วันพุธ, กรกฎาคม 01, 2569

ที่ประชุมวุฒิสภาผ่านร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยคงหลักการเดิมไม่ให้นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ทุกกรณี แม้ผู้ถูกกล่าวหา/ผู้ต้องหา/จำเลย จะเป็นเยาวชนก็ตาม (เปลี่ยนชื่อพรบเหอะ พรบ.นี้ สร้างเสริมความแตกแยกมากกว่า)


บีบีซีไทย - BBC Thai

10 hours ago
·
ที่ประชุมวุฒิสภาผ่านร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยคงหลักการเดิมไม่ให้นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ทุกกรณี แม้ผู้ถูกกล่าวหา/ผู้ต้องหา/จำเลย จะเป็นเยาวชนก็ตาม
.
อ่านได้ที่นี่ https://bbc.in/4oTewts

https://www.facebook.com/photo?fbid=1634277182065773&set=a.627743042719197

.....



Tewarit Bus Maneechai
13 hours ago
·
14.00 น ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข วาระ 2 สว. เห็นชอบตาม กมธ.เสียงข้างน้อย ให้เพิ่มวรรคสอง ใน ม.11 กลไกการดำเนินคดีกับเยาวชน โดยไม่ให้ใช้กับคดี ม.112
.
เท่ากับโดยรูปธรรมคือจะไม่มีใครได้ประโยชน์จากมาตรานี้ เห้ออออ
.
แต่จริงๆ และกลไกตาม ม.11 ก็มีอยู่ในวิฯศาลเยาวชนอยู่แล้ว สว.เองก็ยังล็อคไปอีก เห้ออออ [ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติม สำหรับมาตรา 11 นั้น ก็ตามที่ทนายเมย์ว่าครับ https://www.facebook.com/may.poonsukcharoen/posts/10164412084767943 ]
.....

May Poonsukcharoen

ร่างมาตรา 11 ในร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข จากชั้นส.ส.เดิม ไม่ได้มีประโยชน์ใดๆในทางปฏิบัติอยู่แล้ว เยาวชนที่ถูกดำเนินคดี 112 ที่ประสงค์จะเข้ามาตรการตามวิเยาวชนสามารถทำได้อยู่แล้วโดยไม่ต้องอาศัยความเห็นคณะกรรมการ (คนที่เหลืออยู่คือคนที่ไม่ประสงค์จะเข้ามาตรการ)
.
ในความเห็นเรา มาตรานี้มีขึ้นมาเพื่อให้กมธ.ในชั้นส.ส.แสดงความมีเมตตา ที่ไม่มีผลอะไรอยู่แล้ว แม้วันนี้ในชั้นวุฒิสภา จะเพิ่มเข้าไปไม่รวมคดี 112 ก็คงไม่ต่างอะไร
.
เป็นมาตราที่เปล่าประโยชน์ และยังไม่เห็นว่าใครจะได้ประโยชน์จากมาตรานี้



https://www.facebook.com/reel/1646746106389965



‘ภัทรพงษ์’ หิ้ว ‘น้ำกก’ ให้รัฐมนตรีล้างหน้า ซัดปล่อย ปชช. รับกรรมเผชิญหน้าสารปนเปื้อน แฉไทยเป็นทางผ่านนำเข้าแร่พลวงไปประเทศเพื่อนบ้าน จี้รัฐบาลเป็นตัวหลักหารือพหุภาคี-ออกกฎหมายควบคุมแร่


The Reporters
15 hours ago
·
PARLIAMENT: ‘ภัทรพงษ์’ หิ้ว ‘น้ำกก’ ให้รัฐมนตรีล้างหน้า ซัดปล่อย ปชช. รับกรรมเผชิญหน้าสารปนเปื้อน แฉไทยเป็นทางผ่านนำเข้าแร่พลวงไปประเทศเพื่อนบ้าน จี้รัฐบาลเป็นตัวหลักหารือพหุภาคี-ออกกฎหมายควบคุมแร่

วันนี้ (30 มิ.ย. 69) นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ว่า“พูดแล้วทำ” คือคำพูดที่แกนนำรัฐบาลใช้มาตลอด แต่วันนี้จากงบประมาณทั้งหมดพิสูจน์แล้วว่าทำได้ห่างจากสิ่งที่รัฐบาลเคยพูดไว้

นายภัทรพงษ์กล่าวถึงงบประมาณจัดการปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เป็นการจัดงบประมาณแบบกลัวหายล้อมคอก เพราะปีนี้ถูกตัดแทบไม่เหลือ ขณะที่งบท้องถิ่นจัดการไฟป่าได้รับจัดสรรเพียง 341 ล้านบาท งบประมาณสนับสนุนเกษตรกรให้ไม่เผาก็ได้เพียงแค่ 261 ล้านบาท ทั้งที่พื้นที่เผาไหม้ของภาคการเกษตรต่อปีมีอยู่ที่ 10 ล้านไร่ รัฐบาลจัดการปัญหานี้เพียงแค่ 26 บาทต่อไร่เท่านั้น งบสนับสนุนไม่มีแล้วยังไปเบี้ยวหนี้เงินเยียวยาชาวสวนไร่อ้อยเรื่องการตัดอ้อยสด และตั้งงบประมาณทำระบบติดตามเผาไหม้ 42 ล้านบาท ซึ่ง GISTDA ทำอยู่แล้ว ทั้งนี้งบประมาณจัดการฝุ่นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก็ยังไม่เห็นในร่างงบประมาณนี้เหมือนกับทุกปี รัฐบาลจัดงบประมาณไร้ระบบแบบแผน โดยเฉพาะการรับมือซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปลายปีนี้ ทำให้ต้นปีหน้าประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเจอ PM 2.5 หนักกว่าทุกปี

ขณะที่ปัญหาปลาหมอคางดำ รัฐบาลพูดแต่โกหกประชาชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาชี้แจงในคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎรว่าไม่มีพื้นที่ไหนที่มีปลาหมอคางดำมากกว่าร้อยตัวใน 100 ตารางเมตร หนักกว่านั้นงบปี 70 ไม่มีแม้แต่บาทเดียวในการแก้ปัญหานี้ จึงขอถามไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ปัญหาใหญ่ขนาดนี้งบฉุกเฉินก็ไม่ใช้ งบเยียวยาก็ไม่ทำ หากจะอ้างว่าเงินเยียวยาเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล้าใช้มาตรา 157 กับผู้ว่าฯ ที่ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ชาวประมงได้รับผลกระทบโดยไม่มีเงินเยียวยาแม้แต่บาทเดียว

อย่างไรก็ตามนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังได้พูดในที่ประชุมวุฒิสภาว่าขอเวลา 7 วันในการสืบหาต้นตอการระบาดปลาหมอคางดำ แต่นี่จะ 70 วันแล้วรู้หรือยังว่านายทุนคนไหนเป็นต้นตอของปลาหมอคางดำ

นายภัทรพงษ์ยังกล่าวถึงปัญหาแม่น้ำเป็นพิษจากการทำเหมืองของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลไม่พูด ไม่ทำ ไม่สนใจ ละเลยจนปัญหาลุกลาม น้ำเป็นพิษ ปลาเป็นพิษ ดินที่เพาะปลูกเป็นพิษ อาหารที่งอกออกมาก็เป็นพิษ ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่แม่น้ำกก สาย รวก และโขง รวมถึงแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำกระบุรี จังหวัดระนอง ล้วนมาจากปัญหาเมืองต้นน้ำที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พร้อมภาพถ่ายทางดาวเทียมระบุชัดเจนว่าไม่ใช่การทำการเกษตร

กรมควบคุมมลพิษที่เป็นพระเอกในการดูแลปัญหานี้ของบไปแค่ 145 ล้านบาท แต่ได้งบมาแค่ 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบเครื่องตรวจน้ำอัตโนมัติ 7 สถานี สถานีละ 7 ล้านบาท ไม่มีงบประมาณในการบำบัดแม้แต่บาทเดียว ส่วนข่าวดีการประปาส่วนภูมิภาคได้งบประมาณ 2,000 ล้านบาทในการย้ายสถานีผลิตน้ำจากแม่น้ำกกไปเป็นแม่น้ำลาวที่ไม่ปนเปื้อนแทน แต่เป็นเพียงแค่ประปาภูมิภาค ไม่ใช่ประปาหมู่บ้าน ซึ่งนายสุชาติเคยลงพื้นที่ไปยังอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่สัญญาว่าจะดูแลเรื่องระบบน้ำประปา แต่ปีนี้ไม่มีแม้แต่คำของบประมาณ คนแม่อายฝากถามนายสุชาติว่ารับปากแล้วไม่ทำแบบนี้ อายบ้างหรือไม่

ปัญหาใหญ่ขนาดนี้จะต้องมีงบประมาณมาจัดการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรจากพืชที่ไวต่อสารโลหะหนักเป็นพืชชนิดอื่น แต่มีคำขอจากกระทรวงเกษตรฯ เพียง 45 ล้านบาท สุดท้ายงบประมาณเป็นศูนย์ หากบอกว่าจะใช้งบประมาณปกติมาใช้ได้อย่างมากก็ทำได้แค่การตรวจตามรอบพอเป็นพิธี ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งจัดสรรงบกลางรับมือกับปัญหานี้ พร้อมการตรวจให้แต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน เพื่อสื่อสารให้ประชาชนรับมือความเสี่ยง จัดสรรงบประมาณตามพื้นที่เสี่ยงได้ตรงจุด รวมถึงการใช้ในการเจรจาระหว่างประเทศ

“นี่คือปัญหาที่ประชาชนคนไทยไม่ได้ก่อ แต่เรารับกรรมเต็ม ๆ โดยที่รัฐบาลไม่พูด ไม่ทำ ไม่สนใจการจัดการในประเทศ”

นายภัทรพงษ์กล่าวต่อว่าปัญหาดังกล่าวมาจากการทำเหมืองแรร์เอิร์ธและทองคำในประเทศเพื่อนบ้าน ข้อมูลจากกรมศุลกากรปี 67 พบว่าประเทศไทยนำเข้าแร่พลวง 42,000 ตัน มูลค่า 2,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่ประชาชนเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในน้ำ ขณะที่เดือน ม.ค.-ก.ย.68 ไทยนำเข้าแร่พลวงมากขึ้นเป็น 6,000 ล้านบาท ซึ่งนำเข้าจากประเทศเมียนมาเพียงประเทศเดียว กว่าครึ่งส่งต่อไปให้จีนและส่งกลับไปเมียนมา ลาว และเวียดนาม เข้ามาเท่าไรออกไปเท่านั้น ประเทศไทยเป็นแค่ทางผ่านเครื่องฟอกแร่โดยไม่มีกฎหมายอะไรที่จะตรวจสอบได้ว่าแร่ที่นำเข้ามา ทำให้แม่น้ำบ้านเราเป็นพิษหรือไม่

5 ปีที่ผ่านมามีจำนวนเหมืองที่ต้นน้ำในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นกว่า 500 เหมือง ซึ่งไม่รู้ว่ามีระบบบำบัดน้ำหรือไม่ หากไม่บำบัดสารพิษก็มาที่ประเทศไทยเต็ม ๆ นอกจากนี้ประเทศจีนที่ทำทั้งเหมืองแรร์เอิร์ธและแร่พลวง ปัจจุบันหยุดทุกกิจกรรมเพราะทำลายสิ่งแวดล้อมและประชาชนในประเทศ ซึ่งตรงกับช่วงที่เหมืองในเมียนมาและลาวเพิ่มสูงขึ้น และบังเอิญเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ไทยนำเข้าแร่และส่งออกไปจีนเพิ่มมากขึ้น บังเอิญตรงกับช่วงที่สารพิษในประเทศไทยสูงเช่นกัน

ดังนั้นเราต้องจัดการกับห่วงโซ่แร่ในประเทศโดยการออกกฎหมายตรวจสอบซัพพลายเชน โดยใช้กฎกระทรวงจาก พ.ร.บ. แร่ฯ ของกระทรวงอุตสาหกรรมและ พ.ร.บ. นำเข้าส่งออกแร่ฯ ของกระทรวงพาณิชย์ ผู้นำเข้าต้องระบุชัดเจนว่านำเข้าแร่มาจากเหมืองไหนเพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ ระบุว่ากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแร่ทุกอย่างในประเทศไทย ส่งไปให้บริษัทไหน ใครเป็นคนแต่งแร่ และบริษัทอะไรเป็นผู้ส่งออก

นายภัทรพงษ์กล่าวว่าไทยต้องไม่ใช่ทางผ่านของแร่ที่ทำให้แม่น้ำบ้านเราเป็นพิษ สิ่งที่ทำควบคู่กันไปคือการจัดการที่ต้นตอ การเจรจาระหว่างประเทศตั้งวาระการเจรจาพหุภาคีรัฐมนตรีต่อรัฐมนตรี อย่างน้อย 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย เมียนมา ลาว และจีน เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการมาตรฐานในการตรวจน้ำ ตรวจเหมืองที่ต้นน้ำ มาตรการสนับสนุนการจัดตั้งระบบบำบัดที่ต้นน้ำ และการจัดการซัพพลายเชนของกลุ่มแร่ในประเทศ

แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ก่อแต่รับกรรมเต็ม ๆ ฉะนั้นไทยจะต้องเป็นตัวหลักในการเจรจาการต่างประเทศ เพราะด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลไทยตกต่ำมานาน จึงขอให้รัฐบาลจริงจังเสียที ช้าต่อไปไม่ได้แล้วเพราะปัญหาจะยิ่งลุกลามมากขึ้น ต้องใช้งบประมาณจัดการกับปัญหาภายในประเทศที่เราไม่ได้เป็นคนก่อ เรามีทางออกหลายทางแต่เราไม่เอาสักทาง ยกตัวอย่างปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำ ประเทศไทยคุยกับเมียนมาเพียงแค่ครั้งเดียวและไม่มีอะไรคืบหน้า เพราะไทยไม่กล้าคุยกับจีน รัฐบาลไทยกำลังกลัวจีนมากกว่ากลัวคนไทยต้องอยู่กับสารพิษที่ทำลายชีวิต

ขอให้ลองไปใช้ชีวิตอยู่กับประชาชนอยู่ในความเสี่ยง เราต้องกินข้าว กินปลา กินผักที่ไม่รู้ว่าปนเปื้อนสารพิษหรือไม่ ไม่รู้ว่าสะสมในร่างกายไปถึงไหนแล้ว วันไหนจะแสดงอาการออกมา ปัญหานี้ไม่ได้เกิดแค่เชียงใหม่และเชียงราย แต่ลุกลามไปฝั่งอีสาน ลงใต้ที่จังหวัดระนอง ประชาชนต้องอยู่กับรัฐบาลที่ไม่พูดไม่ทำ

ในช่วงท้าย นายภัทรพงษ์ได้ยกขวดแก้วที่บรรจุน้ำจากแม่น้ำกก ก่อนจะระบุว่า“ถ้าวันนี้รัฐบาลไม่กล้าที่จะพูดถึงหรือลงไปคุยกับประชาชน ผมเอาน้ำกกจากเชียงรายมาฝาก ฝากประธานสภาฯ ลองให้รัฐมนตรีไปล้างมือ ล้างหน้าจะได้รู้ว่าเป็นพิษขนาดไหน”

นายภัทรพงษ์กล่าวว่าวิกฤตทั้งหมดที่พูดมาสะท้อนถึงปัญหาการจัดการงบประมาณที่ไม่เป็นระบบ ไม่มีแบบแผน วิกฤตเหล่านี้ไม่ใช่แค่สาธารณภัยแต่คือภัยความมั่นคงใหม่ เราไม่มีทางจัดสรรงบประมาณตามความเสี่ยงภัยและความรุนแรงของภัยได้ ถ้าเราไม่มีแผนที่เสี่ยง (Risk Map) เราต้องตอบประชาชนได้ว่าเหตุใดถึงนำงบประมาณก้อนหนึ่งไปลงพื้นที่หนึ่งมากกว่าอีกพื้นที่ รัฐบาลต้องปฏิรูปการจัดทำงบประมาณใหม่ ไม่เช่นนั้นเราไม่มีทางจัดสรรงบประมาณแก้ปัญหาวิกฤตเหล่านี้ได้เป็นระบบ

“ถ้าถามว่ารัฐบาลจัดงบปี 70 ช่วยใคร ตอบง่าย ๆ รัฐบาลช่วยคนนอกประเทศ ช่วยเจ้าของเหมืองให้รวย โดยที่ไม่คิดถึงคนไทย เจ้าของเงินภาษีที่ต้องอยู่กับสารพิษที่ทำลายชีวิตของพวกเขา” นายภัทรพงษ์กล่าว

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1405570135098351&set=a.534942245494482
.....


ภัทรพงษ์หิ้วน้ำกกให้รมต.ล้างหน้า ซัดรัฐบาลจัดงบภัยพิบัติล้มเหลว ปล่อยคนไทยอยู่กับสารพิษ : MatichonTV

Jun 30, 2026 

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 69

https://www.youtube.com/watch?v=paDgVo4bK4E





นายกไปไหน


Napas Chanpittaya
15 hours ago
·
นายกไปไหน
Yesterday
·
สรุปการอภิปรายงบประมาณ 3.788ล้านล้าน วันแรก
- นายกฯเลือกตามเสด็จไปต่างประเทศ แทนที่จะอยู่เพื่อฟังการอภิปรายงบประมาณ 3.788ล้านล้าน ของ สส. ทั้งสภา ทั้งๆที่เป็นงบประมาณที่รัฐบาลของตนมาขอกับสภาและความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชนยังรอให้แก้ไขเต็มไปหมด แต่คนเป็นนายกฯ กลับไม่ให้ความสำคัญ ในประวัติศาสตร์ น่าจะไม่เคยมีนายกคนไหน ที่ไม่อยู่พิจารณา/ตอบคำตอบ งบประมาณรัฐบาลของตัวเอง
- ติณติณ จับท้องฟารีดา ครั้งแรก
- พรรคส้มแพ้เลือกตั้งกรุงเทพยับเยิน หน้าแหกหมอไม่รับเย็บ ได้ สก. 22 คน จับตาเดินเกมส์ประธานสภา กทม.
- ติณติณ ฟารีดา เคลียร์ลงตัว ประกาศพร้อมช่วยกันเลี้ยงลูก
- แอร์การบินไทยขนเฮโรอีน
- ติณติณจับท้องฟารีดาลูกดิ้นใส่ นีโอขอจับด้วยแต่หลานนิ่ง
- บิ๊กอนัน โดนข้อหาฟอกเงิน
- ผลตรวจ DNA ยืนยันตรงกัน 99.99% ติณติณเป็นพ่อ ทั้งคู่ตกลงที่จะร่วมกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดูแลลูกคนละครึ่ง
จบการสรุป อภิปรายงบประมาณ 3.788ล้านล้าน วันแรก
.....

https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/27226610893632165



น่าจับตาดูอย่างยิ่งว่า โครงการรถไฟไฮสปีด 3 สนามบิน หลังจากนี้ รฟท. และ สกพอ. จะเลือกทางออกไหน ระหว่าง "ยอมแก้สัญญาเพื่อเดินหน้าต่อ" หรือ "ยกเลิกสัญญาแล้วนับหนึ่งใหม่" ซึ่งไม่ว่าจะออกทางไหน ประเทศก็เสียโอกาสและเวลาไปแล้วอย่างปฏิเสธไม่ได้


ข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์-Dailynews
Yesterday
·
7ปีเสียเวลา-ประเทศเสียโอกาสโดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบ
*ปล่อยสิ้นสุดสัญญา โครงการรถไฟไฮสปีด 3 สนามบิน
*ยังต้องแก้ปัญหาคาราคาซังสัญญา4-1ทับซ้อนและARL

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกัน 3 ฝ่ายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่ รฟท., สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) และบริษัท เอเชีย เอรา วัน(กลุ่มซีพี) เอกชนคู่สัญญาร่วมลงทุน

โครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด)เชื่อมสามสนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ได้ข้อสรุป 2 แนวทางที่จะเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พิจารณาเดือน ส.ค.2569 ประกอบด้วย

1.การแก้ไขสัญญาฯ ตามร่างสัญญาฯ ที่ผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว หาก กพอ. และคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบก็เดินหน้าโครงการฯ

2.หากไม่แก้ไขสัญญาฯ ต้องเข้าสู่กระบวนการสิ้นสุดสัญญา

ทางเอกชนแจ้งว่า หากไม่แก้ไขสัญญาฯ ก็เดินต่อไม่ไหว เนื่องจากปัญหาขณะนี้คือต้องหาแหล่งเงิน กับเงินกู้ เพราะปัจจุบันสถาบันการเงินไม่เชื่อมั่นภายหลังจากเกิดสถานการณ์โควิด-19 ปริมาณผู้โดยสารเดินทางลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ความคุ้มค่าในการลงทุนลดลง

โจทย์สำคัญในเวลานี้คือจะทำอย่างไรให้สถาบันการเงินกลับมาเชื่อมั่น เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อได้

ทั้งนี้หากไปต่อไม่ได้ยังมีเส้นทางรถไฟสายตะวันออกที่ให้บริการในพื้นที่อีอีซีได้ ส่วนจะเปิดประมูลหาผู้ร่วมลงทุนรายใหม่หรือไม่ ยังตอบไม่ได้ ต้องหารืออีอีซีก่อน

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า ในทางกฎหมายเนื่องจากเป็นการร่วมลงทุน ไม่ใช่การจ้างงาน จึงไม่ใช้คำว่าบอกเลิกสัญญา แต่จะใช้คำว่าสิ้นสุดสัญญา เมื่อมีปัญหาก็ต้องมาเจรจา และแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ซึ่งในสัญญาฯ กำหนดเงื่อนไขรองรับไว้หลายกรณี อาทิ สิ้นสุดสัญญา เพราะครบกำหนดเวลา 50 ปี หรือสิ้นสุดเพราะไม่สามารถออกหนังสือแจ้งให้เอกชนเริ่มงาน(NTP) ได้ หรือสิ้นสุดเพราะต่างฝ่ายต่างแก้ไขปัญหาจนสุดความสามารถแล้ว เป็นต้น

หากต้องสิ้นสุดสัญญาก็ต้องดูว่า เข้าเงื่อนไขสาเหตุใด และแต่ละฝ่ายต้องปฏิบัติอย่างไร สำหรับการบริหารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ARL) ตามบันทึกข้อตกลง(MOU) จะสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2569

ยังมีเวลาหาแนวทางหากต้องสิ้นสุดสัญญารฟท. ไม่ต้องการให้การเดินรถหยุดชะงัก จะให้กระทบผู้โดยสารน้อยที่สุด

นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า ส่วนพื้นที่ทับซ้อนสัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ของโครงการรถไฟไฮสปีดไทย-จีน ระยะที่ 1 ได้เจรจากับเอกชนแล้ว เอกชนไม่ขัดข้องให้ รฟท. นำงานส่วนนี้กลับมาทำเอง

รฟท. อยู่ระหว่างนำแบบทางวิศวกรรมอันแรกที่ไม่มีรถไฟไฮสปีดเชื่อมสามสนามบินมาทบทวนอีกครั้ง รวมทั้งสรุปวงเงินที่ต้องใช้ก่อนเสนอคณะกรรมการ(บอร์ด) รฟท. และกระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอขออนุมัติจาก ครม. ต่อไป ตั้งเป้าหมายต้องให้ ครม.อนุมัติภายในปี 2569 เพื่อเริ่มก่อสร้างปี 2571 และเปิดบริการทันปี 2574

“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า ก่อนหน้านี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานบอร์ด อีอีซี ให้สัมภาษณ์ว่า จะไม่แก้ไขสัญญาฯ

จึงมีแนวโน้มว่าโครงการรถไฟไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน จะต้องสิ้นสุดสัญญา หลังลงนามสัญญาเมื่อ 24 ต.ค. 2562 เสียเวลาและประเทศเสียโอกาสไป 7 ปี โดยไม่มีใครต้องแสดงความรับผิดชอบ

__________
#ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์
#รถไฟไฮสปีดสามสนามบิน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1555888785988350&set=a.201870591390183
.....

Atukkit Sawangsuk
·
ย้ำความทรงจำ เซ็นสัญญาหลังประยุทธ์เป็นนายกฯ จากการตั้ง 250 สว. มาโหวตตัวเอง
.....

เพิ่มเติม

ปมปัญหาหลักๆ ที่ทำให้โครงการนี้ "คาราคาซัง" มีอยู่ 3 เรื่องใหญ่ๆ ดังนี้ครับ:

1. ปมสัญญาทับซ้อนช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง (สัญญา 4-1)

ปัญหา: โครงสร้างทางวิ่งช่วงนี้มีความทับซ้อนกับ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน (กรุงเทพฯ-นครราชสีมา)

ผลกระทบ: ทำให้การก่อสร้างไม่สามารถเดินหน้าได้เต็มที่ เพราะต้องตกลงกันให้ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการสร้างโครงสร้างร่วมนี้ และจะบริหารจัดการอย่างไร

2. การรับโอนสิทธิบริหาร แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ARL)

ปัญหา: กลุ่มเอเชีย เอรา วัน (ซีพี) เจรจาขอผ่อนผันการจ่ายค่าสิทธิบริหารโครงการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มูลค่ากว่า 10,671 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และจำนวนผู้โดยสารไม่เป็นไปตามเป้าเดิม

ผลกระทบ: กลายเป็นข้อพิพาทและต้องนำไปสู่การเจรจาแก้ไขสัญญาเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

3. การแก้ไขสัญญาและกรอบเวลาที่งวดเข้ามา

สถานการณ์: การที่ผู้ว่าการ รฟท. (นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง) ต้องเรียกประชุม 3 ฝ่ายอย่างเร่งด่วน บ่งชี้ว่าโครงการกำลังถึงทางตันหากไม่มีการขยายเวลาหรือปรับเงื่อนไขสัญญา เพราะเงื่อนเวลาเดิมอาจสิ้นสุดลงโดยที่ยังไม่ได้เริ่มตอกเสาเข็มในส่วนหลักๆ เลย

มุมมองสะท้อน: 7 ปีที่สูญเปล่า? ความล่าช้าของโครงการนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ตัวรถไฟความเร็วสูงเท่านั้น แต่ส่งผลเป็นโดมิโนไปยัง โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เพราะหากไม่มีรถไฟไฮสปีดมาเชื่อมต่อ การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและการท่องเที่ยวในเขต EEC ก็จะทำได้ยากขึ้นมาก




ชวนอ่าน บทความใหม่ของ ท่านอาจารย์วรเจตน์ สถานะ "องค์พระมหากษัตริย์" ได้รับความคุ้มกันทางกฎหมายแค่ไหน ทางอาญา ทางแพ่ง ทางปกครอง ทางรัฐธรรมนูญ เราควรพิจารณาประเด็นนี้อย่างไร บทความนี้ชวนวิเคราะห์อย่างถึงแก่น



Pat Niyomsilp
9 hours ago
·
ชวนอ่านครับ บทความใหม่ของ ท่านอาจารย์วรเจตน์ ครับ

สถานะ "องค์พระมหากษัตริย์" ได้รับความคุ้มกันทางกฎหมายแค่ไหน ทางอาญา ทางแพ่ง ทางปกครอง ทางรัฐธรรมนูญ เราควรพิจารณาประเด็นนี้อย่างไร บทความนี้ชวนวิเคราะห์อย่างถึงแก่น

"...แม้ว่าในยุโรปเอง การเน้นย้ำสถานะดังกล่าวของกษัตริย์จะผ่อนคลายลงไปมากแล้ว อันเนื่องมาจากความเจริญงอกงามทางประชาธิปไตยแต่ในระบบกฎหมายไทย สภาวการณ์กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม บทบัญญัติเกี่ยวกับสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะและล่วงละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์กลับเจริญงอกงามบานสะพรั่งจนตัวบทบัญญัติเองแทบจะอยู่ในสถานะอันศักดิ์สิทธิ์และแตะต้องมิได้ กับทั้งเป็นฐานในการให้ความหมายของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขผ่านการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วย..."

ในแง่ของการตีความ อาจารย์วรเจตน์ตั้งข้อสังเกตว่า

"ในการตีความบทบัญญัติเกี่ยวกับสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะและล่วงละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญนั้น ผู้เขียนเห็นว่าผู้ใช้กฎหมายไม่อาจตีความบทบัญญัติดังกล่าวให้แยกขาดและหลุดลอยออกจากการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้ ถึงแม้ว่าพระมหากษัตริย์อาจอยู่นอกขอบเขตบังคับของกฎหมายธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับความคุ้มกัน แต่พระองค์ก็ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ยิ่งไปกว่านั้นการน าเอาบทบัญญัติที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ไปใช้ในบริบทที่เกี่ยวพันกับการตีความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือการวินิจฉัยข้อพิพาทในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผู้ใช้กฎหมายควรจะต้องเข้าใจความเป็นมาเป็นไปของบทบัญญัติเกี่ยวกับสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะและล่วงละเมิดมิได้ และตระหนักถึงความหมายของการปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วย มิฉะนั้นแล้ว การใช้และการตีความกฎหมายก็จะเป็นไปตามอำเภอใจของผู้ใช้กฎหมาย ซึ่งอาจขยายความของตัวบทกฎหมายออกไปจนหาจุดสิ้นสุดมิได้ เช่น คำว่า“องค์พระมหากษัตริย์” อาจถูกตีความให้หมายความไปจนถึงพระบรมราชวงศ์หรือสถาบันพระมหากษัตริย์ หรืออดีตพระมหากษัตริย์ ส่งผลให้ผู้ที่ตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายย่อมจะหวังพึ่งความมั่นคงแน่นอนของกฎหมายไม่ได้เลย ซึ่งนั่นต้องนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาอย่างที่สุด"

ไปศึกษาเพิ่มภูมิกันครับ

https://so06.tci-thaijo.org/.../article/view/296258/195656


https://www.facebook.com/photo/?fbid=10240103429857260&set=a.1545675555573



ถาม AI ถึงภาพข้างล่าง (AI คิดว่า AI สร้าง - ตามหลักการทูตและแนวปฏิบัติสากล เมืองหลวงของต่างประเทศ (เช่น กรุงปารีส) จะไม่มีการประดับธงชาติของประเทศอื่น "ทั่วทั้งเมือง" นอกเสียจากพื้นที่เฉพาะเจาะจง เช่น บริเวณถนนสายหลักที่มีพิธีต้อนรับการเสด็จฯ ในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น การอ้างว่าประดับทั่วเมืองจึงเป็นเรื่องที่เกินจริงและเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ


Somsak Jeamteerasakul
5 hours ago
·
เห็นบางเพจขึ้นโพสต์ว่า สถานทูตไทยในปารีสได้รายงานว่า
"กรุงปารีสได้ประดับธงชาติไทยทั่วทั้งเมือง เพื่อแสดงถึงมิตรไมตรีระหว่างฝรั่งเศสและไทย ตลอดจนเพื่อถวายการต้อนรับเสด็จอย่างสมพระเกียรติ"

ผมเข้าไปดูที่เพจสถานทูตไทย ก็ไม่เห็นมีบอกแต่อย่างใด ยิ่งไม่มีบอกเรื่อง "กรุงปารีสได้ประดับธงชาติไทยทั่วทั้งเมือง"
รูปนี้สงสัยจะเป็นเอไอเสียมากกว่า
ใครที่เห็นมีติดธงชาติไทยอย่างนี้จริงๆ ช่วยถ่ายรูปมาให้ดูหน่อย

https://www.facebook.com/photo?fbid=27224202280539693&set=a.137616112958343
.....

ถาม Gemini

เห็นบางเพจขึ้นโพสต์ว่า สถานทูตไทยในปารีสได้รายงานว่า

"กรุงปารีสได้ประดับธงชาติไทยทั่วทั้งเมือง เพื่อแสดงถึงมิตรไมตรีระหว่างฝรั่งเศสและไทย ตลอดจนเพื่อถวายการต้อนรับเสด็จอย่างสมพระเกียรติ"

ผมเข้าไปดูที่เพจสถานทูตไทย ก็ไม่เห็นมีบอกแต่อย่างใด ยิ่งไม่มีบอกเรื่อง "กรุงปารีสได้ประดับธงชาติไทยทั่วทั้งเมือง"

รูปนี้สงสัยจะเป็นเอไอเสียมากกว่า - can you confirm?
.....

ข้อสังเกตและข้อสงสัยของคุณถูกต้องอย่างยิ่งครับ ภาพและข้อความที่แชร์กันนั้นเป็นข้อมูลเท็จ (Fake News) และมีความเป็นไปได้สูงมากที่ภาพประกอบจะเป็นภาพที่สร้างขึ้นโดย AI ครับ โดยมีเหตุผลและข้อเท็จจริงสนับสนุนดังนี้ครับ:

ไม่มีการรายงานจากสถานทูต: จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุดของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ไม่มีการโพสต์ข้อความหรือรายงานในลักษณะที่ว่า "กรุงปารีสได้ประดับธงชาติไทยทั่วทั้งเมือง" แต่อย่างใด

ขัดต่อหลักความเป็นจริงทางวิเทศสัมพันธ์: ตามหลักการทูตและแนวปฏิบัติสากล เมืองหลวงของต่างประเทศ (เช่น กรุงปารีส) จะไม่มีการประดับธงชาติของประเทศอื่น "ทั่วทั้งเมือง" นอกเสียจากพื้นทีี่เฉพาะเจาะจง เช่น บริเวณหน้าอาคารสถานทูต สถานที่จัดงานนิทรรศการวัฒนธรรม หรือบริเวณถนนสายหลักที่มีพิธีต้อนรับการเสด็จฯ หรือการเยือนอย่างเป็นทางการ (Official/State Visit) ในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น การอ้างว่าประดับทั่วเมืองจึงเป็นเรื่องที่เกินจริงและเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

ลักษณะของภาพ AI: เพจที่สร้างข่าวปลอมในลักษณะนี้มักจะใช้เครื่องมือ AI Generator (เช่น Midjourney, DALL-E หรือ Stable Diffusion) เพื่อสร้างภาพทิวทัศน์ของกรุงปารีส เช่น บริเวณหอไอเฟลหรือถนนชองป์เซลิเซ่ แล้วสั่งให้ระบบเพิ่มธงชาติไทยเข้าไปในทุกจุด ซึ่งภาพที่ได้มักจะดูสวยงามสมบูรณ์แบบเกินจริง (Hyper-realistic) มีสัดส่วนของธงที่ผิดเพี้ยน หรือแสงเงาที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

เนื่องจากคุณไม่ได้แนบไฟล์ภาพเข้ามาโดยตรงในระบบ จึงทำให้ไม่สามารถใช้เครื่องมือตรวจสอบรหัสต้นทางเพื่อยืนยันลายน้ำดิจิทัล (SynthID หรือ C2PA) ของไฟล์ได้ แต่จากพฤติกรรมการแชร์และข้อมูลเนื้อหา สามารถสรุปได้ทันทีครับว่า เป็นข่าวปลอมและใช้ภาพที่สร้างจาก AI แน่นอน ครับ แนะนำว่าไม่ควรแชร์ต่อเพื่อป้องกันการส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือนครับ
.....



Faris PHar Yothasamuth
8 hours ago
·
ภาพที่สื่อทางการไม่ลง เพจกต.ก็ไม่มี
แต่ครีเอเตอร์ไทบ้านหามาลงได้ เพราะสร้างจากเอไอ
ยุค post-truth




งามหน้า ! พระสงฆ์จากศรีลังกา ผู้ทำหน้าที่ดูแลด้านศาสนาพุทธประจำมหาวิทยาลัย Tufts (ในบอสตัน) ถูกจับกุมในปฏิบัติการล่อซื้อบริการทางเพศ และได้ลาออกจากตำแหน่งแล้ว ชื่อพระวินีธา มหายายะ (Vineetha Mahayaye) ถูกจับกุมพร้อมกับบุคคลอื่นอีก 6 คน


https://www.tuftsdaily.com/article/2026/06/breaking-tufts-buddhist-chaplain-arrested-in-prostitution-sting-resigns-from-university
.....

มีอะไรมาบอก
17 hours ago
·
อดีตพระสงฆ์ผู้ทำหน้าที่อนุศาสนาจารย์พุทธในมหาวิทยาลัยทัฟส์ลาออก หลังถูกจับกุมในปฏิบัติการตำรวจบอสตัน

อดีตพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติหน้าที่อนุศาสนาจารย์ฝ่ายพุทธศาสนาประจำมหาวิทยาลัยทัฟส์ (Tufts University) รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกจับกุมระหว่างปฏิบัติการล่อซื้อของตำรวจนครบอสตัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์ทางเพศเชิงพาณิชย์ โดยเจ้าตัวยื่นคำให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาในชั้นศาล

ตำรวจนครบอสตันระบุว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 หน่วยปราบปรามการค้ามนุษย์ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยรวม 7 คน ในปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการเสนอซื้อบริการทางเพศ โดยผู้ต้องหาทั้งหมดถูกดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนเพื่อซื้อบริการทางเพศ ซึ่งเป็นความผิดระดับลหุโทษตามกฎหมายของรัฐ ขณะที่อดีตพระรูปดังกล่าวมีกำหนดขึ้นศาลอีกครั้งในวันที่ 2 กันยายน 2569

รายงานของหนังสือพิมพ์นักศึกษามหาวิทยาลัยทัฟส์ระบุว่า ผู้ต้องหาได้ตอบสนองต่อประกาศที่เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบนำไปเผยแพร่บนเว็บไซต์ซึ่งตำรวจระบุว่าเป็นช่องทางที่เครือข่ายค้ามนุษย์นิยมใช้ ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ "Operation Red Card" ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่ามีเป้าหมายในการป้องกันการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์ทางเพศก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลกในพื้นที่นครบอสตัน

ในอีกด้านหนึ่ง พระผู้ใหญ่จากคณะสงฆ์ศรีลังกาในสหรัฐฯ เปิดเผยผ่านผู้แทนว่า บุคคลดังกล่าวได้ลาสิกขาไปตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 และอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อออกแถลงการณ์ร่วมของผู้นำคณะสงฆ์หลายแห่งเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ขณะที่มหาวิทยาลัยทัฟส์ยืนยันว่าได้รับหนังสือลาออกซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 และจะเริ่มกระบวนการสรรหาอนุศาสนาจารย์ฝ่ายพุทธศาสนาคนใหม่ในช่วงฤดูร้อน โดยโครงการอนุศาสนาจารย์ฝ่ายพุทธศาสนายังคงดำเนินงานต่อไป

ตำรวจนครบอสตันระบุว่าการสืบสวนยังเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจปราบปรามการค้ามนุษย์ในภาพรวม พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าคุ้มครองผู้เสียหายและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่โครงการอนุศาสนาจารย์ฝ่ายพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการดูแลนักศึกษา ทั้งด้านการปฏิบัติธรรม การให้คำปรึกษา และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างศาสนา จึงนับเป็นกรณีที่ได้รับความสนใจทั้งในแวดวงการศึกษาและชุมชนชาวพุทธ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของสถาบันและบทบาทของผู้นำศาสนาในมหาวิทยาลัย

สรุปประเด็นสำคัญ

• อดีตอนุศาสนาจารย์ฝ่ายพุทธศาสนาของมหาวิทยาลัยทัฟส์ลาออกหลังถูกจับกุมในปฏิบัติการของตำรวจนครบอสตัน

• ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีข้อหาเกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนเพื่อซื้อบริการทางเพศ และให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

• คณะสงฆ์ศรีลังการะบุว่าบุคคลดังกล่าวลาสิกขาก่อนเกิดการจับกุม ส่วนมหาวิทยาลัยเริ่มสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งคนใหม่

• ตำรวจยืนยันว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์ทางเพศเชิงพาณิชย์



https://www.facebook.com/photo/?fbid=1870948570896779&set=a.810107696980877




Ford ดึงวิศวกรที่เป็นมนุษย์กลับมาทำงาน หลัง AI ไม่สามารถเทียบชั้นการตรวจสอบคุณภาพโดยคนได้ นี่ถือเป็นเครื่องเตือนใจที่ชัดเจนสำหรับอุตสาหกรรมหนักว่า แม้ AI จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ก็ไม่สามารถเข้ามาแทนที่ประสบการณ์ของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI จำเป็นต้องอาศัยในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง



Ford ดึงวิศวกรที่เป็นมนุษย์กลับมาทำงาน หลังระบบ AI ไม่สามารถผ่านเกณฑ์การตรวจสอบคุณภาพได้

Ford เปิดเผยว่าบริษัทได้จ้างวิศวกรที่เป็นมนุษย์กลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง หลังจากที่ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่สามารถเทียบชั้นทักษะและประสบการณ์ของพวกเขาได้

เพื่อหวังจะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งผู้พัฒนาอ้างว่าสามารถช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติสหรัฐฯ รายนี้จึงได้นำ AI มาใช้ในกระบวนการดำเนินงานบางส่วน รวมถึงขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพด้วย

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ผู้บริหารของ Ford ระบุว่าบริษัทได้จ้างพนักงานตรวจสอบคุณภาพระดับ "ผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์" กลับเข้ามาทำงานมากกว่า 300 คนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อชดเชยข้อบกพร่องของระบบอัตโนมัติ

"ปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยม แต่ประสิทธิภาพของมันขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ใช้ในการฝึกสอนระบบเท่านั้น" Charles Poon รองประธานฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ยานยนต์กล่าวกับผู้สื่อข่าว

"ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของวิศวกรผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญสูง ซึ่งอยู่กับเรามาตลอดหลายรอบการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากเท่าที่ควร" เขากล่าว

ผู้ผลิตรถยนต์รายนี้เป็นหนึ่งในหลายบริษัทที่กระโดดเข้าสู่กระแสความนิยมของ AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางความตื่นตัวในตลาดหุ้น Wall Street เกี่ยวกับศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ในการช่วยเพิ่มอัตรากำไร

"AI จะทำให้คนทำงานในสายงานสำนักงาน (white-collar) จำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง" Jim Farley ซีอีโอของ Ford กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Walter Isaacson นักเขียนชื่อดัง เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว

ในการประชุมรายงานผลประกอบการเมื่อเดือนตุลาคม Kumar Galhotra ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) กล่าวว่าบริษัทกำลัง "นำ AI มาใช้ทั่วทั้งระบบอุตสาหกรรม"

Galhotra กล่าวกับนักลงทุนว่า การดำเนินการดังกล่าวรวมถึงการติดตั้งกล้องที่ขับเคลื่อนด้วย AI จำนวน 900 ตัวในโรงงานต่างๆ เพื่อ "ตรวจจับปัญหาด้านคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง และช่วยลดผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน"

แต่ Poon กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพุธว่า ระบบตรวจสอบที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของบริษัทไม่สามารถทำผลงานได้ตามความคาดหวัง

"เราเข้าใจผิดไปเองว่า เพียงแค่การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้และป้อนข้อมูลข้อกำหนดด้านการออกแบบที่เรามีเข้าไป ก็จะทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงออกมา" เขากล่าว

มีรายงานว่า Poon ชี้ให้เห็นว่าเครื่องมืออัตโนมัติเหล่านั้นขาดการฝึกฝนและความเชี่ยวชาญแบบเดียวกับช่างเทคนิคระดับอาวุโส ซึ่งหลายคนได้ลาออกจากบริษัทไปก่อนที่จะมีการนำองค์ความรู้ของพวกเขามาใช้เพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีดังกล่าว

เขากล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการดึงพนักงานที่เป็นมนุษย์เหล่านี้กลับมาเพื่อช่วยฝึกสอนระบบ รวมถึงทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับพนักงานรุ่นใหม่ด้วย "เราตระหนักดีว่า การจะยกระดับเครื่องมือด้านระบบอัตโนมัติ การเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของเราให้ดียิ่งขึ้นนั้น จำเป็นต้องอาศัยบุคลากรที่มีประสบการณ์สูงที่สุดมาเป็นผู้ฝึกสอนระบบเหล่านี้" เขากล่าวตามรายงานของสำนักข่าว Bloomberg

การยอมรับถึงความล้มเหลวในด้าน AI ของ Ford เกิดขึ้นในขณะที่บริษัทกำลังชื่นชมความสำเร็จในการกลับมาครองอันดับหนึ่งของดัชนีชี้วัดมาตรฐานอุตสาหกรรมด้านคุณภาพยานยนต์

บริษัทระบุว่าเป็นผู้ผลิตรถยนต์สำหรับตลาดทั่วไป (mainstream automaker) อันดับหนึ่งจากการจัดอันดับในผลการศึกษาคุณภาพรถยนต์ใหม่ (Initial Quality Study) ของ J.D. Power ซึ่งเป็นตำแหน่งที่บริษัทไม่ได้ครองมาตั้งแต่ปี 2010

ในเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ที่แจ้งเรื่องดังกล่าว บริษัทระบุว่า "การก้าวขึ้นสู่ระดับคุณภาพที่ดีที่สุดในกลุ่มจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนและเสริมทัพบุคลากรที่มีความสามารถครั้งใหญ่"

การดำเนินการดังกล่าวรวมถึงการเปลี่ยนตัวผู้บริหารระดับสูงในสายงานวิศวกรรม ห่วงโซ่อุปทาน และการผลิต ตลอดจนการว่าจ้างวิศวกรผู้มากประสบการณ์ราว 300 คน "ซึ่งเปี่ยมไปด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์อันล้ำค่าที่สั่งสมมาจากการออกแบบตลอดหลายทศวรรษ"

แปลจาก
Ford rehires human engineers after AI fails to match quality checks

BBC
https://www.bbc.com/news/articles/cgrkd41n2v9o

1 day ago



หรือว่า กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับตอนนี้วางแผนเจรจากับอิหร่าน (แผน B และแผน C แยกส่วนออกมา) เพื่อสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่โดยไม่พึ่งพาสหรัฐฯ ในกรณีที่สหรัฐฯ ไม่ปฏิบัติตามหลักประกันด้านความมั่นคงและคำมั่นสัญญาเรื่องการป้องกันประเทศ



กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับวางแผนเจรจากับอิหร่านโดยไม่พึ่งพาสหรัฐฯ

การหารือในระยะแรกเริ่มขึ้นระหว่างอิหร่านกับโอมาน ต่อด้วยโอมานกับกาตาร์ จากนั้นเป็นอิหร่านกับซาอุดีอาระเบีย และปิดท้ายด้วยกาตาร์กับซาอุดีอาระเบีย โดยทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับรูปแบบการอยู่ร่วมกันในภูมิภาคภายหลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายลง

ความเคลื่อนไหวทางการทูตที่เข้มข้นและรวดเร็วนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และคาดว่าจะมีการประชุมหารือกันอีกหลายครั้ง ในขณะที่กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับกำลังปรับตัวเพื่อสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่กับอิหร่าน

ประเด็นการหารือครอบคลุมถึงการบริหารจัดการการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และแรงจูงใจทางด้านการเงินที่กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับอาจเสนอให้อิหร่าน เพื่อแลกกับการที่อิหร่านอาจยอมผ่อนปรนในประเด็นด้านความมั่นคง

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับ—แต่แยกส่วนจาก—การเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เพื่อหาข้อสรุปสำหรับข้อตกลงสันติภาพระยะยาวภายในกำหนดเส้นตายช่วงปลายเดือนสิงหาคม

"ความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก และเป็นเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว" Gonul Tol นักวิชาการอาวุโสจากสถาบัน Middle East Institute กล่าว โดยมองว่า "เราจำเป็นต้องหาข้อตกลงร่วมกันกับอิหร่านด้วยตัวเอง จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับจะตัดสินใจทำข้อตกลงกับอิหร่านโดยลำพัง"

ในขณะนี้ ท่าทีที่แสดงต่อสาธารณะยังคงสอดคล้องกับจุดยืนของสหรัฐฯ โดยแถลงการณ์ร่วมภายหลังการประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค ซึ่งมี Marco Rubio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วยนั้น ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ "เสรีภาพในการเดินเรือโดยไม่มีเงื่อนไขและข้อจำกัด" พร้อมทั้งปฏิเสธ "การเรียกเก็บค่าผ่านทาง ค่าธรรมเนียม หรือความพยายามใดๆ ในการเข้าควบคุมช่องแคบดังกล่าว"

"ในมุมมองของพวกเขา นี่ถือเป็นเส้นแดงที่ไม่อาจยอมให้ล้ำเส้นได้" Aniseh Bassiri Tabrizi จาก Chatham House กล่าว

อย่างไรก็ตาม นักการทูตและผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาคอ่าวอาหรับต่างมองว่า อิหร่านคงไม่ยอมสละสิ่งที่ตนถือว่าเป็น "ไพ่ตาย" สำคัญที่สุดไปโดยง่าย และพวกเขาจำเป็นต้องมองความเป็นไปได้ต่างๆ ตามความเป็นจริง

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ The Telegraph ระบุว่ามีการเสนอแนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบการดำเนินงานที่อาจมีการเรียกเก็บ "ค่าธรรมเนียมการให้บริการ" โดยอ้างเหตุผลต่างๆ เช่น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องแคบ การบรรเทาความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ค่าธรรมเนียมท่าเรือ หรือเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการประกันภัย

ทั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าองค์กรใดจะเป็นผู้รับผิดชอบกลไกดังกล่าว รวมถึงวิธีการจัดเก็บเงินและผู้ที่จะได้รับเงินในท้ายที่สุด

อิหร่านได้เริ่มดำเนินการในทิศทางนี้แล้ว โดยผ่านหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ชื่อว่า Gulf Strait Authority ซึ่งได้ออกข้อกำหนดให้เรือทุกลำต้องทำประกันภัยกับบริษัทของอิหร่าน มาตรการดังกล่าวมีกำหนดเริ่มใช้หลังจากสิ้นสุดกรอบเวลา 60 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เตหะรานและวอชิงตันตั้งเป้าจะบรรลุข้อตกลงระยะยาวร่วมกัน

"อิหร่านตระหนักแล้วว่าตนมีอาวุธที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าอาวุธนิวเคลียร์ นั่นคือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งพวกเขาสามารถนำมาใช้ได้ทุกเมื่อ ดังนั้นจึงน่าจะมีการจัดทำข้อตกลงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่ทำให้อิหร่านยังคงเป็นผู้กุมอำนาจตัดสินใจ" นางทอล (Ms. Tol) กล่าว "พวกเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาอำนาจต่อรองนั้นไว้"

การพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือชื่อเรียกของค่าธรรมเนียมไม่น่าจะทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พอใจได้ เนื่องจากเขายืนกรานมาตลอดว่าจะไม่อนุญาตให้มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังกังวลว่าการกระทำดังกล่าวอาจสร้างบรรทัดฐานที่อันตราย แม้ว่าภายใต้สนธิสัญญากฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศที่ห้ามเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านทางนั้น จะมีการอนุญาตให้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายสำหรับ "บริการเฉพาะเจาะจงที่มอบให้แก่เรือ" ได้ก็ตาม

ทว่ากลุ่มประเทศอ่าวอาหรับอาจไม่มีทางเลือกมากนัก กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (Revolutionary Guards) ซึ่งเป็นที่หวั่นเกรง ได้ข่มขู่เรือต่างๆ ในช่องแคบเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากที่สหประชาชาติ อิหร่าน และโอมาน บรรลุข้อตกลงเรื่องเส้นทางสองเส้นทางเพื่อให้เรือที่ติดค้างอยู่สามารถแล่นออกไปได้

อิหร่านยืนกรานว่าตนเป็นผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการกำหนดเส้นทางดังกล่าว พร้อมทั้งเตือนว่า "การเดินเรือนอกเส้นทางเหล่านี้ถือเป็นสิ่งต้องห้ามและมีความเสี่ยงสูง"

ในวันถัดมา บริษัทเดินเรือสัญชาติไต้หวันแห่งหนึ่งระบุว่าเรือของตนถูกโจมตีในช่องแคบโดยสิ่งที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าเป็นโดรนของอิหร่าน ซึ่งนับเป็นการโจมตีลักษณะดังกล่าวครั้งแรกนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิหร่านลงนามในข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว

จากนั้น วอชิงตันและเตหะรานต่างก็โต้ตอบกันด้วยการโจมตีซึ่งลุกลามไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงที่จะยุติการโจมตีเพิ่มเติมก่อนที่จะมีการเจรจาที่กาตาร์ในวันอังคาร

รายงานจาก Soufan Center ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐฯ ระบุว่า การข่มขู่และการโจมตีของอิหร่านเหล่านี้ "น่าจะเป็นการส่งสัญญาณเตือนโดยนัยไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอมาน... ว่าอิหร่านจะยังคงโจมตีเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศต่อไปหากประเทศเหล่านั้นไม่ให้ความร่วมมือกับอิหร่าน"

แม้จะไม่มีการโจมตีเหล่านี้เกิดขึ้น "กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับต่างก็เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจไม่กลับคืนสู่ภาวะปกติอยู่แล้ว" ยาสมีน ฟารุก (Yasmine Farouk) หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับของ International Crisis Group ซึ่งเป็นองค์กรคลังสมองไม่แสวงหาผลกำไร กล่าว "พวกเขาจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเองผ่านเวทีหารือระดับภูมิภาค"

คาดว่าซาอุดีอาระเบียจะเป็นแกนนำในการหารือในวงกว้างเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาค โดยมีการจัดประชุมแบบทวิภาคีโดยตรงกับอิหร่านในประเด็นการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ อาจมีการรวมกลุ่มประเทศอื่น ๆ เข้ามาด้วย ซึ่งรวมถึงอิรักที่ต้องพึ่งพาการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบดังกล่าวในทางเศรษฐกิจ

แต้มต่อสำคัญที่กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับมีอยู่ในมือคือเรื่องการเงิน กล่าวคือความสามารถในการเข้าไปลงทุนในอิหร่าน ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตอันเป็นผลมาจากทั้งมาตรการคว่ำบาตรและผลกระทบจากสงคราม

"พวกเขามองว่านี่คือจุดอ่อนสำคัญของอิหร่านเมื่อสงครามสิ้นสุดลง" คุณฟารุกกล่าว

อย่างไรก็ตาม พวกเขาจะพยายามเรียกร้องข้อตกลงหรือเงื่อนไขบางประการจากอิหร่านเพื่อลดภัยคุกคามที่พวกเขาต้องเผชิญจากอีกฝั่งของน่านน้ำ ซึ่งอาจหมายถึงการจำกัดจำนวนขีปนาวุธที่อิหร่านได้รับอนุญาตให้มีไว้ในครอบครอง หรือการสกัดกั้นความพยายามของรัฐบาลอิหร่านในการติดอาวุธให้แก่กลุ่มตัวแทน (proxy groups) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้ก่อเหตุโจมตีประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับระหว่างสงครามครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

การประชุมหารือหลายเวทีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งภายในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับเอง และควบคู่ไปกับการเจรจาในวงกว้างระหว่างเตหะรานกับวอชิงตัน สะท้อนให้เห็นว่าภูมิภาคนี้กำลังปรับเปลี่ยนจากการพึ่งพาสหรัฐฯ เป็นหลักไปสู่แนวทางอื่น

"สหรัฐฯ จะยังคงเป็นเสาหลักของโครงสร้างและระบบการป้องกันประเทศของพวกเขาต่อไป" คุณฟารุกกล่าว "สหรัฐฯ ผูกขาดความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศและการจัดหาอาวุธในภูมิภาคอ่าวอาหรับมาอย่างยาวนาน แต่หากมีสิ่งใดที่สหรัฐฯ ไม่มี หรือไม่สามารถจัดหาให้ได้ทันท่วงที หรือหากสหรัฐฯ ไม่มีศักยภาพเพียงพอในการรับมือกับภัยคุกคามจากอิหร่าน พวกเขาก็จะหันไปหาทางเลือกอื่นจากแหล่งอื่นแทน"

การกระจายความร่วมมือด้านความมั่นคงไปยังพันธมิตรรายอื่นกำลังเกิดขึ้นจริงแล้ว โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คูเวตได้จัดทำกรอบความร่วมมือด้านการจัดหาอาวุธกับตุรกีเพื่อซื้อโดรนและระบบป้องกันภัยทางอากาศ นอกจากนี้ ยูเครนยังเพิ่งลงนามในข้อตกลงเพื่อส่งออกโดรนให้กับซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) อีกด้วย

กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับกำลังมองหาความร่วมมือที่กว้างไกลออกไป โดยซาอุดีอาระเบียได้จัดการประชุมหลายครั้งในกรอบความร่วมมือสี่ฝ่าย (quad) ร่วมกับอียิปต์ ปากีสถาน และตุรกี

ความเชื่อมั่นที่มีต่อสหรัฐฯ เริ่มถดถอยลงตั้งแต่สมัยรัฐบาลชุดแรกของนายทรัมป์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขานำสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านในปี 2018 ซึ่งส่งผลให้เตหะรานค่อยๆ เลิกปฏิบัติตามข้อจำกัดต่างๆ ในโครงการนิวเคลียร์ของตน

ต่อมา ในวาระการดำรงตำแหน่งปัจจุบันของนายทรัมป์ การตัดสินใจที่จะทำสงครามกับอิหร่านถึงสองครั้ง รวมถึงการขู่ว่าจะถอนตัวจากนาโต (NATO) ทำให้หลายประเทศกังวลว่า แม้จะมีข้อผูกพันที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากวอชิงตัน แต่นั่นอาจไม่ได้เป็นหลักประกันที่มั่นคงเพียงพอ

กระนั้น พวกเขาก็คงยังพยายามหาหนทางเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นดังกล่าว โดยอาจเป็นไปในรูปแบบเดียวกับคำสั่งฝ่ายบริหารที่นายทรัมป์ลงนามในปี 2025 เพื่อ "รับรองความมั่นคงของรัฐกาตาร์" อย่างไรก็ตาม บรรดาชาติในอ่าวอาหรับต่างตระหนักแล้วว่า "เราจำเป็นต้องดำเนินนโยบายโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าสหรัฐฯ อาจจะไม่อยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยเหลือเรา หรือต่อให้ยังอยู่ สหรัฐฯ ก็อาจกระทำการบางอย่างที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อเราได้" คุณ Tol กล่าว

และแม้ว่าจะมีความพยายามทางการทูตหลายครั้งตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพื่อสานสัมพันธ์กับอิหร่าน—รวมถึงกรณีที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ยอมหลับตาข้างหนึ่งปล่อยให้รัฐบาลอิหร่านโยกย้ายเงินทุนที่ถูกคว่ำบาตรผ่านดูไบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก—แต่พวกเขาก็ยังคงตกเป็นเป้าหมายอยู่ดี

ประเด็นนี้น่ากังวลยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาถึงรัฐบาลอิหร่านชุดใหม่ที่มีแนวคิดสุดโต่งกว่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลชุดก่อนๆ ไม่เคยสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งที่พวกเขาสามารถใช้การควบคุมช่องแคบแห่งนี้เป็นเครื่องมือต่อรองหรืออาวุธทางยุทธศาสตร์ได้

ด้วยเหตุนี้ ชาติในอ่าวอาหรับจึงจะไม่เรียกร้องให้กองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากภูมิภาคนี้โดยสิ้นเชิง แม้ว่าพวกเขาจะยังคงรู้สึกผิดหวังกับกรณีที่สหรัฐฯ ไม่ทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ก็ตาม

แต่พวกเขาจะ "ปรับปรุงยุทธศาสตร์ของตนด้วยการเตรียมแผนสำรอง (แผน B และแผน C) ไว้รองรับ ในกรณีที่สหรัฐฯ ไม่ปฏิบัติตามหลักประกันด้านความมั่นคงและคำมั่นสัญญาเรื่องการป้องกันประเทศ" คุณ Farouk กล่าว

แปลจากบทความ
Gulf plans to cut the US out of Iran deal

https://www.yahoo.com/news/politics/articles/gulf-plans-cut-us-iran-050000409.html

The Telegraph
June 30, 2026




อเมริกา 250 ปี ‘Freedom Trucks’ ขบวนรถพิพิธภัณฑ์เคลื่อนที่ ของทรัมป์มาแล้ว กำลังตระเวนไปทั่วสหรัฐ เพื่อนำเสนอประวัติศาสตร์อเมริกัน (แบบฟอกขาว) ในมุมมองที่รัฐบาลนี้เห็นชอบ (สมเป็นทรัมป์จริงๆ ความเห็นของเขาต้องอยู่เหนือความจริงเสมอ)









รถบรรทุก “Freedom Trucks” ที่ได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์ เล่าเรื่องราวการก่อตั้งประเทศในแบบที่ถูกดัดแปลงให้ดูดีขึ้น - The Washington Post https://apple.news/APEXWf97MQ6m4X3qauag3gg

บทความจาก The Washington Post เน้นย้ำถึงการเปิดตัว “Freedom Trucks” ซึ่งเป็นรถบรรทุก 18 ล้อขนาดใหญ่พิเศษ 6 คัน ที่ได้รับการดัดแปลงให้ทำหน้าที่เป็นพิพิธภัณฑ์เคลื่อนที่ทั่วประเทศ ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง 14 ล้านดอลลาร์ และประสานงานโดยโครงการ Freedom 250 ของทำเนียบขาว ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน กองยานพาหนะนี้เป็นหัวใจสำคัญของการวางแผนของรัฐบาลสำหรับการฉลองครบรอบ 250 ปีของอเมริกาที่จะมาถึง

นิทรรศการนำเสนอประสบการณ์ไฮเทคและโต้ตอบได้สูง ออกแบบโดย Prager University ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรสายอนุรักษ์นิยม คุณสมบัติเด่น ได้แก่ ภาพเหมือนของจอร์จ วอชิงตันที่สร้างด้วย AI ซึ่งพูดคุยกับผู้เข้าชม แบบทดสอบความรู้ด้านพลเมืองแบบโต้ตอบ (เช่น “คุณเป็นผู้ภักดีหรือผู้รักชาติ?”) และ “กำแพงวีรบุรุษอเมริกัน”

อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญของบทความนี้คือการถกเถียงที่เข้มข้นขึ้นเกี่ยวกับวิธีการนำเสนอประวัติศาสตร์อเมริกันของนิทรรศการ โดยนักวิจารณ์และนักประวัติศาสตร์โต้แย้งว่าเรื่องราวในนิทรรศการนั้นทำให้ความเป็นจริงที่ซับซ้อนดูดีขึ้นหรือ "ปกปิด" ความจริงเหล่านั้นอย่างมาก:

เรื่องราวเกี่ยวกับการเป็นทาส: นิทรรศการนี้แสดงให้เห็นว่าการเป็นทาสเป็นเพียงอุปสรรคชั่วคราวที่ถูกเอาชนะได้ในที่สุดด้วยอุดมการณ์ที่ฝังอยู่ในคำประกาศอิสรภาพ แม้ว่าจะกล่าวถึงบุคคลสำคัญชาวผิวดำ เช่น ฟิลลิส วีทลีย์ เฟรเดอริก ดักลาส และมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ แต่นักวิจารณ์ชี้ให้เห็นว่านิทรรศการนี้ละเลยข้อเท็จจริงที่ว่าบิดาผู้ก่อตั้งหลักๆ—รวมถึงจอร์จ วอชิงตัน โทมัส เจฟเฟอร์สัน และเจมส์ แมดิสัน—ต่างก็เป็นเจ้าของทาส และไม่ได้กล่าวถึงความเป็นจริงเชิงระบบและสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนของการเป็นทาส

กรอบทางวัฒนธรรมที่แตกต่าง: นักประวัติศาสตร์และนักวิจารณ์หัวก้าวหน้าโต้แย้งว่านิทรรศการนี้วาดภาพอเมริกาในยุคแรกๆ ที่ไม่สมดุล โดยมองว่าอเมริกาเป็นประเทศที่มีคนผิวขาวและนับถือศาสนาคริสต์เป็นหลัก ตัวอย่างเช่น นิทรรศการเน้นย้ำอย่างหนักว่าสิทธิเป็น "ของขวัญจากพระเจ้า" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเครื่องมือที่ผู้จัดงานจัดเตรียมไว้สำหรับกิจกรรมทางศาสนา ในขณะเดียวกันก็ลดความสำคัญของการแยกศาสนาออกจากรัฐตามรัฐธรรมนูญ

บริบททางการเมือง: โครงการนี้แสดงถึงการต่อต้านอย่างจงใจต่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาและวัฒนธรรมล่าสุด (เช่น โครงการ 1619 หรือหลักสูตรการเรียนการสอนที่ปรับปรุงใหม่) ที่มุ่งเน้นไปที่การเหยียดเชื้อชาติอย่างเป็นระบบและความล้มเหลวทางประวัติศาสตร์ แนวทางนี้สอดคล้องกับนโยบายของฝ่ายบริหาร เช่น คำสั่งฝ่ายบริหารที่มุ่งขจัด "อุดมการณ์ที่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" หรือถ้อยคำที่ "ดูแคลน" ชาวอเมริกัน ออกจากพื้นที่ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ (National Park Service)

กลุ่มผู้สนับสนุนและผู้จัดทำโครงการต่างปกป้องความคิดริเริ่มนี้ โดยมองว่าเป็นความพยายามที่จำเป็นและแสดงถึงความรักชาติ เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ของชาติที่มีร่วมกันและสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นพลเมือง พวกเขาให้เหตุผลว่า เรื่องราวของอเมริกาโดยเนื้อแท้แล้วคือเรื่องราวของการก้าวข้ามข้อบกพร่องต่างๆ ได้อย่างสง่างาม มิใช่การถูกนิยามด้วยข้อบกพร่องเหล่านั้น ซึ่งถือเป็นการสื่อสารในเชิงบวกที่ช่วยสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในขณะที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่หมุดหมายสำคัญครบรอบ 250 ปี



วันนี้ (30 มิย.) เป็นวันขีด "เส้นตาย" ที่ผู้ประท้วงกำหนดไว้สำหรับผู้อพยพที่อยู่อย่างไม่ถูกต้อง ต้องออกจากประเทศทั้งหมด แอฟริกาใต้เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นแสงแห่งความหวังและสันติภาพ เมื่อเนลสัน แมนเดลา นำพาประเทศจากพันธนาการของการแบ่งแยกสีผิวไปสู่ประชาธิปไตยแบบพหุเชื้อชาติ เกิดอะไรขึ้น ?



แอฟริกาใต้เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นแสงแห่งความหวังและสันติภาพ เมื่อเนลสัน แมนเดลา นำพาประเทศจากพันธนาการของการแบ่งแยกสีผิวไปสู่ประชาธิปไตยแบบพหุเชื้อชาติ

แต่ตอนนี้กลับถูกประณามจากคลื่นแห่งการละเมิดและความรุนแรงต่อผู้อพยพชาวแอฟริกันอย่างน่าตกใจ

วันนี้ ผู้ประท้วงจะรวมตัวกันทั่วประเทศเพื่อเดินขบวนต่อต้านผู้อพยพ ซึ่งหลายคนเกรงว่าจะบานปลายไปสู่ความรุนแรง วันอังคารเป็น "เส้นตาย" ที่ผู้ประท้วงกำหนดไว้สำหรับผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารทั้งหมดที่จะต้องออกจากประเทศ

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

สามสิบปีนับตั้งแต่สิ้นสุดการแบ่งแยกสีผิว แอฟริกาใต้ยังคงมีความเหลื่อมล้ำ การเติบโตทางเศรษฐกิจช้า และหนึ่งในสามของประชากรว่างงาน

ในอดีต รัฐบาลแบ่งแยกสีผิวใช้แรงงานอพยพจากทั่วแอฟริกาเพื่อกดค่าแรงให้ต่ำในเหมืองทองคำและบ่อนทำลายสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นนโยบายที่ฝังแน่นอยู่ในความทรงจำร่วมกัน

ปัจจุบัน หนึ่งในสามของประชากรตกงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราการว่างงานที่สูงที่สุดในโลก ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจก็สูงที่สุดในโลกเช่นกัน เมื่อพิจารณาจากบางมาตรวัด

ถึงกระนั้น แอฟริกาใต้ก็ยังคงเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกาและยังคงดึงดูดผู้อพยพอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งแอฟริกาใต้ (StatsSA) ประชากรผู้อพยพอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านคน หรือประมาณ 4% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานโลก ในสหราชอาณาจักรมีสัดส่วน 17% ในแคนาดา 22% และในออสเตรเลีย 30% ตามข้อมูลของสหประชาชาติปี 2024

“ความรู้สึกโดยทั่วไปคือมีผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในประเทศ แต่ข้อมูลชี้ให้เห็นตรงกันข้าม” แอนโทนี คาซิโบนี นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์พัฒนาสังคมในแอฟริกา มหาวิทยาลัยโจฮันเนสเบิร์ก กล่าว

เจ้าหน้าที่ของแอฟริกาใต้ระบุว่า ประเทศตะวันตกก็เผชิญกับความตึงเครียดที่คล้ายคลึงกันเกี่ยวกับการอพยพ ซึ่งมักถูกกระตุ้นด้วยการเมืองที่แบ่งแยกและข้อมูลที่ผิดพลาด

ที่จริงแล้ว มีบทความยาวที่ให้ข้อมูลเชิงลึกซึ่งผมขอแนะนำให้ทุกคนอ่าน บทความนี้เน้นถึงผลกระทบของกระแสต่อต้านผู้อพยพที่เพิ่มสูงขึ้นในอังกฤษ ซึ่งผมได้นำมาใช้ในหัวข้อ ‘ประเด็นพูดคุย’ ในวันนี้ – คล้ายกับเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มคนชายขอบที่หวาดกลัวความปลอดภัยของตนเองหลังจากเหตุการณ์จลาจลเหยียดเชื้อชาติที่ผมเขียนถึงในปี 2024

ใครอยู่เบื้องหลังและทำไม?

กลุ่ม March and March เป็นกลุ่มจากแอฟริกาใต้ ก่อตั้งขึ้นในเมืองเดอร์บันในปี 2024 โดยอดีตผู้ดำเนินรายการวิทยุ Jacinta Ngobese-Zuma

แล้วใครอยู่เบื้องหลังและทำไม?

March and March เป็นกลุ่มจากแอฟริกาใต้ ก่อตั้งขึ้นในเมืองเดอร์บันในปี 2024 โดย Jacinta Ngobese-Zuma อดีตผู้ดำเนินรายการวิทยุ

หัวใจสำคัญของความเคลื่อนไหวนี้คือแนวคิดที่ว่าพลเมืองแอฟริกาใต้ควรได้รับสิทธิก่อนในด้านการจ้างงาน การสาธารณสุข ที่อยู่อาศัย และทรัพยากรสาธารณะอื่นๆ โดยมักใช้สโลแกนอย่าง "ให้คนแอฟริกาใต้มาก่อน" (Put South Africans First) พร้อมเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองที่เข้มงวดขึ้นและการเนรเทศผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารรับรองสถานะ

มีการกล่าวโทษผู้อพยพว่าเป็นต้นเหตุของการแย่งงาน ก่ออาชญากรรม และสร้างภาระหนักแก่บริการสาธารณะ ซึ่งนักสังคมศาสตร์ระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ปราศจากหลักฐานรองรับ

กลุ่มผู้อพยพมองว่ากำหนดเส้นตายดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายของพวกเขา

นับตั้งแต่เริ่มมีการประท้วงในเดือนเมษายน เหตุความรุนแรงได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 5 ราย อีกทั้งยังมีผู้คนนับพันต้องละทิ้งบ้านเรือน หรือต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ธุรกิจและทรัพย์สินของตนถูกทำลาย

เหตุโจมตีในลักษณะนี้ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นระยะในแอฟริกาใต้มาตั้งแต่ปี 2008 มักไม่แยกแยะระหว่างผู้ที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมายกับผู้ที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมาย

พยานในเหตุการณ์ระบุว่า เจ้าของบ้านเช่าในเมืองเดอร์บันและโจฮันเนสเบิร์กต่างไล่ผู้เช่าชาวต่างชาติออกจากที่พักอย่างผิดกฎหมาย เนื่องจากเกรงว่าอาคารของตนจะถูกทำลายเสียหาย

"คนเหล่านี้ทุกคนถูกเจ้าของบ้านไล่ออกมา" มาบาโก มาโจเล (Mabako Majole) ผู้นำชุมชนชาวคองโกกล่าว ขณะยืนอยู่เคียงข้างกลุ่มคนที่ต้องนอนพักแรมตามท้องถนนในย่านใจกลางเมืองเดอร์บันจำนวนราว 100 คน "ทุกคนที่นี่เข้ามาอย่างถูกกฎหมายและมีเอกสารรับรองครบถ้วน"

คาดว่าการเดินขบวนประท้วงในหลายเมืองจะดึงดูดชาวแอฟริกาใต้จำนวนหลายพันคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยหรือว่างงาน และมองว่าชาวต่างชาติเป็นต้นเหตุของความยากลำบากในชีวิตของพวกเขา

กระแสต่อต้านผู้อพยพ รวมถึงสิ่งที่นักวิจารณ์มองว่าเป็นความล้มเหลวของตำรวจในการปกป้องผู้ตกเป็นเหยื่อ ได้ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อภาพลักษณ์ของแอฟริกาใต้ในยุคหลังเนลสัน แมนเดลา ซึ่งเคยได้รับการยกย่องในฐานะผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน อีกทั้งยังสร้างความตึงเครียดในความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ในทวีปแอฟริกาอีกด้วย

ข้อเท็จจริงเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาต่างๆ จากกลุ่มเคลื่อนไหวเหล่านี้

ทำไมกลุ่มผู้เดินขบวนประท้วงถึงมุ่งเป้าไปที่ผู้อพยพชาวแอฟริกัน?

กลุ่มต่อต้านชาวต่างชาติอ้างว่าแอฟริกาใต้กำลังเผชิญกับปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมายล้นเมือง ซึ่งเข้ามาแย่งงานคนในท้องถิ่น แย่งใช้บริการสาธารณะที่มีอยู่อย่างจำกัด และเป็นต้นเหตุของอัตราอาชญากรรมที่พุ่งสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน Musa Hlongwa ประธานกลุ่มภาคประชาสังคมต่อต้านผู้อพยพที่ชื่อว่า "United South Africa" ​​ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า:

"ชาวแอฟริกาใต้เบื่อหน่ายกับการต้องยืนต่อคิวรอนานในโรงพยาบาล... ต้องแย่งชิงที่เรียนในโรงเรียนรัฐบาลกับผู้อพยพผิดกฎหมาย... ต้องแย่งงานกับชาวต่างชาติ... และเบื่อหน่ายกับชาวไนจีเรียที่ลักลอบขายยาเสพติดให้กับเยาวชนในประเทศนี้"

มีชาวแอฟริกาใต้จำนวนเท่าไรที่มีความคิดเห็นเช่นนี้?

ผลสำรวจ 3 ฉบับจากปีที่แล้วชี้ให้เห็นถึงกระแสต่อต้านผู้อพยพที่เพิ่มสูงขึ้น

ผลสำรวจจากสภาวิจัยวิทยาศาสตร์มนุษย์ (Human Sciences Research Council) ระบุว่าชาวแอฟริกาใต้มีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้อพยพมากกว่าที่เคยเป็นมา โดยมีผู้ใหญ่เพียง 1 ใน 6 คนเท่านั้นที่ระบุว่าตนพร้อมต้อนรับชาวต่างชาติทุกคน ในขณะที่ 42% ระบุว่าจะไม่ต้อนรับเลย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 1 ใน 3 ในปี 2021

ผลสำรวจของ Afrobarometer แสดงให้เห็นว่าชาวแอฟริกาใต้ 7 ใน 10 คนมองว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากผู้อพยพเป็นเรื่องในเชิงลบ โดยมีสัดส่วนสูงถึง 85% ที่เห็นว่าทางการควรลดจำนวนผู้ลี้ภัยที่จะเข้ามา หรือยุติการรับผู้ลี้ภัยโดยสิ้นเชิง

ผลสำรวจของ Ipsos พบว่าเกือบ 3 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่มีความเชื่อมั่นในตัวผู้อพยพจากแอฟริกาเลยแม้แต่น้อย

ข้อกล่าวหาของกลุ่มต่อต้านผู้อพยพสอดคล้องกับความเป็นจริงเพียงใด?

ข้อกล่าวหาที่ 1: แอฟริกาใต้กำลังเผชิญกับปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมายล้นเมือง

ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2023 ระบุว่ามีผู้อพยพในแอฟริกาใต้จำนวน 3.1 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4.1% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งลดลงจากระดับ 5.6% เมื่อทศวรรษที่แล้ว

ตัวเลขดังกล่าวถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล โดยข้อมูลจากสหประชาชาติในปี 2024 ระบุว่าสัดส่วนผู้อพยพในสหราชอาณาจักรอยู่ที่ 17% แคนาดา 22% และออสเตรเลีย 30%

กลุ่มผู้รณรงค์กล่าวว่าตัวเลขสถิติดังกล่าวไม่ได้สะท้อนจำนวนที่แท้จริง ซึ่งน่าจะสูงกว่านี้เนื่องจากมีผู้ที่เข้ามาโดยไม่มีเอกสารรับรองรวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม สำนักงานสถิติแห่งชาติ (StatsSA) ใช้ข้อมูลจากการสำรวจสำมะโนประชากรที่ออกแบบมาให้ครอบคลุมถึงกลุ่มคนเหล่านี้ด้วยเช่นกัน "ภาพที่เห็นคือมีผู้คนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาในประเทศ แต่ข้อมูลกลับชี้ให้เห็นในทางตรงกันข้าม" แอนโทนี คาซิโบนี (Anthony Kaziboni) นักวิจัยอาวุโสประจำศูนย์พัฒนาสังคมในแอฟริกาแห่งมหาวิทยาลัยโจฮันเนสเบิร์กกล่าว

ข้อกล่าวหาที่ 2: ชาวต่างชาติเป็นต้นเหตุของอัตราการเกิดอาชญากรรมที่สูงในแอฟริกาใต้

แม้ตำรวจจะไม่ได้เปิดเผยข้อมูลสัญชาติของผู้ต้องโทษ แต่ตัวเลขจำนวนผู้ต้องขังจากกระทรวงยุติธรรมในปี 2017 ระบุว่ามีชาวต่างชาติถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำของแอฟริกาใต้จำนวน 11,842 คน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 6 ของจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด โดยในจำนวนนี้มี 1,380 คนที่ถูกคุมขังในความผิดฐานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

"หลักฐานทั้งหมดชี้ว่าผู้อพยพปฏิบัติตามกฎหมายในสัดส่วนที่สูงกว่าคนทั่วไป อาชญากรรมส่วนใหญ่ที่พวกเขาทำมักเป็นความผิดเกี่ยวกับกฎหมายคนเข้าเมือง" ลอเรน บี. แลนเดา (Loren B. Landau) ศาสตราจารย์ด้านการย้ายถิ่นและการพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดกล่าว

ข้อกล่าวหาที่ 3: ผู้อพยพชาวแอฟริกันแย่งงานคนในท้องถิ่น

รายงานของธนาคารโลกในปี 2018 ระบุว่า สำหรับผู้อพยพที่ได้รับการจ้างงานทุกๆ 1 คน จะมีการสร้างงานให้แก่ชาวแอฟริกาใต้เพิ่มขึ้นประมาณ 2 ตำแหน่งผ่านกิจกรรมทางธุรกิจ

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะผู้อพยพมีรายได้และนำเงินส่วนใหญ่ไปใช้จ่ายภายในแอฟริกาใต้เพื่อซื้อสินค้าและบริการที่ผลิตโดยคนในท้องถิ่น

"หากคุณเป็นเจ้าของร้านอาหารในแอฟริกาใต้... คุณก็จะมีฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น" ลอเรน กิลเบิร์ต (Lauren Gilbert) ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลรัฐศาสตร์ของ GeoQuant กล่าว

"หากผู้อพยพอาศัยอยู่ในที่พักที่มีสภาพครัวไม่เหมาะสม (ยกตัวอย่างเช่น) เนื่องจากที่พักของผู้อพยพมักมีสภาพย่ำแย่ พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะเลือกรับประทานอาหารริมทางมากกว่า"

ข้อกล่าวหาที่ 4: ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารใช้บริการสาธารณะที่มีอยู่อย่างจำกัดจนหมดไป

คาซิโบนีกล่าวว่า ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารมักไม่กล้าใช้บริการโรงพยาบาลหรือโรงเรียนของรัฐ ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทะเบียน เพราะเกรงว่าจะถูกตรวจสอบพบสถานะของตน

นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า แม้บริการด้านสาธารณสุขและการศึกษาทั่วประเทศกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก แต่สาเหตุหลักมาจากปัญหาการขาดแคลนงบประมาณลงทุนมาอย่างยาวนานและการทุจริตคอร์รัปชันที่ฝังรากลึก

"การโยนความผิดให้ผู้อพยพว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤตระบบสาธารณสุขที่ล้มเหลวนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมและไม่มีมูลความจริง อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่สนับสนุนข้อกล่าวหาดังกล่าว" คาซิโบนีกล่าว “เราควรตำหนิการปกครองที่ย่ำแย่ การบริหารที่ผิดพลาด และการทุจริต” เขากล่าว โดยระบุว่าเงิน 1.5 ล้านล้านแรนด์ (91.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สูญเสียไปกับการทุจริตในช่วงที่อดีตประธานาธิบดีจาคอบ ซูมาดำรงตำแหน่ง บวกกับเงินอีก 1 พันล้านแรนด์ที่ใช้ไปกับการสืบสวนสอบสวน

แล้วทำไมถึงเกิดความเกลียดชังชาวต่างชาติ?

ในอดีต รัฐบาลแบ่งแยกสีผิวใช้แรงงานข้ามชาติจากทั่วแอฟริกาเพื่อกดค่าแรงให้ต่ำในเหมืองทองคำและบ่อนทำลายสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นนโยบายที่ฝังแน่นอยู่ในความทรงจำร่วมกัน

ปัจจุบัน หนึ่งในสามของประชากรตกงาน ซึ่งเป็นอัตราการว่างงานที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การให้บริการสาธารณะย่ำแย่มากจนทำให้พรรคแอฟริกันเนชั่นแนลคองเกรสสูญเสียเสียงข้างมากในการเลือกตั้งปี 2024 ความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลกตามการวัดบางอย่าง

ทั้งหมดนี้เป็นเชื้อเพลิงให้เกิดความโกรธแค้นที่ง่ายต่อการพุ่งเป้าไปที่ผู้อพยพ นักการเมืองมักปลุกปั่นเรื่องนี้ในช่วงใกล้เลือกตั้ง เพราะปีนี้จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นภายในเดือนพฤศจิกายน

"ผู้อพยพไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ภาคบริการและเศรษฐกิจต้องซบเซาลงแต่อย่างใด แต่ผู้คนมักจดจำเฉพาะสิ่งที่ตอกย้ำอคติของตนเองเท่านั้น" Landau กล่าว "สิ่งที่พวกเขามองข้ามไปคือการที่ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน ทำการค้า หรือนำทักษะความเชี่ยวชาญที่จำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจเข้ามาด้วย"

รวบรวมและแปลจาก Reuters

https://www.reuters.com/world/africa/what-is-behind-south-africas-anti-immigrant-protests-2026-06-26/








ศาลฎีกาสหรัฐ ตัดสินให้ทรัมป์แพ้ในเรื่องสิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิด โดยเป็นการยืนยันหลักกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมานานกว่าศตวรรษว่า ทารกที่เกิดบนแผ่นดินสหรัฐฯ ย่อมมีสถานะเป็นพลเมืองสหรัฐฯ ไม่ว่า พ่อแม่จะมี"สายเลือด" (blood-based) จากไหน






https://x.com/ABC/status/2071975692586172513
.....

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ปฏิเสธความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะยกเลิกสิทธิการได้รับสัญชาติโดยกำเนิดในสหรัฐฯ ผ่านคำสั่งฝ่ายบริหาร โดยเป็นการยืนยันหลักกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมานานกว่าศตวรรษว่า ทารกที่เกิดบนแผ่นดินสหรัฐฯ ย่อมมีสถานะเป็นพลเมืองสหรัฐฯ

คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 ในคดี Trump v. Barbara ได้สั่งระงับคำสั่งฝ่ายบริหารที่ออกเมื่อเดือนมกราคม 2025 และเป็นการปกป้องบทบัญญัติว่าด้วยสัญชาติ (Citizenship Clause) ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 ตามหลักรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

คำตัดสินนี้ปฏิเสธความพยายามของรัฐบาลในการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพื่อตัดสิทธิการได้รับสัญชาติโดยอัตโนมัติของเด็กที่เกิดบนแผ่นดินสหรัฐฯ ซึ่งมีพ่อแม่เป็นผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารรับรองสถานะหรือถือวีซ่าชั่วคราว

ประเด็นสำคัญจากคำตัดสิน

1. ความเห็นของเสียงข้างมาก: รากฐานทางรัฐธรรมนูญ

ประธานศาลสูงสุด John Roberts เป็นผู้เขียนความเห็นของเสียงข้างมาก โดยมีผู้พิพากษา Amy Coney Barrett และผู้พิพากษาฝ่ายเสรีนิยมอีก 3 ท่านร่วมลงนามสนับสนุน Roberts ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับตัวบทกฎหมาย บริบททางประวัติศาสตร์ และคำตัดสินที่เป็นบรรทัดฐานสำคัญในปี 1898 ในคดี United States v. Wong Kim Ark

การนิยามขอบเขตอำนาจศาล (Jurisdiction): ศาลปฏิเสธข้อโต้แย้งของรัฐบาลที่พยายามตีความใหม่ว่าวลี "อยู่ภายใต้อำนาจศาลของสหรัฐฯ" (subject to the jurisdiction thereof) จำเป็นต้องอาศัยความจงรักภักดีทางการเมืองอย่างเป็นทางการหรือสถานะทางกฎหมายแบบถาวร แต่ศาลยืนยันว่าวลีดังกล่าวหมายถึงเพียงแค่การอยู่ภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ เท่านั้น

การแก้ไขความอยุติธรรมในอดีต: Roberts เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างหลักการให้สัญชาติโดยยึดถือ "ดินแดนที่เกิด" (soil-based) ตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 กับคำตัดสินในคดี Dred Scott ปี 1857 ที่น่ารังเกียจ (odious) ซึ่งใช้หลักการยึดถือ "สายเลือด" (blood-based) มาปฏิเสธสัญชาติของชาวอเมริกันผิวดำ

“สัญชาติ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน คือสิทธิที่จะมีสิทธิ—คือสิทธิในการมีส่วนร่วมในสังคมการเมืองของเราอย่างเสรี ผู้ร่างบทบัญญัติการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 ได้ขยายคำมั่นสัญญานั้นไปสู่ ​​'ทุกคนที่เกิดมาอย่างเสรีบนแผ่นดินนี้' และในวันนี้ เรายังคงรักษาคำมั่นสัญญานั้นไว้”

— ประธานศาลสูงสุด John Roberts

2. ผลการลงมติ 6 ต่อ 3 และความเห็นพ้องของ Kavanaugh

แม้ผลการลงมติโดยรวมเพื่อระงับคำสั่งฝ่ายบริหารจะเป็น 6 ต่อ 3 แต่เหตุผลทางกฎหมายกลับมีความเห็นแตกออกเป็น 5 ต่อ 4 ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวรัฐธรรมนูญเอง:

กลุ่มเสียงข้างมากในเชิงโครงสร้าง (ผู้พิพากษา 5 ท่าน): Roberts, Barrett, Sotomayor, Kagan และ Jackson วินิจฉัยว่าคำสั่งฝ่ายบริหารดังกล่าวละเมิดบทบัญญัติการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 อย่างชัดเจน ความเห็นพ้องในประเด็นข้อกฎหมาย: ผู้พิพากษา Brett Kavanaugh เห็นพ้องให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว แต่ใช้เหตุผลทางกฎหมายระดับรัฐบาลกลาง (federal statutory law) เป็นฐานในการตัดสินแทนที่จะอ้างอิงรัฐธรรมนูญ มุมมองของเขาเปิดช่องทางในทางทฤษฎีให้สภาคองเกรสในอนาคต—ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร—สามารถแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการเข้าเมืองได้ แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องอาศัยฉันทามติทางการเมืองในระดับที่สูงมากก็ตาม

ความเห็นแย้ง: ผู้พิพากษา Clarence Thomas, Samuel Alito และ Neil Gorsuch ได้แสดงความเห็นแย้ง โดยผู้พิพากษา Thomas ได้เขียนความเห็นแย้งที่มีเนื้อหายาวถึง 91 หน้า ซึ่งโต้แย้งว่าเจตนารมณ์ดั้งเดิมของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงบุตรของชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักชั่วคราวหรือผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย

ผลกระทบในวงกว้าง

เนื่องจากศาลชั้นต้นหลายแห่งได้ระงับคำสั่งฝ่ายบริหารนี้ทันทีหลังจากมีการลงนาม นโยบายดังกล่าวจึงไม่เคยมีผลบังคับใช้จริงในพื้นที่ใดของสหรัฐอเมริกา

หากคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการเข้าเมืองประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อการเกิดของเด็กประมาณ 250,000 คนต่อปี นอกเหนือจากผลกระทบต่อครอบครัวที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายแล้ว ข้อจำกัดดังกล่าวยังจะสร้างความยุ่งยากอย่างมากต่อผู้ถือวีซ่าชั่วคราวที่เข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายนับแสนคน ซึ่งรวมถึงบุคลากรด้านเทคโนโลยีที่มีทักษะสูง นักศึกษาต่างชาติ และแรงงานต่างด้าว เนื่องจากมาตรการนี้กำหนดให้บิดามารดาต้องแสดงหลักฐานยืนยันสถานะการมีถิ่นที่อยู่ถาวรหรือความเป็นพลเมืองโดยตรงภายในห้องคลอดเพื่อขอรับสูติบัตร