วันจันทร์, ธันวาคม 29, 2557

ทราบแล้วป่วน...เรียนท่านผู้ติดตาม Facebook หลวงปู่พุทธะอิสระ (โดย Admin) เนื่องจากขณะนี้มีผู้ไม่หวังดี มีการนำภาพอนาจารมาโพสเผยแพร่ลงใน Page และอ้างว่าทาง Admin หรืออ้างถึง หลวงปู่พุทธะอิสระ ว่าลงรูปผิดแล้วลบไป ทาง Admin จึงขอเรียนชี้แจงว่าภาพดังกล่าวมิได้เกิดจากการเผยแพร่จากทางทีมงานแต่อย่างใด โดยขอให้ผู้ติดตาม Page ทุกท่านโปรดใช้วิจารณญาณรับฟังและรับชม




ที่มา FB หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)

พวกที่เข้าป่วน (รายแรก ๆ of 667)...

ลงเอง ลบเอง คนอื่นจะมาโพสได้ยังไง ดูไม่ออกเหรอ เอาให้เครียร์นะ ถ้าบอกตัดต่อ ก็คงตัดต่อคอมเม้นด้วย

สำหรับมึงกูไม่ถือว่าเป็นพระ...

เป็นกำลังใจให้หลวงปู่ครับ โพสรูปโป๊เยอะๆนะผมชอบ

จริงหราค้าบบ. ผู้ไม่หวังดีมาโพส 555 ผู้ไม่หวังดีแม่มเก่งเจาะรหัส security ระดับfacebook เพื่อloginโพสในนามเพจ. คิดเยอะๆครับคิดเยอะๆ แถแด่ดแถแด่ด

มีแบบเป็นคลิปมั้ยหลวงปู่ 555

ฟ้องเลยซิครับผิดว่าไปตามผิด ถูกว่าไปตามถูก ไม่ต้องมาเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวรน่ะ ขึ้นศาลคดีเยอะจะกลัวอะไร อยากรู้จริงๆใครผิด งดตอแหล

หลวงปู่ เมิงอย่าแถไอ้สัส เอาตรงๆดิเป็นพระโกหกบาปนะ แม่มเจ็ท

ภาพนี้ตัดต่อแน่นอนครับ หลวงปู่ไม่ได้ชอบผู้หญิงครับ

ไอ้ห่า ใครมันเอารูปนี้ลงเพจได้ไงวะ อย่าให้รู้นะไอ้คนอัพเนี่ย แม่งเหี้ยๆจริงๆ ขอให้มันตายตกนรกนะครัช55555 สาธุ

ผิดพลาด ทางเทคนิคหรือครับปู่
สงสัยปู่เก็บไว้เยอะ เลยสับสน กรั๊กๆๆ

มารศาสนา ???? ไอ่สัสอิสระนี่แหละมารศาสนาตัวเอ้เลยแหละกูจะบอกให้

เอาของดี มาทำเป็นของเสีย

 


เอาของดี มาทำเป็นของเสีย พูดไปหลายครั้งแล้วเรื่องพวกนี้ คนอยากจะโง่ก็ปล่อยให้มันโง่ต่อไป อยากจะเชื่อปาฏิหาริย์ เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็ให้เชื่อต่อไป ยิ่งพวกที่ปากบอกเป็นนักประชาธิปไตย เป็นพวกหัวก้าวหน้า ต้องการสิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์ สิ่งที่พิสูจน์ตรวจสอบได้ แต่พอมองศาสนา กับข้ามไม่พ้นเรื่องพวกนี้ ยังพร้อมที่จะหลับตาเชื่อเรื่องเหนือโลกอะไรต่างๆ มันชั่งย้อนแย้งในตัวเองสิ้นดีเลย รูปนี้เอาไปให้เด็กดู มันยังรู้เลยว่า ตัดต่อ

พระมหาไพรวัลย์ วรรณบุตร
...

อีกรูปที่แชร์กันในเวป...


ภาพนี้ กัปตันการบินไทย ถ่ายไว้เมื่อหลายปีก่อน ณ กะลาแลนด์ กราบครับ

คุณป้าวันเพ็ญขอมา ร่วมสู้ด้วยกันนักรบไซเบอร์นิดๆหน่อยๆเราช่วยๆกัน


https://www.youtube.com/watch?v=CJmpaRswUeg&feature=youtu.be

ooo

คำวิเคราะห์ จาก Pavin C. นักวิชาการรัฐศาสตร์ KyotoCSEAS
น่าอ่าน น่าคิด น่าฝึกอังกฤษ และ สติปัญญา ครับ
กล่าวโดยย่อ ปีใหม่ 2015/2558
ไม่น่าจะ "ดีขึ้น" กว่าที่จะ "เลวลง"

Pavin ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า social media
อันเป็นปรากฎการณ์ใหม่ ที่ "คสช" จะต้องเผชิญ (แต่ขุนทหารสฤษดิ์/ถนอม ปลอดภัย)
social media นั้น
ทั้ง พธม. และ กปปส. และฝ่ายอำนาจเดิม บารมีเดิม เงินทุนเดิม ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
และเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ "ขุนทหาร" กับสถาบันหลัก ยึด/ครองอำนาจได้

แต่ก็น่าเชื่อว่า ฝ่ายอำนาจใหม่ บารมีใหม่ เงินทุนใหม่
ก็ได้นำมาใช้ และอาจจะทำให้ ทั้ง "เครือข่าย" ของสถาบันหลักๆ
ตกจากอำนาจได้ เช่นกัน

Pavin P. ต่างกับนักวิชาการไทย ทั่วไป ที่เมื่อกล่าวถึง
transition or transformation ครั้งใหญ่
ที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา
เขาก็สามารถจะกล่าวถึงอย่างเฉพาะเจาะจง ลงไปได้
แน่นอน เขาสามารถ say the unsayable
เพราะเขาไม่ได้อยู่ในเมืองไทย

เขาได้พูดอะไรต่อมิอะไร ที่ทำให้เขาถูก "ยึด" พาสปอร์ต
เดินทางออกจากญี่ปุ่นไม่ได้ อีกเป็นเวลานาน

P.C กับ T.P. ก็คงเหมือนๆ กัน แม้จะต่างกัน
ที่ต่างก็รู้ดีว่า "สังคมไทยเรา" ต้องการ
compromise and accommodation

แต่ก็นั่นแหละ ฝ่ายไหนเล่า ที่ไม่ทำให้เกิด
"การปรองดอง กับ การอยู่ร่วมกันได้"

คำตอบ ไม่น่าจะยาก สำหรับ เราๆ ท่านๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน "วงวิชาการ" อย่างทั้ง P.C. และ T.P. ครับ
cK@ByDeathRailway
http://www.globalasia.org/…/redefining-power-the-politics-…/


จะเกิดอะไรขึ้นถ้าประเทศไทยไม่มีกองทัพ



1 เมื่อไม่มีกองทัพย่อมไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้น เพราะจากประวัติศาสตร์การเมืองของไทยเราที่ผ่านมา การรัฐประหารหรือกบฏที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เกิดจากการใช้กำลังทหาร ไม่ว่าจะเป็นการนำโดยทหารบกหรือทหารเรือ ตลอดจนการสนับสนุนจากทหารอากาศในการเข้ายึดอำนาจจากพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณหรือการเข้าร่วมเป็นองค์คณะของผู้ทำการรัฐประหารในเวลาแถลงข่าว โดยใช้ชื่อแตกต่างกันไป เช่น คณะปฏิวัติ คณะปฏิรูป คณะรักษาความสงบเรียบร้อย ฯลฯ ซึ่งก็คือคณะรัฐประหารดีๆนี่เอง แต่ไม่มีใครยอมเรียกชื่อตัวเองว่าเป็นคณะรัฐประหารเลย

2 เมื่อไม่มีกองทัพก็ย่อมที่จะไม่มีการเกณฑ์ทหารเกิดขึ้น ช่องทางที่ใช้ทำมาหากิน ทุจริตคอร์รัปชันในการเกณฑ์ทหารก็หมดไป ที่สำคัญคดีหนีทหารของคนสำคัญๆ ที่คาราคาซังฟ้องร้องหมิ่นประมาทหรือปลอมแปลงเอกสารกันอยู่ย่อมหมดไปด้วย (ไม่ฮา) พ่อแม่ผู้ปกครองของเยาวชนที่ครบอายุเกณฑ์ทหารก็ไม่ต้องนอนผวาว่าลูกหลานตนเองจะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร บางคนลูกตนเองเป็นนายทหารอยู่ดีๆ วิ่งเต้นย้ายโอนไปเป็นนายตำรวจเสียดื้อๆ อ้างว่าไม่อยากให้ลูกตนเองถูกส่งไปภาคใต้เสียอย่างนั้น มิหนำซ้ำยังให้เหตุผลในการโอนย้ายว่าลูกชายตนเองยิงปืนแม่นเสียอีกแน่ะ

3 เมื่อไม่มีกองทัพงบประมาณเป็นแสนๆ ล้านในแต่ละปีย่อมถูกนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านอื่น ประเทศไทยเราคงจะเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่านี้

4 เมื่อไม่มีกองทัพพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คงอยู่เย็นเป็นสุขขึ้นมาบ้าง เพราะหนึ่งในสาเหตุที่ความไม่สงบเกิดขึ้นในภาคใต้ก็เนื่องเพราะการมีกำลังทหารจำนวนมากเข้าไปอยู่ในพื้นที่นั่นเอง มิหนำซ้ำบางส่วนยังไปจากพื้นที่อื่นซึ่งไม่ใช่กองกำลังในพื้นที่ ซึ่งมีแต่ไปเพิ่มปัญหามากกว่าไปแก้ปัญหาเพราะด้วยเหตุไม่รู้สภาพพื้นที่และขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น

5 เมื่อไม่มีกองทัพทีทางต่างๆ นับเป็นแสนหรือล้านๆ ไร่ก็ย่อมจะถูกนำไปใช้ประโยชน์พัฒนาทางเศรษฐกิจได้คุ้มค่า ที่สำคัญยังมีประชาชนที่ยังไม่มีที่ทำมาหากินอีกมากมายต้องการ

6 เมื่อไม่มีกองทัพก็ย่อมไม่ผู้นำเหล่าทัพไปเที่ยวกราดเกรี้ยวชี้หน้าด่าสื่อมวลชนหรือประชาชนว่าถามอะไรหรือพูดอะไรที่ทำให้อารมณ์บูดอยู่เสมอๆ

7 เมื่อไม่มีกองทัพแล้วการที่ถูกนินทาว่าประเทศไทยมีจำนวนนายพลทหารประจำการต่อจำนวนประชากรมากที่สุดในโลกก็จะหมดไป

8 เมื่อไม่มีกองทัพเราก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีการใช้ทหารไปปราบม็อบอีก

9 เมื่อไม่มีกองทัพก็ย่อมลดความบาดหมางกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะการปะทะกันด้วยกำลังทหารตามชายแดนย่อมน้อยลงหรือหมดไป ที่ผ่านมาแม้ว่าศักยภาพของกองทัพไทยจะเหนือกว่ากองทัพเขมรหลายเท่าตัว เครื่องบินรบไทยสามารถใช้เวลาบินไม่กี่นาทีถึงเมืองหลวงของเขมร แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรเขมรได้ เพราะติดด้วยระเบียบโลกที่ว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ มิหนำซ้ำกลับต้องเพลี่ยงพล้ำในเวทีการเมืองระหว่างประเทศที่ทำให้เขมรสามารถนำคดีกลับไปสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice หรือ ICJ) เพื่อตีความคำพิพากษารอบใหม่ได้อีกทั้งๆ คดีผ่านมาตั้งห้าสิบปีแล้ว ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ได้เขตปลอดทหารมาแทนชั่วคราว ทำให้การมีกองทัพที่เหนือกว่าไม่มีความหมายอันใด

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ มิได้มุ่งหวังว่าจะทำให้เกิดการยุบเลิกกองทัพในประเทศไทยขึ้น เพราะเป็นไปได้ยากกว่าการยุบเลิกราชการส่วนภูมิภาค การแก้ไขมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา หรือแม้แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายเท่าตัว แต่เพียงเพื่อจะชี้ให้เห็นว่า หากกองทัพมีขนาดที่เล็กลง ไม่มีการบังคับ ขู่เข็ญให้ลูกคนจนต้องไปถูกเกณฑ์เป็นทหาร และจำกัดบทบาทของทหารที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองแล้ว ประเทศไทยเราจะไปได้ดีกว่านี้

กองทัพจะอยู่ได้หรือไม่ได้อยู่ที่การยอมรับของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงเท่านั้น แม้ว่ากองทัพจะมีอาวุธยุทโธปกรณ์อยู่ในมือที่พร้อมจะรัฐประหารก็ตาม แต่หากประชาชนไม่เอาด้วยกองทัพก็ยากที่จะดำรงอยู่ได้ ดังจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์โลกที่รัฐบาลทหารในหลายประเทศถูกโค่นล้มลง ล่าสุดก็จากการขยายตัวของปรากฏการณ์ปฏิวัติดอกมะลิและตัวอย่างการลบล้างอำนาจของทหารโดยประธานาธิบดีพลเรือนของอียิปต์หรือล่าสุดการนำตัวทหารที่พยายามทำการรัฐประหารไปขึ้นศาลในตุรกีนั่นเอง


ส. ผาน้ำย้อย


เรื่องเกี่ยวเนื่อง...

10 ประเทศที่ไร้กองทัพ





ประเทศต่างๆในโลกนี้ต่างก็มีกองทัพมากบ้างน้อยบ้างตามอัธยาศัย ศักยภาพ นโยบายและความต้องการของผู้นำ อย่างจีนนั้นมีกองทัพใหญ่โตมโหฬารที่สุดในโลกเมื่อพูดถึงเรื่องกำลังพล โดยมีกำลังพลมากถึงราว 1,600,000 นาย ขณะที่บางประเทศ อย่างประเทศเล็กประเทศน้อย ก็มีกำลังพลกันไม่กี่พันนาย

แต่ในโลกนี้ก็ยังมีถึง 10 ประเทศที่ไม่มีทหารแม้แต่นายเดียว ในประเทศเหล่านี้ คำว่า " อาชีพรับราชการทหาร " ไม่มีอยู่ในสารระบบ ซึ่งเหตุผลของความแปลกแตกต่างจากประเทศเพื่อนฝูงส่วนใหญ่ ก็ต่างกันไปทั้งในเรื่องของความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศ และอื่นๆ

แต่ทุกประเทศในกลุ่มนี้ต่างก็มีแผนสำรองกันทั้งนั้น หากว่าเกิดเรื่องเกิดราวขึ้น

1. นครรัฐวาติกัน ประเทศที่เล็กที่สุดในโลก

บางคนอาจจะไม่ค่อยประหลาดใจนัก กับการที่วาติกันไม่มีกองทัพ เพราะวาติกันเป็นนครศาสนา แต่ว่าในอดีต ก็ใช่ว่าวาติกันจะไม่เคยมีกองทัพเอาเสียเลย สมัยก่อนก็เคยมีการจัดตั้งกองกำลังที่ทำหน้าที่ปกป้องวาติกันและพระสันตปาปาด้วย อย่าง Noble Guard และ Palatine Guard แต่โป๊ป Paul VI ได้สั่งเลิกไปในปี 1970 ปัจจุบัน ตัวอย่างที่ดีที่สุดที่น่าจะแสดงถึงการเคยมีกองกำลังทางทหารของวาติกัน ก็น่าจะเป็น Pontifical Swiss Guard ที่ทำหน้าที่ปกป้องโป๊ป และ Palace of the Vatican นอกจากนั้นก็ยังมี Gendarmerie Corps แต่รายหลังนี้ ถูกมองว่าเป็นกองกำลังพลเรือนมากกว่าที่จะเป็นทหาร โดยพวกเขาทำหน้าที่รักษาความเรียบร้อย ควบคุมการจราจร พรมแดน และสอบสวนกิจกรรมอาชญากรรม

ส่วนคำถามที่ว่า แล้วใครเป็นคนดูแลปกป้องวาติกันในยามสงคราม คำตอบก็คือเนื่องจากวาติกันอยู่ในกรุงโรม เมืองหลวงของอิตาลี อิตาลีจึงรับผิดชอบเรื่องนี้ไปเต็มๆ

2. นาอูรู ประเทศเกาะที่เล็กที่สุดในโลก

นอกจากความเล็ก เพราะมีพื้นที่แค่ 8.1 ตารางไมล์ เกาะนี้ยังมีความไม่เหมือนใครในหลายๆด้าน และหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องการไม่มีกองทัพ และเพราะความเล็ก นอกจากจะไม่มีกองทัพแล้ว ก็ยังไม่มีเมืองหลวงอีกต่างหาก ผู้ทำหน้าที่ดูแลรักษาเสถียรภาพในประเทศก็คือตำรวจ นาอูรูตั้งอยู่ในกลุ่มของเกาะเล็กๆหลายพันเกาะที่เรียกกันว่า Micronesia และทำมาหากินโดยการขุดแร่ฟอสเฟตออกขาย

ผู้ที่ทำหน้าที่ปกป้องนาอูรู ในยามที่ถูกรุกรานก็คือออสเตรเลีย เพราะมีการตกลงอย่างไม่เป็นทางการระหว่าง 2 ประเทศในเรื่องนี้ และในปี 1940 เมื่อเยอรมนีโจมตีนาอูรูในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ออสเตรเลียก็เคยถูกเรียกให้มาช่วย

3. ลิกเตนสไตน์

ประเทศนี้ยุบกองทัพไปในปี 1868 ในช่วงหลังสงครามออสเตรีย - ปรัสเซีย เพราะเห็นว่าการมีกองทัพเป็นอะไรที่ทำให้ประเทศมีค่าใช้จ่ายมาก โดยหลังจากประเทศแยกออกมาจากสหพันธรัฐเยอรมัน ประเทศก็ต้องดูแลกองทัพด้วยตนเอง แต่ปรากฏว่าประเทศไม่มีงบประมาณมากพอ ก็เลยยุบกองทัพไป ปัจจุบันประเทศก็เลยมีแต่หน่วยงานตำรวจ ที่เรียกว่า Principality of Liechtenstein National Police ที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อย

ในกรณีที่เกิดสงคราม ไม่มีการตกลงชัดเจนว่าใครจะมาช่วยประเทศนี้ป้องกันประเทศ ในกรณีสงคราม ระบุว่าประเทศอาจจัดตั้งกองทัพได้ แต่ก็น่าจะเป็นกองทัพเล็กๆ ที่ทำอะไรไม่ได้มาก ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าสวิตเซอร์แลนด์อาจจะส่งทหารมาช่วย มีรายงานว่า 2 ประเทศนี้มีการเจรจากันในเรื่องดังกล่าวด้วย แต่ไม่มีใครออกมาปฏิเสธหรือยืนยัน

4.หมู่เกาะมาร์แชลล์

ภายใต้สนธิสัญญา Compact of Free Association ปี 1983 หมู่เกาะมาร์แชลล์ เป็นประเทศที่มีอธิปไตย หมายความว่า มันมีอิสระในการปกครองตนเอง แต่ภายใต้สนธิสัญญานี้ ก็ระบุให้มันมีสถานะเป็นรัฐแบบ associated states ของสหรัฐด้วย ซึ่งหมายความสหรัฐมีสถานะเป็นผู้อารักขา มันจึงไม่มีกองทัพ ในช่วงสงคราม ประเทศก็จึงไม่มีความรับผิดชอบในการปกป้องประเทศ งานด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงเหล่านี้จะเป็นของสหรัฐ

5.เกรนาดา

นับตั้งแต่ที่สหรัฐบุกเกรนาดาในปี 1983 ประเทศไม่สามารถจัดตั้งกองทัพได้อีก การบุกครั้งนั้นเริ่มขึ้นเพราะการก่อรัฐประหาร และการแย่งชิงอำนาจภายในรัฐบาลที่นำไปสู่การประหารชีวิตนายกรัฐมนตรีมัวริส บิชอฟ การบุกของสหรัฐครั้งนั้น ทำให้เกรนาดาที่มีแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ กลับมาเป็นประเทศประชาธิปไตย แต่มันก็ทำให้ประเทศไม่มีกองทัพไปด้วย ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยก็คือ ตำรวจ และองค์กรที่เรียกว่า Regional Security System ที่เป็นกลุ่มการรวมตัวทางทหารของประเทศหมู่เกาะเล็กๆในภูมิภาค

กรณีที่เกิดสงคราม ไม่มีการกำหนดชัดเจนว่าใครจะมาช่วยเหลือเกรนาดา ประเทศ

อาจจะขอความช่วยเหลือจาก Regional Security System ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของ Antigua and Barbuda, Barbados, Dominica, Saint Kitts and Nevis, Saint Lucia, และ Saint Vincent and the Grenadines ได้ แต่ประเทศเหล่านี้ ก็ไม่ได้มีกองทัพใหญ่โตอะไร ก็จึงเลี่ยงไม่ได้ที่สหรัฐอาจจะต้องเข้ามาช่วย

6. อันดอร์ร่า

แม้จะไม่มีกองทัพอย่างเป็นจริงเป็นจริง แต่ประเทศเล็กๆแห่งนี้ ก็เคยใจกล้ามากพอที่จะประกาศสงครามกับเยอรมนีในปี 1914 มาแล้ว รวมทั้งเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่การที่ประเทศมีทหารแค่ 10 นาย ก็เลยไม่ได้สร้างผลงานอะไรมากนักในสงคราม และก็ไม่มีใครใส่ใจอะไรมากนักกับพวกเขา ประเทศไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในการเจรจาสนธิสัญญาแวร์ซายส์เสียด้วยซ้ำ ในปี 1931 กลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าเป็นกองทัพของประเทศก็ถูกเปลี่ยนสถานะมาเป็นตำรวจ ปัจจุบัน ประเทศมีตำรวจราว 240 นาย ตำรวจที่นี่มีหน้าที่ดูแลความสงบ พวกเขาได้รับการฝึกให้ช่วยเหลือตัวประกันด้วย การเป็นตำรวจ เป็นหน้าที่ของผู้ชายทุกคน หากว่าพวกเขามีอาวุธปืน

ในกรณีสงคราม อันดอร์ร่า ที่มีอาณาเขต 181 ตารางไมล์ มีผู้ที่จะมาทำหน้าที่ช่วยปกป้องถึง 3 ราย ฝรั่งเศสและสเปน เสนอเข้าช่วยเพราะประเทศนี้อยู่ระหว่างพรมแดนของทั้งสองประเทศ และในปี 1933 ฝรั่งเศสก็เคยส่งทหารไปปราบปรามการจลาจลในประเทศนี้มาแล้ว นอกจากนั้น นาโต้ ก็จะเข้าร่วมในการปกป้องอันดอร์ร่าด้วย หากจำเป็น

7. เบลาอู ( Palau )

แม้จะไม่มีกองทัพ เบลาอูก็มีส่วนของตำรวจที่ตั้งขึ้นเพื่อให้การปกป้องที่จำเป็นต่อพลเรือน แต่หากมีสงคราม เบลูอา ก็จะต้องขอความช่วยเหลือจากภายนอกสำหรับการป้องกันประเทศ เกาะแห่งนี้ มีสถานะเป็นรัฐ associated state ของสหรัฐเช่นเดียวกับ หมู่เกาะมาร์แชลล์ สหรัฐจึงมีพันธกรณีที่จะต้องช่วยปกป้องเกาะแห่งนี้จากการโจมตีของประเทศอื่น

8. ซามัว

ทุกวันนี้ ซามัวไม่มีกองทหารที่สามารถใช้การได้ หากมีความจำเป็น ประเทศจึงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภายนอกให้มาช่วยเหลือปกป้องประเทศในยามสงคราม ประเทศมีตำรวจ ซึ่งก็ไม่ใช่กองกำลังเพื่อการสู้รบ

ซามัวมีสนธิสัญญามิตรภาพกับนิวซีแลนด์มาตั้งแต่ปี 1962 หากมีสงคราม ซามัวสามารถขอความช่วยเหลือจากนิวซีแลนด์ได้ แต่ในสนธิสัญญาก็ระบุว่า แต่ละประเทศ สามารถถอนตัวออกจากสนธิสัญญาเมื่อใดก็ได้ หากต้องการ

9. คอสตาริก้า

คอสตาริก้า เป็นประเทศใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศที่ไม่มีกองทัพ แต่เดิม ประเทศก็มีกองทัพเหมือนประเทศอื่น แต่ในวันที่ 1 ธันวาคม 1948 ประธานาธิบดีโฮเซ ฟิเกเรส เฟร์เรร์ ลงนามในกฏหมายยุบกองทัพ หลังประเทศเจอกับปัญหาสงครามกลางเมืองที่ทำให้มีคนตายไปเกือบ 2 พันราย ปัจจุบันประเทศมีหน่วยงานชื่อ ฟูเอร์ซ่า ปุบลิก้า ที่ทำหน้าที่ด้านการรักษากฏหมาย ด้านความมั่นคงทางบก การลาดตระเวณตามพรมแดน และอื่นๆที่เป็นหน้าที่ของตำรวจ

ในกรณีสงคราม สนธิสัญญา Inter-American Treaty of Reciprocal Assistance ระหว่าง 21 ประเทศในทวีปอเมริกาด้วยกันที่ทำไว้ในปี 1947 คอสตาริก้าสามารถร้องขอความช่วยเหลือจากชาติสมาชิก ซึ่งก็รวมถึง สหรัฐ คิวบา และชิลีได้ในบางระดับ

10. หมู่เกาะโซโลมอน

หมู่เกาะแห่งนี้ไม่ได้ประกอบด้วยเกาะแค่ไม่กี่เกาะ หากแต่มีเกาะเป็นพัน แต่นับตั้งแต่ที่อังกฤษเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้อารักขาหมู่เกาะตั้งแต่ปี 1893 พวกเขาก็มีทหารไม่มากนัก ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษจัดตั้งกองกำลัง British Solomon Islands Protectorate Defense Force เข้ามาดูแลหมู่เกาะ แต่นับตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 1978 ประเทศก็ไม่มีกองทัพ ประเทศสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมาจนถึงประมาณปี 1998 แต่นับตั้งแต่ปี 1998 - 2006 ประเทศเจอปัญหากับเรื่องพฤติกรรมมิชอบภายในรัฐบาล อาชญากรรม และกรณีพิพาททางด้านเชื้อชาติ และเพื่อเป็นการแก้ปัญหา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์จึงเข้าไปฟื้นฟูสันติภาพ และปลดอาวุธกองกำลังตำรวจติดอาวุธ

ในกรณีที่เกิดสงคราม ไม่มีการกำหนดชัดเจนว่าใครจะมาช่วยหมู่เกาะแห่งนี้ แต่หมู่เกาะโซโลมอน ได้ซื้ออาวุธบางส่วนจากออสเตรเลีย ดังนั้น หากเกิดสงคราม ก็เป็นไปได้ที่ออสเตรเลียอาจจะเป็นประเทศแรกๆที่รุดมาช่วยเหลือ

ส. ผาน้ำย้อย

เปิดใจก่อนจากลา: 22 ปีของ 'นิค นอสติชท์' ในสังคม-การเมืองไทย


ที่มา ประชาไท
Sun, 2014-12-28 19:31
ทีมข่าวการเมือง

นิค นอสติทช์ ช่างภาพและนักข่าวอิสระประกาศรับบริจาคระหว่างเตรียมกลับเยอรมนีบ้านเกิด หลังจากได้รับผลกระทบจากการแบ่งขั้วทางการเมืองไทยจนไม่สามารถทำงานได้ เขาอยู่เมืองไทยมากว่า 20 ปี ทำข่าวการเมืองไทยมายาวนานและจริงจังอย่างหาตัวจับได้ยาก ผลกระทบนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาระดับปัจเจกบุคคล แต่มันสะท้อนสภาพสังคมไทยได้อย่างชัดแจ้ง

ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้นิคไม่สามารถออกถ่ายภาพข่าวการเมืองช่วงการชุมนุมของ กปปส.ได้ตลอดหลายเดือน คือ เหตุการณ์วันที่ 25 พฤศจิกายน 2556 ใกล้ๆ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ผู้ชุมนุมต่อต้านระบอบทักษิณเข้าล้อมกรอบเขาระหว่างเข้าถ่ายภาพตามปกติและการ์ดได้ชกเข้าที่ใบหน้าของเขา ชนวนของเหตุการณ์นี้เกิดจากการประกาศปลุกระดมของแกนนำย่อยคนหนึ่ง ข้อกล่าวหาที่ถูกมอบให้โดยไม่ทันได้มีสิทธิแก้ต่างคือ ‘เป็นนักข่าวเสื้อแดง’

อีกเหตุการณ์หนึ่ง คือ บริเวณศาลรัฐธรรมนูญในวันตัดสินคดีอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กรณีโยกย้ายถวิล เปลี่ยนศรี เมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2557 การ์ด กปสส.พยายามเข้าล็อคตัวนิคออกจากศาลรัฐธรรมนูญเพื่อไปพบ ‘หลวงปู่’ เขาไม่ยอมไป โวยวาย ยื้อยุดจนกระทั่งตำรวจเข้ามากันตัวเขาออกจากพื้นที่

หลังจากนั้นยังมีการโทรศัพท์ข่มขู่เขาและครอบครัวตลอดมา ด้วยคำนึงถึงความปลอดภัยเขาจึงไม่สามารถออกถ่ายภาพข่าวได้อีกตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา แม้แต่การจะไปถ่ายภาพข่าวชาวโรฮิงยาที่ภูเก็ต นักท่องเที่ยวอังกฤษที่เกาะเต่า ฯลฯ หากเป็นพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์-กปปส. เสียแล้ว เขาเห็นว่าจำต้องหลีกเลี่ยง

ขณะที่หารายได้ไม่เข้า เงินเก็บร่อยหรอถึงขีดสุด กระบวนการรับบุตรบุญธรรมที่ยาวนานมากว่า 2 ปีก็ยังไม่เสร็จสิ้น ทำให้เขายังคงต้องอยู่ที่นี่ต่อไปเพื่อพาลูกบุญธรรมกลับเยอรมนีด้วย และระหว่างนี้ก็ประกาศรับความช่วยเหลือจากเพื่อนฝูงและผู้ที่สนับสนุนงานของเขา

ในวันที่เขาจะจากลาประเทศและงานที่เขารัก ประชาไทนั่งสนทนาเรื่องราวชีวิต ที่มาที่ไปของเขา มุมมองด้านสังคมจากคนนอกที่คลุกคลีกับคนชั้นล่างของสังคมไทยมายาวนานหลากหลายรูปแบบ จนอาจกล่าวได้ว่าเขารู้จักเมืองไทยดีเสียยิ่งกว่าเราท่านที่นั่งทำงานกันในห้องแอร์เสียอีก เรารับฟังมุมมองการเมืองไทยของเขาซึ่งกลั่นมาจากประสบการณ์ตรงในการติดตามการเคลื่อนไหวของทุกกลุ่มอย่างจริงจัง และเราพบว่ามันน่าสนใจที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังด้วยความเสียดายหากจะไม่มี ‘นิค’ อีกแล้วในสนามข่าวเมืองไทย


0000

นิค มักตระเวนทำข่าวด้วยมอเตอร์ไซค์คู่ชีพ มวนบุหรี่สูบเอง ดูลุยๆ กินง่ายอยู่ง่าย อึด ถึก พูดไทยได้ด้วยสำเนียงที่ประหลาด มีเอกลักษณ์ ใครจะรู้ว่าเขามาจากครอบครัวคนชั้นสูงในเยอรมนี เป็นตระกูลเก่าแก่อายุกว่า 800 ปีและมีทรัพย์สินมากมาย

“เป็นบารอนน่ะ ถ้าเมืองไทยก็คงจะหม่อมหลวงละมั้ง” นิคว่า แต่นั่นก็เป็นอดีตอันรุ่งโรจน์เมื่อสุดท้ายครอบครัวสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมดจากภาวะล้มละลายจากการทำธุรกิจเมื่อราวสิบปีก่อน

“ชิบหมายหมดเลย ผมก็หาเงินไม่เก่ง ไม่รู้จะหาเงินยังไง ก็อาศัยถ่ายรูปนี่แหละ คนเคยมีที่ดินเยอะแยะ มีเขาของตัวเอง มันหายหมดเลย เหมือนดึงเก้าอี้ที่เคยนั่งออกไปเลย”

อย่างไรก็ตาม นิคดูจะแหกคอกตั้งแต่เด็ก เพราะเขาออกจากบ้าน ออกจากเยอรมนีมาท่องโลกในฐานะแบ็คแพ็คเกอร์ตั้งแต่อายุ 20 ปี ใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ราว 5 ปี ตระเวนไปทั่ว ทั้งอินเดีย อินโดนีเซีย ปากีสถาน อิหร่าน ศรีลังกา อัฟริกา ฯลฯ


สิ่งที่ทำให้เขามาหยุดที่ประเทศไทยหลายปี คือ ระหว่างใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองจีนเขาเห็นหนังสือภาพถ่ายชีวิตในที่ต่างๆ ของช่างภาพญี่ปุ่นคนหนึ่ง “เอ๊ะ เราก็น่าจะทำได้” ประกอบกับเขาเริ่มอิ่มตัวกับชีวิตแบ็คแพ็คเกอร์แล้วด้วย ทำให้เขาตัดสินใจมาอยู่กรุงเทพฯ ใช้ชีวิต ‘เละเทะ’ ปาร์ตี้-ยา-ผู้หญิงในย่านอโคจรอยู่เป็นปีๆ จนผลิตหนังสือภาพถ่ายออกมาเมื่อปี 2544 "Patpong: Bangkok's Twilight Zone" อธิบายถึงอุตสาหกรรมทางเพศในประเทศไทย

แต่ช่วงที่เขาได้เงินดีที่สุดกลับเป็นช่วงของการเป็นนายแบบโฆษณาช่วงสั้นๆ ... ถ้าใครจำได้เขาโด่งดังมาจากยาน้ำแก้ไอมูโคลิด




องค์ประกอบสำคัญที่สุดที่ทำให้เขาปักหลักที่นี่ถาวรคือการเจอกับแฟนของเขาซึ่งมีอาชีพเป็นกุ๊กในร้านอาหาร ทั้งคู่ลงหลักปักฐานและรับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยงดู ช่วงนั้น นิคยังคงหาวัตถุดิบในการถ่ายภาพทำหนังสือแบบ ‘ฮาร์ดคอร์’ ตามสไตล์เขา นั่นคือ การใช้ชีวิตกลางคืนเพื่อติดตามไปกับรถมูลนิธิกู้ชีพต่างๆ เพื่อถ่ายภาพอาชญกรรม ซึ่งเขาทำหน้าที่ทั้งช่วยยกศพ ช่วยผู้บาดเจ็บ และถ่ายภาพของตัวเองด้วยในเคสที่น่าสนใจ เขาทำแบบนี้อยู่ 6-7 ปี เรียกว่าสนใจอะไรก็จะอยู่กับมันยาวนานและเขาก็สะเทือนใจมากกับผลของสงครามยาเสพติด

เช่นเดียวกับเรื่องการเมืองไทย

นิคติดตามการเมืองบนท้องถนนของไทยตั้งแต่แรกเริ่ม สมัยที่สนธิ ลิ้มทองกุล จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ที่สวนลุมพินี นิคเกาะติดและศึกษาการเมืองไทยไปพร้อมๆ กัน

“ตอนสนธิ ลิ้มฯ ชุมนุม ก็ติดตามตลอดและเริ่มเรียนรู้การเมืองไทย ยังมองไม่เห็นอะไรเท่าไหร่ แต่พอรัฐประหาร รู้เลยว่าต้องวุ่นวายไม่จบ ผมทะเลาะกับเพื่อนนักข่าวต่างประเทศหลายคน เขาคิดว่าผู้ชุมนุม นปก.เป็นขี้ข้าทักษิณ ทักษิณจ้าง ไม่มีความหมาย ผมบอกไม่ใช่ ลองมาสนามหลวง ลองมาคุยกับเขา ลองมาฟังที่เขาพูดสิ”

“ผมอาจไม่ชอบทักษิณ แต่มันไม่เกี่ยวกับชอบหรือไม่ชอบ ต้องดูใหม่ว่าทำไมคนถึงชอบเยอะขนาดนี้ พวกเขาก็มีสิทธิที่จะชอบ พวกคาราวานคนจนมา ผมก็คุยกับเขาก็พบว่าเขาไม่ใช่ไม่มีเหตุผล ถึงที่สุด เราจะชอบไม่ชอบทักษิณ มันต้องอยู่ในกระบวนการเลือกตั้ง เรื่องรัฐประหารมันไม่ถูกต้อง อยากชนะทักษิณต้องชนะในกรอบ หลายคนก็ด่า ผมยังใหม่ที่การเมือง หลายคนดูถูกผมด้วย”

นิคติดตามการชุมนุมของทุกฝ่าย แต่ตอนแรกนั้นเขาไม่ได้เขียนงาน เน้นเพียงการถ่ายรูป แต่แล้วความอึดอัดก็ทำให้เขาต้องเริ่มลงมือเขียนเอง ก็ในเมื่อนักข่าวคนอื่นไม่ได้อยู่ในจุดที่เขาอยู่ และมีน้อยคนนักที่จะทนอยู่ตลอดคืนจนเหตุการณ์สิ้นสุดเหมือนเขา

“ความรุนแรงแรกที่เห็นคือที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศวร์ โน้ตไว้ไม่ได้เขียนอะไร ถ่ายภาพอย่างเดียว แต่ผมไม่พอใจตลอด ทำไมในหนังสือพิมพ์เขาเขียนไม่เหมือนที่ผมเห็นในสนาม แต่ไม่มีใครสนใจ ช่างแม่มัน ผมทำเอง”

“สำนักข่าวต่างประเทศส่วนมากไม่สนใจ เขาสนใจรัฐประหาร แต่พอเห็นรัฐประหารไม่มีเลือดก็เลิกสนใจ ธุรกิจข่าวก็เป็นแบบนี้ใช่ป่ะ แต่ผมไม่สนใจธุรกิจข่าวอยู่แล้ว ผมสนใจสิ่งที่ผมทำมาตลอดชีวิต ผมสนใจอะไรก็จะทำนาน ลึก เหมือนที่ผ่านมา ก็ผมชอบ”


พื้นที่อย่างเว็บไซต์นิวแมนดาลา กลายเป็นพื้นที่การทำงานหลักของนิคระหว่างที่หนังสือเล่มยังผลิตไม่เสร็จ เขาเขียนบันทึกหลายต่อหลายเหตุการณ์ในการปะทะกันไม่ว่าของฝ่ายใด ทั้งที่ตอนแรกเขาค่อนข้างจะดูเบามันด้วยซ้ำ

“ตอนแรกก็คิดว่าจะเขียนทำไม ไม่ได้เงิน แล้วก็เป็นเว็บไซต์เล็กน้อย จะมีความหมายอะไร เสียเวลา แต่ตอนหลังก็ช่างแม่มัน หันมาเขียนเพราะคนอ่านก็จะเป็นคนสนใจจริงๆ ได้เขียนอะไรที่เราต้องการเขียน มาจากมุมที่เราเห็น ทำให้เราสบายใจ”

ใครอาจจะคิดว่าเขาเป็นนักข่าวเสื้อแดงแต่ข้อเท็จจริงที่เขายืนยันและเราก็เห็นดังนั้น คือ เขาติดตามทั้งสองฝั่ง ตรงไปตรงมา วิจารณ์ทั้งสองฝั่งเมื่อมีอะไรไม่เห็นด้วย แต่เขาก็ยอมรับว่าในเรื่องอุดมการณ์หลักนั้นใกล้เคียงกับฝากฝ่ายเสื้อแดงมากกว่า


ภาพกลุ่มสยามพิทักษ์ โดยนิค นอสติทช์

“พันธมิตรเขาก็รู้ผมเป็นใคร เขารู้ความคิดของผม ผมไม่ได้ปลอมตัว ผมพูดตรงไปตรงมา พันธมิตรเขาก็รับได้ แต่ตอนนี้ไม่รู้จะเป็นยังไงเพราะผมโดนใส่ร้ายเยอะ ตอนนั้นผมเคยคุยกับพันธมิตรว่าบางส่วนที่เขาว่า ผมก็เห็นด้วย แต่บางเรื่องในอุดมการณ์ของเขา ผมเห็นด้วยไม่ได้ ผมพูดกับเขาตรงๆ ผมคิดแบบผม ผมไม่ปลอมตัวว่าผมชอบคุณ อยู่ฝ่ายคุณ มันไม่มีประโยชน์ ผมคือผม ผมเป็นแบบนี้ ตรงไปตรงมา กับเสื้อแดงผมก็วิจารณ์หลายครั้ง หลายเรื่อง แต่ก็คุยกันได้ เราเป็นมนุษย์ เราทุกคนมีความคิดของเราเอง ใช่ป่ะ ผมก็มีจุดยืนของผม คนอื่นก็มีของเขา”

“หลายคนหาว่าผมตามเสื้อแดงอย่างเดียว ไม่ใช่ ผมใช้เวลาเสมอกัน ตอนพันธมิตรประท้วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ 5-6 เดือน นักข่าวไม่ค่อยมี แต่ผมไปตลอด”

“ฝั่งแดงผมอาจเห็นด้วยมากกว่าในเรื่องอุดมการณ์การเมืองส่วนตัวของผม ไม่ใช่ตามทักษิณ ตามแกนนำ ผมไม่เป็นลูกน้องใคร ผมไม่เป็นลูกพี่ใคร ผมเป็นผมแค่นั้น ผมมีความคิดของผม อันนี้สิทธิของผม ความคิดของผมอาจใกล้ชิดของแดง แต่ไม่ใช่ผมตามทักษิณ รับเงิน ไม่ใช่ ผมมีสมองเอง”

หลังการรัฐประหาร หลายปีต่อมานิคมีผลงานหนังสือภาพถ่าย Red vs Yellow Volume 1: Thailand's Crisis of Identity พิมพ์ในปี 2552 และ Red vs Yellow Volume 2: Thailand's Political Awakening พิมพ์ในปี 2554

หนังสือภาพถ่าย Patpong: Bangkok's Twilight Zone ออกปี 2543

หนังสือภาพเล่มแรกเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองของไทย ออกปี 2552
“ผมตามจริงจังเสมอกันทั้งสองฝ่าย วันที่ผมโดนกระทืบ หลายคนก็พูดว่า คนก็รู้ว่าเป็นเสื้อแดงทำไมไป กปปส.คนเขาจำได้ ทำไมยังไป...ขอโทษ เขาอาจไม่รู้ สองปีก่อน ผมตามประชาธิปัตย์ เสื้อเหลืองมากกว่าเสื้อแดง เพราะเสื้อแดงไม่มีความเคลื่อนไหวมาก ผมตามเวทีสายล่อฟ้าประมาณ 20 เวที เขามีประมาณ 60-70 เวที ผมไปมากกว่านักข่าวอื่น”

นิคยืนยันถึงสัมพันธภาพอันดีกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่า ช่วงนั้นเขาทักทายและพูดคุยกับส.ส.ผู้ใหญ่ของพรรคหลายคน และนั่นยิ่งทำให้เขาผิดหวังอย่างยิ่งกับท่าทีของพรรคดังกล่าวหลังจากเขาโดนทำร้ายเมื่อวันที่ 25 พ.ย.56

“ผมโอเคมากกับเอกณัฐ เขาคุยดี ใช้ได้ ตอนมีเรื่องก็เอสเอ็มเอสไปบอกเขา ลุงของเขาคือ นิพนธ์ พร้อมพันธ์ เมื่อปี 52 ตอนเสื้อแดงทำลายรถของนิพนธ์ ตอนแรกผมถ่ายรูป แล้วต่อมาก็ต้องหยุดถ่ายแล้วช่วยดันเสื้อแดง ผมยืนข้างรถแล้วยังบอกคนในรถซึ่งไม่รู้คือใครว่า “ผมพยายามปกป้องคุณ ใจเย็นๆ ไม่ต้องออกจากรถ อยู่นิ่งๆ ก่อน” แล้วผมก็ดันเสื้อแดงออกด้วย ผมตัวใหญ่ก็ดันๆๆ ออกเลย จนรถเขาก็ไปโรงพยาบาลได้ เอกณัฐรู้เรื่องนี้และยังขอบคุณผม แต่ที่ผมเจ็บมากคือเอกณัฐไม่ได้ติดต่อกลับ อีกวันหนึ่งมีการแถลงข่าวที่พรรคประชาธิปัตย์ออกแถลงการณ์ด้วย บอกเสียใจที่นิค นอตสติทช์ เจอความรุนแรงในนี้ แต่ต้องเข้าใจผู้ชุมนุมจำนิคได้ นิคเป็นนักข่าวที่ไม่มีคุณภาพนักข่าวเลย โอ้โห หักหลังขนาดนี้ ต่อหน้าเราอย่าง ลับหลังเราอย่าง”

นิคยังคงเล่าเรื่องต่อไปด้วยความโมโหเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญ วันนั้นนักข่าวทุกคนอยู่ข้างในอาคารศาล ขณะที่เขาออกไปสูบบุหรี่ด้านนอก และโจนาธาน เฮด นักข่าวชื่อดังของบีบีซีก็กำลังถ่ายทอดสดอยู่ด้านนอกเช่นกัน

“ตอนนั้นการ์ด กปปส.คนนึงมากับมอเตอร์ไซด์ แล้วก็เรียกอีกสองคนเดินเท้ามา สองคนเดินมาประกบซ้ายขวา คนหนึ่งยืนข้างหน้า บอก ไอ้นิคหรือ ไปหาหลวงปู่ฯ ผมบอกไม่ไป เขาก็บอกว่า เราเชิญ ต้องไป ผมไม่ยอมไปเพราะเสี่ยงมาก ผมยืนขึ้นจะเข้าข้างใน คนที่ยืนข้างหน้าก็ดันผมหนักจนเซลงไปนั่ง ผมก็ยืนอีก สองคนพยายามจะล็อคตัวผม แต่ผมพยายามสะบัดเขาออก แล้วก็โวยวาย ตำรวจอยู่ไม่ไกล โจนาธานก็โวยวายกับตำรวจด้วย พอตำรวจเดินมา 3 คนก็เลยถอย แล้วเขาก็โวยวายว่า คนนี้ถ่ายรูปการ์ด เราต้องตรวจมัน...โอ้โห มึงไม่ต้องมาโกหก กล้องถ่ายรูปยังอยู่ในกระเป๋ากูอยู่เลย”

จากนั้นตำรวจก็คุมตัวนิคออกจากพื้นที่ และให้ตำรวจอีกนายนำรถมอเตอร์ไซค์นิคออกมาด้วย นิคต้องไปนั่งอยู่ สน.ทุ่งสองห้องหลายชั่วโมง กว่าเจ้าหน้าที่จะปล่อยกลับบ้าน

“ตอนที่ผมออกมาแล้ว การ์ด กปปส.ก็เข้าตึกข้างในแล้วถามหาผม เพื่อนนักข่าวโทรมาบอกว่ามีคนมาถามหานิค ให้ดูภาพในสมาร์ทโฟนแล้วเที่ยวถามคนใหญ่ ตอนหลังตำรวจสายสืบก็มาบอกอีกว่า พวกนั้นเอามอเตอร์ไซด์ประมาณสิบคันตามหาทั่วศูนย์ราชการแล้วก็ถนนแจ้งวัฒนะด้วย ผมเลยต้องอยู่ สน.หลายชั่วโมงกว่าจะได้กลับบ้าน”

ตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา นิคบอกว่าเขาอยู่กับอารมณ์ 2 อย่าง

“หนึ่งกลัว สองโมโห กลัวเพราะเราต้องรักษาชีวิตเรา ใครก็ช่วยเราไม่ได้ โมโหเพราะว่ามันไม่ยุติธรรม แล้วผมก็หาเงินไม่ได้ ธุรกิจข่าวสนใจ กปปส.แต่ผมเข้าไปถ่ายไม่ได้ อย่างช่วงปี 53 เสื้อแดงประท้วง ช่วงสองเดือนกว่านั้นผมมีรายได้เกือบ 400,000 นสพ. หรือนิตยสารจ้างเป็นรายวัน แต่ช่วง กปปส. จบเลย ผมเข้าใกล้ไม่ได้ รายได้ 7 เดือนไม่ถึง 20,000”

“ที่ผ่านมา ผมอยู่แนวหน้าตลอด เหตุการณ์สุดท้ายก็ที่หลักสี่ที่ยิงกันก่อนเลือกตั้ง สิบนาทีนอนอย่างเดียว ลูกปืนผ่านหัวเราไป ห่างจากผม 4-5 เมตรผู้หญิงโดนยิงแขน อก ห่างไป 30-40 เมตร อาแกวนอนนิ่งอยู่ เหตุการณ์ที่รามคำแหงผมก็อยู่ข้ามคืน”

จริงดังว่า เขาอยู่แนวหน้าตลอดในเหตุการณ์ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ นักข่าวหลายคนยืนยันว่านิคมีลักษณะพิเศษมากกว่าช่างภาพทั่วไป นั่นคือ เขาพร้อมจะวางกล้องลงแล้วเข้าช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น แม้ว่าอาจจะพลาดช็อตที่ดีที่สุดไปก็ตาม เช่น การเข้าเจรจาระหว่างผู้ชุมนุมสองฝั่งหลายต่อหลายครั้ง การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ แม้กระทั่งการให้ใช้ภาพ ใช้ปากคำของตัวเขาเองเป็นพยานให้การในศาล เช่นกรณีการตายของชาญณรงค์ พลศรีลา เนื่องจากเขาอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยระหว่างมีการสลายการชุมนุม เมื่อ 15 พฤษภาคม 2553

นิค นอสติทซ์ เล่าเหตุการณ์วันสลายการชุมนุม ให้มนชยา พลศรีลา
ลูกสาวของชาญณรงค์ พลศรีลา ผู้เสียชีวิตจากการเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2553 ฟัง

เราถามเขาว่า ทำไมไปโผล่ในจุดอันตรายตลอด ไม่กลัวหรืออย่างไร ?

“กลัวเหมือนกัน ส่วนหนึ่งมันก็เป็นหน้าที่เราด้วย เราอยากอยู่ ที่เราศึกษาเรื่องแดงเหลือง เราไม่ชอบให้เขาปะทะกัน แต่ถ้าเราไม่อยู่ในสนามด้วยเราจะไม่เห็นว่าใครยิงใคร สถานการณ์เป็นยังไง เราจำเป็นต้องอยู่ เพราะคนอื่นก็ไม่ทำกัน ข้อเท็จจริงยังไงก็สำคัญมาก ถ้าปะทะกันธรรมดา แบบแก๊สน้ำตา ผมชอบ สนุกดี มันส์ดี เพราะมันไม่ได้รุนแรงอะไร แต่ถ้าฟันกัน ยิงกัน ผมไม่ชอบเลย ผมไม่ชอบ”

“จำได้ไหม ปี 53 มันแย่มาก บางครั้งนักข่าวฝรั่งผมก็ไม่ค่อยเข้าใจ กลางวันถ่ายรูปที่สนามรบ กลางคืนก็มีงานปาร์ตี้ ผมทำไม่ได้ กลางวันผมถ่ายรูปคนเจ็บคนตาย ปะทะกันหนัก ผมไม่ใช่เสียใจนิดหน่อย ผมเสียใจมาก ผมไม่มีอารมณ์ไปปาร์ตี้ ผมมีอารมณ์ร้องไห้อย่างเดียว ทุกวันช่วงนั้นจะถ่ายรูป กลับบ้าน กินข้าว นอนแป๊บนึงแล้วก็ออกอีก ผมเสียใจมากที่มันเป็นแบบนี้ ยิงกัน ทหารยิง ชุดดำยิง คนเจ็บคนตายทั้งสองฝ่าย”

เราถามเขาว่างานของเขาขายได้ราคาไหม เมื่อต้องเสี่ยงชีวิตขนาดนี้?

“ไม่มี ไม่มีราคา ธุรกิจข่าวเขาจ้างเราเป็นรายวันในช่วงสถานการณ์ ค่าตัวเราแพงแต่ก็จ้างไม่นาน แต่ถ้าส่งรูปแบบอิสระเราก็ส่งไม่ทันด้วย กว่าเราจะกลับ เอารูปลงคอม รอยเตอร์ เอพี เอเอฟพี เขาส่งไปหมดแล้ว ก็จบ ไม่มีใครซื้องานของเรา ศูนย์ข่าวใหญ่ๆ มีช่างภาพเยอะกระจายตัว แล้วก็ทำงานเร็วมาก ธุรกิจข่าวมันเร็วมาก เดดไลน์ต่างประเทศกี่โมงต้องดู กำลังจะปะทะกันเต็มที่ ถ้าจะถึงเดดไลน์แล้วเราต้องถอยส่งภาพ ซึ่งไม่ใช่ผม ผมจะอยู่ถึงที่สุด ที่รามคำแหงผมอยู่ข้ามคืนจนเหตุการณ์สงบ ตอนนั้นไม่มีนักข่าวต่างประเทศเลย แต่ผมก็ขายภาพไม่ได้ เพราะเหตุการณ์มันเล็กมาก ต่างประเทศเขาไม่ได้สนใจขนาดนั้น”

มอเตอร์ไซด์คู่ชีพ
เราสมมติสถานการณ์บางอย่างกับเขา “ถ้าสมมติไม่มีปัญหาเรื่องเงิน ในสถานการณ์ที่การเมืองก็มาไกลมากแล้วแบบนี้ คุณยังจะทำงานอยู่เมืองไทยต่อไหม”

นิคเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะตอบว่า “มันก็ยาก กปปส. พรรคประชาธิปไตย์มองไอ้นิคเป็นศัตรูไปแล้ว มีหลายคนประสานให้เคลียร์กันแต่เขาปฏิเสธจนวันนี้ แล้วผมก็ไม่รู้อนาคตจะวุ่นวายอีกไหม เหมือนช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ผมก็ต้องสู้ชีวิตทุกวัน แต่ใครๆ ก็สู้ชีวิต ช่วงชัตดาวน์กรุงเทพฯ ก็ลำบากมาก ออกไม่ได้ ซื้ออาหารกินก็ไม่ได้ ต้องให้แฟนออกมาซื้อ เป็นแบบนี้อีกครั้งหนึ่ง ผมไม่อยากจะผ่านอีกแล้ว มันแย่ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่านำโชคของเรามันถึงไหน เราไม่รู้ เวลาเขาเกลียดเราเฉยๆ ก็ช่างแม่มัน แต่ถ้าเป็นแบบ 7 เดือนที่ผ่านมาผมก็ไม่ไหว บางช่วงก็ฝันร้ายตลอดด้วย ถ้าถามใจผมอยากจะอยู่เมืองไทย ผมอยู่นี่ 22 ปี นานกว่าที่อยู่เยอรมันอีก”

วางแผนชีวิตที่เยอรมันยังไง?

“ผมก็ไม่ค่อยรู้ว่าชีวิตที่ยุโรปเป็นยังไงแล้ว ผมพยายามวางแผนเพราะผมไม่มีค่าเท่าไรที่เยอรมัน แต่แฟนผมทำอาชีพเป็นกุ๊ก อยากจะทำร้านอาหารเล็กๆ แบบ take away อาหารไทยจีน มันน่าจะพออยู่ได้ ผมก็จะเขียนหนังสือเรื่องสิบปีที่ผ่านมา แล้วก็มีเล่มสองของหนังสือชีวิตกลางคืน ลองดูก่อนว่ามันจะเป็นยังไง ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นที่เมืองไทย ....เป็นเมืองไทยจะทำอยู่ไหม....อืม บางครั้งผมก็ต้องสงสารลูกผมด้วย เขายังเป็นเด็กน้อย แฟนเคยเล่าให้ฟัง ลูกชายนั่งหน้าโทรทัศน์ช่วงปี 53 เขาก็ไม่กี่ขวบ เห็นผมในโทรทัศน์ในโซนที่ยิงกัน เขาก็ตะโกนว่า แดดดี้ อันตราย วิ่งหนีเลย แดดดี้ อันตรายๆ เวลาแฟนเล่าให้ฟังเราก็สงสารเขา บางครั้งเราทำงานจนลืมทุกอย่างไป”

ทั้งหมดนี้คือความสัมพันธ์ระหว่างนิค นอตสติทช์ กับ ประเทศไทย น่าเสียดายที่ประเทศนี้ไม่เอื้อต่อการทำงานแบบ ‘นิค’ ความใฝ่ฝันแบบ ‘นิค’ อีกต่อไป
หากท่านต้องการสนับสนุน-ช่วยเหลือนิค สามารถบริจาคได้ที่

1) Nikolaus Nostitz
Siam Commercial Bank, Bangpho Branch
209 Pracharat Sai 2 Rd.
Bangsue
Bangkok 10800
Thailand
Acc. No.: 027-261598-2
SWIFT: SICOTHBK

2) Nikolaus Nostitz
Unicredit Bank AG, Muenchen
Kardinal Faulhaber Str.
Germany
Acc.No.: 101193080
BLZ: 700 202 70
IBAN: DE26700202700101193080
SWIFT (BIC): HYVEDEMMXXX

ระดนทุนช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้



ที่มา Taejai.com

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ตอนล่างทำให้ 4 จังหวัด นราธิวาส ปัตตานี สงขลา และพัทลุง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จึงอยากชวนทุนท่านสมทบทุนช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะในจังหวัดนราธิวาสที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

นายมูฮัมมัดนาเซร์. หะบาแย. ผู้อำนวยการสถาบันอัสสลาม มหาวิทยาลัยฟาฏอนี ระบุว่า จากการให้เจ้าหน้าที่เก็บข้อมูล วันที่ 25 ธันวาคมนี้ จ. นราธิวาส มี พื้นที่ประสบภัย 13 อำเภอ 77 ตำบล 556 หมู่บ้าน 61 ชุมชน มีผู้ประสบภัย 57,021 ครัวเรือน 206,695 คน บ้านเสียหายทั้งหลัง 25 หลัง บ้านเสียหายบางส่วน 805 หลัง ชาวบ้านกว่า 5,206 ราย ถนนเสียหาย 155 สาย โรงเรียนปิด 77 โรง

โดยเฉพาะเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ฝนตกชุก จนคืนวันที่. 22 ธค 57. เวลาประมาณ. 20.00 น. คลื่นแรงมาก นำ้ในทะเลหนุนสูง ทำให้คลื่นทะเลซัดน้ำในคลองเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนชาวบ้าน ชาวบ้านต้องหนีโกลาหล ต้องอพยพไปอาศัยที่ อบต. โคกเคียนเป็นที่พักพิงชั่วคราว ขณะที่ชาวบ้านที่มีอาชีพขาวประมงชายฝั่ง ผลิตน้ำบูดูขึ้นชื่อในจังหวัด มีผลกระทบหากอพยพไปอยู่ชุมชนใหม่ และขาดรายได้

ขณะที่ อ.ตากใบ ส่วนใหญ่ชาวบ้านประกอบอาชีพทำสวนปาล์ม สวนยางพารา และข้าว แต่ขณะนี้ได้กลายเป็นทะเลสาบไปแล้ว ซึ่งน้ำได้ทะลักเข้าท่วมพื้นที่ตั้งแต่วันศุกร์ ที่ 19 ธ.ค. ซึ่งขณะนี้ผ่านมา 6 วันแล้ว น้ำได้ลดลงไป 1 เมตร แต่ก็ยังอยู่ในระดับวิกฤต

สำหรับความช่วยเหลือ เร่งด่วน ชุดนักเรียน. เสื้อผ้า และอุปกรณ์การเรียน สิ่งอุโภค บริโภค รวมถึงหามาตรการช่วยเหลือคนที่ไม่มีบ้านอาศัยและสิ่งจำเป็นในบ้านที่เสียหายต่อไป

ชาวบ้านไม่มีที่อยู่อาศัย

ความเสียหาย บาเฆะ. ต.โคกเคียน. อ. เมือง. นราธิวาส

หารายละเอียดโครงการได้ที่นี่



ไทย แอร์เอเชีย ฟันธง! "กฎอัยการศึกยังอยู่ น้ำมันถูกก็ไม่ช่วยอะไร" "นักท่องเที่ยวยังตั้งคำถามว่าถ้าปลอดภัยจริง จะยังประกาศใช้กฎอัยการศึกไปเพื่ออะไร ทำให้ช่วงที่ผ่านมา คนจีนปรับแผนหันไปเที่ยวทะเลที่ประเทศอื่นแทน เช่น ที่เมียนมาร์ เวียดนาม ศรีลังกา และบาหลี อินโดนีเซีย"


ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

ดีกรีการแข่งขันของธุรกิจสายการบิน ในปี 2558 ทวีความเข้มข้นขึ้นอีกระดับ เพราะนอกเหนือจากการเปิดน่านฟ้าเสรีแล้ว ราคาน้ำมันโลกที่ดิ่งลง ถือเป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตาว่าค่ายนกเหล็กแต่ละเจ้าจะงัดกลยุทธ์ใดออกมาฟาดฟัน และใช้จังหวะราคาน้ำมันถูกได้คุ้มค่าแค่ไหน

"ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทย แอร์เอเชีย ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลังต้นทุนหลักอย่าง "น้ำมัน"ราคาหล่นฮวบ สายการบินทั่วโลก รวมถึงไทย แอร์เอเชีย ต่างเร่งซื้อน้ำมันตุนไว้ โดยราคาที่สิงคโปร์ปรับลดจากปกติ 115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เหลือ 85 เหรียญต่อบาร์เรล หรือลดลงเฉลี่ย 20%

 



"ธรรศพลฐ์" บอกว่า แม้ราคาน้ำมันจะลดลงในระยะเวลารวดเร็ว ไทย แอร์เอเชีย ก็คงไม่ลงทุนทุ่มซื้อแบบสุดโต่ง แต่จะเดินทางสายกลาง ด้วยการติดตามสถานการณ์ราคาต่อเนื่อง เพราะขณะนี้มีปัจจัยการเมืองโลกเข้ามาแทรกแซง ไม่ได้ลดลงตามกลไกตลาดที่แท้จริง

ดังนั้น อนาคตราคาน้ำมันโลกอาจลดลงไปมากกว่านี้ก็เป็นได้ หากซื้อตุนไว้เยอะจนเกินไป ก็มีสิทธิ์ขาดทุนน้ำมันได้เช่นกัน

"ธรรศพลฐ์" บอกด้วยว่า เมื่อต้นทุนน้ำมันลด แน่นอนว่าธุรกิจสายการบินย่อมมีศักยภาพในการทำกำไรได้ดีขึ้น โดยเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์) สามารถลดค่าธรรมเนียมน้ำมันและราคาตั๋วบินเพื่อแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้น อย่าง "ไทย แอร์เอเชีย" เองก็ได้เตรียมลดค่าธรรมเนียมน้ำมันบางส่วนในเส้นทางระหว่างประเทศหลังเทศกาลปีใหม่

"แม้ราคาน้ำมันจะลดลงส่งท้ายปลายปี แต่ในปีนี้ไทย แอร์เอเชีย จะมีกำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หายไป 20 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2556 ซึ่งมีกำไรราว 2,000 ล้านบาท เรียกได้ว่าพยายามรักษาตัวเองให้เสมอตัวมากที่สุด ไม่ขาดทุน ก็ดีแค่ไหนแล้ว"

ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลข "กำไร" ปรับตัวลดลงอย่างมากนั้น "ธรรศพลฐ์" บอกว่า เป็นเพราะว่าได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองที่ลากยาวมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2556 จนถึงกลางปี 2557 นี้ ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติภาพรวมปีนี้ลดลง 8% โดยเฉพาะตลาดจีนและอาเซียนที่อ่อนไหวกับการเมืองสุด ๆ โดยยอดผู้โดยสารของ "ไทย แอร์เอเชีย" ลดลงมากกว่า 8% ด้วยซ้ำ

"ธรรศพลฐ์" ยังคาดการณ์ด้วยว่ายอดผู้โดยสารตลอดปีนี้จะลดลงจากเป้าเดิมที่วางไว้ที่ 13.6 ล้านคน เหลือเพียง 12.1 ล้านคน (ปี 2556 มีจำนวน 10.3 ล้านคน) ซึ่งการเพิ่มขึ้นจากปี 2556 นั้นเป็นการโตตามการรับมอบเครื่องบินเพิ่มขึ้นเท่านั้น

"กลายเป็นว่าราคาน้ำมันที่ลดลงในช่วงปลายปีนี้ เป็นปัจจัยที่ช่วยชดเชยจำนวนผู้โดยสารที่หายไปได้บ้าง เรียกได้ว่าเจ๊ากันไป"

สำหรับในปี 2558 นี้ "ธรรศพลฐ์" บอกว่า ไทย แอร์เอเชีย มีแผนรับเครื่องบินเพิ่มอีก 5 ลำ (ปัจจุบันมี 40 ลำ) เพื่อนำไปเพิ่มเส้นทางบินทั้งในประเทศ ซึ่งปัจจุบันครองสัดส่วน 50% ของยอดผู้โดยสารทั้งหมด โดยปลายปีนี้เราเตรียมเปิดตัว 3 เส้นทางบินใหม่ ประกอบด้วย น่าน, เลย และร้อยเอ็ด จำนวนเส้นทางละ 2 เที่ยวบินต่อวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไป

ขณะที่เส้นทางบินระหว่างประเทศ หลัก ๆ ยังคงรุกตลาดจีนต่อเนื่อง โดยคาดว่าตลอดปี 2558 ไทย แอร์เอเชีย จะมีรายได้กำไร และยอดผู้โดยสารกระเตื้องขึ้นมาดีกว่าปี 2556 และคาดว่าจะมีโหลดแฟกเตอร์เฉลี่ยอยู่ที่ 83%

แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ รัฐบาลต้องยกเลิก "กฎอัยการศึก" ให้เร็วที่สุดด้วย หากยังมีการบังคับใช้อยู่ บรรยากาศการท่องเที่ยวก็ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่อยู่ดี แม้ต้นทุนน้ำมันจะถูกลง ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพราะดีมานด์การท่องเที่ยวยังไม่กล้ากลับมา

"ถ้ายกเลิกกฎอัยการศึกได้เร็วเมื่อไหร่ สถานการณ์ตลาดจะเปลี่ยนทันที ต้นทุนสายการบินทุกเจ้าจะถูกลง และดุเดือดเรื่องราคามากขึ้น สามารถลดราคาตั๋วบินได้ทันที 15-20%"

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบิน "ไทย แอร์เอเชีย" ยังบอกอีกว่า สำหรับสถานการณ์ในไตรมาสแรกของปี 2558 ยอดจองตั๋วบินล่วงหน้ากระเตื้องขึ้นแล้ว แต่ยังไม่โดดเด่น เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีนี้ โดยตลาดหลักอย่าง "จีน" ที่แนวโน้มการจองตั๋วบินมาไทยยังไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว "ตรุษจีน" ปีหน้าสัญญาณที่เห็นมีเพียง "ความไม่มั่นใจ" ว่าสถานการณ์การเมืองไทยจะปลอดภัยจริงหรือเปล่า

"นักท่องเที่ยวยังตั้งคำถามว่าถ้าปลอดภัยจริง จะยังประกาศใช้กฎอัยการศึกไปเพื่ออะไร ทำให้ช่วงที่ผ่านมา คนจีนปรับแผนหันไปเที่ยวทะเลที่ประเทศอื่นแทน เช่น ที่เมียนมาร์ เวียดนาม ศรีลังกา และบาหลี อินโดนีเซีย"

"ธรรศพลฐ์" ยังให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการทำตลาด "ไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์" ซึ่งให้บริการเส้นทางบินระยะไกล ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วยว่า จะบุกขยายตลาดเส้นทางบินจากไทยไปเอเชียตะวันออกอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2558 เตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่ไปจีน ส่วน 3 เส้นทางปัจจุบัน ทั้งโตเกียว โอซากา และโซล มีแผนเพิ่มความถี่เที่ยวบินเพื่อรองรับดีมานด์ของนักท่องเที่ยวขาเข้า (อินบาวนด์) และขาออก (เอาต์บาวนด์)

พร้อมทั้งย้ำด้วยว่า ตลาดโลว์คอสต์ระยะไกลปีหน้าแข่งขันกันดุเดือดแน่นอน ยิ่งราคาน้ำมันปรับตัวลง บวกกับการมีสายการบินใหม่อย่างนกสกู๊ตมาให้บริการเพิ่มอีกราย ยิ่งจะเห็นการแข่งขันที่รุนแรงและชัดเจนขึ้น

ปีใหม่ 2015/2558 ไม่น่าจะ "ดีขึ้น"



คำทำนายทายทัก จาก Thitinan P. นักวิชาการรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
น่าอ่าน น่าคิด น่าฝึกอังกฤษ และ สติปัญญา ครับ

กล่าวโดยย่อ ปีใหม่ 2015/2558
ไม่น่าจะ "ดีขึ้น" กว่าที่จะ "เลวลง"

Thitinan ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ "คสช" จะต้องเผชิญ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่จะต้องเผชิญหน้ากับ
ทั้ง พธม. และ สปปก. (กปปส.?)
ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ "ขุนทหาร" ยึดอำนาจได้
แต่ก็จะทำให้ "ขุนทหาร" อย่างน้อย ก็ชุดนี้ ตกจากอำนาจ เช่นกัน

Thitinan P. ก็เหมือนๆ นักวิชาการ ไทย ทั่วไป ที่กล่าวถึง
transition or transformation ครั้งใหญ่
ที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา
แต่ก็ไม่สามารถจะ กล่าวให้เฉพาะเจาะจง ลงไปได้

แน่นอน นั่นคือสิ่ง ที่ unsayable ในเมืองไทย และ ในภาษาไทย
(ที่ทั้งนักวิชาการฝรั่ง หรือไทยนอกประเทศ
ก็ได้ "พูด" กันไปหมดแล้ว)

T.P. กล่าวว่า "สังคมไทยเรา" ต้องการ
compromise and accommodation

แต่ก็นั่นแหละ ฝ่ายไหนเล่า ที่ไม่ทำให้เกิด
"การปรองดอง กับ การอยู่ร่วมกันได้"

คำตอบ ไม่น่าจะยาก สำหรับ เราๆ ท่านๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน "วงวิชาการ" ครับ

cK@ByDeathRailway
..


ที่มา Thai Free News

กุ้งไทยระทึก "ใบเหลือง-เลิกจีเอสพี"
ชะตากรรมที่หนักกว่าโรคตายด่วน
โดยเฉพาะสินค้ากุ้งอย่างเดียวที่ไทย
ส่งไปสหรัฐในช่วง 10 เดือนแรกปีนี้
ตกประมาณ 42% และส่งเข้าอียู 13%
ของการส่งออกกุ้งไทยทั้งหมด
รวมทั้ง 2 ตลาดนี้มากกว่า 50% เข้าไปแล้ว

นอกจากนี้ ไทยยังถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี
หรือ GSP จากอียูโดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้
ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 เท่ากับว่า
อุตสาหกรรมประมงและอาหารทะเลแปรรูปของไทย
เช่น กุ้งทะเลแช่แข็งจะถูกเก็บภาษีนำเข้า 12%
จากเดิมที่ได้จีเอสพีเก็บภาษีเพียง 4% เป็นต้น

ผลกระทบส่งออกไทย
ไทยถูกถอนชื่อออกจากบัญชีรายชื่อ
ประเทศผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ GSP
โดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบ
จากการประกาศผู้ได้รับสิทธิประ
โยชน์ดังกล่าว ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์
กล้วยไม้ มะละกอ น้ำตาล ผลิตภัณฑ์ประมงแปรรูป
อาหารสำเร็จรูป ผลไม้กระป๋อง อาหารสัตว์
แป้ง ยางรถจักรยานยนต์ ผ้าผืน
เครื่องนุ่งห่ม อุปกรณ์ไฟฟ้า
สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์
และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น

http://www.thai-frozen.or.th/info_service_01.php

วันอาทิตย์, ธันวาคม 28, 2557

ประชาธรรมสัมภาษณ์พิเศษ ธงชัย วินิจจะกูล กับ “สังคมจนปัญญา”


ที่มา สำนักข่าวประชาธรรม

สัมภาษณ์เรียบเรียงโดย กรรณิกา เพชรแก้ว Visiting Scholar, University of Wisconsin at Madison

เขามีท่าทีเหนื่อยล้ากับเรื่องการเมืองในไทย “ บอกตรงๆพูดอะไรตอนนี้ ผมคิดว่ามันไม่ได้สร้างประโยชน์อะไร ผมเองก็ไกลจากเหตุการณ์จริงมาก อยู่ที่นี่พูดอะไรก็ได้ แต่มันไม่ได้ช่วยอะไร” เขาย้ำอย่างนี้

เราจึงเบนไปพูดคุยในเรื่องที่เขาครุ่นคิดถึงมันอย่างหนักในระยะที่ผ่านมา มันมีรากมาจากปรากฎการณ์ทางการเมืองอยู่ดี

ศาสตราจารย์ทางประวัติศาสตร์ประจำUniversity of Wisconsin at Madison สหรัฐอเมริกา บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ในขณะที่หลายฝ่ายเรียกร้องความเป็นสังคมอุดมปัญญาคือ แท้จริงแล้วสังคมไทยเป็น”สังคมจนปัญญา”



*ภาพจากงานนำเสนอกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระยะ 2554-2563 ของประเทศไทย นำเสนอเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553


เขาว่ามันชัดเจนมากขึ้นในระยะหลายปีที่ผ่านมา โดยมีความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเวทีสำคัญให้เห็นปรากฎการณ์นี้ต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน

“สังคมไทยไม่ใช่สังคมไม่มีความรู้ เรามีความรู้มากมาย เข้าถึงความรู้ได้มากมาย แต่เราจัดการกับความรู้นั้นไม่เป็น มันไม่ใช่เรื่องของความรู้น้อย หรือการขาดข้อมูล แหล่งที่เพิ่มพูนความรู้ของเรามันล้นแล้ว สังคมไทยไม่ขาดแคลนความรู้เลย ยิ่งเราและเด็กรุ่นหลังนี่เข้าถึง และใช้เทคโนโลยี มันไม่ขาดความรู้ แต่ทำไมความรู้หรือปัญญามันไม่เกิด เพราะเราไม่รู้จักจัดการกับมัน เราจัดการไม่เป็น(เน้นเสียง) คำว่าจัดการมันเป็นคำกลางๆ แปลว่าอะไร แปลว่าต้องรู้เท่าทัน เลือกใช้ เลือกประยุกต์ รู้จักคิดน่ะ พูดง่ายๆ”

กอดอกเงียบชั่วขณะ ท่าทีที่บอกว่ากำลังใช้ความคิด

“ลึกๆ คือเราไม่รู้จักคิด ความรู้จักคิดไม่มีทางได้มาด้วยการท่องอาขยาน 12 ข้อ ไม่มีทางได้มาด้วยการเดินตามผู้นำโง่ๆ ไม่มีทางได้มาด้วยการที่ผู้นำบอกไงแล้วก็เดินตามกะต๊อกกะแต๊ก เดินตามต้อยๆๆ นั่นเป็นตัวอย่างที่แย่มากๆ (สั่นหัวแล้วเงียบไปชั่วขณะ) เราทำอย่างอื่นไม่เป็นเพราะเราตามผู้ใหญ่ อันนี้แย่มากๆเลย และยิ่งหลังนี่ เรียกว่าตั้งแต่รัฐประหารมาเลยก็ได้ เราอบรมสั่งสอนให้ทุกคนมีวัฒนธรรมที่เดินตาม เดินตามผู้นำ เดินตามผู้นำที่ไม่ค่อยมีสติปัญญา โดยที่ไม่รู้จักวิพากษ์วิจารณ์ พอจะวิพากษ์วิจารณ์ก็ถูกปิด ถูกสั่งห้าม อันนี้ทำลายปัญญาของประเทศหมด”



“แล้วคนไทยที่ถูกผลิตด้วยวัฒนธรรมพรรค์นี้น่ะหรือ? ต่อให้มีเนื้อหา มีแหล่งของความรู้ ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเราไม่รู้จักคิด ความรู้เรามีท่วมหัว อยู่ที่เราจะใช้อันไหนจะใช้อย่างไร ซึ่งคนจะใช้อันไหนและจะใช้อย่างไร ไม่มีทางทำได้ ถ้าไม่รู้จักคิด ถ้าไม่มีวิจารณญาณ ไม่มีทาง” (เน้นเสียง )

อาจารย์บอกว่าคนไทยไม่ถูกสอนให้คิด อันนี้เห็นด้วย แต่ที่อาจารย์ว่าหลังรัฐประหารมานี่ถูกสอนไม่ให้คิดนี่ …

ธงชัย. .”อันนี้ผมหมายความว่า มันยิ่งเห็นชัดเข้าไปใหญ่ ก่อนรัฐประหารก็เป็นนะ ไม่ใช่ไม่เป็น แต่ในเชิงดีกรีอาจจะน้อยกว่าหน่อย แต่ที่จริงผมว่าไม่ใช่เรื่องดีกรี ปัญหาคือมันไม่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง หลังรัฐประหารนี่มันแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง ไร้ยางอาย คือบรรดาผู้นำ บุคคล และการกระทำที่ไม่ค่อยมีสติปัญญาเท่าไหร่นี่ สามารถแสดงออกสู่สาธารณะได้อย่างไม่มียางอาย คือคนเหล่านั้นไม่รู้เลยว่าเป็นการกระทำที่เบาปัญญา การกระทำที่ ..ค่อนข้างเขลา ค่อนข้างล้าหลัง พูดภาษาไทยก็เรียกง่ายๆคือกบในกะลา มาจากไหนก็ไม่รู้นะ แต่เขาสามารถพูดได้แสดงออกได้ โดยไม่รู้ตัว อย่างไม่มียางอายว่าสิ่งที่ตัวเองทำนี่มันน่าอาย แปลว่าเขาไม่รู้ตัว “

คนไทยเองก็มีประสบการณ์หลายๆ ครั้งว่าการไม่ใช้ความรู้มันทำให้เกิดความเสื่อม แต่ทำไมพบว่ายิ่งนานเรายิ่งเสื่อม เราไม่ได้ทบทวนเรื่องเหล่านี้ หรือการไม่คิดมันอยู่ในเลือด มันอยู่ในดีเอ็นเอ เรารู้ผลเสียของการไม่มีcritical thinkingแต่ทำไมเราไม่ดีขึ้น ?

ธงชัย (หัวเราะ) “คำถามอันนี้ใหญ่ บางทีผมก็.. ( นิ่งไปพักใหญ่ ) ผมเคยคิดว่าผมพออธิบายได้ แต่ยิ่งพยายามเฝ้าดูไป ยิ่งพยายามจะอธิบาย ผมว่าผมเป็นคนหนึ่งที่อธิบายไม่ได้ว่าเพราะอะไร รู้แต่ว่าเราอยู่ในภาวะนั้น แต่ผมว่าที่น่าห่วงมากกกว่าคือ คนที่พูดว่าเราต้องรู้จักคิด แต่ทุกวันนี้ก็กลับมาเป็นคนเชียร์สภาวะอย่างนี้ กลับมาเป็นคนเชียร์ให้ท่องอาขยาน เชียร์การทำอะไรตามผู้ใหญ่แบบที่เบาปัญญาล้าหลังโดยที่ไม่คิดนี่ แล้วยังไม่รู้สึกอะไรอีก ซึ่งผมคนพวกนี้เต็มบ้านเต็มเมือง ใช่ไหม เห็นชัดๆ เลย ไม่ใช่แค่จากหลังรัฐประหาร การประท้วงหรือการเมืองรอบหลังนี่ ซึ่งเอาเข้าจริงก็หลายปีที่ผ่านมา เห็นชัดๆ ว่าการให้เหตุผลมันน้อยลง และการให้เหตุผลมันเป็นแบบมักง่ายขึ้นทุกที คือเหตุผลหลายอย่างมันไม่มีเหตุผล โต้แย้งนิดเดียวก็จบ แต่กลับไม่จบ กลับไม่สามารถจะฟังกันได้”




“สุดท้ายหลังรัฐประหาร ผมว่าหลายคนที่น่าจะมีสติปัญญาพอก็รู้อยู่ว่าการกระทำอันไหนบ้างที่ดูฉลาดไม่ฉลาด กลับกลายเป็นว่าการกระทำที่ไม่ฉลาดนี่เต็มไปหมด ในทางสาธารณะ แล้วก็ไม่มีความรู้สึกยางอาย เพราะว่าเขาไม่รู้สึกว่ามันน่าอายตรงไหน เพราะเขาไม่รู้ว่าการกระทำเหล่านั้นมันโง่ มันแย่”

“ยกตัวอย่างเช่นการกระทำของอธิการ และมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่เอามหาวิทยาลัยออกไปเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างไม่มียางอาย การใช้สองมาตรฐานในมหาวิทยาลัย บางอย่างทำได้ บางอย่างทำไม่ได้ การยินดีปรีดาปราโมทย์ที่จะกินตำแหน่งในรัฐบาลเผด็จการ พวกนี้เป็นการกระทำที่น่าอายทั้งนั้น ถ้าจะฝักใฝ่ขนาดนี้คุณเลือกเอาว่าควรลาออกจากการเป็นอธิการบดีหรือสนช. แต่ผมว่าควรลาออกจากการเป็นอธิการบดีนะ ( นิ่ง ) อธิการต้องมีจริยธรรม ถ้าจะไปเล่นการเมืองก็ไป อย่าเอามหาวิทยาลัยไปด้วย อธิการหรืออาจารย์มีหน้าที่พิทักษ์ปกป้องนักศึกษา ปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ มหาวิทยาลัยไทยนี่ ลืมไปเถิดครับ เรื่องการจัดอันดับอะไรต่อมิอะไร ถ้าคุณยังทำตัวอย่างนี้ไม่มีทางหรอก คนในโลกเขาไม่ได้โง่ ระดับนำสติปัญญาของบ้านเรา กลับทำเรื่องเหล่านั้น ถ้ารู้ตัวแล้วยังทำความเสียหาย ก็ถือว่าคุณไม่รับผิดชอบ หรืออีกทางคือถ้าไม่รู้ตัว ทำไปโดยไม่รู้ตัว เลยไม่มียางอาย ก็เพราะมันไม่รู้ว่ามันน่าอาย ก็ถือว่าน่าสมเพช”

มันมีความสัมพันธ์กันไหมระหว่างวัฒนธรรมทางปัญญากับการเมือง?

ธงชัย...”ผมคิดเรื่องความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องระหว่างวัฒนธรรมทางปัญญากับการเมืองมาตลอด มาคิดหนักขึ้นจากการที่เกิดรัฐประหาร คือที่เขาลงสถิติว่าคนที่ถูกกวาดจับ ถูกเรียกตัวจากเรื่องที่เกี่ยวข้องหลังรัฐประหารครั้งนี้ กลุ่มใหญ่ที่สุดสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือบรรดาผู้นำเสื้อแดง โดยเฉพาะผู้นำระดับท้องถิ่น ระดับที่สองคือปัญญาชน ผมพยายามจะอธิบายว่า อันนี้ ตอนแรกผมคิดว่าปัญญาชนเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดด้วยซ้ำไป เพราะผู้นำเสื้อแดงส่วนใหญ่โดนแบบไม่เป็นข่าว ยังคิดเลยว่า ยังไง? คนพวกนี้เกี่ยวกับคอร์รัปชั่นตรงไหน? ใช่ไหม? ถ้าเหตุผลของการรัฐประหารเป็นเรื่องนักการเมืองคอร์รัปชั่น เอาเข้าจริงนักการเมืองคอรัปชั่นที่โดนหนัก หนักขนาดอย่างที่นักวิชาการหรือแกนนำเสื้อแดงระดับท้องถิ่นระดับชาวบ้านโดนนี่ น้อยมาก (เน้นเสียง) กลายเป็นว่าคนสองกลุ่มนี่กลับโดนหนัก เราจะพูดได้ไหมว่าเอาเข้าจริงนี่ คือผมไม่คิดว่าเขาจะถึงกับโกหกชาวบ้าน พูดให้เพราะก็คือว่าเขาไม่ได้โกหก หรือไม่รู้ตัวว่าโกหก ผมว่าเขานึกว่านักการเมืองคอรัปชั่นเป็นปัญหาจริง แต่เมื่อจะลงมือจัดการว่าคนไหนยังไงแล้วเจอว่าคนที่ถูกกล่าวหาว่าคอรัปชั่นเป็นนักการเมือง หรือเอาจริงเป็นคนใกล้ๆ พวกเขาทั้งนั้น (หัวเราะ)

สอง ทำไมถึงมาลงกับชาวบ้าน ผู้นำเสื้อแดง เพราะชาวบ้านเป็นพวกที่ห่างจากเขาหน่อย เขาสามารถเล่นงานได้โดยที่ไม่รู้สึก ไม่รู้สึกระวังหรือเกรงใจใครทั้งสิ้น พูดง่ายๆไม่ใช่ elite บรรดา elite ด้วยกันเขาก็เกรงใจกัน แต่อันที่สองที่ว่าทำไมพวกนักวิชาการปัญญาชนโดนเยอะ อันนี้สิ แปลว่าไม่ได้เกี่ยวกับคอร์รัปชั่น ผมไม่ได้ว่านักวิชาการบริสุทธิ์นะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นชี้ว่าสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นปัญหาจากพวกนักวิชาการคือ กลัวความคิดเห็นที่แตกต่าง ปัจจัยที่รุนแรงและน่ากลัวที่สุดในความเห็นของพวกเขาคือความเห็นที่แตกต่าง เป็นความคิดเห็นที่แตกต่างในเรื่องระบอบการเมืองที่พึงประสงค์เท่านั้นเอง เพื่อนหลายคนที่ผมรู้จักยังบอกเลยว่า นักวิชาการพวกนี้ต้องจัดการ”

จัดการหมายถึงอะไร?

ธงชัย..”ผมไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร แต่สิ่งนี้บอกให้เห็นถึงการไม่ยอมรับกันแท้กระทั่งเพียงความคิดเห็นที่แตกต่าง ปัญญาจะเกิดขึ้นไม่ได้ในสังคมเช่นนี้ นี่คือการถอยหลังครั้งใหญ่ในทางวัฒนธรรมทางปัญญา ผู้นำขึ้นเวที แต่งเพลง แต่งอาขยาน กำหนดกฎ12ประการให้คนปฏิบัติตาม เรายอม ทั้งที่ย้อนไปก่อนนี้ไม่นานมันจะไม่มีใครยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น บรรยากาศเช่นนี้เปิดโอกาสให้คนคิดถอยหลังกลับมามีอำนาจ คนที่ล้าหลัง ดักดาน ปัญญาอ่อน นี่คือสังคมจนปัญญาอย่างแท้จริง จนปัญญาของผมหมายถึงจนแล้วซึ่งปัญญา จนหนทาง ยากไร้ซึ่งปัญญาอย่างแท้จริง”.




ช็อตเด็ดวันนี้ : รู้ป่ะ


Credit Phattita Cheraiem

Comment:





รวมซีรีส์ ‘ณ แดนลิเก’ จาก..


รวมซีรีส์ ณ แดนลิเก แถมตอนใหม่ !!!
----------------------------------------

วีไอพีมีจริตมารยาแต่ไม่มีมารยาท

คนชาตินิยมชมชอบไวน์ฝรั่งไม่คลั่งเหล้าขาว

คนชาตินิยมชมชอบสูทฝรั่งไม่คลั่งโจงกระเบน

คนชาตินิยมชมชอบหนังฝรั่งไม่คลั่งหนังไทย

คนชาตินิยมชมชอบมิวสิคัลไม่เคล้าลำตัด

ทหารตำรวจเน้นไสยศาสตร์ อาจารย์เน้นจริยศาสตร์

กฎหมายสูงสุดเกิดก่อนรัฐธรรมนูญ

ทหารผอมวิ่งเร็วได้เป็นบ่าว ทหารอ้วนวิ่งไม่ไหวได้เป็นนาย

นักข่าวปลาบปลื้มที่ได้รับเปลือกกล้วยสีเหลืองเป็นมงคลจากทั่นผู้นำราวกับได้รับน้ำมนต์จากเกจิคนดัง

การติดสินบนเป็นวัฒนธรรมอันดีงามแสดงถึงความนอบน้อม แม้แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็รับสินบนด้วยการแก้บน

ทหารและตำรวจผู้เก่งกล้าพกพาเครื่องรางของขลังเพราะกลัวตาย

มั่นใจว่าเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาแห่งจักรวาลแต่ปล้นพระคู่บ้านคู่เมืองจากประเทศเพื่อนบ้าน

มีนายพลมากกว่าอภิมหาอำนาจแต่ไม่เคยรบชนะ

ชอบเขียนกฎหมายแต่ไม่เคารพกติกา

ชอบใส่เครื่องแบบแต่ไม่มีวินัย

โสเภณีผิดกฎหมายแต่หาง่ายกว่าพี่เลี้ยงเด็ก

หมอไปสัมมนาเที่ยวด้วยเงินบริษัทยาแต่ด่านักการเมืองเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

นายกฯหญิงบินไปต่างประเทศไม่พาสามีไปด้วยถือว่าเปลืองงบ แต่นายกฯชายบินไปต่างประเทศพาภรรยาไปด้วยถือว่าเป็นหน้าเป็นตาแก่ประเทศ

คนมีบัญชีทรัพย์สินที่บริติชเวอร์จินเป็นคนเลวแต่คนมีบัญชีทรัพย์สินที่สวิสเป็นคนดี

คนมีจิตสาธารณะเบิกสวัสดิการค่าตัดสูท

สีทองเป็นสีมงคลแต่คำว่าดอกทองคือคำด่า

สีดำเป็นสีอัปมงคลแต่ผมดำกันค่อนประเทศ

สีแดงเป็นสีอัปมงคลแต่เป็นสีหนึ่งในธงชาติ

กองทัพที่งบประมาณเกือบแสนล้านเปราะบางขนาดนิ้ว 3 นิ้วจิ้มให้พังได้

ค่านิยมสร้างด้วยสติ๊กเกอร์ไลน์ ความหลงใหลสร้างด้วยคุก

มั่นใจว่าไม่เคยเป็นเมืองขึ้นฝรั่งแต่คลั่งความผิวขาว

คนมีลูกไม่เอาไหนชอบอบรมลูกคนอื่นในที่สาธารณะ

ไม่มีเงินช่วยเหลือเกษตรกรแต่มีเงินซื้อเฮลิคอปเตอร์กะเรือรบที่ไม่ได้ออกรบ

พระประณามทุนนิยมแต่ให้เช่าที่ดินทำตลาดนัด

นายพลรุ่นพี่กลัวแพ้คอมมิวนิสต์เลยออเซาะทุนนิยม นายพลรุ่นน้องกลัวแพ้ทุนนิยมเลยออเซาะคอมมิวนิสต์

ทหารไม่ได้มีไว้ทำสงครามแต่มีไว้ปราบประชาชน

ตำรวจขอเพิ่มอำนาจในภาวะกฎอัยการศึก

การแทรกแซงศาลเรียกว่าสามานย์ส่วนศาลทหารเรียกว่าผดุงธรรม

คนปิดทองหลังพระอยู่หน้าจอทีวี

คนคลั่งชาติชอบเซเลปลูกครึ่งฝรั่ง

คัดค้านการให้เงินช่วยเกษตรกรแต่ซื้อทัวร์ไปชื่นชมชีวิตเกษตรกรในประเทศที่ให้เงินช่วยเกษตรกร

บิดาแห่งศิลปกรรมผู้ก่อตั้งมหาลัยศิลปะแห่งชาติเป็นคนต่างชาติ

มหาลัยที่เก่าที่สุดเพิ่งอายุ 100 ปีแต่คนมีปริญญามั่นใจว่าฉลาดมาก

มั่นใจว่าไม่เคยเป็นเมืองขึ้นฝรั่งแต่คลั่งเรื่องสำเนียงอังกฤษแท้

คนรักลัทธิชาตินิยมชอบส่งลูกเรียนเมืองนอก

คนชอบลัทธิบุญบารมีวาสนาชอบส่งลูกเรียนโรงเรียนคริสต์

คนอ้วนเป็นโอ่งจนวิ่งไม่ไหวเป็นนายพลที่เก่งกล้าสามารถปราบศัตรูพ่าย

เมียน้อยที่เลื่อนขั้นเป็นเมียหลวงน่าสงสารเมื่อสามีมีเมียน้อยอีก

อาชญากรบวชเป็นพระกลายเป็นคนดีกว่าพระที่ก่ออาชญากรรม

องคมนตรีที่ใช้ภาษีอย่างไม่โปร่งใสสอนผู้เสียภาษีว่าอย่าโกง

นักการเมืองที่ชนะเลือกตั้งไม่ใช่คนดีเท่านักการเมืองที่ล้มเลือกตั้ง

รถไฟฟ้าความเร็วปานกลางราคา 3 ล้านล้าน เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่ารถไฟฟ้าความเร็วสูงราคา 2 ล้านล้าน

คนฉีกรธน.ขอเป็นคณะกรรมการพิทักษ์รธน.ในอนาคต


และส่วนย่อย ข้อความของเธอ เพิ่งเขียนเมื่อไม่นานมานี้ :
 


แม้แต่ซานต้าก็ใส่เสื้อแดงไม่ได้ คัลท์สุดยอด!!! ตอนแรกคิดว่าเป็นสถูปเจดีย์ที่คนเอาผ้าสีต่างๆไปไหว้เพื่อขอหวย อ่านคำอธิบายถึงรู้ว่าเป็นต้นคริสต์มาสแบบไทยๆ อึ้งไปหลายวินาทีเลย!!!


ต้นคริสมาสต์สุวรรณภูมิ
grotesque (เป็นคำชม)
เห็นด้วยกับ มิตรสหายท่านหนึ่ง

"ต้นคริสต์มาสที่สุวรรณภูมิ เปรียบไปก็เหมือน รธน.ไทยที่กำลังร่าง คืออยากเป็นสากลแบบไทยๆ เลยออกมาหลอนๆ แบบนี้ 555"


 

อิตาลีมีการปกครองและวัฒนธรรมที่คล้ายไทยมาก ไม่ว่าจะเป็นอิตาลีภายใต้มุสโสลินีหรือภายใต้เบอร์ลุสโคนี คนรวยอิตาลีมักเหยียดคนจน ข้าราชการอิตาลีก็ขึ้นชื่อเรื่องเช้าชามเย็นชาม แถมคนอิตาลีอยู่กับวาติกันเป็นศูนย์กลางศาสนาคริสต์ของโลกทำให้นักบวชมีอิทธิพลมาก 

เพื่อนชาวอิตาลีคนหนึ่งมาจากเกาะซิลิลีอันเป็นดินแดนเจ้าพ่อที่เลื่องลือ เขาเล่าว่าตอนเลือกตั้งเจ้าพ่อก็ส่งสัญญาณให้เลือกคนที่เจ้าพ่อต้องการ ญาติๆและเพื่อนๆเขาก็เลือกตามนั้น ถามเขาว่าไม่อยากให้ระบบเจ้าพ่อหมดไปคนเลือกได้ตามใจตัวเองเหรอ เขาบอกว่าอยู่อย่างนี้ก็ดีนะเพราะว่าเจ้าพ่อรู้ความต้องการคนท้องถิ่น ถนนทรุดหรือน้ำไม่ไหลก็บอกเจ้าพ่อให้จัดการได้รวดเร็วดี เลยถามเขาต่อว่าแล้วทำไมเธอเลือกมาอยู่สหรัฐฯล่ะ เพื่อนไม่ยอมตอบคำถามต่อเลยค่ะ !!!


คุณอุ๋ยวันนี้ "หลังจากฟังผมรายงานภาวะเศรษฐกิจของประเทศ เชื่อว่าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจใหม่"

คุณอุ๋ยวันนั้นที่เข้าพบทูตคริสตี้ "ทั้งนี้จากท่าทีดูจากแววตาของท่านทูตในวันนี้แล้ว เชื่อว่าเขาเข้าใจ"

ความเห็นฉัน : ความเชื่อเป็นสิทธิส่วนบุคคล เช่น เชื่อว่าผีกระสือมีจริง เชื่อว่าพระจันทร์ทำด้วยชีสเพราะสีเหลืองเหมือนชีส ฯลฯ ความเชื่ออาจไม่สมเหตุสมผลและไม่เป็นจริง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1419555466 


เศรษฐกิจพอเพียงยุคมุสโสลินี
กานดา นาคน้อย /23 ธันวาคม 2556

แกนนำของกปปส.ยังไม่เสนอแนวทางปฎิรูปเศรษฐกิจแม้ว่าแนวร่วมหลายคนประณามว่าระบบเศรษฐกิจปัจจุบันคือทุนนิยมสามานย์ เนื่องจากแนวคิดและวิธีการแย่งชิงอำนาจของกปปส.คล้ายคลึงกับแนวทางของฟาสซิสต์อิตาลีมากกว่าฟาสซิสต์เยอรมันและฟาสซิสต์ญี่ปุ่น จึงน่าศึกษาว่ารัฐบาลฟาสซิสต์อิตาลีภายใต้เผด็จการมุสโสลินีปฎิรูปเศรษฐกิจอิตาลีอย่างไร

มุสโลลินีเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรอิตาลีนานถึง 21 ปี ตั้งแต่ 10 ปีก่อนการอภิวัฒน์สยาม พศ. 2475 จนถึง 11 ปีหลังการอภิวัฒน์สยาม เศรษฐกิจอิตาลีโดนปฎิรูปให้ต่างจากทุนนิยมในสหรัฐอเมริกาและสังคมนิยมในสหภาพโซเวียตเพื่อสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ชาตินิยม เป้าหมายการปฎิรูปคือการสร้างระบบเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งผลิตเพื่อบริโภคโดยไม่พึ่งพาต่างประเทศ  

ลักษณะเด่นของเศรษฐกิจพอเพียงยุคมุสโสลินีคือการจัดตั้งสมาคมวิชาชีพในแต่ละภาคการผลิต ในทางทฤษฎีสมาคมวิชาชีพทำหน้าที่ร่วมกำหนดนโยบายรัฐ แต่ในทางปฎิบัติไม่ชัดเจนว่าสมาคมวิชาชีพมีอิทธิพลกำหนดนโยบายยุคมุสโสลินีแค่ไหน
   
นโยบายที่ดิน
รัฐบาลมุสโสลินีขยายพื้นที่การเกษตรโดยการปล่อยน้ำออกจากพื้นที่ชุ่มน้ำและป่าชายเลน แล้วบังคับให้เจ้าของที่ดินแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินกับเกษตรกรไร้ที่ดินผ่านสมาคมเจ้าของที่ดิน เนื่องจากเป้าหมายปฎิรูปที่ดินคือการเพิ่มผลผลิตให้พอเพียงสำหรับบริโภคภายในประเทศ นอกจากปฎิรูปที่ดินแล้วรัฐบาลก็รับประกันราคาสินค้าเกษตรที่ต้องการเพิ่มผลผลิตด้วย

นโยบายแรงงาน
รัฐบาลมุสโสลินีออกกฎหมายบังคับให้แต่ละอุตสาหกรรมมีสหภาพพนักงานได้สหภาพเดียวและกลุ่มนายจ้างกลุ่มเดียวในแต่ละอุตสาหกรรม สหภาพพนักงานและกลุ่มนายจ้างต่อรองกันโดยมีรัฐบาลเป็นผู้กำหนดกติกา กติกาที่สำคัญคือกฎหมายห้ามสหภาพพนักงานนัดประท้วงหยุดงานและห้ามนายจ้างหยุดจ้างงานชั่วคราวเพื่อต่อรองกับสหภาพพนักงาน กฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพการผลิต ในทางปฎิบัติกฎหมายนี้เอื้อประโยชน์ให้นายจ้างมากกว่าพนักงาน เพราะเมื่อพนักงานประท้วงไม่ได้นายจ้างก็ไม่จำเป็นต้องหยุดจ้างงานชั่วคราวเพื่อต่อรองกับพนักงาน
  
นโยบายทุน
แบงค์ชาติอิตาลีอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลมุสโสลินี หลังมุสโสลินีเป็นนายกฯเพียงปีเดียวแบงค์ชาติอิตาลีอัดฉีดเงินทุนให้บริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่สุดและสถาบันการเงินเจ้าหนี้ของบริษัทนั้นด้วย 10 ปีผ่านไปเกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เกิดปัญหาหนี้เสียจนเกิดวิกฤตการเงิน รัฐบาลมุสโสลินีจัดตั้งสถาบันฟื้นฟูอุตสาหกรรมเพื่อเข้าไปถือหุ้นวาณิชธนกิจขนาดใหญ่หลายแห่งที่เกิดวิกฤต ทำให้รัฐบาลกลายเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำนวนมากที่วาณิชธนกิจเหล่านั้นถือหุ้น
  
ตั้งแต่นั้นมารัฐบาลใช้สถาบันฟื้นฟูฯเป็นเครื่องมือแทรกแซงภาคเอกชนในทุกอุตสาหกรรม ด้วยการถือหุ้นใหญ่ในบริษัทที่ได้กำไรและไม่ได้อยู่ในสภาวะใกล้ล้มละลาย สถาบันฟื้นฟูฯทำให้ข้าราชการมีอิทธิพลต่อภาคเอกชนและเปิดโอกาสให้ข้าราชการและนักธุรกิจเอื้อประโยชน์ให้กันอย่างไม่โปร่งใส บริษัทที่สถาบันฟื้นฟูฯเข้าไปถือหุ้นนั้นมีตั้งแต่บริษัทจำกัดนอกตลาดหุ้นและบริษัทมหาชนในตลาดหุ้น (อิตาลีมีตลาดหุ้นตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) สถาบันฟื้นฟูฯมีอายุยืนยาวถึง 70 ปีและเพิ่งโดนยุบไปหลังจากที่อิตาลีหันมาใช้เงินยูโรแทนเงินลิราเมื่อ 10 กว่าปีนี้เอง
  
นโยบายการค้าและการเงินระหว่างประเทศ
รัฐบาลมุสโสลินีส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงโดยกีดกันสินค้าต่างชาติด้วยอากรนำเข้า ส่วนด้านโนบายการเงินระหว่างประเทศมุสโสลินีบังคับให้แบงค์ชาติอิตาลีใช้นโยบายแข็งค่าเงินลิรา เพราะมุสโสลินีเชื่อว่าการอ่อนค่าของเงินลิราแสดงถึงความอ่อนแอของประเทศ การแข็งค่าของเงินลิราทำให้สินค้าอุตสาหกรรมจากอิตาลีตีตลาดโลกไม่ได้ และทำให้ภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถขยายฐานการจ้างงาน  แม้ว่าอิตาลียุคมุสโสลินีผลิตสินค้าอุตสาหกรรมอย่างเรือรบและรถยนต์ได้ แต่ฐานการจ้างงานในยุคนั้นยังอยู่ในภาคเกษตรกรรม สุดท้ายภาวะเงินเฟ้อทำให้เงินลิราอ่อนค่าลง

การประชาสัมพันธ์นโยบาย
โดยเนื้อแท้ระบบเศรษฐกิจพอเพียงยุคมุสโสลินี คือระบบทุนนิยมที่จำกัดการแข่งขันทั้งในประเทศและนอกประเทศ รัฐบาลมุสโสลินีมีเทคนิคด้านการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเชื่อว่านโยบายรัฐบาลเป็นนโยบายที่ดี อาทิ

ก) นำหน้าชื่อโครงการต่างๆด้วยคำว่า ศึกเพื่อกระตุ้นอุดมการณ์ชาตินิยม เช่น ศึกธัญพืชคือโครงการเพิ่มผลผลิตธัญพืช ศึกที่ดินคือโครงการขยายพื้นที่ทำการเกษตร

ข) มุสโสลินีทำพิธีเข้านับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ทั้งๆที่ตอนก่อนเป็นนายกฯเขาเป็นนักสังคมนิยมและไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจจากคนอนุรักษ์นิยม

ค) มุสโสลินีออกกฎหมายกำหนดให้ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกเป็นศาสนาประจำชาติ และตั้งตนเป็นผู้อุปถัมภ์ศาสนาประจำชาติ

ง) พระสันตปาปาและหนังสือพิมพ์นครรัฐวาติกันยกย่องมุสโสลินีอย่างเปิดเผย

จุดจบของฟาสซิสต์อิตาลี
นโยบายรับประกันราคาสินค้าเกษตรและการแทรกแซงภาคอุตสาหกรรมด้วยเงินจากแบงค์ชาติอิตาลีทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ การแทรกแซงภาคเอกชนโดยสถาบันฟื้นฟูฯไม่ได้ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ทำให้แรงงานส่วนใหญ่ติดอยู่ในภาคเกษตร นอกจากนี้เกษตรกรที่ผลผลิตไม่ได้รับประกันราคาต้องแบกภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ประกอบกับความขัดแย้งทางการเมืองท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ ทำให้อิตาลีเกิดสงครามกลางเมืองและมุสโสลินีโดนสังหารในที่สุด หลังมุสโสลินีเสียชีวิตเพียงปีเดียวประชาชนอิตาลีลงประชามติเปลี่ยนอิตาลีจากราชอาณาจักรเป็นสาธารณรัฐ 

ติดตามเธอได้ที่นี่
ถ้าคลำหาทางเจอ