วันพฤหัสบดี, เมษายน 28, 2559

คลิป ร่วมยืนแสดงเจตนารมณ์ หยุดคุกคามเสรีภาพประชาชน 28 เมษายน 59






https://www.youtube.com/watch?v=i7VFzqGradA

ร่วมยืนแสดงเจตนารมณ์ หยุดคุกคามเสรีภาพประชาชน 28 เมษายน 59

Resistant Citizen

Published on Apr 28, 2016


การท่องเที่ยวไทยสำหรับคนอังกฤษ สงสัยจะต้องปิดตายตอน คสช. จะได้อยู่ยาวนี่ละ





การท่องเที่ยวไทยสำหรับคนอังกฤษ สงสัยจะต้องปิดตายตอน คสช. จะได้อยู่ยาวนี่ละ

เมื่อไม่นาน ในยุค คสช.ครองเมืองนี่แหละ สวรรค์ของนักท่องเที่ยวฝรั่งหนุ่มสาว ‘เกาะเต่า’ กลายเป็น ‘นรก’ ไป เมื่อสองแบ็คแพ็คชาวอังกฤษถูกฆ่าสยอง โดยมีอิทธิพลท้องถิ่นพัวพัน ทางการไทยเลยจับแพะตัดสินประหารชีวิตสองหม่อง ทั้งๆ ที่ญาติของผู้ตายรายหนึ่งไม่เชื่อว่าเป็นคนร้ายจริง





มาวันนี้สื่อในอังกฤษ (อย่างน้อย ๕ แห่ง) รายงานความริยำของคนท้องที่แหล่งท่องเที่ยวดังอีกแห่งของไทย ‘หัวหิน’ เป็นถิ่นสัญญานอันตรายไปแล้ว ไม่ใช่ถิ่นสัญญาอย่างเพลงว่า

เมื่อปรากฏข้อความภาษาไทยบนหน้าทวิตเตอร์ของ Richard Barrow @RichardBarrow ตากล้องฝรั่ง expat ครูสอนอังกฤษ นักถ่ายภาพและเขียนถึงสถานที่ท่องเที่ยวไทยมานานราว ๒๐ ปี เป็นที่ชื่นชมของคนไทยจำนวนมาก
“หัวหิน เคยเป็นสถานที่ ๆ ชาวต่างชาติวัยเกษียณมาพักอาศัยอยู่..ถ้าเป็นแบบนี้ คงไม่มีใครมาแล้วแน่ ๆ”

https://www.youtube.com/watch?v=VjyArvoCCFI&feature=youtu.be

ภาพวิดีโอเห็นชัด จู่ๆ ขี้เมาไทยก็ปราดเข้าไปต่อยฝรั่งหงายหลังทั้งยืน หลังจากนั้นมีพวกพ้องที่เมาแล้วพาลด้วยกันมาช่วยต่อยตีฝรั่งสูงอายุคนอื่นๆ ในกลุ่ม ซ้ำแล้วซ้ำอีกกลางย่านผู้คนขวักไขว่ในตลาดหัวหิน จนท้ายสุดสลบเหมือดไปสามคนบนทางเท้า

จากเหตุการณ์นี้ Richard Barrow @RichardBarrow ระเบิดเป็นลายลักษณ์อักษรออกมาว่า “ In protest against the Thai media's disinterest in the brutal attack on tourists in Hua Hin, I will NOT be promoting ‪#‎Thailand‬ today.”

เรื่องทำนองนี้อาจเป็นธรรมดาของท้องที่ใดท้องที่หนึ่งในประเทศไทย ที่คนเมาในที่สาธารณะเกิดหมั่นไส้ต่างชาติขึ้นมา แล้วเข้าไปทำร้ายเอาดื้อๆ ดังปรากฏในคลิป แต่เหตุเกิดในชุมชนเป็นเวลานานพักใหญ่ ไม่มีใครเข้าขัดขวาง ไม่มีตำรวจ ทหารท้องที่โผล่ไปรักษาความสงบสักคน

นี่สิไม่ใช่ธรรมดาของบ้านเมืองที่อ้างว่า การยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำให้ระงับความรุนแรงได้อย่างราบคาบ หนำซ้ำเหตุเกิดในที่ชุมชนขวักไขว่อย่างนี้ไม่มีข่าวแพร่งพรายออกมาเลยในสื่อไทย จนกระทั่งไปปูดทั่วอังกฤษนั่นแหละ สื่อไทยถึงได้เริ่มขยับก้นกัน

คุณบาร์โรว์แฉไว้จะเอาข่าวจากอังกฤษแหล่งไหนล่ะ มีทั้งนั้น อาทิ

http://www.telegraph.co.uk/…/video-british-family-brutally…/
thesun.co.uk/…/Shocking-moment-man-is-knocked-out-cold-and-…
dailystar.co.uk/…/British-family-beaten-Thailand-gang-horri…
http://www.express.co.uk/…/WATCH-Horrifying-British-tourist…
dailymail.co.uk/…/Terrifying-moment-British-couple-son-beat…

ล่าสุด Khaosod English @KhaosodEnglish รายงานว่า “Three Arrested Over Brutal Beating of British Family http://www.khaosodenglish.com/detail.php?newsid=1461818416 …”

สายไปนิดหลังจากข่าวกระฉ่อนทั่ว United Kingdom แล้วเพิ่งมีการจับกุม ซ้ำเหตุเกิดในท้องที่ชายทะเลเลื่องชื่อ ซึ่งทั่นผู้นัมบ์เคยนำบริวารไปเดินทักทายนักท่องเที่ยวต่างชาติฮอลแลนด์ชวนให้ “คัม คัม ทู ไทยแลนด์” ยังจำกันได้ดิ





เพียงแต่เวลานี้ตะหานและตำหวดของทั่นผู้นัมบ์มัวแต่สาละวนกับการ ‘อุ้ม’ พวกนักศึกษาเห็นต่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ คสช. ยัดบทเฉพาะกาลไว้ครอบหมดชนิดไม่ต้องมีตัว รธน.ยังได้

จากทวี้ตของ Jonathan Head @pakhead ทราบว่ามีนักศึกษาถูกควบคุมตัวทั้งหมด ๒๔ คน ๑๐ คนถูกอุ่มจากบ้านต่างสถานที่กันทั้งในกรุงเทพฯและขอนแก่น อีก ๑๔ คนถูกรวบตัวขณะพากันไปยืนนิ่งประท้วงการอุ้มสิบคนแรก ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ต่อมา ๑๓ คนได้รับการปล่อยตัวในกรุงเทพฯ สี่คนถูกอายัดตัวไว้ดำเนินคดี อีกสองคนถูกนำตัวจากขอนแก่นเข้าค่ายทหารในกรุงเทพฯ โดยที่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. เผยว่า “จนท.ตามพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดีย ๑๐ คน (ที่ถูกอุ้มคืนก่อนและตอนเช้า) มาโดยตลอด พร้อมทั้งมีหลักฐานที่สมบูรณ์ในการเอาผิดทางคดีได้”

ส่วน “ฝ่าย กม. คสช. ระบุ ๙ คนที่คุมตัวมาเมื่อวาน (๒๗ เม.ย.) คือ ๘ คนที่คุมตัวในกทม.- ๑ คนจากขอนแก่น ฐานความผิด ม.๑๑๖ ฐานยุยงปลุกปั่น และ พ.ร.บ.คอมฯ ‪#‎PPTVHD36‬

พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ที่เพิ่งแก้ใหม่ เพิ่มระวางโทษเป็น ๒๐ ปีจองจำ นั่นไง






ทั้งหมดทั้งมวลเกิดขณะทั่นผู้นัมบ์ ไปเยี่ยมเยียนโครงการหลวงที่แม่เหียะอยู่พอดี กลับมาบอกนักข่าว “ไม่มีคอมเม้นต์” ใดๆ ทั้งสิ้น จะเรื่องหัวหิน ขอนแก่น หรืออนุสาวรีย์ชัยฯ แต่กับ Deep Blue Sea @WassanaNanuam ทั่นแย้มว่า

“ค้นพบแล้ว ‘กับดักตัวเอง’ คืออะไร..ลั่นจะไม่ติดกับดักตัวเองอีกแล้ว จะไม่ตอบโต้ใคร ไม่พูดการเมือง พูดแต่สร้างสรรค์”

อนุโมทนา สาธุ Amen เอวัง.

.....

British family brutally assaulted in Hua Hin, Thailand


https://www.youtube.com/watch?v=VjyArvoCCFI&feature=youtu.be

thaivisacom

Published on Apr 27, 2016

Police in Thailand are asking for help in identifying a group of youths who carried out a quite brutal assault on a family of British tourists.

Full story: http://www.thaivisa.com/forum/topic/9...

FuckGhost (ฟักโกสต์) สมาคมต่อต้านสิ่งงมงาย กับความงมงาย เรื่อง ม.112 (แอดมินฟักโกสต์ สมาคมต้านงมงาย ฟ้อง 20 เพจเฟซบุ๊ก-ยูทูบ หมิ่นกษัตริย์)







ผมว่ากรณีเพจ FuckGhost ฟักโกสต์ : สมาคมต่อต้านสิ่งงมงาย เป็นตัวอย่างที่ดีนะ ชี้ให้เห็นว่าจริงๆแล้วพวกพุทธที่ชอบโอ้อวดว่ามีความเป็นวิทยาศาสตร์ เที่ยวชี้หน้าด่าคนโน้นคนนี้ว่างมงาย แต่จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์อะไรเลย แล้วก็เข้าใจคำว่า "ความงมงาย" แบบตื้นๆด้วย

คือความงมงายนี่มันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องผีสางเทวดานะครับ อะไรที่เชื่อแบบไม่ต้องพิสูจน์ แถมยังห้ามคนอื่นพิสูจน์ นั่นก็งมงายทั้งนั้นแหละครับ

จริงๆในบริบทสังคมไทย เรื่องผีสางนี่ยังงมงายน้อยกว่าเรื่อง 112 ด้วยซ้ำนะ เพราะอย่างน้อยเรื่องผีสางก็อนุญาตให้คนอย่างแอดมินเพจนี้ (หรือคนอื่นๆ) ไปเที่ยวท้าทายพิสูจน์ได้ หรือลบหลู่ก็ไม่ติดคุก

แต่กับเรื่อง 112 นี่ห้ามพิสูจน์นะครับ

2 เรื่องนี้ ดูเผินๆอาจจะไม่เกี่ยวกัน
แต่นั่นสำหรับพวกที่คิดอะไรได้แค่ผิวเผิน ตื้นๆไงครับ

ซึ่งผมก็ไม่แปลกใจนะครับที่จนถึงตอนนี้แอดมินเพจนี้ก็ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้
อาจจะจริงอย่างที่เขาว่าว่าบัวมี 4 เหล่า นั่นแหละครับ 5555++

- - - - - - - -

ขออีดิตเพิ่มเติมหน่อย เดี๋ยวจะหาว่าผมบัญญัติความหมายของคำว่า "งมงาย" ขึ้นมาเอง

งมงาย ก. หลงเชื่อโดยไม่มีเหตุผล หรือโดยไม่ยอมรับฟังความคิดเห็น หรือเหตุผลของผู้อื่น.

(พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างจากเว็บ Longdo Dict.)

.....


http://www.matichon.co.th/news/118961


จับไหวไหมตู่ มึงไปดูคอมเม้น ตามเพจสื่อหลักของประเทศบ้าง ลงข่าวพวกมึงทีไร95% นี่ด่ามึงทั้งนั้น นายกฯสั่ง"ตร.-ไอซีที"จัดการคนโพสต์โจมตีรัฐบาล




http://www.dailynews.co.th/politics/394297

ความเห็นต่อข่าว...

อย่าคิดว่าพวกเราจะอยู่เฉยๆ
ให้ พวกลุงตุ่ทำอะไรได้ตามอำเภอใจนะคราบบบบ
แล้วเจอกัน.....
AnonThai
.
จับไหวไหมตู่ มึงไปดูคอมเม้น ตามเพจสื่อหลักของประเทศบ้าง ลงข่าวพวกมึงทีไร95% นี่ด่ามึงทั้งนั้น
นี่มึงไม่รู้จริงๆหรือ ว่าประชาชนเขาเกลียดพวกมึงมากขนาดไหน
.
ค.คิด
ว.วิเคราะห์
ย.แยกแยะ
.
โพลบอกว่าความนิยม 90% กว่า?
.
เอาเลย ล้างค่ายทหารทั่วประเทศไว้ จับซักล้านคน ถ้าคิดว่าคุมประเทศได้อีก 20 ปี
.
ความไม่เต็มบาทคือปัญหาสำคัญที่รัฐบาลปัจจุบันต้องรีบเร่งแก้ไข เกรงว่ากลุ่มผู้สนับสนุนจะพากันบ้าหนักตามขึ้นทุกวัน คุณทักษิณกับคุณประยุทธ์ ถ้าใช้มาตรฐานความชั่ววัด ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันในการวัด ไม่ใช่สองมาตรฐานเหมือนดังที่เป็นอยู่นี้ คุณประยุทธ์ทำชั่วได้เพราะรักชาติ คุณทักษิณทำชั่วไม่ได้เพราะไม่รักชาติ ถ้าโกงชาติต้องตรวจสอบให้เหมือนกันสิ ต้องโปร่งใส ไม่ใช่ทักษิณต้องโปร่งใส ส่วนประยุทธ์ไม่ต้องโปร่งใสก็ได้ ตรรกะหลักคิดหลักการเลวๆแบบนี้ชาติบ้านเมืองคงฉิบหายกันพอดี ตกลงความเหี้ยอัปปรีย์จัญไรคงมีสาเหตุมาจากกลุ่มประชาชนผู้คอยให้การสนับสนุนการกระทำดังกล่าวเหล่านี้เป็นแน่แท้ คุณประยุทธ์ท่านคงจะดี ส่วนประชาชนที่สนับสนุนท่าน คงจะมีกมลสันดานเหี้ยกันเอง เพราะดันเสือกจังรี้จังไรทำตัวสองมาตรฐานกันเองกระมัง
.
การใช้กำลังเป็นวิสัยของอันธพาล แค่สยบปัญหาไว้ชั่วคราว รอการปะทะที่รุนแรงขึ้น มันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง
.
กำลังตกมัน หมูหมากาไก่ รถ รถยนต์ มอไซ ใครขวาง กระทืบลูกเดียว
...


http://www.matichon.co.th/news/119574









ก่อนท้องฟ้าจะสดใส: บรรยากาศเสี่ยง "อันตราย" ที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้! จินตนาการกันบ้างเถอะ ถ้าวันหนึ่ง ตัวคุณ/เพื่อนคุณ ถูกอุ้มหาย คุณจะรู้สึกอย่างไร?!





ก่อนท้องฟ้าจะสดใส: บรรยากาศเสี่ยง "อันตราย" ที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้!.
[ก่อนท้องฟ้าจะสดใส ทำหน้าที่คล้ายบทบรรณาธิการ ที่แสดงจุดยืนของทีมงานไอลอว์ ในฐานะคนทำงานติดตามประเด็นต่างๆ อ่านตอนใหม่ได้ที่ >> http://ilaw.or.th/node/4093]
.
ช่วงเช้าของวันนี้ (27 เมษายน 2559) มีรายงานผ่านโลกออนไลน์เป็นระยะว่า ประชาชนคนธรรมดาถูกจับกุมและพาตัวไปจากบ้านตั้งแต่เวลารุ่งเช้า อย่างน้อย 10 คน
.
โดยบุคคลที่ถูกจับตัวไป บางคนเป็นช่างภาพ บางคนเป็นเจ้าของกิจการ บ้างก็เป็นนักเขียน แต่สิ่งที่คล้ายกันในหมู่พวกเขาก็คือ “ความสนใจต่อเหตุการณ์บ้านเมือง”
.
แต่ท่ามกลางความสับสนของการใช้อำนาจจับกุมตัวบุคคลดังกล่าว ไอลอว์มีข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุผลและความชอบธรรมในอำนาจที่จะจับกุม ตรวจค้น ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน รวมไปถึงการควบคุมตัวในครั้งนี้ว่า มันมีปัญหาในแง่ “อำนาจที่ใช้กับฐานความผิดไม่สอดคล้องกัน”
.
กล่าวคือ การจับกุมและควบคุมตัวดังกล่าว หากเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ จริง ฐานความผิดดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจของคำสั่งหัวหน้า คสช. ไม่ว่าจะเป็นฉบับที่ 3/2558 หรือ13/2559 ที่จะให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้าจับกุมและควบคุมตัวไว้ได้ นอกจากนี้ หากเป็นกรณีที่เป็นความผิดจากการโพสต์เฟซบุ๊ก ย่อมไม่ใช่การกระทำความผิดซึ่งหน้า ดังนั้น เจ้าหน้าที่ทหารไม่สามารถอ้างอำนาจคำสั่งหัวหน้า คสช. เพื่อใช้กับกรณีนี้ได้
.
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา มีหลายกรณีที่เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจโดยมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติที่ให้อำนาจไว้ และกลับกลายเป็นคนที่ละเมิดมันเสียเอง
.
อีกทั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารเข้าจับกุมโดยไม่มีหมายศาล ไม่มีการแจ้งข้อหา หรือการกระทำความผิด และไม่ให้สิทธิในการพบทนายความหรือติดต่อญาติ ไม่เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัว สิ่งเหล่านี้ล้วนนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการบังคับให้สูญหาย การซ้อมทรมาน และการเสียชีวิตในระหว่างการควบคุมตัว
.
รวมไปถึงการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมโดยทหาร เช่น การข่มขู่ให้รับสารภาพระหว่างการควบคุมตัวในค่ายทหาร นอกจากนี้ กลไกต่างๆ ซึ่งต้องตรวจสอบถ่วงดุลก็ไม่สามารถทำงานได้อีก
.
สิ่งหนึ่งที่เกิดเป็นคำถามในสภาวะเช่นนี้ก็คือ "ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่บรรยากาศเสี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ใช่หรือไม่"

.....




ฟังชัดๆ กกต."สมชัย"เชิอดให้ดูรายแรก จับทันควัน มือโพสต์ขัดกม.ประชามติ




https://www.youtube.com/watch?v=aY7J0T3PGxk&feature=youtu.be&a

ฟังชัดๆ กกต."สมชัย"เชิอดให้ดูรายแรก "กองทุน"ไหนในจ.ขอนแก่น ผิดพ.ร.บ.ประชามติ

Published on Apr 27, 2016

ฟังชัดๆ กกต."สมชัย"เชิอดให้ดูรายแรก "กองทุน"ไหนในจ.ขอนแก่น ผิดพ.ร.บ.ประชามติ ติดตามรายละเอียด มติชนทีวีออนไลน์ 27เม.ย.2559 http://www.matichon.co.th/news/118580

ooo


จับทันควัน มือโพสต์ขัดกม.ประชามติ - หลัง "สมชัย ศรีสุทธิยากร" แจ้งจับ!!






ที่มา ข่าวสดออนไลน์
27 เมษายน พ.ศ. 2559

จากกรณีที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้งเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสน.ทุ่งสองห้องให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ใช้เฟซบุ๊กในชื่อกองทุนหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น(ไม่ระบุชื่อ) หลังผู้ใช้เฟซบุ๊กได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะข้อความที่ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ชักจูงโน้มน้าวประชาชนไปในทิศทางหนึ่ง เพื่อให้รับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ โดยเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา61(1) ข้อหามีเนื้อหาข้อความอันเป็นเท็จ ใส่ร้ายป้ายสี ข่มขู่ ก้าวร้าวรุนแรง ก่อให้เกิดความวุ่นวายในการทำประชามติ มีโทษจำคุกไม่เกิน 10ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000บาท หรืออาจถูกห้ามเลือกตั้ง 5 ปี โดยนำข้อความที่โพสต์มามอบให้เป็นหลักฐานนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 27 เม.ย.ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล2(บก.น.2) พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พร้อมด้วยพล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 พ.ต.อ.เติมเผ่า สิริภูบาล ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง ร่วมกันแถลงการจับกุม นางจีรพันธุ์ ตันมณี อายุ 59 ปี ประธานกองทุนรัฐวัฒน์ตันมณี เพื่อสิทธิคนออทิสติก ชาว อ.เมือง จ.ขอนแก่น ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา เลขที่ 856/2559 ลงวันที่ 27 เมษายน 2559 ในข้อหา เผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียงในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียงให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวาย เพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวขณะประชุมอยู่ภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ก่อนจับกุมเมื่อเวลา 17.00 น. ที่หน้าห้องสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น

พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า เมื่อ 26 เมษายน เวลาประมาณ 10.00 น. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้พบข้อความในเฟซบุ๊กมีเพจสาธารณะชื่อ กองทุนรัฐวัฒน์ตันมณี เพื่อสิทธิคนออทิสติก ได้เผยแพร่โพสต์ ข่าวเกี่ยวกับการประชุมของนักวิชาการถกเถียงเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยโพสต์ข้อความเป็นหัวข้อว่า มีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวัง เพื่อให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิ์ออกเสียงหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง เกี่ยวกับการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จึงมากล่าวโทษให้พนักงานสอบสวนสน.ทุ่งสองห้อง ให้สืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดดังกล่าว ตลอดจนถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง

จึงได้ประสานงานไปยังพล.ต.ท.บุญเลิศ ใจประดิษฐ์ ผบช.ภ.4 ต่อมาได้ประสานกับพ.ต.อ.นภดล เพ็ชรสุทธิ์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น ติดตามตัวผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว ซึ่งพบว่านางจีรพันธุ์ ตันมณี อายุ 59 ปี ซึ่งเป็นประธานกองทุนรัฐวัฒน์ตันมณี เพื่อสิทธิคนออทิสติก รับว่าเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวจริง จึงควบคุมตัวมาสอบสวน มีความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา61(1) ข้อหามีเนื้อหาข้อความอันเป็นเท็จ ใส่ร้ายป้ายสี ข่มขู่ ก้าวร้าวรุนแรง ก่อให้เกิดความวุ่นวายในการทำประชามติ สำหรับบุคคลที่โพสต์ข้อความในลักษณะดังกล่าวจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท และให้ศาลเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง 5 ปี ส่วนกลุ่มบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จะมีโทษจำคุกระหว่าง 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง 10 ปี

นางจีรพันธุ์ กล่าวว่า ตนคิดว่ากฎหมายดังกล่าวจะมีผลเหมือนกับการเลือกตั้ง จึงคิดว่าการโพสต์ข้อความดังกล่าวก่อนที่จะถึงวันลงประชามติจะไม่มีความผิด แต่มาทราบภายหลังว่ากฎหมายมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายนแล้ว โดยปกติตนเป็นคนสนใจเรื่องผลประโยชน์ของบ้านเมืองบ้างนิดหน่อย ตนไม่มีคดีติดตัว ไม่รู้กฎหมาย ที่โพสต์ข้อความดังกล่าวอยากให้ประชาชนสนใจ ซึ่งกลุ่มของตนก็เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ไม่รู้ว่าจะมีคนให้ความสนใจ อยากฝากเตือนเป็นอุทาหรณ์ว่าควรจะใช้ถ้อยคำที่สุภาพมากกว่านี้
.....


นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเป็นรายแรก ๆ หลังระบอบรัฐประหาร ที่จะถูกดำเนินคดี

ความเห็นจากมิตรสหายท่านหนึ่ง

เราจะไปทางไหน#5: ประจักษ์ ก้องกีรติ การสถาปนา ‘อำนาจนำใหม่’ ของกองทัพ





ที่มา ประชาไท
Wed, 2016-04-27

คุยกับประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ที่ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลา และศึกษาเรื่องความรุนแรงในการเลือกตั้ง โดยวาระนี้คงหนีไม่พ้นการพูดคุยกันเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ การทำประชามติ ไปจนถึงวิเคราะห์สถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง และทางออกจากรัฐทหารมีมากน้อยเพียงไหน

เมื่อพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมทั้งหมด คิดว่าอนาคตการเมืองไทยกำลังจะเจอกับอะไร เช่น รัฐประหารซ้อน, เป็นไปตาม road map, การนองเลือด ประชาธิปไตยครึ่งใบ, hybrid regime หรือการลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลทหาร

อนาคตการเมืองไทยเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก เพราะมีปัจจัยซับซ้อนหลายอย่างที่สะสมผูกเป็นปมเงื่อนที่ยากแก้การแก้ไขในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และในระยะ “เปลี่ยนผ่าน” ที่เปราะบางและอ่อนไหวนี้ ลำพังปัจจัยในระดับตัวบุคคล (หมายถึงการตัดสินใจต่างๆ ของชนชั้นนำหยิบมือเล็กๆ) ก็สามารถพลิกผันการเมืองไทยได้ให้ออกหัวออกก้อยได้ แต่สำหรับ scenario ที่เป็นไปได้หลากหลายดังที่ถามมา ผมคิดว่ารัฐประหารซ้อนมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยที่สุด ไม่ใช่ว่าจะถึงกับเป็นไปไม่ได้ แต่เท่าที่ดูสถานการณ์ปัจจุบัน มันยากมาก เพราะกองทัพค่อนข้างเป็นเอกภาพโดยเฉพาะในระดับนำ เนื่องจากถูกยึดกุมโดยขั้วเดียวกลุ่มเดียวมาเป็นเวลาเกือบทศวรรษ ขั้วอื่นๆ ที่ไม่อยู่ในสายคุมอำนาจปัจจุบันถูกเตะโด่งหรือถูกสกัดกั้นออกจากสายอำนาจ จึงยากที่จะมีการรัฐประหารซ้อนในกองทัพเกิดขึ้นได้ในระยะใกล้นี้

แต่แน่นอนว่า roadmap ที่จะมีการเลือกตั้งในปลายปี 2560 นั้นไม่ได้ราบเรียบมีโอกาสสะดุดได้ตลอดทาง อย่าลืมว่าการเลือกตั้งเองก็เคยถูกเลื่อนมาจาก roadmap เดิมแล้ว หัวเลี้ยวหัวต่ออยู่ที่ประชามติ ถ้าประชามติรัฐธรรมนูญผ่านและนำไปสู่การเลือกตั้งและไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกลางทางระหว่างนั้น หลังเลือกตั้ง สังคมไทยก็จะเผชิญกับการสถาปนาระบอบเผด็จการอำนาจนิยมที่แฝงตัวมาในร่างประชาธิปไตย (อย่างน้อยเอาไว้แสดงต่อนานาชาติ เพื่อให้ระบอบมันพอดูมีความชอบธรรม) ที่ชนชั้นนำในระบบราชการโดยเฉพาะกองทัพจะมีอำนาจในการกำกับควบคุมการเมืองไทย โดยสถาบันทางการอย่างการเลือกตั้ง พรรคการเมือง รัฐสภา จะเป็นเพียงสถาบันพิธีกรรมที่ไม่ได้มีอำนาจอะไรมากนัก คือ จะเป็นระบอบที่ถอยไปไกลกว่าระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบสมัยอดีตนายกฯ เปรม เรียกว่าประชาธิปไตยแบบเศษเสี้ยวจะดีกว่า เพราะมันไม่ถึงครึ่ง

อย่าลืมว่าสมัยรัฐธรรมนูญ 2521 เรายังไม่มีองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจล้นฟ้าแบบในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่สามารถขัดขวางการทำงานของรัฐบาลหรือทำให้รัฐบาลล้มไปได้ตลอดเวลา ยังไม่ต้องพูดถึงว่านายกฯ ก็มีแนวโน้มว่าจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง พูดง่ายๆ เจตนารมณ์ของประชาชนที่แสดงออกผ่านการใช้สิทธิเลือกตั้งมันแทบจะไม่สามารถกำหนดทิศทางของประเทศได้เลย คราวนี้แหละจะกลายเป็น “ประชาธิปไตย 4 วินาที” ของจริง คือเลือกตั้งเสร็จแล้วอำนาจประชาชนก็แทบหมดไปทันที กระบวนการตั้งรัฐบาลและการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลจะหลุดไปอยู่ในมือขององค์กร “อิสระ” และกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชนเลย โดยเฉพาะส.ว. 250 คนที่จะมาจากการแต่งตั้งโดยคสช. องค์กรและกลุ่มบุคคลเหล่านี้จะกลายเป็นกลุ่มอำนาจที่ทรงพลัง

พูดง่ายๆ ว่าเราไม่ได้ถอยกลับไปสู่ระบอบ “เปรมาธิปไตย” เพราะระบอบที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามสร้างขึ้นมันเป็นระบอบเผด็จการอำนาจนิยมในรูปแบบใหม่ที่ต่างไปจากประชาธิปไตยครึ่งใบสมัยยุคเปรม เป็นการใช้อำนาจร่วมกันระหว่างชนชั้นนำข้าราชการ ศาลและองค์กรอิสระโดยมีรัฐบาลและรัฐสภาเป็นเครื่องประดับ และทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การชี้นำของกองทัพ เป็นระบอบ “อำนาจนิยมแบบไทยๆ”

นี่คือพิมพ์เขียวที่ชนชั้นนำในปัจจุบันพยายามสร้างขึ้น และต้องเข้าใจว่าไม่ใช่เพื่อระยะเปลี่ยนผ่าน แต่เค้าตั้งใจให้มันเป็นระบอบถาวร ถามว่าระบอบดังกล่าวจะสร้างได้สำเร็จและจะอยู่คงทนหรือไม่ อันนี้ตอบลำบาก แต่ถ้าดูจากพลวัตรการเมืองไทยตั้งแต่หลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 เป็นต้นมา ไม่มีกลุ่มชนชั้นนำไหนสถาปนาอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นชนชั้นนำจากการเลือกตั้งหรือชนชั้นนำจากกองทัพ การรัฐประหาร 2534 และ 2549 ล้มรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้งได้ก็จริง แต่ก็ไม่สามารถสถาปนาระบอบเผด็จการที่มีเสถียรภาพขึ้นมาแทนที่ได้ คือเราไม่มีทั้ง consolidation of democracy และ consolidation of authoritarianism ถ้าเราดูข้อเท็จจริงง่ายๆ หลังปี 2535 เป็นต้นมา ไม่มีระบอบไหนหรือใครอยู่ในอำนาจได้เกิน 5 ปี ห้าปีนี่ยาวสุดแล้ว

ในเมืองไทย อำนาจและระบอบการเมืองมันสวิงไปมาตลอด เพราะชนชั้นนำมันมีหลายกลุ่มไม่เป็นเอกภาพและมวลชนตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น การลุกฮือขึ้นของประชาชนเพื่อต่อต้านและล้มรัฐบาลเกิดขึ้นให้เห็นมาตลอดตั้งแต่ปี 2535 ฉะนั้นเราไม่อาจตัดความเป็นไปได้นี้ออกไป เพราะประวัติศาสตร์มันมีบทเรียนให้เห็นมาหลายครั้ง และเราต้องไม่ลืมว่าทศวรรษที่ผ่านมาคือ ทศวรรษที่การตื่นตัวและการมีส่วนร่วมของประชาชนไทยอยู่ในระดับที่สูงที่สุดแล้ว ภาวะสงบตอนนี้เป็นภาวะชั่วคราวเท่านั้น เทียบกันแล้วโอกาสที่จะเกิดการขบวนการประท้วงของมวลชนเพื่อล้มรัฐบาลมีมากกว่าการรัฐประหารซ้อน แต่ต้องอาศัยสถานการณ์ที่สุกงอมมากๆ บวกกับสิ่งที่เรียกว่า “ชนวน” หรือน้ำผึ้งหยดเดียว ซึ่งหมายถึงการตัดสินใจที่ผิดพลาดมากๆ ของผู้กุมอำนาจเองที่ทำให้ตัวเองสูญเสียความชอบธรรมอย่างฉับพลันและรุนแรง มันเป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้เลยว่าอะไรจะคือชนวนหรือน้ำผึ้งหยดนั้น ตอน14 ตุลาฯ ที่ล้มรัฐบาลถนอม ก็คือการจับกุมแกนนำเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ตอนพฤษภา35 คือการ “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ของพลเอกสุจินดา ตอนล้มรัฐบาลทักษิณคือ การขายหุนเทมาเส็ก และตอนล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์คือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

สรุป รัฐประหารซ้อนโอกาสน้อย การลุกฮือของประชาชนมีโอกาสมากกว่าแต่สถานการณ์ต้องสุกงอม ถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวมวลชน แนวโน้มก็คือ การเมืองไทยเดินหน้าสู่ระบอบเผด็จการจำแลงในนามประชาธิปไตยที่เหลือแต่รูปแบบที่กลวงเปล่า ที่ชนชั้นนำในกองทัพเป็นผู้คุมทิศทางประเทศ

ในฐานะที่ศึกษาเรื่องการใช้ความรุนแรงในทางการเมือง เห็นเงื่อนไขของการใช้ความรุนแรงในการเมืองไทยยุคปัจจุบันหรือไม่

เงื่อนไขของความรุนแรงเกิดขึ้นได้ง่ายในปัจจุบัน เพราะชนชั้นนำทยอยปิดประตูของการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธีลงไปทีละบานๆ จนแทบไม่เหลือแล้ว ไม่เปิดให้มีเวทีที่ความเห็นต่างสามารถมาแลกเปลี่ยนกันได้อย่างอิสระเลย และถ้าความขัดแย้งแตกต่างมันไม่สามารถมีทางออกตามช่องทางในระบบ ผ่านสถาบันทางการเมือง และกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน มันก็กลายเป็นเงื่อนไขของการเกิดความรุนแรง ซึ่งชนชั้นนำเป็นฝ่ายสร้างขึ้นเอง โดยเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ตอบโจทย์ปัญหาที่สังคมเผชิญอยู่ มิหนำซ้ำยังแก้ไขได้ยากหรือจริงๆ ต้องพูดว่าแทบแก้ไขไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ซึ่งมันเท่ากับการวางระเบิดเวลาไว้ในอนาคต

จริงๆ เงื่อนไขของการเกิดความรุนแรงในเมืองไทยมีอยู่ตลอดในประวัติศาสตร์ เพราะการสร้างระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยและการสถาปนาสถาบันการเมืองให้เข้มแข็งถูกตัดตอนตลอดเวลา พอกลไกในระบบอ่อนแอและสถาบันการเมืองต่างๆ อ่อนแอ การเมืองจึงจบลงที่การใช้ความรุนแรงได้ง่าย การรัฐประหารเป็นความรุนแรงทางการเมืองที่ชัดเจนและเกิดขึ้นบ่อยครั้งที่สุดในการเมืองไทย

การเมืองไทยไม่ใช่การเมืองที่สงบ ความคิดว่าเมืองไทยเป็นสยามเมืองยิ้มนั้นเป็นมายาคติที่ใหญ่ที่สุด เราเป็นสังคมที่มีการนองเลือดและการปราบปรามประชาชนโดยรัฐบ่อยครั้งมากที่สุดประเทศหนึ่ง ฉะนั้นเงื่อนไขในการเกิดความรุนแรงมันมีมาตลอดประวัติศาสตร์ ยิ่งตั้งแต่ช่วงปี 2548 เป็นต้นมา ที่เงื่อนไขในการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นทั้งจากรัฐและขบวนการประชาชนเอง คือทิศทางอันหนึ่งของขบวนการภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ หลัง 2548 มีแนวโน้มของการเคลื่อนไหวแบบแตกหักเผชิญหน้าและไม่ปฏิเสธยุทธวิธีรุนแรงเสียทั้งหมด จึงทำให้เงื่อนไขในการเกิดความรุนแรงมีสูงขึ้น

แต่เปรียบเทียบกันแล้ว เงื่อนไขในการเกิดความรุนแรงก็ยังคงเกิดจากรัฐมากที่สุด เมื่อชนชั้นนำที่ควบคุมรัฐอยู่รู้สึกว่าตนเองเสียการควบคุมก็จะใช้ความรุนแรงเพื่อกระชับอำนาจ เช่น รัฐประหารหรือปราบปรามประชาชน หรือในระยะหลังรูปแบบที่น่าสนใจคือ ชนชั้นนำบวกกับภาคประชาชนบางกลุ่มจงใจสร้างวิกฤตให้เกิดขึ้นบนท้องถนนเพื่อสร้างสภาวะให้ดูเหมือน “รัฐอัมพาต” ที่เรียกกันว่ารัฐล้มเหลว แต่มันไม่ได้ล้มเหลวตามธรรมชาติ มันถูกจงใจสร้างขึ้น ปูทางไปสู่การรัฐประหาร คือ กลไกรัฐด้านความมั่นคงเองปล่อยให้ความรุนแรงยืดเยื้อโดยตัวเองนิ่งเฉยเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเข้ามายึดอำนาจเพื่อรักษาความสงบของตนเอง ซึ่งเป็นอะไรที่มหัศจรรย์

ดังนั้น เมื่อเทียบสัดส่วนกันแล้ว รัฐเป็นฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงมากที่สุดและทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตมากที่สุด และปัจจุบันเราอยู่ในรัฐที่ใช้อำนาจเข้มข้นที่สุดนับจาก 6 ตุลา 2519 เป็นต้นมา มีลักษณะ repressive มากเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว และควบคุมประชาชนไม่ให้คิดเห็นแตกต่างจากรัฐ และจากร่างรัฐธรรมนูญบวกคำถามพ่วงที่ให้ส.ว. มีส่วนเลือกตั้งนายกฯ ด้วย ก็สะท้อนชัดเจนว่าผู้มีอำนาจยังต้องการสืบทอดและรักษาอำนาจต่อไป รัฐแบบนี้เมื่อเผชิญกับการต่อต้านและการเคลื่อนไหวจากประชาชน ย่อมไม่ลังเลที่จะยกระดับการใช้อำนาจปราบปรามประชาชนด้วยความรุนแรง อย่างที่เห็นชัดเจนในประวัติศาสตร์ระยะใกล้ในปี 2553

เงื่อนไขที่จะทำให้เกิดความรุนแรงน่าจะอยู่ที่ช่วงหลังเลือกตั้ง ถ้าผลการเลือกตั้งออกมาในลักษณะที่ผิดคาด ทำให้ชนชั้นนำจากระบอบรัฐประหารสูญเสียอำนาจในการควบคุม อาจมีการใช้กำลังเพื่อกระชับอำนาจกลับมา หรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำได้ยากมาก ก็อาจเผชิญกับแรงโต้กลับอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ เงื่อนไขของความรุนแรงอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงการทำประชามติ กรณีที่ประชามติไม่ผ่าน แล้วผู้มีอำนาจตัดสินใจนำรัฐธรรมนูญที่มีความไม่เป็นประชาธิปไตยยิ่งกว่าร่างนี้มาประกาศใช้ เท่ากับไม่ฟังเสียงสะท้อนของประชาชน ณ จุดนั้นอาจสร้างเงื่อนไขของการเผชิญหน้าและความรุนแรงขึ้นได้

คิดอย่างไรกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คิดว่าจะได้ประกาศใช้ไหม และหากประกาศใช้จริง ประเด็นใดที่ concern มากที่สุด

รัฐธรรมนูญฉบับนี้จริงๆ วิเคราะห์ง่าย ไม่มีอะไรซับซ้อนเพราะเจตนารมณ์ของผู้ร่างและผู้มีอำนาจเบื้องหลังผู้ร่างนั้นมีความชัดเจน คือ อย่างที่ตอบไปในตอนแรกว่า ร่างนี้ต้องการควบคุม “ประชาธิปไตยแบบเสียงข้างมาก” โดยลดทอนอำนาจของพรรคการเมือง ผู้เลือกตั้งและรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาปรกติ และถ่ายโอนอำนาจไปให้กับชนชั้นนำเสียงข้างน้อยที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง คือกองทัพ ราชการพลเรือน ศาล องค์กรอิสระ แต่ก็ต้องรักษาฉากหน้าของประชาธิปไตยให้พอมีอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นจะไม่มีความชอบธรรม เช่น ยอมรับให้มีการจัดการเลือกตั้ง มีส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งในรัฐสภา แต่ผ่านระบบเลือกตั้งแบบใหม่ที่ทำให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ กลายเป็นเบี้ยหัวแตก ซึ่งดูแล้วคสช. ค่อนข้างมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันร่างนี้ให้ผ่านประชามติได้ แบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในการทำประชามติรัฐธรรมนูญปี 2550 อย่าลืมเราอยู่ในรัฐที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนยิ่งกว่าตอนปี 2550 และรัฐคงทุ่มทรัพยากรและใช้กลไกความมั่นคงทั้งหนักและเบาทุกอย่างภายใต้การควบคุมเพื่อผลักดันรัฐธรรมนูญนี้ให้ผ่านประชามติให้ได้

แต่สถานการณ์เริ่มไม่แน่นอน เพราะกลุ่มต่างๆ ที่อยู่ต่างขั้วต่างสีกันค่อยๆ ทยอยออกมาประกาศไม่รับร่าง แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ออกมาประกาศไม่รับคำถามพ่วงและชี้ว่าไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คืออาจจะพูดได้ว่าทั้งในภาคการเมืองและภาคประชาสังคม ตอนนี้เริ่มมีการก่อตัวของฉันทามติบางอย่างที่จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แน่นอนว่าแต่ละกลุ่มแต่ละพรรคมีเหตุผลและแรงจูงผลักดันต่างกันในการไม่รับร่าง แต่ผลก็คือโมเมนตัมตอนนี้มันไปในทางไม่รับ เพราะคนเริ่มเห็นแล้วว่าเนื้อหาไม่ตอบโจทก์การแก้ปัญหาสังคมไทยอำนาจมันไปกระจุกตัวที่คนกลุ่มเดียวคือ ชนชั้นนำในระบบราชการ ตัดอำนาจและการมีส่วนของคนกลุ่มอื่นไปหมด ทั้งพรรคการเมือง ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้เลือกตั้งทั่วไปคือคนเทียบข้อดีกับข้อเสียแล้ว เห็นว่าข้อเสียมันมีมากกว่า

คือเท่าที่ผมพยายามตามอ่านอย่างละเอียดข้อดีข้อเดียวของฝ่ายรัฐบาลและผู้สนับสนุนร่างนี้ที่มีการยกมาก็คือการปราบโกง ยังไม่เห็นมีใครยกข้อดีข้ออื่นขึ้นมาชัดๆ เลย แต่รัฐธรรมนูญที่ตัดสิทธิเสรีภาพประชาชนและรวมศูนย์อำนาจกลับไปที่รัฐราชการส่วนกลางมันไม่มีทางปราบโกงได้ เพราะประวัติศาสตร์ไทยที่ผ่านมามันชี้ให้เห็นว่าระบบราชการรวมศูนย์ภายใต้โครงสร้างรัฐแบบอุปถัมภ์คือต้นตอสำคัญของการคอร์รัปชั่นของสังคมไทย นี่แหละคือเนื้อดินที่หล่อเลี้ยงให้การคอร์รัปชั่นมันดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน ถามว่าหลังรัฐประหารมานี้ คอร์รัปชั่นมันหายไปหรือไม่ มันไม่ได้หายไป แต่สื่อและประชาชนตรวจสอบไม่ได้ ใครก็ตรวจสอบเอาผิดไม่ได้ เพราะรัฐอำนาจนิยมมีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จในมือปิดกั้นการตรวจสอบ ใครพยายามจะตรวจสอบก็จะโดนข่มขู่คุกคามหรือไม่ก็ถูกจับไปปรับทัศนคติ กรณีคอร์รัปชั่นที่ชวนสงสัยต่างๆ ก็ถูกทำให้เงียบหายไปด้วยอำนาจรัฐและด้วยการประดิษฐ์คำใหม่ๆ มาเรียกแทน จากคอมมิสชั่นก็กลายเป็น “ค่าที่ปรึกษา” ประชาชนกลุ่มต่างๆ ก็เริ่มเห็นประเด็นนี้แล้ว แม้แต่องค์กรประชาสังคมที่เคยสนับสนุนคสช.ในช่วงต้น ทำให้จุดขายเรื่องปราบโกงมันเลยไม่ค่อยมีน้ำหนักเพราะมันไม่ได้สร้างระบบการเมืองที่โปร่งใสและอำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง มันแค่ลดทอนอำนาจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และเอาอำนาจไปให้ชนชั้นนำอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งใช้แทน โดยประชาชนและสื่อตรวจสอบควบคุมไม่ได้ บทเรียนจากทั่วโลกที่เขาประสบความสำเร็จในการปราบโกงก็ชี้ชัดแล้วว่าหัวใจสำคัญคือ ความแข็งขันของสื่อและประชาชน รัฐธรรมนูญเฉยๆ ในฐานะกระดาษแผ่นหนึ่งมันปราบโกงไม่ได้

ดังนั้นโอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูกคว่ำในการลงประชามติมีอยู่ไม่น้อย ถ้าบรรยากาศการลงประชามติมีเสรีภาพอย่างแท้จริงและมีองค์กรต่างชาติมาร่วมสังเกตการณ์ อย่างไรก็ตาม พอกระแสการไม่รับร่างมันเริ่มแพร่หลายออกไป ชัดเจนว่ากลุ่มผู้มีอำนาจรัฐเริ่มกลัวประชามติจะไม่ผ่าน และยิ่งใช้อำนาจอย่างเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ในการปิดกั้นและปราบปรามประชาชนที่เห็นต่างจากรัฐ และตอนนี้ก็เริ่มมีสัญญาณว่าเราอาจไม่ได้ทำประชามติกันด้วยซ้ำ

ณ ตอนนี้ยังไม่เห็นกลุ่มไหนออกมาประกาศชัดๆ ว่ารับร่างรัฐธรรมนูญนี้แบบ 100% แบบว่าสนับสนุนแบบเต็มที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีจริงๆ อย่างมากก็บอกว่าไม่ขี้เหร่มาก พอรับได้ หรือบางคนบอกว่าให้รับไม่ใช่เพราะเห็นว่าดี แต่กลัวได้ฉบับที่แย่กว่านี้ คือในแง่หนึ่งก็ตลกดี มันเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีใคร (นอกจากผู้ร่างเอง) ชื่นชมได้อย่างเต็มปากอย่างจริงใจว่ามันดีและมันสามารถแก้ปัญหาประเทศได้ นอกจากพรรคขนาดกลางบางพรรค ซึ่งเข้าใจได้อยู่แล้ว อันนี้ไม่มีอะไรน่าแปลกใจเลย เพราะพรรคดังกล่าวเป็นพรรคท้องถิ่นแบบเจ้าพ่อที่ไม่มีทั้งอุดมการณ์และนโยบายเป็นจุดขาย และเป็นพรรคที่จะได้ประโยชน์จากระบบเลือกตั้งแบบใหม่มากที่สุด เพราะระบบเลือกตั้งใหม่มันเน้นให้เลือกตัวบุคคล เอาส.ส.เขตเป็นฐานและจากการคำนวณคร่าวๆ แล้วพรรคขนาดกลางจะได้ที่นั่งมากกว่าเดิมมากพอสมควร

สำหรับผมประเด็นที่น่าวิตกมากที่สุดคือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันแทบไม่เปิดช่องให้มีการแก้ไข ลองไปอ่านดู เงื่อนไขต่างๆ ที่วางไว้มันแทบจะทำให้แก้ไขไม่ได้เลย ฉบับ 2550 ว่ายากแล้ว มาเจอฉบับนี้แทบจะปิดประตูตายในการแก้ไข ปัญหาก็คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจุดอ่อนขอบกพร่องมากมาย ลดทอนอำนาจอธิปไตยของประชาชน และสร้างระบอบการเมืองของชนชั้นนำที่เป็นอำนาจนิยมในขณะเดียวกันก็เป็นระบบที่จะไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ เพราะวางกลไกให้รัฐบาลอ่อนแอ ทำงานได้ลำบาก เป็นรัฐบาลที่สำนวนอังกฤษเรียกว่ารัฐบาลเป็ดง่อย เนื่องจากถูกออกแบบมาจากฐานของความกลัว กลัวประชาชน กลัวพรรคการเมืองมันจึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่สอคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่ประชาชนทุกกลุ่มตื่นตัวทางการเมืองมากแล้ว และเราต้องการรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพในการผลักดันการแก้ปัญหายากๆ ที่รุมเร้าสังคมไทยอยู่มากมายนับไม่ถ้วนในปัจจุบัน การมีรัฐบาลอ่อนแอนี่จริงๆ มันไม่มีประโยชน์กับประเทศเลยนะ เพราะมันไม่มีศักยภาพที่จะผลิตหรือผลักดันนโยบายอะไรดีๆ ได้เลย มันมีแต่จะฉุดให้ประเทศหยุดนิ่งอยู่กับที่หรือไม่ก็ถอยหลังไปเรื่อยๆ ทีนี้พอรัฐธรรมนูญแทบไม่เปิดช่องให้แก้ไขได้ ก็เท่ากับมันทำให้สังคมไทยไม่มีทางออกในอนาคต และสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงอีกครั้ง

ดูจากร่างรัฐธรรมนูญ ชัดเจนว่าทหารต้องการสถาปนาอำนาจของตัวเองในทางการเมืองให้กลายเป็นสถาบันที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ คือ จะ "อยู่ยาว" คำถามคือทหารต้องการจะอยู่ยาวไปถึงเมื่อไร เป้าหมายของการอยู่ยาวคืออะไร

อย่างน้อย 5 ปีตามที่เขาประกาศ แต่ก็อาจจะนานกว่านั้น เพราะส.ว.ชุดแรกอยู่ในอำนาจ 5 ปี คือนานกว่ารัฐบาล จึงอาจกำหนดตัวคนเป็นนายกฯ ได้ถึง 2 ครั้ง ซึ่งเท่ากับ 8 ปี และบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญก็อาจถูกต่ออายุได้อีกโดยอ้างความจำเป็นของสถานการณ์ที่ไม่ปกติ โดยเป้าหมายก็คือคุมการ “เปลี่ยนผ่าน” ซึ่งทหารย้ำอยู่บ่อยครั้ง ทุกคนทราบดีกว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่และในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ความสัมพันธ์ทางอำนาจและดุลอำนาจของชนชั้นนำทุกกลุ่มในสังคมไทยกำลังปรับเปลี่ยนอย่างมโหฬาร ทหารไม่อาจยอมให้มีสุญญากาศเกิดขึ้นในระยะเปลี่ยนผ่านที่เปราะบางนี้ กองทัพเชื่อมั่นว่าตัวเองเท่านั้นที่สามารถคุมการเปลี่ยนผ่านนี้ให้สงบได้ แต่จริงๆ มันไม่ใช่แค่ความเชื่อ กองทัพมีผลประโยชน์ผูกพันในระบบที่ทำให้ต้องเข้ามาเป็นคนกำหนดทิศทางของการเปลี่ยนผ่านซะเอง อย่าลืมว่ากองทัพเป็นชนชั้นนำเก่าแก่ที่ครองอำนาจในการเมืองไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน แม้ว่าประเทศจะผ่านช่วงที่เข้าสู่ประชาธิปไตยอยู่เป็นระยะๆ แต่อำนาจของกองทัพไม่เคยหายไปจากการเมืองไทยโดยสิ้นเชิง เหมือนที่นักวิชาการบางคนเปรียบกองทัพว่าทำหน้าที่เสมือน “รัฐพันลึก” (แอเจนี เมริโอ) หรือ “รัฐคู่ขนาน” (พอลแชมเบอร์ และนภิสา ไวฑูรเกีรติ 2016) ในระบบการการเมืองไทย

หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 กลุ่มชนชั้นนายทุนต้องกระโดดเข้ามาเล่นการเมืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นตัวเอง สำหรับกองทัพ ในช่วงวิกฤตการเมืองที่ผ่านมารวมทั้งในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ เป็นช่วงที่สร้างความหวาดวิตกให้กับชนชั้นนำในกองทัพอย่างมาก เพราะปัจจัย 3 ประการคือ 1.ฐานความชอบธรรมของชนชั้นนำแบบประเพณีกำลังลดน้อยถอยลง 2.พรรคการเมืองกลับมีความเข้มแข็งและมีฐานเสียงมวลชนที่ขยายตัวใหญ่โตอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 3.การเกิดขึ้นของการเมืองแบบมวลชนที่มีคนเข้าร่วมมหาศาลและเป็นการเมืองที่มีลักษณะเชิงอุดมการณ์ สามปัจจัยนี้มันทำให้กองทัพวิตกกังวลกับสถานะ อำนาจ และผลประโยชน์ตนเอง เพราะมันอยู่นอกเหนือการควบคุมของกองทัพ โดยเฉพาะในการเมืองแบบเลือกตั้งซึ่งเป็นพื้นที่ที่กองทัพไทยไม่มีความถนัดและไม่มีทักษะที่จะแข่งขันได้เลย ผิดกับกองทัพในหลายประเทศที่ปรับตัวเข้าสู่เกมการเลือกตั้งเพื่อรักษาอำนาจของตนเอง

ด้วยเหตุเหล่านี้กองทัพจึงต้องการมา “คุมเกม” เพื่อสถาปนาระเบียบการเมืองใหม่ new political order ในสถานการณ์ที่ระเบียบการเมืองเก่าที่ดำรงอยู่มายาวนานกำลังจะเสื่อมไป ในกระบวนการ “คุมเกม” นี้ ก็ลดทอนอำนาจของพรรคการเมืองให้อ่อนแอลง ทำให้พรรคการเมืองเชื่องและการเลือกตั้งไม่เป็นภัยคุกคามสำหรับชนชั้นนำเดิมอีกต่อไป ในขณะเดียวกันก็กดปราบภาคประชาชนทุกสีให้สงบราบคาบเพื่อควบคุมไม่ให้มีการเคลื่อนไหวมวลชนขนานใหญ่ได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ที่สำคัญ นอกจากสองกลุ่มนี้แล้ว ทหารกำลังปรับความสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจอื่นในเครือข่ายเดียวกันด้วย เช่น กลุ่มนายทุน แบบเดียวกับในสมัยสฤษดิ์ ที่ทหารกับกลุ่มทุนบางกลุ่มก่อตัวเป็นพันธมิตรที่เอื้อประโยชน์ให้กันและกัน ภาคประชาชนจำนวนมากก็คงตระหนักแล้วว่าหลังรัฐประหารครั้งนี้ มีการฉวยใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนมากมายมหาศาล มีการใช้กลไกรัฐไปรุกรานและละเมิดสิทธิชุมชนและชาวบ้านเพื่อให้กลุ่มทุนดำเนินกิจกรรมสะสมทุนได้อย่างสะดวก ไม่ว่ามันจะผิดระเบียบหรือทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างไร คือจริงๆ ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ก็จะพบว่ากองทัพไทยตั้งแต่หลัง 2500 ไม่ได้มีอุดมการณ์ต่อต้านทุนหรือเป็นปฏิปักษ์กับระบบทุนนิยม กองทัพอยู่ข้างทุน เขาแค่ต้องการให้ทุนต้อง “จิ้มก้อง” เค้าต่างตอบแทนกัน และเพิ่มอำนาจและโอกาสให้ตนเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากระบบทุนนิยมด้วย

นอกจากนี้สิ่งที่เราเห็นหลังรัฐประหารเป็นต้นมาคือ กระบวนการที่กองทัพสถาปนาให้ตนกลายเป็น hegemonic rulerกลุ่มใหม่ที่จะครองอำนาจในระยะยาวมิใช่คนที่ต้องคอยคอยแชร์อำนาจหรืออยู่ใต้อำนาจของชนชั้นนำกลุ่มอื่น เห็นได้ชัดทั้งในเรื่องการเพิ่มงบประมาณ เพิ่มอภิสิทธิ์ เพิ่มเงินเดือน เพิ่มกำลังพล ขยายขอบเขตการใช้อำนาจ แก้กฎระเบียบต่างๆ จัดวางบุคลากรในกองทัพเข้าไปยึดกุมวิสาหกิจของรัฐ องค์กรของรัฐ รวมทั้งองค์กรอิสระต่างๆ ที่สำคัญที่สุดก็คือ เอาอำนาจตัวเองไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญผ่านส.ว.แต่งตั้ง ซึ่งเท่ากับกองทัพมีพรรคการเมืองของตัวเอง มีเสียงในสภา 250 เสียง คิดเป็นครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯ โดยไม่ต้องลงเลือกตั้ง

ในฐานะที่อาจารย์ศึกษาเรื่องการเมืองยุคเดือนตุลา คิดว่าแนวโน้มที่ประชาชนจะลุกฮือขึ้นโค่นล้มรัฐบาลในครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เงื่อนไข บริบท และปัจจัยแวดล้อมอะไรที่จะทำให้ไม่เกิดขึ้น

อันที่จริง อย่างที่ผมกล่าวไปข้างต้น 1 ทศวรรษที่ผ่านมาคือทศวรรษที่ภาคประชาชนไทยเข้มแข็งที่สุดและมีส่วนร่วมมากที่สุด กลายเป็นตัวละครทางการเมืองที่มีบทบาทและมีอิทธิพลมาก แต่จนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลา 2 ปีแล้วหลังการรัฐประหาร ที่ถามว่าทำไมเราไม่เห็นการลุกฮือขึ้นของประชาชนเพื่อต่อต้านรัฐบาล ผมคิดว่ามีปัจจัย 2 ประการ ประการแรก คือระดับการควบคุมและละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยรัฐบาลหลังการรัฐประหาร และประการที่ 2 ความแตกแยกแบ่งขั้ว (polarization) ระหว่างภาคประชาชนเอง ในประการแรก ข้อมูลและรายงานจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าระบอบรัฐประหารครั้งนี้มีลักษณะ repressive สูงกว่ารัฐบาลรัฐประหารในปี 2549 มาก ตั้งแต่วันที่ยึดอำนาจก็มีการจับกุมคุมขังและล็อคตัวแกนนำนักเคลื่อนไหวทันที จนถึงทุกวันนี้ระดับของการควบคุมและปิดกั้นก็ยังไม่ลดลง แม้แต่กลุ่มนักศึกษาก็ยังถูกจับกุมติดคุกแม้ว่าจะเคลื่อนไหวอย่างสงบสันติเพียงใดก็ตาม และการควบคุมปิดกั้นนี้มีทีท่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อการทำประชามติใกล้เข้ามา จึงเป็นสาเหตุที่เข้าใจได้ที่ภายใต้บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวเช่นนี้ การเคลื่อนไหวจากภาคประชาชนไม่ปรากฏ เพราะไม่มีใครอยากเสี่ยงตาย เสี่ยงคุกเสี่ยงตารางกับอนาคตการเมืองข้างหน้าที่ยังมองไม่เห็นทางออกหรือทางเลือกที่ชัดเจน และที่ผ่านมาคนที่ตายก่อนคือประชาชนคนธรรมดา และในสังคมนี้ถ้าคุณเป็นชาวบ้าน เป็นคนจน เมื่อตายไปแล้วก็ไม่สามารถแสวงหาความยุติธรรมได้อีก ฉะนั้นถ้ามองจากตรงนี้ มันเข้าใจได้มากๆ เลยว่าทำไม “ความเคลื่อนไหวไม่ปรากฏ” การไปติเตียนต่อว่าต่อขานประชาชนด้วยกัน ผมว่ามันไม่ค่อยแฟร์นัก

ส่วนเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคประการที่สองก็คือ การแบ่งขั้วของภาคประชาชนไทย มันไม่เหมือนตอน 14 ตุลาฯ หรือตอนพฤษภา 2535 ที่ตอนนั้นมันชัดเจน เป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนสู้กับรัฐ ประชาชนแม้จะมีแนวคิดต่างกันบ้าง แต่ชัดเจนว่ามีฉันทามติบางอย่างร่วมกันในปี 16 และปี 35 คือ ไม่ยอมรับการปกครองแบบเผด็จการทหารอีกต่อไปและเชื่อว่าสังคมไทยมีทางเลือกที่ดีกว่าถูกปกครองด้วยระบอบคณาธิปไตยของกองทัพ แต่ตอนนี้ฉันทามติแบบนี้มันไม่เหลืออยู่แล้ว ภาคประชาชนแตกเป็นสองขั้วอย่างที่ทุกคนทราบดี โดยในขั้วหนึ่งยังมีความเชื่อว่าการมีทหารปกครองนั้นยังไงก็แย่น้อยกว่านักการเมือง คือไม่ใช่ว่าทหารบริหารประเทศดีกว่ามีประสิทธิภาพกว่าหรือโปร่งใสกว่า แต่พวกเขาเกลียดนักการเมืองมากกว่า คือมันเป็นการเมืองที่ขับดันด้วยความเกลียดชัง

ผลของการแบ่งขั้วนี้ทำให้ชนชั้นนำในปัจจุบันปกครองง่าย หรือพูดอีกอย่างก็ได้ว่าคณะรัฐประหารเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากสภาวะสังคมแบ่งขั้ว ไม่ว่าการบริหารประเทศจะผิดพลาดหรือขาดประสิทธิภาพอย่างไร แต่ก็ยังปกครองได้สบายๆ เพราะกลุ่มอื่นๆ ในสังคมไทยอ่อนแอและขาดพลังเนื่องจากไม่สามารถรวมพลังกันเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะความบาดหมางและความขัดแย้งรุนแรงที่สะสมในช่วงหลายปีที่ผ่านมามันมีอยู่สูง แม้แต่การสร้างแนวร่วมกว้างๆ ก็ยากที่จะเกิดขึ้น เพราะความไว้วางใจระหว่างกันในภาคประชาสังคมมันไม่เหลืออยู่ ซึ่งถามว่าเข้าใจได้ไหม เข้าใจได้ไม่ยากเลย เพราะความขัดแย้งมันยืดเยื้อเรื้อรังและความเกลียดชังระหว่างกันมันมีอยู่สูง แต่ตราบใดที่สภาวะแบ่งขั้วอย่างที่ไม่สามารถประสานกันได้แม้แต่เรื่องเดียวแบบนี้ยังดำรงอยู่ ทหารก็จะสามารถปกครองต่อไปได้เรื่อยๆ

การออกจากระบอบชนชั้นนำของกองทัพในครั้งนี้ เป็นเรื่องยาก มันต้องการฉันทามติใหม่ new consensus ร่วมกันระหว่างกลุ่มต่างๆ ในภาคประชาชนว่าเราสามารถสร้างสังคมไทยที่มีอนาคตดีกว่านี้ โดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวและความเกลียดชัง แต่เป็นการเมืองของความหวังที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถร่วมกันกำหนดอนาคตของบ้านเมืองตนเองได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องรวมพลังกันในการเดินขบวนประท้วงอย่างเดียวเสมอไป มันอาจจะรวมพลังกันในรูปแบบอื่นๆ ได้หลากหลายมากมายตามแต่สถานการณ์ เช่น เฉพาะหน้านี้คือเริ่มจากการแสดงพลังร่วมกันในการลงคะแนนประชามติว่าประชาชนทุกกลุ่มต้องการรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาและกระบวนการที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้มากกว่าที่เป็นอยู่ มิใช่กำหนดมาแล้วโดยชนชั้นนำแบบเบ็ดเสร็จโดยที่ประชาชนไม่มีทางเลือก

แต่ทั้งหมดที่พูดนี้ ก็ตระหนักดีว่ามันยากมากๆ ที่จะเกิดขึ้นได้และเราอาจจะต้องอยู่กับการเมืองที่ไม่มีความหวังแบบนี้ไปอีกนานพอสมควร








เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
เราจะไปทางไหน#1: สุขุม นวลสกุล "พรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือพรรค ส.ว."
เราจะไปทางไหน#2: อภิชาต สถิตนิรามัย อนาคตจบไม่สวย เมื่อการต่อสู้สันติในสภาถูกปิดตาย
เราจะไปทางไหน#3: พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์-สร้างพื้นที่เจรจาและปฏิรูปฝ่ายประชาธิปไตย
เราจะไปทางไหน#4: โคทม อารียา หากประชามติไม่ผ่าน เสนอสร้างฉันทามติใหม่ มีรัฐบาล-ส.ส.ร.เลือกตั้ง

สังคมไทย กลับตาลปัตร : เปิดใจ น้องปั๊ป “กรกนก คำตา”นักศึกษารัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จำเลยคดีนั่งรถไฟจะไปตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์




Fahroong Srikhao ฟ้ารุ่ง ศรีขาว

ในคดีอาญา ยังมีคุกใต้ศาลให้คนที่ได้ประกันตัวภายในวันเดียว รอในนั้น ได้ปล่อยตัวจากที่นั่น แต่คดีจากศาลทหาร ทำไมต้องเข้าเรือนจำมีการตรวจภายในล้วงลึกเข้าไปถึงในช่องคลอด – น้องปั๊ป “กรกนก คำตา”

สัมภาษณ์น้องปั๊ป “กรกนก คำตา”นักศึกษารัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จำเลยคดีนั่งรถไฟจะไปตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์ 7 ธ.ค.58โดยเมื่อวันที่ 25 เม.ย.59 เธอขึ้นศาลทหารและถูกนำตัวไปเรือนจำก่อนได้รับการประกันตัวพร้อมผู้ต้องหาชายอีก 5 คน เวลา 20.20 น. วันเดียวกัน

ในระหว่างอยู่ในเรือนจำ 14.00 น. – 20.00 น. เธอได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับนักโทษหญิงในเรือนจำ ถูกบอกให้ถอดเสื้อผ้าและใส่ผ้าถุงผืนเดียวเพื่อเปลี่ยนเป็นชุดนักโทษ แต่ทุกครั้งที่ต้องรายงานตัวต่อหน้าผู้คุมแต่ละแดน เธอจะถูกสั่งให้ลุกนั่งเพื่อตรวจสอบว่าซ่อนยาเสพติดหรือไม่ โดยมีผู้คุมยืนจับผืนผ้าถุงที่เธอสวมใส่ ขณะที่ผ้าถุงซึ่งล้อมตัวเธออย่างหลวมๆ นี้ ก็ไม่ได้มิดชิดพอจะบังสายตาคนนับร้อยในเรือนจำ
นอกจากนั้นยัง ถูกตรวจช่องคลอดเพื่อดูว่ามีการซุกซ่อนยาเสพติดหรือสิ่งใดหรือไม่ ทั้งที่เป็นผู้ต้องหาคดีการเมือง แต่เธอมองว่ามันไม่ควรเกิดขึ้นกับใครไม่ว่าถูกดำเนินคดีอะไร เธอเตรียมร้องเรียนต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น

อ่านบทสัมภาษณ์นับแต่บรรทัดนี้ และฟังคลิปเสียงเล่าโดยละเอียด

-จากผู้จะไปตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์กลายเป็นผู้ถูกสอบเสียเอง

คือหนูไปตรวจสอบการทุจริต ถึงแม้จะเป็นเชิงสัญลักษณ์ จะไปจัดเสวนาตรงนั้น แต่กลับกลายเป็นว่าหนูกลับต้องเป็นคนที่เข้าคุกแล้วไปโดนตรวจสอบโดยละเมิดร่างกายหนู ใครกันแน่ที่ต้องเป็นคนโดนตั้งข้อกล่าวหาแล้วเข้าคุก กลายเป็นสลับกัน คนที่ตั้งคำถามกลับต้องเข้าคุก ส่วนคนที่มีมูลเหตุกลับไม่ถูกสอบสวน

ก่อนหน้านี้ก็คิดไว้ว่าอาจจะได้เข้าไปในคุกแต่ไม่ได้คิดว่าจะมีการปฏิบัติราวกับไม่ใช่มนุษย์เยี่ยงนี้ พอโดนสั่งให้ถอดเสื้อผ้ากลางลาน ในที่สาธารณะกลางสายตาทุกคน ก็รู้สึกว่าต้นทุนในการไปถามหาความจริงมันสูงมาก ต้นทุนของพวกเราที่ออกมาสู้เพื่อความถูกต้อง ประชาธิปไตย ต้นทุนมันสูงมากๆ มากกว่าที่หนูจินตนาการไว้เยอะ

-ท้อแท้กับการที่พยายามทำให้สังคมมีความถูกต้องไหม

รู้สึกเศร้าที่ประเทศไทยเป็นได้ขนาดนี้ แต่อีกใจหนึ่งคือยิ่งยอมไม่ได้ ถ้าในสังคมยังเหลือพื้นที่ที่คนไม่มีสิทธิเป็นคน คนสามารถโดนละเมิดอะไรก็ได้ในประเทศตัวเอง อีกทางหนึ่งมันก็ยิ่งอยากกระตุ้นให้ประเทศเราพัฒนากว่านี้ แต่อีกทางหนึ่งก็รู้สึกว่าประเทศมันแย่มากๆ มันมีความหวังเหลืออีกไหม แม้แต่คนด้วยกันก็ยังทำแบบนี้

การตรวจช่องคลอด ขยับควานหา.. ทั้งที่เป็นคดีการเมือง แล้วหนูจะขนยาเสพติดทำไม ความจริงไม่ต้องเอาหนูไปรวมในเรือนจำ แค่กันเอาไว้เพื่อตัดปัญหาการส่งอะไรให้คนอื่นก็ได้ แต่ปรากฏเขาทำเหมือนหนูจะอยู่ในเรือนจำนาน ราวกับจะไม่ได้ประกันตัว อยู่ในเรือนจำตั้งแต่บ่ายสองถึงสองทุ่ม ใส่ผ้าถุง 1 ชิ้นและได้ใส่เสื้อบ้างบางครั้ง โดยไม่ใส่ชุดชั้นใน ถึงหกโมงเย็นได้อาบน้ำ ออกจากเรือนจำประมาณสองทุ่ม เปิดเฟซบุคดูเห็นสเตตัสเพื่อนๆ จึงเพิ่งทราบว่าศาลอนุมัติให้ประกันตัวตั้งแต่ 15.30 น. แต่ตอนนั้นอยู่ในเรือนจำยังไม่ทราบเรื่องภายนอก

ระหว่างการตรวจภายใน ก็ไม่ได้มีการพูดอธิบายตามกระบวนการ แตกต่างจากเวลาตรวจกับแพทย์ซึ่งเขาจะอธิบายด้วยความสุภาพ ว่าจะทำอะไรเพื่ออะไร แต่ตอนเราไปตรวจเขาพูดห้วนๆ ไม่ได้อธิบายอะไร

-คิดว่าถูกกลั่นแกล้งไหม

เขาทำแบบนี้ปกติกับนักโทษทุกคน แต่สิ่งนี้ไม่ปกติสำหรับมนุษย์ คือการตรวจภายใน หรือให้ลุกนั่ง เขาทำมายาวนาน ทุกคนในสังคมไม่ควรยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้น เพราะ อาจจะเกิดกับคนรอบตัวเราทั้งที่อาจจะไม่ผิดแต่เขาต้องไปอยู่ในนั้น แล้วมาเจออะไรแบบนี้ มันเป็นระบบที่แย่มาก

คดีเช่นหนู ยิ่งไม่จำเป็นต้องทำเลย แม้แต่คดีอาญา ยังมีคุกใต้ศาลให้คนที่ได้ประกันภายในวันเดียว รอในนั้นได้ปล่อยตัวจากที่นั่น แต่คดีจากศาลทหาร ทำไมต้องเข้าเรือนจำ มีการตรวจภายในล้วงลึกเข้าไปถึงในช่องคลอด

-อยากบอกอะไรกับปลัดกระทรวงยุติธรรม

เทคโนโลยีในการการสแกนร่างกายมันทำได้ลึกซึ้งแล้ว ต้องถูกนำมาใช้ตั้งนานแล้ว ถ้ายังไม่มีจริงๆ การตรวจควรอยู่ในที่ลับตาคนและตรวจกับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกคนมาเห็นเนื้อตัวร่างกาย เป็นการอนาจารและละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมากๆ

ผู้ต้องขังยังมีสิทธิส่วนบุคคลแม้จะกลายเป็นผู้ต้องหาหรือนักโทษ แม้แต่จำเลยแบบหนูซึ่งยังไม่เป็นผู้ทำความผิดด้วยซ้ำ ทั้งที่ศาลอนุมัติการประกันตัวตั้งแต่ 15.30 น. แต่เวลานั้น หนูยังต้องลุกนั่งหมุนตัวในผ้าถุงต่อหน้าทุกคนอยู่เลยมันใช่เรื่องไหม

การลุกนั่งทำเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนักโทษก่อนแล้วค่อยไปตรวจภายใน แล้วก็มาลุกนั่งอีกในการเดินผ่านประตูในแต่ละแดน คือทั้งก่อนและหลังการตรวจภายใน ต้องลุกนั่งตลอดเมื่อรายงานตัวต่อผู้คุม ลุก นั่ง หมุนตัวในผ้าถุงโดยไม่มีชุดชั้นใน ผู้คุมก็มองๆ

นอกจากนั้น มีการตรวจฉี่ซึ่งตรวจโดยนักโทษด้วยกันเอง ห้องน้ำไม่มีประตู แล้วมีการหยดคล้ายๆ ที่ตรวจครรภ์ แล้วเขาก็บอกหนูว่า ท้อง!! แล้วเขาก็หัวเราะกัน คือ เขาพูดเล่น หนูทราบจากคนข้างๆ ว่า เป็นที่ตรวจสารเสพติด แล้วกระปุกเก็บฉี่ก็ต้องล้างด้วยน้ำเปล่าซึ่งก็ไม่ได้มีสุขอนามัย

-ปลัดกระทรวงยุติธรรมบอกร้องเรียนได้- น้องปั๊ปคิดว่าจะร้องเรียนไหม

ก็คิดว่าจะร้องเรียน เพราะคิดว่าไม่เฉพาะตัวปั๊ปที่ไม่ควรถูกกระทำแบบนี้ แต่รวมถึงนักโทษคนอื่นๆ ด้วย ไม่ควรถูกทำแบบนี้ มันเป็นเรื่องสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย มันไม่ควรเกิดขึ้นกับใครๆ

รู้สึกสิทธิในเนื้อตัวร่างกาถูกลดทอนอย่างมากในเรือนจำ การค้นตัวไม่ควรลดทอนกันขนาดนี้ นี่เป็นการจงใจให้นักโทษคนอื่นเห็น รู้สึกถูกละเมิด เพราะควรมีการตรวจค้นร่างกายในห้องเฉพาะ แต่นี่เหมือนบังคับให้เราต้องอนาจารต่อหน้าทุกคน หนูรู้สึกว่าเรื่องนี้ยอมรับไม่ได้ ทุกคนไม่ควรโดนแบบนี้ ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับใคร แม้แต่คดีอุกฉกรรจ์ ควรมีสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ยังไม่ถูกตัดสิน ก็กลายเป็นเหมือนโดนลงโทษแม้ยังไม่เป็นผู้ผิด


ooo

ถามตรงๆกับจอมขวัญ : เปิดใจ นศ.ธรรมศาสตร์ แฉสิ่งที่ถูกกระทำในเรื่อนจำ | 27-04-59 | ThairathTV




https://www.youtube.com/watch?v=Pg99OwZ5lfk

Published on Apr 27, 2016


ปรับเปลี่ยนประเทศไทย (ไทยแลนด์ 4.0) ศก.ไทยบุญเก่าใกล้หมด





โดย พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน

มติชนออนไลน์
27 เม.ย. 59

มาจนถึงขนาดนี้แล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยมีปัญหาเพิ่มขึ้นในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เชื่อได้ว่าคนไทยทุกคนต้องการเห็นประเทศไทยปรับเปลี่ยนและพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น หรือเป็น “ไทยแลนด์ 4.0” ตามคำเรียกสากลที่นิยมใช้กันของโลกในปัจจุบัน

เพื่อให้เข้าใจตรงกันว่าแนวคิดที่จะเสนอนี้เป็นบางแนวคิดที่น่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศ ซึ่งหลังจากการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้านี้ ใครจะเข้ามาบริหารประเทศก็อยากให้นำไปพิจารณา เพราะผู้เขียนไม่ได้อยากถูกเรียกไปปรับทัศนคติครั้งที่ 8 หรือต้องไปเข้าอบรมตามคอร์สที่กำลังจะมีการจัดขึ้น ซึ่งไม่เชื่อว่าจะแก้ปัญหาอะไรได้ และไม่น่าเกิดประโยชน์กับประเทศแต่อย่างไร แต่น่าจะสร้างปัญหาให้ภาพพจน์ประเทศเสียหายในเรื่องการละเมิดสิทธิของบุคคลให้เพิ่มขึ้นมากกว่า

ในภาวะที่การเปลี่ยนแปลงของโลกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกประเทศน่าจะต้องการมีผู้นำที่มีความรู้ความสามารถและปรับเปลี่ยน นโยบายและแผนงานให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป อาจจะไม่ต้องถึงขนาดรู้และอธิบายควอนตัมฟิสิกส์ได้เหมือนผู้นำแคนาดา แต่ก็ต้องรู้และเข้าใจเรื่องหลักๆ ที่จะเกิดขึ้นในโลกอนาคต เช่น Cloud computing, Blockchain and Bitcoin, Tesla electric car, Paperless society, Non paper currency, low inflation period เป็นต้น และเรื่องเหล่านี้อาจจะพัฒนาขึ้นไป หรือปรับเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หรืออาจจะหายไปเลยก็เป็นได้ แล้วแต่การเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบในหลายๆ ด้าน และหากผู้นำยังมีแนวคิดในกรอบเดิมๆ หรือแค่คิดว่าจะยังสามารถวางยุทธศาสตร์ประเทศระยะยาวเป็น 20 ปีได้ แต่ไม่เข้าใจความหมายของเรื่องที่กล่าวมาแล้วนี้ ก็เท่ากับประเทศนั้นยากที่จะพัฒนาแข่งขันกับประเทศอื่นในอนาคตได้ ดังนั้นจึงอยากขอเสนอแนวคิดการปรับเปลี่ยนประเทศไทยในบางเรื่องที่เห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนในหลายด้าน ดังนี้

“ไทยแลนด์ 4.0” ที่เชื่อว่าคนไทยทุกคนอยากเห็นเรื่องแรก น่าจะเป็นเรื่องการปรับเปลี่ยนแนวทางทางเศรษฐกิจ ทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจขึ้นไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และอีกเช่นกัน คงไม่ต้องมาพูดกันอีกแล้วว่าเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันทรุดลงและเสื่อมโทรมขนาดไหน เพราะผู้เขียนพยายามเตือนมาตลอดตั้งแต่มีการประท้วงจนถึงหลังมีการปฏิวัติ จนถูกเรียกเข้าค่ายทหารหลายหน แต่ก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่คาดการณ์ไม่ให้ไม่เป็นจริงได้ ถึงจะให้โกหกก็เปลี่ยนไม่ได้ ปัญหาของเสาหลักเศรษฐกิจที่เสื่อมเห็นได้จากการส่งออกที่ลดลง 5.78% ในปีที่แล้ว และการลงทุนที่ลดลงอย่างมาก และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่การลงทุนจากต่างประเทศของไทยที่ลดลง 90% จากรายงานของ Nikkei Asian Review ส่วนหนึ่งมาจากข่าวสารทางด้านลบที่กระจายออกไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปิดประเทศ การจับคนปรับทัศนคติเป็นจำนวนมาก การแสดงความเห็นด้านสิทธิมนุษยชนขัดกับแนวทางประชาคมโลก การต่อปากต่อคำกับประเทศมหาอำนาจในเรื่องต่างๆ ย่อมส่งผลกลับมาสู่ความเชื่อมั่นและการลงทุนจากต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมปีนี้ยังมีข่าวเรื่องการห้ามแจกปฏิทินและการตรวจยึดขันแดง อีกทั้งการดำเนินคดีกับผู้ที่ถ่ายรูปกับขันแดงที่เป็นเรื่องขบขันของคนทั้งโลกไปแล้ว และถึงแม้ที่บอกว่าปีนี้จะมีการลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง เท่าก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ของปีก่อนหน้านี้เท่านั้น คงไม่สามารถจะฟื้นฟูเศรษฐกิจอะไรได้มากนัก แต่จะส่งผลให้เศรษฐกิจในอนาคตยิ่งย่ำแย่ เพราะการลงทุนลดลงมากจะทำให้การส่งออกในอนาคตก็จะลดลงมากไปด้วย ในขณะเดียวกันเงินลงทุนต่างประเทศกลับไหลไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านทำให้ทุกประเทศมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น และมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าไทยมาก ซึ่งขนาดคนไทยเองยังแห่ไปลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในปีที่ผ่านมา

ผลกระทบนี้จะทำให้ประเทศไทยติดกับดักการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง เพราะไม่สามารถจะหารายได้เพิ่มขึ้นได้ เพราะประเทศเล็กๆ อย่างไทย ต้องพึ่งรายได้จากต่างประเทศเป็นหลักทั้งการส่งออกและการลงทุน แนวคิดที่จะเพิ่มการบริโภคในประเทศก็ทำไม่ได้เพราะรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ลดลงมาก

การปรับเปลี่ยนประเทศไทยทางเศรษฐกิจจึงต้องเริ่มต้นจากเปลี่ยนภาพพจน์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับมาอย่างเร่งด่วน และต้องทบทวนปัญหาเดิมที่เกิดขึ้นว่าจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก ซึ่งน่าจะเป็นความจำเป็นอย่างแรก เพราะประเทศไทยยังต้องการการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูงและมีมูลค่าเพิ่มสูงที่ตอนนี้ย้ายไปประเทศเวียดนามกันมากแล้ว

นอกจากนี้ ในภาวะที่โลกจะประสบกับภาวะเงินเฟ้อที่ต่ำเป็นระยะเวลาอีกนานซึ่งรวมถึงไทยด้วย ผู้บริหารในอนาคตจะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดนโยบายให้สอดคล้อง และมีการลงทุนในสาธารณูปโภคมากขึ้นเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนอย่างแท้จริง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความเชื่อมั่นและการยอมรับของนานาชาติที่มีต่อประเทศไทยกลับมาได้อย่างแท้จริง ที่น่าเป็นห่วงคือยิ่งใช้เวลานานเท่าไหร่ในการกลับสู่ระบบที่จะเรียกความมั่นใจของต่างประเทศให้กลับมาได้ โอกาสของประเทศไทยที่จะพัฒนาก็หายไปเรื่อยๆ และโอกาสของประเทศเพื่อนบ้านก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ส่วนขั้นตอนการพัฒนาในรายละเอียดว่าจะต้องพัฒนาอย่างไรก็คงจะต้องดูภาวการณ์ของโลกหลังการเลือกตั้งซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ

“ไทยแลนด์ 4.0” ทางด้านการเมือง น่าจะเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก เพราะปัญหาทางการเมืองใน 10 ปีที่ผ่านมาได้ถ่วงการพัฒนาของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ความจำเป็นที่จะต้องมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของนานาชาติเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ใช่ทางเลือก เพราะตอนนี้คงจะได้ทราบกันแล้วถึงผลของความเชื่อมั่นของต่างประเทศที่ลดลงว่ามีผลกระทบอย่างไร และความจำเป็นที่จะต้องมีความต่อเนื่องในระบอบประชาธิปไตยโดยไม่สะดุดอีก และต้องปล่อยให้ระบอบประชาธิปไตยได้พัฒนาไป ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไป ทุกฝ่ายต้องหันมายอมรับความจริงกัน โดยเฉพาะปัญหาทางการเมืองที่มาจากพรรคการเมืองใหญ่สองพรรค หากพรรคใหญ่ที่สุดมีการบริหารประเทศให้ดีพอก็คงไม่มีประชาชนออกมาขับไล่เป็นแสนๆ คน และถึงกับทำให้ประชาชนเหล่านี้คิดวิปริตส่งเสริมให้มีการปฏิวัติ และนิยมชมชอบกับการปฏิวัติ ซึ่งทวนกับกระแสโลก ขัดกับระดับการศึกษา และน่าจะฝืนกับความเชื่อส่วนตัว ในขณะที่อีกพรรคหนึ่งที่เคยยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตยและต่อสู้กับเผด็จการมาตลอดเมื่อในอดีต แต่ต่อมากลับไม่เคยชนะการเลือกตั้งเลย เพราะไม่เคยพัฒนาตัวเอง และไม่สามารถคิดนโยบายที่ถูกใจประชาชนได้ แต่กลับออกมาใช้ยุทธวิธีนอกระบอบประชาธิปไตยเพื่อขับไล่รัฐบาล อีกทั้งบอยคอตการเลือกตั้ง ซึ่งเสมือนเป็นการชักชวนให้เกิดการปฏิวัติ โดยมุ่งหวังจะได้อำนาจโดยไม่ได้สนใจว่าประเทศจะประสบกับปัญหาอะไรบ้างที่จะตามมา ดังนั้นการปรับเปลี่ยนทางแนวคิดและการดำเนินงานของพรรคการเมืองจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น การกล่าวอ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ฉลาดและไม่มีความรู้ ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น และถ้ารัฐธรรมนูญใหม่ที่ร่างขึ้นมาบนพื้นฐานของความเชื่อนี้ จะยิ่งทำให้ปัญหาต่างๆ เพิ่มมากขึ้น และอาจจะนำไปสู่ความไม่สงบทางการเมืองได้ และที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้ได้รัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ถึงแม้ไม่เชียร์แต่ก็ต้องไม่เกลียด

และอีกเรื่องที่ได้ยินกันตลอดว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นข้ออ้างในการดำเนินการในเรื่องต่างๆ ในวิธีที่ไม่ปกติ แต่ไม่เห็นมีใครจะบอกได้ว่าหลังจากการเปลี่ยนผ่านแล้วประเทศจะเป็นอย่างไร และจะเดินหน้ากันต่อไปได้อย่างไร ประชาชนจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้อย่างไร ประชาชนรู้แต่เพียงว่าช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้กลับทำให้ประชาชนลำบากกันอย่างมาก

“ไทยแลนด์ 4.0” ในทางสังคม เรื่องนี้ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะสังคมไทยเติบโตมาจากสภาวะที่ผิดปกติมาเป็นเวลานาน คนส่วนใหญ่จะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล การแบ่งแยกชนชั้นที่ฝังลึกแต่พยายามจะปฏิเสธ ปัญหาหลักส่วนหนึ่งน่าจะเกิดมาจากการศึกษา ที่สถาบันการศึกษาเองยังชี้นำในแนวทางที่ผิดแปลกแตกต่างจากสังคมโลก หลายแนวคิดยังสับสนในตัวเอง เช่น ประเทศต้องการให้ประชาชนมีความคิดสร้างสรรค์ มีนวัตกรรมใหม่ๆ แต่ในขณะเดียวกันกลับปิดกั้นการแสดงออกในความคิดเห็น แม้เต่เรื่องที่สำคัญมากของประเทศ เช่น เรื่องรัฐธรรมนูญ หรือการที่ประเทศไทยมุ่งจะก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจดิจิตอล แต่กลับยกเลิกการแจกแท็บเล็ต ที่นอกจากจะช่วยให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอลแล้ว ยังจะช่วยพัฒนาการศึกษาและความรอบรู้ให้กับประชาชนให้เข้ากับสังคมโลกได้ด้วย เป็นต้น และที่ต้องปรับปรุงเป็นพิเศษน่าจะเป็นการปรับปรุงวิธีคิดและวิธีการดำเนินการของสื่อมวลชน ซึ่งเป็นผู้กำหนดทิศทางแนวคิดของสังคมในขณะนั้นๆ ให้มีมาตรฐานสากล หลายครั้งที่เห็นสื่อยังมีคำถามแปลกๆ และยังให้ความนิยมกับสิ่งที่ไม่น่าเป็นที่ยอมรับในระดับสากล แต่สื่อก็ทำไปเพียงเพื่อเอาใจผู้มีอำนาจและฐานลูกค้าของตน โดยไม่มองว่าผลกระทบเหล่านั้นจะมีต่อประเทศและสังคมไทยอย่างไร

การปรับเปลี่ยนประเทศไทยนี้ต้องมีแนวทางที่ชัดเจน และต้องเป็นในแนวทางที่ประชาคมโลกรับได้ เพราะประเทศไทยต้องอยู่กับสังคมโลกไปอีกนาน การที่จะอ้างว่าประเทศไทยมีลักษณะพิเศษต้องมีวิธีการที่แตกต่างกับประเทศอื่นนั้น น่าจะเป็นเพียงข้ออ้างสำหรับผู้ที่ได้ประโยชน์เท่านั้น สุดท้ายก็จะเห็นได้ว่าผลกระทบที่ได้รับกลับตกอยู่กับคนทั้งประเทศที่ต้องมาลำบากกันทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมกับแนวคิดและข้ออ้างแบบนี้

ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยจะต้องหันกลับมาคิด ตั้งหลักตั้งฐาน เรียนรู้จากประสบการณ์ที่สร้างความลำบากให้กันถ้วนหน้า หรือจะต้องรอให้ลำบากและเสียหาย ต้องเจ็บต้องตายกันไปมากกว่านี้ถึงจะมารู้สึกตัวกัน ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นก็อาจจะสายไปเสียแล้ว

ooo



ศก.ไทยบุญเก่าใกล้หมด "กอบศักดิ์" เปรียบลงทุนใหม่เหมือนจุดเตาถ่าน




ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
25 เม.ย 2559


แม้ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลประยุทธ์ 3 นำโดย "ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกรัฐมนตรี จะออกมาตรการปลุกเศรษฐกิจหลายด้าน อาทิ อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจครอบคลุมชนชั้นกลางลงไปถึงรากหญ้า มาตรการหนุนภาคอสังหาฯ ให้ซอฟต์โลนเอสเอ็มอีกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ลดภาษี ออกมาตรการจูงใจเอกชนลงทุนต่าง ๆ นานา แต่ไตรมาสแรกของปีนี้ เศรษฐกิจไทยยังสโลว์ดาวน์ กูรูเศรษฐกิจไทย-เทศพาเหรดหั่นจีดีพีไทยปีนี้อยู่ที่ระดับ 2.8-3.0% จากคาดการณ์ว่าจะโต 3-4%

"ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์พิเศษ "ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล" กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี หนึ่งในทีมเศรษฐกิจรองนายกฯสมคิด ด้วยคำถามเรื่องความหวังเศรษฐกิจไทยในปี 2559 การลงทุนขนาดใหญ่จะมาตามนัดหรือไม่ และโครงการใหม่ที่จะทยอยออกมาในระยะข้างหน้า จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปในทิศทางใดในอนาคต


จีดีพีปีนี้ 3.0-3.5% ไม่เน้นตัวเลขสูง

ดร.กอบศักดิ์กล่าวว่า เป้าหมายของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลชุดนี้ ไม่มีความตั้งใจจะทำตัวเลขเศรษฐกิจให้ได้ 4.5-5.0% แต่เข้ามาเพื่อประคองสถานการณ์เศรษฐกิจให้เดินไปได้ ไม่ให้ย่ำแย่ จึงบอกทุกคนว่า ปีนี้จีดีพีจะโตที่ระดับ 3.0-3.5% แม้บางแห่งปรับลดประมาณการจีดีพีตั้งแต่ต้นปี ซึ่งอาจเป็นการประเมินที่เร็วเกินไป

"ยอมรับว่าเศรษฐกิจตอนนี้ไม่คึกคัก สามวันดีสี่วันไข้ ยังไม่ได้อยู่ในช่วงปกติ เพราะเศรษฐกิจตอนนี้ซับซ้อนมีแรงต้านและบางภาคเศรษฐกิจไปไม่ได้ เช่น เศรษฐกิจฐานรากที่มีปัญหาจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้ประชาชนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นนักธุรกิจ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ผมไม่คิดว่าเศรษฐกิจจะหัวทิ่ม และถ้าไม่มีเหตุการณ์ใหญ่ ๆ เข้ามากระทบ ก็มั่นใจว่าจีดีพี 3.0-3.5% เป็นไปได้ ส่วนปัจจัยเรื่องประชามติ เรื่องการเมือง ขออย่างเดียวอย่าตีกัน เศรษฐกิจก็จะเดินได้"

ด้านตัวเลขการส่งออกยังไม่ดีขึ้น ติดลบ 9% ในช่วง 2 เดือนแรก แต่ถ้าเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถือว่าของไทยอยู่ในระดับที่ดีกว่าประเทศอื่น เพราะบางแห่งติดลบถึง 20% เศรษฐกิจโลกเป็นแบบนี้ ต้องทำใจ อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวดีมาก ล่าสุดตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นสูงมาก และนักท่องเที่ยวยุโรปก็เริ่มกลับเข้ามา ปีนี้นักท่องเที่ยวเข้ามาเฉลี่ยเดือนละ 3 ล้านคน

จับตาปัจจัยเสี่ยง ศก.จีน-สหรัฐขึ้นดอกเบี้ย

ในอีกด้านหนึ่ง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรียอมรับว่า ต้องเผื่อใจว่ายังมี Downside Risk จากปัจจัยต่างประเทศ เช่น หากเศรษฐกิจของประเทศใหญ่สักแห่งเกิดปัญหาขึ้น เช่น กรณีเศรษฐกิจจีน หรือทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ชัดเจน เหล่านี้ย่อมกระทบเศรษฐกิจไทยในภาพรวม ส่วนปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศคือ ปัญหาราคาสินค้าเกษตร แต่รัฐบาลก็ได้ออกมาตรการดูแลเอาเงินเข้าไปช่วยประคองเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามในระยะ 2-3 ปีนี้

"ตอนนี้โลกไม่เหมือนเดิม และกำลังเข้าสู่ช่วงท้าทายรอบใหม่ เป็นหนังคนละม้วนกับในอดีต หลายประเทศทั้งยุโรป จีน ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายแห่งต้องแก้ปัญหาของตัวเอง และดูเหมือนจะแก้ไม่ตก กระทบต่อภาคส่งออกไทยในปีนี้อาจไม่ดีนัก ตลาดเงินโลกยังผันผวน แต่โชคดีพื้นฐานเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง หนี้ต่างประเทศน้อย สภาพคล่องในระบบการเงินยังมีอยู่หลายล้านล้านบาท โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐจะทำ พูดไปก็ไม่มีใครยี้ และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็มีกำไรสะสมเยอะมาก ซึ่งเขารอจังหวะลงทุน"

บุญเก่าใกล้หมด ต้องสร้างของใหม่

อย่างไรก็ตามยอมรับว่า ขณะนี้ประเทศไทยกินบุญเก่าใกล้หมดแล้ว เพราะอดีตได้แรงหนุนจาก 2 อุตสาหกรรมหลัก คือ รถยนต์และปิโตรเคมี ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตที่ดีที่สุดของภูมิภาค แต่วันนี้ 2 อุตสาหกรรมนี้เริ่มแผ่ว อดีตเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 6% ปัจจุบันโตปีละ 2-3% ยังทำได้ยาก เมื่อปี 2558 อัดฉีดเม็ดเงินเต็มที่จีดีพียังทำได้แค่ 2.8% เมื่อก่อนส่งออกเคยเติบโตระดับ 20% แต่ 3-5 ปีหลังส่งออกปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้กำลังบอกเราว่า ความเข้มแข็งในอดีตเริ่มหมดแล้ว

ดังนั้น ประเทศไทยต้องสร้างสิ่งใหม่ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มาสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน บทบาทของไอซีทีจะเปลี่ยนไปอย่างมาก หลังจากมีการลงทุนโครงข่าย 4G และขยายบรอดแบนด์ครอบคลุมระดับหมู่บ้านเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงในอนาคตจะมีการลงทุนด้านอีคอมเมิร์ซมากขึ้น ผลักดันให้เกิดสตาร์ตอัพเพิ่มขึ้น และน่าจะทำให้ผู้ประกอบการไทยเทียบชั้นกับอาลีบาบาได้

"เรามีความคาดหวังจะทำให้ประเทศไทยเป็น Sourcing Center ในกลุ่มประเทศ CLMV ถ้าเราทำได้ บริษัททั่วโลกจะเปลี่ยนจากจีนมาใช้ไทยเป็นฮับ เพราะตอนนี้ค่าจ้างในจีนสูงขึ้นมาก หลายบริษัทเริ่มยกเลิกคำสั่งซื้อจากจีนแล้วหันมาซื้อในแถบเพื่อนบ้านเรา ซึ่งถ้าไทยทำได้ เราก็จะเป็นฮับที่สำคัญ"

ขณะเดียวกัน ดร.สมคิดมีแนวคิดทำ "ซูเปอร์อีสเทิร์นซีบอร์ด" ขยายท่าเรือแหลมฉบัง พัฒนาสนามบินอู่ตะเภา จัดตั้งพื้นที่ฟรีเทรดโซน ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค งานของทีมเศรษฐกิจเวลานี้ คือต้องทำให้เกิดสิ่งใหม่ เศรษฐกิจใหม่ มุ่งเน้นสร้างนวัตกรรมสนับสนุน S-Curve วางรากฐานเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง

"ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเหมือนรถอีแต๋น จะวิ่งแข่งสู้กับโตโยต้า เลกซัส คงสู้ไม่ได้ และไม่มีใครเชียร์ให้เหยียบคันเร่งแข่งเลกซัส ไม่บ้าอย่างนั้น แต่ถ้าสามารถใช้เวลา 1 ปีครึ่งนับจากนี้ วางรากฐานเครื่องยนต์ใหม่ เอาเครื่องยนต์เลกซัสมาใส่ในอีแต๋นได้ ประเทศไทยก็จะสามารถแข่งกับคนอื่นได้"

ยันลงทุนขนาดใหญ่ขยับแล้ว

ดร.กอบศักดิ์ย้ำว่า รัฐบาลได้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างนวัตกรรมยกระดับเศรษฐกิจฐานราก การลงทุนที่คาดหวังและรอคอยจากรัฐบาลนั้นเกิดขึ้นแล้วหลายโครงการ และกำลังจะตามมาอีกหลายโครงการ ช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา มีการลงทุนออกมาหลายโครงการ ที่เห็นชัด ๆ เช่น การประมูลโครงข่าย 4G โครงการรถไฟทางคู่ 2 ช่วง คือ ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น และช่วงฉะเชิงเทรา-แก่งคอย ซึ่งเปิดประมูลและเซ็นสัญญาไปแล้วเมื่อเดือน ธ.ค. 2558 และเมื่อกลางเดือน ม.ค. ภาคเอกชนก็เริ่มก่อสร้างแล้ว

โครงการรถไฟฟ้าในเมือง 10 สาย (รวมสายเก่า) นายกรัฐมนตรีก็เร่งให้ประมูลให้เสร็จภายในปีนี้ ซึ่งอีกไม่นานก็จะได้ใช้รถไฟฟ้าสายสีม่วงกันแล้ว ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ที่ผ่านการอนุมัติของคณะกรรมการ PPP Fast Track ตอนนี้อยู่ระหว่างร่างทีโออาร์ ซึ่งเร็วขึ้นจากกระบวนการปกติที่จะกินเวลาถึง 2 ปี ส่วนโครงการก่อสร้างสุวรรณภูมิเฟส 2 ในเดือน เม.ย.นี้ ก็ได้ออกประกาศให้รับซองประมูลแล้ว ล่าสุดทราบว่ามีผู้สนใจอย่างน้อย 8 ราย

"นอกจากนี้ พบว่า เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา มีปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์ปรับตัวเป็นบวกอีกรอบ เหล่านี้เป็นสัญญาณว่ามีโครงการลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมากเริ่มขยับแล้ว และเป็นสิ่งที่หลายคนไม่ทันเฉลียวใจว่า โครงการที่ทุกคนรอคอยกำลังเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งผมก็เข้าใจ เพราะสมัยผมอยู่แบงก์ เวลาไปพบนักลงทุน เขาก็บอกว่า อย่ามาพูดเลย ไม่เชื่อหรอก เบื่อจะฟังแล้ว คือคนไม่เชื่อสายตาตัวเอง ว่าการลงทุนกำลังเกิดขึ้น แต่ผมอยากขอให้รอจนถึงครึ่งปีหลังจะเห็นโมเมนตัมชัดเจนขึ้น" ดร.กอบศักดิ์กล่าว

พร้อมกับย้ำว่า ตอนนี้รัฐมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว แต่การที่พูดกันว่า ยังไม่เห็นเอกชนลงทุนตามนั้น อาจจะไม่จริง และไม่ใช่เอกชนไม่ทำอะไร อย่างกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างก็ขยับแล้ว แต่ต้องใช้เวลาให้เงินกระจายออกไป เหมือนจุดไฟเตาถ่าน มันไม่ใช่เตาแก๊ส และตอนนี้ก็มีบางภาคเศรษฐกิจมีปัญหา เช่น ภาคเกษตรซึ่งยังถูกกดดันจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แต่คาดว่าภายในครึ่งปีหลังจะมีโมเมนตัมเพิ่มขึ้น


... ทำไมมรึงไม่เชิญกรู...




http://news.voicetv.co.th/thailand/357411.html


'ประยุทธ์' ขอดูความเหมาะสมก่อนให้ 'พิชัย' ไปพูดสถานการณ์ของไทยนอกประเทศ ถามถ้าต่างชาติอยากรู้ทำไมไม่เชิญรัฐบาลไปชี้แจงแทน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)กล่าวถึงกรณีที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน ทำเรื่องถึงคสช. เพื่อขอเดินทางไปต่างประเทศ ตามที่สภาแห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้เชิญให้เข้าร่วมหารือสถานการณ์ในประเทศไทย ที่สำนักงานในกรุงวอชิงตัน ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ว่า ก็ต้องดูความควร หรือไม่ควร เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม อย่าลืมว่าวันนี้ใครเป็นรัฐบาล และถ้าต้องการอยากทราบข้อมูลก็ให้เชิญรัฐบาลไปชี้แจงแทน ไม่ใช่ให้นายพิชัยไป นอกจากนี้่ยังระบุว่าไม่ขอพูดชื่อ 'วัฒนา เมืองสุข' แล้วที่จะยื่นเรื่องต่อสหประชาชาติกรณีที่คสช. ส่งทหารไปคุกคาม

....


หยั่งงี้หยากเชิญเหรอ...




...






https://www.youtube.com/watch?v=ZoZ9Cxdf3-E

ไอ้ขี้เท่อ!! ‘บิ๊กตู่’ ฉุนด่าคนท้าคสช.จับ พอจับแล้วไปฟ้องชาวโลก ทำชาติเสียหาย

matichon tv

Published on Apr 25, 2016

Credit Prachachart


วันพุธ, เมษายน 27, 2559

ประมวลทวีต บรรยากาศ กลุ่มพลเมืองโต้กลับประกาศกิจกรรมจะยืนเฉยๆ เพื่อค้านการจับกุม 8 ปชช แต่โดนจับ ???




คสช. กลัวอะไร?!?





บักดอนนี่สอนยากเนอะ เอามาฝากจาก Pipob Udomittipong อีกทีเถอะ

“รมต.ต่างประเทศบอก ‘ประชามติในโลกนี้ ไม่มีใครเขามาดู เพราะเป็นเรื่องภายใน ไม่ใช่การเลือกตั้ง’ และบอกต่อว่า ‘ยังไม่มีหน่วยงานไหนแสดงความประสงค์ขอเข้าดูการทำประชามติ เพราะเขามีมารยาทพอ รู้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา’ กรณีที่มีผู้เสนอให้หน่วยงานระหว่างประเทศมาสังเกตการณ์

แต่ขอโทษนะ international election/referendum monitoring ครั้งแรกในโลกเมื่อปี 1857 คือการสังเกตการณ์การลงประชามติ (plebiscite) ในอดีตประเทศโรมาเนีย และทุกวันนี้ หน่วยงานสังเกตการณ์การเลือกตั้งมีเยอะแยะมากมายในโลก

(https://en.wikipedia.org/wiki/Election_monitoring)

หลายประเทศเชิญหน่วยงานเหล่านี้มาสังเกตการณ์ด้วยซ้ำ เพราะเพิ่มเครดิตให้กับรัฐบาล ทำให้การเลือกตั้งหรือการลงประชามติดูชอบธรรมขึ้น

อย่างการเลือกตั้งในพม่าปีกลายที่ผ่านมา รัฐบาลพม่าเชิญทั้งหน่วยงานในสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป รวมทั้งในภูมิภาคมาสังเกตการณ์เลือกตั้ง รายงานบอกมีผู้สังเกตการณ์ตั้งหมื่นกว่าคน เป็นต่างชาติพันกว่าคน (http://bit.ly/1XUE5Xq)

แต่ในการเลือกตั้งสมัยพม่ายังเป็นเผด็จการทหารน่ะหรือ ไม่มีการเชิญ monitors เหล่านี้มาหรอก

มันจึงไม่ใช่เรื่องมารยาท ไม่ใช่เรื่องเขาเสือก มันเป็นเรื่องว่าคุณกลัวอะไรมั้ยต่างหาก กลัวเขาเห็นว่ามันเป็น “farcical referendum” หรือไง ท่านดอน?

(http://www.matichon.co.th/news/118048”)

ปุดโถ ทั่นด่อนไม่รู้จัก monitors มั้ง รู้จักแต่ monitor lizards ดิ อิอิ สงสัยพูดไปเพราะรู้ใจนาย

ประยุทธ์บอก “ไม่เหมาะสม ต่างชาติที่ไหนก็ไม่ให้สังเกตุการณ์ประชามติของตนเอง ใครเป็นเจ้าของประเทศไทยล่ะ ไม่ใช่คนไทยหรา อย่างนี้มันลากต่างชาติเข้ามาก้าวก่าย มาปั่นป่วนให้เกิดการแตกแยกใช่ไหม ผมไม่ยอมเด็ดขาด”

(ถอดจากข่าวภาษาต่างด้าวที่ http://englishnews.thaipbs.or.th/content/161223)

แหมที่เขาพูดกันว่าอยากให้มาสังเกตุการณ์นั่น ‘สหประชาชาติ’ นะครัช ไม่ใช่ ‘ต่างชาติ’ เฉยๆ อย่างที่พวกลิ่วล้อ คสช. ออกมาบ้วนใส่กันสองสามวันนี้

เหตุเพราะพฤติการของพวกรัฐประหารอยากอยู่นานมันตรงข้ามกับวาทกรรมไปหมดเกือบทุกอย่าง แล้วจะเชื่อได้อย่างไรกับประชามติที่จัดมาให้ ‘รับ’ สถานเดียว





สดๆ เลยนะ ไม่ใช่ตัวอย่าง แต่เป็นของแท้ exhibit A พยานเอก เรื่องทหารคุกคามชาวบ้านวันนี้ จากทวี้ตของ KAO VoiceTV21 @KAO_VoiceTV21

“เช้านี้มีรายงานพลเมืองอย่างน้อย ๔ ราย ถูกทหารบุกค้นบ้าน+คุมตัวไป ยังไม่ทราบเหตุผล เชื่อว่าเป็นเรื่องการแสดงออกการเมือง”

ไล่เลี่ยกันต่อจากนั้น Arm Worawit @ArmUpdate แจ้งว่า





“ทหารไล่จับนักกิจกรรม ทนายอานนท์โพสต์ว่า ขณะนี้ได้ไล่จับเข้าค่ายเป็นรายที่ ๕ แล้ว”





ขณะที่ กกต. สมชัย ศรีสุทธิยากร ได้ช่องสร้างผลงานให้เข้าตาทั่นผู้นัมบ์เผื่อจะได้อยู่นานเหมือนเจ้านาย จัดแจงแจ้งความดำเนินคดีผู้ที่โพสต์ข้อความต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายแรกแล้ว อ้างว่าเป็นข้อความ “หยาบคาย รุนแรง และก้าวร้าว” ตาม พรบ. ประชามติ แย้มว่าเป็นเพจในนามองค์กรหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น





แบบนี้ฝรั่งคงต้องอยากสังเกตุการณ์เหมือนกันว่า ‘หยาบคาย’ ยังไง ระวางโทษคุกตั้งสิบปี

แล้วที่ราชทัณฑ์ทำกับนักศึกษาหญิงที่ถูกข้อหาชุมนุมเกิน ๕ คน ขัดคำสั่ง คสช. ที่ ๓/๒๕๕๘ ฐานร่วมกับเพื่อน ๑๑ คน เดินทางรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ เพื่อตรวจสอบการทุจริตก่อสร้างล่ะ อุจาดและละเมิดสิทธิส่วนตัวในร่างกายแค่ไหน เธอเล่าไว้ในเฟชบุ๊คว่า

“ผู้คุมสั่งให้ตรวจภายใน ถูกสั่งให้นั่งลงกับพื้นด้วยเสียงอันดัง พร้อมให้ถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด ก่อนโยนผ้าถุงให้หนึ่งผืน ท่ามกลางผู้คุมนับร้อย รวมทั้งเจ้าหน้าที่รู้ว่าการยื่นขอประกันผ่านแล้ว แต่ไม่มีใครแจ้ง กลับนำตัวเข้าสู่กระบวนการเป็นนักโทษครบทุกอย่าง”





หนักกว่านั้น นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ออกมาแก้ตัวว่า “ทุกเรือนจำต้องปฏิบัติในลักษณะดังกล่าวทุกแห่ง ต้องให้ผู้ต้องขังเปลี่ยนเสื้อผ้าค้นตัวอย่างละเอียด เพื่อตรวจค้น ผู้ชายต้องล้วงทวารหนัก ผู้หญิงต้องตรวจช่องคลอด”

(http://www.matichon.co.th/news/118294)

ฟังนะ ทั่นปลัดฯ ประการแรกนักศึกษาหญิงผู้นี้ยังไม่ใช่ผู้ต้องขัง และใช่ว่าผู้ต้องหาทุกคนใช้ยาเสพติดกันหมด ระบบการลงโทษที่เป็นอารยะ เขาจะดูเนื้อหาของคดี โดยเฉพาะในคดีอาชญากรรมสิทธิมนุษยชนสากล เขาไม่ได้ล้วงก้นผู้เผด็จการที่ถูกดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศหรอกนะ

พองานเข้าถึงประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นายวัส ติงสมิตร บอกว่า “หากผิดจริงนอกเหนือจากการยื่นให้ต้นสังกัดพิจารณาแก้ไขแล้ว ทางกสม.จะให้คำแนะนำคือให้ไปฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายต่อศาลยุติธรรม

ซึ่งแต่ก่อนทางกสม.สามารถดำเนินการเองได้ แต่เนื่องจากอำนาจดังกล่าวอยู่ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ซึ่งไม่มีผลบังคับใช้แล้วจะทำได้เพียงการให้คำแนะนำ”

(http://www.matichon.co.th/news/118291)

นี่ไง ประเทศไม่ได้อยู่ในวิถีปกครองที่เป็นคลองธรรม กระทั่งกรรมการสิทธิมนุษยชนยังไม่สามารถทำงานที่เป็นการปกป้องแก้ไขในเรื่องสิทธิมนุษยชนได้

ถึงแม้อาจารย์ตุ้ม Sudsanguan Suthisorn จะอุตส่าห์ชี้ทางประเสริฐไว้ว่า “บางเรื่องเมื่อผู้มีหน้าที่รู้และเป็นที่สนใจในสังคม คนที่กินภาษี ปชช. มีหน้าที่โดยตรงไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ถูกกระทำมาร้องขอความช่วยเหลือหรอกค่ะ คุณสามารถไปตรวจสอบ ค้นหาความจริงได้เลยทันที” ก็เถอะ

อย่างนี้ก็ต้องถือเป็น ‘หน้าที่’ ขององค์การระหว่างประเทศ ไม่เพียงแต่ ‘สังเกตการณ์’ เท่านั้นนะ ที่จริงควร ‘ตรวจสอบ’ ให้ชอบธรรมด้วย