วันเสาร์, พฤศจิกายน 28, 2558

การตัดสินความโดยลำเอียงได้กลายเป็นธรรมเนียมใหม่ (new normal) ของไทย




ประยุทธ์ไม่หยุดดึงดันกับปัญหาราชภักดิ์

เมื่อนักข่าวถามว่า “มีการเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบ" ทั่นก็ตอบอย่างปัญญานิ่มทันทีว่า

“รับผิดชอบเรื่องอะไร ไหนตอบมาซิ ปัดโธ่ และรัฐบาลนั้นรับผิดชอบไหมโครงการรับจำนำข้าว” โยงกลองไปให้อิปูว์อีกแระ มิน่าชื่อตู่

“รัฐบาลต้องรับผิดชอบในทางนโยบาย ซึ่งก็ได้ให้ไปแล้ว และผมให้ก็ด้วยความสุจริต ผมไม่ได้ทำผิดอะไร ผมให้ถูกตามระเบียบถูกตามงบประมาณหรือเปล่า ถ้าผมให้ถูกระเบียบต้องรับผิดชอบอะไร”

(http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1448624017)

ข้อความข้างต้นนั้นมันทั้งตอบในตัวเองและย้อนแย้งทั่นหัวหน้า คสช. เต็มเปา ลองเปลี่ยนจากคำ ‘ผม’ ไปเป็น ‘ดิฉัน’ ดูสิ ให้อารมณ์เอ็นจอยที่สุดเชียวละ อย่าไปบอก ปปช. ก็แล้วกัน พลิกตัวหกคะเมนตีลังกาไม่ทัน

โดยเฉพาะในกรณีที่ ปปช. บอกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์เอาข้าวไปเก็บโกดังเน่าเสียมากมาย นี่ก็มีข่าวใหม่สามมิติ เปิดโปงว่า

“รัฐบาล (ประยุทธ์นี่ละ) จะเอา ‘ปลายข้าว’ ซึ่งยังมีคุณภาพใช้ได้ราคาสูง แต่นำไปประมูลตีเป็นข้าวเสื่อมสภาพราคาถูกให้กับโรงงานอุตสาหกรรม

เซอร์ไวเยอร์ คู่สัญญาขององค์การคลังสินค้าที่ดูแลโกดังข้าวนี้กล่าวว่า ข้าวนี้เป็นข้าวปี ๒๕๕๕ มีสภาพตามปกติของข้าวที่มีอายุ ๓ ปี และไม่ได้มีสภาพเป็นข้าวเสื่อมสภาพที่จะไปขายราคาถูกๆ

ปลายข้าวอย่างดี พ่อค้าจะซื้อไปต้มโจ๊กขายได้ราคากิโลละ ๑๐-๑๕ บาท หากเป็นปลายข้าวธรรมดาก็จะขายทำอาหารสัตว์ก็ได้ แต่ไม่ใช่ขายทิ้งให้โรงงานอุตสาหกรรมราคาถูกๆ”

(as per Charan Ampornklinkeaw)

นั่นเป็นเรื่องต่อเนื่องจากโครงการจำนำข้าวที่ตกมาถึงมือรัฐบาลนี้ แล้วทำปู้ยี่ปู้ยำหาเรื่องเล่นงานปูว์ เอาให้ตายหยังเขียด

อ้างข้างๆ คูๆ นะว่าคดีจำนำข้าวคนที่จะโดนอำนาจทางปกครองเรียกค่าเสียหาย (คนที่โดนฟัดไม่ใช่นายกฯ แต่) เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายจำนำข้าว

แล้วก็การทุจริตราชภักดิ์มันเกิดในหมู่ผู้รับสนองนโยบายจากคณะรัฐมนตรีที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้ามิใช่หรือ

ส่วนที่ว่า “ถ้าไม่อย่างนั้นต่อไปคนใกล้ชิดทำผิดก็ต้องลาออกไปให้หมด คนในกระทรวง ลูกน้องทำผิด แล้วต้องลาออกอย่างนั้นเหรอ”

อันนี้ถามใครที่ไหนก็ต้องตอบว่า ‘ใช่’ กันถ้วนหน้านะเธอว์ ไม่เชื่อไปถามวราดิเมียร์ดูบ้างยังได้




แล้วที่ปล่อยพวกลูกไล่หางแถวมนุษย์ห่มเหลืองกับมนุษย์ป้า ไปเย้วเย้วริมถนนวิทยุ นั่นก็ไม่แสดงเหรอว่ายกหางดันท้ายกันไม่ลืมหูลืมตา ทีนักศึกษา มธ. เขาจะลอยกระทงเอาวิชาทาสไปทิ้งน้ำ ทั่นยังให้คนไปห้ามพวกเขาได้



เราไม่อยากติติงเรื่องที่พระสุวิทย์อิสระชักนำมนุษย์ป้าไปประท้วงนายกลิน ที. เดวี่ส์ เอกอัคราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยคนใหม่ ที่เพิ่งเข้าถวายสารตราตั้งต่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เข้ารับตำแหน่งเต็มพิกัดอย่างทางการแล้วเมื่อวันก่อน

เพราะนั่นเป็นสิทธิที่ควรมีอยู่ในระบอบประชาธิปไตยสำหรับทุกผู้ทุกฝ่ายอยู่แล้ว

เชื่อว่าเจ้าตัวผู้ถูกประท้วงเขาก็คงรับได้ตามฟอร์ม แม้จะมีป้ายภาษาอังกฤษแบบผู้จงรักภักดีจวกด้วยคำ ฟุคๆ อะไรนั่น ก็คงได้แต่อมยิ้มที่เห็นอ้างตนกันนักว่า ‘not stupid’




ทั้งๆ ที่ข่าว ผู้จัดการ เองยังบอกไว้ว่า “และในวันพุธ (๒๕ พ.ย.) นายเดวีส์ แม้ย้ำถึงเสียงเรียกร้องของวอชิงตันที่ขอให้ไทยคืนสู่ประชาธิปไตย แต่เน้นว่าเขาไม่อยากให้มันเป็นไปในลักษณะของการชี้นิ้วต่อว่า ไทยจำเป็นต้องทำมันด้วยตนเอง”

(http://www.manager.co.th/around/ViewNews.aspx…)

แม้แต่กระบวนการสถิตย์ยุติธรรมที่ทูตสหรัฐทักท้วงเพราะมันไปล่วงล้ำกล้ำเกินสิทธิในการแสดงออก เสนอความจริงโดยสื่อสารมวลชน ก็จะต้องรื้อรากออกมาชำระกาฝากให้โปร่งใสกว่านี้หลายเท่า

การตัดสินความโดยลำเอียงได้กลายเป็นธรรมเนียมใหม่ (new normal) ของศาลไทย ไต่ระดับลงไปถึงศาลแพ่ง ศาลอาญาธรรมดาเสียแล้ว ไม่เพียงแต่อยู่ในหมู่ศาลการเมืองของพวกองค์กรอิสระ (ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลฎีกาคดีอาญาฯ ปปช. กกต. สตง. ฯลฯ) เหมือนช่วงหลังรัฐประหารครั้งก่อน

ยกตัวอย่างการตัดสินคดี ‘แพรวา’ ซึ่งเหตุเกิดจากเด็กสาวอายุ ๑๗ ปี ขับรถแซงซ้ายป่ายขวาบนทางด่วนไปเฉี่ยวเอาร๔ตู้บรรทุกผู้โดยสารแน่น รถตู้เสียหลักพลิกคว่ำพลิกหงายหลายตลบ มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้ ๙ ราย เนื่องจากผู้ต้องหายังไม่บรรลุนิติภาวะ และขับขี่โดยไม่รออีกหนึ่งปีให้ได้มีใบอนุญาต




คดียืดเยื้อมาเป็นเวลา ๕ ปี ในที่สุดศาลอุทธรณ์ยืนกรานเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๘ ให้ลงโทษจำคุกผู้ต้องหาสองปี แต่ยืดการรอลงอาญาไปเป็นสี่ปี ถึงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ศาลแพ่งพิพากษาให้ผู้ต้องหาชดใช้แก่ผู้เสียหายเป็นเงินรวมกัน ๒๙ ล้านบาท จากที่ฝ่ายโจทก์ร้องขอ ๑๒๐ ล้านบาท

ค่าเสียหายที่ญาติผู้ตายจะได้รับจากคดีเอาแต่รอนี้ เฉลี่ยแล้วได้เพียงรายละ ๑.๕ ถึง ๑.๘ ล้านบาท และผู้บาดเจ็บก็จะได้เพียงรายละสี่แสน

(http://hilight.kapook.com/view/129626?line=1)

เงินชดเชยที่ผู้เสียหายทั้งหลายจะได้รับมันน้อยนักหลายร้อยพันเท่ากับการสูญเสียที่เกิดขึ้น คนที่ตายนั้นความเสียหายประมาณมิได้ แต่คนเจ็บเสียเวลา เสียโอกาส ในการทำมาหากินตามปกติไป ๕ ปี เงินสี่แสนเป็นค่าโสหุ้ยก้เกลี้ยงแล้ว

แน่ละหากพูดอย่างเห็นใจผู้กระทำผิด สำหรับผู้เสียหายน่ะ ‘กำขี้ดีกว่ากำตด’

แต่มาตรฐานนี้เอาไปใช้กับวิธีการทางปกครองบ้างได้ไหมล่ะ ลากคดีไปสักห้าปี แล้วตัดสินให้ชดใช้สักสี่ซ้า ๕ ล้าน แทนที่จะเป็น ๕ แสนล้าน



มองบรรยากาศโต้ตอบย้อนหลัง... เมื่ออเมริกายกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของญี่ปุ่น





เมื่ออเมริกายกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของญี่ปุ่น

หลังจบสงครามโลก อเมริกาเข้ายึดครองญี่ปุ่น และร่างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยให้

นายกฯ โยชิดะ ชิเกรุ ส่งจดหมายไปถึงศูนย์กลางยึดครองของกองทัพอเมริกันขอร้องว่าให้คงกฎหมายอาญาฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสมเด็จพระจักรพรรดิไว้ อ้างว่าประเทศอื่นเช่นสหรัฐและอังกฤษก็มีกฎหมายแบบเดียวกันเพื่อป้องกันการหมิ่นประมุขของรัฐ

นายพลดักลาส แมคอาร์เธอร์ ให้ทหารพระธรรมนูญค้นและเขียนตอบว่า กฎหมายที่เทียบเคียงโทษหมิ่นแบบเดียวกันนั้นในอเมริกาและอังกฤษนั้นไม่มี และกฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นเอง สมเด็จพระจักรพรรดิจะได้รับความคุ้มครองในทางกฎหมายเสมอด้วยพลเมืองญี่ปุ่นคนอื่นๆ

ดังนั้น กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของญี่ปุ่นจึงสิ้นสุดลงในปี 1947 นั่นเอง

ปัจจุบัน สถาบันพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นยังทรงความสูงส่งสง่างาม ไม่มีสื่อมวลชนหรือแม้แต่การ์ตูนเขียนล้อเลียน ด้วยความเคารพในพระราชจริยวัตรและความไม่ยุ่งเกี่ยวการการเมือง

http://www.ndl.go.jp/constitution/e/shiryo/05/150shoshi.html

ที่มา FB
Theerapat Charoensuk
...

Documents with Commentaries Part 5 Enactment of the Constitution of Japan

5-13 Eliminating the Crimes of High Treason and Lese Majesty from Criminal Code

http://www.ndl.go.jp/constitution/e/shiryo/05/150shoshi.html


The materials presented here show us a series of exchanges between the Japanese government and GHQ on removing lese majesty and high treason in revising the Criminal Code to bring it in line with the new Constitution. On December 20, 1946, General Whitney, Chief of Government Section, ordered Justice Minister Tokutaro Kimura to delete articles 73 to 76 which concerned lese majesty and high treason. In response to this on December 27, Prime Minister Shigeru Yoshida sent a letter to MacArthur asking that provisions relating to high treason be retained based on the following three reasons: 1) An act of violence against the person of the Emperor…should be considered as being of a character subversive of the state. 2) The same is true of the members of the Imperial Family. 3) All the countries under monarchical systems such as England have similar provisions. However, Alfred C. Oppler, Chief of the Courts and Legal Division in Government Section researched the claims of lese majesty and high treason in Yoshida's letter, and concluded that there was no statutory provision in the U.S. or in England comparable to the Japanese provision against high treason.

Based on the results of this research, MacArthur sent a letter, dated February 25, 1947, to Prime Minister Yoshida refuting his arguments one by one. He rejected Yoshida's appeal stating that the Emperor and his family were entitled to no more and no less legal protection than that accorded to all other citizens, and to give them any greater protection would violate the principles of the new Constitution.




Letter from Shigeru Yoshida to General MacArthur dated December 27, 1946n

Memorandum for the Deputy Chief, Government Section. Subject: Legal Protection of the President of the United States and of the King of England against Bodily Harm


Letter from Douglas MacArthur to Prime Minister dated 25 February 1947


Thai Voice Media: นักวิชาการ ชี้คสช.ใช้ "ม.112"เพื่อผลประโยชน์และอำนาจตัวเอง มากกว่าปกป้อง"กษัตริย์"




https://www.youtube.com/watch?v=iufBWMROPqE&feature=youtu.be

นักวิชาการ ชี้คสช.ใช้ "ม.112"เพื่อผลประโยชน์และอำนาจตัวเอง มากกว่าปกป้อง"กษัตริย์"

jom voice

Published on Nov 27, 2015
รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธุ์ อดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ อาจารย์ประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศ­ึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น และอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia กรณีการบังคับใช้ ประมวลกฎหมายอาญา ม.112 โดยรัฐบาล คสช.ขณะนี้ว่า คสช.ใช้ กฎหมาย 112 เพียงเพื่อปกป้องสถานะและผลประโยชน์ทางด้า­นการเมืองของตัวเองมากกว่าการปกป้องสถาบัน­กษัตริย์ และใช้ ม.112 เป็นเกมส์ทางการเมือง การจับกุมผู้ต้องหาชุดใหญ่ 26 คนในกลุ่มขอนแก่นโมเดล ชัดเจนว่าต้องการจะเบี่ยงเบนสังคมจากปัญหา­การทุจริตโครงการอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งตนพูดหลายครั้งแล้วว่า ม.112 ถ้าใช้มากเท่่าไหร่ก็จะเป็นการสร้างศัตรูใ­ห้กับสถาบันกษัตริย์มากขึ้นเท่านั้น และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะสร้างศัตรูให­้กับสถาบันกษัตริย์ ขณะที่สถาบันกษัตริย์อยู่ในสถานะที่อ่อนแอ ง่อนแง่นอย่างยิ่ง ส่วนเรื่องการที่ นายเกล็น เดวีส์ เอกอัครราชทูนสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ออกมาวิจารณ์ม.112 เป็นการพูดในฐานะตัวแทนประเทศโลกเสรีเท่าน­ั้นไม่ได้จริงจัง และจะไม่ส่งผลให้อเมริกาเปลี่ยนแปลงท่าทีต­่อไทยอันเนื่องมาจาก กม.112 แต่อย่างใด


เจาะข่าวตื้น 166 : "คนดี" อยู่ไหน ? เห็นแต่ "คน" ?




https://www.youtube.com/watch?v=uYYfJ4BP_hY&feature=youtu.be

เจาะข่าวตื้น 166 : "คนดี" อยู่ไหน ? เห็นแต่ "คน" ?

SpokeDark TV

Published on Nov 27, 2015
ขอต้อนรับเข้าสู่เจาะข่าวตื้น 166 ที่ไม่ได้มาเดี่ยวตลกให้คนดราม่า ขอเชิญพับกบ เอ๊ย พบกับ ประเด็นดูถูกสติปัญญากับ "ลัทธิคนดี" ไม่มีใครชั่ว ที่ใช้กันมั่ว แล้วด่ากันทั่วว่าแกน่ะเลว ไปดูตัวอย่างกันแบบตื้นๆ ว่า "คนดี" มีที่ไหน ก็ไม่ใช่ใคร เค้าก็แค่ "คน" กับเจาะข่าวตื้นเทปนี้นะฮ้าว์ฟฟ

แดงออกศึก! 30 พ.ย. ดูโอ้ 'ตู่-เต้น' ลุย 'ราชภักดิ์' สืบปมทุจริต




ที่มา ไทยรัฐออนไลน์
27 พ.ย. 2558


'เต้น' แนะรัฐแจงหลักฐานกลุ่มก่อเหตุวุ่นวาย วางแผนปองร้าย 'บิ๊กป้อม-บิ๊กตู่' ให้ชัดเจน ปัดนปช.เชื่อมโยง 'ขอนแก่นโมเดล' เชื่อเป็นแผนเบี่ยงเบนปมโกง 'ราชภักดิ์' เผยเตรียมควง 'จตุพร' ลุยสำรวจอุทยานฯหาเบาะแสหักหัวคิว วอนอย่าขัดขวาง...

เมื่อวันที่ 27 พ.ย.58 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าการจับกุมตัวกลุ่มคนที่เตรียมก่อเหตุวุ่นวาย และปองร้ายบุคคลสำคัญนั้นมีหลักฐานชัดเจน แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีใครทราบว่า หลักฐานที่อ้างคืออะไร เมื่อพิจารณาประกอบกับตัวตนของผู้ต้องหาแล้วก็ยิ่งน่าสงสัยว่า คนพวกนี้มีศักยภาพเพียงพอจะก่อการขนาดนั้นหรือไม่ จะให้ชัดรัฐบาลต้องนำตัวผู้ถูกจับกุมมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน สังคมจะได้ร่วมกันใช้วิจารณญาณว่า นี่คือนักล่าที่มีคนระดับนายกฯเป็นเหยื่อ หรือที่จริงพวกเขาเป็นเหยื่อที่ถูกล่าเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองให้ผู้มีอำนาจกันแน่

"เกิดเหตุคนในกองทัพเกี่ยวข้องกับการทุจริตอุทยานราชภักดิ์ ท่านบอกเป็นเรื่องบุคคลไม่เกี่ยวกับองค์กร แต่อยู่ๆ รัฐบาลก็เปิดเรื่องนี้ออกมาแล้วชี้ว่าเกี่ยวข้องกับ นปช. ผมยังนึกไม่ออกว่าเราไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไม่เคยแม้แต่จะคิดได้ยังไง อย่างไรก็ตามถ้าเป้าหมายเรื่องนี้อยู่ที่การเบี่ยงเบนประเด็นทุจริตอุทยานราชภักดิ์ ผมมั่นใจว่าไม่สำเร็จ เพราะกรณีนี้ยังขาดน้ำหนักให้สังคมเชื่อ ต่างกับกรณีอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมสารภาพไปแล้วว่า มีการทุจริต และข้อมูลแวดล้อมอื่นๆ ก็บ่งชี้เช่นนั้น เมื่อรัฐบาลไม่แสดงความจริงใจในการจัดการเรื่องนี้ ก็เป็นหน้าที่ของส่วนต่างๆ จะเรียกร้องความจริงและตรวจสอบต่อไป" นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า วันจันทร์ที่ 30 พ.ย. นี้ ตนจะชวน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เดินทางไปยังอุทยานราชภักดิ์เพื่อสัมผัสความจริงจากสถานที่จริงว่า มีสภาพเช่นไร และจะไปสังเกตการณ์องค์รูปหล่อที่ก่อสร้างด้วยงบประมาณที่หักหัวคิว อีกทั้งไปดูต้นปาล์มที่ได้รับบริจาคฟรี แต่มีราคาต้นละ 3 แสน รวมทั้งประเด็นอื่นๆ ที่สังคมคลางแคลงสงสัย ทั้งนี้ยืนยันว่าเป็นการทำหน้าที่ในฐานะคนไทยที่จะไม่ยินยอมให้โครงการมหามงคลของแผ่นดิน ต้องแปดเปื้อนมลทินการทุจริต ไม่มีการเคลื่อนขบวนมวลชนหรือทำกิจกรรมใดๆ ให้เกิดความวุ่นวายต่อสถานที่ เมื่อสังเกตุการณ์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็จะกลับทันที ดังนั้นหวังว่ารัฐบาลจะไม่ขัดขวางหรือใช้อำนาจใดๆ ปิดกั้นการเดินทางไปในครั้งนี้

คนดีมาอีกแล้ว!?! (น่าอายจริงๆๆ หุ หุ) หลวงปู่พุทธอิสระนัดชุมนุมหน้าสถานทูตสหรัฐฯ แสดงค.ไม่พอใจเอกอัคราชทูตแสดง ค.เห็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ


หลวงปู่พุทธอิสระอ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตสหรัฐฯ "อย่าเสียมารยาท อย่าเสียมารยาท ประเทศไทยไม่ใช่ทาส... ฯลฯ" ดูเพิ่มใน...
Posted by Voice TV on Thursday, November 26, 2015
https://www.facebook.com/VoiceTVonline/videos/10154558602539848/



ผู้ชุมนุมหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ตะโกน "USA, Get Out!" แสดงความไม่พอใจ เอกอัครราชทูตสหรัฐวิพากษ์ ม.112 via @KAO_VoiceTV21news.voicetv.co.th/thailand/291507.html#หลวงปู่พุทธะอิสระ #สถานทูตสหรัฐฯ #VoiceTV21
Posted by Voice TV on Thursday, November 26, 2015
https://www.facebook.com/VoiceTVonline/videos/10154558601074848/?pnref=story

ooo



พระพุทธอิสระนำกลุ่มคนไทยประท้วงทูตสหรัฐฯ ไม่พอใจให้ความเห็นเรื่องกฎหมายหมิ่น

พวกเขาได้ไปถือป้ายหน้าสถานทูต มีข้อความประณามตั้งแต่ทูต ผู้นำคือประธานาธิบดีโอบามาไปจนถึงรัฐบาลสหรัฐฯ รวมทั้งแจกเอกสารที่มีเนื้อหาตำหนินายกลิน ที เดวีส์ ทูตสหรัฐฯประจำไทยที่ออกมาให้ความเห็นว่าเป็นห่วงในเรื่องของการลงโทษที่หนักในคดีหมิ่นสถาบันตามมาตรา 112 โดยผู้ประท้วงบอกว่า ทูตสหรัฐฯกำลังก้าวก่ายเรื่องของไทย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

“การที่นายกลิน ที เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยอย่างรุนแรงทั้งที่เหยียบยืนอยู่ในแผ่นดินไทย ถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติมิตรประเทศ ผิดมารยาทของทูตที่ดีอันควรกระทำ อีกทั้งยังมาวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายที่ปกป้องพระมหากษัตริย์ ผู้ซึ่งทรงเป็นประมุขของประเทศ ยิ่งเป็นการมิบังควร เป็นการเหยียดหยามทำลายจิตใจและศักดิ์ศรีของประเทศไทย” เนื้อความตอนหนึ่งในจดหมายประท้วงระบุ

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา นายเดวีส์ได้ไปพบปะพูดคุยกับนักข่าวต่างประเทศที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เขาได้ตอบคำถามไว้หลายเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทยสหรัฐภายใต้บริบทปัจจุบัน โดยนายเดวีส์กล่าวในตอนหนึ่งแสดงความวิตกเรื่องการลงโทษคนที่แสดงออกซึ่งความคิดเห็นอย่างสงบ รวมทั้งแสดงความเป็นห่วงเรื่องการลงโทษที่หนักในข้อหาตามมาตรา 112 แต่ขณะเดียวกันนายเดวีส์ยืนยันหลายครั้งว่าสหรัฐฯจะไม่ชี้นิ้วบงการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในไทย พร้อมกับแสดงความยินดีที่สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเจ้าหน้าที่ไทยได้ และระบุหลายหนว่า สหรัฐฯเคารพในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเข้าใจดีว่าทรงเป็นที่รักและเคารพมากเพียงใดของคนไทย

ที่มา 
บีบีซีไทย - BBC Thai's post


Thai junta faces backlog of industry problems as global scrutiny mounts


Thailand's Deputy Prime Minister Somkid Jatusripitak gestures during an interview with Reuters at Government House in Bangkok, Thailand, September 21, 2015. REUTERS/Athit Perawongmetha -


By Amy Sawitta Lefevre and Andrew R.C. Marshall
Source: Reuters

BANGKOK (Reuters) - Thailand's military seized power last year vowing to halt years of political unrest. Now the junta faces one dividend of its imposed peace: a snowballing backlog of safety and compliance problems within key industries that previous civilian governments failed to tackle.

International scrutiny of industries such as fishing and aviation poses another challenge to a military which has struggled to revitalize Thailand's economy and thaw diplomatic and trade relations with Western countries since its May 2014 coup.

A report commissioned by Swiss food giant Nestle SA released on Monday said its seafood supply chain in Thailand included slave labor, sparking renewed calls to clean up a $3 billion industry long dogged by allegations of abuse.

Two days later, a study released by labor rights groups Swedwatch and Finnwatch said factory workers from Cambodia and Myanmar also faced exploitation by Thai brokers and employers who withheld their passports and levied exorbitant fees.

And next month Thailand faces crucial judgments by international bodies that could threaten seafood exports and shake confidence in the country's aviation industry.

The European Union (EU) will decide whether to ban fish imports from Thailand after issuing the country a yellow card in April for failing to crack down on illegal, unreported and unregulated (IUU) fishing.

The junta subsequently ordered a clean-up of the fishing industry, prompting some fishermen to go on strike to protest against what they said were unfair and unrealistic measures.

Earlier this month, Prime Minister Prayuth Chan-ocha said the government would continue to prosecute human trafficking suspects and would send teams to inspect fishing vessels and seafood-processing plants.

A seafood ban could cost Thailand dearly.

Thailand is the world's third-largest seafood exporter. Its annual exports to the EU are estimated to be worth between 575 million and 730 million euros ($641 million-$813 million), according to the Thai Frozen Foods Association.

Thailand's aviation industry also faces a downgrade by the U.S. Federal Aviation Administration (FAA) over persistent safety issues. In July, the FAA gave Thailand 65 days to take corrective measures.

That deadline has now passed and the FAA's decision is expected soon. Thailand could be demoted from the FAA's category 1 to 2, which carries a flight ban to the United States.

No Thai airline currently operates flights to the United States, which means the commercial impact would be minimal. But it could undermine confidence in the industry, especially when Thailand's safety ratings were already downgraded in June by The International Civil Aviation Authority (ICAO) of the United Nations.

While the junta won't be blamed for problems inherited from previous governments, it could be faulted for not solving them, say analysts.

Prayuth has amassed immense power since May 2014 and prides himself on a reputation for fighting corruption and getting things done.

The backlog of problems he now faces was built up during years of political chaos "where nothing has been done", said a Bangkok-based Western diplomat, who declined to be named due to the sensitivity surrounding issues to do with the junta.

"Some of these problems have existed in Thailand for a while but not everyone was aware of them. It's not like these organizations thought: We hate the military government and we're going to do something against them," the diplomat told Reuters.

"A greater light has been shone on Thailand since the coup with more media stories being done and more scepticism."

Rahul Bajoria, regional economist at Barclays Capital in Singapore, said the government was trying to improve industry standards.

"But it's likely to be a long-term process and cannot be done immediately," Bajoria told Reuters. "I do think there will be efforts made to avoid any kind of ban."

(Editing by Nick Macfie)

ยามคับขันงัดข้อหาโหล มาใช้






ไม่ได้จัดฉาก แต่ว่ามันบังเอิญ บังอรร้อนใจ อะไร อะไรก็งวดเข้ามาเต็มทีแล้ว

การจับกุม จ.ส.ต.ประทิน จันเกตุ กับนายนวพล ณวัลลัย ข้อหาเตรียมการก่อความวุ่นวายและหมายลอบสังหารคนสำคัญในบ้านเมือง จะกลบกระแสข้องใจความโปร่งใสในโครงการราชภักดิ์ได้ ไม่มากไม่น้อย

นายประทินวัย ๖๐ ปี เคยถูกพิพากษาว่า “ซ่องสุมกำลังพล อาวุธ พร้อมจะยึดค่ายทหาร ตำรวจและหน่วยราชการ ตรวจค้นพบครอบครองอาวุธปืน อาวุธสงคราม กระสุนปืน วัตถุระเบิด มีการส่งข้อความทั้งในเฟซบุ๊ก แอพพลิเคชั่นไลน์ และเว็บไซต์ยูทูบ ในกลุ่มเครือข่ายหมิ่นสถาบันฯ...

อัยการสั่งฟ้องเมื่อวันที่ ๒๒ ส.ค. ๒๕๕๗ คดีอยู่ในชั้นศาล ผู้ต้องหาได้ประกันตัวออกไป”

(http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php…)

นอกนั้นยังมีผู้ต้องหาที่ส่งฟ้องด้วยกันอีก ๗ คน แต่หาตัวไม่เจอ รวมทั้ง ‘แอนตี้’ พิษณุ พรหมสร นักพูดรายการออนไลน์เสื้อแดง ที่ถูกกล่าวหาว่ามี “แนวคิดเตรียมก่อเหตุรุนแรง โดยเตรียมอาวุธเข้ามาก่อเหตุในช่วงเทศกาลและกิจกรรมสำคัญต่างๆ ในหลายพื้นที่

โดยมีผู้สั่งการเชื่อมโยงเครือข่ายในต่างประเทศ” นี่แหละที่คุ้นๆ ว่าเป็นข้อหาโหลที่มักงัดเอามาใช้ในยามคับขัน

ในเมื่อเรื่องราชภักดิ์ ก็มีสำนักพิมพ์ออนไลน์ ‘Thai Publica’ เอารายละเอียดใบเสร็จออกมาแฉเยอะแยะ ว่ามีเส้นทางเงินนับพันล้าน แต่แสดงบัญชีไม่ถึงครึ่ง

(http://thaipublica.org/2015/11/uttayan-rajabhadi-26-11-2558/)





แต่เรื่องแรงกว่านั้นที่ คสช. หวังให้ชาวบ้านหมดความสนใจ น่าจะเป็นกรณีที่ตัวแทนการค้าสหรัฐ (USTR) ออกแถลงการณ์อีกว่า จะพิจารณากรณีที่มีคำร้องจากสหภาพแรงงานอเมริกัน (AFL-CIO) แจ้งผิดอุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทยกดขี่คนงาน

“สหรัฐจะทำการตรวจสอบความพร้อมของไทยที่ได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าอีกหรือไม่ การพิจารณานี้จะทำในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้

เนื่องจากประเทศไทยได้ละเมิดมาตรฐานการให้สิทธิพิเศษนั้น อันต่างกับประเทศฟิลิปปินส์ซึ่ง USTR เตรียมยุติการตรวจสอบเนื่องจากปรับปรุงตัวขึ้นมามาก”

(http://www.reuters.com/…/us-usa-trade-thailand-idUSKBN0TE2S…)

ไม่เพียงเท่านั้น บริษัทเนสต์เล่ ซึ่งรับซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากไทยรายใหญ่ ยังได้ประกาศรายงานการตรวจสอบเมื่อปี ๒๕๕๗ ออกมา ชี้ว่ามีการกดขี่ต่อแรงงานประมงที่ส่วนใหญ่เป็นชาวพม่าและเขมรอย่างกว้างขวาง

(http://www.nytimes.com/…/nestle-reports-on-abuses-in-thaila…)

ยังไม่หมด ตามมาติดๆ เป็นรายงานชื่อ ‘Trapped in the Kitchen of the World,’ จากการตรวจสอบขององค์กรเอ็นจีโอยุโรปสองแห่ง ชื่อ Swedwatch and Finnwatch แจ้งว่า มีการกดขี่แรงงานผลิตไก่สำเร็จรูปของบริษัทซีพี อย่างกว้างขวางเช่นกัน

จากการสัมภาษณ์แรงงานต่างด้าวในอุตสาหกรรมไก่ของไทยเกือบร้อยคน ซึ่งเป็นชาวเขมร ๒๐ คน พบว่ายังมีการเอาเปรียบและปฏิบัติต่อคนงานเหล่านี้ไม่เหมาะกับมาตรฐานการใช้แรงงานสากล

ลูกจ้างต้องเสียค่านายหน้าแพง เงินเดือนที่ได้รับน้อยไม่พอกิน แล้วยังไร้สวัสดิการ ไม่มีประกันสุขภาพ และถูกหัวหน้าที่เป็นคนไทยข่มเหง ก้าวร้าวทั้งทางร่างกายและจิตใจ เป้นประจำ

ฟิล รอเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการภาคพื้นเอเซียของฮิวแมวไร้ท์ว้อทช์ ให้ความเห็นว่า “สิ่งที่ปรากฏให้เห็นง่ายๆ และแท้จริง เป็นการหลีกเลี่ยงความผิด ที่จะปฏิบัติต่อแรงงานเขมรเหมือนไม่ใช่มนุษย์”

(http://www.phnompenhpost.com/…/migrants-abused-thai-poultry…)

การที่องค์กรต่างประเทศออกมาประณามประเทศไทยกันไม่หยุดหย่อน ไม่ใช่เพราะเขาไม่เข้าใจคนไทยแน่ๆ แต่ความจริงกลับเป็นตรงกันข้าม ด้วยความที่ประเทศไทยขณะนี้ ที่ยังคงตกอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของทหาร

การฟ้องเตือน ตำหนิ หรือประกาศต้าน จะไม่มีทางหมดไป แม้กระทั่งทั่นผู้นำจะไปไล่จับมือกับใครต่อใคร ก้ไม่สามารถลบล้างภาพของผู้ลุแก่อำนาจ ขาดอาณัติความชอบธรรมได้

ไม่ช้าก็เร็วจะมีแรงบีบจากต่างประเทศหนักขึ้น และหนักขึ้น



วันศุกร์, พฤศจิกายน 27, 2558

Thai Voice Media: "ปวิน"วิเคราะห์ จดหมายอียู.ตบหน้า คสช.สร้างแต้มให้"ยิ่งลักษณ์"ทั้งขึ้น-ทั้งล่อง




https://www.youtube.com/watch?v=H9cKyPGAmxI

"ปวิน"วิเคราะห์ จดหมายอียู.ตบหน้า คสช.สร้างแต้มให้"ยิ่งลักษณ์"ทั้งขึ้น-ทั้งล่อง

jom voice

Published on Nov 26, 2015
รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธุ์ อดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ อาจารย์ประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศ­ึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ญี่ปุ่น และอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia เกี่ยวกับหนังสือของสมาชิกรัฐสภายุโรป หรือ อียู เชิญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทยเดินทางไปร่วมแสดงความ­คิดเห็นทางการเมืองในไทยว่า แม้จะเป็นหนังสือเชิญที่ไม่ได้ออกโดยรัฐสภ­าอียูโดยตรง แต่ก็มีนัยยะทางการเมืองในประเทศไทยอย่างส­ำคัญ เพราะเท่ากับว่าทั้ง ส.ส. 2 คนที่ลงนามเชิญ และ รัฐสภาอียูเอง ต่างก็มีจุดยืนเหมือนกันคือ ไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงในไทย นี่ไม่ใช่การแทรกแซงทางการเมือง แต่เป็นจุดยืนของรัฐสภายุโรปตั้งแต่แรกอยู­่แล้ว ส่วนกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน.พรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าน่าจะมีขบวนการลอบบี้ให้ อียู เชิญน.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น เป็นการพูดแบบ"ปากเสีย" คนที่คว่ำหวอดอยู่ในการเมืองมานาน เป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ควรจะพูดบนข้อเท็จจริงให้มากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม กรณีนี้จะทำให้ฝ่ายพรรคเพื่อไทย และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แต้มทางการเมืองทั้งขึ้นทั้งล่อง ขณะที่ คสช.มีแต่เสียกับเสีย หรือหาก คสช.ปล่อยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปตามคำเชิญ คสช.ก็ได้เพียงเสมอตัว 

ดร.ปวิน กล่าวด้วยว่า หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับอนุญาติให้เดินทางไปจ­ริง เชื่อว่าคงต้องกลับมา ไม่คิดจะลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ เพราะถ้าน.ส.ยิ่งลักษณ์ทำเช่นนั้นก็ถือเป็­น"จุดจบ"ทางการเมืองของ พรรคเพื่อไทย และน.ส.ยิ่งลักษณ์เอง


เบื้องหลัง ทำไมทูตสหรัฐฯกังวลกฎหมายหมิ่นเบื้องสูงไทย (อเนก ชัยชนะ (aka อเนก ซานฟราน) ซื้อไปแล้ว... 5555)) สถานทูตอเมริกาในไทย ว่าไง?





เบื้องหลัง ทำไมทูตสหรัฐฯกังวลกฎหมายหมิ่นเบื้องสูงไทย


26 พฤศจิกายน 2015 โดย ผู้สื่อข่าวออนไลน์
Chaopraya News

ช่วงนี้ เห็น ทูตสหรัฐฯออกมา “เสือก”กังวลกฎหมายหมิ่นเบื้องสูงไทย โดยชี้ว่าไม่ควรถูกจำคุกฐานแสดงความเห็นอย่างสันติ อันนี้ผมว่าไม่น่าจะแปลกใจเท่าไร … ที่ ท่าทีของสหรัฐอเมริกันจะ “แกล้งโง่ ถึงขั้นเอ๋อ” แบบนี้

นั่นก็เพราะไม่นานนี้ มีภาพหลุดออกมา ของ นายเอนก ชัยชนะ คนไทย สัญชาติ อเมริกัน ที่ ยืนข้าง นาง ฮิลลารี คลินตั้น อดีต รัฐมนตรีฯต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งดำรงตำแหน่ง ช่วง ค.ศ. 2009 – ค.ศ. 2013

นับเป็นภาพที่ยืนยันอย่างนึงว่าสหรัฐ ช่วงการนำของ โอบาม่า มอง ขบวนการล้มเจ้า อย่างไร .

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า นาง ฮิลลารี คลินตั้น จะไม่ได้เป็นรัฐมนตรีฯต่างประเทศในเวลานี้ แต่ นางก็ยังเป็น ตัวเตงในการคัดสรรผู้แทนของพรรคเดโมแครตเพื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ในอนาคต

เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจกับการ มืดบอดของ ทูตสหรัฐฯ …ที่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น การกระทำของนายเอนก ชัยชนะ หนึ่งในผู้ก่อการร้ายคนสำคัญ ที่เคยจ้างวานวินาศกรรม ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (เป็นข้อกล่าวหา -ไทยอีนิวส์)  และ เป็นผูนำคนสำคัญในการเคลื่อนไหว ล้มล้างการปกครองของไทย (เป็นข้อกล่าวหาเช่นกัน -ไทยอีนิวส์)


นักวิชาการไม่สามารถล้มรัฐประหารได้ อย่าเอาเชื้อไฟเข้าสุม

ชำนาญ จันทร์เรือง

นับว่าเป็นก้าวที่พลาดครั้งสำคัญของ คสช.ที่มอบอำนาจให้นายทหารผู้หนึ่งไปแจ้งความดำเนินคดีกับ แกนนำเครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนรวมหกคน ในข้อหาร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป

อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 3/2558 ข้อ 12 ซึ่งมีโทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ สืบเนื่องจากการที่เครือข่ายฯได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ในหัวข้อ “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร” เพื่อยืนยันในสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ ที่จะแสวงหาและถ่ายทอดความรู้ในการเรียนการสอน

ผลจากแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวมีผู้สนใจติดตามในโซเชียลมีเดียจำนวนเพียงหลักพัน แต่ภายหลังที่ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีการณ์กลับกลายเป็นว่ามีผู้สนใจเข้าไปอ่านจำนวนเป็นแสน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าลำพังพลังของนักวิชาการหรือเนื้อหาของแถลงการณ์ของนักวิชาการเองไม่ได้มีอิทธิพลต่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองมากนัก

แต่เมื่อมีการแจ้งความดำเนินคดีเกิดขึ้นความสนใจกลับทวีเพิ่มมากขึ้น และจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีกหากมีการจับกุมคุมขังคณาจารย์เหล่านั้นเข้าคุกเข้าตารางจริงๆ (ไม่ว่าจะเป็นการไม่ให้ประกันตัวหรือไม่ขอประกันตัวเพราะถือว่าตนเองไม่ได้ทำผิดอะไร) ซึ่งตัวอย่างในทำนองเดียวกันนี้ก็มีให้เห็นแล้ว คือกรณีการจับกุมคุมขังกลุ่มนักศึกษาดาวดินที่ผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้

จากประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมาในอดีตนับแต่ยุค 14 ตุลา 16 มีการจับกุมกลุ่มนักวิชาการและนักการเมืองที่เรียกร้องรัฐธรรมนูญจำนวน 99 คน นำมาซึ่งการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารกับนักวิชาการและนักศึกษาจนทำให้คณะรัฐบาลของจอมพลถนอม จอมพลประภาส ต้องล่มสลายลง
จนถึงกรณีพฤษภา 35 ก็เฉกเช่นเดียวกัน หากไม่มีการใช้กำลังเข้าปราบปรามและจับกุมผู้นำของการเดินขบวนแล้วไซร้ รัฐบาลของพลเอกสุจินดาก็คงไม่ต้องล้มคว่ำลง

ผมขอยืนยันว่ายังไม่เคยปรากฏว่าผลงานหรือกิจกรรมล้วนๆของนักวิชาการจะสามารถล้มรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารได้เลย

การล้มคว่ำของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารในอดีตล้วนแล้วแต่เกิดจากตัวของรัฐบาลเอง ไม่ว่าจะเป็นการแย่งชิงอำนาจกันเองเมื่อได้อำนาจมาแล้ว เช่น คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนจบลงด้วยการรัฐประหาร 2490 หรือการก่อกบฏในหลายต่อหลายครั้งจนถูกยิงเป้าสังเวยความแตกแยกภายในพวกเดียวกันเองทั้งสิ้น

การทุจริตคอรัปชั่นและการใช้อำนาจอย่างไม่มีขีดจำกัดก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จบลงด้วยการถูกโค่นล้มจากพวกเดียวกันเอง เช่น การโค่นล้มอำนาจของจอมพล ป.กับ พล.ต.อ.เผ่า ศรียายนนท์ โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนรัตช์ ก็ดี การยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์ถึงกว่า 600 ล้านบาทเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน (สมัยนี้น่าจะมีค่าเป็นร้อยเท่าพันทวีแล้วกระมัง) ภายหลังจากการอสัญกรรมโดยจอมพลถนอมที่เป็นทายาทของตนเองก็ดี ล้วนแล้วแต่เกิดจากคนกันเองทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากนักวิชาการแต่อย่างใด

หน้าที่ของนักวิชาการคือการค้นคว้าหาความรู้และนำไปถ่ายทอดต่อผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นนิสิต นักศึกษาหรือต่อสาธารณะเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ แน่นอนว่าอาชีพนักวิชาการก็เหมือนอาชีพอื่นที่มีทั้งขาวทั้งดำหรือเทาๆ ผู้ที่ฉลาดก็ย่อมที่จะเลือกเอาสิ่งที่ดีมีประโยชน์ไปใช้ ไปปรับปรุง หรือหากเห็นว่าไม่มีประโยชน์ก็โยนทิ้งไป แต่ไม่ใช่การไปจับกุมคุมขังด้วยข้อหาว่าชุมนุมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปทั้งๆที่เป็นเวทีวิชาการเช่นนี้

นักวิชาการไม่สามารถล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารได้ แต่การใช้อำนาจของคณะรัฐประหารเข้าจับกุมคุมขังนักวิชาการหรือใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมที่มีนักศึกษาและนักวิชาการต่างหาก ที่ทำให้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารล้มลง และเมื่อประกอบเข้ากับปัจจัยภายในของคณะรัฐประหารเองผสมเข้ากับปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาย่อมที่จะทำให้เป็นตัวเร่งให้ถึงจุดจบ

ช้าหรือเร็ว มากหรือน้อย ประเทศก็ต้องเคลื่อนไปสู่ประชาธิปไตย ไม่มีใครสามารถหยุดประเทศไว้ได้ตลอดไป ทางที่ดีที่สุดก็คือต้องช่วยกันประคับประคองไม่ให้มันเลวร้ายไปยิ่งกว่านี้

การจับกุมคุมขังนักวิชาการในครั้งนี้ไม่ว่าจะมองในมุมไหนก็ไม่เห็นผลดีเกิดขึ้นเลย ไม่ว่าจะเป็นผลต่อดีต่อประเทศหรือผลดีต่อคณะรัฐประหารเอง มีแต่ว่าจะเกิดผลเสียด้วยกันทุกฝ่าย

กาน้ำร้อนที่ไม่รูระบายย่อมทำให้กาน้ำนั้นระเบิดเสียหายฉันใด ประเทศที่ประชาชนและนักวิชาการไม่มีสิทธิมีเสียงในการแสดงความเห็นโดยสุจริตก็เสี่ยงต่อการล่มสลายฉันนั้น ความไม่พอใจที่คุกรุ่นก็เหมือนกาน้ำร้อนที่รอวันระเบิด

การจำกัดสิทธิเสรีภาพที่เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของโลกก็ย่อมถูกรังเกียจเดียดฉันท์จากนานาอารยประเทศ ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่เล็กมากเมื่อเทียบกับประเทศทั้งหลายในโลกนี้ เรายังต้องคบหาสมาคมและค้าขายพึ่งพาจากต่างประเทศอยู่ เว้นเสียแต่ว่าเราไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใครแล้วก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง แต่นี่เราก็ไม่รู้ เขาก็ไม่รู้ มีแต่เอาเชื้อไฟเข้ามาสุม ถ้าหากการใช้อำนาจปิดหูปิดตาแล้วมันได้ผลดีทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองแล้วไซร้ ประเทศอื่นอีกกว่าสองร้อยประเทศทั่วโลกคงใช้วิธีนี้กันหมดแล้ว ใช่ไหมครับ

------------


หมายเหตุ  เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2558

เปิดเส้นทางเงินพันล้าน “อุทยานราชภักดิ์” พบ ทบ. โชว์รายการใช้จ่ายไม่ถึงครึ่ง – มีชื่อผู้บริจาค 468 ล้านบาท


รัฐบาลของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังเผชิญกับคำถามจากสังคมเรื่องการจัดการความไม่โปร่งใสในการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่มาภาพ : http://www.thaigov.go.th/index.php/th/media-centre/190815-j1.html

ที่มา Thai Publica
26 พฤศจิกายน 2015

คำชี้แจงของ พล.อ. ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ต่อโครงการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา ไม่เพียงไม่ทำให้ข้อสงสัยหมดไป ยังทำให้เกิดคำถามใหม่ๆ ตามมามากมาย ทั้ง

เหตุใดถึงไม่เปิดเผยยอดเงินบริจาค ทั้งที่ให้ผ่านกองทุนสวัสดิการทหารบกและผ่านมูลนิธิราชภักดิ์ และเงินที่ใช้จ่ายไปแล้วทั้งหมดเป็นจำนวนเท่าใด

ตลอด 7 วันในการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มี พล.อ. วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล เป็นประธาน ได้ตรวจสอบปัญหาการทุจริตด้วยหรือไม่ ถ้าตรวจสอบ แล้วเหตุใด ผบ.ทบ. ถึงโยนให้ไปถามเรื่องหัวคิวหล่อพระบรมรูป จาก พล.อ. อุดมเดช สีตบุตร อดีต ผบ.ทบ. เอง อยู่อีก

จริงหรือที่เมื่อกองทัพบก (ทบ.) ตรวจสอบโครงการภายในกันเองแล้ว องค์กรอิสระอื่นอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะไม่มีสิทธิเข้ามาตรวจสอบ

รัฐบาลเองก็เหมือนจะรับรู้ว่าคำชี้แจงของ ผบ.ทบ. ไม่สามารถเคลียร์ข้อเคลือบแคลงต่อการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ให้หมดไป พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงเตรียมที่จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกชุด

สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า พยายามรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ “ตัวเงิน” ทั้งยอดเงินบริจาคและการใช้จ่าย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกตรวจสอบ จนเป็นประเด็นที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในปัจจุบัน ก่อนพบว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรวบรวมข้อมูลในเรื่องนี้ได้ครบถ้วน เพราะไม่เพียงข้อมูลจะถูกเก็บไว้อย่างกระจัดกระจาย บางข้อมูลยังไม่มีการเปิดเผย หรือบางข้อมูลที่เคยมีการเปิดเผยก็อันตรธานไปเป็นที่เรียบร้อย





กำเนิด “อุทยานราชภักดิ์”

อุทยานราชภักดิ์ เป็นโครงการที่ผลักดันโดย พล.อ. อุดมเดช สมัยดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. สร้างขึ้นบนที่ดินของ ทบ. ในพื้นที่โรงเรียนนายสิบทหารบก บริเวณฝั่งตรงข้ามสวนสนประดิพัทธ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ บนเนื้อที่ 222 ไร่เศษ มีสิ่งก่อสร้างสำคัญ 3 ส่วน คือ 1. พระบรมราชานุสาวรีย์อดีตพระมหากษัตริย์ไทย 7 พระองค์ 2. ลานอเนกประสงค์ และ 3. อาคารพิพิธภัณฑ์

– ระยะเวลาในก่อสร้าง แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก ก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์อดีตพระมหากษัตริย์ไทยทั้ง 7 พระองค์และลานอเนกประสงค์ ใช้เวลา 10 เดือน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2557 – สิงหาคม 2558 ช่วงที่ 2 ก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 เป็นต้นไป

– เดิมมีชื่อว่า “อุทยานประวัติศาสตร์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม” ได้รับการเปิดตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในวันที่ 27 มีนาคม 2558 หลังจาก พล.อ. อุดมเดช ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้รับทราบว่าจะมีการจัดสร้าง โดยหากมีความจำเป็นอาจจะของบประมาณจากที่ประชุม ครม.

– ชื่อ “อุทยานราชภักดิ์” ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ช่วงปลายเดือนเมษายน 2558 ก่อนที่ พล.อ. อุดมเดช จะจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการนี้อย่างยิ่งใหญ่ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.)

– พล.อ. อุดมเดช เป็นผู้เปิดเผยว่า โครงการนี้น่าจะใช้เงินราว 700-800 ล้านบาท ก่อนจะบอกในเวลาต่อมาว่าอาจต้องใช้เงินเพิ่มเติมอีก 200-300 ล้านบาท โดยสรุปคือโครงการนี้น่าจะใช้เงินราว 1,000 ล้านบาท ซึ่ง พล.อ. ธีรชัย ก็ยอมรับว่าตัวเลขอยู่ที่ประมาณนี้

– เงินบริจาคทั้งหมดในช่วงแรกจะเป็นการรับตรงเข้าสู่ “กองทุนสวัสดิการทหารบก” ธนาคารทหารไทย สาขา บก.ทบ. บัญชีกระแสรายวัน หมายเลขบัญชี 077-1-07474-7 ก่อนที่ต่อมา ทบ. จะลงนามใน MOU ร่วมกับธนาคารพาณิชย์อีก 5 แห่ง และร้านสะดวกซื้อในเครือบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้แก่ ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ให้เป็นอีกช่องทางในการรับบริจาค

มูลนิธิราชภักดิ์ จดทะเบียนจัดตั้ง เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2558 โดยมี พล.อ. อุดมเดช เป็นประธาน

– เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2558 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอุทยานราชภักดิ์

พล.อ. อุดมเดช ให้เหตุผลถึงการจัดสร้างอุทยานแห่งนี้ ไว้ในงานแถลงข่าวเปิดตัวที่ บก.ทบ. เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 ว่า (ดูคลิปด้านบน ระหว่างนาทีที่ 04.55 – นาทีที่ 06.30) วัตถุประสงค์ของการสร้างอุทยานราชภักดิ์มีหลักๆ อยู่ 3 ประการ

เป็นวัตถุประสงค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะสมเด็จพระบูรพกษัตริย์ในทุกยุคทุกสมัย ให้ทุกคนได้ระลึกถึงคุณงามความดีและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน
สถานที่แห่งนี้ เราจะใช้ประกอบพิธีการไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการของ ทบ. เอง หรือส่วนราชการอื่น หรือภาคเอกชนเองก็ตาม เพราะมีพื้นที่กว้างขวางพอสมควร

เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ประชาชนทั้งคนไทยและชาวต่างชาติจะสามารถเรียนรู้ได้จากห้องพระราชประวัติ ที่จะร้อยเรียงความเข้าใจตั้งแต่เริ่มต้นสยามประเทศ

(คลิปเดิม ระหว่างนาทีที่ 01.36 – นาทีที่ 03.23) “พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงมีคุณูปการใหญ่หลวงต่อประเทศชาติของเรา แต่ละพระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพ มีพระปรีชาสามารถ ไม่ว่าจะเรื่องของการนำทัพในการรบ หรือในยามสงบก็ตาม พระมหากษัตริย์ของเราในทุกยุคทุกสมัยนั้นได้เสียสละความสุขส่วนพระองค์ และดูแลประชาราษฎร์มาอย่างดีที่สุด จนพวกเราทุกคนได้มาอยู่บนผืนแผ่นดินที่มีความเจริญและสงบจนถึงทุกวันนี้ … ทบ. ได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ของเราในทุกยุคทุกสมัย จึงได้คิดกันว่าจะทำอย่างไรที่จะก่อสร้างสถานที่ที่เป็นที่ระลึกของปวงชนชาวไทยต่อพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ จึงได้กำหนดให้มีการก่อสร้างเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ขึ้น”




เงินมาจากไหน

ผู้เกี่ยวข้องในกองทัพและบุคคลสำคัญในรัฐบาลต่างยืนยันตรงกันว่า เงินที่ใช้ในการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ เป็น “เงินบริจาค” ไม่ใช่งบประมาณของภาครัฐ หรือ “เงินหลวง” แต่จากข่าวที่ปรากฏ ก็พบว่า การเบิกจ่ายเงินบางส่วนในโครงการนี้ยังทำโดยหน่วยงานภายใต้ ทบ. เช่น กรมกิจการพลเรือนทหารบก (กร.ทบ.) กรมยุทธโยธาทหารบก (ยย.ทบ.) เป็นต้น

จากการตรวจสอบข้อมูลที่มีการเปิดเผยทั้งผ่านเว็บไซต์ของ ทบ. และหน่วยงานใต้สังกัด, เว็บไซต์ของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 และข้อมูลเปิดเผยจากแหล่งอื่นๆ อาทิ จากสื่อมวลชน พบว่า ยอดบริจาคให้กับการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ที่สามารถตรวจสอบได้มี อย่างน้อย 468 ล้านบาท

โดยจะอนุมานว่าการบริจาคเงินที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 16 กันยายน 2558 (วันจดทะเบียนจัดตั้ง “มูลนิธิราชภักดิ์”อย่างเป็นทางการ) จะถูกส่งเข้าบัญชีของ “กองทุนสวัสดิการทหารบก” ทั้งหมด แบ่งเป็น

1. ข้อมูลที่ปรากฏในเว็บไซต์ของ ทบ. และหน่วยงานใต้สังกัด กว่า 292 ล้านบาท

1.1 ภาพการรับบริจาคของ พล.อ. อุดมเดช จากบริษัทเอกชน ในงานแถลงเปิดตัวการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 ที่ บก.ทบ.
บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) 100 ล้าน
เครือเจริญโภคภัณฑ์ 80 ล้าน
บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 44.5 ล้าน
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 30 ล้าน
(ชื่อไม่ชัดเจน) 25 ล้าน
บริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง (ชื่อไม่ชัดเจน) … ล้านบาท
บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) 11.8 ล้านบาท

1.2 ข่าวประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ของ ทบ. และหน่วยงานใต้สังกัด
การไฟฟ้านครหลวง 1 ล้านบาท

2. ข้อมูลที่ปรากฏในเว็บไซต์ของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง5 มีรายชื่อผู้บริจาครวม 1,288 ราย รวมเป็นเงินกว่า 55 ล้านบาท

3. จากการระดมทุนผ่านงาน “ราชภักดิ์ Bike and Concert แทนคุณแผ่นดิน” กว่า 80 ล้านบาท

4. ข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะหน้าข่าวประชาสัมพันธ์ กว่า 41 ล้านบาท
บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด 30 ล้านบาท
บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 5 ล้านบาท
สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่องเจ็ด 2 ล้านบาท
เงินจาการจัดงานการกุศลของผู้ว่าราชการ จ.ประจวบคีรีขันธ์ 2.2 ล้านบาท
บริษัท ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 1 ล้านบาท
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย 3 แสนบาท
บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) 2 แสนบาท
บริษัท โพลีพลัส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด 1 แสนบาท
บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) 1 แสนบาท
การไฟฟ้านครหลวง 1 แสนบาท

ขณะที่เงินบริจาคที่ให้ผ่านมูลนิธิราชภักดิ์ ยังไม่สามารถตรวจสอบได้

ทั้งนี้ แม้ พล.อ. ธีรชัย จะปฏิเสธให้ข้อมูลเรื่องยอดเงินบริจาคทั้งหมด แต่ได้บอกว่า ยังมีเงินบริจาคที่อยู่ในกองทุนสวัสดิการ ทบ. เหลืออยู่ราว 100-120 ล้านบาท ส่วนมูลนิธิราชภักดิ์ เหลืออยู่ราว 33 ล้านบาท

(นอกเหนือจากเงินบริจาค ที่มาของเงินที่ใช้ในการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์บางส่วนยังมาจากงบประมาณแผ่นดิน โดยนายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธานคณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีการใช้งบกลางกว่า 63 ล้านบาท ในการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์)


บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทเอกชนที่บริจาคเงินเพื่อใช้ในการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์สูงสุด เป็นเงิน 100 ล้านบาท ที่มาภาพ: http://www.rta.mi.th/rtaweb/activity/page58/140/index.html (ปัจจุบัน ลิงก์นี้ไม่สามารถเข้าดูได้แล้ว)

การใช้จ่ายกับความโปร่งใส

จากการเปิดเผยของ พล.อ. อุดมเดช ยอดเงินที่จะใช้ในการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์จะอยู่ที่ราว 800-1,000 ล้านบาท แต่ถึงปัจจุบัน ข้อมูลเรื่องการใช้จ่ายเงินบริจาคเพื่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ที่มีการเปิดเผยอย่างละเอียดมีเพียงค่าใช้จ่ายในการหล่อพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์ไทย 7 พระองค์ ซึ่ง พล.อ. ธีรชัย เปิดเผยว่า อยู่ที่องค์ละ 41-45 ล้านบาท หรือมียอดรวมระหว่าง 287-315 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมกิจการพลเรือนทหารบก (กร.ทบ.)

รายการใช้จ่ายอื่นๆ แม้ผู้เกี่ยวข้องจะระบุว่า “ยินดีเปิดเผย…พร้อมรับการตรวจสอบ” แต่ก็ไม่เคยมีการเปิดเผยอย่างจริงจัง

ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบในเว็บไซต์ของ ทบ. และหน่วยงานใต้สังกัด ซึ่งตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 103/7กำหนดให้ต้องเปิดเผยรายการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดรวมถึงการคำนวณราคากลางไว้ในระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (เว็บไซต์) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจสอบดูได้ รวมถึงได้เดินทางไปที่ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารของ ทบ. ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 4 ของอาคารสำนักงานเลขานุการกองทัพบก (สลก.ทบ.) เพื่อขอใช้สิทธิตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540

อย่างไรก็ตาม แม้จะพยายามตรวจสอบโดยใช้ 2 วิธีการดังกล่าว ก็ยังพบโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวข้องกับการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์เพียง 5 โครงการ รวมทั้งหมด 4 ประเภท ซึ่งทั้งหมดดำเนินการโดยกรมยุทธโยธาทหารบก (ยย.ทบ.) ประกอบด้วย

งานปูหินลานสักการะ บันได และลานชั้นบนรอบแท่นพระบรมรูป วงเงิน 34.9 ล้านบาท
งานสร้างรั้วบริเวณภายในและภายนอกอุทยานราชภักดิ์ (2 โครงการ) รวมวงเงิน 20.2 ล้านบาท
งานติดตั้งหินอ่อนรอบแท่นพระบรมรูป วงเงิน 11.9 ล้านบาท
งานสร้างป้ายทางเข้าและอาคารรักษาความปลอดภัย วงเงิน 7.2 ล้านบาท

เมื่อรวมวงเงินการใช้จ่ายทั้ง 2 รายการ ตั้งแต่การหล่อพระบรมรูปฯ (ซึ่งตามาข่าวระบุว่า ดำเนินการโดยกรมกิจการพลเรือนทหารบก) การปูลานหิน การสร้างรั้ว การติดตั้งหินอ่อน มาจนถึงการสร้างป้ายทางเข้าและอาคาร รปภ. พบว่ายังมียอดรวมแค่ กว่า 361.2-389.2 ล้านบาท เท่านั้น ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินที่ พล.อ. อุดมเดช ระบุว่าจะใช้ในการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ทั้งหมด แสดงว่ายังมีการใช้จ่ายบางรายการที่ “ยังตรวจสอบไม่พบ” ผู้สื่อข่าวจึงใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ มาตรา 11 ยื่นขอข้อมูลเพิ่มเติมจากศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารของ ทบ. ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการดำเนินการ

การรับเงินบริจาคและใช้จ่ายเงินเพื่อจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์เกิดข้อสงสัยมากมายในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งหากพิจารณาจากข่าวที่ปรากฏในสื่อมวลชน ข้อมูลส่วนใหญ่จะมาจากทีมสืบสวนสอบสวน (ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่ขยายผลมาจากการสืบสวนสอบสวนคดีที่กล่าวหาว่า นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอดูหยอง กับพวก แอบอ้างเบื้องสูงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 112 โดยมีข้อสงสัย เช่น

โต๊ะจีนรับบริจาคในกิจกรรม “ราชภักดิ์ Bike and Concert แทนคุณแผ่นดิน” มีราคาสูงถึง 1 ล้านบาท
ต้นปาล์มที่นำมาปลูกบริเวณอุทยานราชภักดิ์มีราคาสูงเกินจริงถึงต้นละ 1 แสนบาท ทั้งที่ได้รับบริจาคมาฟรีจากสวนนงนุช (กรณีนี้ พล.อ. ธีรชัย ชี้แจงแล้ว)

ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์บางรายถูกออกหมายจับ โดยศาลทหารกรุงเทพได้ออกหมายจับ พล.ต. สุชาติ พรมใหม่ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ ทบ. ซึ่งเคยเป็นกรรมการอำนวยการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ และ พ.อ. คชาชาต บุญดี อดีตนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำกองทัพภาคที่ 3 คนสนิทกับ พล.ต. สุชาติ ในข้อหากระทำความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 112 (สื่อมวลชนสายทหารระบุว่า ทั้ง พล.ต. สุชาติและ พ.อ. คชาชาต มีความใกล้ชิดกับ พล.อ. อุดมเดช) ขณะที่เว็บไซต์หนังสือไทยรัฐรายงานว่า ทีมสอบสวนของ สตช. อยู่ระหว่างตรวจสอบเรื่องการจัดทำเสื้อที่ระลึกในงาน “ราชภักดิ์ Bike and Concert แทนคุณแผ่นดิน” ที่ พ.อ. คชาชาต เป็นผู้รับผิดชอบว่ามีความผิดปกติหรือไม่


(จากซ้ายไปขวา) พ.อ คชาชาต บุญดี อดีตนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำกองทัพภาคที่ 3 และ พล.ต. สุชาติ พรมใหม่ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก 2 นายทหารซึ่งสื่อมวลชนสายทหารระบุว่ามีความใกล้ชิดกับ พล.อ. อุดมเดช สีตบุตร อดีตผู้บัญชาการทหารบก ที่ถูกศาลทหารกรุงเทพออกหมายจับ ที่มาภาพ : https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1002453916479733&set=a.440635312661599.102230.100001454030105&type=3&theater

แต่กรณีที่ถูกตรวจสอบอย่างจริงจังมากคือกรณีการหล่อพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์ไทยที่ทีมสืบสวนสอบสวนของ สตช. อ้างว่า มีการหักหัวคิวเกิดขึ้น โดยตัวละครสำคัญที่ทีมสืบสวนสอบสวนของ สตช. กำลังตรวจสอบ คือ เซียนพระ ชื่อเล่นอักษรย่อ “อ.อ่าง” มีรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้

1. พระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหง หล่อโดย บริษัท ช.ประติมากรรม อินดัสตรี จำกัด ตั้งอยู่ที่ 30/3 หมู่ 6 ต.วังเย็น อ.เมือง จ.นครปฐม วงเงิน 43 ล้านบาท เซียนพระหักหัวคิว 10%

2. พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวร หล่อโดย บริษัท เอเชีย ไฟน์อาร์ท จำกัด เลขที่ 59/1 ต.บ้านม้า อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา วงเงินยังไม่แน่ชัด ไม่มีการหักหัวคิว

3. สมเด็จพระนารายณ์ หล่อโดยบริษัท ร็อคคลา ไฟน์ อาร์ท จำกัด เลขที่ 143 หมู่ 12 ต.ท่าวุ้ง อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรีเซียนพระหักหัวคิว 10%

4. สมเด็จพระเจ้าตากสิน หล่อโดย หจก.ประติมาไฟน์อาร์ท เลขที่ 89 หมู่ที่ 12 กม.58 ถนนกาญจนาภิเษก ต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี วงเงิน 44 ล้านบาท เซียนพระหักหัวคิว 10%

5. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก หล่อโดย บริษัท พุทธปฏิมา พรหมรังสี จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 52/25 ถนนพุทธมณฑลสาย 3 เขตทวีวัฒนา กทม. วงเงิน 43 ล้านบาท เซียนพระหัวคิว 4.7 ล้านบาท

6. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หล่อโดย บริษัท เอเชีย ไฟน์อาร์ท จำกัด เลขที่ 59/1 ต.บ้านม้า อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา วงเงินยังไม่แน่ชัด ไม่มีการหักหัวคิว

7. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หล่อโดย บริษัท โผนประติมากรรมสากล จำกัด วงเงิน 42 ล้านบาทหักหัวคิว 8 ล้านบาท

โดย พล.อ. อุดมเดช ได้ชี้แจงถึงกระแสข่าวเรื่องนี้ว่า “เรื่องนี้มีส่วนความจริงอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะตนคิดว่าทุกวงการก็มีสิ่งเหล่านี้ แต่พอเราทราบว่าน่าจะมีเราก็เข้าไปดำเนินการ โรงหล่อต่างๆ ก็มีความเข้าใจ คนที่สอดแทรกมาก็เป็นการแอบอ้าง แต่ทุกอย่างยุติลงด้วยดี สิ่งที่โรงหล่อต่างๆ อาจจะถูกหลอก โรงหล่อต่างๆ เองก็ไม่อยากให้เกิดอะไรเสียหาย เขาจึงมีการบริจาคโดยสมัครใจส่วนหนึ่ง อีกบางส่วนโรงหล่อก็นำไปใช้ในการทำองค์พระให้สมบูรณ์ ทุกอย่างจบเสร็จด้วยความเรียบร้อย สะอาด บริสุทธิ์ทุกขั้นตอน”

ด้านเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ข่าวสด รายงานว่า มูลค่าหัวคิวที่เซียนพระหักไปจากการหล่อพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์ไทย รวมเป็นเงินกว่า 20 ล้านบาท แต่ผู้เกี่ยวข้องได้เรียกเซียนพระมาพูดคุยที่หน่วยงานราชการแห่งหนึ่งบนถนนราชดำเนิน ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา ก่อนที่เซียนพระจะยอมคืนเงินค่าหัวคิวโดยบริจาคเข้ามูลนิธิราชภักดิ์ และได้เดินทางออกนอกประเทศไปยังเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า พยายามติดต่อขอสัมภาษณ์เซียนพระรายดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันยังอาศัยอยู่ในเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ถึงกระแสข่าวความไม่โปร่งใสในการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าต้องการให้เรื่องเงียบที่สุด

ทั้งหมดทั้งปวง คือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ ที่สังคมไทยกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้


ค้ามนุษย์พ่นพิษ! สหรัฐฯทบทวน ‘จีเอสพี’ ไทย




สหรัฐฯเตรียมทบทวนการให้สิทธิพิเศษทางการค้าแก่ประเทศไทย หลังมีรายงานว่ารัฐบาลไม่ได้คุ้มครองสิทธิแรงงานตามมาตรฐานของจีเอสพี

by Sathit M.
26 พฤศจิกายน 2558
Voice TV

เอเอฟแอล-ซีไอโอ องค์กรร่มของสหภาพแรงงานในสหรัฐฯ กล่าวว่า ประเทศไทยละเมิดมาตรฐานที่เป็นเงื่อนไขของการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือจีเอสพี ในหลายประเด็น อาทิ สภาพการทำงานที่ไม่อาจยอมรับได้ และการบังคับใช้แรงงาน

ผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ หรือยูเอสทีอาร์ ระบุในถ้อยแถลงเมื่อวันพุธ ว่า ยูเอสทีอาร์จะเปิดการไต่สวนประเทศไทยในเดือนมกราคม และเดินหน้าทบทวนจีเอสพีที่ให้แก่ประเทศฟิจิ จอร์เจีย ไนเจอร์ อุซเบกิสถาน และเอกวาดอร์



สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเปิดทางให้ไทยส่งสินค้าบางรายการไปขายในสหรัฐฯได้โดยไม่ต้องจ่ายภาษีนำเข้า ในปี 2557 ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯคิดเป็นมูลค่า 27,100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 968,400 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นพวกเครื่องจักรกลและเครื่องไฟฟ้า

เมื่อวันจันทร์ เนสท์เล่ ผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ที่สุดของโลก ออก รายงาน ระบุว่า อุตสาหกรรมอาหารทะเลในประเทศไทย มีการละเมิดสิทธิแรงงาน คนงานต่างด้าวจำนวนหนึ่งในกิจการนี้มาจากการค้ามนุษย์.

Source: Reuters

Photo: AFP