วันอาทิตย์, ธันวาคม 29, 2562

โปรดอย่าบิดเบือนความจริง "ม้งคือใคร?"





โปรดอย่าบิดเบือนความจริง
----------
นายพลทัพฟ้า คอลัมนิสต์ ประจำเพจ เขียนบทความ “เสืออากาศ24/7” สะท้อน มุมมองด้านความมั่นคง "ม้งคือใคร?" ได้อย่างหยาบคายหลายประการ อาทิ วิถีวัฒนธรรม ศาสนา ศิลปะ ของชนเผ่าม้งมีขนบที่ต่างจากของไทยโดยสิ้นเชิง, ม้งจะไม่มีสิทธิ์ในการครอบครองทรัพยากรธรรมชาติบนแผ่นดินไทยไปเป็นของตนเองไม่ว่ากรณีใดๆ, ม้งมีสิทธิทำกินได้แต่ต้องไม่เป็นภาระให้กับประชาชนคนไทย, ม้ง สามารถเปลี่ยนสัญชาติเป็นสัญชาติไทยได้เมื่อผ่านกระบวนการทางด้านการบูรณาการสังคม (Integration) คือ ต้องเปลี่ยนขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมวิถีชีวิต/ศาสนา/ศิลปะของตนเองให้เป็นของไทยโดยสมบูรณ์, ม้ง ยังขาดปัญญาแห่งยุคสมัยที่ควรจะเป็นอยู่มาก (แม้ว่า อาจมีม้งบางคนจะมีมันสมองชั้นเลิศก็ตาม)อันเนื่องมาจากว่า ขาดการศึกษาที่ดีมายาวนาน ในการนี้ ม้งสามารถจะสามารถได้รับการศึกษาที่ดีจากรัฐไทยได้เพียงแต่ต้องเข้าอยู่ในระบบสังคมไทย คือการมีหน้าที่พลเมืองดีของไทย ก่อนที่จะได้รับสิทธิ์นั้น ๆ ฯลฯ

โดยการตีแผ่บทความของ "คุณเล็ก" วาสนา นาน่วม ในเพจ "Wassana Nanuam" นักข่าวสายทหาร

สอดรับกับเพจ "เดรัชฉานแฉ 2" ที่จั่วหัว ป้ายสีรุนแรง "เลวยิ่งกว่าหมา!"...และบิดเบือน ป้ายสี โดยอ้างถึงคุณธนาธร หมิ่นเบื้องสูง รัชกาลที่ 9 ทั้งที่วันงานที่คุณธนาธร ลงพื้นที่ปีใหม่ม้ง ตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นการลงพื้นที่ปกติ ให้กำลังใจพี่น้องชาวม้ง และเปรียบเทียบถึงกฎหมายที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ "สองมาตรฐาน" กับทุกชนเผ่าชาติพันธุ์ทั่วประเทศ อาจจะเปรียบเทียบได้กับนักการเมืองที่ครอบครองที่ดิน สปก.และรุกป่าในขณะนี้ "คนจนติดคุก นักการเมืองฝ่ายรัฐ ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ" จากนั้นจึงกล่าวอวยพรปีใหม่ 2563 คือบรรยากาศในงานที่แท้จริง พร้อมกับกล่าวฝากทีม ผู้สมัคร อบจ.ตาก ด้วย

ต่อมา "หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม" แกนนำกลุ่ม "คนชังชาติ" ยังหยิบยกประเด็นที่ธนาธร กล่าวบนเวที ปีใหม่ม้ง จังหวัดตาก 2563 ว่าเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ให้พี่น้องชาวม้งเกลียดชังชาติ

ในฐานะ "ประชาชนคนจังหวัดตาก" ขอประณามการกระทำ พฤติกรรม ของบุคคล หรือ คณะบุคคล ที่ส่อเจตนากล่าวร้าย ให้โทษ โดยคิดและประพฤติชั่วร้ายแรง บิดเบือนข้อมูล ปกปิดข้อเท็จจริง สร้างสถานการณ์เพื่อ "พังชาติ" เพียงเพราะคิดต่างและเห็นต่างทางการเมือง

พรรคอนาคตใหม่ เป็นเพียงพรรคเดียวที่ให้โอกาส กลุ่มชาติพันธุ์ม้ง และกลุ่มชาติพันธุ์ปาเกอญอ โดยลำดับรายชื่อเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อยู่ในลำดับที่ได้รับการคัดสรรให้ดำรงตำแหน่ง ส.ส.ในสภา

การขับเคลื่อน ส.ส.ปีกชาติพันธุ์ เพื่อผลักดัน พรบ.เขตวัฒนธรรมพิเศษ "ให้คนอยู่ร่วมป่าได้ ทำกินและอยู่อาศัยได้" เป็นแนวอนุรักษ์ตามนวัตวิถีเดิม ที่รัฐความส่งเสริม สนับสนุน

ย้อนฟังเสียงปราศรัยในม็อบที่ทอดสะพานให้ทหารปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจแล้วยิ่งหดหู่ "คน 300,000 คนเมืองหลวง มีคุณภาพมากกว่าคน 15 ล้านคนชนบท"

จงละลายพฤติกรรม ด้วยการปรับทัศนคติ ทางการเมืองการปกครอง และความมั่นคงเสียใหม่

เพราะ "รัฐก็คือประชาชน"


กฤษณะ พุ่มสนธิ์
...

เรื่องเกี่ยวข้อง




"ไม่ได้ดั่งใจ" นานๆพสกนิกรไทยจะได้ยินได้เห็น สิ่งที่เป็นธรรมดา แต่ไม่มีใครกล้านำมาให้ดู




"วัฒน์" ตอบคำถาม "นกปีกหักบินไกล จากฝั่งโขงถึงแม่น้ำแซน ปารีส ใช้เส้นใคร" และสยบข่าวลือ "มีมหาศรษฐีเลี้ยงดูอย่างบางคนลือกัน"



วัฒน์กับอนุสาวรีย์ วิคเตอร์ ฮูโก้


ตอบคำถามประจำปี

นกปีกหักบินไกล จากฝั่งโขงถึงแม่น้ำแซน ปารีส

เมื่อ 14 พค. 2019 เจ็ดเดือนกว่าแล้ว

คำถามซ้ำๆคือ ใช้เส้นใคร

เส้นแม้ว เส้นจรัล เส้น ธนธ. ปยบ.
ตอบ ผิดทุกข้อ
โดนหมายจับ พาสปอร์ตย่อมถูกยกเลิก ถึงไม่ยกเลิก ผ่าน 5 ปีกว่า พาสฯย่อมหมดอายุ
นกเสรีจึงเป็นนกปีกหัก
แต่บืนไกลได้ เพราะมี สาย ไม่ใช่ เส้น

ผมได้รับความช่วยเหลือๆจากคนที่ไม่เคยรู้จักสองคน ทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้ และเจ้าตัวไม่ปรารถนาให้รู้

เขา(เธอ) มีสายโยงถึงองค์กร สถานทูต ที่จะช่วยนกปีกหักให้บินได้

ชาติศิวิไลซ์ ไม่สนใจ เส้น หรือ สินบน

ขอเพียงมาตามกฏเกณฑ์

เริ่มต้น ทำProfile แปลเป็นภาษา อ.ราว40 หน้า

และมีฉบับย่อ 3 หน้า

เนื้อหา pf

1 บอกว่า คุณเป็นใคร 2 คุณจำเป็นอย่างไร ต้องขอลี้ภัย

ที่เราไม่รู้ แต่คนช่วยเขารู้ คือมีวิธีการของบางประเทศ ช่วยคนไม่มีพาสปอร์ต ให้บินได้

เรื่องจริง มีแค่นี้ ขอบคุณผู้ช่วยเหลือนิรนาม

อีกอย่าง ผมไม่ได้มีมหาศรษฐีเลี้ยงดูอย่างบางคนลือกัน แต่มีเพือนมิตรสหายช่วยบ้าง พิมพ์หนังสือขายบัาง



วัฒน์ ท่าเสา
...

ความเห็นวัฒน์ เรื่อง อนุสาวรีย์และชื่อสถานที่


.

อีกเรื่อง เลือกอ่านตามอัธยาศัย
https://www.facebook.com/tasao.band/posts/2650033811739738


ฉายารัฐสภา... "ดงงูเห่า" "ทหารเกณฑ์" บีบีซีไทย รวบรวมฉายารัฐสภาประจำปีนี้




ใครคือดาวเด่น ดาวดับ คู่กัด รวมถึงฉายาประจำรัฐสภาประจำปีนี้ ?

ห่างหายไปกว่า 5 ปี สำหรับการตั้งฉายาประจำรัฐสภาเพื่อสะท้อนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยสื่อมวลชนประจำรัฐสภา

เริ่มต้นด้วย...

1) ฉายาสภาผู้แทนราษฎร คือ "ดงงูเห่า"
เพราะการหายไปของสภาผู้แทนราษฎรกว่า 5 ปี ทำให้สภาฯ เป็นที่คาดหวัง จะเป็นที่พึ่งให้กับประชาชน แต่จะด้วยผลกระทบจากรัฐธรรมนูญ ทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ หรือเป็นนิสัยส่วนบุคคล ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "งูเห่า" ทั้งการประกาศตัวเป็น "ฝ่ายค้านอิสระ" แต่เมื่อเวลาผ่านไป ฝ่ายค้านอิสระ กลับลงคะแนนสวนทางมติของพรรคร่วมฝ่ายค้านหลายครั้ง เช่น การสวนมติ พ.ร.ก.โอนย้ายอัตรากำลังพล และการแสดงตนร่วมเป็นองค์ประชุมให้รัฐบาลในการนับคะแนนญัตติการตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบจากคำสั่ง คสช.ใหม่ เป็นต้น

2) ฉายาวุฒิสภา คือ "สภาทหารเกณฑ์"

ตามกลไกที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำหนดให้มีวุฒิสภาแบบพิเศษใน 5 ปีแรกด้วยการคัดเลือกโดย คสช. และ ส.ว.ชุดปัจจุบันจำนวนไม่น้อยมาจากบุคคลที่เคยเป็นสมาชิกสนช. ที่คสช.เคยแต่งตั้งอีกด้วย ทำให้ ส.ว.เปรียบเสมือนเป็นทหารที่ถูก คสช.เกณฑ์เข้ามา ที่ไม่เพียงมีหน้าที่ในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรกเท่านั้น แต่ยังมีภารกิจ ในการเทคะแนนเลือกพล.อ.ประยุทธ์ ให้หวนกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง และในอนาคตกำลังจะมีหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญ ที่ฝ่ายค้าน และพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคกำลังจองกฐินเตรียมแก้ไขไว้ด้วย

3) ฉายาประธานสภาผู้แทนราษฎร นายชวน หลีกภัย คือ "มีดโกนขึ้นสนิม"

แม้จะมีความตั้งใจจะให้ประชาชนกลับมาศรัทธาสภาฯ แต่มีดโกนอาบน้ำผึ้ง ที่เคยบาดลึกดูกำลังขึ้นสนิม หลังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสภาได้ ทั้งการวินิจฉัยเรื่องการนับคะแนนใหม่ในญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษามาตรา 44 จนนำมาสู่เหตุการณ์สภาล่ม ไปจนถึงการพยายามลอยตัวกับปัญหา โดยเฉพาะความขัดแย้งในคณะกรรมาธิการสามัญฯ ทั้งที่เป็นผู้นำสูงสุดของสภา แต่ถึงจะมีสนิม ที่อาจฟันอะไรไม่ขาดทีเดียว แต่หากใครได้โดนแล้ว ยังต้องรู้สึกเจ็บ และต้องรีบฉีดยากันบาดทะยัก เพราะวาจาของนายหัวเมืองตรัง ยังเจ็บจี๊ดไม่เปลี่ยนแปลง

4) ฉายาประธานวุฒิสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย คือ "ค้อนยาง"

สื่อมวลชนรัฐสภาได้ให้ฉายานี้จากเหตุที่ก่อนหน้านี้ เคยดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ซึ่งเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติสมัย คสช. มาก่อน แต่เมื่อมาทำหน้าที่เป็นประธานวุฒิสภา บทบาทและอำนาจหน้าที่ที่เคยมีนั้นหายไป ทำให้สมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะ ส.ส.ฝ่ายค้านไม่ยำเกรงในบารมีของประธานวุฒิสภา เห็นได้จากการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่ออภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ของคณะรัฐมนตรีเมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา เพราะทุกครั้งที่นายพรเพชรขึ้นทำหน้าที่ประธานการประชุม ในฐานะรองประธานรัฐสภา จะถูกส.ส.ลองของ จนควบคุมการประชุมไม่ได้ โดยเฉพาะการปะทะคารมกันระหว่าง “พล.อ. ประยุทธ์” และ “พล.ต.อ. เสรีพิศุทธิ์” จนนำมาซึ่งความวุ่นวายกลางที่ประชุม แม้ประธานวุฒิสภา จะประเดิมการใช้ค้อนทุบบนบัลลังก์ เพื่อให้เกิดความสงบ แต่กลับสะท้อนผลตรงข้าม จึงสะท้อนให้เห็นว่า ค้อนที่นายพรเพชรถือไว้นั้นเป็นแค่ “ค้อนยาง” เท่านั้น

5) ฉายาผู้นำฝ่ายค้านฯ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ คือ "ขนมจีนไร้น้ำยา"

นายสมพงษ์ ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในภาวะที่ฝ่ายค้านไม่ได้เป็นลูกไล่รัฐบาลเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะมีเสียงในสภาที่สูสีกัน และฝ่ายค้าน เคยชนะโหวตรัฐบาลมาแล้วในการพิจารณาญัตติตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาผลกระทบจากประกาศ และคำสั่งของ คสช.ตามมาตรา 44 แต่ผู้นำฝ่ายค้านฯ ยังไม่อาจแสดงบทบาท และศักยภาพในการตรวจสอบรัฐบาลให้เป็นที่ประจักษ์ เมื่อเทียบกับผู้นำฝ่ายค้านฯ ในอดีต อีกทั้งยังไม่ปรากฎบทบาทการเป็นผู้นำเพื่อให้การทำงานของสภาฯ เกิดความสมานฉันท์ และเป็นที่จดจำ จึงไม่ต่างอะไรกับขนมจีน ที่ดูน่ารับประทาน แต่เมื่อไร้น้ำยารสเลิศ ก็ทำให้ขนมจีนจานนั้น ไม่ได้อยู่ในสายตา

6) ดาวเด่นแห่ง ปี คือ นายปิยบุตร แสงกนกกุล

สำหรับดาวเด่นปีนี้ ได้แก่ นายปิยบุตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เหตุผลหลักที่ทำให้นายปิยบุตร ได้รับตำแหน่งดังกล่าว คือ การเปิดประเด็นเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณตนของนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ครบถ้อยคำตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จนนำมาสู่การเปิดประชุม เพื่ออภิปรายทั่วไปของสภาผู้แทนราษฎร และตลอดการทำหน้าที่อภิปรายในสภา ก็ไม่ได้ใช้แต่เพียงวาทะศิลป์เท่านั้น เพราะล้วนมีเหตุผลทางวิชาการ และกฎหมายรองรับ

7) ดาวดับแห่งปี คือ “นางสาวปารีณา ไกรคุปต์”

นางสาวปารีณา ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ได้สร้างกระแสในแง่ลบผ่านทางสื่อออนไลน์เป็นระยะ แม้จะแสดงบทบาทตรวจสอบการถือครองที่ดินของมารดานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แต่กลับเป็นคนที่ไม่ยอมรับการตรวจสอบการถือครองที่ดินในจังหวัดราชบุรีของตนเอง ทั้งที่มีตำแหน่งกรรมาธิการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งทุกครั้งที่ถูกผู้สื่อข่าวสอบถามถึงประเด็นดังกล่าว กลับพยายามบ่ายเบี่ยง ถึงขนาดที่กล่าวอ้างว่า ได้ทำ MOU กับนักข่าว เพื่อยุติการสัมภาษณ์โดยไม่มีหลักฐาน สื่อมวลชนจึงหวังว่า นางสาวปารีณา จะมีการปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในอนาคตหลังได้รับตำแหน่งนี้

8) คู่กัดแห่งปี คือ “ปารีณา และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์”

แม้ว่าจะต่างวัยกันแต่ก็เป็นมวยถูกคู่ แต่นางสาวปารีณา ถูกพรรคพลังประชารัฐ ส่งมาเป็นกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อปกป้องพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ภายหลังพล.ต.อ. เสรีพิศุทธิ์ พยายามเรียกนายกรัฐมนตรี มาชี้แจงปมการถวายสัตย์ฯ ต่อคณะกรรมาธิการฯ แต่ น.ส.ปารีณาพยายามขัดขวางทุกวิถีทาง ถึงขั้นมีการล็อบบี้สมาชิกในพรรคพลังประชารัฐ ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบกันเองภายในคณะกรรมาธิการ จนงานอื่น ๆ ของคณะกรรมาธิการไม่เดินหน้า ดังนั้น การปะทะของนางสาวปารีณา และพล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ จึงมีแต่เพียงวิวาทะที่หาแก่นสารไม่ได้

9) คนดีศรีสภาฯ ปี 2562

เป็นที่น่าเสียดายสำหรับตำแหน่งนี้ สื่อมวลชนประจำรัฐสภา พิจารณา และลงมติร่วมกันแล้วว่า ยังไม่มีใครเหมาะสมที่จะได้ตำแหน่งดังกล่าว

สำหรับเหตุการณ์แห่งปี 2562 นี้ คือเหตุการณ์ "สภาล่ม” เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง 2 วันติดต่อกันระหว่างการพิจารณาญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากประกาศและคำสั่งของคสช. ตามมาตรา 44 สาเหตุเริ่มมาจากการที่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลแพ้โหวตให้กับฝ่ายค้าน แต่ปรากฎว่า ส.ส.รัฐบาลใช้สิทธิขอนับคะแนนใหม่ จนนำมาสู่การลงคะแนนใหม่ โดยก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนดังกล่าวจะต้องมีการนับองค์ประชุมก่อน ทว่าในคืนประชุมแรกเหลือ ส.ส.ร่วมเป็นองค์ประชุมเพียง 92 คนเท่านั้น และหลังมีการนัดประชุมครั้งใหม่ แต่ก็ยังมีส.ส.เพียง 240 คนไม่ครบองค์ประชุม นับเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสียให้กับสภาฯ สะท้อนสภาวะการณ์ปัญหาเสียงปริ่มน้ำระหว่างฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลอย่างชัดเจน

ปิดท้ายด้วย วาทะแห่งปี 2562 คือ "ตัดพี่ตัดน้อง" เกิดขึ้นในวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐบาล ระหว่างที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยอภิปรายโจมตีรัฐบาลดุเดือด กล่าวหาว่า โกงเลือกตั้งจนได้กลับสู่ตำแหน่งโดยไม่สุจริต จนเกิดวาทะดังกล่าว ที่พล.อ.ประยุทธ์ พูดกลางที่ประชุมรัฐสภา เพื่อตอบโต้พล.ต.อ. เสรีพิศุทธิ์ ว่า “เรารู้จักกันมานาน ท่านเป็นรุ่นพี่ผม แต่งงานวันเดียวกัน แต่วันนี้ไม่ถือว่าเป็นรุ่นพี่อีกแล้ว เพราะท่านไม่ให้เกียรติผม เคยพูดว่าจะชักปืนยิงผม ถ้ายิงจริง ท่านก็ติดคุกไปแล้ว ท่านพูดจาหยาบคาย เหรียญรามาผมก็ได้ แต่ไม่เคยอวดอ้างอำนาจ และให้ไปทบทวนตัวเอง” จากการตัดพี่ตัดน้องในวันนั้น

เสียหมาเลยปูเค็ม คลิป ช่อ เดินไปหา ปูเค็ม เหนื่อยไหม​ ร้อนไหม​ (พัดให้ด้วย)



ภาพมันฟ้อง กะลาแลนด์ใกล้เคียงอินเดีย บังคลาเทศ



ทำจากใจเลย #เบื่อนายก



แม่งานเปลี่ยน สีก็เปลี่ยน... กองกำลังอาสาสมัครโครงการจิตอาสามีสีเครื่องแบบใหม่ ชุดยูนิฟอร์มตอนนี้เป็นสีเหลือง-ม่วง



วันเสาร์, ธันวาคม 28, 2562

ตู่ขอ ๒๐ ปี แล้วขาดดุลเพิ่มทุกปีอย่างนี้ "มันเกินเลยเยอะแยะจาก ‘พอเพียง’ สู่ ‘พอกันที’"

เฮ้ย เพิ่มเป็น ๒๐ ปีแล้วเหรอที่จะเปลี่ยนประเทศจากกับดัก รายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูง เมื่อ ๕ ปีที่แล้วได้ยินแว่วๆ ว่าทำได้ใน ๕ ปี ๑๐ ปีไงล่ะ นี่ถ้าทำจริงมันจะไหวหรือ บ้านเมืองมิเป็นหนี้จมหูท่วมหัว ขนาด ๕ ปีมานี่ทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นไม่หยุด

วานนี้โปรเฟสเซ่อโฆษกแจ้งผลประชุม ครม. คสช.๒ ตั้งงบฯ ปีโน้น (๒๕๖๔) เอาไว้ขาดดุลอีกพะเรอเกวียน ไอทู้บนายกฯ คนที่บอก “ปัญหามีไว้ให้แก้ อนาคตมีไว้ให้ทำ...เรามีวิสัยทัศน์ของเรา คือการนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน”
 
นั้นต้องการเวลา ๒๐ ปี เพื่อหนีกับดัก ปากดี ไม่มีกึ๋นไปหาความสิ้นไร้ของประชา และล้มละลายของชาติ ขนาดปี ๖๔ นี่เตรียมเป็นหนี้เพิ่มอีกแสนล้านบาท จากรายจ่ายเดิมในปีหน้า ๓.๒ ล้านล้านบาท เพิ่มเป็น ๓.๓ ล้านล้านในปีต่อไป

เท่ากับขาดดุลในปี ๖๔ จำนวน ๕๒๓,๐๐๐ ล้านบาท มากกว่าปี ๖๓ ราว ๕๔,๐๐๐ ล้านบาท และมากกว่าปี ๖๒ ถึง ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท เพราะมองเห็นจะแจ้งแน่นอนว่าไม่มีปัญญาหาเงินได้มากกว่า ๒.๗๗๗ ล้านล้านบาท

คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจปี ๖๔ จะอยู่ที่ ๓.๑ ถึง ๔.๑ เปอร์เซ็นต์ อันเป็นการประเมินสูง ซึ่งที่ผ่านมาในยุค คสช. ไม่เคยทำได้ตามประเมิน อย่างเช่นปีที่กำลังจะจบลง (๒๕๖๒) ประเมินไว้เกิน ๓% แต่แล้วอย่างดีได้แค่ ๒.๘%

คำนวณตามสัดส่วนถ้าประเมิน ๓.๑ เอาจริงคงเหลือแค่ ๒.๙ อย่างเก่ง แบบนี้ไม่เรียกว่า “พัฒนาให้มีความเข้มแข็งสามารถที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙” แล้วละ


เพราะมันเกินเลยไปเยอะแยะจาก พอเพียง สู่ พอกันที ทั้งที่ดีแต่คุยอวดเก่งอวดรู้ เที่ยวสอนประชาชนอย่างโน้นอย่างนี้ เข้าเนื้อตัวเองทั้งนั้น ดังที่เคยพูดเรื่องโรงงานปิดกิจการ ๑,๗๐๐ แห่ง แต่เปิดใหม่กว่า ๒ พัน
 
แต่แล้วก็โดนรองประธานสมาพันธ์แรงงานสมานฉันท์ ชาลี ลอยสูง แย้งที่กรมแรงงานอ้างว่ามีกิจการเปิดใหม่ ๓,๒๑๙ รายนั่น ตามที่มีการจดแจ้งขอเปิดกิจการในโครงการอีอีซี แต่กิจการเหล่านี้ยังไม่ได้มีการจ้างงานแต่อย่างใด มีแต่บนแผ่นกระดาษ ไม่ปรากฏตัวตนจริง

ที่เป็นจริงต้องนี่ เดือนนี้ (ธันวา) เดือนเดียวมีโรงงานปิดแล้วสามแห่ง คือโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่ชลบุรี โรงงานพล้าสติกที่อยุธยา และโรงงานผลิตถุงยางที่สมุทรสาคร อย่างน้อยๆ คนงาน ๑,๒๐๐ คนถูกลอยแพ มีส่วนน้อยที่ได้รับเงินสมณาคุณทดแทน

ถึงจะอ้างว่าบริษัทที่ปิดๆ กันไม่นานก็เปิดใหม่ เพียงปิดกิจการเพื่อกำจัดอิทธิพลของสหภาพแรงงานในโรงงานแห่งนั้น แต่ มนัส โกศล ประธานสมัชชาพัฒนาแรงงานโต้ว่า พูดอย่างนั้นง่ายเกินไปหน่อย ในเมื่อมีกฎหมายแรงงานบังคับใช้อยู่


สภาพการณ์บ้านเมืองเสื่อมทรุดหนักหนาขนาดนี้ ประยุทธ์และพวกพ้อง คสช.ยังดื้อด้านดึงดันจะครองอำนาจไปอีกถึงยี่สิบปี จึงมีทางเหลืออย่างเดียวที่จะช่วยระงับทุกข์ยากของประชากรได้ คือต้องรวมหัวกันไล่ออกไป

ผู้จัด 'วิ่งไล่ลุง' ใน แอล.เอ. ๕ มกรา แถลง "พอกันที" เผด็จการไทย ชวนประชาชนออกมาไล่




263K subscribers


กลุ่มคนไทยผู้รักประชาธิปไตย และกลุ่ม RedUSA ร่วมกันแถลงข่าว กิจกรรม “วิ่ง ไล่ ลุง”

ซึ่งจะเป็นการระดมคนไทยผู้รักประชาธิปไตย และต่อต้านเครือข่ายเผด็จการราชานิยม ที่กดขี่ข่มเหง ไม่เห็นหัวประชาชนคนไทยอยู่ในเวลานี้ ให้พ้นไปจากอำนาจ

เพราะเห็นว่า “เครือข่ายเผด็จการไทย” ซึ่งประกอบไปด้วย รัฐบาล ศาล องค์กรอิสระ และราชการทั้งระบบ คือกลุ่มผู้ร้ายตัวจริงที่ทำลายชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมืองไทยและยังเป็นการทำลายอนาคตของประเทศไทยด้วย

จึงเชิญชวนคนไทยผู้ไม่ยอมทน และไม่ยอมถอย ออกมาร่วมกัน วิ่ง-เดิน เพื่อขับไล่เผด็จการไทย ทั้งระบบ ร่วมกันในวันที่ 5 มกราคมนี้ เวลา 10 นาฬิกาเป็นต้นไป ที่ Monterey Park Los Angeles California .
หมายเหตุ... มีเสื้อ หมวก เป็นของที่ระลึกมอบให้สำหรับทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรม รวมทั้งให้เตรียมข้อความเฉพาะตัวที่จะไปแสดงออกขณะวิ่ง-เดินด้วย

ซึ่งทางผู้จัดได้เตรียมอุปกรณ์สำหรับเขียนไว้ให้ หรือหากจะเตรียมไปเอง เพื่อติดหน้าอกขณะวิ่ง หรือเดินก็จะสะดวกมากขึ้น...รวมทั้งหลังเสร็จสิ้นการจัดกิจกรรมแล้ว จะมีการรับประทานอาหารร่วมกัน.
สำหรับรายการ 'วิ่ง ไล่ ลุง' ในกรุงเทพฯ วันที่ ๑๒ มกราคม นั้น ล่าสุดปรากฏว่าทางการรัฐบาลประยุทธ์สั่งห้ามใช้ท้องถนน จึงต้องทำการเปลี่ยนสถานที่ ดังที่ 'บอล' ธนวัฒน์ วงศ์ไชย ผู้จัดแจ้งว่า
"
บอล ธนวัฒน์ วงค์ไชย
@tanawatofficial
·
ด่วน! ย้ายสถานที่จัดงาน เขาไม่ให้เราวิ่งบนถนน เราย้ายไปวิ่งในสวนก็ได้ สวนไหนเดี๋ยวก็รู้พร้อมกันเร็วๆ นี้  
#วิ่งไล่ลุง"   

สุดท้าย (หวังอย่างนั้น) ได้สถานที่วิ่งในบริเวณ 'สวนรถไฟ' ของ กทม. ดังรายงานข่าวของว้อยซ์ทีวี ดังนี้

เฟซบุ๊ก “วิ่งไล่ลุง-Run Against Dictatorship” เผยแพร่การเปลี่ยนแปลงเส้นทางการทำกิจกรรมวิ่งไล่ลุง
โดยระบุว่า ไม่สามารถจัดกิจกรรมโดยใช้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นจุดเริ่มต้นการวิ่งได้ อีกทั้งยังถูกเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงและผู้มีอำนาจ กีดกันการให้อนุญาตใช้สถานที่และเส้นทางวิ่งอย่างหนัก แม้จะได้ขออนุญาตอทำกิจกรรมแล้วก็ตาม

ทีมงานจึงตัดสินใจขออนุญาตใช้พื้นที่ของ สวนรถไฟ จากทางกรุงเทพมหานคร ซึ่งทางการุงเทพมหานคร ก็เปิดพื้นที่ให้เราใช้สวนดังกล่าว ในการจัดงานวิ่งนี้ และหวังว่า ผู้มีอำนาจ คงไม่คิดที่จะหาทางใช้อำนาจอันมิชอบล้มงานวิ่งอีก เพราะเราได้จัดในสถานที่ปิด เช่นกันกับบางงานที่จัดขึ้น “ในวันและเวลาเดียวกันกับเรา”

ทั้งนี้ในวันพรุ่งนี้ (28 ธ.ค.) จะเปิดให้มีการลงทะเบียนอีกครั้ง สามารถติดตามได้จากแฟนเพจ

บันทึกไว้ให้ลูกหลานดู ค่ายพหลโยธิน






"ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร"




ราษฎรทั้งหลาย

เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชสมบัติสืบจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้น ราษฎรบางคนได้หวังกันว่า กษัตริย์องค์ใหม่นี้คงจะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจเหนือกฎหมายอยู่ตามเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้าง ซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดั่งที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากิน ซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้

การที่แก้ไขไม่ได้ ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎร ตามที่รัฐบาลอื่น ๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่า ไพร่ บ้าง ข้า บ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอามาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ส่วนตัวปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใด ถ้าไม่มีเงิน รัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว

รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่า หลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอย ๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำ กล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กินว่า ราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่ คำพูดของพวกรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้น ไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคน

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศมีอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบ และกวาดรวบทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎร เพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนเรียนเสร็จแล้วและทหารปลดกองหนุนแล้วไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบและเสมียนเมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่กวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมือง ให้มีงานทำ จึ่งจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อย ๆ ไป เงินมีเหลือเท่าใดก็เอาฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการทหารและพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึ่งรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่า การที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลาย ๆ ความคิด ดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึ่งได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธ หรือไม่ตอบภายในกำหนด โดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมา ก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ ราษฎรพึงหวังเถิดว่า ราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุก ๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้ว-ตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการ อาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า

๑. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

๒. จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

๓. จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

๔. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)

๕. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น

๖. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบ และตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศ และช่วยตัวราษฎร บุตรหลานเหลนของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำ ไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่เป็นข้าเป็นทาสของพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือความสุขความเจริญอย่างประเสริฐ ซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า "ศรีอาริยะ" นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า


"ถ้าจะลบคณะราษฎรจากประวัติศาสตร์ไทย ต้องลบอะไรบ้าง"



เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ทุบอนุสาวรีย์รธน.


"ถ้าจะลบคณะราษฎรจากประวัติศาสตร์ไทยต้องต้องลบอะรไรบ้าง"
-ทุบธรรมศาสตร์
-เผาโรงเรียนคณะราษฎร บำรุง ยะลา, ปทุมธานี
-ยกเลิก รด
-ห้ามใช้คำว่าสวัสดี
-ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญาปี 2475-2500
-ทุบศาลากลางจังหวัดอยุธยา
-เผา’สีม’อีสาน และวัดหลายวัดที่มีลายพานรัฐธรรมนูญ
-ทุบมหาลัยมหิดล เกษตร ศิลปากร (จอมพล ป ยกระดับจากโรงเรียน ให้เป็นมหาลัยทั้งหมด แต่ไม่ได้ชื่อนี้ สฤษดิ์มาเปลี่ยน)
-ยกเลิกรำวงมาตรฐาน
-ยกเลิกเทศบาล 120 แห่ง ทั่วประเทศ
-กลับมาใช้ภาษีรัชชูปการจ่ายปีละ 3 บาท(สมัย ร7)
-ทุบสนามศุภัชลาสัย
-เอาจุฬาคืนราชสำนัก ให้เช่าที่วังต่อไปเหมือนเดิม
#มิตรสหายทั่นหนึ่ง

ที่มา FB


Harmeen Ontong

(https://www.facebook.com/meenny.amata/posts/2848829025169032)
.
คืนตำแหน่งให้บริพัทด้วย5555
มิตรสหายอีกท่านหนึ่ง
...


' Isan Memory '

ใครอยากให้ลืม
เราจะจดจำ ....

เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม
ปีนี้เราพาตระเวนอีสาน

กิตติ พันธภาค นำทีมตามหาอนุสาวรีย์พานรัฐธรรมนูญในหลายจังหวัด
รื้อฟื้นสัญลักษณ์ของระบอบใหม่ที่คณะราษฎรเคยปลุกปั้น
และค้นพบความตื่นตัว ก้าวล้ำนำหน้าใครๆ ของพี่น้องอีสาน

สร้างความหวังและไฟฝัน
ในวันที่รัฐธรรมนูญถูกชำแรกให้ถอยหลังเสียยิ่งกว่าจุดเริ่มต้น

________________________________________

*ท้ายคลิป คือเหตุการณ์ย้ายที่ตั้งอนุสาวรีย์ปราบกบฏฯ เพื่อก่อสร้างทางรถไฟฟ้าเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2559*

#IsanMemory
#รัฐธรรมนูญ
ooo

10 สถานที่สำคัญเกี่ยวกับคณะราษฎร หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง



BY ASAJEREE ON JUNE 23, 2015
Ispace Thailand

ภายหลังจากที่คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 อาคารบ้านเรือน และการก่อสร้างตามแบบสมัยใหม่ก็เกิดขึ้น เรามาดู 10 สถานที่สำคัญ ที่เป็นผลพวง หรือได้รับอิทธิพลมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 กัน บางสถานที่ได้ถูกทำลายทิ้งไปแล้ว บางสถานที่ยังคงอยู่ และบางสถานที่ได้แปรเปลี่ยนสภาพไปจนประวัติศาสตร์การอภิวัฒน์สยามได้ถูกลบเลือนไปเสียสิ้นแล้ว


1. อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ (กรุงเทพมหานคร)

อนุสาวรีย์ปราบกบฎ

อนุสาวรีย์ปราบกบฏ สร้างขึ้นในโอกาสที่รัฐบาลคณะราษฎรสามารถเอาชนะ และปราบปรามกบฏบวรเดช ซึ่งเป็นกบฏฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่คุกคามประชาธิปไตยของสยาม(กบฎบวรเดช) อนุสาวรีย์นี้เป็นที่บรรจุอัฐิของทหารและตำรวจที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ภายในรวม ๑๗ นาย และรูปแบบของอนุสาวรีย์นี้ ยังกลายเป็นต้นแบบของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ถนนราชดำเนินด้วย รัฐบาลคณะราษฎรถือว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง ๑๗ คนเป็นวีรบุรุษผู้เสียสละเพื่อประชาธิปไตย จึงได้มีการจัดงานศพอย่างยิ่งใหญ่ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการทำศพสามัญชนที่สนามหลวง

นอกจากนี้ด้านข้างของอนุสาวรีย์ยังมีรูปปั้นนูนต่ำที่เป็นรูปเรื่องราวชาวนา กรรมกร นับเป็นครั้งแรกที่มีรูปปั้นของสามัญชนปรากฎอยู่บนอนุสาวรีย์

2. วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร (บางเขน – กรุงเทพมหานคร)

วัดนี้เดิมชื่อว่า “วัดประชาธิปไตย”

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2483 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ขออนุมัติเงินเพื่อสร้างวัด เพื่อให้เป็นอนุสรณ์แก่การปกครองระบอบประชาธิปไตย และประสงค์ให้แล้วเสร็จทันงานวันชาติ คือ 24 มิถุนายน 2484 จอมพล ป. เสนอว่าสถานที่ที่จะสร้างนั้นควรอยู่ใกล้กับอนุสาวรีย์หลักสี่ เหตุผลว่าชาติกับศาสนานั้นเป็นของคู่กัน จะแยกจากกันมิได้ และหลักธรรมของพระพุทธศาสนานั้นสอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงสมควรสร้างวัดขึ้นใกล้กับอนุสาวรีย์หลักสี่ ซึ่งอนุสาวรีย์แห่งนี้ได้จารึกชื่อผู้ที่เสียชีวิตเนื่องจากการปราบกบฏบวรเดชเมื่อปี พ.ศ. 2476 และยังเป็นที่เก็บอัฐิ ของคณะราษฎรทั้งหลายผู้ล่วงลับแล้วอีกด้วย

3. อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (กรุงเทพมหานคร)

สัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตยที่ปิดปรับปรุง

ไม่ต้องกล่าวอะไรมาก อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยสร้างขึ้นเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย การก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเริ่มขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 และทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

สัญลักษณ์ที่สำคัญของอนุสาวรีย์นี้คือ
  • ครีบ 4 ด้าน สูงจากแท่นพื้น 24 เมตร มีรัศมียาว 24 เมตร หมายถึง วันที่ 24 ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง
  • พานทูนฉบับรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดป้อม กลางตัวอนุสาวรีย์ สูง 3 เมตร หมายถึง เดือน 3 หรือ เดือนมิถุนายน (ขณะนั้นนับเมษายนเป็นเดือนแรกของปี) ตรงกับเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยนั้น และหมายถึง อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ภายใต้รัฐธรรมนูญ (นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ)
  • ปืนใหญ่จำนวน 75 กระบอก (ปากกระบอกปืนฝังลงดิน) โดยรอบฐานของอนุสาวรีย์ที่มีโซ่เหล็กร้อยไว้ หมายถึงปีที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (เลข 75 เป็นเลขท้ายสองหลักของปี พ.ศ. 2475) ส่วนโซ่ที่ร้อยไว้ด้วยกันหมายถึงความสามัคคีพร้อมเพรียงของคณะปฏิวัติ
  • ลายปั้นนูนที่ฐานครีบทั้ง 4 เน้นถึงเรื่องราวการดำเนินงานของคณะราษฎรตอนที่นัดหมายและแยกย้ายกันก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
  • พระขรรค์ 6 เล่ม ที่รายล้อมรอบป้อมกลางตัวอนุสาวรีย์ หมายถึง หลัก 6 ประการของคณะราษฎร

4. โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง (ปทุมธานี และยะลา)

จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ถึงแม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของคณะราษฎรโดยตรง แต่โรงเรียนคณะราษฎรบำรุงชื่อนี้ก็มาจากสมาคมคณะราษฎร และสโมสรคณะราษฎร ที่ได้ให้เงินช่วยเหลือโรงเรียนในการพัฒนาด้านต่างๆเป็นจำนวนมาก ตามหลักประการที่หกของคณะราษฎรคือ “จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร” โรงเรียนคณะราษฎรบำรุงนั้นมีด้วยกันสองที่ คือ โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดยะลา และ โรงเรียนคณะราษฎรบำรุงปทุมธานี

5. สวนสราญรมย์ (กรุงเทพมหานคร)

ที่ทำการคณะราษฎร

ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยเป็นที่ทราบกัน แต่สวนสราญรมย์ก็เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่หนึ่งของคณะราษฎร สวนสราญรมย์เดิมเป็นเขตพระราชอุทยานของพระราชวังสราญรมย์ ในสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สถานที่แห่งนี้เป็นที่ทำการของ สโมสรคณะราษฎร์สราญรมย์ มีการจัดงานรื่นเริงตามแบบอย่างตะวันตก อาทิเช่น การจัดประกวดนางสาวสยาม รวมทั้งงานฉลองรัฐธรรมนูญ สร้างความนิยมวัฒนธรรมใหม่ ในยุคประชาธิปไตย ปัจจุบันสวนสราญรมย์ยังคงเปิดให้บริการในฐานะเป็นสวนสาธาราณะทั่วไป

6. ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลังเก่า (พระนครศรีอยุธยา)

บ้านเกิดนายปรีดี เสาหกต้น=หลักหกประการ

ศาลากลางจังหวัดอยุธยาหลังเดิมนั้น ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ สมัยหลวงบริหารชนบท (ส่าน) เป็นข้าหลวงประจำจังหวัด โดยการสนับสนุนจากนายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยนั้น นายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าคณะราษฎรฝ่ายพลเรือน นั้นเกิดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และถือเป็นผู้นำคนสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

สถาปัตยกรรมที่เห็นได้ชัดจากอาคารศาลากลางนี้คือ เสา 6 ต้น ที่เป็นตัวแทนของหลักหกประการของคณะราษฎร คือ
  1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในบ้านเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
  2. จะรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
  3. จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
  4. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่
  5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น
  6. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ปัจจุบันศาลากลางจังหวัดนี้ถูกเปลี่ยนให้เป็น หอศิลป์แห่งชาติ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีการสร้างศาลากลางขึ้นใหม่ทดแทน ในพื้นที่ใหม่

7. อาคารกระทรวงยุติธรรม (ศาลฎีกาหลังเดิม)

ความยุติธรรม ที่อยู่บนหลักหกประการ

กลุ่มอาคารศาลฎีกา เดิมทีนั้นเป็นที่ทำการศาลอุทธรณ์ ศาลอาญา และศาลฎีกา ออกแบบโดยพระสาโรชนิมมานก์ ซึ่งอาคารนั้นเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ทำพิธีเปิดเมื่อ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2486 ซึ่งวันเปิดนั้นมีความเชื่อมโยงกับวันที่ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 และเสา 6 ต้น ที่อาคารศาลฎีกานั้นแสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎร และมีอาคารที่เป็นที่ระลึกที่ได้เอกราชทางศาลหลังแก้สนธิสัญญาเบาริ่ง

ปัจจุบันศาลอาญาได้ถูกรื้อทิ้งเพื่อปรับปรุงอาคารใหม่ ได้มีนักโบราณคดี และนักประวัติศาสตร์ ออกมาคัดค้านอย่างต่อเนื่องเนื่องจากเป็นอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ [i] แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จและปัจจุบันอาคารศาลฎีกาก็ได้ถูกรื้อทิ้งแล้ว

8. วงเวียนรัฐธรรมนูญ (บุรีรัมย์และขอนแก่น)

ประวัติศาสตร์ที่ถูกรื้อทิ้ง

พานรัฐธรรมนูญ ชุดนี้ สร้างออกแบบและสร้างโดย กรมศิลปากร สมัยหลังการเปลี่ยนแปลงประเทศปี 2475 โดยคำสั่งของ รัฐบาลคณะราษฏร แล้วส่งไปให้ ทุกจังหวัดของไทย ในช่วงเวลาประมาณ 2478-2482 แต่ละจังหวัดสร้างไม่พร้อมกัน เสร็จไม่พร้อมกัน และรูปแบบของ เสา,ฐาน, รองรับ “พานรัฐธรรมนูญ” ก็ไม่เหมือนกัน สำหรับฐานรองรับ พานรัฐธรรมนูญ ของบุรีรัมย์แต่เดิมนั้นเป็น เสากลมแบบเสาโรมัน แต่ฐานก่อนที่จะมีการทุบทิ้งนั้นเป็นแท่งคอนกรีต ปูทับด้วยกระเบื้องลายธงชาติ สร้างในสมัยผู้ว่า พร อุดมพงษ์ ประมาณปี 2528-2532

เช่นเดียวกับ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่จังหวัดขอนแก่น ก็สันนิษฐานว่ามาจากแนวคิดการสร้าง และเป็นชุดการสร้างเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่จังหวัดขอนแก่น ก็ได้กลายเป็นสถานที่ชุมนุมทางการเมืองในหลายๆครั้งของชาวบ้าน ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

ปัจจุบันวงเวียนแห่งนี้ถูกรื้อทิ้งโดยอ้างว่าเพื่อแก้ปัญหาการจราจร[ii]

9. หมุดคณะราษฎร

สัญลักษณ์สำคัญ หมุดหมายแห่งการปฎิวัติ

หมุดคณะราษฎร เป็นหมุดกลมสีทองเหลือง ฝังลงบนพื้น กลางถนน ระหว่างฐานของพระบรมรูปทรงม้าและประตูทางเข้า (อดีตเป็น) กองบัญชาการทหารสูงสุด

เพื่อเป็นที่ระลึกถึงจุดที่นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร ประกาศเปลี่ยนระบบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย และอ่าน “ประกาศคณะราษฎร” ฉบับแรก เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 หมุดทางเหลืองนี้จารึกว่า “24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง ณ ที่นี้ คณะะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ”

คาดว่า หมุดทองเหลืองนี้ น่าจะจัดทำขึ้นราวปี พ.ศ.2484 และรัฐบาลก็ได้ประกาศให้วันที่ 24 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันชาติ” นับแต่นั้นมา

10. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สัญลักษณ์พิทักษ์ธรรม

หากกล่าวถึงสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎร คงจะไม่กล่าวถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ได้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อตั้งในชื่อ “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นตลาดวิชา เพื่อการศึกษาด้านกฎหมายและการเมือง ตามหลักหกประการของคณะราษฎร และปรัชญาของนายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าคณะผู้ก่อกาลว่า “มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา…” และนายปรีดีก็ได้ดำรงตำแหน่งเป็น ผู้ประศาสตร์การ (อธิการบดี) คนแรกของมหาวิทยาลัยอีกด้วย

ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังมีเรื่องราวและสัญลักษณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองอยู่มากมาย

[i] http://www.prachatai.com/journal/2013/08/48121

[ii] http://www.prachatai.com/journal/2014/11/56392