วันเสาร์, ตุลาคม 17, 2569

“ธนาคารโลกคือตัวสร้างปัญหา ยังคงลอยนวล ไม่ยอมรับผิดชอบตรงนี้ วันนี้เมื่อท่านเดินทางมาประเทศไทย เราอยากบอกให้ท่านรับรู้ว่า การลงทุนของท่านได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนปากมูลมาตั้งแต่ปี 2536 ท่านต้องรับผิดชอบต่อชีวิตและความสูญเสียของพวกเรา เพราะจนถึงวันนี้ คนปากมูลยังคงรอความเป็นธรรมและรอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องออกมารับผิดชอบ


Greenpeace Thailand

14 hours ago
·
“เราเป็นคนหาปลา เรารู้ดีว่าถ้ามีเขื่อน ปลาไม่สามารถข้ามขึ้นมาได้เหมือนเดิม เราพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่าการสร้างเขื่อนเป็นปัญหาระดับนโยบาย และอาชีพหาปลาของเรามีคุณค่าและสร้างรายได้มากกว่าการผลิตไฟฟ้า
.
“ตลอด 36 ปีที่ผ่านมา เราต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความเดือดร้อน จากชุมชนกว่า 6,000 ครอบครัว มีมากกว่า 1,000 ครอบครัวที่ประกอบอาชีพหาปลา แต่จนถึงวันนี้ รัฐบาลและธนาคารโลกที่เข้ามาลงทุนกลับยังไม่ยอมรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น ขณะที่เราต้องใช้เวลาถึง 29 ปีในการพิสูจน์สิทธิและยืนยันว่าเราเป็นคนหาปลาที่ได้รับผลกระทบจริง เรายังคงเรียกร้องให้เปิดเขื่อน เพราะวันนี้ปลาไม่มี เกาะแก่งที่เคยเป็นแหล่งทำมาหากินจมหายไป และอุบลราชธานีก็เผชิญปัญหาน้ำท่วมจากผลกระทบของเขื่อน
.
“ธนาคารโลกคือตัวสร้างปัญหา ยังคงลอยนวล ไม่ยอมรับผิดชอบตรงนี้ วันนี้เมื่อท่านเดินทางมาประเทศไทย เราอยากบอกให้ท่านรับรู้ว่า การลงทุนของท่านได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนปากมูลมาตั้งแต่ปี 2536 ท่านต้องรับผิดชอบต่อชีวิตและความสูญเสียของพวกเรา เพราะจนถึงวันนี้ คนปากมูลยังคงรอความเป็นธรรมและรอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องออกมารับผิดชอบ
.
“ที่เราประท้วงมา 36 ปี ไม่มีใครจ้างเราเลยสักบาทเดียว ถ้าไฟจะไหม้บ้านคุณ คุณจะทำอย่างไร การที่คุณอ้างว่าผลิตพลังงานสะอาดแต่กำลังทำลายชีวิตประชาชน ธนาคารโลกต้องหยุดเถอะค่ะ หยุดทำลายทรัพยากร เราไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน แต่อาศัยทรัพยากรในการดำรงชีวิต น้ำที่สะอาดคือชีวิต คือแม่ของเรา เราเคารพพระแม่คงคา ถ้าคุณคิดว่าเขื่อนคือตัวผลิตไฟและเป็นพลังงานสะอาด เราจะเถียง หยุดสร้างเขื่อนที่จะเป็นผลกระทบต่อพวกเรา
.
“เขื่อนปากมูลเกิดขึ้นโดยธนาคารโลก ถูกนำเสนอว่าจะเป็นโครงการที่สร้างเศรษฐกิจ แต่เสียงคัดค้านของประชาชนกลับไม่ได้รับการยอมรับ เขื่อนนี้สร้างผลประโยชน์ทางพลังงานจำกัด แต่ความเสียหายสูง สร้างความสูญเสียตั้งแต่ผลกระทบในการอพยพของปลา จนถึงวิถึชึวิตของชุมชน แม้แต่ธนาคารโลกเองก็ยอมรับว่าเขื่อนปากมูลให้บทเรียนสำคัญที่ต้องติดตามผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เมื่อธนาคารโลกยอมรับว่ามีผลกระทบ แล้วเหตุใดประชาชนที่ต้องจ่ายบทเรียนนั้นกลับไม่ได้รับความเป็นธรรม
.
“นี่คือความไม่รับผิดชอบต่อผู้ที่ต้องรับผลกระทบ คนหาปลา แหล่งทำกินที่ชุมชนพึ่งพามาหลายชั่วอายุคน สำหรับคนที่มองแม่น้ำผ่านตัวเลข ปลาอาจเป็นทรัพยากรที่ตีเป็นเงิน แต่สำหรับพวกเราเป็นความรุ้และความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติ และเป็นอิสระภาพในการดำรงชีวิต สิ่งที่สูญเสียไม่ใช่แค่รายได้ แต่ความสามารถของชุมชนในการเลี้ยงชีวิตตนเอง”
.
แม่สมปอง เวียงจันทร์ ตัวแทนชุมชนต่อสู้เขื่อนปากมูลตั้งแต่ปี 2532 ก่อนที่ธนาคารโลกจะปล่อยกู้ในปี 2536 ใช้เวลาสร้าง 4 ปี แต่ก่อผลกระทบยาวนานจนถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้แม่สมปอง และคนปากมูลยังคงเรียกร้องและรอคอยความรับผิดชอบจากธนาคารโลก กระทรวงพลังงาน และกฟผ.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1522072169967548&set=a.632113192296788
.....

เรื่องราวการต่อสู้ของ แม่สมปอง เวียงจันทร์ และพี่น้องสมัชชาคนจนแห่งลุ่มน้ำปากมูล สะท้อนภาพความขัดแย้งเรื่องการพัฒนาขนาดใหญ่กับวิถีชีวิตชุมชน โดยมีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้:

1. จุดเริ่มต้นและการคัดค้านก่อนสร้างเขื่อน (พ.ศ. 2532 - 2536)

โครงการเขื่อนปากมูล เป็นเขื่อนประเภทน้ำไหลผ่านตลอดปี (Run-of-the-river) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก่อสร้างบริเวณปากแม่น้ำมูล อำดัชนีโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อผลิตไฟฟ้าและสนับสนุนการเกษตร

ปี 2532: ชาวบ้านเริ่มรับรู้ข้อมูลและรวมตัวกันคัดค้าน เนื่องจากประเมินได้ว่าเขื่อนจะทำลายระบบนิเวศน์ แหล่งอาหาร และวิถีชีวิตการหาปลาในแม่น้ำมูล ซึ่งเป็น "อู่ข้าวอู่น้ำ" ที่สำคัญของคนอีสานใต้

ปี 2536: แม้จะมีการคัดค้านอย่างหนักจากภาคประชาชน แต่ ธนาคารโลก (World Bank) ได้อนุมัติเงินกู้ 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ประเทศไทยเพื่อใช้ในการก่อสร้างเขื่อนปากมูล ส่งผลให้โครงการเดินหน้าต่อท่ามกลางเสียงคัดค้านที่ทวีความรุนแรงขึ้น

2. ผลกระทบหลังการสร้างเขื่อน (พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา)

เขื่อนปากมูลเริ่มก่อสร้างในปี 2537 และแล้วเสร็จเปิดใช้งานในปี 2540 แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงตรงข้ามกับที่รัฐเคยศึกษาไว้:

วิกฤตประมวลและรายได้สูญหาย: ปลาในแม่น้ำมูลกว่า 150 ชนิดลดจำนวนลงอย่างฮวบฮาบ เพราะเขื่อนปิดกั้นเส้นทางอพยพของปลาจากแม่น้ำโขง ทำให้ชาวบ้านที่เคยมีอาชีพหาปลาสูญเสียรายได้และวิถีชีวิต

การสูญเสียที่ดินทำกิน: ชาวบ้านนับพันครัวเรือนต้องสูญเสียที่ดินริมน้ำและบ้านเรือนจากการถูกน้ำท่วมอ่างเก็บน้ำ

การเยียวยาในระยะแรกไม่ทั่วถึงและไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่แท้จริง

3. การลุกขึ้นสู้ของแม่สมปองและสมัชชาคนจน

แม่สมปอง เวียงจันทร์ กลายมาเป็นหนึ่งในแกนนำคนสำคัญที่ลุกขึ้นสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเครือข่ายสมัชชาคนจน เธอและชาวบ้านได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อชุมนุมเรียกร้องสิทธิหลายต่อหลายครั้ง (เช่น การชุมนุมยาวนานที่หน้าทำเนียบรัฐบาลในช่วงปี 2540) เพื่อกดดันให้รัฐบาลรับผิดชอบ

จุดยืนของชาวบ้านไม่ใช่เพียงการเรียกร้องเงินชดเชย แต่รวมถึงการ "เปิดประตูเขื่อน" เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติและระบบนิเวศแม่น้ำมูลให้กลับคืนมาดังเดิม

4. สถานการณ์ปัจจุบันและการรอคอยความรับผิดชอบ

แม้ว่าในบางช่วงเวลา รัฐบาลเคยมีมติให้ทดลองเปิดประตูเขื่อนเพื่อศึกษาผลกระทบ ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าระบบนิเวศและปลาเริ่มฟื้นตัว แต่ปัญหาโครงสร้างการบริหารจัดการและการชดเชยเยียวยาก็ยังไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

จนถึงปัจจุบัน แม้เวลาจะผ่านมานานกว่า 3 ทศวรรษ แม่สมปอง เวียงจันทร์ และเครือข่ายชาวบ้านปากมูล ยังคงยืนหยัดทวงถามความรับผิดชอบจาก 3 หน่วยงานหลัก คือ ธนาคารโลก (ในฐานะผู้ให้ทุนสนับสนุนหลักตั้งแต่ต้นน้ำ), กระทรวงพลังงาน และ กฟผ. เพื่อให้มีการเยียวยาความเสียหายที่ยาวนาน และคืนความสมบูรณ์ให้กับลุ่มน้ำมูลอย่างยั่งยืน





คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน-กป.อพช.
13 hours ago
·
ปิดฉาก 2 วันชุมนุมต้าน World Bank - IMF! ของเครือข่ายประชาขนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ มวลชนร่วมวางดอกไม้จันทน์สาปส่งทุนข้ามชาติ ประกาศ "ปฏิญญาคลองเตย" ลั่นพร้อมสร้างเมืองด้วยสองมือสองตีนประชาชนปลุกมวลชนรื้อโครงสร้างอำนาจรัฐ ลุยร่าง รธน.ใหม่ด้วยสองมือประชาชน
.
กรุงเทพฯ, (16 ตุลาคม 2569 ) ปิดฉากลงแล้วอย่างเป็นทางการ สำหรับการชุมนุมใหญ่ของ "เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ที่ปักหลักขับเคลื่อนข้อเรียกร้องตลอด 2 วันเต็ม ท่ามกลางสถานการณ์ที่เข้มข้น ทั้งการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รัฐ การสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านตัวแทนชุมชน และการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ทรงพลัง ณ บริเวณแยกพระราม 4
.
ย้อนรอยวันแรกการสกัดกั้นและหยาดเหงื่อกลางแยกพระราม 4
การชุมนุมเริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือดตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม เมื่อมวลชนเคลื่อนขบวนจากห้าแยก ณ ระนอง มุ่งหน้าสู่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แต่กลับถูกสกัดกั้นอย่างแน่นหนาจากแนวเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณแยกพระราม 4 นำไปสู่การยื้อยุดฉุดกระชากและใช้กำลังเกินกว่าเหตุจนมีประชาชนได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เครือข่ายฯ ต้องออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของผู้สั่งการ พร้อมยืนยันว่าสถาบันการเงินโลกไม่มีสิทธิมาจำกัดเสรีภาพของประชาชนในประเทศนี้
.
วันที่สองเสียงจากเครือข่ายประชาชน และละครผลกระทบธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ
แม้จะเผชิญการสกัดกั้น แต่มวลชนยังคงปักหลักสู้อย่างเหนียวแน่นในวันที่ 16 ตุลาคม เวทีปราศรัยถูกเปิดขึ้นเพื่อตีแผ่ผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาที่ไร้หัวใจ ไฮไลต์สำคัญคือเสียงสะท้อนจาก "สภาริมรางรถไฟ" นำโดยตัวแทนจากขอนแก่นและกรุงเทพฯ ที่ขึ้นมาเปลือยความจริงของ พ.ร.บ. TOD (การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน ซึ่งอ้างการสร้างเมืองสีเขียว แต่กลับไล่รื้อและพรากที่ดินทำกินของคนจนไปประเคนให้นายทุน ภายใต้คำสั่งและเงื่อนไขของธนาคารโลก นำมาสู่วาทะเดือดที่ว่า "ที่ดินกระจุก คนจนกระจาย" และ "พวกเราคือผู้บุกเบิก ไม่ใช่ผู้บุกรุก" นอกจากนี้ยังมีอีกหลากหลายเครือข่ายที่ได้ขึ้นปราศรัยอาทิ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน
.
นอกจากนี้ ยังมีการแสดงละครเวทีเชิงสัญลักษณ์ชุด “สำรับหรู คู่ยาพิษ” ที่เปลือยต้นทุนชีวิตคนจนบนโต๊ะอาหารคนรวย ชี้ให้เห็นว่าทรัพยากร ทั้งข้าว ปลา ผัก และน้ำ ล้วนแลกมาด้วยการยึดที่ดิน สร้างเขื่อน ก่อหนี้ และปล่อยมลพิษจากเหมืองแร่ พร้อมทั้งทวงถามสวัสดิการให้ฟันเฟืองที่สังคมมองข้าม อย่างแรงงานหญิงแม่และคนทำงานดูแล (Care Income)
.
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม’ส่งลมหายใจ ยืนยันเจตจำนงประชาชนกำหนดอนาคต’ ที่เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟต้องการส่งต่อเจตจำนงและสื่อสารผ่านลูกโป่งที่มีข้อความว่า ‘We are 99%’ และ ‘No World Bank No IMF’ ไปยังที่ประชุม World Bank ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย
.
เดือดสู้แดด! วางดอกไม้จันทน์ - เคลื่อนลูกโลกที่ประชาชนโอบอุ้ม
เมื่อเข้าสู่ช่วงบ่าย อุณหภูมิการชุมนุมทวีความร้อนแรงขึ้น มวลชนได้ร่วมกันทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ นำ "ดอกไม้จันทน์" ไปวางทับบนภาพใบหน้าของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก (World Bank) และเนวิน ชิดชอบ เพื่อเป็นการไว้อาลัยและสาปส่งนโยบายระดับชาติและระดับโลกที่เอื้อประโยชน์ให้นายทุน แต่ทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน
.
ตามด้วยกิจกรรม "เคลื่อนลูกโลก" ขนาดใหญ่ ส่งต่อผ่านมือพี่น้องประชาชนไปรอบๆ พื้นที่ชุมนุม เพื่อแสดงพลังแห่งความสามัคคี พร้อมตะโกนคำขวัญดังกึกก้องแยกพระราม 4 ว่า "หยุดทุนล้างโลก ประชาชนกำหนดอนาคตตนเอง!"
บทสรุปการต่อสู้ประกาศ "ปฏิญญาคลองเตย"
ในช่วงท้ายของการชุมนุมวิศรุต ศรีจันทน์ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนฯ ได้อ่านแถลงการณ์ปิดท้าย ภายใต้ชื่อ "ปฏิญญาคลองเตยสร้างบ้านเมืองจากสองมือสองตีนของประชาชน"
.
ปฏิญญาฉบับนี้ระบุอย่างชัดเจนว่า นโยบายหรือกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะมาจากรัฐบาลไทยหรือธนาคารโลก ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการนำทรัพยากรและสวัสดิการของรัฐไปเป็นสินค้าของนายทุน เครือข่ายฯ ชี้ว่า แม้ไทยจะไม่ได้เป็นหนี้ก้อนโตเหมือนวิกฤตปี 2540 แต่การตกอยู่ภายใต้ "อาณานิคมทางความคิด" ขององค์กรโลกบาลเหล่านี้ กลับมีอิทธิพลทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติยิ่งกว่ากระสุนปืน
.
แถลงการณ์เน้นย้ำว่า ประเทศไทยไม่อาจก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ หากไม่รื้อถอนโครงสร้างคอร์รัปชันและอำนาจศักดินา การชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกจึงเป็นเพียงจุดแวะพักระหว่างทาง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดคือ "การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่" ที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง
.
ก่อนยุติการชุมนุม เครือข่ายประชาชนฯ ได้ให้คำมั่นสัญญาร่วมกันว่าจะเกาะเกี่ยวร้อยเรียงขบวนการภาคประชาชนเข้าด้วยกัน เพื่อทำภารกิจแห่งอนาคต เปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ก้าวหน้าด้วย "สองมือสองตีนของประชาชน" จากนั้นมวลชนจึงทยอยแยกย้ายเดินทางกลับด้วยความสงบ ปิดฉากการชุมนุม 2 วันที่เต็มไปด้วยพลังและข้อเรียกร้องแห่งยุคสมัยอย่างสมบูรณ์
อ่านปฏิญญาฉบับเต็มได้ที่ลิงค์นี้
https://www.facebook.com/share/p/1CdL6Vv6Jn/?mibextid=wwXIfr