เสียงเครื่องยนต์รถพุ่มพวงดังกระหึ่มภายในทำเนียบรัฐบาล เมื่อนายกฯ ขับ รัฐมนตรีพาณิชย์ซ้อนท้าย เปิดโครงการไทยช่วยไทย กลบข่าวสำคัญที่รัฐบาลอนุทิน ผ่านทางผลงาน ‘ซูเปอร์จี’ หนุน ‘ซีพี’ ทำสัญญานำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐอย่างน้อยๆ ๑ ล้านตัน
การลงนามทำเอ็มโอยูครั้งนี้ยิ่งใหญ่นัก คู่สัญญาฝ่ายไทยเห็นชื่อก็รู้ทันทีว่าใหญ่แค่ไหน ฝ่ายสหรัฐเป็นกลุ่มผู้ค้าอาหารสัตว์ระดับ ‘ยักษ์’ ที่เรียกกันตามอักษรตัวแรกของชื่อว่า ABCD “จำนวนเริ่มต้น ๑ ล้านตัน” ทำให้ BIOTHAI รายงานว่า
“อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดอาหารสัตว์ไทยครั้งใหญ่ ที่ผู้ได้ประโยชน์หลักไม่ใช่เกษตรกรไทย แต่คืออุตสาหกรรมเกษตรขนาดยักษ์ของสหรัฐอเมริกาและบรรษัทอาหารสัตว์ข้ามชาติ” โดยเฉพาะฝ่ายสหรัฐเรียกโครงการนี้ว่า
“สนับสนุนการส่งออกข้าวโพดของสหรัฐฯ...นั่นหมายความว่า ไทยกำลังถูกมองเป็น ‘ตลาดยุทธศาสตร์’ สำหรับการระบายผลผลิตข้าวโพดของอเมริกา มากกว่าจะเป็นเพียงการแก้ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนชั่วคราว” เพราะ ๑ ล้านตัน แค่เริ่มต้น
จำนวนจริงอาจ “๓ ถึง ๔.๒ ล้านตัน” ตามข้ออ้าง “ไทยใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ ๙–๑๐ ล้านตันต่อปี แต่ผลิตได้เพียง ๔–๕ ล้านตัน ทำให้ยัง ‘ขาด’ วัตถุดิบอีกประมาณ ๔ ล้านตัน และจำเป็นต้องนำเข้าเพิ่มเติม” คำถามจึงเกิด
“ใครจะเป็นผู้รับผลกระทบมากที่สุด” แรกเลยก็ชาวไร่ไทย จาก “แรงกดดันต่อราคาข้าวโพดในประเทศ แม้ภาครัฐจะยืนยันว่ามีมาตรการ ซื้อข้าวโพดไทย ๓ ส่วนต่อการนำเข้า ๑ ส่วน” แต่ผลกระทบจะไปถึงตลาดข้าวของไทยด้วย เนื่องจาก
“ปัจจุบันโรงงานอาหารสัตว์จำนวนมากใช้ปลายข้าว ข้าวหัก และรำข้าวจากโรงสีไทยเป็นส่วนผสมอาหารสัตว์ หากมีการนำเข้าข้าวโพดราคาถูกจากสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความต้องการใช้วัตถุดิบเหล่านี้ในประเทศอาจลดลง”
จากนั้นผลกระทบจะขยับต่อไปเป็นลูกโซ่ ทำให้ “ราคาปลายข้าวและข้าวหักตกต่ำ รายได้ของโรงสีลดลง และส่งผลกระทบต่อความสามารถในการรับซื้อข้าวจากชาวนาลดลงตามไปด้วย ต่อเนื่องไปถึง...ผลกระทบทางนโยบายในระยะยาว
...ทำให้ประเทศเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดโลก สงครามการค้า ค่าเงิน และภูมิรัฐศาสตร์อาหารมากขึ้น ขณะที่เกษตรกรไทยอาจค่อย ๆ สูญเสียพื้นที่ทางเศรษฐกิจของตนเอง”
(https://www.facebook.com/biothai.net/posts/BC3gCmvZ และ https://ch3plus.com/news/political/morning/462757=IwY2xjawRv)
