Israeli military and settlers have killed at least one Palestinian child a week on average in the occupied West Bank since the start of 2025, the UN says.
— Al Jazeera Breaking News (@AJENews) May 12, 2026
UNICEF’s James Elder condemned the escalating toll as he called on Israeli authorities to uphold children’s rights. pic.twitter.com/HRFbFgYHbV
https://x.com/AJENews/status/2054224914752602485
.....
การแถลงข่าวของเจมส์ เอลเดอร์ โฆษกองค์การยูนิเซฟ ในเจนีวา เมื่อวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569 ได้ประเมินสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมสำหรับเด็กในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครองไว้อย่างน่าตกใจ
ข้อมูลที่หน่วยงานของสหประชาชาติเผยแพร่เน้นย้ำถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจนถึงระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นี่คือข้อค้นพบที่สำคัญจากรายงาน:
สถิติความสูญเสียที่สำคัญ
จำนวนผู้เสียชีวิต: ตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 มีเด็กชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 70 คน เฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 คน
ผู้บาดเจ็บ: มีเด็กประมาณ 850 คนได้รับบาดเจ็บในช่วงเวลาเดียวกัน โดยส่วนใหญ่ถูกกระสุนจริง
ความรับผิดชอบ: ยูนิเซฟระบุว่า 93% ของผู้เสียชีวิตเหล่านี้เกิดจากกองกำลังอิสราเอล ส่วนที่เหลือเชื่อมโยงกับการโจมตีของผู้ตั้งถิ่นฐาน
ความรุนแรงของผู้ตั้งถิ่นฐานที่เพิ่มสูงขึ้น
รายงานระบุอย่างชัดเจนถึง "ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" ของความก้าวร้าวของผู้ตั้งถิ่นฐาน
สถิติสูงสุด: เดือนมีนาคม 2026 มีจำนวนชาวปาเลสไตน์ได้รับบาดเจ็บจากผู้ตั้งถิ่นฐานมากที่สุดในรอบ 20 ปี
ลักษณะของการโจมตี: เหตุการณ์ที่บันทึกไว้รวมถึงเด็กถูกยิง ถูกแทง ถูกทุบตี และถูกฉีดสเปรย์พริกไทย
ความพยายามที่ประสานงานกัน: เอลเดอร์ตั้งข้อสังเกตว่าการโจมตีมีความประสานงานกันมากขึ้น และมักมุ่งเป้าไปที่โรงเรียน บ้าน และโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่สำคัญ
การพลัดถิ่นและการกักขังอย่างเป็นระบบ:
นอกเหนือจากความรุนแรงทางกายภาพโดยตรงแล้ว สหประชาชาติยังเตือนถึง "การทำลายล้างอย่างต่อเนื่อง" ของระบบที่เด็กต้องการเพื่อความอยู่รอด:
การพลัดถิ่น: ในช่วงสี่เดือนแรกของปี 2026 เพียงอย่างเดียว ชาวปาเลสไตน์กว่า 2,500 คน (รวมถึงเด็ก 1,100 คน) ต้องพลัดถิ่น ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าจำนวนผู้พลัดถิ่นทั้งหมดที่บันทึกไว้สำหรับปี 2025 แล้ว
การกักขัง: ปัจจุบัน เด็กชาวปาเลสไตน์ 347 คนถูกกักขังโดยกองทัพอิสราเอล ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดในรอบแปดปี เด็กมากกว่าครึ่ง (180 คน) ถูกควบคุมตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ และไม่สามารถเข้าถึงทนายความได้ตามปกติ
เอลเดอร์กล่าวว่า "ความทุกข์ทรมานของพวกเขาไม่อาจยอมรับได้" พร้อมเรียกร้องให้ทางการอิสราเอลปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกที่มีอิทธิพลใช้ประโยชน์จากอิทธิพลของตนเพื่อปกป้องสิทธิเด็ก
🇪🇺 A shift in #EU politics has opened the door to new sanctions on #Israeli settlers accused of violence against #Palestinians, alongside measures targeting #Hamas leadership. #Israel rejects the move, saying it punishes citizens for their views. pic.twitter.com/8NtZ2sUHZW
— FRANCE 24 English (@France24_en) May 12, 2026
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสหภาพยุโรปได้เปิดประตูสู่มาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์ ควบคู่ไปกับมาตรการที่มุ่งเป้าไปที่ผู้นำกลุ่มฮามาส อิสราเอลปฏิเสธการเคลื่อนไหวนี้ โดยกล่าวว่าเป็นการลงโทษพลเมืองเพราะความคิดเห็นของพวกเขา
การเปลี่ยนแปลงท่าทีของสหภาพยุโรปเมื่อเร็วๆ นี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายตะวันออกกลาง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายใน เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 สหภาพยุโรปได้บรรลุข้อตกลงเป็นเอกฉันท์ในการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อทั้งผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลที่ใช้ความรุนแรงและผู้นำกลุ่มฮามาส ซึ่งเป็นการยุติความขัดแย้งทางการทูตที่ยืดเยื้อมานานหลายปี
ตัวเร่งปฏิกิริยาแห่งการเปลี่ยนแปลง
อุปสรรคสำคัญต่อมาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้มานานแล้วคือการใช้สิทธิวีโต้จากฮังการี อย่างไรก็ตาม การโค่นล้มรัฐบาลชาตินิยมที่ครองอำนาจมายาวนานและการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของรัฐบาลใหม่ที่สนับสนุนสหภาพยุโรป นำโดยปีเตอร์ มาจาร์ ได้ปูทางให้กลุ่มสหภาพยุโรปเดินหน้าต่อไปได้ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ทำให้ คายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ประกาศว่า "ความรุนแรงและลัทธิสุดโต่งย่อมมีผลตามมา"
มาตรการและเป้าหมายสำคัญ
มาตรการคว่ำบาตรประกอบด้วยการอายัดทรัพย์สินและการห้ามเดินทางต่อบุคคลและองค์กร 7 ราย ขณะที่รายชื่ออย่างเป็นทางการยังอยู่ระหว่างการจัดทำ รายงานระบุว่าเป้าหมายมีดังนี้:
กลุ่มและผู้นำผู้ตั้งถิ่นฐาน: องค์กรต่างๆ เช่น อมานา นาชาลา และเรกาวิม รวมถึงบุคคลสำคัญอย่าง ดาเนียลลา ไวส์
ผู้นำฮามาส: มาตรการใหม่ที่มุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่รับผิดชอบต่อการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม และปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่
ข้อเสนอทางการค้า: บางประเทศสมาชิก รวมถึงฝรั่งเศสและสวีเดน กำลังผลักดันมาตรการเพิ่มเติม เช่น การเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากนิคมที่ผิดกฎหมาย แม้ว่ายังไม่บรรลุข้อตกลงร่วมกัน
การถกเถียงเรื่อง "ก้าวเล็กๆ"
แม้ว่าข้อตกลงนี้จะเป็นความก้าวหน้า แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติและนักการทูตของสหภาพยุโรปหลายคนมองว่าเป็นเพียง "ก้าวเล็กๆ" นักวิจารณ์โต้แย้งว่า หากไม่มีมาตรการทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมกว่านี้ เช่น การทบทวนข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและอิสราเอลอย่างเต็มรูปแบบ มาตรการคว่ำบาตรอาจมีผลกระทบจำกัดในพื้นที่จริง ซึ่งความรุนแรงจากผู้ตั้งถิ่นฐานและการขยายตัวของการตั้งถิ่นฐานยังคงเพิ่มสูงขึ้น