วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 27, 2558

เบื้องหลัง"ศึกศาสนา"คือ กำจัดผีทักษิณ-กำจัดผีธรรมกาย


เจ้าคุณพิพิธ ชี้ ล้มธรรมกายหวังสกัดสังฆราช
https://www.youtube.com/watch?v=BOgQWoCzVq8&feature=youtu.be

เสียงเจ้าคุณพิพิธ วัดสุทัศน์ฯ ยืนยันเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายพ้นมลทินแล้ว ชี้มีขบวนการสร้างกระแสหวังสกัดพระสังฆราชจากวัดปากน้ำ

https://www.youtube.com/watch?v=BOgQWoCzVq8&feature=youtu.be

ooo


เบื้องหลัง"ศึกศาสนา"คือ กำจัดผีทักษิณ-กำจัดผีธรรมกาย



https://www.youtube.com/watch?v=1UJ0KrWfUWU

ที่มา Thai Voice Media

เบื้องหลัง"ศึกศาสนา"คือ กำจัดผีทักษิณ-กำจัดผีธรรมกาย
THU, 02/26/2015 - 02:17 JOM

อาจารย์วิจักษณ์ พานิช อาจารย์พิเศษคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นักวิชาการด้านพุทธศาสนายุคใหม่ ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia กรณีที่ สำนักงานปฎิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. มีการตั้งคณะกรรมการปฎิรูปแนวทงและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระรพุทธศาสนา โดย กลุ่มการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลที่แล้วออกมา ร่วมเป็นกรรมการเป็นส่วนใหญ่ ว่า หลังจากที่กลุ่มชนชั้นนำ หรือชนชั้นสูงได้สร้างผีทักษิณ ขึ้นมา และกำลังจัดการกับผีทักษิณ ตอนนี้ก็มีการสร้างผีธรรมกายขึ้นมาอีกตัว ซึ่งเห็นว่าถ้าชนชั้นนำต้องการจะกำจัดผีทักษิณให้ได้ ต้องปฎิรูปกองทัพ และปฎิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประชาชน ส่วนวิธีที่จะกำจัดผีธรรมกาย คือ การแยกศาสนาออกมาจากรัฐ ให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาของประชาชน ไม่ใช่นำพุทธศาสนาไปรับใช้สถาบันหลักทางสังคม นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในวงการคณะสงฆ์และพุทธศาสนาในประเทศไทย

อาจารย์วิจักษณ์ กล่าวว่า ชนชั้นสูงหรือชนชั้นนำจะสู้อย่างไรกับผีสองตนนี้ก็ไม่มีวันชนะ เพราะเป็นความกลัวที่สร้างขึ้นมาเอง

น้ำเน่าล้างขี้โคลน



ที่มา ข่าวสดออนไลน์
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

คอลัมน์ "ทิ้งหมัดเข้ามุม"

โดย มันฯ มือเสือ

ปรองดองทางโลกยังคาราคาซัง ทางธรรมเริ่มแตกแยก

พุทธอิสระ แกนนำกปปส.แท็กทีมกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สปช. ชุดที่มี นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตส.ว.กลุ่ม 40 เป็นประธาน

เดินหน้าเช็กบิล "ธัมมชโย" แห่งวัดพระธรรมกาย

ก่อนยื่นเรื่องรับ-ส่งลูกกันเองลามปามไปถึงการเรียกร้องให้ตรวจสอบมหาเถรสมาคม รวมถึง 2 มหาวิทยาลัยสงฆ์

เรื่องบานปลายนี้ ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช.

"งานงอก" ไม่ทันตั้งตัว

องค์รัฏฐาธิปัตย์ถึงกับกุมขมับบ่นออกมาตรงๆ

"เอาให้มันสงบๆ กันซะบ้างไม่ได้หรือ ทั้งคน ทั้งพระ ทั้งฆราวาส วุ่นไปหมดเลยประเทศไทย"

เทียบกับเมื่อตอนรัฐประหารใหม่ๆ ที่บอกว่าบริหารประเทศไม่เห็นยากตรงไหน ถึงตอนนี้น่าจะคนละอารมณ์กันเลย

ผ่านไป 9 เดือนถึงได้รู้ว่าการบริหารประเทศนั้น ยากทุกตรง

ตรงการเมืองก็ยาก ตรงเศรษฐกิจก็ยาก ปรองดองก็ยาก ปฏิรูปก็ยากแถมยังยุ่งอีกต่างหาก

โดยเฉพาะการปฏิรูป "พุทธศาสนา" ที่เป็นความเชื่อความศรัทธาเกี่ยวพันใกล้ตัวกับคนทั้งประเทศ

หากใครติดตามข่าวสารช่วงนี้จะพบว่า

มีพระสงฆ์และฆราวาสไม่น้อยที่เห็นตรงกันว่า พุทธศาสนาเป็นอีกสถาบันหนึ่งที่สมควรปฏิรูป แต่ต้องกระทำด้วยความรอบคอบและนุ่มนวลกว่าการปฏิรูปยกเครื่องด้านอื่นๆ

จะแข็งกร้าวเหมือนปฏิรูปนักการเมืองไม่ได้

ที่สำคัญการปฏิรูปนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานความบริสุทธิ์ใจ

ต้องการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งพุทธศาสนาให้เป็นที่เคารพศรัทธาของเหล่าพุทธศาสนิกชนคนทั่วไปอย่างยั่งยืนไม่เสื่อมถอย

ไม่ใช่อยู่บนพื้นฐานทางการเมืองที่มีเนื้อหาหมกมุ่นอยู่กับการแบ่งแยก แย่งชิงอำนาจ ใส่ร้ายป้ายสี ทำลายฝ่ายตรงข้าม ไล่ล่า กวาดล้างอย่างไร้เมตตาธรรม

เพราะถ้าใครก็ตามที่ย่ามใจนำเอาวิธีการที่เคยใช้ได้ผลทางการเมืองมาใช้กับพุทธศาสนา

โดยอ้างการปฏิรูปบังหน้า

สิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างจากการเอาน้ำเน่าไปชำระล้างขี้โคลน

ไม่สะอาด แถมยังเปรอะเปื้อนหนักกว่าเดิม

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 26, 2558

สงสัยว่า ท่านอธิการบดี อาจจะมัวแต่ยุ่งทำงานให้ คสช จนหลงๆลืมๆเรื่องระเบียบของหน่วยงานตัวเองแน่ นศ.เตรียมเดินขบวนต้าน มธ.ไล่ "สมศักดิ์ เจียม"-"สมคิด"ย้ำไร้อคติ เป็นไปตามระเบียบ



Somsak Jeamteerasakul


อ่านสัมภาษณ์ท่านอธิการบดีสมคิด เรื่องไล่ผมออกแล้ว
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1424868752

สงสัยว่า ท่านอธิการบดี อาจจะมัวแต่ยุ่งทำงานให้ คสช จนหลงๆลืมๆเรื่องระเบียบของหน่วยงานตัวเองแน่

ในคำสัมภาษณ์ (ภาพประกอบลำดับแรก) คุณสมคิดกล่าวว่า ความผิดเรื่องไม่มาสอนหนังสือของผม "มีโทษสถานเดียวคือไล่ออก" (ดูที่ผมขีดเส้นใต้แดงไว้) - นี่เป็นการพูดผิดความจริงโดยสิ้นเชิง

ในคำสั่งไล่ออก (ภาพประกอบลำดับ ๒) อ้างมาตรา ๕๑ ใน พรบ.ข้าราชการพลเรือนสถาบันอุดมศึกษา ๒๕๔๗ และข้อ ๕๔, ๕๗, ๖๑(๒)(๘) ของข้อบังคับว่าด้วยวินัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒๕๕๕

มาตรา ๕๑ พรบ.ข้าราชการฯ ไม่มีอะไร (ผมไม่ได้นำมาแสดงในภาพประกอบ) คือเพียงแต่ระบุว่า "เมื่อผลการสอบสวนปรากฏว่าผู้ถูกสอบสวนทำผิดวินัย ให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษตามควรแก่กรณี" ตามข้อบังคับของหน่วยงาน ในทีนี้ ก็คือให้ลงโทษตาม "ข้อบังคับว่าด้วยวินัย" ของมหาวิทยาลัยที่อ้างตามมา

ทีนี้ ข้อ ๕๗ และ ๖๑(๒)(๘) ในข้อบังคับวินัยฯที่อ้าง ความจริงเป็นเพียงขยายความประกอบ นั่นคือ ข้อ ๕๗ ให้อธิการบดีเป็นคนสั่งลงโทษกรณีผิดวินัยร้ายแรง (ภาพประกอบลำดับสุดท้าย) และข้อ ๖๑(๒)(๘) (ซึ่งผมไม่ได้นำมาแสดงในภาพประกอบ) เป็นการให้อำนาจสั่งลงโทษที่มีผลย้อนหลังขึ้นไปจากวันที่ลงคำสั่งได้ (ดูเพิ่มเติมข้างล่าง)

ข้อสำคัญจริงๆของการลงโทษนี้ คือข้อ ๕๔ ของข้อบังคับวินัยฯ (ภาพประกอบลำดับที่ ๓)

จะเห็นว่า ข้อบังคับระบุชัดเจนว่า เรืองผิดวินัยร้ายแรงนั้น ให้ "ลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการแล้วแต่กรณี" นันคือ ให้ "อ๊อพชั่น" มหาวิทยาลัย ทีจะปลดออก โดยมีบำเหน็จ หรือจะ ไล่ออกโดยไม่ให้บำเหน็จ ก็ได้ ไมใช่ "มีโทษสถานเดียวคือไล่ออก" อย่างทีคุณสมคิดพูดแต่่อย่างใด

มิหนำซ้ำ ถ้าดูในย่อหน้าถัดมาของข้อนี้ ยังระบุด้วยซ้ำว่า "การพิจารณาลงโทษไล่ออกนั้น ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก" พูดง่ายๆคือต่อให้โทษถึงไล่ออก ก็ลดเหลือปลดออกได้

แต่ประเด็นสำคัญคือ โทษไล่ออกน่ะ มาได้ยังไงแต่แรก? คือใช้อะไรเป็นเกณฑ์ว่าต้องไล่ออกแน่ๆ?

ดังทีผมเขียนอธิบายไปแล้วว่า ผมทำงานติดต่อกันมาโดยปกติตลอดกว่า ๒๐ ปี ต่อให้สมมุติยอมรับว่า ตอนนี้ผม(เพิ่ง)ทำผิด คือไม่มาสอน (ด้วยสาเหตุอะไร ทั้งคุณสมคิดและมหาวิทยาลัยย่อมรู้ดีอยู่) ต้องลงโทษ อะไรคือเหตุผลว่า จะต้องถึงกับตัดสิทธิ์ของผมที่จะได้รับค่าตอบแทนจากน้ำพักน้ำแรงกว่า ๒๐ ปีของผม คือเงินบำเหน็จซึงเป็นการตอบแทนสะสมของการทำงานติดต่อกันมานั้น? การเพิ่งไม่มาสอนในตอนนี้ หลังจากสอนมากว่า ๒๐ ปี เป็นโทษขนาดต้องตัดสิทธิ์ขนาดนั้นเลยหรือ? บอกตรงๆว่า ผมนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่า มีเหตุผลถึงขนาดนั้นได้อย่างไร

ก็กลับมาที่ประเด็นทีมีหลายท่านตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ตกลงทีต้องถึงขั้นไล่ออก นี่เพราะมีคนกดดันมา (คสช นั่นแหละ) หรือว่าคุณสมคิดและมหาวิทยาลัย "ทำเอง" คือต้องการ "โชว์อ๊อฟ" ประจบเอาใจ คสช ว่า "นี่ไง ไล่สมศักดิ์ ออกให้แล้วนะ" อะไรแบบนั้น?

(ข้างต้นผมพูดถึง ข้อ ๖๑ ของข้อบังคับวินัยฯ ซึ่งเป็นเพียงข้อที่มาขยายว่า สามารถลงโทษให้ย้อนขึ้นไปก่อนวันลงชื่อคำสั่งได้ ความจริง ในข้อนี้ ซึ่งมีรายละเอียดกรณีต่างๆ ในวงเล็บ ๘ ข้อ ทุกข้อก็เขียนเหมือนกันหมดว่า "ปลดออกหรือไล่ออก" คือ แม้แต่ข้อนี้ ก็บอกว่า โทษผิดวินัยร้ายแรงนั้น มีทั้งปลดออกหรือไล่ออก ไม่ใช่ "มีโทษสถานเดียวคือไล่ออก" อย่างทีคุณสมคิดพูดแต่อย่างใด)


ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ. กล่าวว่า หนังสือไล่ออกจากราชการเป็นไปตามระเบียบของราชการ หากละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 วันในคราวเดียวโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรและมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ ให้มีโทษสถานเดียวคือไล่ออก โดยนายสมศักดิ์ไม่มาปฏิบัติงานสอนตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2557 ยื่นหนังสือลาออกในช่วงเดือนธันวาคม 2557 ขณะนั้น คณะศิลปศาสตร์ต้นสังกัดได้ส่งจดหมายเรียกให้นายสมศักดิ์กลับมาปฏิบัติหน้าที่แล้ว แต่นายสมศักดิ์ไม่ได้กลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ มหาวิทยาลัยก็ต้องตั้งกรรมการสอบสวน ข้อเท็จจริง มีความเห็นมาว่านายสมศักดิ์ละทิ้งการปฏิบัติราชการจริง มหาวิทยาลัยจึงต้องตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง มีผลให้มีคำสั่งไล่ออกจากราชการในเวลาต่อมา นายสมศักดิ์สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ของมหาวิทยาลัยได้ภายใน 30 วันตามกฎหมาย

"การลงโทษนายสมศักดิ์ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีนายสมศักดิ์ออกไปแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เพราะถือเป็นเสรีภาพทางวิชาการ และไม่เกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นสถาบันเพราะนายสมศักดิ์ถูกแจ้งความดำเนินคดีทางอาญาไปแล้ว ต้องเป็นหน้าที่ของตำรวจตามกฎหมาย ยืนยันว่าคำสั่งตั้งกรรมการทั้ง 2 ชุด และสำนวนการสอบสวนทั้งหมดเป็นเรื่องของการขาดราชการไม่มาทำงาน 100% คณะกรรมการทั้งสองชุดก็ได้เชิญนายสมศักดิ์มา สอบถามข้อเท็จจริง แต่นายสมศักดิ์ก็ไม่ได้ เดินทางมาให้ข้อมูล" นายสมคิดกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี อาคารบรรยายเรียนรวม ได้มีการขึ้นบอร์ดแสดงความคิดเห็นของนักศึกษา จากกรณีมีการเผยแพร่เอกสารคำสั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ 356/2558 ลงนามโดย ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558 ลงโทษ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ออกจากราชการ เนื่องจากกระทำผิดข้อบังคับมหาวิทยาลัย บอร์ดข้อความต่างๆ มีอาทิ "ธรรมศาสตร์ตายแล้ว" "อาจารย์ไม่ได้โดน 112 ไล่ออก อธิการนั้นแหละไล่อาจารย์"

นายศิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ ปี 4 และสมาชิกกลุ่มสภาหน้าโดม กล่าวว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยต่อกรณีดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่รุนแรงมากเกินไป ทั้งที่นายสมศักดิ์ยื่นลาพักเพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศ 1 ปี ทางมหาวิทยาลัยก็ไม่เซ็นอนุมัติ อีกทั้งยังยื่นหนังสือลาออกแล้วมหาวิทยาลัยก็ไม่อนุมัติอีก ที่ผ่านมาธรรมศาสตร์มีขบวนการผ่อนผันกับคนอื่น แต่กับนายสมศักดิ์ไม่มีการพิจารณา แต่ดันมาเข้มงวดและเด็ดขาดจนน่าสงสัย ทราบว่านายสมศักดิ์ชี้แจงมาโดยตลอดว่าขณะนี้สถานการณ์บ้านเมือง ไม่ปกติ ทางมหาวิทยาลัยน่าจะยืดหยุ่นบ้าง ธรรมศาสตร์เองก็น่าจะมีวิธีการช่วย ไม่ใช่มาทับถมกันอย่างนี้ ที่ผ่านมานายสมศักดิ์เองก็อยู่อย่างหวาดกลัวจนกระทั่งต้องหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ เนื่องจากถูกลอบยิงลอบทำร้าย หลังจากรัฐประหารแล้ว จนนักศึกษาส่วนใหญ่เห็นว่าธรรมศาสตร์ตกต่ำไปมาก

"มองว่านายสมศักดิ์ถูกไล่ออกน่าจะมาจากการเมืองเข้ามาแทรกแซงอย่างแน่นอน การ ที่ ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ เป็นข้าราชการประจำแต่ไปรับตำแหน่งทางการเมือง (สนช.) ดูไม่เหมาะสม ตัวเองยังมีข้อพิพาทกับนักศึกษามาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเมืองใหญ่หรือเล็ก หลังจากนี้กลุ่มนักศึกษาแต่ละกลุ่มได้พูดคุยกันแล้วว่าจะต้องเดินขบวนเชิงสัญลักษณ์ที่ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน" นายศิรวิชญ์กล่าว


รายการ สั้นๆทันสถานการณ์ โดยส.ส สุนัย จุลพงศธร วันที่ Feb 24 15




รายการ สั้นๆทันสถานการณ์ โดยส.ส สุนัย จุลพงศธร วันที่Feb 24 15 http://youtu.be/v8FIkwviTxM





มาร์คอ้าง-คดี99ศพ "บิ๊กป้อม-ป๊อก-ตู่"รู้ดี! เพราะทำงานด้วยกัน-ให้ข้อมูลป.ป.ช.ได้




ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 เวลา 07:02:08 น.

′มาร์ค′อ้าง′บิ๊กตู่′รู้ดีสลายม็อบ

นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติจะแจ้งข้อกล่าวหามีพฤติการณ์ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการในการสั่งสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)ในปี 2553 ว่ายอมรับมติของ ป.ป.ช.ที่เห็นว่าเป็นเหตุเข้าข่ายการถอดถอนออกจากตำแหน่ง พร้อมจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และยืนยันว่ามีการปรับหลักการทำงาน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสีย แต่กรณีมีผู้ใช้อาวุธไม่ใช่เรื่องง่าย รัฐบาลมีหน้าที่คืนความสงบให้กับสังคม คนที่ทำงานร่วมกันรู้ดี เช่นพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ในขณะนั้น รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรอง ผบ.ทบ.ในขณะนั้นด้วย เพราะเข้าร่วมประชุมอยู่ จึงรู้ดีถึงการทำงานในขณะนั้น หาก ป.ป.ช.ได้ข้อมูลจากบุคคลเหล่านี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา แต่ไม่แน่ใจว่าบุคคลทั้งหมดพร้อมจะเป็นพยานให้หรือไม่

ยกปมก่อการร้ายแจงป.ป.ช.

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พร้อมชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เพราะในสถานการณ์ขณะนั้นมีการก่อการร้าย ถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย จะเป็นการทำผิดกฎหมายฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ และการดูแลสถานการณ์ก็พยายามหลีกเลี่ยงการสูญเสียด้วยการปรับแนวทางเท่าที่จะทำได้ ส่วนกรณีที่ ป.ป.ช.ยกการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง และ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ รวมทั้งการบาดเจ็บสาหัสของนายสมร ไหมทอง มาเป็นตัวอย่างผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิต ในการชันสูตรพลิกศพตามคำไต่สวนของ ศาล เป็นความตายที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของทหารนั้น ไม่ใช่การสลายการชุมนุมหรือการขอคืนพื้นที่ แต่อยู่ในระหว่างการใช้มาตรการปิดล้อมพื้นที่ กรณีนายพันและนายสมรเป็นเหตุการณ์เดียวกัน แต่กรณี ด.ช.คุณากร เกิดในระยะเวลาใกล้เคียงกัน มีเหตุทำให้เกิดการปะทะหรือการใช้อาวุธ ส่วนกรณีของนายพันกับนายสมรชัดเจนว่า นายสมรขับรถตู้ฝ่าด่านเข้าไปในพื้นที่ควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ทหารแจ้งเตือน ส่วนนายพันไม่ได้อยู่ในรถแต่วิ่งออกมาดูเหตุการณ์ จึงยืนยันได้ว่าไม่มีเรื่องเจตนาทำให้เกิดความสูญเสีย เพราะเตือนตาม ขั้นตอนทุกอย่าง

ยันไม่ทำโดนละเว้นปฏิบัติหน้าที่

"สถานการณ์ในขณะนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าไม่ทำอะไรเลยก็จะถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติ เพราะขณะนี้ยังมีคนฟ้องผมและพระสุเทพ (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าศูนย์ ศอฉ.) ว่า ปล่อยปละละเลยจนเป็นเหตุให้สูญเสียทรัพย์สิน จึงเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากต้องประเมินเหตุการณ์ตามความเป็นจริงว่าต้องควบคุมสถานการณ์ เพื่อคืนความปกติ ภายใต้การมีกองกำลังติดอาวุธและการก่อการร้าย ยืนยันว่าปฏิบัติตามกฎหมาย หลีกเลี่ยงความสูญเสียและปรับแผนยุทธศาสตร์ตลอดเวลา จะเป็นดุลพินิจของ ป.ป.ช.ว่าหลังจาก แจ้งข้อกล่าวหาแล้วจะมีความเห็นอย่างไร แต่มั่นใจในความบริสุทธิ์ และเคารพการตรวจสอบ" นายอภิสิทธิ์กล่าว

วันข้างหน้าจะอยู่กันยังไง?




Oak Panthongtae Shinawatra


"ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" 

สถาบันหลักทั้ง 3 ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยทั้งชาติ กำลังถูกดึงลงมามาใช้ประโยชน์ทางการเมือง อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ในประวัติศาสตร์ชาติไทยครับ

และที่น่าแปลกใจคือ 

ทำไม..การนำสถาบันฯมาใช้ประโยชน์ทางการเมืองทุกๆครั้ง มักจะดูเหมือนว่าจะมีพรรคเก่าแก่ยืนยง เคียงคู่กับการเมืองไทย มีส่วนร่วมในการกระทำอยู่เสมอๆ..??


สถาบันชาติ 

เท่าที่จำได้ ท่านอดีตนายกบรรหารฯ ถูกพรรคฯเก่าแก่ นำมาโจมตีเป็นท่านแรก โดยกล่าวหาว่าไม่ใช่คนไทย ด้วยวาทกรรม "บรรหารลูกจีน" พร้อมกับหลักฐานกระดาษแผ่นเดียว อภิปรายจนกระทั่งต้องยุบสภา ตามมาด้วยวาทะกรรมต่างๆเช่น ชวลิตฯขายชาติ, ทักษิณขายทั้งประเทศ, ทักษิณซื้อทั้งประเทศ, นายกปูขายชาติ ฯลฯ

ล่าสุดธงชาติซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชาติไทย ซึ่งหมายรวมถึงทั้ง 3สถาบันหลัก ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ ในการต่อสู้ทางการเมือง ที่นำโดยอดีตสส.ของพรรคเก่าแก่ ธงชาติไทยถูกนำไปอยู่ตรงข้าม กับการเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตย จนกระทั่งประชาธิปไตยของไทย เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ถูกฉีกรัฐธรรมนูญไปในที่สุด

สถาบันพระมหากษัตริย์ 

ซึ่งถือเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ของคนไทยทั้งชาติ มาเป็นเวลาหลายสิบปี ก็ถูกแต่งวาทกรรม ปรีดีฆ่าในหลวง, ขบวนการล้มเจ้า, ทักษิณฯอยากเป็นประธานาธิบดี, เสื้อแดงล้มเจ้า ฯลฯ มาใช้ประโยชน์ทางการเมือง ถือเป็นการนำสถาบันฯเบื้องสูง มาแอบอ้างอย่างไม่ละอายแก่ใจ

สถาบันศาสนา 

ซึ่งไม่เคยมีใครแตะต้อง กลับถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการเมืองโดยตรง นำโดยพระที่เคยถูกจับสึก แล้วเปลี่ยนวัดไปบวชใหม่ ผันตัวเองมานำม็อบ ที่จัดตั้งโดยอดีต สส.ของพรรคเก่าแก่ ตั้งกองกำลังติดอาวุธป๊อบคอร์นป่วนเมือง เพื่อล้มการเลือกตั้ง ล้มประชาธิปไตย จนสำเร็จ

ส่วนอดีต สส.แกนนำหลักอีกคน ที่เสร่อยื่นใบเสร็จทวงค่าใช้จ่ายพันล้าน ในการจัดม็อบโค่นนายกปู จนต้องหนีไปบวชฟอกตัว กลับไปใช้วัดสวนโมกข์ซึ่งท่านพุทธทาสฯ ใช้เป็นที่เผยแพร่ธรรมะ จนคนเลื่อมใสศรัทธาไปทุกสารทิศทั่วไทย เป็นสถานที่เทศนาการเมือง อาตมานำม็อบอย่างโน้นอย่างนี้ จนพุทธศาสนาแปดเปื้อน

ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ กลุ่มคนที่ดึงสถาบันฯลงมาแปดเปื้อน และสร้างความแตกแยกให้กับสังคมไทยมากที่สุด กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับการปกป้อง ทำผิดอะไรไม่เคยต้องรับโทษ และได้รับความช่วยเหลือ ให้ได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ทั้งๆที่แพ้เลือกตั้งอยู่เสมอมา

ถ้าผู้มีอำนาจ เกาไม่ถูกที่คัน ถอนฟันผิดซี่ จะปฏิวัติกันกี่ที ประเทศนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นครับ

เครดิต : รูปจากอินเทอร์เนต

ธงชัย วินิจจะกูล: มหาอวิชชาลัย




ธงชัย วินิจจะกูล
ที่มา ประชาไท
Wed, 2015-02-25

มหาอวิชชาลัยสร้างคนที่เชื่องๆ อยู่ในกรอบ ทำลายปัจเจกภาพของผู้เรียน ไม่มีมหาวิทยาลัยที่ไหนในโลกหรอกที่แจ้งตำรวจให้จับนักศึกษาตัวเองเพียงเพราะเขาคิดแตกต่าง มหาอวิชชาลัยไม่ปกป้องนักศึกษาหรืออาจารย์ที่ถูกรังแกจากอำนาจรัฐ ....

ในสังคมรวยปัญญา มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งอุดมปัญญา อุดมศึกษา และอุดมจรรยา

ในสังคมจนปัญญา มหาอวิชชาลัยเป็นทะเลทรายแห้งแล้งปัญญา การศึกษา และจรรยา

อุดมปัญญา หมายถึง การแสวงหาความรู้ยิ่งๆ ขึ้นไป ปรับเปลี่ยนให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม บ่อยครั้งควรนำหน้าหรือชี้นำการเปลี่ยนแปลงด้วยซ้ำไป การแสวงหาความรู้ใหม่ๆ “ต้อง” ส่งเสริมการคิดนอกกรอบ ท้าทายความคิดที่มีอยู่เดิม

ปัจจัยพื้นฐานของการส่งเสริมเช่นนี้คือ “ต้อง” มีเสรีภาพในการแสดงออกและความเคารพต่อการคิดแตกต่างกัน ทั้งยังรังเกียจผู้ที่มักดูถูกเหยียดหยามผู้อื่นที่คิดต่างจากตน มหาวิทยาลัยในสังคมรวยปัญญาจึงเปี่ยมด้วยความหลากหลายเพราะนักศึกษานักวิชาการกล้าคิดกล้าลองกล้าแสดงออกตามศักยภาพของตน

มหาวิทยาลัยในสังคมรวยปัญญาไม่เต็มไปด้วยข้อห้ามที่จำกัดการคิด เพราะการคิดไม่ใช่อาชญากรรม แถมมีมาตรการเพื่อปกป้องเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออก มิให้ถูกจำกัดหรือกลัวที่จะคิดและแสดงออก เช่น ห้ามลงโทษเลิกจ้างหรือไล่ออกด้วยเหตุทางความคิด

นี่เป็นอุดมคติที่เป็นรากฐานของมหาวิทยาลัยในสังคมรวยปัญญาทั้งโลก

อุดมศึกษา หมายถึง เป็นแหล่งให้การศึกษาอบรมบ่มเพาะคนรุ่นถัดๆ ไปให้เป็นผู้รู้ คือมีความรู้และมีวิจารณญาณเพื่อเลือกสรรและรู้จักใช้ความรู้เหล่านั้นอย่างเหมาะสมเพื่อประโยชน์ต่อตนเองและรับใช้ผู้อื่น ไม่ใช่เพียงความรู้เทคนิคจำนวนหนึ่งเพียงเพื่อทำตามตัวอย่างที่มีมาก่อนหรือทำตามครูบาอาจารย์อย่างงมงาย หรือทำซ้ำๆ ซากๆ อย่างปรับประยุกต์ไม่ได้คิดเองไม่เป็น

การอบรมบ่มเพาะคนเช่นนี้ต้องอาศัยความรู้กว้าง ไม่คับแคบ ให้รู้จักทางเลือกและรู้จักตัดสินใจเลือกปรับเปลี่ยนตามความจำเป็น ดังนั้นต้องไม่ผลิตคนที่คับแคบ เชื่องตามอำนาจหรือคำบัญชา ทั้งต้องใจกว้างต่อความแตกต่าง เพื่อรู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่หลากหลายต่างกัน มีความสัมพันธ์กันอย่างอารยะ และรู้จักผลกระทบที่ตัวเองอาจกระทำต่อผู้อื่น

ดังนั้นอุดมศึกษาตามอุดมคติจึงมักไม่มีเรื่องงมงายหรือพิธีกรรมหรือความเชื่อตายตัวที่บังคับให้นักศึกษาต้องทำตามโดยห้ามคิดห้ามใช้สมอง ต้องยอมให้มีการละเมิด ให้มีการแหวกกรอบ แหกคอก หาเรื่อง คิดท้าทายความคิดความเชื่อที่มีอยู่เดิม ไม่จำเป็นต้องทำตัวสอดคล้องกับผู้อื่นไปหมด อุดมศึกษาในสังคมที่รวยปัญญาจึง “ต้อง” อนุญาตให้นักศึกษากล้าทดลองเพราะพวกเขาอยู่ในวัยของการเรียนรู้ที่ต้องการท้าทายและกล้าทดลองโดยต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายต่อผู้อื่น มหาวิทยาลัยในสังคมรวยปัญญาคือห้องทดลองทางปัญญาที่ก่อความเสียหายจำกัดแต่ก่อผลบวกมหาศาล

อุดมจรรยา หมายถึง ประชาคมมหาวิทยาลัยต้องอยู่ด้วยหลักการและจรรยาบรรณทางวิชาชีพและทางวิชาการเป็นบรรทัดฐาน ไม่แกว่งปัดเป๋ไปตามอำนาจหรือผลประโยชน์ ไม่เลือกข้างทางการเมือง (หมายถึงว่านักศึกษาบุคลากรเลือกข้างได้ แต่มหาลัยต้องยืนให้มั่นเพื่อต้อนรับความหลากหลายทางการเมืองของปัจเจกบุคคลจำนวนมากให้ได้) และไม่แกว่งไกว่ไปตามความใฝ่ต่ำทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอคติ ความเกลียดชัง ความ เคียดแค้น หรือหลงตัวเอง

มหาวิทยาลัยในสังคมรวยปัญญาจึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่แหล่งให้การศึกษาและองค์ความรู้ใหม่เท่านั้น แต่มักถูกคาดหวังให้เป็นประภาคารของสังคมด้วย เพื่อนำทางให้ผู้คนที่อยู่ท่ามกลางความมืดมัวของความไม่รู้ ให้สามารถมองเห็นหลักหมายที่พวกเขาควรเดินมุ่งไป ประภาคารมีภารกิจต้องยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางทะเลเชี่ยวและความมืดมิดอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเวลาทั้งหมดให้ได้

เกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยชั้นนำในโลกมิได้มาจากการสามารถผลิตบัณฑิตเพื่อป้อนตลาดเพียงแค่นั้น นั่นเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่มาจากความมั่นคงต่อภารกิจตามอุดมคติของมหาวิทยาลัยดังที่กล่าวมา สั่งสมต่อมาหลายชั่วคนแม้จะเผชิญอุปสรรคสารพัดก็ตาม

มหาอวิชชาลัยในสังคมจนปัญญา มีลักษณะตรงกันข้ามกับมหาวิทยาลัยในสังคมรวยปัญญาทุกประการ กล่าวคือ หนึ่ง เป็นทะเลทรายที่ทำให้ปัญญาความรู้เหือดหาย ไม่ส่งเสริมความรู้ใหม่ๆ แต่ผลิตซ้ำและตอกย้ำความงมงายของสังคม แถมยังกลัวการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ กลัวความคิดท้าทาย จึงต้องจำกัดและกำจัดเสรีภาพที่พอมีอยู่ให้แห้งเหือดลงไปทุกที ใครหากแหวกกรอบก็ต้องอัปเปหิออกจากมหาอวิชชาลัยไปเลย

สอง มหาอวิชชาลัยเป็นสถาบันที่มุ่งผลิตนักศึกษาที่มีความสามารถทำตามๆ กัน ไม่สามารถใช้วิจารณญาณอย่างมีเหตุมีผลได้ ฝึกฝนอบรมให้คนรุ่นถัดๆ ไปเชื่องกลัวต่ออำนาจ หวาดกลัวการใช้สมอง แต่กลับบ้าอำนาจต่อผู้ต่ำชั้นกว่า

มหาอวิชชาลัยสร้างคนที่เชื่องๆ อยู่ในกรอบ ทำลายปัจเจกภาพของผู้เรียน ผลิตมนุษย์สมองฝ่อที่คิดได้แค่แคบๆ สั้นๆ มองไกลๆ ไม่เป็น ปรับตัวไม่เป็น กลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวคนที่คิดต่าง กลัวที่ตัวเองจะแตกต่างจากคนอื่นด้วยซ้ำไป ไม่มีมหาวิทยาลัยที่ไหนในโลกหรอกที่แจ้งตำรวจให้จับนักศึกษาตัวเองเพียงเพราะเขาคิดแตกต่างออกนอกกรอบ

มหาอวิชชาลัยไม่ปกป้องนักศึกษาหรืออาจารย์ที่ถูกรังแกจากอำนาจรัฐ เพราะมหาอวิชชาลัยเป็นแค่เครื่องมือของอำนาจในสังคมจนปัญญาเพื่อผลิตประชาชนพันธุ์เชื่องๆ ตามที่ Big Brother ปรารถนา

สาม มหาอวิชชาลัยไม่ยืนยันหลักการ ไม่ทำตัวเป็นประภาคาร ทั้งกลับทำตัวเป็นแค่เครื่องมือของชนชั้นนำในการแพร่ความหลงตัวเองอย่างดัดจริต และหลอกตัวเองอย่างดักดานจนเห็นกะลาเป็นจักรวาล

ทั้งหมดนี้มิใช่การก่นด่าอย่างอคติด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่เป็นการสรุปรวบยอดถึงความเกี่ยวโยงเชื่อมร้อยกันหมดของมหาวิทยาลัยกับสังคม การสร้างความรู้ใหม่กับเสรีภาพและความหลากหลาย การอบรมบ่มเพาะประชากรที่เข้มแข็งกับภัยของการผลิตคนที่คับแคบเชื่องตามอำนาจ ความสำคัญอันดับหนึ่งของหลักการและจรรยาบรรณและภารกิจตามอุดมคติของมหาวิทยาลัย

(มาถึงวันนี้ ผมเชื่อว่าผมรู้จักมหาวิทยาลัยในสังคมรวยปัญญาพอสมควร จึงพอรู้ว่ามหาวิทยาลัยต่างกับมหาอวิชชาลัยอย่างไร ต้องการปัจจัยต่างๆ เชื่อมโยงกันอย่างไร เมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมเคยพูดเขียนวิจารณ์โลกวิชาการและมหาวิทยาลัยของไทยเพียงเบาๆ ก็ถูกมองว่าเป็นคนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงมาอบรมสั่งสอนพวกแก่พรรษาในมหาวิทยาลัยของไทย ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นโดยมากรู้จักมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างผิวเผินจากประสบการณ์สมัยเรียนหรือจากการเดินทางไปดูงานแค่นั้นเอง)

ผมเห็นว่ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้ล้มละลายแทบกลายเป็นมหาอวิชชาลัยกันไปหมด ทุกแห่งล้มละลายทางจรรยาต่อสังคม เพราะกลายเป็นแค่เครื่องมือค้ำจุนสังคมจนปัญญา จนทั้งระบบอุดมศึกษาและสังคมโดยรวมตกต่ำง่อยเปลี้ยอย่างเหลือเชื่อ บางแห่งยังพอประคองตัวรอดได้ในทางการศึกษา แค่ไม่กี่แห่งและบางสาขาวิชาเท่านั้นที่สมควรต่อชื่อเสียงทางปัญญา

ธรรมศาสตร์ก็เป็นมหาวิทยาลัยที่ผมเห็นว่าในภาพรวมได้ล้มละลายหรือได้กลายเป็นมหาอวิชชาลัยไปแล้วทั้งทางปัญญา การศึกษา และจรรยาบรรณ ตั้งแต่หลายปีก่อนวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 เสียอีกนักวิชาการดีๆ ที่นั่นช่วยพยุงให้เราเข้าใจว่ายังดีอยู่ต่อมา

ผู้มีปัญญาทั้งหลายในมหาวิทยาลัยจงช่วยกันตรองดูเถอะว่าเราจะปล่อยให้มหาวิทยาลัยอยู่ในภาวะลักษณะใกล้ล้มละลายเช่นนี้ หรือได้เวลาแล้วที่จะต้องช่วยกันกอบกู้ฟื้นชีวิตของมหาวิทยาลัยขึ้นมาใหม่ ผลักไสภาวะมหาอวิชชาลัยให้หลุดออกไป

เริ่มต้นด้วยการให้ความคุ้มครองกับนักวิชาการและนักศึกษาที่กล้าแหวกกรอบ ท้าทายขัดกับผู้มีอำนาจในสังคม เพียงแค่นี้ก็จะเปิดช่องทางให้กับเสรีภาพอีกมากมายทั้งในมหาวิทยาลัยและในสังคม แล้วช่องทางที่เปิดขึ้นนี้จะช่วยให้ความหลากหลายทางปัญญาผลิดอกออกผลขึ้นมาใหม่

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ต้องการเติบใหญ่ในแวดวงอื่นๆ กรุณาออกไปพ้นๆ เสียเถอะ อย่าเอามหาวิทยาลัยเป็นเพียงบันไดไตเต้าของพวกคุณเลย เพราะการทำเช่นนั้นก็คือเป็นกาฝากที่ดูดเอาพลังชีวิตของมหาวิทยาลัยจนใกล้ตายกันหมดแล้ว

ooo

"ธรรมศาสตร์"วันนี้ ไม่มีชื่อ"สมศักดิ์ เจียม"อีกต่อไป



https://www.youtube.com/watch?v=GSaYUWhgRYs

ที่มา Thai Voice Media
WED, 02/25/2015 - 02:59 JOM

นายรังสิมันต์ โรม นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาชิกกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ Thaivoicmedia กรณีที่ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีคำสั่ง ไล่ออก อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ที่หยุดราชการติดต่อกันเกิน 15 วัน เนื่องด้วยอาจารย์สมศักดิ์ ปฎิเสธการรายงานตัวต่อ คณะรัฐประหาร และได้หนีออกนอกประเทศว่า การไล่อาจารย์สมศักดิ์ออก ส่งผลกระทบต่อการเรียนวิชาประวัติศาตร์ของนักศึกษาอย่างมาก ทำให้การเรียน หมดความน่าสนใจลงไปอย่างมาก เพราะความกล้าหาญทางวิชาการของอาจารย์สมศักดิ์ที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามตามหลักวิชาการซึ่ง หาไม่ได้ในอาจารย์คนอื่น แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นไปตามที่คาดการณ์กันเอาไว้แล้ว แต่ก็ไม่ทำให้นักศึกษาหวาดกลัวต่ออำนาจเผด็จการภายในมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด แต่กลับยิ่งทำให้่เกิดแรงขับให้เกิดการตื่นตัวด้านสิทธิเสรีภาพ การเรียกร้องประชาธิปไตย ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพิ่มมากขึ้น และแม้ว่าจะไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนกับอาจารย์ในห้องเรียน แต่ยังสามารถติดตามความคิดเห็น การวิเคราะห์ของอาจารย์สมศักดิ์ได้ผ่านทางโชเชียลมีเดีย แต่ยอมรับว่า ไม่เหมือนกับการเรียนในชั้นเรียนที่มีโอกาสได้โต้แย้ง ปะทะความคิดกับอาจารย์ได้

World News on Wolf Bride Sentencing + UN ส่งความเห็นคดีเจ้าสาวหมาป่า ถือเป็นการควบคุมตัวโดยพลการ เรียกร้องให้การปล่อยตัวทันที





Source: Web Thai Political Prisoners


Some of the international and national press reports on the sentencing of Patiwat Saraiyaem, a 23 year-old student in Khon Kaen, and Pornthip Mankong, a theater activist aged 26, is reproduced as links below. They received two years and six months in prison for their roles in “The Wolf Bride.” The play was about a fictional kingdom but the remarkable royalist judges considered that “insulted” the non-fictional monarchy. Their sentences were reduced from 5 years because of the guilty pleas.

The military dictatorship looks more ridiculous and dangerous to thinking people every day.

Radio Australia, 25 February 2015: “Human rights groups slam jailing of two Thai students for ‘royal insult’ in university play

Asian Correspondent, 24 February 2015: “Thai court jails theater activists for lese majeste

Sydney Morning Herald, 24 February 2015: “Thailand jails two for insulting the monarchy in a university play

Bangkok Post, 24 February 2015: “Charged scenes as dramatist pair jailed for lese majeste

The Australian, 24 February 2015: “Thai theatre activists jailed for lese majeste

The Nation, 24 February 2015: “Jailing of actors for lese majeste stirs criticism

Voice of America, 23 February 2015: “2 Students Given Jail Terms for Defaming Thai Royal Family

Daily Mail, 23 February 2015: “Two Thais are jailed for more than two years for ‘defaming the monarchy’ in a university play

The Indian Express, 23 February 2015: “Producers of ‘The Wolf Bride’ convicted for mocking the Thai monarchy

Channel 4 News, 23 February 2015: “Jailed for satire: Thailand’s lese majeste convictions

Irish Independent, 23 February 2015: “Thailand jails students for insulting monarchy in play

The Times, 23 February 2015: “Thais jailed over satirical play about a king

Business Times, 23 February 2015: “Thailand jails two on royal insult charge

Lonely Planet Travel News, 23 February 2013: “Two jailed for insulting Thailand’s monarchy

Zee News, 23 February 2015: “Thai actors sentenced for crime of lese-majeste

Deutsche Welle, 23 February 2015: “Rights groups slam conviction of Thai theater activists for royal slur

Associated Press, 23 February 2015: “2 Thais Who Staged Play Found Guilty of Insulting Monarchy

Bloomberg, 23 February 2015: “Thai Court Sentences Two for Play Deemed Insulting to Monarchy

Reuters, 23 February 2015: “Thailand jails two students for insulting monarchy in college play” ( video report by Reuters is here)

BBC, 23 February 2015: “Thai pair jailed for insulting monarchy in student play

Prachatai, 23 February 2015: “Court sentences theater activists to 5 years in jail for lese majeste

Khaosod, 23 February 2015: “Theater Activists Jailed Over Satirical Play About Monarchy

ooo


UN ส่งความเห็นคดีเจ้าสาวหมาป่า ถือเป็นการควบคุมตัวโดยพลการ เรียกร้องให้การปล่อยตัวทันที



ที่มา Thai Lawyers for Human Rights
25/02/2015

UN ส่งความเห็นคดีเจ้าสาวหมาป่า ถือเป็นการควบคุมตัวโดยพลการ เรียกร้องให้การปล่อยตัวทันที

18 กุมภาพันธ์ 2558 เพียง 5 วันก่อนศาลพิพากษา คดีเจ้าสาวหมาป่า องค์การสหประชาชาติ ส่งความเห็นของ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ ให้กับทนายความในคดีเจ้าสาวหมาป่า โดยมีความเห็นโดยสรุปว่า

1. คณะทำงานฯ ส่งข้อมูลในคดีนี้ที่ได้รับจากผู้ร้อง ให้กับรัฐบาลไทย เมื่อวันที 17 กันยายน 2557 เพื่อให้รัฐบาลไทยส่งรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบันและคำชี้แจงเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่ใช้ควบคุมตัวในคดีนี้ แต่รัฐบาลไม่ตอบข้อมูลตามที่ร้องขอ คณะทำงานฯ จึงถือข้อมูลตามที่ผู้ร้องให้รายละเอียด

2. คณะทำงานย้ำว่า การแสดงออกซึ่งความเห็น ทั้งที่สอดคล้องและไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล เป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามข้อ 19 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และข้อ 19 ย่อหน้า 2 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

3. ในกรณีที่มีการควบคุมตัวใดๆ ต้องควบคุมเท่าที่จำเป็น ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดและมีมาตรการให้ประกันตัว

4. การแสดงละคร ถือเป็นการแสดงออกโดยสงบและสันติ ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามข้อ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง การควบคุมตัวจากเหตุดังกล่าว จึงถือเป็นการกระทำที่ขัดกับกติการระหว่างประเทศ อีกทั้งการไม่ให้ประกันตัว ในคดี 112 ด้วยเหตุว่า “เกรงจะหลบหนี” ถือว่า ศาลไทยมีการปฏิเสธไม่ให้ประกันตัวอย่างเป็นระบบ ซึ่งขัดกับกติการะหว่างประเทศเช่นเดียวกัน

ข้อสรุป

1. การจำกัดอิสรภาพในคดีนี้ถือเป็นการถือเป็นการละเมิดข้อ 9 และ19 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และข้อ 9 ย่อหน้า 3 และ 19 ย่อหน้า 2 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง โดยมีลักษณะเป็นการควบคุมตัวโดยพลการ

2. คณะทำงานร้องขอให้รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อเยียวยาสภาพที่เกิดขึ้นโดยไม่ชักช้า และแก้ไขให้สอดคล้องกับมาตรฐานและหลักการตามที่กำหนดไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

3. คณะทำงานเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ต่าง ๆ ของกรณีนี้ การเยียวยาซึ่งยังไม่เพียงพออาจหมายถึงการปล่อยตัวโดยทันที และสนับสนุนให้เขามีสิทธิที่จะบังคับให้มีการเยียวยา ทั้งนี้ตามข้อ 9 ย่อหน้า 5 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

[รับรองเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2557]

สำหรับผู้ที่สนใจอ่านความเห็นฉบับเต็ม สามารถ Download ได้ที่

opinion 2014 41 thailand (saraiyaem) Thai (ความเห็นฉบับภาษาไทย – คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ)

opinion 2014 41 thailand (saraiyaem) (ความเห็นฉบับภาษาอังกฤษ)



แอมเนสตี้ฯ จัดหนัก เปิดรายงานละเมิดสิทธิทั่วโลก เสนอไทยยกเลิกกฎอัยการศึก-แก้ไข ม.112


Thailand's military rulers accused of human rights abuses
Picture from LA Times
ที่มา ประชาไท

25 ก.พ. 2558 ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล นำเสนอรายงานประจำปี 2557-2558 สรุปภาพรวมรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก

ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศไทย ได้สรุปภาพรวมรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกว่า เหล่าผู้นำในแต่ละประเทศมีความล้มเหลวในการปกป้องพลเรือนจากภัยสงคราม ลามถึงเรื่องปัญหาผู้ประสบภัยจากสงคราม ทั้งยังมีการบังคับให้พลเรือนเป็นบุคคลศูนย์หาย ในหลายประเทศมีการปราบปรามเอ็นจีโอที่ออกมาเรียกร้อง โดยรัฐใช้ความรุนแรงเข้าควบคุม ยกอย่างกรณีในประเทศฮ่องกงที่ผู้ประท้วงชุมนุมเรียกร้องเสรีภาพทางการเมืองนำโดยนักศึกษา แต่ทางรัฐบาลกลับมีการใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามข่มขู่คุกคามเหล่านักศึกษาและผู้ชุมนุมที่ชุมนุมอย่างสงบ ทั้งยังนี้มีรายงานเรื่องที่หลายประเทศใช้วิธีการทรมานพลเรือนเพื่อให้ได้มาซึ่งการรับคำสารภาพหรือข้อมูล ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามนักโทษทางความคิดไม่ว่าจะเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างหรือความเชื่อทางศาสนา มีทั้งหมด 62 ประเทศ โดย 18 ประเทศที่มีอาชญากรรมสงครามที่ทำให้พลเรือนเป็นเหยื่อ ใน 119 ประเทศที่มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น มี 28 ประเทศที่ระบุว่าการขอทำแท้งคืออาชญากรรมส่งผลให้เหล่าสตรีที่ถูกข่มขืนอาจเข้าไม่ถึงสวัสดิการทางการแพทย์ซึ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และ 78 ประเทศ ที่ระบุเรื่องของการเป็นเพศทางเลือกหรือการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

ปริญญายังเปิดเผยอีกว่า ในส่วนของฝั่งเอเชียแปซิฟิก พบว่า ในปี 2557 มีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในเรื่องของการออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพทั้งของตนเองและสังคม เช่น เมียนม่าร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฮ่องกง ฯลฯ โดยนักเคลื่อนไหวออกมาเรียกร้องการตรวจสอบรัฐบาล แต่ที่น่าเป็นห่วงคือกลุ่มผู้ชุมนุมที่เรียกร้องอย่างสันติวิธี โดนรัฐใช้ความรุนแรงเข้าทำการปราบปรามฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล ทั้งในจีน เกาหลีเหนือ กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ศรีลังกา เกาหลีใต้ ปากีสถาน และประเทศไทย ด้านของสื่อก็ได้รับการข่มขู่คุกคามอย่างกว้างขวาง รวมทั้งถูกสังหาร ทั้งในประเทศจีน ศรีลังกา อัฟกานิสถาน อินเดีย ฯลฯ ทั้งนี้หลายประเทศในเอเชียแปซิฟิกมีเหยื่อและครอบครัวเหยื่อที่ได้รับผลกระทบความเสียหายจากปฏิบัติการที่โหดร้าย โดนทรมานจากการตรวจสอบเพื่อซัดทอดข้อกล่าวหา และการขัดแย้งกันด้วยอาวุธ เช่น ในอัฟกานิสถานที่มีรายงานตัวเลขจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ที่มีผู้ขอลี้ภัยจากสงครามถึง 2 ล้านคน และยังมีอีกนับ 6 แสนคน ที่ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น และในเมียนมาร์ที่ยังคงมีความขัดแย้งในเรื่องชาติพันธ์ทั้งในรัฐฉานและรัฐคะฉิ่น โดยกองกำลังติดอาวุธปลดแอกตนเองและจากรัฐบาลเมียนมาร์

ผอ.แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศไทย ยังกล่าวเสริมอีกว่า เอเชียแปซิฟิกยังคงมีปัญหาเรื่องของสิทธิสตรีและเด็ก โดยการละเมิดบังคับให้สมรสหรือสังหารเพื่อศักดิ์ศรี และการออกกฎหมายทำแท้งเป็นอาชญากรรม แม้ว่าผู้หญิงจะโดนข่มขืน และประเด็นในเรื่องของเพศสภาพ มีหลายประเทศในโซนเอเชียแปซิฟิกที่คุกคามขุมขังเพียงเพราะมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน ด้านความอดทนอดกลั้นในด้านศาสนาและชาติพันธ์ที่แตกต่างกันมีการหมิ่นศาสนาและความขัดแย้งด้านชาติพันธุ์จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรง ในส่วนของหลายประเทศบรรษัทไม่มีการเคารพเรื่องของสิทธิมนุษยชน ส่งผลให้พลเรือนต้องรับผลกระทบทางด้านสุขภาพ หรือต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยของตนเอง และระบบนิเวศน์ชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมได้รับความเสียหายจากการเข้าไปทำเหมืองเป็นต้น

ทั้งนี้ปริญญาเปิดเผยการสรุปภาพรวมรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทยอันครอบคลุมประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การทรมานภายใต้บริบทการปราบปรามความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ 2) สภาพเรือนจำและสถานที่กักขัง 3) กฎหมายภายในประเทศที่กำหนดให้การทรมานเป็นความผิดทางอาญา 4) หลักการห้ามผลักดันกลับ (non-refoulement) 5) การทรมานและความรับผิด

ผลกระทบที่รุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กว่า 80% ที่เสียชีวิต เป็นพลเรือน ซึ่งผิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรม ในส่วนของปัญหาทางการเมือง ปีที่ผ่านมามีการใช้ความรุนแรงโดยมีกองกำลังติดอาวุธทั้งจากภาครัฐและกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.นอกจากนี้สถานการณ์ในเรือนจำและสถานที่กักขังในประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มีความกังวลว่าสภาพในเรือนจำและการปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขังอาจเข้าข่ายเป็นการทรมาน การปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้ายและย่ำยีศักดิ์ศรี ทั้งความรุนแรงทางร่างกายและความรุนแรงทางเพศขัดต่อข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับปฏิบัติต่อผู้ต้องขังขององค์การสหประชาชาติ โดย มี134 เรื่อง ใน 138 คน ที่ได้รับความเสียหายจากการทรมานซึ่งมาจากเจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายความมั่นคง การบังคับให้กลายเป็นบุคคลศูนย์หาย จากรายงานที่มีการร้องเรียนในประเทศไทยมี 89 เรื่องอยู่ที่องค์กรสหประชาชาติ(UN) ว่ามีผู้ถูกบังคับศูนย์หาย โดยมีเพียง 2 กรณีเท่านั้นที่ทางรัฐบาลมีคำตอบให้กับUN รายแรกได้รับอิสรภาพ และมีอีก 1 รายยังไม่ได้รับการปล่อยตัว

ในด้านวิกฤตการณ์ทางการเมือง ยังมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกหลังรัฐประหาร โดยประชาชนถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสงบ ทางรัฐบาลทหารไทยได้ออกกฎห้ามชุมนุมเกิน 5 คน มีการปิดกั้นเสรีภาพสื่อ ทั้งการสั่งปิดสื่อชุมชนและการห้ามสื่อวิพากษ์วิจารณ์ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ห้ามจัดสัมมนาวิชาการเป็นเชิงกระทบต่อความมั่นคง ควบคุมพลเรือนโดยพลการแบบไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา จำนวนไม่เกิน 7 วัน ทั้งนี้มีมากกว่า 193 คนถูกบังคับให้ไปรายงานตัว และมีหลายรายที่โดนขึ้นศาลทหารจากการขัดคำสั่งไม่ไปรายงานตัวของ คสช. ทางรัฐบาลทหารไทยยังมีการลงโทษกลุ่มผู้ต่อต้านการรัฐประหารแบบไม่มีการไต่สวนที่เป็นธรรม รวมทั้งออก พ.ร.บ.ศาลทหาร ให้พลเรือนที่เป็นจำเลยคดีความมั่นคงถูกพิจารณาคดีในศาลทหารและไม่สามารยื่นอุทธรณ์ได้ รวมทั้งกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่บังคับให้พลเรือนต้องรับการพิจารณาคดีในศาลทหาร

ปริญญายังแจงอีกว่า ความล้มเหลวของรัฐไทยในการปกป้องสิทธิของนักสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย มี 42 กรณี ถูกอุ้มหายและขู่ฆ่า ยังไม่รวมกรณีถูกคุกคามและและถูกข่มขู่ รวมถึงการค้ามนุษย์ในประเทศไทย เช่น ชาวโรฮิงยา และอุยกูร์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลไทยบกพร่องในนโยบายไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมได้ สุดท้ายประเด็นเรื่องโทษประหารชีวิต แม้ในปี 2557 ยังไม่มีการประหารนักโทษ แต่ทางแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังคงดำเนินหน้ารณรงค์ยกเลิกโทษประหารในประเทศไทยต่อไป

ภายในงานแถลงการณ์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้นำเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย ดังนี้

ในด้านวิกฤตการณ์ทางการเมืองเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายฉุกเฉิน กฎหมายความมั่นคง ที่จำกัดเสรีภาพของพลเรือน ทั้งการแสดงออก การชุมนุม การปิดกั้นสื่อ ยุติการเซ็นเซอร์เว็บไซต์โดยอ้างว่าเป็นไปเพื่อคุ้มครองกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ(ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112) เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยให้ยกเลิกข้อบัญญัติที่อนุญาตให้บุคคลสามารถฟ้องร้องบุคคลอื่นในข้อหาละเมิดกฎหมายอาญา ม. 112 เสนอให้กำหนดอัตราโทษให้ได้สัดส่วนต่อฐานความผิดและให้ชะลอการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพระหว่างที่รอการแก้ไขกฎหมาย ยุติการจับกุมและควบคุมตัวโดยพลการและประกันว่าผู้ถูกควบคุมตัวทุกคนจะได้รับการนำตัวเข้าสู่การไต่สวนของคณะตุลาการอย่างเป็นอิสระโดยทันที ยุติการใช้ศาลทหารเพื่อไต่สวนคดีต่อพลเรือนไม่ว่าในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ถอนข้อกล่าวหาบุคคลที่ถูกดำเนินคดีเพียงเพราะใช้เสรีภาพในการแสดงออก รวมทั้งปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังภายใต้ข้อกล่าวหาที่ว่านั้นโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข ต้องยุติการควบคุมตัวบุคคลโดยพลการ ยุติการใช้โทษจำคุกเพื่อคุกคามผู้ประท้วงอย่างสงบ รวมทั้งยุติมาตรการที่ขัดขวางไม่ให้มีการอภิปรายและโต้เถียงทางการเมือง ให้ทางการประกาศอย่างชัดเจนถึงรายละเอียดส่วนบุคคลและสถานที่ควบคุมตัวบุคคลทุกคนโดยเฉพาะในระหว่างการใช้กฎอัยการศึก และปล่อยตัวบุคคลที่ถูกควบคุมตัวโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข

ซาลิต เซ็ตติ เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ใน 2557 เป็นปีแห่งหายนะสำหรับประชาชนหลายล้านคนที่ตกอยู่ในวังวนความรุนแรง การตอบสนองสงครามระดับโลกต่อความขัดแย้งและการปฏิบัติการโดยไม่ชอบทั้งรัฐและกลุ่มติดอาวุธ ยังเป็นเรื่องน่าละอายและไม่เป็นผล ในขณะที่ประชาชนต้องเผชิญกับการทำร้ายและการปราบปรามที่ป่าเถื่อนมากขึ้น ประชาคมนานาชาติยังต้องมีบทบาทที่จำเป็น

"องค์การสหประชาชาติก่อตั้งเมื่อ70ปีก่อน เราจะต้องไม่เห็นความโหดร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ปัจจุบันเรากำลังเห็นความรุนแรงในวงกว้าง และเป็นวิกฤตใหญ่หลวงด้านผู้ลี้ภัยที่เป็นผลมาจากความรุนแรงเหล่านั้น ที่ผ่านมามีความล้มเหลวในการค้นหาทางออกเพื่อรับมือกับความจำเป็นเร่งด่วนมากที่สุดในยุคของเรา" เลขาธิการแอมเนสตี้ฯ กล่าว

ด้านรองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระบวนการยุติธรรม เพื่อความยุติธรรม เพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ได้มีการออก ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. .... หรือเรียกสั้นๆ ว่าร่างกฎหมายทรมานและสูญหายฯ หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่าร่างกฎหมายป้องกันการซ้อมทรมานและอุ้มหาย

“ทางเจ้าหน้าที่เองก็รู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมากที่ต้องรับเรื่องพิจารณาว่ามีเจ้าหน้าที่เองที่เป็นผู้ทรมาน ผู้ถูกกล่าวหา และนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องนี้ ได้มอบหมายไปยังท่านวิษณุ เครืองาม เพื่อจัดการเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยอย่างดีทีสุด”รองอธิบดีกล่าว

นอกจากนี้ยังมีนางรอมือละห์ แซเยะ ภรรยานายมูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ(อันวาร์) อดีตนักข่าวอิสระในพื้นที่ชายแดนใต้ ผู้ทำงานถึง 12 ปี ต้องคดีเมื่อ 2548 เป็นเหยื่อของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถูกกล่าวหาว่าเป็น อั่งยี่ ซ่องโจร (อ่านรายละเอียดได้ที่ http://prachatai.org/journal/2013/05/46736) ภรรยาของอันวาร์ เผยว่า ก่อนที่สามีจะถูกดำเนินคดี ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการเชิญตัวอันวาร์ในลักษณะเหมือนเป็นญาติมานั่งทางข้าวที่บ้าน และกล่าวกับครอบครัวอย่างเป็นมิตรว่าจะมีการสอบปากคำเล็กน้อยจากนั้นจะปล่อยตัวกลับมา แต่ในที่สุดสามีตนกลายเป็นจำเลยสั่งคม โดยสื่อทุกสื่อทั้งสื่อออนไลน์และสื่อสิ่งพิมพ์ ได้พิพากษาอันวาร์ว่าเป็นผู้ต้องหาผู้ก่อการร้าย ทั้งที่ยังไม่มีการพิจารณาคดี ตลอด 11 ปี จนถึงในปี 2552 ศาลอุธรณ์จึงได้สั่งยกฟ้องอันวาร์ แต่เมื่อในปี 2556 ศาลได้เรียกตัวสามีกลับไปเพื่อพิจารณาคดีตามศาลชั้นต้นอีกครั้ง

รอมือละห์ ยังเสริมว่า เมื่อตั้งข้อสังเกตอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ไม่เคารพคำตัดสินของศาล แต่ต้องตั้งคำถามกับกระบวนการยุติธรรม ข้อกล่าวที่สามีตนได้รับไม่มีน้ำหนัก แต่หลังจากศาลตัดสินกลับเจ้าหน้าที่มาที่บ้านอีกครั้ง และกล่าวหาว่าสามีตนว่ามีส่วนในการสังหารพระภิกษุในพื้นที่ ทั้งที่อันวาร์ซึ่งอยู่ในเรือนจำไม่สามารถออกจากคุกไปก่อเหตุได้อีก ทั้งยังมีกรณีที่น้องชายตนนั้นถูกเรียกตัวไปจากที่ทำงาน ไม่มีการบอกให้ครอบครัวรับรู้ และได้มาทราบทีหลังว่าถูกเจ้าหน้าที่ทหารจับไป โดยได้รับคำพูดที่เจ็บปวดจากเจ้าหน้าที่ว่า เมื่อไม่ได้ทำอะไรผิดทางญาติก็ไม่มีความจำเป็นต้องเดือดร้อนดิ้นรนตามหา

“เจ้าที่ขาดสามัญสำนึกอย่างรุนแรง ลองถอดชุดทหารแล้วกลายมาเป็นปุถุชน หากญาติพี่น้องลูกเมียหายตัวไปตัวทหารเจ้าหน้าที่จะยังนิ่งเฉยไม่ตามหาใช่หรือไม่ ไม่ว่าใครที่มารับรู้เรื่องราวของอันวาร์ ต้องเกิดคำถามว่ากระบวนการยุติธรรมอยู่ที่ไหน เราจะเชื่อมั่นอะไรได้อีก ไม่ใช่ว่าไม่เคารพศาล แต่หากศาลไม่ตัดสินอันวาร์เมื่อปี 2556 ในปี 2557 อันวาร์ก็ต้องโดนข้อกล่าวหาเรื่องใหม่อีก ไม่ว่าใครที่พลัดหลงเข้าไปอยู่ในแบล็คลิสต์ มันไม่มีความปลอดภัยหลงเหลือ ดังนั้นไม่แปลกใจว่าทำไมคนที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ถึงไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วเลือกที่จะหนีหายไปที่ไหนได้ ไปต่างประเทศก็ได้ ไปมาเลเซียก็ได้ ที่รู้สึกปลอดภัยแล้วอีกหลายปีค่อยกลับมา ความร่วมมือมันไม่เกิด เปิดปากปกป้องสิทธิ์ก็หาว่าต่อต้านไม่ทำตาม ศึกษาหาความรู้เพื่อช่วยเหลือตนเองและครอบครัวก็ถูกมองว่าไม่รักชาติ และเราจะมีชีวิตที่ปลอดภัยได้อย่างไร ได้โปรดส่งคืนความสุขความยุติธรรมให้เราเถอะค่ะ” รอมือละห์ กล่าวทิ้งท้าย

...

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เสนอข้อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติ ดังนี้

กฎหมายด้านความมั่นคงในประเทศ

· ปฏิรูปหรือยกเลิกกฎหมายฉุกเฉินที่ไม่สอดคล้องต่อพันธกรณีของประเทศไทยตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายที่จำกัดสิทธิที่จะมีเสรีภาพรอดพ้นจากการควบคุมตัวโดยพลการ เสรีภาพในการแสดงความเห็น การรวมตัวและการชุมนุมโดยสงบ และเสรีภาพในการเดินทาง

· ยุติการจับกุมและควบคุมตัวโดยพลการและประกันว่าผู้ถูกควบคุมตัวทุกคนจะได้รับการนำตัวเข้าสู่การไต่สวนของคณะตุลาการอย่างเป็นอิสระโดยทันที โดยเป็นองค์คณะที่มีคุณสมบัติในการพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของการควบคุมตัวบุคคล

· ยุติการใช้ศาลทหารเพื่อไต่สวนคดีต่อพลเรือนไม่ว่าในกรณีใด ๆ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการละเมิดพันธกิจของไทยที่มุ่งคุ้มครองสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

กฎหมายจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็น

· ฟื้นฟูสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบโดยทันที ปัจจุบันมาตรการปราบปรามอย่างกว้างขวางต่อการใช้สิทธิเหล่านี้ กำลังทำให้เกิดบรรยากาศของความหวาดกลัว

· แก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยให้ยกเลิกข้อบัญญัติที่อนุญาตให้บุคคลใดๆ สามารถฟ้องร้องบุคคลอื่นในข้อหาละเมิดกฎหมายหมิ่นฯ การกำหนดอัตราโทษให้ได้สัดส่วนต่อฐานความผิด และให้ชะลอการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ระหว่างที่รอการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

· ยุติการเซ็นเซอร์เว็บไซต์โดยอ้างว่าเป็นไปเพื่อคุ้มครองกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

· ถอนข้อกล่าวหาบุคคลใด ๆ ที่ถูกดำเนินคดีเพียงเพราะใช้เสรีภาพในการแสดงออก รวมทั้งปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังภายใต้ข้อกล่าวหาที่ว่านั้นโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข

วิกฤตทางการเมือง

· ให้มีการทบทวนถึงวิธีการที่ใช้เพื่อควบคุมฝูงชนระหว่างการเดินขบวนประท้วง และประกันว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงปฏิบัติตามหลักสากลในการสลายฝูงชนและการใช้กำลัง อย่างเช่น จรรยาบรรณของเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมาย (Code of Conduct for Law Enforcement Officials) และหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนของเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมาย (Basic Principles on the Use of Force and Firearms by Law Enforcement Officials) ขององค์การสหประชาชาติ รวมทั้งการใช้กำลังเป็นวิธีการสุดท้าย และให้ใช้เท่าที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด

· ให้ประกันว่าจะมีการสอบสวนข้อร้องเรียนว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงโดยทันที อย่างรอบด้านและอย่างเป็นอิสระ และให้มีการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และในระหว่างการสอบสวน ให้สั่งพักราชการบุคคลใด ๆ ที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการละเมิดดังกล่าว

· ให้ประกันว่าผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนและครอบครัวได้รับการเยียวยาช่วยเหลืออย่างเต็มที่

· การปราบปรามต่อผู้ประท้วงอย่างสงบต้องยุติลงโดยทันที และต้องยุติการควบคุมตัวบุคคลโดยพลการ การใช้โทษจำคุกเพื่อคุกคามผู้ประท้วงอย่างสงบ มาตรการอื่นใดที่ขัดขวางไม่ให้มีการอภิปรายและโต้เถียงทางการเมือง และการขัดขวางไม่ให้บุคคลมีส่วนร่วมในชีวิตสาธารณะ

· ให้ทางการประกาศอย่างชัดเจนถึงรายละเอียดส่วนบุคคลและสถานที่ควบคุมตัวบุคคลทุกคนโดยเฉพาะในระหว่างการใช้กฎอัยการศึก ทางหน่วยงานเรียกร้องให้ปล่อยตัวบุคคลที่ถูกควบคุมตัวโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากพวกเขาถูกควบคุมตัวเพียงเพราะใช้สิทธิมนุษยชนของตนในการประท้วงอย่างสงบ ทั้งสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม และควรตั้งข้อหาและฟ้องคดีต่อผู้ต้องสงสัยโดยใช้ฐานความผิดทางอาญาตามกฎหมาย และให้ดำเนินการผ่านศาลพลเรือน และดูแลให้กระบวนการยุติธรรมสอดคล้องกับมาตรฐานว่าด้วยความเป็นธรรมระหว่างประเทศ

การทรมานและการปฏิบัติอื่นๆ ที่โหดร้าย

· กำหนดข้อบัญญัติตามกฎหมายในประเทศให้สอดคล้องกับข้อบัญญัติในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานขององค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะการกำหนดฐานความผิดด้านการทรมานอย่างชัดเจนตามนิยามที่กำหนดในอนุสัญญา

· ให้สอบสวนอย่างเป็นอิสระและรอบด้านต่อข้อกล่าวหาการทรมานและการปฏิบัติอื่นๆ ที่โหดร้ายที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ทางการ ทั้งนี้เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

· ประกันการเยียวยาและชดเชยอย่างรอบด้านแก่เหยื่อและครอบครัวที่ถูกกระทำทรมานหรือได้รับการปฏิบัติที่โหดร้าย

การขัดแย้งกันด้วยอาวุธในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย

· ดำเนินการสอบสวนโดยทันที อย่างมีประสิทธิภาพ และอย่างไม่ลำเอียงกรณีการสังหารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทุกกรณี โดยเฉพาะในส่วนที่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงมีส่วนเกี่ยวข้อง และให้นำตัวผู้ถูกกล่าวหาเข้ารับการไต่สวนตามกระบวนการยุติธรรมที่ได้มาตรฐานสากลของความเป็นธรรม ไม่ให้สั่งลงโทษประหารชีวิต

· ให้มีการแก้ไขเนื้อหาของกฎอัยการศึกอย่างกว้างขวาง หรือให้ยกเลิกไป

· ในการนำมาตรการฉุกเฉินมาใช้นั้น ให้ใช้ตามหลักกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้แก้ไขข้อบัญญัติในพรก.ฉุกเฉินฯที่ไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายและมาตรฐานดังกล่าว รวมทั้งการแก้ไขมาตรา 17 ที่มีข้อยกเว้นไม่ให้ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อเจ้าพนักงานในสภาพการณ์ทั่วไป

· ประกันว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวตามสถานที่ต่างๆ และตามค่ายทหารสามารถเข้าถึงทนายความ ญาติพี่น้อง และได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม และมีการอนุญาตให้หน่วยงานสิทธิมนุษยชนที่เป็นอิสระเข้าเยี่ยมสถานควบคุมตัวทุกแห่ง

· ให้หาทางสืบหาและแจ้งให้ทราบถึงที่อยู่ของทนายสมชาย นีลไพจิตรและบุคคลอื่นที่ถูกบังคับให้สูญหาย เพื่อประกันว่าจะมีการนำตัวผู้ที่รับผิดชอบต่อการสูญหายมาลงโทษ

· ให้สัตยาบันรับรองต่ออนุสัญญาสากลว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) และดำเนินการที่จำเป็นเพื่อบังคับใช้อนุสัญญาในระดับประเทศโดยทันทีหลังมีการให้สัตยาบัน

ผู้ลี้ภัยและผู้เข้าเมือง

· ให้เคารพต่อหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement)และประกันว่าจะไม่มีการขับไล่ ส่งกลับ หรือบังคับให้เดินทางกลับไปยังประเทศหรือดินแดนกรณีที่มีความเสี่ยงว่าต้องกลับไปเผชิญการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรง โดยเฉพาะในประเทศพม่าหรือลาว

· ให้มีการสอบสวนกรณีการบังคับขับไล่ชาวโรฮิงญา และประกันว่ามีการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และให้มีการดำเนินการที่จำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการบังคับขับไล่เช่นนี้อีกในอนาคต

· ให้เคารพต่อพันธกรณีที่ต้องอนุญาตให้ผู้แสวงหาที่พักพิงสามารถเข้าถึงกระบวนการแสวงหาที่พักพิงอย่างจริงจัง และให้ได้รับการติดต่อกับ UNHCR และประกันว่าบุคคลที่หลบหนีจากภัยคุกคามจะได้รับการคุ้มครองระหว่างประเทศ

· ให้ยุติการควบคุมตัวผู้ลี้ภัยอย่างไม่มีเวลากำหนดและโดยพลการ และยุติการควบคุมตัวผู้ลี้ภัยในสภาพที่แออัดเป็นเวลานาน

· ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาว่าด้วยสถานะของผู้ลี้ภัย 1951 และพิธีสาร 1967 (1951 Convention Relating to the Status of Refugees and its 1967 Protocol)

· ให้ปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับคนงานพลัดถิ่น เพื่อประกันว่าคนงานเหล่านี้ได้รับค่าแรงที่เป็นธรรมและได้รับผลตอบแทนที่เท่าเทียมจากการทำงาน มีสภาพการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ มีโอกาสได้พักผ่อน ทำกิจกรรมสันทนาการ และมีการจำกัดชั่วโมงทำงานอย่างชอบด้วยเหตุผล

· ให้ยุติการละเมิดใด ๆ ที่กระทำต่อคนงานพลัดถิ่น ทั้งการค้ามนุษย์และการรีดไถ

โทษประหารชีวิต

· ประกาศพักการประหารชีวิตในทางปฏิบัติอย่างเป็นทางการโดยทันที เพื่อให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการแม่บทว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 3 โดยมีเจตจำนงที่จะออกกฎหมายให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในท้ายที่สุด

· เสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อลดจำนวนความผิดทางอาญาที่มีบทโทษประหารชีวิต

· ลงนามและให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเลือกรับฉบับที่สองของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (Second Optional Protocol to the International Covenant on Civil and Political Rights) ที่มุ่งยกเลิกโทษประหารชีวิต

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 25, 2558

พุทธอิสระ ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ชาวเน็ตมีความเห็นว่า...นายสุวิทย์...เป็นคนดีให้ได้ก่อน แล้วค่อยอยากเป็นอย่างอื่น



“พุทธะอิสระ” นั้น ตามประวัติที่มีการเผยแพร่ต่อๆกันมา คือเดิมชื่อ “นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ” เป็นชาวคลองเตย กรุงเทพมหานคร แต่กำเนิด บวชครั้งแรกเมื่ออายุ 20 ปี ที่วัดคลองเตยใน เขตคลองเตย บวชได้เพียงพรรษาเดียว ก็สึกออกไปเป็นทหาร 2 ปี หลังเสร็จภารกิจทางทหาร ก็กลับมาบวชใหม่ที่วัดเดิม ได้รับฉายาว่า “ธมฺมธีโร”

แต่หลังจากนั้นไม่นานนัก “พุทธะอิสระ” ก็ต้อง “สึก” และ “บวช” ใหม่อีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2544 ซึ่งว่ากันว่า เป็นเพราะกรณีครหา กรณีการ “สึก” ของ “พุทธะอิสระ” หรือขณะนั้นคือ “พระอธิการสุวิทย์ ธีมมฺโม” นั้นเป็นข่าวใหญ่คึกโครมในปี 2544 โดยมีสาเหตุใหญ่มาจากการพบหลักฐาน กรณี “ตำแหน่งเจ้าอาวาส” กับ “ตำแหน่งเจ้าคณะตำบลห้วยขวาง (วัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม)” ที่พระสุวิทย์ดำรงอยู่นั้นระบุ “อายุพรรษา” แตกต่างกัน โดย “ใบตราตั้งเจ้าอาวาส” ระบุว่า ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี 2538 ขณะมีอายุ 35 ปี 11 พรรษา แต่ในปี 2542 ได้รับการแต่งตั้งเป็น “เจ้าคณะตำบล” กลับมีอายุ 44 ปี 21 พรรษา 

ซึ่งระยะเวลาห่างกัน 4 ปี คือ พ.ศ.2538 ถึง พ.ศ.2542 แต่กลับมีการระบุ “อายุ” คลาดเคลื่อนกันไปถึง 5 ปี และ “พรรษา” ต่างกัน 6 พรรษา

นอกจากนี้ยังพบว่า สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งนั้นมีเค้ามาจาก “การบิดเบือนคำสอนที่เน้นเชิงอัตโนมัติ ผิดเพี้ยนไปจากพระไตรปิฎก” ซึ่งพระผู้รู้ ในขณะนั้นหลายฝ่ายได้ออกมาท้วงติงกันเป็นจำนวนมาก

จนกระทั่งในงานอบรมพระวิปัสสนาจารย์ที่วัดตะกู จ.นครปฐม ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ในช่วงหนึ่งที่ “พระศรีรัตนโมลี” รองเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม พระวิปัสสนาจารย์นครปฐม รองเจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ได้บรรยายธรรมพาดพิง “พระสุวิทย์” ว่า “บิดเบือนคำสอนพระพุทธศาสนา” 

ซึงเมื่อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในพื้นที่นครปฐมลงตีพิมพ์ข่าวนี้ “มูลนิธิอิสระธรรม วัดอ้อน้อย” ก็ออกมาปกป้อง “พระสุวิทย์” ทันที โดยดำเนินการฟ้องร้อง “พระศรีรัตนโมลี” และหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นทันที

จากนั้น “พ.อ.(พิเศษ) ทองขาว พ่วงรอดพันธุ์” นักจัดรายการวิทยุคลื่นหนึ่ง ที่จัดรายการเกี่ยวกับธรรมะ ได้ยื่นเรื่องให้มีการตรวจสอบ “ใบตราตั้งเจ้าอาวาส” และ “ใบตราตั้งเจ้าคณะตำบล” ของ “พระสุวิทย์” ที่มี “อายุและพรรษา” แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้เรื่อง “ครหาโกงอายุพรรษา” เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่พุทธศาสนิกชน

เมื่อเรื่องฉาวเริ่มบานปลาย “พระสุวิทย์ ธีมมฺโม” หรือ “พุทธะอิสระ” จึงตัดสินใจ “ประกาศลาสิขาบท (สึก)” จากการเป็น “พระ” !!! 

โดยมีรายงานข่าวหลายสำนักว่า เมื่อ “พุทธะอิสระ” ได้มีการประกาศว่าจะ “ลาสิขาบท” แล้ว ก็ได้ไปเก็บตัวเงียบที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะมาทำพิธี “ลาสิขาบท (สึก)” ในวันที่ 31 ธันวาคม 2544 และทำพิธีอุปสมบท หรือบวชใหม่ ในวันเดียวกันนั้นทันที !!! 

ซึ่งการกระทำลักษณะนี้สร้างความสับสนให้กับ “พุทธศาสนิกชน” ในขณะนั้นเป็นอย่างมาก เพราะนับเป็นเหตุการณ์พลิกประวัติศาสตร์สงฆ์ของไทย เนื่องจากหลายฝ่ายเป็นห่วงว่า อาจจะกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” สำหรับ “พระสงฆ์” ที่มีข้อครหาติดตัว ก็จะ “สึกแล้วบวชใหม่” เพื่อให้เรื่องที่ถูกครหานั้นยุติ !!!

นอกจากนี้การ “เก็บตัวเงียบ” ก่อนที่จะ “ทำพิธีสึก” ก็เป็นอีกหนึ่งข้อวิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่ “นักการศาสนา” อย่างกว้างขวาง

ไม่เพียงเท่านั้น จากการตรวจสอบยังพบว่า “พุทธะอิสระ” หรือ “นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ” นั้นสนิทสนมเป็นอย่างยิ่งกับ “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยขณะที่ “พุทธะอิสระ” เผชิญวิกฤติ ครหา “โกงอายุพรรษา” และหายหน้าออกจากวัดอ้อน้อยไปเก็บตัวอยู่ในพื้นที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี นั้น “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” ได้ช่วยเหลือให้ “พุทธะอิสระ” ได้ชี้แจงเรื่องฉาวต่างๆ ผ่านการสัมภาษณ์รายการ “คารวะแผ่นดิน” ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 97.5 MHz ที่ “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” เป็นผู้ดำเนินรายการ

นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบว่า “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” ยังเป็นผู้บริจาคเงินให้ “พุทธะอิสระ” เป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท ในการก่อสร้าง “โรงเจหอคุณธรรมฟ้า” หรือ “เทียนหงี่ตึ้ง” วัดอ้อน้อย ในปี 2545 ด้วย

นอกจากนี้ ได้ตรวจสอบพบว่า “พุทธะอิสระ” ตั้งเป้าหมายสูงสุดในชีวิต และเป้าหมายสูงสุดในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เอาไว้อย่างชัดเจนและประกาศต่อสาธารณะเอาไว้ก่อนหน้านี้คือ ปรารถนาที่จะเป็น “พระพุทธเจ้า” ในอนาคต !!!


...

https://www.youtube.com/watch?v=GRWVrCVIv2I&feature=youtu.be



บารมีที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญ คือ

1. ทานบารมี หมายถึง การสละออก การให้ต่างๆ โดยมีเจตนาช่วยเหลือผู้อื่นเป็นสำคัญ

2. ศีลบารมี หมายถึง การรักษาศีลให้เป็นปกติ หากเป็นฆราวาสหมายถึงการถือศีล 5 หากเป็นนักบวชคือการถือศีล 8 ขึ้นไป

3. เนกขัมมะบารมี หมายถึง การออกบวช หากฆราวาสถือศีล 8 ก็นับเป็นเนกขัมบารมีได้เช่นกัน เพราะเป็นการกระทำเพื่อเว้นจากกามสุข

4. ปัญญาบารมี หมายถึง การกระทำเพื่อเพิ่มพูนปัญญา ปัญญาแบ่งออกเป็นปัญญาทางโลกและทางธรรม เนื่องจากพระโพธิสัตว์จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตตกาล จึงต้องมีปัญญาความรู้มาก เพื่อจะได้สั่งสอนสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ได้ การเรียนของพระโพธิสัตว์จึงต้องเรียนมากกว่าผู้อื่น

5. วิริยะบารมี หมายถึง การกระทำที่ใช้ความเพียรเป็นที่ตั้ง การมีวิริยะอาจไม่ได้หมายถึงการเพียรจนกระทั่งตัวตายในครั้งเดียว แต่หมายถึงมีความพยายามทำอยู่เรื่อยๆ ทำไปทีละน้อยตามกำลังจนกว่าจะสำเร็จ

สัมมัปปธานหรือความเพียรที่ถูกต้อง มี 4 อย่างคือo สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นo ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้วo ภาวนาปธาน เพียรทำบุญให้เกิดขึ้นo อนุรักขนาปธาน เพียรรักษาการทำบุญไว้ต่อเนื่อง

6. ขันติบารมี หมายถึง การอดทนอดกลั้นต่อสิ่งต่างๆ

7. สัจจะบารมี หมายถึง การรักษาคำพูด ไม่กลับกลอก แม้ว่าจะต้องสละบางสิ่งเพื่อรักษาคำพูดไว้

8. อธิษฐานบารมี หมายถึง การตั้งมั่นในความปรารถนา ตั้งจิตมั่นต่อคำอธิษฐาน

9. เมตตาบารมี หมายถึง การมีความปรารถดี มีความรักต่อสัตว์ทั้งหลายในโลกอย่างเท่าเทียม ประดุจมารดารักบุตร เมตตาแตกต่างจากราคะตรงที่ ราคะอาจรักเฉพาะตัวหรือพวกพ้อง แต่เมตตาเป็นรักที่ไม่แบ่งแยก

10. อุเบกขาบารมี หมายถึง การวางเฉย มีใจเป็นกลาง การปล่อยวางในสิ่งที่ผิดพลาด ในสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ วางเฉยในความทุกข์ของตน และสัตว์ที่ช่วยไม่ได้ เนื่องจากมีปัญญาเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรมของตน ไม่มีใครได้รับความยากลำบากโดยไม่มีเหตุปัจจัย ล้วนแล้วแต่เป็นกรรมที่เคยทำมาทั้งสิ้น....
...

"พุทธะอิสระ"ถอนมวลชนกลับ หลังรีดไถเงินเอสซีปาร์คจ่ายค่าเสียเวลา


ที่มา พันทิป

20 ก.พ. 57 - "พุทธะอิสระ" ถอนมวลชนกลับ หลังผจก.โรงแรมเอสซีปาร์คควักจ่าย 1.2 แสนบาทเป็นค่าเสียเวลา

โรงแรมเอสซี ปาร์ค -20 ก.พ.57 เมื่อเวลา 13.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลวงปู่พุทธะอิสระได้ขอเข้าไปใช้ห้องน้ำในโรงแรม

ในฐานะแขกที่จ่ายเงินจองห้องพัก โดยนายเอกวิทย์ ออกเวหา ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมเอส ซี ปาร์ค

ได้ยอมให้เข้ามาภายในโรงแรม เพราะหลวงปู่ฯยืนยันจะขอเข้าห้องน้ำโรงแรม ต่อมาผู้จัดการโรงแรมได้แจ้งหลวงปู่ฯว่า

จะขอปิดให้บริการโรงแรม เพราะแขกที่เข้ามาพักตกใจกลัว โรงแรมต้องเลือกให้ความสำคัญกับแขกที่เข้าพักอยู่ในโรงแรมก่อน

แต่หลวงปู่ฯ ยืนยันจะเข้าพักและระบุว่าหากแขกของโรงแรมกลัวจะเช็คเอาท์ผู้ชุมนุมก็จะขอจองห้องพักทั้งหมดแทน

แต่ผู้จัดการโรงแรมยืนยันที่จะปิดให้บริการ

ต่อมาหลวงปู่ฯเรียกค่าเสียหายและค่าเสียเวลาเป็นเงิน 120,000 บาท
เพื่อนำไปเป็นค่าน้ำมันรถ 40 คัน เป็นเงิน 40,000 บาท รถบัสอีก 8 คัน เป็นเงิน 80,000 บาท
โดยโรงแรมจะขอจ่ายเป็นเช็คเงินสด แต่หลวงปู่ฯยืนยันจะขอรับเป็นเงินสดเท่านั้น
ทำให้ผู้จัดการโรงแรมต้องนำเงินสดมาจ่ายจนครบ จากนั้นหลวงปู่ฯได้ทวงเงินจองห้องพัก 4,200 บาท
ที่จ่ายไปก่อนหน้านี้ ทำให้พ.ต.อ.สรรค์หกิจ บำรุงสวัสดิ์ ต้องยุติปัญหาด้วยการควักเงินจ่ายให้เอง
เป็นเงิน 4,000 บาท ทำให้ผู้ชุมนุมพอใจและเคลื่อนขบวนตามหลวงปู่ฯกลับมาปักหลักชุมนุมที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ


ชมนาที หลวงปู่พุทธะอิสระ รีดไถ่ทรัพย์-นับเงินจาก โรงแรมเอสซี ปาร์ค แสนสอง!!
https://www.youtube.com/watch?v=5_xhLu8TtO0

...


ดิฉันเป็นชาวพุทธที่นับถือสงฆ์ทุกสำนัก แม้ไม่ได้เป็นสาวกของ พระอาจารย์ยันตระ สำนักธรรมกาย สันติอโศก ท่านจันทร์ หรือ ท่านอื่นใด แต่ก็ไม่เคยคิดลบหลู่ เป็นศัตรูท่านใด เพราะชาวพุทธแบบดิฉัน เชื่อเรื่องการบำเพ็ญ สะสมบารมีเพื่อการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เชื่อว่าเจ้าสำนักทุกแห่งน่าจะปรารถนาพุทธภูมิ คือมุ่งเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต และมีคณะศรัทธาที่เป็นบริวารตนเอง ตามมาร่วมบุญ แต่ละที่จึงมีศิษย์มากบ้าง น้อยบ้างต่างกัน ท่านที่วาสนาแก่กล้าก็บำเพ็ญดีตลอดสมณเพศ ทางพระนิพพานก็ใกล้เข้า ที่วาสนาน้อยก็อาบัติ สึกหาลาเพศไป ต้องนับหนึ่งใหม่ พระนิพพพานก็ห่างไกลไป แต่บางคนที่ปราชิกไปนานแล้ว ยังพาบริวารไประราน สำนักอื่นนี่ เป็นการพาพวกไปอเวจีเหมือนเทวทัต ช่างไม่สำนึกเลย พระเทวทัตเก่งขนาดเหาะได้ ยังไม่พ้นนรกเลย นี่ไปใหนมาใหน ไร้บุญรักษา ต้องใข้ทหารถืออาวุธคุ้มกะลาหัว ยังไม่เลิกเลว


ผุสดี งามขำ


ผู้หญิงเสื้อแดงคนสุดท้ายที่ออกจากการสลายการชุมนุมปี53
ที่มา facebook ผุสดี งามขำ
https://www.facebook.com/oilcharun/posts/1098115493547419



มายุ่งกับศาสนาพุทธทำไม(โว้ย)



ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี


มายุ่งกับศาสนาพุทธทำไม(โว้ย)

ไม่ทราบว่าทุกวันนี้บ้านเมืองมันยุ่งไม่พอหรืออย่างไร บรรดาขาเก่าทั้งหลายถึงได้ลุกขึ้นมาเต้นแร้งเต้นกากันเป็นพัลวัน เอากันให้บ้านเมืองฉิบหายลุกเป็นไฟถึงจะสาแก่ใจพวกท่านหรืออย่างไร

ที่จริงหากจะอยู่บนภูดูหมู่มิตรตีกันก็สามารถทำได้ แต่ด้วยเป็นห่วงในพระบวรพุทธศาสนาว่าจะร้าวฉาน สังคมไทยจะแตกแยกยิ่งไปกว่าที่เป็นอยู่ จึงต้องลุกขึ้นมาติเตือน ขอ คสช. ได้โปรดเข้าใจ

ศาสนาพุทธของเรามีนิกายใหญ่ๆอยู่หลากหลาย จีนนับถืออย่าง ญี่ปุ่นนับถืออย่าง ศรีลังกา ก็เป็นอีกประเภทและแน่นอนของไทยเราก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ที่ผ่านมามีใครสงสัยหรือเปล่า สำหรับพุทธศาสนาของไทยเดิมมีเพียงมหานิกายแต่ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ในขณะทรงผนวชได้สถาปนาธรรมยุติกนิกายขึ้นมาเป็นที่นับถือกันจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งก็ไม่เห็นมีปัญหาระหว่างกันแต่อย่างไร

ในอนาคตข้างหน้าในความเห็นของผม หากจะมีแนวคิดแนวปฏิบัติอะไรขึ้นมาเพิ่มเติม ผมก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดาของทุกสิ่งเมื่อเกิดได้ทุกสิ่งจึงดับได้เช่นกัน อะไรถ้าจะดำรงอยู่ต้องมีวิวัฒนาการ

ผมจึงไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นถึงกับต้องออกมาต้านธรรมกายกันมากมายเช่นนี้ ใครเขาจะเคารพก็ปล่อยเขาไป ท่านไม่เคารพใครจะไปบังคับท่านก็ย่อมทำไม่ได้ หรือแม้แต่ที่พวกท่านแนะนำให้เลิกไหว้เลิกเคารพพระสงฆ์ผู้ใหญ่ที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ผมว่าก็เป็นสิทธิของท่านเท่าๆกับสิทธิที่คนเขาจะไม่ไหว้ท่าน ไม่เคารพท่านเหมือนกัน

ในสังคมโลกที่ผ่านมานับพันปี มีสงครามศาสนาเกิดขึ้นเป็นระยะมาตลอด บ้างก็เป็นสงครามระหว่างศาสนาซึ่งบางครั้งก็ยาวนานนับร้อยปี แต่บางทีก็เป็นสงครามระหว่างลัทธิภายในศาสนาเดียวกัน ซึ่งทุกท่านก็ตระหนักดี ท่านที่นับถือศาสนาพุทธอยากเห็นเช่นนั้นหรือ

ศาสนาจะต้องปลอดจากการเมือง ปลอดจากนักการเมือง ปลอดจากพวกบ้าคลั่ง หากคิดจะปฏิรูปศาสนาพุทธจริงๆ ทำไมไม่ปล่อยให้เป็นกิจของสงฆ์ พระสงฆ์ไทยมีนับแสน แม่ชีก็มีอีกหมื่น มหาวิทยาลัยสงฆ์ก็มีถึงสองแห่ง พวกท่านนักการเมืองลากตั้งมายุ่ง (เสือก) ทำไม

ใครก็มองออกว่าพวกท่าน กำลังคิดการใหญ่ เดินหน้าต่อไปเถิดครับ นรกกำลังรออยู่ ผมเชื่อว่าบาปที่ท่านกำลังกระทำ จะตามมาในไม่ช้า ถึงวันนั้นอย่าร้องเอ๋ง ก็แล้วกัน

คสช. ครับ ผมอยากเห็นว่ามาตรา 44 ของท่านมีไว้เพื่อหาคุณประโยชน์ ใช้เลยครับ สั่งไอ้พวกนี้ให้หยุดกระทำบัดซบได้แล้ว พวกผมเหลืออดเต็มที

'ทำมะสาด' ของสมคิด เลิศไพฑูรย์ ทำตัวอย่างมิติใหม่ตามใจเผด็จการ เซ็นหนังสือ 'ไล่ออก' สศจ. ทันทีหลังจากมีเสียงซุบซิบว่า 'ทหารโทรสั่ง'





'ทำมะสาด' ของสมคิด เลิศไพฑูรย์ ทำตัวอย่างมิติใหม่ตามใจเผด็จการ

เซ็นหนังสือ 'ไล่ออก' สศจ. ทันทีหลังจากมีเสียงซุบซิบว่า 'ทหารโทรสั่ง'

Nithinand Yorsaengrat : ข่าวนี้ทุเรศที่สุด โกรธมาก นึกถึงสมัย 6 ตุลา คนละแบบเลย สมัยนั้นผู้บริหารมหาวิทยาลัยช่วยทำเรื่องให้อาจารย์หลายท่านลาไปทำวิจัยเป็นปี This is terrible news. I feel very upset. Ajarn Somsak Jeamteerasakulalready resigned from his position at Thammasat University but the TU authority said they fired him. After the Oct 6 massacre, the TU authority supported progressive and liberal lecturers to conduct researches abroad.......

Nithinand Yorsaengrat : "บันทึกความทุเรศของผู้บริหารธรรมศาสตร์วันนี้ไว้ ถ้าจะเข้าใจบ้างก็คือ ได้ยินว่าทหารโทรฯมาสั่ง แต่จิตวิญญาณนักวิชาการหายไปไหนกันหมดไม่ทราบ ไม่ปกป้องนักวิชาการในสังกัดเลย ทั้งๆ ที่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ไม่ได้ทำผิดในหน้าที่แม้แต่เดียว ความผิดเดียวที่มีในทัศนะผู้มีอำนาจคือมีความรู้จริงในสิ่งที่ศึกษาและเกาะติดประเด็นสถาบันกษัตริย์ไม่ยอมปล่อย ซึ่งหากใช้สมองพิจารณากันบ้างก็จะเห็นว่าอาจารย์ไม่ได้ล้มเจ้า แต่อาจารย์พิจารณาเรื่องราวอย่างนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์พร้อมข้อเสนอที่จะให้สถาบันดำรงอยู่ได้ในโลกสมัยใหม่"

โทรจริง สั่งจริงหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นเกี่ยวพันรายการ 'จำอวดอธิการ'

ก็เมื่อเจ้าตัวยื่นขอลาออกไว้แล้ว ยังไม่อนุมัติ

กลับใช้วิธีไล่ออกมุ่งหมายอะไร ตัดสิทธิบำเหน็จบำนาญ

ด้วยความผิด 'ไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่โดยไว' งั้นหรือ

อย่างนี้ไม่แค่ สม 'คบ' คิด แต่น่าจะ เลิศรับใช้ ด้วยนะขอรับ

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReU5EYzNPVEkxTlE9PQ%3D%3D&subcatid

มาแล้ว คอมเม้นต์เจ้าตัว

Somsak Jeamteerasakul
·

ก่อนอื่น ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่เขียนความเห็น ส่งข้อความทั้งหน้าไมค์หลังไมค์มามากมาย ให้กำลังใจผม รู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ง ต้องขออภัยที่ไม่สามารถตอบเป็นรายบุคคลได้

ความจริงมหาวิทยาลัย มี"อ๊อพชั่น" หลายอย่าง จะให้ผมลาปลอดการสอนชั่วคราว ให้ผมลาออกเอง หรือ "ให้ออก" ไปจนถึง "ไล่ออก" ก็ได้

ผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่ก็คิดๆว่า ถ้าอย่างมากสุด ให้ลาออก หรือให้ออก ก็ยังดี เพราะจะได้ไม่มีปัญหาเรืองบำเหน็จ เพราะผมก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร เงินสะสมก็ไม่ได้มากมาย ทีสำคัญก็เห็นว่า ในเมื่อผมทำงานมากว่า ๒๐ ปี อย่างน้อยถ้าบอกว่า ต้องลงโทษที่ตอนนี้ไปทำงานไม่ได้ ก็เป็นเรื่อง "ความผิด" ที่เพิ่งเกิดขึ้น ไม่ควรกระทบไปถึงบำเหน็จที่เป็นการตอบแทนการทำงานสะสมที่ผ่านมา

พอออกมาว่า เป็นการ "ไล่ออก" ก็ได้แต่ยักไหล่ หัวเราะ เหอๆ กับตัวเองแหละ

ที่จริงตอนทีผมตัดสินใจกลับมาเขียน ฟบ ใหม่ เมื่อ ๒๒ พฤศจิกายนนั้น ผมรู้ดีว่า จะเพิ่มความเสี่ยงของการที่อาจจะไม่ได้ลาปลอดการสอนทีทำเรืองไว้ หรือจะลาออก ก็อาจจะไม่ได้ คือเสี่ยงต่อการถูกไล่ออก และไม่ได้บำเหน็จอยู่เหมือนกัน แต่นี่เป็นอะไรที่ผมยอมเสี่ยงอยู่ เพราะทนกับการเห็น "ทมิฬมาร ครองเมือง" โดยไม่พูดอะไรไม่ได้ (สำหรับท่านที่สงสัยและอาจจะไม่ทันได้อ่านตอนผมเริ่มกลับมาเขียน ทีผมเงียบไปจนถึงจุดนั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องกลัวถูกไล่ออกหรืออะไร แต่ดังทีผมเคยอธิบายไปว่า เป็นเวลาหลายเดือน ผมต้อง "ระเหเร่ร่อน" อยู่ในที่ที่ผมไม่สามารถจะเขียนอะไรได้อย่างเป็นอิสระเต็มที่ จนกระทั่งผมเพิ่งได้ในมาอยู่ในที่ที่อยู่ตอนนี้ ก่อนหน้าทีผมจะกลับมาเขียนได้ไม่นาน)
..



ผมรักธรรมศาสตร์มาก แต่ผมเป็นคนประเภทที่ ในเรื่องความรัก ไม่ว่าต่อคน หรือสถานที่ หรืออะไรตาม ผมไม่ชอบพูด ไม่ชอบป่าวประกาศฟูมฟาย

ผมรักทีนี่ ไมใช่เพราะที่นี่เป็นไปตามคำขวัญทีรู้จักกันดี ("ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉัน...") แม้ว่า ถ้าพูดในแง่ส่วนตัว ผมเริ่มรู้จัก "ประชาชน" รู้จัก "ประชาธิปไตย" รู้จัก "เสรีภาพ" "ความเป็นธรรม" ที่ธรรมศาสตร์จริงๆ

ผมรักที่นี่ ก่อนอื่น เพราะผมโตมากับทีนี่ ทั้งในแง่อายุ และในแง่การเมือง ตั้งแต่อายุ ๑๕ เมื่อผมมาธรรมศาสตร์เป็นครั้งแรกในชีวิต มาร่วมชุมนุมขับไล่ถนอม-ประภาส ในเหตุการณ์ "๑๔ ตุลา" - เรียกว่า "มาธรรมศาสตร์" ครั้งแรก ก็มากินอยู่หลับนอนในมหาวิทยาลัย กลางสนามฟุตบอล ติดต่อกันหลายวันหลายคืน

หลังเหตุการณ์นั้น ผมก็แวะเวียนมาธรรมศาสตร์ เรียกว่า แทบทุกสัปดาห์ เพราะตอนนั้น มีการชุมนุม มีนิทรรศการ มีการเคลื่อนไหวต่างๆ แทบทุกสัปดาห์จริงๆ จนผมรู้จักทุกซองทุกมุมในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างดี ผมมานอนค้างคืนในการชุมนุมต่างๆอีกนับครั้งไม่ถ้วน ช่วงนึง แม้จะไม่มีการชุมนุม แต่พวกอันธพาลการเมือง บางครั้ง ก็คอยมาก่อกวน (เผาบอร์ดหน้ารั้วมหาวิทยาลัย เป็นต้น) จำได้ว่า มีอยู่ครั้งนึง พวกเรานักทำกิจกรรมรวมทั้งผม เลยจับกลุ่ม นอนค้างคืน ทำหน้าที่ "ยาม" หรือการ์ด คอยเฝ้ามหาวิทยาลัยด้วย

ในปี ๑๘ ตอนทีกระทิงแดง นำนักเรียนอาชีวะมาบุกเผาทำลายมหาวิทยาลัย ผมยืนดูอยู่ที่สนามหลวง ร้องไห้เงียบๆไปด้วย แม้ตอนนั้นยังไม่ได้เข้าเรียนที่ธรรมศาสตร์ (ภาพประกอบกระทู้ มาจากเหตุการณ์ครั้งนั้น)

หลังผมจบปริญญาเอก ตอนแรก ผมจงใจเลือกทีจะไปเป็นอาจารย์ที่อื่น เพราะ "เมมโมรี่" หรือความทรงจำที่ธรรมศาสตร์มันมากเกินไป ขณะที่สภาพสังคมโดยรวมและในธรรมศาสตร์เองมันเปลี่ยนไปมากแล้ว ความรู้สึกขัดกันระหว่าง "เมมโมรี่" ของอดีต กับความจริงในปัจจุบัน มันรู้สึกมากเกินไป ..

แต่ในทีสุด ผมก็กลับมาที่ธรรมศาสตร์จนได้ บอกตรงๆว่า เพราะรู้สึกอึดอัดกับที่อืน

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ความจริงที่ต้องยอมรับคือ ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นอิสระในการใช้ชีวิตแบบปัญญาชน ไม่ว่าจะสำหรับอาจารย์หรือนักศึกษา มากกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่นี่ มี "ประเพณี" หรือระเบียบกฎเกณฑ์โบราณๆอะไรน้อยกว่าที่อื่นๆ ไม่มีตราพระก้งกระเกี้ยว พระพิรุณ พระพิฆเณศ หรือพระอะไรก็แล้วแต่ ให้ต้องคอยพูดถึงด้วยความเคารพนบนอบ ("ธรรมจักร" ของ มธ นี่ ไม่ค่อยมีใคร "อิน" แบบนั้น "ยอดโดม" คนก็ไม่ได้รู้สึกในทางสิ่งเคารพศักดิ์สิทธิ์อะไร)

และสำหรับอาจารย์หรือนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ แล้ว ทีนี่ยังได้เปรียบกว่าที่อื่น ในแง่ห้องสมุด (จุฬาที่รวยกว่าเยอะ ห้องสมุดทางสังคมศาสตร์ ยังด้อยกว่ามาก) และที่สำคัญอีกอย่างคือ ธรรมศาสตร์เป็นที่รวมของบรรดาอาจารย์สายนี้ระดับนำๆอยู่เยอะ ตั้งแต่ปีแรกๆที่มาอยู่ ผมเคยบอกนักศึกษาที่สนใจจะเป็นอาจารย์ว่า ถ้าคิดจะเป็นอาจารย์สายสังคมศาสตร์ อยู่ธรรมศาสตร์น่าจะดีทีสุด อย่างหนึ่งคือทีนี่มีคนอย่าง ชาญวิทย์ รังสรรค์ ชัยวัฒน์ เกษียร อเนก ธเนศ นครินทร์ ปริตตา สมบัติ ชูศักดิ์ ธเนศ วงศ์ ฯลฯ ฯลฯ คืออาจารย์เหล่านี้ ไม่ว่าผมจะไม่เห็นด้วยทั้งในแง่วิชาการหรือการเมืองอย่างไร แต่ผมชอบที่จะอยู่ในชุมชนมหาวิทยาลัยที่มีคนเหล่านี้ มันมีบรรยากาศที่คอย "กระตุ้นสมอง" ทำให้คุณต้องคอยพัฒนาความคิดตัวเองตลอดเวลา ... นี่คือหลายปีก่อนการปรากฏตัวของ วรเจตน์ ปิยบุตร และคณะนิติราษฎร์ หลังการปรากฏตัวของกลุ่มนี้ ซึ่งได้เปลี่ยน "แลนด์ซะเคป" หรือ "ภูมิทัศน์" ของนิติศาสตร์ไปอย่างมหาศาล (จนทุกวันนี้ยากจะจินตนาการว่า ถ้าไม่มีคนเหล่านี้ นิติศาสตร์จะเป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆแบบนี้ได้) ก็ยิ่งทำให้มีบรรยากาศที่น่าทำงานเป็นอาจารย์มาก

ผมคิดว่าปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ (การมีประเพณีโบราณๆน้อย, มีห้องสมุดดี มีอาจารย์นักวิชาการที่เสนออะไรใหม่ๆน่าสนใจเยอะ ฯลฯ) มีส่วนทำให้นักศึกษาธรรมศาสตร์ในสายที่เรียนสังคมศาสตร์ มีโอกาสเป็นอิสระทางความคิดจากกรอบคิดประเพณีโบราณๆได้ง่ายกว่า มีโอกาสกล้าแสดงออกได้มากกว่า (แน่นอน โอกาสหรือความเป็นไปได้นี้จะแปลเป็นการตื่นตัวจริงๆหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับสภาพการณ์อีกหลายอย่าง)

สรุปแล้ว ผมจึงชอบทีนี่ รักที่นี่ และเสียดายที่ไม่ได้อยู่จนครบเกษียณอายุ เสียดายที่ไม่ได้บรรยายวิชาประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ให้นักศึกษาอีกสัก ๒-๓ รุ่น .. ในช่วงวิกฤติการเมืองเกือบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่า มีนักศึกษามากขึ้นๆ หันมาสนใจที่จะศึกษาทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์ไทยอย่างมีเหตุมีผล เปิดใจกว้างมากขึ้น ...

112 the Series ภรณ์ทิพย์ : กลุ่มละครกับความฝัน



ที่มา ILAW

"เราคิดเรื่องกฎหมายกันก่อนแสดง และพูดกันหลังเวทีก่อนขึ้นแสดงด้วยซ้ำ เราคิดว่ามันเหมือนกับละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ฉายกันตอนเช้าทางโทรทัศน์ ซึ่งมีเรื่องเจ้าอยู่ด้วย แล้วเราก็คิดว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะมาดำเนินคดีกับละคร ซึ่งเป็นเรื่องไร้สาระมาก"

ทีมงานละคร "เจ้าสาวหมาป่า" คนหนึ่งเล่าให้ฟัง หลังจากที่กอล์ฟ-ภรณ์ทิพย์ และแบงค์-ปติวัฒน์ ถูกจับกุมและดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 ในฐานะผู้กำกับละครและนักแสดงตามลำดับ ทั้งสองคนไม่ได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างการสอบสวนและพิจารณาคดี ก่อนถูกศาลพิพากษาให้จำคุก 2 ปี 6 เดือน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558

อ่านรายละเอียดคดี "ละครเวทีเจ้าสาวหมาป่า" ได้ที่ http://freedom.ilaw.or.th/case/558#detail

.
"ที่มาของละคร คือ ตอนนั้นเป็นช่วงใกล้ 14 ตุลาฯ เราเลยร่วมโครงการในงาน 40 ปี 14 ตุลา เขียนโครงการไปมีจุดประสงค์จะพัฒนาศักยภาพละคร เพราะคนที่ทำงานด้านละครมีไม่เยอะ ทางกลุ่มประกายไฟการละครจึงทำโครงการนี้เพื่อชวนเยาวชนและนักเคลื่อนไหวจากหลากหลายกลุ่มเข้ามาลองทำกิจกรรมการสื่อสารผ่านละคร กลุ่มประกายไฟเหมือนเป็นผู้ประสานงาน มีคนอายุตั้งแต่ 10-40 เข้ามาร่วมกันทำ workshop และคิดร่วมกันว่าในละครเรื่องนี้จะสื่อสารประเด็นอะไรบ้าง"

"ชื่อ "เจ้าสาวหมาป่า" นั้นกอล์ฟเป็นคนคิด แต่คิดขึ้นมาเร็วๆ เพราะทางมูลนิธิ 14 ตุลาฯ ต้องการเร่งประชาสัมพันธ์กิจกรรมไปก่อน แต่ตอนหลังพอหลายๆ คนมาช่วยกันเขียนเรื่อง เนื้อหาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่องกับที่ตอนแรกกอล์ฟคิดไว้เลย"

"เราตั้งใจจะสื่อสารเรื่องชนชั้น ช่วงนั้นเรื่องสีเสื้อเป็นประเด็นร้อนแรง ตอนสุดท้ายของเรื่องมีเด็กออกมาเอาหมอนฟาดกันแล้วขนไก่ฟุ้งไปหมด เป็นสัญลักษณ์แทนว่าการสาดสีใส่กัน แล้วนำไปสู่การฆ่ากันไม่ใช่ทางออก เราจะต้องไปให้ถึงปัญหาในเชิงโครงสร้าง"

"นักแสดงไม่มีค่าตัวนะ คนทำงานละครเรื่องนี้ทุกคนไม่มีค่าตัวเลย ขอทุนมาทำอุปกรณ์ ทำฉาก ค่าเดินทางไปซื้อของก็เกือบจะไม่พออยู่แล้ว"

ทีมงานคนหนึ่งอธิบายให้ฟังเกี่ยวกับละครอันเป็นที่มาของการดำเนินคดี ในขณะที่เพื่อนของเธอสองคนต้องติดคุก และเพื่อนอีกหลายคนยังต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ เพราะไม่มั่นใจว่าถูกออกหมายจับหรือไม่ และไม่มั่นใจว่าภายใต้กฎอัยการศึก ทหารและตำรวจจะบุกเข้ามาค้นบ้านเมื่อไร

.
"กลุ่มประกายไฟการละครรวมตัวกันมาตั้งแต่ประมาณปี 52 กิจกรรมหลักของกลุ่มเราจะไปสอนละครให้เด็กในพื้นที่ต่างจังหวัด กอล์ฟเป็นคนมีความฝันว่า อยากให้เด็กต่างจังหวัดสามารถเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านของเขาผ่านละคร เล่าผ่านศิลปะ อยากให้เด็กมีวิธีสื่อสารมากกว่าการพูดตรงๆ หรือการออกมาถือป้าย ซึ่งทำกันมาหลายปีแต่ไม่สำเร็จ"

"กอล์ฟจะเป็นคนทำงานต่อเนื่องกับเด็กๆ เช่น เวลามีงานอะไรในกรุงเทพฯ ก็จะชวนเด็กๆ ที่เคยไปสอน ให้มาบอกเล่าเรื่องราว หรือให้ขึ้นไปแจมตามเวทีต่างๆ"

"ช่วงหลังการสลายการชุมนุมปี 53 เราเล่นละครตามข้างถนน เกี่ยวกับเรื่องคนที่เสียชีวิต ตอนแรกเล่นละครแบบไม่มีเงินก่อน เสื้อผ้าที่ใช้ก็เป็นเสื้อผ้าบริจาคเอามาเย็บเอง เครื่องแต่งหน้าก็ขอบริจาคมาจากคนที่ไม่ใช้แล้ว พอตอนหลังคนเริ่มสนใจก็เลยเปิดกล่องรับบริจาคเอาเงินมาทำอุปกรณ์ เวลาไปแสดงแต่ละครั้งนักแสดงไม่เคยได้เงินจากกองกลางเลยเพราะต้องเก็บเงินไว้เป็นค่าทำละครเรื่องต่อไป"

สมาชิกคนหนึ่งของ "ประกายไฟการละคร" เล่าถึงกลุ่มกิจกรรมเล็กๆ ที่ทำงานอย่างอิสระด้วยใจรัก แต่ตอนหลังต้องแยกย้ายกันไปเพราะสถานการณ์บ้านเมืองและเพื่อความปลอดภัย

.
"เวลาทำกิจกรรมกอล์ฟจะเป็นคนขี้โมโห แต่ใจดีกับเพื่อนและน้องๆ กอล์ฟเป็นคนมีระเบียบวินัยในตัวเองสูงมากในการทำงาน ทำให้เพื่อนเคารพและให้เกียรติมันจะเป็นคนครีเอทดี และควบคุมคนได้ เลยมีพาวเวอร์ในการออกคำสั่งว่าฉากนี้ต้องเป็นแบบนี้นะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะแย้งไม่ได้ กอล์ฟก็รับฟัง"

"กอล์ฟเป็นเด็กที่จบมัธยมจากพิษณุโลก ทำกิจกรรมมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมแล้ว พอมาเรียนต่อรามคำแห่งก็ทำกิจกรรมต่อ ก่อนมาทำเรื่องการเมืองกอล์ฟทำกิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพเยาวชน กอล์ฟชอบไปสอนหนังสือให้เด็กต่างจังหวัดในหมู่บ้านที่ยากจน ไม่มีโอกาสไปเรียนพิเศษ สอนวาดภาพบ้าง สอนภาษาอังกฤษบ้าง เช่น ที่จังหวัดมุกดาหาร ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และในชุมชนคลองเตย บางครั้งก็ไปช่วยงานกิจกรรมของเครือข่าย บางครั้งก็ไปเปิดพื้นที่ใหม่เอง แต่กอล์ฟมาดังในภาพที่ทำงานประเด็นการเมือง"

"กอล์ฟเป็นคนมีพรสวรรค์เรื่องศิลปะ เป็นคนชอบวาดรูปมาก ตอนอยู่มัธยมเป็นแชมป์สีน้ำ กอล์ฟฝันอยากเป็นครูสอนศิลปะให้กับเด็กบนดอย ฝันอยากทำโรงเรียนให้กับเด็ก เป็นโรงเรียนในจินตนาการที่สอนเด็กจากธรรมชาติที่อยู่รอบตัว สอนโดยไม่เลือกว่าเด็กต้องนับถือศาสนาอะไร แต่แม่ก็ไม่เห็นด้วยเพราะเชื่อว่าถ้าเป็นครูอาจจะไส้แห้ง"

"หลังจากมาทำละครกับมูลนิธิ 14 ตุลาฯ ครั้งนี้ กอล์ฟได้เจอคนหลากหลายรวมทั้งเด็กๆ กอล์ฟมีความฝันที่สวยงามและเชื่อว่าเด็กๆ สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้"

เพื่อนนักกิจกรรมที่รู้จักกอล์ฟมาหลายปี เล่าถึง "ความเป็นกอล์ฟ" และความฝันอันสวยงามที่ยังไม่มีโอกาสจะมาถึงในเวลาอีกอย่างน้อยสองปีครึ่ง

ถึงแม้คนตัวเล็กๆ ที่มีความตั้งใจจะไม่อาจมีเสรีภาพได้ภายใต้บรรยากาศทางการเมืองที่เข้มงวด
ถึงแม้กลุ่มละครกลุ่มเล็กๆ ที่มีความทรงจำจะไม่อาจมีชีวิตต่อไปได้ภายใต้การปราบปรามอย่างรุนแรง
แต่ความฝันเล็กๆ ที่มีรอยยิ้มนี้ คงไม่อาจถูกลดทอนไปได้ด้วยกฎอัยการศึก กรงขัง หรือกระบวนการยุติธรรม