วันพุธ, พฤษภาคม 13, 2569

#อาชญากรรมในนามของความศรัทธา: เมื่อการลงทัณฑ์โดยมวลชนและการรู้เห็นเป็นใจของรัฐ ถูกโรแมนติไซส์ให้เป็นความศักดิ์สิทธิ์


Nada Chaiyajit
Yesterday
·
ขอทำหน้าที่นักวิชาการที่เป็นทั้งคนในชุมชนและเป็นมสุลิมคนหนึ่งนะคะ หลังจัดการความบาดเจ็บทางจิตใจและความโกรธต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนะคะ (บทความนี้มีการอัพเดท: 15/5/2569)

#อาชญากรรมในนามของความศรัทธา: เมื่อการลงทัณฑ์โดยมวลชนและการรู้เห็นเป็นใจของรัฐ ถูกโรแมนติไซส์ให้เป็นความศักดิ์สิทธิ์

ภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นซอยรามคำแหง 53 นับตั้งแต่การปิดล้อม มุสลิมที่มีความหลากหลายทางเพศคนหนึ่ง ต่อประเด็นการหมิ่นเนื้อหาในอัลกุรอาน นำไปสู่การใช้ความรุนแรงหลากหลายรูปแบบ และถูกสวมทับด้วยภาพของการ "กลับใจ" ของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ถูกนำมาเผยแพร่และเฉลิมฉลองกันในหน้าสื่อ ไม่ใช่ภาพของความงดงามทางจิตวิญญาณ แต่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ของการลบตัวตน (Epistemic Erasure) ที่โหดร้ายที่สุด เพราะมันคือความรุนแรงที่ผู้กระทำเชื่อมั่นอย่างหมดใจว่าตนกำลังทำภารกิจของพระเจ้า

สังคมต้องตื่นรู้และหยุดโรแมนติไซส์เหตุการณ์นี้ สิ่งที่เรากำลังเห็นคือ "อาชญากรรม" ที่ประกอบขึ้นจากฉกฉวยใช้แนวคิดทางเทววิทยาอย่างผิดที่ ผิดเวลา ผิดหลักการ และผิดกฎหมาย (Theological Misappropriation) และการสมรู้ร่วมคิดของรัฐ (State Complicity) ในทีนี้คือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยแบบตาชั่งความยุติธรรมเอียงจนหัก

1. เทววิทยาที่ถูกช่วงชิงและบิดเบือน: มนุษย์ผู้โอหังตั้งตนประหนึ่งเป็นพระผู้เป็นเจ้าเสียเอง ปลุกระดมมวลชนผู้อ้างความศรัทธาใช้กำลังปิดล้อม ข่มขู่ หรือบีบบังคับให้มนุษย์คนหนึ่งต้องสละอัตลักษณ์เพื่อแลกกับการยอมรับ ไม่ใช่การดึงบ่าวกลับสู่หนทางของอัลลอฮ์ แต่มันคือการท้าทายหลักการของศาสนาอย่างถึงราก

- อิสลามการปฏิเสธการบังคับขืนใจ: อัลกุรอานระบุชัดเจนในซูเราะห์อัลบะเกาะเราะห์ (2:256) ว่า "ไม่มีการบังคับใดๆ ในศาสนา" (La ikraha fid-deen) ศรัทธาที่เกิดจากวงล้อมของความหวาดกลัว ย่อมไม่ใช่ศรัทธา แต่เป็นการจำนนต่ออำนาจเถื่อน

- ศาสนาคือการตักเตือน ไม่ใช่ศาลเตี้ย: วจนะของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ย้ำว่า "ศาสนาคือการตักเตือนด้วยความจริงใจ" (Ad-Deen an-Naseehah) ไม่มีบทบัญญัติใดที่มอบอำนาจให้มวลชนตั้งศาลเตี้ย พิพากษา หรือกล้อนผมผู้ใดเพื่อบีบบังคับให้เขากลายเป็นคนบริสุทธิ์

ความโอหังที่ผูกขาดการให้อภัย: ฮะดีษกุดซีย์ (Sahih Muslim 2621) ได้เล่าถึงชายที่โอหังสาบานว่าอัลลอฮ์จะไม่ให้อภัยคนบาป จนอัลลอฮ์ตรัสว่า "ผู้ใดกันที่กล้าอวดอ้างสาบานด้วยนามของเราว่าจะไม่ให้อภัยเขา? เราได้ให้อภัยเขาแล้ว และทำให้การงานของเจ้าสูญเปล่า"

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พระผู้เป็นเจ้าทรงปกป้องศาสนาของพระองค์เอง: ในซูเราะห์อัลฮิจญ์รฺ (15:9) ทรงประกาศิตว่า "แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมา และแท้จริงเราจะเป็นผู้รักษามันอย่างแน่นอน" ศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าไม่เคยเปราะบางจนต้องอาศัยการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มาเป็นเกราะกำบัง ดังนั้นไม่มีทางที่อัลกุรอานจะสูญเสียความศักดิ์สิทธิ์เพียงเพราะถูกกะเทยคนหนึ่งถากถาง หรือแม้แต่มนุษย์คนใดๆคนหนึ่ง กลุ่มใดๆกลุ่มหนึ่งหยาบเหยียด

2. นิติศาสตร์แห่งความเพิกเฉย: เมื่อรัฐเอาต์ซอร์ซความรุนแรงให้มวลชน
ในมิติทางสังคมศาสตร์และนิติศาสตร์ เหตุการณ์นี้คือความล้มเหลวโดยสมบูรณ์ของนิติรัฐ (Rule of Law)

ความผิดฐานอาชญากรรม ไม่ใช่พิธีกรรมทางศาสนา: การปิดล้อมโดยมวลชนและการบังคับ "กล้อนผม" ไม่ใช่กระบวนการทางเทววิทยา แต่เป็นการละเมิดประมวลกฎหมายอาญาอย่างชัดแจ้ง ทั้งฐานข่มขืนใจผู้อื่น (มาตรา 309) หน่วงเหนี่ยวกักขัง (มาตรา 310) และการทำร้ายร่างกายและจิตใจ (มาตรา 295) ร่างกายมนุษย์ไม่ใช่พื้นที่ให้ใครมากระทำย่ำยีเพื่อสำเร็จความใคร่ทางศีลธรรม

การรู้เห็นเป็นใจของรัฐ (State Acquiescence): สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการมีอยู่ของ "เจ้าหน้าที่ตำรวจ" ที่อ้างตัวเป็นเพียงผู้ไกล่เกลี่ย การที่รัฐยืนดูและปล่อยให้มีการกล้อนผมผู้เสียหายโดยกลุ่มผู้ละเมิด นี่คือ "การสมรู้ร่วมคิด" รัฐกำลังละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้ ICCPR ที่ต้องคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย (Bodily Integrity) และเข้าข่ายการละเมิด อนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ (CAT) เพราะรัฐจงใจ "เพิกเฉย" (Acquiescence) และปล่อยให้ชุมชนลงทัณฑ์คนชายขอบแทนตนเอง นี่คือความรุนแรงเชิงบริหารจัดการ (Administrative Violence) ที่ไร้ความรับผิดชอบที่สุด

อย่าปล่อยให้บทสรุปของเรื่องนี้จบลงด้วย ภาพคนดีที่กลับใจสู่หนทางของอัลลอฮ์ ปัญญาของ การตื่นรู้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่มีต่ออัลลอฮ์ เราต้องหยุดลดทอนการตื่นรู้หรือการเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าให้กลายเป็นเรื่องของกำลังและความหวาดกลัว

ความยุติธรรมในสังคมพหุวัฒนธรรมจะไม่เกิดขึ้น หากเรายังอนุญาตให้มีการจ่าย "ต้นทุนทางเนื้อตัวร่างกาย" (Somatic Cost) เพื่อซื้อตั๋วเข้าสู่ดินแดนแห่งการยอมรับ การเป็น LGBTQIAN+ ไม่ใช่ข้ออ้างที่ใครจะนำพระนามของพระผู้เป็นเจ้ามาใช้เป็นอาวุธในการล่าแม่มด

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องแยก "ความรุนแรง" ออกจาก "ความศรัทธา" และเรียกร้องให้รัฐเลิกซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังข้ออ้างเรื่องความอ่อนไหวทางศาสนา เพื่อปฏิเสธหน้าที่ในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนทุกคน

สำหรับข้าพเจ้า เปลี่ยนความโกรธ และความเจ็บให้เป็นบทความ เขียนมันออกมาให้โลกรู้ดีกว่าเก็บความอัดอั้นตันใจไว้ ตัวอยู่ไกลใจอยู่ที่ประเทศไทยเสมอ

นาดา ไชยจิตต์
11/5/2569

นาดาจำเป็นต้องอัพเดทเพราะปรากฎว่ามีการขนโองการ หะดิษต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นความรุนแรง การฆ่าฟันประหัตประหารมากล้างอ้างความชอบธรรมต่อการใช้ความรุนแรงในครั้งนี้ นาดาอยากขอยืนยันว่า

ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ได้กล่าวว่า "หากโลกดุนยานี้ (โลกมนุษย์ สรรพสิ่ง และอำนาจทั้งปวง) มีค่า ณ ที่อัลลอฮ์เท่ากับปีกยุงเพียงข้างเดียว พระองค์จะไม่ทรงให้น้ำดื่มแก่ผู้ปฏิเสธศรัทธาเลยแม้แต่หยดเดียว" ะดีษบทนี้ชี้ให้เห็นว่า โลก โครงสร้างทางสังคม และความยิ่งใหญ่ทั้งหมดที่มนุษย์ยึดติดและแย่งชิงกันนั้น สำหรับอัลลอฮ์แล้ว มันไร้ค่าและเบาหวิวเสียยิ่งกว่า "ปีกยุง" เสียอีก

อ้างอิงจาก Hadith Qudsi - Sahih Muslim 2577a (ฮะดีษบทที่ 24 ในบันทึกอัรบะอีนของอิหม่ามอันนะวะวีย์) อัลลอฮ์ตรัสในฮะดีษกุดซีย์ว่า "โอ้ ปวงบ่าวของเราเอ๋ย พวกเจ้าไม่อาจทำอันตรายใดๆ แก่เราได้... โอ้ ปวงบ่าวของเราเอ๋ย หากแม้นว่าบุคคลแรกของพวกเจ้าและบุคคลสุดท้ายของพวกเจ้า ทั้งมนุษย์และญิน มีหัวใจที่ชั่วช้าที่สุด (ฝ่าฝืนหรือด่าทอพระองค์ร่วมกัน) สิ่งนั้นก็ไม่อาจทำให้ราชอาณาจักรและอำนาจของเราลดน้อยลงไปได้เลยแม้แต่น้อย

ย้ำอีกครั้งในแนวทางเทววิทยาแล้ว อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่เกรียงไกรมากจนไม่ทรงต้องการ "การปกป้อง" จากมนุษย์ การฝ่าฝืนของคนทั้งโลกไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนใดๆ ต่อความยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้ ไม่ควรมีมุสลิมคนใดอ้างพระนามของพระองค์ในการปกป้องศาสนาเพื่อละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ละเมิดสิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกายของบุคคลอื่น

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10174933757345232&set=a.10150219399040232