
1 ปีในเรือนจำของ 5 จำเลยคดี ม. 110 หลังศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกคนละ 16 ปี ส่วนเอกชัยเพิ่มโทษ 1 ใน 3 รวม 21 ปี 4 เดือน
5/9/2026
iLaw
เป็นระยะเวลา 1 ปีแล้วที่เอกชัย หงส์กังวาน ฟรานซิส-บุญเกื้อหนุน เป้าทอง ตัน-สุรนาถ แป้นประเสริฐ ชนาธิปและภาณุภัทร์ถูกคุมขังตามคำพิพากษาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 จากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 มูลเหตุแห่งคดีสืบเนื่องจากคณะราษฎรประกาศเคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปที่ทำเนียบรัฐบาล ขบวนหลักเคลื่อนไปหยุดที่แนวกั้นบริเวณพาณิชย์พระนครก่อนถึงแยกนางเลิ้ง ขณะที่บางส่วนไปรอที่ถนนพิษณุโลก ระหว่างนั้นมีขบวนเสด็จของพระราชินีและเจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ ผ่านเข้ามาและนำมาสู่คดีประวัติศาสตร์ดังกล่าว
อ่านรายละเอียดคดีเพิ่มเติม
คดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง อย่างไรก็ตามในชั้นอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งหมดมีความผิดในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 ประกอบมาตรา 80 มาตรา 215 มาตรา 385 และกีดขวางทางจราจร โดยฐานกีดขวางทางจราจรให้ปรับทางพินัย การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทที่หนักที่สุดตามมาตรา 110 จำคุกคนละ 16 ปี เพิ่มโทษเอกชัย จำเลยที่ 1 ตามคำขอของโจทก์ เพิ่ม 1 ใน 3 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 21 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา จำเลยทั้งหมดถูกคุมขังระหว่างฎีกานับแต่นั้น
สถานการณ์ในเรือนจำ เอกชัยที่ถูกคุมขังในเรือนจำคลองเปรม มีปัญหาทางด้านสุขภาพจากภาวะต่อมลูกหมากโต ตับโตและม้ามโต ที่ผ่านมาเครือข่ายภาคประชาชนจึงได้ยื่นหนังสือต่อหลายหน่วยงานทั้งฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยข้อเรียกร้องสูงสุดคือการได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างที่คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด หรืออย่างน้อยที่สุดคือการได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที รวมไปถึงต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องและส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลซึ่งมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย แต่จนถึงวันนี้ (5 กันยายน 2569) เอกชัยยังไม่ได้ถูกส่งตัวไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลภายนอกเรือนจำ
นอกจากนี้ในวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ทนายความของฟรานซิสและตันยื่นฎีกา ในประเด็นดังต่อไปนี้
ไม่มีใครทราบว่าจะมีขบวนเสด็จผ่านและการรับรู้ของผู้คนไม่เท่ากัน
ฟรานซิสและตันบอกว่า ในวันเกิดเหตุ สถานที่เกิดเหตุเป็นสถานที่โล่งแจ้ง มีผู้คนจำนวนมาก มีเสียงอื้ออึงทำให้ประชาชนรับรู้เหตุการณ์ต่างกัน เช่น คำให้การของ ส.ต.ต.พันธ์เทพ กระจ่างศรี ในฐานะพยานโจทก์ เขามีภารกิจหลักคือป้องกันผู้ชุมนุม ประจำจุดทำเนียบรัฐบาลเวลา 17:00 น. พยานยืนแถวราวครึ่งชั่วโมงยังไม่ทราบภารกิจ ซึ่งพยานมาทราบภารกิจเกี่ยวกับขบวนเสด็จภายหลังผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว และไม่ทราบว่าเป็นขบวนเสด็จของพระองค์ใด จนกระทั่งเสร็จภารกิจวันนั้นก็ยังไม่ทราบว่าเป็นขบวนของใคร
หรือแม้แต่พยานโจทก์ที่เป็นฝ่ายปกป้องสถาบันฯ 5 คน รับทราบว่าเป็นขบวนของสมเด็จพระราชินีในเวลาที่แตกต่างกัน บางคนทราบหลังจากขบวนเสด็จผ่าน บางคนไม่ทราบว่าเป็นขบวนของใคร เป็นต้น แต่ไม่มีผู้ใดทราบผ่านการประชาสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุเลย ซึ่งยังไม่รวมว่าข้อมูลเส้นทางเสด็จเป็นข้อมูลที่อยู่ในชั้นลับมากไม่ได้เป็นการประกาศต่อสาธารณะ ประชาชนทั่วไปไม่สามารถรับรู้ได้ ดังนั้นศาลอุทธรณ์ไม่อาจวินิจฉัยรวมได้ว่าผู้ชุมนุมในบริเวณถนนพิษณุโลกรับทราบถึงขบวนเสด็จของพระราชินีได้
บนเส้นทางไม่มีความพร้อมของการเตรียมเส้นทางขบวนเสด็จ
การถวายความปลอดภัยของขบวนเสด็จตามแผนของกองบัญชาการตำรวจนครบาลระบุว่า ต้องมีการวางกำลังเจ้าหน้าที่ป้องกันประชาชนไม่ให้รุกล้ำเข้าไปกีดขวางเส้นทางเสด็จก่อนเวลาเสด็จไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง ให้ระมัดระวังประชาชนตามเส้นทางเสด็จโดยประชาสัมพันธ์ไม่ให้วิ่งเข้าไปในขบวนเสด็จหรือล้ำเข้าไป ให้มีจัดวางกำลังตำรวจรักษาการถวายความปลอดภัยอำนวยความสะดวกการจราจรตามเส้นทางเสด็จ กำหนดให้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจถวายความปลอดภัยในเส้นทางทั้งเสด็จมาและเสด็จกลับทุกระยะ 50 เมตร แต่ในวันเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ไม่ได้จัดเตรียมความพร้อมของพื้นที่เพื่อเส้นทางเสด็จและมีรายงานว่าแม้แต่ในขณะขบวนเสด็จของพระราชินีเคลื่อนผ่าน ตำรวจก็ยังไม่สามารถจัดการตามแผนความปลอดภัยได้
อีกทั้งการให้การของพล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ พยานจำเลย เคยทำหน้าที่ถวายอารักขาขบวนเสด็จเรื่อยมา พยานเป็นทั้งผู้ปฏิบัติและผู้ออกแบบแผนกองบัญชาการตำรวจนครบาลบอกว่า ที่เคยปฏิบัติมาต้องมีตำรวจประจำจุดห่างกัน 10-20 เมตร ต่อหนึ่งคนมีนายตำรวจแต่งเครื่องแบบและถวายพระเกียรติตามเส้นทาง 100-200 เมตรต่อคน และต้องมีเข้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางเสด็จเช่นผ่านพื้นที่ทหารต้องจัดทหารมาแทรกแถว มีอาสาตำรวจและมีกลุ่มเสื้อเหลืองผ้าพันคอหมวกสีฟ้าจิตอาสามาถวายพระเกียรติ แต่ในพื้นที่เกิดเหตุไม่มีองค์ประกอบเหล่านี้และยังมีรถจอดอยู่ริมถนน ซึ่งที่เคยปฏิบัติมาภายในครึ่งชั่วโมงก่อนมีขบวนเสด็จมาถึงจะต้องไม่มีสิ่งใดอยู่ในถนน
ประชาชนเข้าใจว่าจะมีการสลายการชุมนุม
ภายในพื้นที่วันเกิดเหตุ บริเวณถนนพิษณุโลก ข้างทำเนียบรัฐบาลไม่มีความเรียบร้อย พบรถตู้และแนวของกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (คฝ.) จากหลักฐานการถ่ายทอดสดของประวิตร โรจนพฤกษ์ สื่อมวลชนได้ให้ข้อมูลในฐานะพยานจำเลยว่า ในวันเกิดเหตุไม่ทราบว่าจะมีขบวนเสด็จมา เนื่องจากพื้นที่ไม่ได้มีความพร้อมต่อขบวนเสด็จ เขากลับพบว่าหลังจากถ่ายทอดสดไป 10 นาทีตำรวจกำลังตั้งแถวเป็นระบบทำให้เข้าใจว่าอาจเกิดการสลายการชุมนุมขึ้นและยังไม่มีการประกาศว่าจะมีขบวนเสด็จมาแต่อย่างไร มาทราบเข้าเมื่อเห็นพระราชินีแล้ว
พล.ต.ต.สุพิศาลเองก็ให้การว่า ในวันนั้นมีรถตู้หลายคันเข้ามาจอดขวางเส้นทางเสด็จ เข้าใจว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ให้ประชาชนลงไปในถนน ผสานกันกับการนำตำรวจคฝ.ยืนขวางถนนทำให้ประชาชนที่มาเกิดความสับสน เพราะไม่มีการวางจุดสัญลักษณ์ของการเตรียมเส้นทางเสด็จและไม่มีการประชาสัมพันธ์ที่ชัดเจน
พฤติการณ์ของฟรานซิสและตันไม่ได้มีเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จ
ฟรานซิสมายังพื้นที่ชุมนุมเพื่อทำกิจกรรมระดมทุนให้กลุ่ม Anti One China ขณะที่เขามาถึงมีรถตู้อยู่บนสะพานชมัยมรุเชฐแล้วและเพื่อนของเขาได้ถูกดึงออกจากถนนโดยไม่ทราบสาเหตุ ได้รับบาดเจ็บจนต้องรักษาพยาบาล ซึ่งตรงกับคำเบิกความของพยานโจทก์ซึ่งมาถึงที่เกิดเหตุและได้ให้ความช่วยเหลือนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง เขาได้ถือโทรโข่งตะโกนกับตำรวจเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรงกับเพื่อนแต่ไม่ได้มีความมุ่งหมายจะขัดขวางขบวนเสด็จพระราชินีแต่อย่างใด ตอนขบวนเคลื่อนผ่านก็หลบจากถนนออกมาและยืนอยู่ด้านข้าง ซึ่งกว่าจะทราบว่าเป็นขบวนเสด็จพระราชินีก็ผ่านเหตุการณ์มาแล้วครึ่งชั่วโมงแล้ว
สำหรับตัน วันเกิดเหตุเขาไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มราษฎรแต่เนื่องจากทำงานแต่ติดตามมาภายหลังจึงไม่ได้เดินมากับขบวนผู้ชุมนุมซึ่งยังติดอยู่ที่แยกนางเลิ้ง เขาจึงมารออยู่ที่เชิงสะพานชมัยมรุเชฐและเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามนำรถตู้มาปิดบนสะพาน เขายังไปขอร้องไม่ให้ตำรวจปิดสะพาน ก่อนตำรวจนำรถตู้มาขวางสะพานกลุ่มประชาชนไม่ได้อยู่บนถนนแต่อยู่ริมถนนและบนฟุตบาท แต่เมื่อตำรวจนำรถมาปิดประชาชนเลยข้ามมาอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล ช่วงนั้นเขายืนอยู่ตรงช่องทางที่เปิดออก สักครู่หนึ่งได้ยินเสียงโห่ร้อง ตำรวจตั้งแถวปิดถนนหน้าทำเนียบแถวตำรวจเดินหน้ามา ผู้ชุมนุมเข้าใจว่าจะสลายชุมนุมหรือผลักดันให้พ้นแนวรถตู้ไป เดินหน้าเข้ามาจนห่างแนวรถตู้ประมาณ 15 เมตรเห็นผู้หญิงและผู้ชายถูกผลักล้มลง เขาได้ยินเสียงผู้ชุมนุมด้วยกันบอกให้นั่งลง
ตันเห็นว่าการนั่งลงน่าจะหยุดการรุกคืบของตำรวจ ลดการปะทะไม่เกิดการบาดเจ็บข้าจึงตะโกนบอกให้นั่งลง เพราะคิดว่าดีที่สุด แต่เหตุการณ์ผ่านไปราว 20 วินาที เขาเห็นว่าตำรวจยังดันเข้ามาจึงขอให้ตำรวจหยุดและกวักมือเรียกให้ผู้ชุมนุมออกมาและก็ออกไปยืนด้านซ้ายของถนนจากนนั้นก็ไม่เห็นเหตุการณ์อีก ฉะนั้นตันไม่ใช่คนสั่งการเป็นเพียงผู้ชุมนุมที่ไม่อยากให้เกิดการบาดเจ็บของผู้ชุมนุมเกิดขึ้นจากตำรวจเท่านั้น
ทั้งฟรานซิสและตันจึงยืนยันได้ว่า ทั้งสองไม่ได้มีเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จ ซึ่งเป็นการประทุษร้ายต่อเสรีภาพพระราชินีตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา
https://www.ilaw.or.th/articles/59300