วันอังคาร, พฤศจิกายน 29, 2559

เครือข่ายกลุ่มพลเมืองต่อต้าน Single Gateway และพันธมิตร ออกแถลงการณ์ ขอให้ การต่อต้านร่าง พรบ.คอมพิวเตอร์และกฎหมายดิจิตอล เป็น วาระแห่งเสรีภาพของประชาชน





แถลงการณ์ เครือข่ายกลุ่มพลเมืองต่อต้าน Single Gateway และพันธมิตร

เรื่อง ขอให้ การต่อต้าน กม.Single Gateway (ร่าง พรบ.คอมพิวเตอร์และกฎหมายดิจิตอล) เป็น วาระแห่งเสรีภาพของประชาชน

จากที่ ทางกลุ่มพลเมืองต่อต้าน Single Gateway และพันธมิตร ได้ต่อต้าน คัดค้าน กฎหมาย ประกาศ รวมถึง โครงการและแนวทางต่างๆ ของรัฐ ที่จะจำกัดเสรีภาพของข้อมูล ข่าวสาร บนออนไลน์ ซึ่งพวกเราได้เรียกสั้นๆว่า"Single Gateway" ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างของระบบ(Hardware & Network) หรือ ชุดคำสั่งต่างๆ (Software) หรือ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ต่างๆที่จะใช้ลงโทษ ประชาชน เป็นเวลามายาวนานมากกว่า 1 ปีแล้ว รายละเอียดตามที่ทราบกันโดยทั่วไป

มาบัดนี้ ด้วยรัฐบาลเผด็จการทหาร ได้มีความพยายามอย่างหนักในการผลักดัน เรื่องดังกล่าว ให้ผ่าน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ออกมามีผลบังคับใช้ให้ได้ในเร็วๆนี้

เพื่อเป็นการปกป้อง เสรีภาพของประชาชนในช่องทางออนไลน์เอาไว้ให้ได้ และเพื่อให้ ภารกิจนี้ เป็นของทุกภาคีประชาชนร่วมกัน ซึ่งหาก กฎหมายดังกล่าวผ่านออกมาบังคับใช้ จะเกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงกับประชาชนชาวไทยทุกคน

ดังนั้นทางกลุ่มพลเมืองต่อต้าน Single Gateway จึงขอเรียกร้องไปยังประชาชนและทุกกลุ่ม ทุกภาคีในสังคม ดังนี้

1. ขอให้การต่อต้านในครั้งนี้ เป็น วาระแห่งเสรีภาพของประชาชนชาวไทย

2. ขอให้ ทุกภาคีประชาชน ทุกกลุ่มประชาชน เข้ามาเป็น เจ้าภาพร่วมกัน ในการขับเคลื่อน วาระเสรีภาพของประชาชน ในครั้งนี้

3. ขอให้ ทุกกลุ่มประชาชน ที่รักเสรีภาพ เคลื่อนไหว ในเรื่่องนี้ได้ในทุกรูปแบบ อย่างเป็นอิสระ

4. ข้อมุล และบทความ รวมถึงงานต่างๆ ในเพจนี้ รวมถึงเพจ เครือข่ายทั้งหมด ถือเป็นข้อมูลสาธารณะ ให้นำไปใช้ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตแต่อย่างใด

5. หากการต่อต้านในครั้งนี้ จะมีประโยชน์ใดๆเกิดขึ้น ขอให้ประโยชน์ดังกล่าวเป็นของประชาชนทุกคนที่เข้าร่วม

6. การต่อต้านครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการปกป้องเสรีภาพของข้อมุล ข่าวสารของประชาชนบนโลกออนไลน์ เท่านั้น โดยตระหนักดีว่า นี่คือ ช่องทางเสรีภาพสุดท้ายที่ประชาชนยังสามารถแสดงออกได้อย่างปลอดภัย ในประเทศนี้

ด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่นในเสรีภาพ

ประกาศ ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2559

กลุ่มเครือข่ายพลเมืองต่อต้าน Single Gatewayและพันธมิตร

หมายเหตุ : ทุกกลุ่มพันธมิตรสามารถแลกเปลี่ยน ให้ความคิดเห็น โดยติดต่อกับทีมงาน แอดมินได้ทางหลังไมค์ตลอดเวลา




พลเมืองต่อต้าน Single Gateway : Thailand Internet Firewall #opsinglegateway


ooo


ข่าวนี้คือคำยืนยันว่า ด้วยกฎหมายชุด Single Gateway ที่กำลังผ่าน สนช.ในไม่กี่วันข้างหน้านี้ เป็นความพยายามของรัฐจะเข้าถึง อีเมล์และพาสเวิร์ดของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตให้ได้

หากลองเป็นแบบนี้ ต่อไป เงินในธนาคารของใครที่ทำบัญชีออนไลน์ หรือ Internet Banking เอาไว้ก็ไม่ปลอดภัย อีกต่อไปแล้ว

หมายเหตุ : ข่าวเก่าหลายเดือนแล้ว แต่นี่คือเนื้อหาที่เป็น โร้ดแมป ของ พรบ.ชุด single Gateway คืนชีพ ชุดนี้....


>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

Thailand: ICT Ministry seeking access to internet users’ emails and logins

APPARENTLY the Thai junta is attempting to take a page of out George Orwell’s dystopian novel ‘1984’, as it is looking to pass several amendments to the Computer Crime Act (CCA) that would allow the state to act like Big Brother, overseeing activities on encrypted websites.

According to documents leaked by the Thai Netizen Network (TNN) on Thursday, the Ministry of Information and Communication Technology (ICT) is proposing an amendment to Article 20 of the CCA, which would give the ministry the green light to access and censor encrypted content on websites.

One of the leaked documents mention giving authorities the power to “issue a regulation for Internet Service Providers (ISPs) to delete or restrain the dissemination of computer data, in accordance with evolving technology”......

.......Netizens have expressed their doubts and about allowing the government access to such sensitive information, as there were two massive online data leaks in March, which saw real names, nationalities, passport numbers, as well as addresses in Thailand, made available on a government-sanctioned website.

อ่านต้นฉบับที่นี่ : https://asiancorrespondent.com/…/thailand-computer-crime-a…/

หรือ อ่านที่นี่ :

http://thaienews.blogspot.dk/…/thailand-ict-ministry-seekin…

ใครเป็นใครใน 27 จนท.สืบสวนสอบสวน พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์



ภาพจาก เพจพลเมืองต่อต้าน Single Gateway


ประกาศแต่งตั้ง 27 จนท.สืบสวนสอบสวน ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์


ที่มาเรื่อง มติชนออนไลน์
26 พ.ย. 59


ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ระบุว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 (ฉบับที่ 1) เพื่อให้การปฏิบัติและการดําเนินงานด้านการสืบสวนสอบสวน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วย การกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และสัมฤทธิผลในทางปฏิบัติ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงประกาศแต่งตั้ง พนักงานเจ้าหน้าที่ ดังต่อไปนี้

1.ร้อยตํารวจเอก เขมชาติ ประกายหงษ์มณี
2.พันตํารวจโท สันติพัฒน์ พรหมะจุล
3.พันตํารวจตรีหญิง พรรณทิพย์ เต็มเจริญ
4.นายธีรศักดิ์ มาตาเดิม
5.นายรัชพร วรอินทร์
6.นายลักษมณ์ เฉลิมชัย
7.นางสาวกีรติ บุญโชติ
8.นายจิรโรจน์ นิราศนภาภัย
9. นายปัญญา ว่องไว
10.นายมงคล มีลุน
11.นายโกวิทย์ จิตตพิทักษ์ชัย
12.พันเอก สุประดิษฐ์ เปล่งฉวี
13.พันตํารวจตรี ณัทกฤช พรหมจันทร์
14.พันตํารวจโท สุพจน์ คําวงค์ษา
15.พันตํารวจโท ปรีชา จันทร์มณี
16.พันตํารวจโท ปัถย์ภวิศ วงษ์พินิจ
17.ร้อยตํารวจเอก วโรดม กลั่นบุศย์
18.พันตํารวจโท สัณห์เพ็ชร หนูทอง
19.พันตํารวจเอก ณรงค์ แม้นเหมือน
20.พันตํารวจเอก สมพร แดงดี
21.ร้อยตํารวจเอก ศุภพิสิษฐ์ ทินบุตร
22.พันตํารวจโท ปิติณัช ประชุมสุข
23.นางสาวขนิษฐา สหเมธาพัฒน์
24.นายวีรภัทร ลําปาง
25.นายอานันท์ ไขลายหงษ์
26.นางนิลมณี บุญมีพิพิธ
27.นายวรชาต เรืองรุจิระ

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 14 ตุลาคม
พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง
รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ooo

แอบเล่นกันตอนดึกๆ

ประกาศ แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ แล้ว 27 ราย ...(เอามาทำอะไรกันหว่า.....ไม่ได้มาเล่นซ่อนแอบกับพวกเราแน่เลย..)

ใครเป็นใคร ไปอ่านชื่อกันดูเอง.....

(มติชนลงข่าวนี้แล้ว : http://www.matichon.co.th/news/374194)

ใครจะถูกหวย ก่อน อีกไม่กี่วันนี้ ก็ได้รู้กัน....
งานนี้ หากไม่สู้ ก็ต้องก้มหน้าอยู่อย่างทาส ไปอีกนาน.....

#NoSingleGateway
#OpSingleGateway

หมายเหตุ:

1. แต่งตั้งกันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ประกาศในราชกิจจาฯ เมื่อกี้นี้เอง.....

2. “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

3. อำนาจของพนักงานที่แต่งตั้งขึ้น เป็นไปตาม

มาตรา ๑๘ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ เฉพาะที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดและหาตัวผู้กระทำความผิด

(๑) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้มาเพื่อให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานอื่นใดที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้

(๒) เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือจากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง

(๓) สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการที่ต้องเก็บตามมาตรา ๒๖ หรือที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมของผู้ให้บริการให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่

(๔) ทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ จากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นยังมิได้อยู่ในความครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่

(๕) สั่งให้บุคคลซึ่งครอบครองหรือควบคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ ส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่

(๖) ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด อันเป็นหลักฐานหรืออาจใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดและสั่งให้บุคคลนั้นส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นให้ด้วยก็ได้

(๗) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด หรือสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำการถอดรหัสลับ หรือให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการถอดรหัสลับดังกล่าว

(๘) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทราบรายละเอียดแห่งความผิดและผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

และ

มาตรา ๒๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือรับคำกล่าวโทษ และมีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

ในการจับ ควบคุม ค้น การทำสำนวนสอบสวนและดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ บรรดาที่เป็นอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงานกับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป


พลเมืองต่อต้าน Single Gateway : Thailand Internet Firewall

ooo





สมมุตินะ
1. เรามีบัญชีอีเมล แต่ไม่ค่อยได้เข้าใช้งาน
2. ใครส่งฟอร์เวิร์ดเมล เข้ามาในอีเมลของเรา
3. ฟอร์เวิร์ดเมล ดังกล่าว ผิดกฎหมาย
4. เจ้าหน้าที่เสือกมาพบเข้า
5. เราถูกดำเนินคดี เพราะครอบครองข้อมูลแล้วไม่ลบ
6. เราติดคุกโดยไม่ได้ทำเชี้ยอะไรเลย

>>>>>>>>>>>>>>>>>>

หมายเหตุ : ถ้ากฎหมายเฮงซวยนี้ผ่าน สนช.แล้ว ต่อไปการกลั่นแกล้งแบบนี้ คงเกิดขึ้นง่ายๆเลย คราวนี้ได้กิน พิซซ่่ากัน ทั้งเมืองแน่ๆเลย.......(ผิดทั้ง กม. Single Gateway ผิดทั้ง กม.112)

มีเพื่อนๆฝากบอกมาด้วยว่า ฝ่ายทเหี้ยก็จงพึงระวัง อาจจะโดนวาง Pizza bomb หรือ Pizza trap เองนะจ๊ะซิบอกให้ เพราะแค่ส่งเมล์ไป แล้วแฮกคอมฯทะเหี้ย ไม่ยากนะจ๊ะ ....

พลเมืองต่อต้าน Single Gateway : Thailand Internet Firewall

วันจันทร์, พฤศจิกายน 28, 2559

Viewpoint: Did Thai king help stifle democracy?




Thailand is in deep mourning after the passing of the king on 13 October


Viewpoint: Did Thai king help stifle democracy?


Source: BBC
28 November 2016


After the death of King Bhumibol Adulyadej, Thailand is preparing for Crown Prince Maha Vajiralongkorn to succeed him on the throne. The king's declining health seemed to coincide with the beginning of a decade-long political crisis, writes Serhat Uenaldi, and in the end Thai democracy died long before the king.

The king himself helped kill off democracy in the fateful year of 2006, when he endorsed a military coup against the popular Prime Minister Thaksin Shinawatra and gave royal assent to an interim cabinet.

Mr Thaksin, a telecommunications billionaire, had been swept to power in the wake of the 1997 Asian financial crisis. He managed to get Thailand's economy back on track by introducing mildly redistributive policies that benefitted people in previously neglected provincial areas. As a result, he became the first prime minister to complete a full term in office. His popularity soared, partly at the expense of the monarchy.

Previously, King Bhumibol had been regarded as the supreme patron of rural Thailand, initiating hundreds of development projects. With Mr Thaksin's rise many came to realise that an elected leader could improve their lives and lead to real structural change. They no longer felt dependent on a supposedly benevolent monarch who ruled by birthright.

But royalists began to fight back, spearheading a movement against Mr Thaksin which they formed in late 2005. Thaksin, however, proved resilient, backed by the majority of Thais. Poll after poll showed his apparently unbeatable popularity.




Thaksin Shinawatra now lives outside Thailand in self-imposed exile



Without Bhumibol's blessing, he could never have been ousted by a coup in September 2006. Its leaders were granted an audience with the king immediately afterwards which was a clear sign of royal support.

If due democratic processes had run their course, Mr Thaksin's economic policies may or may not have proven unsustainable, and his negative human rights track record may have become unacceptable to the majority of Thais. That would have been for the voters to decide. But Thailand's royalists appear to have made that decision for them.

Seen in this light, it seems easy to conclude, as some have done, that King Bhumibol was the one to blame for the political mess that followed. In the wake of the 2006 coup, criticism directed at him as the country's most potent anti-democratic player mounted. Mr Thaksin's supporters, journalists and academics began to examine his political track-record critically, in spite of the existence of a law against defaming the monarchy which allows for up to 15 years imprisonment for each act deemed insulting to the king or a member of his family.
Royal charisma

However, the question of whether man makes history or whether history makes a man - a king, in this instance - looms large over the assessment of King Bhumibol's reign. Is it justified to hold him responsible, or was he in actuality a weak king who simply found himself at the centre of forces that were even bigger than the demi-god he was supposed to be?




As so often, the truth lies in between. Thailand's turbulent politics can be best explained by the interplay between King Bhumibol as a leadership figure and Thai society at large. The point is that the king could not have become invested with the authority he had if that authority had not served the purposes of broad sections of the Thai people. 



When King Bhumibol acceded to the throne in 1946, the Thai monarchy was at a low point after a revolution that ended absolute monarchy in 1932. The king's star only rose when military dictators started again to actively cultivate the charisma of the royal institution to promote royalism to fight communism in the 1950s. Royal traditions were invented or revived, the monarch was paraded around the countryside and abroad, old beliefs in Buddhist and Hindu sources of royal strength were nurtured.
In the king's name

And this is how King Bhumibol's reign worked. The enormous power he seemed to hold was in a way given to him by those Thais who drew on royal charisma as a source of legitimacy. The king's advice was what people made of it and what people made of it depended on their interests.

Whenever unionists rallied against privatisation by parading images of the king, whenever slum dwellers on royal land referred to their historical bond with the monarchy to counter threats of eviction, whenever a bureaucrat devised a scheme with reference to the king's guiding words of wisdom, whenever businesses attached a royal emblem to the front of their headquarters, whenever military generals purported to protect the king while carrying out coups against civilian governments, they were at the same time strengthening their own position and entrenching the centrality of the monarchy.




In 2007, pro-democracy protesters held up images of the king to demand a return of ousted Prime Minister Thaksin Shinawatra


An example of this was the king's repeated but failed attempt to instil a so-called "sufficiency" mind-set in his people through his vague concept of a "sufficiency economy" - focus on balanced development that stresses environmental and social responsibilities as much as conventional measures of economic progress. But while environmentalists and opponents of neo-liberalism used the idea to back their calls for a more sustainable and less exploitative economy, nostalgic social conservatives claimed royal sanction for their vision of a country eternally fed by rice farmers who were content with their lot.

Opponents of a welfare state and advocates of the free market needed only refer to the king's approval of trade and consumption in the context of sufficiency. In his 1998 birthday speech, King Bhumibol, the nation's biggest capitalist, was quick to clarify that people's frugality should not be excessive and that the consumption of luxurious goods was permissible - a message well-received among Bangkok's middle and upper class.

And certainly it was not the king alone who killed Thai democracy. It was the people who profited from his stamp of approval for the coup. They feared that Thaksin was a threat to the monarchy, and therefore to their own source of legitimacy.

But coups did not solve their problems. In King Bhumibol's later years, more and more Thais started to question the power of the king because Mr Thaksin had indeed initiated a slow drift away from power based on royal charisma towards leadership based on democratic legitimacy.

Consequently, the authority derived from latching on to royal charisma has weakened. It is doubtful that the next Thai monarch will be able to restore the carefully calibrated symbiosis between the monarchy and those sections of the Thai public who had for decades benefitted the most from working towards it. Rumours of the death of that symbiosis might not be exaggerated. Then, Thai democracy might rise again like a phoenix from the ashes.

Serhat Uenaldi is the author of Working towards the Monarchy: The Politics of Space in Downtown Bangkok.

รีบออกโพลเร็ว... ตัวเลขส่งออก ติดลบ ทุบสถิติ...สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรติดลบ 8.1% น้ำตาลทราย ติดลบ 52.6% ข้าว ติดลบ 24.4% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ติดลบ 22.9% ยางพารา ติดลบ 5.0 %





ตัวเลขส่งออก ต.ค.ทรุดอีกครั้ง ลบ 4.2% เหตุสินค้าอุตสาหกรรม-เกษตร ตกต่ำทุบสถิติ


ที่มา มติชนออนไลน์
28 พ.ย. 59


ที่กระทรวงพาณิชย์ น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว ส่งผลให้การส่งออกเดือนตุลาคม 2559 ติดลบ 4.2% และมีมูลค่า 17,738 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากขยายตัวมา 2 เดือนก่อนหน้านี้ สาเหตุที่การส่งออกกลับมาติดลบอีกครั้ง เพราะการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมติดลบครั้งแรกในรอบ 3 เดือน และติดลบ 2.7% จากมูลค่าส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป ติดลบ 27.6% คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ติดลบ 9.3% ทองคำ ติดลบ 40% และรถยนต์และส่วนประกอบติดลบ 5.8% เป็นต้น

ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรกลับมาหดตัวอีกครั้ง หลังจากขยายตัวสูงสุดรอบ 2 ปี ในเดือนกันยายนปีนี้ และติดลบ 8.1% จากสินค้าสำคัญติดลบ ได้แก่ น้ำตาลทราย ติดลบ 52.6% ข้าว ติดลบ 24.4% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ติดลบ 22.9% และยางพารา ติดลบ 5.0% อย่างไรก็ตาม หากหักรายการน้ำมันและทองคำ ตัวเลขการส่งออกเดือนตุลาคมจะติดลบเหลือ 2.8%

น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า การนำเข้าเดือนตุลาคม 2559 มีมูลค่า 17,535 ล้านเหรียญสหรัฐ บวก 6.5% ซึ่งบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และยังได้ดุลการค้า 248 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ 10 เดือนแรกปีนี้ มีมูลค่า 178,251 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 1% นำเข้ามูลค่า 160,073 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 5.9% จึงได้ดุลการค้า 18,178 ล้านเหรียญสหรัฐ

“แม้ตัวเลขการส่งออกตุลาคม จะติดลบถึง 4.2% แต่สถานการณ์การส่งออกของไทยยังดีกว่าประเทศอื่นมาก โดยจากการจัดอันดับการส่งออกขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 11 ถือว่าสามารถรักษาอันดับได้ดี ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังคงชะลอตัว และส่วนแบ่งตลาดของไทยยังมีแนวโน้มสูงขึ้นในเกือบทุกตลาด อาทิ ญี่ปุ่น จีน เอเชียใต้ และกลุ่มซีแอลเอ็มวี ยังขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้กระทรวงพาณิชย์ ยังคงคาดการณ์การส่งออกปี 2559 การส่งออกทั้งปี ไม่น่าจะติดลบมากถึง 0.4% อย่างที่สภาหอการค้าไทยประเมิน และน่าจะขยับขึ้นมาเป็นบวกได้เล็กน้อย โดยถ้า 2 เดือนที่เหลือ มีมูลค่าการส่งออกได้รวม 36,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ตัวเลขการส่งออกจะเท่ากับ 0%” น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว

Thai human rights activists live in growing fear while fighting legal battles





Thai human rights activists live in growing fear while fighting legal battles


Source: Reuters via SouthChinaMorningPost
26 November, 2016


Leading Thai human rights defenders said there was a growing sense of fear in the country amid judicial and official harassment of activists in an effort to silence criticism.

The police, military and companies working in the food and mining sectors have increasingly turned to Thai laws - including criminal defamation and the Computer Crimes Act - to muzzle activists working on land and labour rights and the environment.

Activists say such lawsuits - including a suspended jail sentence handed to British labour rights activist Andy Hall for defaming a pineapple wholesaler in a report alleging labour abuses at the firm - have a chilling effect.

“It’s like killing a chicken in front of a monkey - people are scared,” said Pornpen Khongkachonkiet, chair of Amnesty International’s Thailand board and director of the local Cross Cultural Foundation, invoking a Thai proverb.

Pornpen, one of three activists charged under the defamation law and Computer Crimes Act for reporting on alleged torture in Thailand’s conflict-plagued deep south, said parties who feel wronged spend one day filing a police complaint - triggering a chain reaction of events in the justice system.

“The police send a summons. If we don’t go, they send another summons. And then they issue an arrest warrant,” she said at a briefing for foreign diplomats and journalists organised by the Canadian embassy in Bangkok on Friday.

“They don’t do this to other criminals... If they did this for criminals, then we’d have a safer society.”





The Internal Security Operations Command, a military unit focused on national security, accused them of defamation for their reporting on cases of alleged torture in the south.

Charged alongside Pornpen, Anchana Heemmina said police had visited her family earlier this year when she was not home and told her mother to stop Anchana from posting on Facebook.

“When my mother told me, I was so angry, I posted it on Facebook right away,” said Anchana, founder of the Duay Jai Group, which supports those imprisoned for crimes related to the insurgency in the south as well as their families.

Asked about criticism that Thai laws were used to silence human rights defenders, government spokesman Major General Weerachon Sukondhapatipak said the military government, which took power in a 2014 coup, was acting within the law.

“Every country has laws. What this government is doing is based on the law. We are in the position to enforce the law... I can only point out that this government’s actions are based on our law,” he told the Thomson Reuters Foundation by phone.


ร่าง พรบ.คอมใหม่ กำลังจะทำอะไรคุณ ฉบับ 5 นาทีจบ





ที่มา FB

The MATTER
November 24

ร่าง พ.ร.บ. คอมฯ ใหม่ กำลังจะทำอะไรคุณ

เชื่อว่าสองสามวันนี้หลายคนคงผ่านหูผ่านตาเรื่องร่าง พ.ร.บ. คอมฯ ฉบับใหม่ 2559 ว่าประมาณว่า ‘มันไม่ดี’ ‘มันจะจำกัดสิทธิเราอีกแล้ว’ ‘มันจะบล็อคเว็บง่ายขึ้น’ แต่ยังไม่ได้อ่านรายละเอียดเพราะไม่มีเวลา เรารู้ว่าทุกคนรู้ว่าสำคัญ แต่ก็ไม่มีเวลาอ่าน เลยลองสรุปมาให้ว่ามันมีอะไรอยู่ใน พ.ร.บ. คอมฯ ฉบับนี้ที่เราเถียงๆ กันอยู่บ้างให้อ่านสั้นๆ ไม่ยาว แป๊บเดียวๆ

1. เอาเบสิกก่อนเลย คือเขาจะเพิ่มฐานความผิดให้กว้างกว่าเดิม แบบ เดิมมันเขียนว่า ถ้าโพสท์ข้อมูลเท็จ จะผิดเฉพาะความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความตื่นตระหนกของประชาชน ประมาณนี้ แต่ฉบับใหม่จะเพิ่มว่า ถ้าโพสท์อะไรเท็จให้เกิดความเสียหายต่อ “สาธารณะ ต่อโครงสร้างพื้นฐาน” ก็จะผิดด้วย ซึ่งเท่านี้ก็มีปัญหาแล้วว่า เดี๋ยว... ไอ้ข้อมูลเท็จที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบนี่ตรวจสอบยังไงนะว่าเท็จ เพราะบางเรื่องมันก็เทาๆ เช่น ตัวอย่างที่คุณสฤณียกขึ้นมา บอกว่า “ถ้าฉันโพสท์เรื่องธนาคารแห่งหนึ่งว่าระบบความปลอดภัยห่วย” แบบนี้ จะถือว่าผิดเลยไหม ผิดยังไง ซึ่งการเพิ่มมาแบบนี้ก็อาจจะทำให้ฟ้องร้องกันมั่วซั่วกว่าเดิมได้

2.เบสิกต่อมาคือศาลบอกว่าให้ทำลายข้อมูลเท็จได้ ถ้าใครมีข้อมูลเท็จต้องทำลายให้หมดนะไม่งั้นต้องได้รับโทษครึ่งนึงของคนโพสท์ ซึ่งฟังเผินๆ เหมือนจะดี แต่ก็นั่นแหละ อะไรคือเท็จ นี่ก็มีการตั้งข้อสงสัยว่าจะเป็นการลบประวัติศาสตร์หรือเปล่า ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาเช่นว่าบอกว่า อดีตนายกฯ สมัคร บอกว่า มีคนตายในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เพียงหนึ่งคน ซึ่งแบบ เท็จ ใช่มั้ย แล้วถ้าศาลสั่งให้ลบให้หมด แล้วจะตามได้ยังไงว่าสมัครเคยพูดแบบนี้ เออ ก็ไม่มีใครรู้อีกแล้ว ทีนี้ ก็มีคนบอกว่า นี่มันคือ Right to be forgotten หรือสิทธิที่จะถูกลืมของยุโรปโว้ย... ซึ่งมันไม่ใช่ไง ไอ้สิทธิที่จะถูกลืมนี่คือ มันไม่ได้แปลว่าลบไปทั้งหมด แค่ให้ถอดออกจากสารบัญ ออกจากการค้นหา ไม่ใช่ลบให้หายไปจากโลกนี้เหมือนไม่เคยเกิดขึ้น

3. ทีนี้มันมีหลายประเด็นแก อดทนกับเรานิด อีกประเด็นคือ พ.ร.บ. ใหม่นี่บอกว่า ถ้าผู้ให้บริการ (โฮสท์ ISP ต่างๆ) รู้เห็นเป็นใจ ให้ความร่วมมือกับคนโพสท์ ให้มีความผิดเช่นเดียวกับคนโพสท์ ซึ่งก็นั่นแหละ ... จะรู้ได้ไงว่ารู้เห็นเป็นใจ ฮือ... ทุกอย่างใช้การเดาเหรอแก... ทีนี้เขาเลยบอกว่า ให้ประชาชนแจ้งสิ ถ้าแจ้งแล้วต้องลบในสามวัน (โดยไม่ต้องมีคำสั่งศาล!) ซึ่งก็ฮือ... ก็ระดมแจ้ง ก็ต้องลบรัวๆ งี้เหรอแก... สวัสดี กองทัพประชาชน ระดมคนแจ้งรัว

4. อันที่เฮือกและทุกคนกรี๊ดก็คือ เขาจะตั้งคณะกรรมการบล็อคเว็บ ซึ่งมี 5 คน เป็น 5 คนที่เหมือนเทพเจ้าแห่งอินเทอร์เนต ที่ทำหน้าที่ยื่นศาลบล็อกเว็บ แล้วจะขอตั้งศูนย์กลางการบล็อกเว็บด้วย คือไม่ต้องแจ้ง ISP เป็นรายๆ แล้ว แล้วก็ยังครอบจักรวาลมาก แบบ... เมื่อก่อนคือจะเป็นเรื่องความมั่นคงไรงี้ซะเยอะ แต่ตอนนี้ ผิดลิขสิทธิ์ก็เอา เรื่องขัดต่อความสงบเรียบร้อยก็เอา ขัดต่อศีลธรรมอันดี (ซึ่งแปลว่าไรวะ...) ก็เอา ก็บล็อกได้หมด ไม่ผิดกฎหมายก็บล็อกได้

5. ทีนี้ยังมีประเด็นอื่นอีก เช่น เจ้าหน้าที่จะยึดคอมได้ง่ายขึ้น เช่น ผิดอาญา ก็ยึดคอมได้ หรือผู้ให้บริการต้องเก็บ Log ไว้นานขึ้น เช่น ถ้าเจ้าหน้าที่สั่งก็อาจจะต้องเก็บนานชั่วกัปชั่วกัลย์เลยเพราะไม่ได้กำหนดระยะเวลา ประมาณนี้

6. และยังมีประเด็นเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ ที่บอกว่า เฮ้ย เรื่องทางเทคนิคยังไม่ลงไว้ในพระราชบัญญัติอะ เดี๋ยวประกาศตามมาละกันนะ ก็ทำให้คนเป็นห่วงกันว่า อ้าววววว์ แล้วเราจะแน่ใจได้ยังไงคะ ว่าสิ่งที่เธอจะประกาศมาทีหลังมันโอเคอะ คือที่มันควรจะเป็นคือ ฝ่ายนิติบัญญัติควรจะออกๆ กฎมาให้ครบ หรือไม่ก็วางหลักการให้หนักแน่นหน่อย แต่นี่บอกว่าให้ไปดูกฎกระทรวงทีหลัง ทั้งที่กรอบอะไรก็ไม่เห็นมีจำกัดอำนาจของกระทรวง ซึ่งตอนกระทรวง (ฝ่ายบริหาร) ออก เราก็มาเย้วๆ ไม่ทันแล้ว มันเลยไม่มีอะไรชัดเจนเลย

7. แล้วทำอะไรได้บ้าง ตอนนี้ เอาจริงๆ ก็คือต้องรณรงค์ออนไลน์นี่แหละ โดย Thai Netizen ก็บอกว่า ให้อ่านสรุปให้เยอะๆ หรือไปอ่านตัวจริงเลยก็ได้ แล้วก็ติด #พรบคอม ถ้าโอเคก็ #เราโอเค ถ้าไม่โอเคก็ #เราไม่โอเค ซึ่งไม่บังคับ ถ้ารู้สึกแบบไหนก็เอาแบบนั้นแหละ

ประมาณนี้ ทางเลือกก็อยู่ที่คุณแล้ว ไม่ต้องเชื่อเราก็ได้ ลองไปอ่านพ.ร.บ. คอมตัวเต็มได้

อ้างอิง

https://www.facebook.com/thainetizen
https://ilaw.or.th/node/4335
https://ilaw.or.th/node/4337
http://www.fringer.org/stuff/blog/2016/11/24/8652
http://thematter.co/byte/statemachine/12812

อ่านร่าง > https://ilaw.or.th/sites/default/files/คอมฯ%20ฉบับวันที่%2011%20พ.ย.%202559.pdf

เย้... ไทยได้ขึ้นโพเดี่ยม ติดอันดับสามประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก โดยประชาชนเพียง 1% เป็นเจ้าของประมาณ 60% ของทรัพย์สินทั้งหมด รัสเซียอันดับแรก ตามมาอินเดีย





The most unequal countries for which Credit Suisse's estimates were available. By comparison, in the UK 23.9% of wealth is controlled by the top 1% while the most equal - Hungary - was at 17.6% Statista/Independent


All the world's most unequal countries revealed in one chart

Britain was the biggest loser in the Global Wealth Report 2016 - by a long way

Source: The Independent
23 November 2016


The global economic recovery since the 2008 crash has failed to reach all levels of society and inequality continues to grow, according to a major report.

Credit Suisse’s Global Wealth Report 2016 identified Russia as the world’s most unequal country, with a staggering 74.5 per cent of the nation’s wealth controlled by the richest 1 per cent of people.

In India and Thailand, the top 1 per cent own nearly 60 per cent of the wealth, while the figure was around 50 per cent for Indonesia and Brazil.

Credit Suisse said the world had been growing more equal from the start of the century until 2008. “The trend reversed after the financial crisis”, its report notes however, and while the most recent data is only provisional it looks set to continue to get more unequal.

Overall, it said wealth inequality was a major issue “in almost every part of the world”. “Our estimates suggest that the lower half of the global population collectively owns less than 1 per cent of global wealth, while the richest 10 per cent of adults own 89 per cent of all wealth, with the top 1 per cent accounting for half of all global assets,” the report notes.

Since its report last year, Credit Suisse identified the US and Japan as the biggest earners in the world in terms of improving household wealth, while Switzerland was once again named the richest country per capita.

And the biggest loser? Thanks to the Brexit vote and the subsequent crash in value of the pound, the UK was ranked as suffering the worst losses in household wealth in the world in the last year.

Credit Suisse estimates that the decision to leave the EU wiped £1.5 trillion from Britain’s collective wealth, and saw the number of US dollar millionaires in the country fall by 406,000. The next biggest loser on this metric, Switzerland, was down just 58,000.

ooo


ไทยติดอันดับ 3 เหลื่อมล้ำสูงสุด จากรายงานประจำปี 2559 ธ.เครดิตสวิส

Mon, 2016-11-28 13:25
ที่มา ประชาไท

จากรายงานความมั่งคั่งโลกปี 2559 โดยธนาคารเครดิตสวิสจัดลำดับประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้มากที่สุดโดยวัดจากอัตราความมั่งคั่งที่ถือครองโดยกลุ่มประชากรที่ร่ำรวยที่สุดร้อยละ 1 โดยประเทศที่ติดอันดับ 1 คือรัสเซีย รองลงมาคืออินเดียและไทย ตามอันดับ

28 พ.ย. 2559 รายงานของเครดิตสวิสระบุว่ารัสเซียมีผู้มั่งคั่งส่วนบนสุดร้อยละ 1 ของประเทศถือครองทรัพย์สินมากถึงร้อยละ 74.5 รองลงมาคือประเทศอินเดีย คนร่ำรวยส่วนบนสุดร้อยละ 1 ถือครองทรัพย์สินของประเทศร้อยละ 58.4 ตามมาด้วยไทยที่คนร่ำรวยร้อยละ 1 ของประเทศถือครองทรัพย์สินร้อยละ 58

เครดิตสวิสระบุว่าโลกฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2551 แล้ว แต่แม้จะพ้นจากปัญหาเดิมแต่ก็ยังมีปัญหาใหม่ๆ รออยู่ จากที่ช่วงกลางปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวลงและอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นก็อาจจะทำให้อนาคตของอสังหาริมทรัพย์ไม่ขยายตัว

ในแง่การสำรวจอัตราความมั่งคั่งครัวเรือนช่วงปี 2558-2559 พบว่ามีอยู่สองภูมิภาคที่สูงขึ้นคือภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไม่นับรวมจีนมีอัตราความมั่งคั่งครัวเรือนสูงขึ้นร้อยละ 8.3 กับภูมิภาคอเมริกาเหนือสูงขึ้นร้อยละ 2 ขณะที่ภูมิภาคอื่นๆ ลดลงรวมถึงจีนที่ลดลงร้อยละ 2.8 โดยเฉลี่ยแล้วทั่วโลกมีอัตราความมั่งคั่งครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 1.4

เครดิตสวิสระบุว่าโลกเริ่มมีความเท่าเทียมมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงราวปี 2543 จนกระทั่งถึงปี 2551 อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าความร่ำรวยมีแนวโน้มจะกระจุกตัวทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมมากขึ้นเรื่อยๆ และโดยรวมแล้วปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจถือเป็นปัญหาหลักๆ ในแทบทุกพื้นที่ของโลก

เครดิตสวิสระบุอีกว่าประเทศที่มีความมั่งคั่งโดยรวมเพิ่มขึ้นสูงสุดคือญี่ปุ่นอยู่ที่ 3.9 ล้านล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยสหรัฐฯ อยู่ที่ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนจีนมีความมั่งคั่งโดยรวมลดลง 680,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อังกฤษเกิดภาวะค่าเงินปอนด์ลดลงหลังจากการโหวตลงประชามติออกจากสหภาพยุโรปทำให้สูญเสียความมั่งคั่ง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ในแง่ความมั่งคั่งครัวเรือนอังกฤษก็ลดลงมากที่สุดเช่นกัน นอกจากนี้คนที่ถูกนับเป็นเศรษฐีในอังกฤษยังมีจำนวนลดลงถึง 406,000 ราย ตามมาด้วยสวิตเซอร์แลนด์ 58,000 ราย และจีน 43,000 ราย

นอกจากนี้ในตารางเกี่ยวกับจำนวนผู้มีรายได้ต่ำระดับล่างสุดยังเปิดเผยให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีกลุ่มประชากรผู้ใหญ่ที่มีรายได้ต่ำอยู่จำนวนมากในระดับใกล้เคียงกับอียิปต์ และปากีสถาน โดยที่รายงานของเครดิตสวิสระบุเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมาว่าคนร่ำรวยระดับสูงสุดร้อยละ 1 ในปัจจุบันมีมูลค่าความมั่งคั่งในครัวเรือนรวมกันครึ่งหนึ่งของโลก ทั้งนี้คนรวยที่สุดในอัตราส่วนร้อยละ 10 ของโลกมีความมั่งคั่งรวมกันถึงร้อยละ 89 ของความมั่งคั่งทั้งหมด

สำหรับกลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ เครดิตสวิสระบุว่าสิงคโปร์ชะลอตัวลงในแง่ความมั่งคั่งนับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาแต่ก็ยังคงความมั่งคั่งโดยรวมไว้ได้ดีอยู่ ขณะที่อินโดนีเซียมีอัตราการเติบโตด้านความมั่งคั่งมากขึ้นอย่างราบรื่นมาตั้งแต่ปี 2551 แม้ค่าเงินของประเทศจะลดลงอย่างมาก

ประเทศอื่นๆ ที่มีการเติบโตดีได้แก่ ชิลี ที่เครดิตสวิสระบุว่ามีเศรษฐกิจเข้มแข็งที่สุดในละตินอเมริกาเทียบกับอาร์เจนตินาและบราซิล โดยวัดจากจีดีพีเติบโตเร็ว อัตราเงินเฟ้อต่ำ และตลาดหุ้นเป็นไปด้วยดี อีกทั้งความมั่งคั่งครัวเรือนก็ดีกว่าอาร์เจนตินาและบราซิล อีกประเทศหนึ่งที่มีแนวโน้มในทางดีถูกระบุว่าเป็น "เสือเอเชีย" คือไต้หวัน เป็นประเทศไม่ได้รับผลกระทบเลยในช่วงวิกฤตการเงินถึงแม้ว่าจะเกิดค่าเงินลดลงหลายปีหลังปี 2553 อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 2543-2559 อัตราความมั่งคั่งต่อประชากรวัยผู้ใหญ่เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 59 เมื่อวัดจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และเพิ่มขึ้นร้อยละ 95 เมื่อวัดอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราแบบคงตัว

เรียบเรียงจาก

All the world's most unequal countries revealed in one chart, The Independent, 23-11-2016
http://www.independent.co.uk/news/world/politics/credit-suisse-global-wealth-world-most-unequal-countries-revealed-a7434431.html

รายงานความมั่งคั่งโลกปี 2559 โดย ธนาคารเครดิตสวิส
http://publications.credit-suisse.com/tasks/render/file/index.cfm?fileid=AD783798-ED07-E8C2-4405996B5B02A32E


.....

มันแสดงว่าระบบการบริหารของประเทศนี้ สุดยอดๆๆๆๆทั้งตัวบุคคลและระบบ
มิตรสหายท่านหนึ่ง


อรรถชัย อนันตเมฆ : นินทาเมืองไทย 1 ตอน อีบางช่างยุ




https://www.youtube.com/watch?v=kzbMvuMGKHI&feature=share

อรรถชัย อนันตเมฆ

Published on Nov 27, 2016
นินทาเมือไทย 1 ตอน อีบางช่างยุ โดย อรรถชัย อนันตเมฆ

ส่อแววไปไม่รอด!!! สภาอุตสาหกรรมฯชี้เอกชนเมินโครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาล!!!





ส่อแววไปไม่รอด!!! สภาอุตสาหกรรมฯชี้เอกชนเมินโครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาล!!!

BY SARA BAD ON NOVEMBER 26, 2016
ISPACE THAULAND


ดูเหมือนว่าปีแห่งการลงทุนที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจคาดหวังไว้จะไม่เป็นไปตามคาดแล้วจริงๆ เพราะยิ่งใกล้สิ้นปีก็ยิ่งชัดเจนว่าเอกชนยังคงไม่สนใจที่จะลงทุนตามกรอบการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลวางแผนไว้ ล่าสุดประธานสภาอุตสาหกรรมฯก็ออกมาระบุถึงโครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ นั้นไม่ได้รับความสนใจจากภาคเอกชน จากปัญหาในหลายด้าน





“คลัสเตอร์” คือ การรวมกลุ่มของธุรกิจและสถาบันที่เกี่ยวข้องที่ดำเนินกิจกรรมอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน โดยมีความร่วมมือ เกื้อหนุน เชื่อมโยงซึ่งกันและกันอย่างครบวงจร ทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) เสริมสร้างศักยภาพด้าน การลงทุนของประเทศไทย และช่วยกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น








ซึ่งรัฐบาลคสช. ได้กำหนดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ หรือเรียกสั้นๆว่า “นโยบายคลัสเตอร์” ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2558 โดยมีการแบ่งรูปแบบคลัสเตอร์ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ซูปเปอร์คลัสเตอร์ และคลัสเตอร์เป้าหมายอื่นๆ รายละเอียดและสิทธิประโยชน์ดังนี้

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ในฐานะคณะกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ ให้สัมภาษณ์กับ “น.ส.พ.ฐานเศรษฐกิจ” ว่าแนวนโยบายที่รัฐบาลพยายามเร่งรัดให้เกิดการลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ ใน 9 กลุ่มอุตสาหกรรมคลัสเตอร์





โดยจะได้รับสิทธิพิเศษจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI แต่จะต้องยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนกับ BOI ภายในสิ้น2559 และเปิดดำเนินการภายในปี 2560 ซึ่งคณะกรรมการฯได้มีการกำหนดเป้าหมายการลงทุนไว้จะมีไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท โดยเป็นในส่วนของคลัสเตอร์ปิโตรเคมีฯถึง 2.41 แสนล้านบาท





แต่จากการดำเนินงานตลอด 1 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดการให้สิทธิพิเศษจาก BOI ในสิ้นปีนี้ยังไม่สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยข้อมูลจาก BOI พบว่าในระยะเวลา 9 เดือนของปี 2559 มีนักลงทุนมายื่นขอส่งเสริมการลงทุนเพียง 27 โครงการ เงินลงทุน 2.53 หมื่นล้านบาทและเกือบทั้งหมดเป็นโครงการขนาดเล็กที่มีความพร้อมอยู่แล้ว(ไม่รวมการลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย)

ในขณะที่โครงการขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวและก่อสร้างนาน แม้มีความสนใจก็ไม่สามารถขอการสนับสนุนจาก BOIได้ทันตามกำหนด อีกทั้งภาคเอกชนยังมีความกังวลเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ตลาดยังอยู่ในภาวะถดถอย ประกอบกับภาครัฐยังไม่ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งในเรื่องการแก้ไขปัญหา อุปสรรคในการลงทุนในระบบคลัสเตอร์ รวมทั้งเงื่อนไขที่ต้องให้มีสถาบันการศึกษาในพื้นที่เข้ามาร่วมมือ ซึ่งยากต่อการปฏิบัติของภาคเอกชน

นอกเหนือจากโครงการที่มีการอนุมัติจาก BOI 27 โครงการ ยังมีโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนไปกว่า 84 โครงการ เงินลงทุนกว่า 5.21 หมื่นล้านบาท แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติจาก BOI จึงมองว่านโยบายเร่งรัดลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์นี้ เป็นเพียงแนวคิด นำมาปฏิบัติจริงได้ค่อนข้างน้อย โดยจะมีการติดตามประเมินผลการดำเนินงานหลังสิ้นปีนี้ว่าจะมีการต่อมาตรการ BOI หรือไม่

แปลกความกันง่ายๆว่าจากเป้าหมายการลงทุนแบบคลัสเตอร์ 3 แสนล้านบาท กลับมีการลงทุนจริงเพียงแค่ 2.53 ล้านบาทในระยะเวลาดำเนินการ 9 เดือน แม้ทางสภาอุตสาหกรรมฯจะมีการชี้แจงเหตุผลที่เอกชนไม่สนใจเบื้องต้นไปแล้ว แต่คำถามที่รัฐบาลคสช.ต้องนำไปคิดก็คือ ทำไมเอกชนจึงไม่สนใจลงทุนในโครงการเศรษฐกิจของภาครัฐตามแนวทางปีแห่งการลงทุน ทั้งที่มีการเสนอผลประโยชน์มากกมายเช่นนี้???

จริงอยู่ปัจจัยด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศมีผลในระดับหนึ่ง แต่ในภูมิภาคอาเซียน หลายประเทศกลับมีอัตราการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจของโลก เช่น พม่า เวียดนาม กัมพูชา หรือแม้แต่ฟิลิปปินส์ หรือว่าความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ รวมไปถึงความน่าดึงดูดใจในการลงทุนของไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว???


Reference
http://www.thansettakij.com/2016/11/25/115565

09.00 INDEX หนังสือ”รับรอง” เบส อรพิมพ์ “สำคัญ”มากด้วย”ความหมาย”




09.00 INDEX หนังสือ”รับรอง” เบส อรพิมพ์ “สำคัญ”มากด้วย”ความหมาย”

ที่มา มติชนออนไลน์
27 พ.ย. 59


หนังสือ “รับรอง” อัน น.ส.อรพิมพ์ รักษาผล อายุ 30 ปีแนบไปกับใบขอ “วีซ่า” กับสถานทูตสหรัฐ
มี “ความสำคัญ”
สำคัญ 1 เพราะเป็นการลงนามโดย พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
หรือที่รับรู้ว่า “ดีเอสไอ”

สำคัญ 1 เพราะเป็นการลงนามในฐานะเลขานุการคณะกรรม การป้องกันและแก้ไขปัญหาคดีความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
หรือคดีความผิดตามมาตรา 112

สำคัญ 1 เพราะคณะกรรมการชุดนี้มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา นั่งหัวโต๊ะ
เป็นการรับรองให้กับ น.ส.อรพิมพ์ รักษาผล
จึงเป็น “ข้อเสนอ” อันทรงบทบาทยิ่งกับใบขอ”วีซ่า”ของ น.ส.อรพิมพ์ รักษาผล ครั้งใหม่

คำถามอยู่ที่ว่าจะมี “ความหมาย” หรือไม่

คำถามในประเด็นว่าด้วย “ความหมาย” เป็นคำถามโดยตรงไปยัง สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
หากมองจากพื้นฐานของ “สังคมไทย”
หนังสือรับรองอันมาจาก “คณะกรรมการ” ซึ่งมี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา นั่งหัวโต๊ะ และมี พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง เป็นเลขานุการ
มากด้วย”ความหมาย”อย่าง”ใหญ่หลวง”

เพราะว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

เพราะว่า พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง คืออธิบดี”ดีเอสไอ”

หนังสือ “รับรอง” จึงเป็น “ฐาน” อันมั่นคง แข็งแกร่งยิ่งในสังคม “ประเทศไทย”
จึงยากที่สถานเอกอัครราชทูตจะ”แข็งขืน”ได้
เพราะมีความหมายในระนาบเดียวกับคำพูดของ วีโต คอร์ลีโอเน่
“เป็นข้อเสนอที่มิอาจปฏิเสธ”

ไม่ว่าหนังสือ“รับรอง”ที่ น.ส.อรพิมพ์ รักษาผล ใช้”แนบ”ไปจะได้มาอย่างไร
โดยการริเริ่มของ น.ส.อรพิมพ์ รักษาผล
โดยการชี้ช่อง บอกหนทางจากคนที่มีบทบาทอยู่ใน”คณะ กรรมการ”
แต่ทั้งหมดก็ “สะท้อน” ออกมา

1 สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาของ น.ส.อรพิมพ์ รักษาผล

1 สะท้อนถึงความสำคัญของ น.ส.อรพิมพ์ รักษาผล

เป็นความสำคัญที่สัมผัสได้ตั้งแต่ “ทีมโฆษก” จาก”คสช.” เรียงแถวกันออกมา “การันตี”

เพราะมี”ความสัมพันธ์”จึงเป็น”คนสำคัญ”


สถาบันกษัตริย์ของไทยเด่นเป็นสง่าในบรรดาราชวงศ์ในอุษาคเนย์ - บีบีซีไทย





สถาบันกษัตริย์ของไทยเด่นเป็นสง่าในบรรดาราชวงศ์ในอุษาคเนย์


โดย ดร. เหงวียน วัน ฮุย (Dr Nguyen Van Huy)
ที่มา เวปบีบีซีไทย

27 พฤศจิกายน 2016


ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถาบันกษัตริย์ของไทยมีความพิเศษยิ่ง ราชวงศ์ของไทยยั่งยืนยาวมาเกือบ 300 ปี เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2263 ส่วนราชวงศ์อื่น ๆ ไม่ว่าในเวียดนาม กัมพูชา ลาว พม่า อินโดนีเซียและมาเลเซีย ไม่มีราชสำนักใดที่จะมีอายุยืนยาวเท่านี้ แม้ว่าจะใช้ความพยายามกันในทุกที่แต่ไม่มีที่ไหนที่มีความรุ่งโรจน์อย่างที่ราชวงศ์ของไทยมี และในวันนี้นอกไปจากประเทศไทยแล้ว กัมพูชาและบรูไนนับเป็นอีกสองประเทศเท่านั้นที่ยังคงมีสถาบันพระมหากษัตริย์

กัมพูชา

แม้จะยังใช้ชื่อว่าเป็น ราชอาณาจักรกัมพูชา แต่สถาบันกษัตริย์ของกัมพูชาในวันนี้ มีอยู่แต่ในนามเท่านั้น อำนาจทั้งหมดตกอยู่ในมือของบุคคลคนเดียวนั่นคือ ฮุนเซ็น ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2528 หรือ 31 ปีมาแล้ว และยังไม่มีเค้าว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในอีกสองสามปีข้างหน้านี้



พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ทรงเป็นกษัตริย์กัมพูชาถึง 50 ปี


ที่จริงแล้ว ฮุนเซ็นต้องการจะสานต่อบทบาทของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ (ซึ่งทรงเป็นกษัตริย์กัมพูชาถึง 50 ปี ระหว่างปี 2498 - 2547) และดำรงอำนาจราชวงศ์ให้เป็นผู้นำกัมพูชาไปอีกนาน ทั้งลูกชายและญาติพี่น้องของเขาได้รับการสนับสนุนให้เข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ในหน่วยงานต่าง ๆ ของพรรค รัฐบาล กองทัพ ตำรวจ และหน่วยงานด้านความมั่นคง ถ้าไม่มีเหตุการณ์ใดที่จะทำให้เกิดการพลิกผัน ตระกูลของฮุนเซ็นก็คงจะกลายเป็นราชวงศ์ในรูปแบบใหม่ของการเมืองกัมพูชาในช่วงหลายปีข้างหน้านี้

แล้วเกิดอะไรขึ้นกับราชวงศ์นโรดม พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหมุนีอันที่จริงเป็นเพียงหุ่นเชิด ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ทั้งที่ไม่ทรงต้องการ พระองค์เองทรงเป็นศิลปินและผู้ศึกษาด้านวัฒนธรรม ทรงต้องการเพียงจะใช้ชีวิตอยู่ในฝรั่งเศสในฐานะเป็นนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในเรื่องวัฒนธรรมเขมรมากกว่าที่จะเป็นกษัตริย์หุ่นเชิด แต่ทรงถูกฮุนเซ็นกำราบเสียอยู่หมัดตั้งแต่เมื่อปี 2540 ในขณะที่ญาติพี่น้องในเชื้อสายราชวงศ์นโรดมต่างก็มีความสุขกับชีวิตอันสงบและสิ่งที่ต่างคนมีอยู่ ไม่มีใครอยากจะไปแข่งขันกับ "ราชา" ฮุนเซ็นแต่อย่างใด





บรูไน

บรูไนเป็นราชอาณาจักรเล็ก ๆ ที่มีพื้นที่เพียง 5.765 ตารางกิโลเมตรและประชากร 436,000 คน ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชของสุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ พระราชาธิบดี บรูไนเป็นประเทศปิดสำหรับโลกภายนอก แต่อยู่ได้เพราะมีแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งทะเลในทะเลจีนใต้ จากข้อมูลของนิตยสารฟอร์บ สุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ ทรงเป็นหนึ่งในบุคคลที่จัดว่าร่ำรวยที่สุดในโลก ด้วยทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ลาว

ทุกวันนี้พระราชวังหลวงพระบางยังได้รับการทำนุบำรุงให้ดำรงอยู่ในฐานะเป็นสถานที่สำหรับนักท่องเที่ยว สถาบันกษัตริย์ของลาวปกครองประเทศในเวลาที่สั้นที่สุดในเอเชียคือ 30 ปี จากปี 2488 - 2518 ที่จริงแล้วสถาบันกษัตริย์ของลาวน่าจะถือได้ว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในจินตนาการก็คงจะว่าได้เพราะว่าไม่เคยมีอำนาจอย่างแท้จริง ในช่วงที่ฝรั่งเศสปกครอง (2488 -2498) ฝรั่งเศสเป็นผู้ตัดสินใจทุกอย่าง ถัดมาก็เป็นเวียดนามและสหรัฐฯในช่วงของสงครามหนที่สองของอินโดจีน (2503-2518) ปี 2498 ถึง 2503 เป็นช่วงเวลาที่สองพี่น้องคือเจ้าสุวันนะพูมาที่ยืนอยู่ข้างอเมริกัน กับเจ้าสุภานุวงศ์ที่อยู่ข้างฮานอยขับเคี่ยวกันหนักเพื่อแย่งชิงอำนาจ มาวันนี้เชื้อสายของราชวงศ์ลาวกระจายตัวกันอยู่ในหลายประเทศ พวกเขายังคงแตกแยกและขัดแย้งกันไม่ต่างไปจากในอดีต

เวียดนาม

ราชวงศ์เหงวียนของเวียดนามไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีไปกว่าราชวงศ์ของลาวเท่าใดนัก พวกเขาสูญเสียอำนาจที่แท้จริงไปในปี 2427 แม้ว่าราชวงศ์เหงวียนจะยังคงดำรงอยู่จนถึงช่วงที่กษัตริย์เบ๋าได๋ทรงประกาศสละราชสมบัติในปี 2488 ก็ตาม

หลังจากปี 2497 รัฐบาลคอมมิวนิสต์ในเวียดนามเหนือได้ขจัดทุกอย่างที่ยังเป็นอิทธิพลหลงเหลือของระบบกษัตริย์ แต่ในเวียดนามใต้ หลายคนที่เป็นบุคคลสำคัญภายใต้กษัตริย์บ๋าวได๋ยังรักษาบทบาทในส่วนของทหารและรัฐบาลเอาไว้ได้ ทว่าหลังวันที่ 30 เม.ย.2518 ทั้งหมดนั้นก็ปิดฉากลงเมื่อกองกำลังฝ่ายคอมมิวนิสต์ยึดประเทศได้ทั้งหมด สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ของราชวงศ์เหงวียนยังคงเห็นได้ก็เฉพาะในสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมและพิธีการในการรับประทานอาหารเท่านั้น



กษัตริย์เบ๋าได๋ ทรงประกาศสละราชสมบัติในปี 2488


มาเลเซีย
สหพันธรัฐที่ประกอบไปด้วยรัฐต่าง ๆ 13 รัฐและดินแดนอีก 3 แห่ง มีสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของระบบสหพันธรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ได้รับการคัดเลือกจากบรรดาผู้ปกครองที่สืบทอดกันมาของรัฐต่าง ๆ 9 รัฐ และกษัตริย์ดำรงตำแหน่งนาน 5 ปี ในความเป็นจริงเราไม่น่าจะถือว่าสถาบันกษัตริย์ของมาเลเซียเป็นสถาบันกษัตริย์ที่แท้จริงเนื่องจากไม่ได้มีการสืบทอดสันตติวงศ์กันทางเชื้อสาย และสถาบันเป็นเพียงสัญลักษณ์ ไม่มีใครมีอำนาจแท้จริงเหนือทั้งประเทศ

เมียนมา

พม่าเคยเป็นอาณาจักรที่มีอำนาจมากของคนเชื้อสายพม่าหรือบะมาร์ แต่อ่อนแอลงและแตกออกเป็นอาณาจักรย่อยสองอาณาจักร จากศตวรรษที่ 10 ชาวพม่าสร้างอาณาจักรที่รุ่งเรืองรอบ ๆ แม่น้ำอิระวดี โดยอยู่ระหว่างพื้นที่อิทธิพลของจีนและอินเดีย แต่เพราะไม่ปฏิรูป อาณาจักรพม่าจึงพลาดท่าให้กับอังกฤษพ่ายแพ้ในสงคราม พ.ศ. 2367 พื้นที่ของพวกเขาหดเล็กลงและสูญเสียให้กับอังกฤษใน พ.ศ. 2429 ตั้งแต่นั้นสถาบันกษัตริย์ของพม่าก็สูญสิ้นพระราชอำนาจไปให้กับบรรดาขุนศึกที่พากันผุดโผล่ขึ้นครองอำนาจในแทบทุกพื้นที่

สรุป

การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก่อให้เกิดภาวะสุญญากาศในประเทศไทย ทั้งนี้เพราะบทบาทอันโดดเด่นของพระองค์รวมทั้งการที่ทรงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐบาลกับประชาชน จะมีใครที่จะมีพระบารมีอย่างเช่นพระองค์ในอันที่จะช่วยรักษาสมดุลระหว่างการเมืองและผลประโยชน์ของประชาชนได้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้






ในวันนี้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้เป็นทางออกสำหรับการปกครองในประเทศต่าง ๆ อีกต่อไป แต่ทว่าก็ยังสามารถจะเป็นสัญลักษณ์ที่ "ช่วย" ได้ในทางการเมือง เนื่องจากว่าสถาบันไม่ได้มีอำนาจอย่างแท้จริง ตำแหน่งจึงอาจจะเป็นเพียงเรื่องของจินตนาการ แต่ก็ยังถือได้ว่าจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงความอลหม่านหรือสงครามกลางเมืองในประเทศ

ดร. เหงวียน วัน ฮุย เป็นนักวิชาการอิสระด้านชาติพันธุ์ ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส


ค่าโง่ เข้าปากบริษัทประกัน





ค่าโง่ เข้าปากบริษัทประกัน ทั้งซื้อประกันให้ข้าราชการและคนจนที่ลงทะเบียน แต่ต้องการให้ได้ชื่อว่าช่วยคนจน พร้อมกับอ้างว่าลดค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการ

อันที่จริง บริษัทประกันของรัฐมีอยู่แล้ว คือ สปสช. อย่างที่ อ.จอนบอก ทุกวันนี้ สปสช.ทำประกันให้ข้าราชการท้องถิ่นหัวละ 7,000 บาท ขณะที่ข้าราชการใช้ 12,000 บาท

บริษัทประกันเอกชนได้ไปใครว่าดี ดูอย่างประกันบุคคลที่ 3 นะ รถชนบาดเจ็บเข้า รพ.รัฐ กว่าจะเบิกได้ เล่นแง่ ยึกยื้อ สุดท้าย รพ. หมอ คนเจ็บ ก็ตกลงว่าใช้สิทธิ 30 บาทดีกว่า ง่ายกว่า กองทุนประกันบุคคลที่ 3 แม่-ก็สบายไป อย่างที่ อ.จอนชี้

"อัตราการใช้สิทธิจากอุบัติเหตุต่ำมากไม่ถึง 50% ปัญหาการจ่ายเงินเพื่อการบริหารจัดการสูงถึงร้อยละ 52 หรือประมาณ 4,785 ล้านบาท ขณะที่ใช้งบประมาณในการจ่ายสินไหมทดแทนประมาณ 4,534 ล้านบาท หรือ 48% เท่านั้น และประชาชนทุกคนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มีปัญหาจากการใช้สิทธิเมื่อเกิดอุบัติเหตุ"




Atukkit Sawangsuk shared Jon Ungphakorn's post.


ooo


จดหมายเปิดผนึกถึง นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

28 กันยายน 2559

เรื่อง ขอให้ยกเลิกการนำเงิน 60,000 ล้านบาทไปซื้อประกันสุขภาพของข้าราชการและยกเลิกการใช้เงิน 800 ล้านบาท ซื้อประกันอุบัติเหตุให้ประชาชน 8 ล้านคน

เรียน ฯพณฯนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ซึ่งมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรม สุขภาพมาตรฐานเดียวของประชาชนทุกคน ขอให้รัฐบาลยกเลิกการนำเงิน 60,000 ล้านบาท ไปซื้อประกันสุขภาพของข้าราชการและยกเลิกการใช้เงิน 800 ล้านบาท ซื้อประกันอุบัติเหตุ ให้ประชาชน 8 ล้านคนที่ขึ้นทะเบียนคนจน โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้

กรณีการซื้อประกันสุขภาพของข้าราชการจำนวน 60,000 ล้านบาท

1. การดำเนินการซื้อประกันสุขภาพภาคเอกชน อาจจะเป็นการดำเนินการที่ไม่สอดคล้องและขัดแย้งกับมาตรา 9 และมาตรา 66 ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และขัดหลักการสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนในการจัดระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

2. ระบบประกันสุขภาพภาคเอกชนมีข้อจำกัด ส่วนใหญ่มีเงื่อนไขในการใช้บริการไม่ว่าจะเป็นบริการคนไข้ในคนไข้นอกที่ถูกควบคุมและจำกัด อาจจะส่งผลกระทบต่อสวัสดิการข้าราชการที่เคยได้รับ รัฐบาลควรใช้บทเรียนการจัดสวัสดิการข้าราชการส่วนท้องถิ่น ที่พบปัญหาการใช้งบประมาณสูงต่อเนื่องทุกปี เช่นเดียวกับระบบสวัสดิการข้าราชการ หลังจากกระทรวงมหาดไทยได้แก้ปัญหาโดยให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติรับจัดบริการให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ทำให้ปัจจุบันข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่าเดิมและไม่น้อยกว่าสวัสดิการข้าราชการ และใช้งบประมาณเพียง 7,000 บาทต่อคนต่อปี โดยที่ระบบสวัสดิการข้าราชการใช้เงินมากกว่า 12,000 บาทต่อคนต่อปี หรือหากให้บริษัทประกันชีวิตภาคเอกชน ดำเนินการระบบสุขภาพของข้าราชการไม่ควรใช้งบประมาณเกิน 7,000 บาทต่อคนต่อปี เช่นเดียวกับศักยภาพของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

3. การดำเนินการครั้งนี้ ส่งผลต่อบริการของโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เนื่องจากการจัดสวัสดิการรักษาพยาบาลให้กับข้าราชการ โดยส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายที่ให้โดยตรงกับโรงพยาบาลรัฐในระดับต่าง ๆ แต่หากจัดซื้อประกันสุขภาพภาคเอกชน ย่อมทำให้งบประมาณส่วนใหญ่ตกอยู่กับโรงพยาบาลเอกชน ย่อมส่งผลต่อฐานะทางการเงินการคลังของโรงพยาบาลรัฐแน่นอน

4. ถึงแม้กระทรวงการคลัง จะใช้มาตรการนี้เพื่อแก้ปัญหาคอรัปชั่นการช้อปปิ้งยา ซึ่งเป็นปัญหาปัจเจกบุคคล และควรมีการจัดการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่การใช้มาตรการนี้ไม่มีหลักประกันว่าจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ แต่ส่งผลกระทบต่อการรับบริการของข้าราชการและครอบครัวอย่างชัดเจน เพราะการกำกับธุรกิจประกันภาคเอกชนก็มีความจำเพาะและต้องให้อิสระเสรีในการทำธุรกิจ

กรณีการใช้เงิน 800 ล้านบาท ซื้อประกันชีวิต อุบัติเหตุให้ประชาชน 8 ล้านคน

1. ความไม่คุ้มค่าในการใช้เงิน 800 ล้านบาท ในการทำประกันชีวิต 99 บาท เนื่องจากให้การคุ้มครองน้อยกว่ากฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มีเพียงการคุ้มครองเสียชีวิต 50,000-60,000 บาทในกรณีเสียชีวิต และจ่ายชดเชย 300 บาทต่อวัน ขณะที่การคุ้มครองจากพรบ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจ่ายตามจริงไม่เกิน 80,000 บาท การชดเชยรายวัน ไม่เกิน 4,000 บาท (จำนวน 200 บาท ไม่เกิน 20 วัน) ชดเชยการเสียชีวิตหรือทุพพลภาพจ่าย 300,000 บาทแก่ทายาท สูญเสียอวัยวะ 200,000- 300,000 บาท

2. กระทรวงการคลังถูกหลอกและประชาชนตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกัน เพราะหลักการคุ้มครองการเสียชีวิตจากเหตุสุขภาพจะได้เงินหลังจากทำประกันชีวิตไปแล้ว 2 ปี (ห้ามตายก่อนสองปี) ทำให้เสียเงินประกันชีวิตฟรี 800 ล้านบาท หรือต้องทำประกันถึง 3 ปีใช้เงินมากถึง 2,400 ล้านบาท ถึงจะได้รับการคุ้มครองจากการเสียชีวิต ซึ่งสิทธิประโยชน์ไม่คุ้มค่ากับเงินที่ใช้ไปในครั้งนี้เพราะหากเสียชีวิตได้เงินเพียง 50,000-60,000 บาทเท่านั้น

3. ปัญหาการทำประกันภาคบังคับ กรณีพรบ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พบปัญหา อัตราการใช้สิทธิจากอุบัติเหตุต่ำมากไม่ถึง 50% ปัญหาการจ่ายเงินเพื่อการบริหารจัดการสูงถึงร้อยละ 52 หรือประมาณ 4,785 ล้านบาท ขณะที่ใช้งบประมาณในการจ่ายสินไหมทดแทนประมาณ 4,534 ล้านบาท หรือ 48% เท่านั้น และประชาชนทุกคนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มีปัญหาจากการใช้สิทธิเมื่อเกิดอุบัติเหตุ กลไกการกำกับและการติดตามการใช้งบประมาณบริหารที่สูงเกินจริงจะทำได้อย่างไร

4. บริษัทประกันได้ประโยชน์แน่นอน 800 ล้านบาท หากเทียบเคียงจากระบบประกันภัยคุ้มครองผู้สบภัยจากรถ ที่รัฐบังคับให้เจ้าของรถทุกประเภทต้องทำประกันภัยนี้

จึงใคร่ขอให้ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาและยุติการดำเนินการที่อาจขัดต่อกฎหมาย และส่งผลกระทบต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของประชาชนทั้งประเทศ และขอให้เร่งรัดการดำเนินการให้การใช้งบประมาณทั้งหมดราว 260,000 ล้านบาท พัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้มีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม จัดระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างเสมอภาคให้กับทุกคน ซึ่งงบประมาณเหล่านี้สามารถทำให้ทุกคนได้รับการดูแลรักษาทุกโรคอย่างเหมาะสม มีคุณภาพมาตรฐาน และเพียงพอสำหรับทุกคน

จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาและขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ที่สนับสนุนการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ

28 กันยายน 2559


Jon Ungphakorn


US-Thailand friendship turns cold, further weakening America’s influence in Asia





US-Thailand friendship turns cold, further weakening America’s influence in Asia


Benjamin Zawacki says the gradual loss of a solid US ally in the region will only be exacerbated by the Thai king’s death and Donald Trump’s election as US president

Source: SouthChinaMorningPost
27 November, 2016


Recent momentous events in Thailand and the United States are more connected than they seem, and will have an impact on both nations for years to come. In mid-October, Thailand’s King Bhumibol Adulyedaj, born in the US and the only king most Thais had ever known, passed away after 70 years on the throne. A month later, political neophyte Donald Trump was elected the 45th US president, defeating a candidate who had spent a quarter of a century in the corridors of American power. Bilateral relations between these two treaty allies, already at an historical ebb, are now set for further, faster, and ever more costly decline.

Thailand and the US emerged from the second world war with common cause as the cold war got under way. After taking the throne, King Bhumibol committed Thai troops to assist the war effort in Indochina. When Bangkok finally dismissed the 50,000 US soldiers based in Thailand in the mid-1970s, it was the king who assured that the closing of one chapter was merely path and prelude to another. A decade of rising trade, refugee assistance and large-scale joint military exercises followed.





Enter 1992. In Bangkok, the king reached the zenith of his power and international prestige, when his intervention amid violent unrest resulted in a dictator’s departure and five years of democratic “spring”. In Washington, president Bill Clinton won the White House, alongside first lady and future candidate Hillary, and backed Thailand’s post-cold-war trajectory.

But the unravelling began in 1997 with Clinton’s heavy-handed and ham-fisted response to Thailand’s financial crisis, contravening the king’s model of a “sufficiency economy”. His successor’s “War on Terror”, joined by a Thai prime minister often at odds with the monarchy, further strained relations. President George W. Bush’s unlawful torture programme began on Thai soil, and his response to a 2006 coup d’état was contradictory and self-defeating. During a visit two years later, he shocked his hosts by not meeting the ageing king.





By the time President Barack Obama placed Thailand atop his second-term travel schedule, he had all but ignored the country for four years and would fail to turn the symbolic gesture into substance. Critically, however, militating against Obama’s drift was a policy articulated in late 2011. The vision of then secretary of state Hillary Clinton for a US “pivot” to Asia would depend on long-time friends like Thailand. In addition to political influence, economic growth, military projection and national security, central to the policy was the advancement of US “values”: human rights, humanitarian assistance, rule of law, democracy.

Ironically, voters in the recent US election placed far more weight on Clinton’s handling of official State Department email than on her foreign policy experience and acumen. Thus, following the death of the single most steadfast US ally in Southeast Asia since the second world war, the pivot – and Thailand’s pivotal role in it – has likewise passed. Foreign policy was limited and largely incoherent in Trump’s election campaign, characterised by an isolationism both anachronistic and ill-advised.





Yet, Asian allies matter to the US because China is not one. Its expansion into Southeast Asia has been comprehensive and swift, particularly in Thailand, which separates the all-important Strait of Malacca from the volatile South China Sea. Through the strait passes one-third of global trade and two-thirds of all oil and liquefied natural gas.

No less important, China’s model of authoritarian capitalism has been increasingly embraced across the political spectrum. Advancing Thailand’s 2014 coup were popular and prolonged demonstrations against democracy. The currency of American values has plummeted; how much more might they do so under a president who holds them in similarly low esteem?

As tens of millions of Thais mourn King Bhumibol and an equal number of Americans decry Trump’s election, a valuable relationship pivots sharply in the wrong direction.


Benjamin Zawacki is author of the forthcoming book, Thailand: Shifting Ground Between the US and a Rising China