่าไหร่
นี่มันทำให้คนโคราชรู้สึกโดนฉุดลงต่ำ
แล้วยังจะใช้หาเสียง