วันจันทร์, ตุลาคม 30, 2560

เมื่อความจริงปรากฏต่อคสช.ว่า "เหลือกำลังต้าน" วาทกรรม... "พื้นที่สุดวิสัย" ก็ปรากฏ (ที่จริง ประชาชนรู้ความจริงมานานแล้ว!)




"พื้นที่สุดวิสัย"

โฆษก คสช. ชี้"บิ๊กตู่"พยายามเต็มที่แก้ปัญหาน้ำท่วม ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้น แต่น้ำมากเท่าปี54 ยอมรับ มี"พื้นที่สุดวิสัย"แต่ รัฐมีแผนเยียวยาไว้แล้ว อย่างเหมาะสม-ดีที่สุด/เผย "บิ๊กเจี๊ยบ"ส่งทหาร 31กองร้อย ช่วยปชช.ใน22 จ.ทั้ง เหนือ- กลาง -อิสาน

พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวถึง กรณีที่สถานการณ์น้ำที่มีค่อนข้างมากในปีนี้ สืบเนื่องจากประเทศไทยได้รับอิทธิพล จากพายุโซนร้อน ตาลัส เซินกา พายุไต้ฝุ่นทกซูรี และพายุดีเปรสชั่น เมื่อเปรียบกับ ณ เวลาเดียวกัน ในปี 2554 มีปริมาณน้ำฝนรวมสะสม ที่ 1,798 มิลลิเมตร ในทางสถิตินับว่ามีปริมาณใกล้เคียงกัน

แต่รัฐบาลได้พยายามบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมมาแต่เนิ่น ตามห้วงเวลาตั้งแต่ในช่วงก่อนน้ำมา และระหว่างน้ำมา เช่น การพัฒนาเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำ แก้มลิง ตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งประเทศ การวางแผนเวลาการระบายน้ำฤดูฝน การบริหารระดับน้ำในเขื่อนให้มีระดับเหมาะสม การวางวางแผนใช้พื้นที่ทุ่งรับน้ำ. การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เช่นการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ต่าง และเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลต่างๆ โดยกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรฯ

ซึ่งทั้งหมดได้มีการคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนนั้น โดยพยายามที่จะไม่ขยายเป็นวงกว้างมาก

โดยในส่วนพื้นที่สุดวิสัย ที่ได้รับผลกระทบ รัฐบาลได้มีแผนการดูแลเยียวยาไว้แล้วตามความเหมาะสม อย่างดีที่สุด

อีกทั้งในพื้นที่ดังกล่าว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ หัวหน้าคสช. ได้มีสั่งการกำชับผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดูแลให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

จากการติดตามข่าวสภาพอากาศ และ การแจ้งเตือนจากหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ผ่านมา นั้น ในส่วนกองทัพบก พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.จึงได้ให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่เมื่อช่วงต้นเดือนตค.

ปัจจุบัน ทุกหน่วยอยู่ในขั้นระหว่างการให้ความช่วยเหลือ ร่วมกับหน่วยงานรัฐในพื้นที่ ซึ่งทางผู้บังคับบัญชาในทุกระดับ จะได้มีการติดตามและกำกับดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด

โดยในภาพรวมขณะนี้ทาง ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพบก(ศบภ.ทบ.) ได้ส่งกำลังพลจำนวน 31 กองร้อยช่วยเหลือ ปชช. เข้าปฏิบัติการอยู่ใน พื้นที่ๆ ได้รับผลกระทบทั้ง 22 จังหวัด ในพื้นที่ภาค เหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โดย ทาง ศบภ.ทบ. ส่วนกลาง ได้มีการเตรียมการที่จะสนับสนุนเพิ่มเติม ในเรื่องจำเป็นต่างๆ เอาไว้ ทั้งเรื่องคน และ เครื่องมือต่างๆ ไว้คอยเสริม กรณีจำเป็น หรือเมื่อมีการร้องขอเข้ามา




Wassana Nanuam
16 hrs ·

...





วันอาทิตย์, ตุลาคม 29, 2560

เรื่องแบบนี้ มันเป็น lose-lose กับทุกๆ ฝ่ายจริงๆ (ไม่ใช่ win-win เลย) :แง่กฎหมายของเหตุการณ์ลูกพ่อหลวงไล่ ด่า 'สีแดง' ที่วัดไทยแอล.เอ.

Doungchampa Spencer-Isenberg
2 hrs
เวลานี้ ดิฉันกำลังอยู่ในระหว่างพักฟื้น ไม่ค่อยได้ติดตามหรืออ่านข่าวมาเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ เพิ่งจะเริ่มอ่านข่าวต่างๆ เมื่อไม่นานมานี้
และก็เริ่มเตรียมตัวกลับเข้าไปทำงานใหม่ เขาให้เริ่ม Phased Return to Work เริ่มตั้งแต่ 20 ขั่วโมงในสัปดาห์แรก และค่อยๆ เพิ่มเป็น 25, 30, 35 และ 40 ชั่วโมง ภายใน 6-8 สัปดาห์ คาดว่า คงจะไปทำ full time เต็มที่หลังปีใหม่ไปแล้ว
----------------
กลับเข้ามาสู่การสนทนาตามปกติ มีข้อความเข้ามาหลังไมค์เป็นจำนวนมาก ด้วยคำถามเรื่อง คุณป้าคนหนึ่งทีไปงานใน Los Angeles และถามดิฉันว่า มีความคิดเห็นประการใดบ้าง
ดิฉันก็เลยต้องไปเริ่มอ่านเรื่องราวต่างๆ ย้อนหลังว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไร (เนื่องจาก สลบไปหลายวันจริงๆ)
พออ่านแล้ว ก็ไปเห็นคอมเม้นท์ต่างๆ ซึ่งไม่ทราบว่ามาจากไหนกัน รวมทั้งใช้วาทกรรมแบบ “สีสัน” กันเต็มหน้าเพจไปหมด
----------------
และที่เขียนนี้ ไม่ได้มีการวิเคราะห์เกี่ยวกับการกระทำ แต่จะใช้ “แง่กฎหมาย” เป็นหลัก เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นใน Los Angeles, California ซึ่งมันจะมีความแตกต่างกันมาก หากเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย
1. เรื่องของ “วัดไทย” ทุกๆ แห่งในทุกๆ รัฐนั้น ก็ต้องให้เข้าใจกันว่า วัดไทยสังกัดสมัชชาสงฆ์ไทย
แต่กฎหมายทุกอย่าง รวมทั้งการกระทำของบุคลากรภายในวัด จะขึ้นอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาและของรัฐที่วัดนั้นตั้งอยู่ จะมาใช้กฎหมายไทยในวัดไทยไม่ได้
2. วัดไทยทุกๆ วัดที่ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับการลดหย่อนและยกเว้นภาษี ภายใต้กฎหมายสรรพากร เรียกว่า หมวดมาตรา 501 ( C ) (3) ซึ่งกล่าวว่า องค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรที่ไม่ได้มีจุดประสงค์ในการค้ากำไร (non-profit organization) และกิจการงานภายในวัด สามารถถูกเรียกตรวจสอบอย่างโปร่งใสได้
เพราะฉะนั้น ทางวัดจะกีดกันบุคคลเพื่อใช้สถานที่ตามวัดถุประสงค์ทางศาสนาไม่ได้ พูดง่ายๆ คือ Everyone is welcome นั่นเอง
----------------
3. เมื่อวัดไทยตั้งอยู่ใน US แล้ว บุคคลต่างๆ ที่จะเข้าไปใช้สถานที่ก็มีสิทธิ์เพราะเขาหรือเธอเป็นผู้เสียภาษีให้กับรัฐบาลของรัฐและรัฐบาลกลาง
ดังนั้น การห้ามมิให้บุคคลใช้สิทธิ์ในการเดินทางเข้าไปในสถานที่นั้น มันทำไม่ได้และมันขัดกับเรื่องเสรีภาพในการนับถือศาสนา รวมทั้ง เสรีภาพการไปมาหาสู่ตามสถานที่ทางสาธารณะอีกด้วย
ตัวอย่างง่ายๆ คือ มีวัดหรือองค์กรทางศาสนาที่ไหนบ้าง ที่ปฎิเสธไม่ให้ คนที่เป็น LGBT เข้าไปในวัดหรือโบสถ์นั้นๆ ถ้าเขาหรือเธอ จะไปสวดมนต์หรือดำเนินการธุระส่วนตัวทางศาสนา?
ถ้าเขาหรือเธอ ไม่ไปประกอบพิธีกรรม ซึ่งนำหมู่คณะเข้ามา เรื่องแบบนี้ จะไปปฎิเสธการเข้าถึงสถานที่ไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้น ทางสถานที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติแบบเลือกที่รักมักที่ชัง (Discrimination) ได้
----------------
4. การใช้คำว่า “งานพระศพ” หรือ Funeral นั้น คำนิยามของทาง US เขียนไว้อย่างละเอียด และ ถ้าถามว่า ถ้าเป็นงานศพ (Funeral) จริงๆ นั้น “โลง” และ Body หรือ ร่างกายของบุคคลที่เกี่ยวข้องว่าอยู่ที่ไหน? .ซึ่งเราก็คงจะทราบดีว่า พระศพ ไม่ได้อยู่ที่ Los Angeles แน่นอน แต่อยู่ในประเทศไทย
เพราะฉะนั้น งานที่วัดใน Los Angeles จึงเป็นเรื่องของ “Memorial Service” หรือ ถวายความเคารพ ไว้อาลัยให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ไม่ใช่ “Funeral Service” เพราะไม่มีการเผา (cremate) หรือ การฝัง (Burial) เกิดขึ้น ตามที่ปฏิบัติกันทางศาสนา พระราชพิธีพระศพอยู่ในประเทศไทย ไม่ใช่ที่ Los Angeles, California
ถ้าเรื่องนี้ขึ้นไปถึงศาล ศาลจะถามเลยว่า มันเป็นเรื่องของ Funeral หรือ Memorial Service กันแน่
----------------
5. เรื่องต่อมาคือเรื่อง Proper Attire หรือ การแต่งกายที่เหมาะสม ดิฉันไม่ทราบว่า ทางวัดมีรายละเอียดต่างๆ หรือไม่ แต่ตามปกติแล้ว วัดทุกๆ วัดก็จะติดประกาศเรื่อง การแต่งกายที่สุภาพ แต่มันเป็นเรื่องของ Guidelines หรือ ข้อเสนอแนะ ไม่ใช่ กฎข้อบังคับหรือ Rules
เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องของการตีความ และ ถ้าจะใช้เรื่องความเป็นอยู่และความคิดเสมือนกับว่า อยู่ในประเทศไทย เรื่องนี้ใช้ไม่ได้ เพราะสถานที่ประกอบการ อยู่ใน US และอยู่ภายใต้กฎหมายของ US ด้วย
และดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า การ defense ข้อหาว่า เธอแต่งกายไม่เหมาะสมนั้น ใครจะเป็นคนตัดสินแทน และการอ้างว่า “คนส่วนใหญ่” ของวัด ไม่เห็นด้วยนั้น
สมมติว่า เรื่องนี้ขึ้นไปถึงศาลนะคะ เขาจะถามเลยว่า เป็นงาน Private หรือ Public คือ เป็นงานส่วนบุคคล หรือ เปิดตามสาธารณะ ถ้าเป็นงาน “ส่วนบุคคล” เคสจะออกไปอีกทางหนึ่ง คือ สามารถ “บล็อก” คนที่ไม่ได้รับเชิญได้
แต่ถ้าเป็นงานสาธารณะ และเปิด Public แล้ว ทางวัดต้องให้ประชาชนเข้าไปได้ ไม่อย่างนั้น ก็ผิดตั้งแต่เรื่อง การตั้งองค์กรเป็น non-profit organization แล้ว
ถ้าจะให้ Judge ที่มีอำนาจศาลที่นั่นตัดสิน ทางฝ่ายจำเลย ก็ต้องหาข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับเรื่องกฎข้อบังคับในการแต่งกาย (Dress-code) ซึ่งถ้าไม่มีเรื่องเหล่านี้มายืนยัน ทางศาลเขาก็ไม่เห็นด้วยแน่นอน เพราะต้องมีเรื่องนี้ประกาศว่า ต้องแต่งตัวอย่างไร ชุดขาว ชุดดำ ฯลฯ
และยิ่งถ้ามีการใช้ "คณะลูกขุน" ในท้องถิ่นเป็นผู้ตัดสินแล้ว (ผู้เสียหายสามารถร้องขอได้) เขาจะดูเลยว่า การแต่งตัวเป็นอย่างไรในสภาพท้องถิ่นนั้นๆ และต้องมีรูปภาพบรรยายด้วยว่า ทำไมถึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ซึ่งคณะลูกขุนจะเป็นผู้พิจารณาเองด้วยการใช้ "กฎหมายของรัฐ California"
----------------
6. เรื่อง Bullying และ Threatening ข่มขู่อาฆาตชีวิต เรื่องนี้เป็นเรื่องกฎหมายอาญาหรือ Criminal การด่าทอธรรมดา อาจจะเป็นเรื่อง Civil หรือ ทางแพ่ง คือ ทำให้เกิดความเสียชื่อเสียง
แต่ถ้ามีการข่มขู่อาฆาตมีความพยายาม "ฆ่า" และผู้เสียหายเขาต้องการทำการฟ้องร้องขึ้นมา เรื่องนี้จะกลายเป็นคดีอาญาโดยทันที สิทธิการแสดงออกหรือ Freedom of Expression นั้น มีได้ทุกคน แต่เมื่อมีการ Cross the lines ขึ้นมา ทางกฎหมายไม่สามารถที่จะคุ้มครองเรื่องนี้ได้
7. เรื่องเหล่านี้ ดิฉันเห็นคอมเม้นท์ต่างๆ ลงกันเต็มไปหมด แต่ก็คิดว่า คนที่ลงคอมเม้นท์ไว้ อาจจะคิดเปรียบเทียบสถานการณ์เหมือนกับว่า บุคคลผู้นั้น อยู่ในประเทศไทย และใช้กฎหมายไทยมาเป็นเครื่องตัดสิน
การตัดสินอะไรก็ตาม เขาจะใช้การพิจารณาจากตัวบทกฎหมายของรัฐและของรัฐบาลกลางเสมอ เพราะเราใช้เรื่องของ "การอ้างอิง" ในการตัดสิน เนื่องจากใช้ระบบ Common Law ซึ่งดูจากการตัดสินเป็นบรรทัดฐานมาก่อน
เรื่องนี้ ก็อยู่ที่ว่า เธอจะดำเนินการฟ้องร้องในขั้นต่อไปหรือเปล่า เพราะเรื่องนี้ การบังคับใช้กฎหมายต่างกัน เพราะอย่างที่กล่าวมาแล้วว่า มันเป็นเรื่องต่างสถานที่ และเป็นงานของการแสดงความไว้อาลัยให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ
----------------
ก็ขอเขียนแค่นี้ก่อน อาจจะเป็นการแสดงความคิดเห็นให้อ่านกันอีกมุมมองหนึ่ง เพราะเรื่องแบบนี้ มันเป็น lose-lose กับทุกๆ ฝ่ายจริงๆ (ไม่ใช่ win-win เลย)
Have a Great Day ค่ะ

ตอนนี้กลับมา ‘อ่วม’ กันใหม่อีกรอบ :สถานการณ์ "น้ำขึ้น-น้ำลง" ตามคำแม่ทัพภาค

อ่า เรื่องใส่แดงยังไม่จบดี* แต่ตอนนี้กลับมา อ่วม กันใหม่อีกรอบก่อน กับสถานการณ์น้ำ ยัง ไม่ท่วม แค่ “น้ำขึ้น-น้ำลง” ตามคำของทั่นแม่ทัพภาค

ซึ่งใครคนหนึ่งบนทวิตเตอร์ชี้ว่า “ต้องท่วมกรุงเทพเค้าถึงจะเรียกว่าท่วม” (UP2ME @nipad3 Replying to @saiyasasmith @redbamboo16)

“น้ำที่ท่วมบ้านประชาชนนี่ เป็นบ้านที่อยู่นอกคันกั้นน้ำของจังหวัดครับ ซึ่งจะท่วมอย่างนี้ตลอด เหมือนน้ำขึ้นน้ำลงนะครับ” พลโทกู้เกียรติ ศรีนาคา บอกกับผู้สื่อข่าวที่ปทุมธานีเมื่อวานนี้ (๒๘ ต.ค.)

“น้ำที่ปล่อยมาจากเขื่อนเจ้าพระยาจะไม่สูงกว่านี้แล้ว อยู่ในปริมาณ ๒,๖๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที” ทั่นคลาดเคลื่อนไปนิดเดียว จากที่โฆษกรัฐบาล พลโทห่านอู แจ้งว่าปริมาณน้ำไหลเอื่อยที่บางไทร อยุธยา ๒,๘๒๖ ลบ.ม./วินาที

ข้อสำคัญ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด แถลงเจาะจงตรงตัว “โดยย้ำว่าแม้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะเพิ่มขึ้นและเอ่อล้นเข้าท่วมบางพื้นที่ใน จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา รวม ๑๔ จุด

และน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาได้ไหลลงมาถึง จ.ปทุมธานี นนทบุรี และ กทม.แล้ว แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมใหญ่อย่างที่เป็นข่าว”

เพราะว่าความจุของน้ำในพื้นที่ กทม. อยู่ที่ ๓,๕๐๐ ลบ.ม./วินาที ฉะนั้นแค่ ๒,๘๐๐ ขี้ปะติ๋ว นอกนั้นทั่นโฆษ ก (ะ) ยังนำความหวังดีจากนายกฯ มาแจม “ประชาชนต้องระมัดระวังการส่งต่อเอกสารราชการที่เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำด้วย เนื่องจากมักมีการตีความเนื้อหาที่ผิดพลาด ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิด”


อย่างเช่นเว็บไซต์ http://flood.gistda.or.th/ ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือเปล่าไม่รู้นะ ที่ได้ “เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมมวลน้ำซึ่งขณะนี้กระจายอยู่บริเวณภาคกลางของประเทศไทย (อัพเดทข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2560)

โดยจะเห็นว่ามวลน้ำส่วนใหญ่อยู่ที่ จ.อยุธยา และ สุพรรณบุรี โดยมาประชิดติดกับ จ.นครปฐม จ.นนทบุรี และ จ.ปทุมธานีแล้ว”

กับวันนี้ (๒๙ ต.ค.) ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา “ฝนตกหนักถึงหนักมากและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบถึงวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐)...

โดยมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่” ตั้งแต่ประจวบฯ ชุมพร สุราษฎร์ฯ นครฯ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ 

ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และลมกระโชกแรง”


ก็อย่าได้ตีความไปว่าภาคใต้อาจจะ อ่วม บ้าง หากเกิดวาตภัยผสมอุทกภัย แต่สำหรับภาคกลาง “ต้องท่วมกรุงเทพเค้าถึงจะเรียกว่าท่วม” (จากข้อความบนทวิตเตอร์ UP2ME @nipad3 Replying to @saiyasasmith @redbamboo16)

ที่อ่วมๆ กันอยู่นี่พื้นที่แก้มลิงผู้เสียสละตามปณิธานพ่อ ตั้งแต่ปทุมธานีและนนทบุรีไล่ขึ้นไปถึงอยุธยา รายหลังนี่อ่วมกว่าเพื่อน

คนยุดยา ย่าตายาย มิตายดอก แค่อยากบอก บางกอกไว้ ในเรื่องนี้
หากรับได้ รับไปบ้าง แค่บางที ให้เรามี น้ำแค่เข่า เราพอใจ”

(ผู้ใช้นาม จเด็จ เสร็จตอนท่วม’ พูดความในใจแทน ชาวบางบาล ยุดยา)

หรือที่ อ.เสนา ถึงแม้ปีนี้ปริมาณน้ำจะไม่มากเท่าปี ๕๔ ปีนั้นท่วมสามเดือนพอมกราก็หมดแล้ว แต่ปีนี้น้องน้ำอยู่นานกว่า มาตั้งแต่กรกฎา นี่สี่เดือนเข้าไปแล้วยังไม่มีทีท่าจะกลับ

“ลำบาก บอกตรงๆ เลยลำบาก” คุณทิพวรรณ นุชประยูร บ่นกับผู้สื่อข่าวเวิร์คพ้อยท์


สำหรับที่อ่วมจริงๆ เพราะตอนนี้ได้ สองเด้ง ก็ต้องขอนแก่น น้ำพองมากและแรง พนังกั้นน้ำแตกอีกแห่ง ถนนเลียบคลองชลประทานสามแอลที่ ต.บึงเนียม ถูกน้ำเซาะจนขาดเป็นสิบๆ เมตร

“มวลน้ำได้ไหลเข้าไปยังพื้นที่ชั้นใน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนาข้าว คาดว่าจะทำให้พื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหายกว่า ๔,๐๐๐ ไร่”

น่าแปลกที่ข่าว คมชัดลึก ให้รายละเอียดว่า “คลองชลประทาน 3L-RMC มีประตูระบายน้ำ ๑๔ แห่ง ปิดแล้ว ๘ แห่ง ไม่สามารถปิดได้ ๖ แห่ง เพราะชาวบ้านไม่ยอมให้ปิด และชาวบ้านได้รื้อกระสอบทรายที่ปิดท่อลอดถนน ๕ แห่ง”


อาจเป็นเพราะชาวบ้านที่นั่นรู้สึก (เหมือนชาวบ้านในพื้นที่แก้มลิง) ว่าการปิดประตูระบายน้ำเป็นการป้องกันน้ำบ่าเข้าเมือง (เช่นเดียวกับท่วมกรุงเทพฯ) แต่ก่อความเดือนร้อนแก่ผู้อยู่อาศัยเหนือประตู (เช่นเดียวกับชุมชนนอกคันกั้นน้ำ)

นับเป็นการจัดระเบียบให้ประชาชนส่วนหนึ่งต้องทนทุกข์เพื่อประชาชนอีกส่วนหนึ่ง ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จโดยรัฐบาลที่ไม่ผ่านฉันทามติของประชาชน อย่างนี้จะเรียกว่าถ้วนทั่ว ทั้งมวล ได้อย่างไร


*(หมายเหตุ กรณีเพจเทอดศักดิ์ เจียมฯ และทีนิวส์ โหมโจมตีฝักฝ่ายการเมือง เสื้อแดง ด้วยการตีพิมพ์ภาพสตรีผู้หนึ่งสวมเสื้อสีแดงไปร่วมราชพิธีถวายเพลิงพระศพ ที่ท้องสนามหลวง แต่โดนจับผิดว่านั่นเป็นภาพ ‘retouched’ แต่งแก้ จนต้องพากันลบโพสต์นั้นไป

แต่นายเทอดศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา ผู้อ้างตนเป็นรอยัลลิสต์ตัวเอ้ กลับบิดเบือนว่าภาพที่ตนโพสต์และต้องลบไป เป็นภาพลวงเกิดจากการแต่งเติมของ “ขบวนการล้มเจ้า” ไปเสียฉิบ)

Many times I wonder WHO is the animal... See the Unselfish Love




ดูผ่าน FB

https://www.facebook.com/NTDLifeOfficial/videos/440750066436460/


เมื่อใดที่ท้อแท้สิ้นหวัง ดูคลิปนี็!!






https://www.facebook.com/angelinprison/videos/1578930542173201/


ทนายกิ๊ฟท์ : นางฟ้าในเรือนจำ
22 hrs ·

#ฉันจะมีชีวิตอยู่ไปทำไมกัน??
.
ผู้หญิงคนนี้แต่งงานตอนอายุ 18 แล้วชีวิตเธอก็เริ่มเปลี่ยนไป...
เธอรับมือกับอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามาได้อย่างไร??


วิดีโอนี้มียอดคนดูกว่า 100 ล้านวิว
ยอดแชร์กว่า 2 ล้านแชร์ในเวลาเพียงไม่กี่วัน
กิ๊ฟท์เห็นว่า มันเป็นแรงบันดาลใจที่ดีมากๆ
สำหรับคนที่กำลังรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวังอยู่ในตอนนี้
.
กิ๊ฟท์จึงนำมาใส่คำบรรยายภาษาไทยลงไป
เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจเนื้อหาในวิดีโอนี้ได้มากขึ้น
.
.
#แชร์คลิปนี้ออกไป เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้แก่กัน ❤️
.
.
เครดิตวิดีโอจากเพจ 👇
Credit video by Goalcast
.
แปลโดย จริยา จริยวิชัย
Translated by Jariya Jariyawichai
.
.
#ทนายกิ๊ฟท์

TNEWS เงิบ ชาวเน็ตจับผิด นำข้อมูลเท็จ เรื่อง "มนุษย์ป้า-แต่งแดงแจ๋" ท่ามกลางคนไทยที่สวมชุดดำ... จงใจมาป่วน...




ข่าวที่เกี่ยวข้อง...

http://www.tnews.co.th/contents/372682


ooo


Tschai Freiburg
7 hrs

ภาพนี้เฉลยทุกอย่าง.


https://www.facebook.com/photo.php?fbid=2027205910849043&set=p.2027205910849043&type=3&theater


ดูความทุเรศของคสช... คสช.ออกคำสั่ง "ตั้งทหารจำนวนมากเป็นรองเลขาธิการฯ ที่ปรึกษาฯ ประจำตัวของคสช. พร้อมรับเงินเดือนเพิ่ม..."





วันพุธที่ 25 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง คสช. ที่ 6/2560 เรื่อง แต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

โดยคำสั่งฉบับนี้ได้แต่งตั้ง รองเลขาธิการ ที่ปรึกษา และโฆษก ฯลฯ ประจำตัวของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในคสช. จำนวน 34 คน โดยเป็นทหารและตำรวจ 31 คน และเป็นผู้หญิงอยู่เพียง 3 คน

สำหรับรายชื่อบุคคลที่น่าสนใจ เช่น

- "พล.อ.วลิต โรจนภักดี" ซึ่งปัจจุบันเป็นสมาชิกสนช. ถูกตั้งเป็น "รองเลขาธิการฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา"
- "มยุระ ช่วงโชติ" บุตรสาวของมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรธ. ถูกตั้งเป็น "รองเลขาธิการฯ มีชัย ฤชุพันธ์"
- "พ.อ.วินธัย สุวารี" โฆษกกองทัพบก ถูกตั้งเป็น "โฆษกประจำคสช."

ตำแหน่งต่างๆ เหล่านี้ยังไม่แน่ชัดว่ามีหน้าที่รับผิดชอบอย่างไรบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ประกาศ คสช.ที่ 93/2557 กำหนดให้ตำแหน่งเหล่านี้มีเงินเดือนประจำด้วย โดยเทียบเคียงกับอัตราเงินเดือนของข้าราชการการเมือง เช่น

- ตำแหน่ง "รองเลขาธิการประจำผู้ดำรงตำแหน่งในคสช." เทียบเท่า "รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง" รับเงินเดือน 47,500 บาท
- ตำแหน่ง "ที่ปรึกษาประจำตัวผู้ดำรงตำแหน่งในคสช." เทียบเท่า "ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี" รับเงินเดือน 40,000 บาท
- ตำแหน่ง "โฆษกประจำคสช." เทียบเท่า "โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี" รับเงินเดือน 40,000 บาท
- ตำแหน่ง "รองโฆษกประจำคสช." เทียบเท่า "รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี" รับเงินเดือน 37,500 บาท
- ตำแหน่ง "ประจำคสช." เทียบเท่า "ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี" รับเงินเดือน 21,500 บาท
...
๐ คำสั่ง คสช. ที่ 6/2560 เรื่อง แต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ http://bit.ly/2llm0cJ
๐ ประกาศ คสช.ที่ 93/2557 เรื่องกำหนดอัตราตําแหน่งและค่าตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ http://bit.ly/2gIuCVH
๐ บัญชีอัตราตำแหน่งและเงินเดือนข้าราชการการเมือง (หน้า 33) http://bit.ly/2zUU9U0

ที่มา FB

iLaw
Yesterday at 10:00am ·

...





เรื่องของ “พลเมืองชั้นสอง” คนพิการ : ลุงพิการตาบอด-ขาไม่ดี ตั้งใจจะมาส่งพ่อครั้งสุดท้าย แต่จิตอาสากลับพูดออกไปแบบนี้?? (มีคลิป)




ตอนแรกยามไม่ให้เข้า อ้างว่า “ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไม่มีผู้ดูแล” แต่พอมีคนอธิบายว่าลุงขาพิการและตาบอดข้างหนึ่งเดินเข้าไปได้เอง (ใช้ไม้เท้า) ยามบอกว่า “งั้นให้ไปต่อแถว (กับคนขาดี)”

มันสะท้อนว่าคนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ “persons with special needs” ในบ้านเรา ยังเป็นพียง “พลเมืองชั้นสอง” ขนาดในงาน “ระดับชาติ” ทั้ง ๆ ที่เขาและผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษอื่น ๆ ควรได้รับการอำนวยความสะดวกมากกว่าคนอื่น น่าเศร้าใจ จะบอกว่าบ้านเมืองพัฒนาแล้วได้อย่างไร?

Pipob Udomittipong


.....
ผ่อนผันหน่อยไม่ได้หรือพี่ ?? สงสารลุงพิการตาบอด-ขาไม่ดี ตั้งใจแล้วว่าจะมาส่งพ่อครั้งสุดท้าย แต่จิตอาสากลับพูดออกไปแบบนี้?? (มีคลิป)


28 ตุลาคม 2017
ที่มา Doo Police


นับจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต แล้ว เมื่อเวลา 15 นาฬิกา 52 นาที วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชสมบัติได้ 70 ปี ก็ยังคงความโศกเศร้าอาลัยให้กับประชาชนชาวไทยเรื่อยมา

ซึ่งเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2560 เป็นวันที่กำหนดให้มีงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งประชาชนชาวไทยได้ร่วมใจกันอีกครั้งในการน้อมส่งเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สู่สรวงสวรรคาลัย โดยตั้งแต่เช้ามืด เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ด้วยความภาคภูมิใจและไม่มีย่อท้อ และในส่วนของประชาชนชาวไทยยังคงหลั่งไหล เพื่อจะผ่านจุดคัดกรองไปยังบริเวณของพระราชพิธีด้วยความมุ่งมั่น

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ต่างๆ ในกรงุเทพฯ และตามต่างจังหวัดทั่วประทศ ก็ได้มีการจัดสร้างพระเมรุมาศจำลอง เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสเข้าถวายดอกไม้จันทน์ ซึ่งในแต่ละพื้นที่ก็มีประชาชนมาเข้าร่วมงานครั้งสำคัญครั้งนี้กันเป็นจำนวนมาก และก็ทำให้เห็นภาพความประทับใจในหลายๆ พื้นที่





เช่นเดียวกับ “ลีนา จังจรรจา” หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ “ลีน่าจัง” ที่ได้เดินทางไปไลฟ์สดบรรยากาศประชาชนที่เดินทางเข้ามาร่วมถวายดอกไม้จันทน์ แต่กลับมีเหตุการณ์ที่ทำให้เจ้าตัวรู้สึกแย่ เมื่อได้พบกับชายพิการคนหนึ่ง ที่ตาบอดสนิทหนึ่งข้าง อีกทั้งขาสองข้างก็ไม่สามารถเดินได้ปกติ ต้องอาศัยไม้ค้ำยันช่วยพยุง แต่มีความตั้งใจจะเข้ามาถวายดอกไม้จันทน์ เพื่อส่งเสด็จ ในหลวง รัชกาลที่ ๙ สู่สวรรคาลัย เป็นครั้งสุดท้าย








ที่มา : ข่าวโหด

...




คนพิการที่ลงทะเบียนใว้มี​จำนวนประมาณ.ล้านแปดแสนกว่าคน..
เงินกองทุนคนพิการ​มีจำนวน.หมื่นล้านกว่าบาท.
แต่ทำไมคนพิการเราถึงยังมีคุณภาพชีวิตลำบากยากแค้นกันมากมายขนาดนี้..
.เพราะเหตุผลอะไรหนอ..?
เค้าถึงไม่สามารถช่วยเหลือคนพิการอีกกลุ่มหนึ่งได้..?
.
. ทั้งๆที่กฎระเบียบกติกาต่างๆ.มนุษย์เราเป็นคนเขียนขึ้นมาเองทั้งนั้น..



ไหม มานะทวี


เรื่องที่ผู้รักประชาธิปไตยและคนเสื้อแดงไม่ควรพลาด : "จันทนา ผีที่ไม่เคยหลับไหลแม้คืนที่ไร้แสงดาว" แกรอคอยเสมอ รอคอยน้องสาว รอคอยลูกชายคนเดียว รอคอยจดหมายจากคนรัก และรอคอยทนาย - คุกไม่ควรมีไว้ขังคนเห็นต่าง





จันทนา ผีที่ไม่เคยหลับไหลแม้คืนที่ไร้แสงดาว


โดย ภรณ์ทิพย์ มั่นคง
ที่มา ประชาไท
2017-10-28


ข้าพเจ้าจำแทบไม่ได้ว่าข้าพเจ้าไปเจอ “น้าซี” จันทนา วรากรสกุลกิจ นักโทษคดีอาวุธสงคราม ได้อย่างไรและ โดยการแนะนำของใครกันแน่ในหมู่นักโทษการเมืองด้วยกัน

แต่ข้าพเจ้าจำสายตาและท่าทีหวาดระแวง แคลงใจในตัวข้าพเจ้าของร่างผอมเกร็ง จนเห็นกระดูกปูดโปนผ่านผิวหนังสีขาวเหลืองที่ซีดเซียว ดวงตาเล็ก คล้ำลึก และผมที่ขาวจนเกือบหมดหัวของน้าซีได้ดี

“เธอเป็นใคร , ติดเข้ามาได้ยังไง , ต้องการอะไรจากพวกเรา ++++” คำถามเหล่านี้ถูกยิงเข้าหาข้าพเจ้าที่ดวงตาเปียกชุ่มน้ำตาเพราะความขี้แงของข้าพเจ้าขณะอยู่ในคุกนั่น ข้าพเจ้าไร้เรี่ยวแรงจะอธิบายตัวเองกับใครๆ มาจนถึงตอนนี้

ความไว้วางใจเป็นสิ่งที่ได้มายากเย็นในหมู่นักโทษการเมือง โดยเฉพาะ กับน้าซี แกแทบจะไม่ไว้ใจใครเลย มีเพียงเพื่อนบางคนที่แกรู้จักที่มาที่ไปเท่านั้นที่แกจะให้ความไว้ใจ แต่ก็เพียงระดับหนึ่ง


“พอเราไว้ใจคนมากๆ พวกเขาก็จะหักหลังเรา ทำลายความไว้ใจของเรา”


น้าซีบอกข้าพเจ้าหลังจากที่ลดระดับความหวาดระแวงในตัวข้าพเจ้าลงแล้ว แกคงเห็นแล้วว่า ข้าพเจ้าไม่มีพิษภัยอะไรกับใคร วันๆก็หมกมุ่นอยู่กับการเยี่ยมญาติและถูกเจ้าหน้าที่เรียกไปพบแทบทุกวัน แกคงเห็นแล้วว่าข้าพเจ้าไม่สามารถจะปกป้องตัวเองได้เลย สิ่งที่แกทำคือ ทุกๆครั้งที่มีการประกาศเรียกชื่อข้าพเจ้า แกจะออกมายืนอยู่ตรงหน้าหน่วยงานของแก ซึ่งเป็นทางข้าพเจ้าจะเดินผ่าน ให้ข้าพเจ้าได้เห็นหน้าของแก แม้ว่าจะต้องโดนด่า หรือโดนทำโทษ เพราะเขาไม่อนุญาตให้นักโทษยืน หรือเดินโดยพลการ แต่ที่น้าซีทำไปก็เพราะว่า อยากให้ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้ายังมีแกอยู่ บางครั้งข้าพเจ้าก็หันไปมอง บางครั้งข้าพเจ้าก็หลงลืมกำลังใจนั่น


“ถ้ามีอะไร วิ่งมาหาเจ้ ไม่ต้องร้องไห้ อย่าไปร้องไห้ให้พวกมันเห็น พวกมันไม่มีค่าพอจะเห็นน้ำตาของเธอ”


แกจะย้ำทุกๆครั้งที่เห็นความทุกข์ยากผ่านสีหน้าและดองตาเปียกๆของข้าพเจ้า

ก่อนที่ข้าพเจ้าจะเข้าไป น้าซีถูกขังอยู่ในคุกนั่นมาก่อนแล้ว …. และญาติก็มาบ้างไม่มาบ้าง เงินขาดพร่องบัญชีอยู่เนืองๆ จนวันหนึ่งแกเดินเข้ามาหาข้าพเจ้า เพื่อจะฝากให้ข้าพเจ้า ตีไก่ต้มน้ำปลาให้แกสักตัว


“เจ้อยากกินไก่มากเลย เธอตีไก่มาให้เจ้ได้ไหม เจ้ไม่เอาฟรีๆ เดี๊ยวเจ้ไปรับจ้างถูพื้นมาทยอยจ่ายให้เธอ”


เรารับปากก่อนจะตีไก่ต้มน้ำปลาซึ่งเป็นอาหารโอชะและหรูหราในคุกนั่นมาให้แก ก็ราคามัน 200 กว่าบาทนี่นะ นักโทษปกติจะมีเงินที่ไหนไปซื้อกิน แถมยังต้องสั่งจากการเยี่ยมญาติเท่านั้นอีกด้วย

น้าซีเดินถือไก่ไปขอยืมฝาปลาทูน่ากระป๋องจากพวกแกงค์ เพื่อตัดแบ่งไก่เป็นส่วนๆ ก่อนจะแบ่งมาให้ข้าพเจ้าส่วนหนึ่ง ให้ตัวเองส่วนหนึ่ง ที่เหลืออีกครึ่งตัว แกหิ้วไปให้นักโทษชาวพม่าหลายสิบชีวิตที่โดนกวาดจับมาได้แบ่งกันกิน

ข้าพเจ้าบอกแกว่าต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะตีไก่ให้กินอาทิตย์ละครั้ง แกดีใจมากแต่ก็แอบหนักใจว่าจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายให้ข้าพเจ้าเพราะว่าญาติไม่มา ข้าพเจ้าเลยบอกแกไปว่าข้าพเจ้าไม่คิดเงินหรอก แต่แกก็ไม่ยอม จนข้าพเจ้าต้องเสนอเงื่อนไขให้แลกเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น

น้าซีไม่เคยอยู่นิ่ง แกจะรับจ้างทำโน่นทำนี่ด้วยความกระตือรือร้น พอได้กำไรมาบ้างก็เอามาแบ่งปันให้กับเพื่อนๆคนอื่นๆ ทุกๆครั้งที่มีนักโทษการเมืองเข้ามาใหม่แกจะตามหา แล้วให้การช่วยเหลือ หางานให้รับจ้าง แบ่งปันอาหารที่แอบซ่อนออกมาจากกองเลี้ยงบ้าง เลือกหยิบของบริจาคมาให้ก่อนบ้าง

เดิมทีน้าซีนอนอยู่ห้อง 1/4 ส่วนข้าพเจ้าอยู่ 1/6 ห้องของพวกเราไม่มีกำแพงกั้น มีก็แต่ลูกกรงกั้นเท่านั้น เราจึงมองเห็นกันและกันได้ … น้าซีมีปัญหากับระบบและกระบวนการที่ไม่ยุติธรรมอยู่เสมอ แม้จะอยู่ในคุก ทั้งในห้องนอน หรือในหน่วยงาน แม้แต่ในโรงอาหาร แกก็จะต่อต้านความไม่เป็นธรรม และคอยปกป้องคนที่อ่อนแอกว่าเสมอ จนหลายๆครั้งก็ถูกเป่าหูจากคนที่ร้ายกาจ หวังใช้แกเป็นเครื่องมือเพื่อการต่อรอง แม้ว่าข้าพเจ้าและหลายๆคนจะเตือนก็เปล่าประโยชน์ จนสุดท้ายแกก็เข้าใจได้เอง และตอบโต้คนเหล่านั้นอย่างสาสม

แต่พอถึงเวลาที่แกได้รับความอัดอั้นตันใจจากความคาดหวัง จากอดีต จากสิ่งที่ต้องเผชิญ และร้ายที่สุดคือจากการถูกทอดทิ้ง


“เจ้ไม่เคยคิดว่าเจ้จะมาติดคุก สิ่งที่เจ้หวังไว้คือ ตาย เจ้สู้ตาย เจ้ไม่คิดว่าจะต้องมาเป็นภาระของใครเพราะการติดคุกบ้าๆนี่”


แกก็จะมานั่งระบายให้ข้าพเจ้าฟัง บางครั้งข้าพเจ้ารับฟัง แต่บางครั้งประสาทหูของข้าพเจ้าก็ดับไป ข้าพเจ้าไม่อยากฟัง ไม่อยากรับรู้ความเจ็บปวดใดๆของนักรบคนใดอีกต่อไป หลายครั้งที่ข้าพเจ้า ตวาด เดินหนี และ ไม่ยอมคุยกับน้าซี จนแกน้อยใจ หลายครั้งที่ใบหน้าเศร้าหมองกับน้ำตาใสๆ ไหลออกมาจากตาของน้าซีเพราะความเอาแต่ใจและร้ายกาจของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าหวังเพียงว่าวันหนึ่งแกจะเข้าใจความอ่อนแอของข้าพเจ้า





น้าซีมักจะเอ่ยถึงสิ่งที่แกได้ทำลงไป ภาพที่แกเดินคล้องแขนกับพี่น้องเสื้อแดงของแกเพื่อประจันหน้ากับทหาร ไปจนถึงคลิปวีดีโอที่นักข่าวคนหนึ่งที่ต่อมากลายเป็นคนที่แกเรียกว่า “เพื่อน” ได้ถ่ายไว้ แกอยากเก็บภาพนั้นไว้ แกอยากเก็บคลิปวีดีโอนั้นไว้ให้ลูกหลานได้ดู มันคือความภูมิใจมากมายในชีวิตของแก

ข้าพเจ้ายิ้มและรับปากว่าจะพยายามหาและเก็บไว้ให้

หลังจากที่ข้าพเจ้าฟังคำตัดสินแล้ว น้าซีก็ขอย้ายมาอยู่ห้องเดียวกับข้าพเจ้า โดยให้เหตุผลว่า กลัวข้าพเจ้าจะโดนรังแก เพราะจะมีขาใหญ่ย้ายมาเข้าห้องข้าพเจ้า และเจ้าหน้าที่ก็อนุญาติ หลังจากถามความยินยอมจากข้าพเจ้าแล้ว

แน่นอนที่สุดว่า....คนในห้องไม่ค่อยชอบแกนัก ด้วยท่าทีที่โผงผางและตรงไปตรงมาคงขัดตาหลายต่อหลายคน พื้นที่หลังห้องจึงเป็นพื้นที่ของน้าซี แกถูกเขี่ยให้ไปนอนหลังห้อง ติดห้องน้ำ ด้วยเหตุผลว่าแกขายาวจะได้พอเหยียดขาได้ แต่ใครๆก็รู้ว่าพื้นที่หลังห้องเป็นพื้นที่ที่ถูกกันไว้ให้พวกที่ปัญหาเยอะ ไม่มีญาติ ไม่มีเงิน ผิดกับข้าพเจ้าที่ถูกอุ้มชูให้อยู่หน้าห้อง ใกล้หูใกล้ตาผู้ช่วยงานและเจ้าหน้าที่ มีทั้งญาติ มีทั้งเงิน ในสายตาของพวกเขา

แม้จะโดนเอาเปรียบบ้างแต่น้าซีไม่เคยปล่อยให้อะไรผ่านไปอย่างง่ายดาย แกเรียกสิทธิ์คืนให้กับนักโทษหลังห้องทุกๆคน ข้าพเจ้าจะเดินมานั่งเล่นที่หลังห้องในบางวัน เพราะหมอนวดมือดีอยู่ที่นั่น พลางได้เงี่ยหูฟังน้าซีคุยกับเพื่อนนักโทษหลังห้องอย่างออกรส

ศาลชั้นต้นตัดสินน้าซี สิบแปดปีกว่า ….แกยิ้ม และขอสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ แม้รู้ว่าจะไม่มีทางชนะ



“วันนี้เจ้ถามผู้พิพากษา เจ้บอกเขาว่า ถ้าผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเจ้เป็นภัยต่อความมั่นคงขนาดนั้น ก็ให้ประหารเจ้ซะ เจ้ได้บอกลูก ว่าทำไมเจ้ถึงเป็นเสื้อแดง สะใจวะ”

แต่หลังจากรอยยิ้มนั้นจางหาย คำถามที่ประเดประดังเข้ามาคือ


“ทำไมต้องเป็นเจ้ !!! มีคนมากมายหายไปจากคดี พวกนั้นหายไปไหน ทำไมไม่มีใครบอกอะไรเจ้ได้เลย”

ข้าพเจ้าเองก็ตอบอะไรไม่ได้ … พูดอะไรไม่ออก ช่วงนั้นเจ้าหน้าที่ประจำเรือนนอนและผู้ช่วยงานที่คอยเป็นห่วง เรียกข้าพเจ้าและเพื่อนนักโทษการเมืองไปพูดคุยให้คอยช่วยกันสอดส่องพฤติกรรมที่อาจจะนำไปสู่การฆ่าตัวตายของน้าซี ใช่....น้าซีคิดแน่ๆ ว่าจะฆ่าตัวตาย สายตาที่แปลกไป ทำให้พวกเรากลัว

หลายคนในห้องที่เคยไม่ดีกับน้าซีก็เริ่มเห็นใจและคุยกันด้วยความเป็นมิตรมากขึ้น หลังจากฟังคำตัดสินราวหนึ่งอาทิตย์...แกก็เริ่มชวนคนอื่นๆ คุย ผู้คนที่อยู่รอบข้าง ล้วนได้รับข้อมูลทางการเมือง สถานการณ์ต่างๆ ภายนอกถูกบอกเล่าให้เพื่อนผู้ต้องขังฟังอย่างออกรส แม้จะดึกดื่นแค่ไหนน้าซีก็ยังคงนั่งคุยให้ความรู้และให้ข้อมูลมากมายกับคนรอบๆข้าง จากแรกๆมีคนนั่งฟังแกแค่ 2 คน เพิ่มเป็น 4 เป็น 6 แต่ก็เพิ่มมากไปกว่านั้นไม่ได้เพราะที่ไม่พอ

ข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้ว่าแกไปเอาข่าวสารจากข้างนอกมาจากไหน ทั้งๆ ที่ไม่ได้เยี่ยมญาติเลย แต่ก่อนจะเอาไปเล่าให้คนอื่นฟัง แกก็จะมาเช็คความถูกต้องกับข้าพเจ้าเสมอ พอข้าพเจ้าถามว่ารู้เรื่องนี้มาจากไหน ก็ได้คำตอบเพียงว่า


“เจ้มีสาย”


หลายครั้งที่ข้าพเจ้าเดินไปเข้าห้องน้ำตอนตี 2 ในสภาพงัวเงีย แต่ต้องตกใจเมื่อเห็นน้าซีนั่งอยู่ริมขอบทางเข้าห้องน้ำอันคับแคบ พร้อมด้วยสมาชิกอีก 6-7 คน ที่นั่งฟังข้อมูลมากมายจากแก …


“มา มา มา ภรณ์ทิพย์ กำลังสนุกเลย เจ้กำลังปราศรัยเรื่องบ่อน้ำมันในประเทศไทยให้พวกเขาฟัง”



ข้าพเจ้ายิ้ม....ด้วยดวงตาปรือก่อนจะปฏิเสธการร่วมวง “หนูปวดฉี่ ขอฉี่หน่อย” น้าซีขยับให้ทางข้าพเจ้า พอฉี่เสร็จข้าพเจ้าก็เดินเปะปะ ออกไปจากที่ตรงนั้นก่อนจะโดนแกเรียกให้ร่วมวงเป็นครั้งที่สอง

ยามเมื่ออากาศเย็นเยือกผ่านลูกกรงและพื้นกระเบื้อง น้าซีก็ยังคงนั่งปราศรัยข้อมูลต่างๆให้คนที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปมาในคุกนั่นได้รับฟัง


“ถ้าพวกเขาเรียนรู้ ถ้าพวกเขามีข้อมูล เจ้เชื่อว่าพวกเขาจะไม่ติดคุก แต่นี่สังคมมันบีบให้คนต้องเป็นคนเลว เธอดูเด็กๆพวกนี้สิ ถ้าพวกเขาโตมาในครอบครัวที่ดี พวกเขาจะไม่มาทำเรื่องผิดกฎหมายหรอก เราต้องให้ความรู้เขา ให้ข้อมูลเขา หาช่องทางทำมาหากินที่ถูกกฎหมายให้เขา”


น้าซีบอกกับข้าพเจ้าราวกับว่าตัวเองเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ หรือ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม

ในยามที่ผู้คนเริ่มป่วยไข้เพราะอากาศและสภาพคุกที่ไม่เอื้อให้สุขภาพของใครดีขึ้นแม้นิดเดียว ข้าพเจ้ากลายเป็นหนูลองยาของแกในที่สุด เมื่อข้าพเจ้าเจ็บคอจนไม่มีเสียง น้าซีปรุงยาบางอย่างจากสิ่งที่หาได้ในคุก คือ เกลือ ยาเขียว มะนาว บดรวมกันใส่กระปุกพิมเสนใบเล็ก แล้วบังคับให้ข้าพเจ้าอ้าปากเพื่อกวาดคอ แม้มันจะทรมานในขั้นตอนการกวาด แต่ไม่น่าเชื่อว่าข้าพเจ้าจะหายขาดได้ในสามวัน หลังจากนั้นสูตรยานี้ได้แพร่กระจายไป จนข้าพเจ้าต้องเป็นผู้สนับสนุนยาเขียวและส่วนผสมอื่นมาให้น้าซีเพื่อจะได้ปรุงยาช่วยคนอื่นต่อไป

คนมากมายต่อแถวให้น้าซีกวาดคอที่หน้าล๊อคเกอร์ในทุกๆเช้าและเย็น พอขึ้นห้องนอนแกก็รับจ้างถูพื้น เอาค่าแรงเป็นยาเพื่อเอาไปรักษาคนอื่นต่อ พอดึกก็วนเวียนปราศรัยแทบทุกคืน

น้าซีทำตัวเป็นผีที่ไม่เคยหลับจนตัวเองเริ่มไม่สบาย มีอาการถ่ายเป็นเลือด อ่อนเพลีย และ ตัวร้อน ถึงได้หยุดการปราศรัยในยามค่ำคืนของแกลง

แกให้ข้าพเจ้าพยายามติดต่อกับน้องสาว และ ลูกชาย เพื่อแจ้งข่าวให้เขามาเยี่ยมเยียนเวลาที่ไม่สบาย แต่การติดต่อสื่อสารจากในคุกถึงคนข้างนอกนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ

แกรอคอยเสมอ รอคอยน้องสาว รอคอยลูกชายคนเดียว รอคอยจดหมายจากคนรัก และรอคอยทนาย

ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าระหว่างรอนั้นแกมีความหวังหรือเปล่า แต่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นแกหยุดพูด หยุดคุยกับเยาวชนที่ติดอยู่ในคุกนี้สักวันเดียว แม้ว่าจะย้ายมาอยู่แดนนอกหลังจากที่ฟังคำตัดสิน ยืนตามศาลชั้นต้นจากศาลอุทธรณ์แล้ว น้าซีก็เขียนคำร้อง ขอย้ายออกมาอยู่แดนนอก เพื่อจะได้ทำงานและได้รับเงินปันผลน้อยนิด และน้าซีก็ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าห้องนอนจะไม่สามารถใช้เป็นพื้นที่พูดคุยได้อีกต่อไป แต่แกมีลานต้นโพธิ์ที่กว้างขวางกว่าริมรั้วในแดนแรกรับและห้องนอนเป็นไหนๆ

ทุกๆวันจะมีเด็กวัยรุ่นที่ติดคดีเล็กๆน้อยๆมานั่งคุยกับแก หลายต่อหลายคน ข้าพเจ้าเองก็ไม่แน่ใจนักว่าพวกเขามาเพราะอยากรู้เรื่องที่น้าซีจะเล่า หรือ แค่อยากได้ขนมที่น้าซีจะแจก จากเงินปันผลเดือนละ 17 บาทของแก สมทบด้วยค่าจ้างถูห้องอีกเล็กน้อยก็ตาม


แต่หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับอิสรภาพข้าพเจ้าและเพื่อนๆ ติดต่อน้าซีทางจดหมายและโปสการ์ดเป็นประจำ มีเพื่อนบางคนอาสาไปเยี่ยมแก และเด็กๆหลายต่อหลายคนที่เคยนั่งฟังน้าซี ได้เดินออกมาจากหลังกำแพงสูงนั่นแล้วติดต่อมาหาข้าพเจ้า เพื่อจะฝากบอกไปถึงน้าซีว่า


“พวกเขาเป็นคนดีแล้วนะ พวกเขาทำงานสุจริตแล้วนะ พวกเขาจะไม่เล่นยาอีกแล้วนะ”


ข่าวแบบนี้ทำให้น้าซีมีกำลังใจเสมอ


จนข้าพเจ้ามารู้ข่าวการถูกย้ายเรือนจำของแก จึงได้รุดไปเยี่ยม สรุปความว่า น้าซีเขียนคำร้องขอเช็คหมายอายัดตัวจากเจ้าหน้าที่ จึงรู้ว่าตัวเองมีหมายอายัดตัว ที่จังหวัดตราด และ ลพบุรี ด้วยความที่อยากให้ทุกๆ อย่างจบลงโดยเร็วที่สุด ไม่อยากให้หมดโทษคดีแรกแล้วจะต้องมาโดนอายุดตัวต่อในคดีที่ 2 จึงได้เขียนคำร้องผ่านเรือนจำไปที่กระทรวงยุติธรรมและศาล เพื่อขอให้ดำเนินคดีโดยเร็ว โดยอ้างอิงถึงหลักสิทธิและเสรีภาพที่ประชาชนควรจะได้รับ ในกระบวนการยุติธรรม จึงมีคำสั่งย้ายน้าซี ด่วน เพื่อไปดำเนินการในชั้นศาลที่จังหวัดตราด

และ คงเป็นความชื่นใจอย่างหนึ่งในชีวิตข้าพเจ้า หลังจากได้รับจดหมายฉบับหนึ่งที่น้าซีเขียนมาบอกว่าเสียใจที่เคยไม่ไว้ใจข้าพเจ้า เพราะตอนนี้ข้าพเจ้ากลายเป็นคนที่แกพึ่งพาได้มากที่สุด

ทั้งๆที่ความจริงแล้ว ข้าพเจ้าเองก็ยังไม่มีความมั่นคงใดจะให้แกพึ่งพา แต่อย่างน้อยๆข้าพเจ้าก็เชื่อว่าเวลาที่ผ่านมา ข้าพเจ้ารู้จักผู้หญิงคนนี้ คนบ้าบิ่น คนกล้าหาญ คนที่จะปกป้องคนอื่นเสมอ และข้าพเจ้าปล่อยให้เธอโดดเดี่ยวไม่ได้

ไม่ใช่เพื่อน้าซี แต่เพื่อตัวข้าพเจ้าเองจะยังมั่นใจในตัวเองอยู่ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ทิ้งใครไว้ข้างหลัง


เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
จำคุกหญิงเสื้อแดงครอบครองอาวุธสงคราม 27 ปี 9 ด.จำเลยลุกโต้เถียงศาล

...

ชวนอ่าน....

คุยกับเอกชัย หงส์กังวาน หลังถูกทหารตำรวจจับตัวไปเที่ยว


ที่มา ประชาไท


The difference between Obama and Trump. At Halloween



https://www.facebook.com/TheIndependentOnline/videos/10155390666831636/


สถานการณ์น้ำท่วมอ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา แม้ระดับน้ำจะท่วมน้อยกว่าปี 2554 แต่ครั้งนี้ยาวนานจนชาวบ้านเริ่มเผชิญปัญหาสุขภาพ




https://www.facebook.com/WorkpointNews/videos/524252457944037/



https://www.facebook.com/WorkpointNews/videos/524139641288652/

Source: Workpoint News

ooo





วันเสาร์, ตุลาคม 28, 2560

จากปากคำเจ้าตัว โรสลินน์ คาร์เม็น "เป็น Statment ว่าสีเหลืองอยู่กับสีแดงได้ สีเขียวคือความสมบูรณ์พูลสุข และสีดำคือการไว้อาลัยในหลวง"

น้ำผึ้งอีกหยด
ในชุมชนไทยต่างแดน

โดย เชาว์ ซื่อแท้ 'Red USA'

น้ำผึ้งหยดนี้ หกลงที่ชุมชนไทยในแอลเอ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560 เปรอะเปื้อนลานวัดไทยลอสแองเจลิส ที่ใช้เป็นสถานประกอบพิธีส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่อาจใช้เวลาอีกยาวนานกว่าลอยเปรอะเปื้อนนี้จะได้รับการชะล้างให้คืนกลับสู่สภาพเดิม หรืออาจเป็นไปได้ว่าจะไม่สามารถลบรอยเปื้อนและรอยมลทินนี้ได้อีกเลย
...........

คู่วิวาทะในกรณีน้ำผึ้งหยดใหม่ที่ตอกย้ำรอยแตกนี้ ประกอบด้วย Doctor Rosalynn Carmen (รสริน คาร์เมน) คนไทยผู้ถือสัญชาติอเมริกัน จบปริญญเอกด้านจิตวิทยา และบุรุษคู่ใจ Leonard Novarro หรือ "เลน" ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว Reuters ที่เคยรุ่งโรจน์ เคยได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล Pulitzer Prize ก่อนที่จะวางมือมาร่วมงานกับรสริน คาร์เมนทำหนังสื่อพิมพ์ - ASIA เพื่อรับใช้สังคมของชนกลุ่มน้อยที่มีเชื้อสายเอเชียในซาน ดิเอโก้ แคลิฟอร์เนีย

อีกฝ่ายคือคนไทยผู้จงรักภักดีกลุ่มหนึ่ง ที่มีวาทะเผ็ดร้อนตามคลิปที่วางไว้ข้างล่าง
https://kaohit.com/…/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%…/

รสริน คาร์เมนและ Leonard Novarro มิใช่ "นกไม่มีขน คนไม่มีปีก" ทั้งสองมีคนรักและมีเครือข่ายมากพอตัว มีทั้งนักธุรกิจ ผู้นำชุมชน ผู้สื่อข่าว นักการเมืองท้องถิ่น และนักการเมืองระดับชาติ ทั้งสองเป็นที่เคารพนับถือของคนกลุ่มต่างๆ ในซาน ดิเอโก้ ทั้งคนจีน คนเวียตนาม คนลาว คนเขมร และคนไทย

ในกรณีวิวาทะเรื่องเสื้อผ้าที่วัดไทยแอลเอ กลางงานส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา มีหลายคำพูดและหลายวาทะกรรมที่มิได้อยู่ไว้ในคลิปที่วางไว้ข้างต้น RED USA จึงขอนำเสนอให้ผู้อ่านได้รับทราบเพิ่มเติมดังนี้

รสริน คาร์เมน : เหตุจากสีแดงค่ะ เขาหาว่ารสถูกจ้างมาก่อกวน เริ่มจาก Security guard เพราะมีคนไปกระซิบบอกเขา และ "เลน" ก็อยู่ตรงนั้นด้วย ได้เห็นความบ้าเลือดของคนไทย ที่เห็นสีแดงที่ปลายเสื้อสีดำยังไม่ได้เลย ถูกรุม ถูกด่า ถูกไล่ ถูกกล่าวหาว่าเสื้อแดงจ้างให้มาก่อความไม่สงบ เขาเรียกตำรวจมาด้วย "เลน" กำลังคิดว่าจะซูว์ (ฟ้องร้อง) วัดไทย

รสริน คาร์เมน : ด่า เรียกว่าเป็นโสเภณี ด่าคำหยาบๆ ทั้งๆ ที่พี่ก็รู้ รสไปหยาบกับเขาไม่เป็นหรอก เพียงถามว่าเราแต่งตัวไม่สุภาพตรงไหน เป็นเพราะมีสีแดง เขาให้ถอดเสื้อออกต่อหน้าปวงชน เราไม่ถอด รสเป็นคนมีเกียรติมีหน้าตาในสังคม มาด่าไล่อย่างนี้แย่มากๆ คุณแม่โทรมาบอกว่า เห็นคนใส่กระโปรงสั้นกว่านี้ แถมใส่กางเกงและเสื้อสีอื่นๆ หลายคน ไม่โดน คิดว่า เป็นสีแดง และเขาถามว่าเราถูกจ้างจากเสื้อแดงมาทำการก่อความไม่สงบ เขาตะโกนด่ากันเลยนะ

รสริน คาร์เมน : ที่นี่เป็นประเทศอเมริกา เขาบอกว่าวัดไทยเป็นของเมืองไทย รสบอกว่าไม่ใช่นะ นี่คือประเทศอเมริกา ทุกคนมาสิทธิของตนเอง และเขาไม่ใช่ตำรวจ และจะจับไล่ออกด้วยข้อหาอะไร และ การแต่งเสื้อสีดำทั้งหมดเป็นกฏหมายแคลิฟอร์เนียหรือเปล่า เขาตอบคำถามรสไม่ได้ก็โมโห เรียกพรรคพวก ทั้งลูกวัด ทั้งกรรมการวัด เข้ามารุมกันหมด ทุกอย่างที่เกิดขั้นต่อหน้าคุณแม่และญาติๆ และลูกสาวที่ไปด้วย

รสริน คาร์เมน : รสจบปริญญาเอกสาขาจิตวิทยา นะคะ เพราะเห็นเขาว่าเราเป็นคนไม่มีสมอง เสื้อที่ใส่สีแดงและเหลือง เพื่อเป็น Statment ว่าสีเหลืองอยู่กับสีแดงได้ สีเขียวคือความสมบูรณ์ พูลสุข และสีดำ คือการไว้อาลัยในหลวง ทุกอย่างรสคิดก่อนล่วงหน้า ไม่ได้ต้องการลบหลู่ แต่มีความหมาย


เอาแล้วไง รปภ. วัดไทยแอล.เอ. อเมริกา ประกาศ “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต”

เหตุเกิดในวันงานส่งเสด็จ พ่อหลวง สู่สวรรคาลัย ที่วัดไทย ณ นครลอส แองเจลีส ท้องที่น้อร์ธ ฮอลลีหวูด มลรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อเช้าวันที่ ๒๖ ตุลาคม วันเวลาท้องถิ่น เมื่อพสกนิกร (สโมสรสมมุติ มั้ยไม่รู้) หลั่งไหลกันไปร่วมพิธีถวายพระเพลิง (จำลอง) ต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลังจากที่ทรงสวรรคตครบ ๑ ปี

สตรีเชื้อสายไทยนางหนึ่งนามว่า โรสลินน์ คาร์เม็น เดินทางไปร่วมพิธีพร้อมกับสามีชาวอเมริกันเชื้อสายคอร์เคเซียน (ชนผิวขาว) ผู้ซึ่งกลับไปเขียนเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ตีพิมพ์ใน เดอะไทมส์ ออฟ ซานดิเอโกหนังสือพิมพ์ท้องที่ของนครซานดิเอโก เมืองใหญ่ทางใต้สุดของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่นายเลียวนาร์ด โนแวโร สามีของนางโรสลิน เป็นนักเขียนระดับเข้าชิงรางวัลพุลลิตเซอร์รอบสุดท้ายถึงสองครั้ง เป็นผู้ก่อตั้ง (ร่วมกับภรรยา) เอเซียมีเดียอเมริกาและ เอเซียนแฮริเทจโซไซเอตี้เขายังเป็นนักเขียนประจำของซานดิเอโกไทมส์

“ไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิดแต่อย่างใดในการแสดงความจงเกลียดจงชังและด่าทออย่างป่าเถื่อน ต่อสตรีที่ผมชื่นชมอยู่เสมอในความสำเร็จของเธอ และความรักที่เธอมีต่อถิ่นฐานบ้านเดิม

เราได้กลับไปเที่ยวประเทศไทยด้วยกันหลายครั้ง แล้วกลับมาเขียนเล่าถึงแต่ในทางบวก บทความชิ้นหนึ่งในจำนวนหลายชิ้นนั้น พร้อมด้วยรูปภาพโดยโรสลินน์ ได้รับรางวัลดีเด่นจากสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งซานดิเอโก”

เลียวนาร์ดย้ำว่า นั่นเป็นความสำเร็จที่หนังสือพิมพ์และสื่อไทยใดๆ (น่าจะเจาะจงเฉพาะในท้องที่แคลิฟอร์เนีย และ/หรือ สหรัฐอเมริกา) ไม่เคยได้รับ

เขาอ้างต่อไปด้วยว่า โรสลินน์ยังเคยได้รับคำชมเชยจากรัฐบาลไทย “ความสำเร็จของเธอในฐานะตัวแทนชุมชนไทย-อเมริกัน เป็นประจักษ์ในคำสดุดีจากประธานาธิบดีอเมริกันสองท่าน จากสมาชิกสภาคองเกรส รวมทั้งจากเจ้าหน้าที่รัฐและท้องถิ่น”

เขาย้ำอีกเช่นกันว่า “ผมแน่ใจ นั่นเป็นสิ่งที่กลุ่มคน (ซึ่งกลุ้มรุมด่าทอภรรยาของเขาที่วัดไทย) ไม่เคยได้รับ”

หลังจากที่เลียวนาร์ดและภรรยาไปถึงวัดไทย ณ ลอส แองเจลีส ได้ราวชั่วโมงกว่า พากันเดินถ่ายภาพในบริเวณงาน ก็มีคนกลุ่มหนึ่งรวมทั้ง รปภ. ของงานเข้ามาห้อมล้อมเผชิญหน้า หญิงคนหนึ่งในกลุ่มตวาดใส่

“นังนี่เป็นเสื้อแดง”* เลียวนาร์ดเขียนอธิบายให้ผู้อ่านของเขาเข้าใจการเมืองเรื่องสีในประเทศไทยว่า “สีแดงหมายถึงเลว สีเหลืองถึงจะ ดี”

 “ดูซินี่ หล่อนถือกระเป๋าแดง” หญิงวัยกลางคนในกลุ่มตั้งข้อสังเกตุ ซึ่งเลียวนาร์ดยอมรับว่าจริง เพราะ “สีแดงเป็นสีของเธอ” นอกจากกระเป๋าแล้วเธอสวมเสื้อคลุมยาวถึงเข่า ที่แม้จะเป็นสีดำแต่มีลายดอกไม้สีแดง เหลือง และเขียวเกือบครึ่งตัว

เลียวนาร์ดแก้ตัวแทนภรรยาว่า โรสลินน์เป็นคำวิลิสมาหราของ โร้ส หรือดอกกุหลาบซึ่งมักงามเด่นด้วยสีแดง เป็นสีที่ภรรยาเขาชอบเป็นพิเศษ

แต่ประเด็นสำคัญของเหตุอื้อฉาวครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่เธอแต่งกายไม่สำรวมต่องานศพพ่อหลวง ดังที่ รปภ. พยายามอธิบายต่อเธอในคลิป ซึ่งแชร์กันเกลื่อนกลุ่ม ไลน์สลิ่ม วันนี้ (๒๗ ต.ค.)

มันมาจากคำพูดของหญิงคนที่ตวาดใส่หน้าโรสลินน์ว่าเธอเป็น ‘ผู้หญิงหากิน และ กะหรี่’ 

ไม่เพียงเท่านั้นหญิงคนเดียวกันกล่าวคำถากถางต่อไปว่า “พี่อายุเท่าไหร่แล้ว ควรจะแต่งตัวให้ถูกกาละเทสะ ถูกมั้ย” พร้อมกับชี้ไปที่หมวกสไตล์ ‘taffeta headdress’ สีดำของเธอว่าน่าเกลียด

ชายที่แต่งกายเป็น รปภ. ออกความเห็นอย่างทรงอำนาจว่า หมวกแบบนั้นไม่เหมาะสม ขณะที่คนนั่งอยู่ใกล้ๆ ชายคนหนึ่งก็สวมหมวกหน่วยมารีนสหรัฐ หญิงอีกคนสวมหมวกคาวบอย” เลียวนาร์ดระบุ

หนักเข้าไปอีก หญิงในกลุ่มที่เข้าไปกลุ้มรุมด่าคนหนึ่งพูดเยาะหยันด้วยคำถาม “คุณมาจากไหนนี่” โรสลินน์ตอบทันควัน “ฉันมาจากอเมริกานี่แหละ” 

คราวนี้ รปภ. ย้อนให้บ้าง “แต่คุณอยู่ในประเทศไทยนะ” แกคงคบหาสมาคมกับพวกกงสุลมากจนหลงว่า วัดมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเหมือนสถานทูต

อย่างไรก็ดี โรสลินน์ไม่ย่นย่อ ต่อล้อต่อเถียงกลับไปอีก “ที่นี่อเมริกาค่ะ คุณจะมาห้ามไม่ให้ฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้”

เลียวนาร์ดเขียนเล่าต่อไปในบทความที่ตีพิมพ์ในหน้า ความคิดเห็นของหนังสือพิมพ์ The Times of San Diego ว่าเหตุการณ์เริ่มอึงคนึงยิ่งขึ้น กลุ่มคนที่กลุ้มรุมโรสลินน์พากันตะโกนไล่เธอ “ออกไป ออกไป ออกไป

ไอ้พวกเสื้อแดงส่งเธอมาก่อกวนละเนี่ย ขณะที่ใครบางคนที่แต่งกายด้วยสีธงชาติ แดง เด่น ขาว และน้ำเงิน ก็เข้ามาร่วมขับไล่” ภรรยาของเขาด้วย

*(หมายเหตุ : ถ้อยคำภาษา ไทย ที่ใช้ในการถอดความเรื่องนี้อาจไม่ตรงกับคำพูดแท้จริงทั้งหมด ‘literally’ เนื่องจากต้นตอข้อเขียนเป็นภาษาอังกฤษ https://timesofsandiego.com/opinion/2017/10/27/an-innocent-color-choice-brings-out-intolerance-in-the-thai-community/
แต่เชื่อมั่นว่าอารมณ์ที่สะท้อนออกมาตรงกับท่าทีของผู้พูด ซึ่งปรากฏในคลิป ไลน์สลิ่มที่อ้างไว้ไม่ผิดเพี้ยน)